ลูกเทพ … ลูกมาร …สังคมที่ไร้ธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 08:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/413361

ลูกเทพ ... ลูกมาร ...สังคมที่ไร้ธรรม

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : ในสภาพสังคมที่ไร้เสถียรในทุกด้าน จึงปรากฏเรื่องไร้สาระมากมาย จนให้เบื่อหน่าย ยิ่งเห็นปรากฏการณ์ตุ๊กตาของเล่นเด็ก กลายเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจของคนในสังคมบ้านเรา ยิ่งสะท้อนให้เห็นภาวะจิตแห่งความว้าเหว่ ขาดที่พึ่งพิง จนต้องถามตนเองว่า พุทธศาสนาได้สูญหายไปจากจิตวิญญาณชาวพุทธหมดสิ้นแล้วหรือ…

วิสัชนา : เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… คงจะไม่มีศาสนาใดที่กล้าหาญประกาศชัดเจนว่า …จงปฏิบัติอย่างนี้เถิด อย่าได้ปฏิบัติอย่างนั้นเลย… หนทางแห่งการปฏิบัติในทางสายกลางนี้ (อริยมรรค) หนทางเดียวเท่านั้นที่นำไปสู่ความดับทุกข์สิ้น!

องค์คุณของการดำเนินไปสู่เส้นทางเพื่อการดับทุกข์หรือจะเข้าสู่การปฏิบัติตามองค์ธรรมทั้ง ๘ ในอริยมรรคได้นั้น บุคคลเหล่านั้นจะต้องมีคุณสมบัติฝ่ายดี (คุณธรรม) ในเบื้องต้น คือ

๑.มีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย

๒.ตั้งมั่นอยู่ในศีล

ศรัทธาที่ดี มหาศีลที่บริสุทธิ์ ย่อมสร้างองค์คุณให้บุคคลนั้นสามารถก้าวย่างสู่การพัฒนาจิต ยกระดับชีวิตขึ้นจาก ปุถุชน สู่ความเป็น กัลยาณชน สู่ความเป็น อริยบุคคล ได้จริง… เพื่อสู่ความดับทุกข์สิ้น (นิพพาน)

ศรัทธา จึงเป็นดุจกุญแจดอกสำคัญดอกที่หนึ่ง และศีล จึงเป็นดุจดอกกุญแจดอกที่สอง ที่จะเปิดประตูขึ้นสู่ถนนอริยมรรค…

ศรัทธานั้นแยกเป็น ศรัทธาโลกียะ และศรัทธาโลกุตตระ ซึ่งจะแสดงถึงคุณภาพจิตเป็นสำคัญ โดยในความหมายของศรัทธานั้น คือ ความรู้เข้าใจในองค์คุณของพระรัตนตรัย จนปักใจเชื่อไม่คลอนแคลนในองค์คุณของพระทั้ง ๓

 

ความเชื่อมั่นอย่างมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง จึงนำไปสู่การเพียรปฏิบัติชอบ ประกอบตนอยู่ในศีลอย่างมีสติปัญญา จึงเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ และเห็นคุณค่าของผู้มีศีล จึงพร้อมจะกระทำจาคะ คือ ไม่เสียดายในการบริจาคให้กับผู้มีศีล …ยินดีคบหากับผู้มีศีลที่ประกอบด้วยศรัทธาที่มีสติปัญญา จึงนำไปสู่การมีสุตะ คือ ได้สดับอริยธรรม …ตรงนี้สำคัญที่สุด เพราะนำไปสู่การมีปัญญา…

ความประเสริฐสุดในพระพุทธศาสนาอยู่ตรงนี้เอง คือ การปฏิบัติให้เข้าใจโลก… รู้แจ้งธรรมได้จริงด้วยตนเอง สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์จะไม่สอนสิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้… ที่พระองค์สอนคือสิ่งที่มนุษย์ทำได้… คำว่า “พึ่งตน-พึ่งธรรม” จึงเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ที่เป็นศาสนาที่ว่าด้วยการปฏิบัติได้จริง…

จากปรากฏการณ์ดังที่ปุจฉามา ก็คงต้องสรุปว่า เป็นธรรมดาของสังคมที่ไร้ธรรม… เมื่อคนในสังคมทอดทิ้งธรรม… ไม่เข้าสู่พุทธศาสนาเพื่อความเป็นพุทธะ ไร้ศรัทธาที่ตรงธรรม อะไรๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดาของสังคมที่ล้มเหลวทางจิตวิญญาณของคนที่ไร้ภูมิต้านทาน ด้วยไร้คุณธรรม…

คำถามต่อไปว่าจะแก้ไขอย่างไร ก็ต้องตอบว่า… ต้องแก้ไขที่ตัวเรา ครอบครัวของเรา เป็นเบื้องต้น ให้มีความเห็นชอบถูกต้องตรงตามธรรม… และประพฤติธรรมให้ ถูกต้องชอบโดยธรรม… เมื่อได้ผลแล้ว ช่วยสงเคราะห์บุคคลที่ควรสงเคราะห์ด้วย นี่คือการสืบอายุพระพุทธศาสนาที่ แท้จริง…

…การบ่นก่นด่าโวยวาย ตีอกชกหัว ทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น โทษคนนั้น ด่าคนนี้ สาปแช่งดินฟ้าอากาศ หรือเรียกหาเทวดา บูชาความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุสิ่งของ เรียกร้องให้ผู้อื่นมาช่วยเหลือ นั่นไม่ใช่สารธรรมในพระพุทธศาสนานี้เลย… จึงไม่ต้องกล่าวให้เปลืองจิตในเรื่องลูกเทพ …ลูกมาร ที่ปรากฏในสังคมล้มเหลวทางคุณธรรมในปัจจุบัน เอวัง!

เจริญพร

 

ธรรมะไม่มี มุ่งหาไสยศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2559 เวลา 13:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/412566

ธรรมะไม่มี มุ่งหาไสยศาสตร์

การที่พระสงฆ์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการปลุกเสกทำพิธีตุ๊กตาลูกเทพถือเป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะผู้นำคำสอนทางศาสนาไม่ควรเข้าไปยุ่ง สังคมเราป่วยทางความเข้าใจในหลักศาสนา เลยไม่มีธรรมะโอสถเยียวยา มุ่งหาไสยศาสตร์ น่าเป็นห่วง

-พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์  เกี่ยวกับความเสื่อมศรัทธาในศาสนา 26 ม.ค. 59

อ่านบทสัมภาษณ์ทั้งหมด : http://www.posttoday.com/analysis/report/412525

 

ประชุมจัดงานมาฆบูชาปี’๕๙ ที่พุทธคยา อินเดีย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 11:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/412021

ประชุมจัดงานมาฆบูชาปี’๕๙ ที่พุทธคยา อินเดีย!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

อาตมาเดินทางมาร่วมประชุมกับคณะสงฆ์นานาชาติ/พุทธคยา อินเดีย ณ มหาโพธิสมาคมฯ ที่สนับสนุนการจัดงานมาฆบูชามาอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ปีที่ ๗ ใน ๒๕๕๙ นี้

ในปีนี้คงจะมีบุคคลสำคัญระดับสูงของประเทศไปร่วมงาน เพื่อการเฉลิมฉลองมาฆบูชาปีนี้ ที่จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ โดยเฉพาะการวางมงคลฤกษ์ กำหนดเขตอุโบสถ ณ ลานหินอ่อนโอวาทปาติโมกข์ เพื่อเป็นสถานที่กระทำสังฆกรรมของคณะสงฆ์

การจัดงานในปีนี้ได้รับความสนใจจากชาวพุทธในอินเดียสูงมาก มีการเตรียมตัวเดินทางมาร่วมงานกันแต่เนิ่นๆ ภายใต้การนำของประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. แห่งรัฐบาลของรัฐมหาราษฏระ อินเดีย โดยจะมีผู้ว่าราชการรัฐพิหาร และรัฐมนตรีในรัฐบาลแห่งรัฐพิหาร มาร่วมงานเพื่อถวายการต้อนรับ… ดังที่มีการกำหนดรายการไว้อย่างชัดเจน

ในส่วนของทางฝ่ายไทยเรา ในปีนี้ได้อาราธนานิมนต์ พระเทพโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา/อินเดีย เป็นประธานการจัดงานฯ ฝ่ายคณะสงฆ์ไทยในอินเดีย-เนปาล โดยจะมีพิธีการเปิดป้ายวัดไทยสิริราชคฤห์ และอธิษฐานเขตอุโบสถ ปิดทองลูกนิมิตด้วย จึงเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรกับงานมาฆบูชาครั้งที่ ๗ ณ เวฬุวันมหาวิหาร แห่งพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ ในปีนี้

จากการประชุมร่วมกับคณะสงฆ์นานาชาติ พุทธคยา/อินเดีย ซึ่งได้รับความร่วมมือด้วยดีที่จะสนับสนุนการจัดงานดังเช่นเคย เมื่อ ๒๒ ม.ค. ๒๕๕๙ ตั้งแต่เวลา ๑๕.๐๐-๑๗.๐๐ น. อาตมาได้กล่าวต่อที่ประชุม มีสาระโดยสรุปที่ควรนำมาเผยแพร่เพื่อสาธุชนได้อนุโมทนาดังนี้…

“การจัดงานมาฆบูชาจึงเป็นการมองเข้าไปถึงจุดสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา ในระยะเวลายาวนาน ๒,๖๐๐ กว่าปี เพราะเราไม่สนใจ เพราะเราไม่เข้าใจ เพราะเราไม่จริงใจกับพระโอวาทปาติโมกข์ วันนี้คณะสงฆ์ทั่วโลกจึงมีปัญหา เป็นปัญหาที่เสื่อมถอยจากพระธรรมวินัย

ฉะนั้น การที่เราพยายามจัดงานนี้ จึงไม่ใช่เราต้องการจัดงาน แต่เราต้องการให้คณะสงฆ์ทุกชาติทุกนิกายได้หันกลับมาสนใจความหมายธรรมในวันสำคัญของงานมาฆบูชาต่างหาก ดังที่เมื่อปีที่แล้วที่เราจัดขึ้น มีการประชุมคณะสงฆ์นานาชาติที่พุทธคยา มหาโพธิสมาคมของอินเดีย ภายใต้การนำของท่านสีวลีเถระในครั้งที่แล้ว

และเราก็ได้ไปประชุมกันเพื่อประกาศอุดมการณ์ธรรมที่เวฬุวันมหาวิหาร ในการเฉลิมฉลองวันมาฆบูชา พ.ศ. ๒๕๕๘ เมื่อวันที่ ๓ มี.ค. ๒๕๕๘ มีใจความสำคัญว่า…

… อาตมาอยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในมาฆบูชาปีนี้ จึงมาพบปะกับท่านทั้งหลาย เพื่อเชิญชวนท่านทั้งหลายได้เข้าสู่เทศกาลมาฆบูชาอย่างสมบูรณ์พร้อม ในฐานะของความเป็นพระสงฆ์สาวกในพระพุทธศาสนา เป็นพระสงฆ์สาวกในความเป็นพระธรรมวินัยเดียวกัน แม้เราจะต่างนิกายกัน ด้วยความเคารพรักต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยหัวใจที่เหมือนกัน

แม้เราจะต่างสีผ้า เราจะต่างนิกาย ไม่ใช่สาระ แต่เราจะไม่ต่างใจกัน ภายใต้ความรักบูชาพระโอวาทปาติโมกข์ ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นพระสงฆ์ในพระศาสนา และเราจะถ่ายทอดความรู้สึกดังกล่าวนี้ไปสู่มหาชนศาสนิกชนทั้งหลายที่เขาเดินทางตามพวกเรามา เพื่อถวายความเคารพสักการะอันสูงสุดต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์

พระโอวาทปาติโมกข์นั้นเป็นหัวใจสำคัญยิ่งต่อการสถาปนาสังฆมณฑลให้เข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืนสืบเนื่อง

นั่นหมายถึงว่า เมื่อคณะสงฆ์หรือสังฆมณฑลเข้มแข็งสืบเนื่องมาถึงปัจจุบันได้ พระธรรมวินัยหรือคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น ก็ยังสืบเนื่องอย่างมั่นคงเข้มแข็งต่อไปอย่างแน่นอน

และหมายถึง อายุพระพุทธศาสนายังยั่งยืนสืบต่อไปในโลกนี้ตราบนานเท่านาน งานเทศกาลมาฆบูชาจึงเป็นงานสืบอายุพระศาสนาอย่างแท้จริง…”

เจริญพร

 

ประวัติ : สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง ป.ธ.9)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 21:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/410764

ประวัติ : สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง ป.ธ.9)

โดย…สมาน สุดโต

กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ประชุมเป็นกรณีพิเศษ เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2559 ที่ห้องประชุมพุทธมณฑล ได้เปล่งเสียงสาธุพร้อมกัน เมื่อสมเด็จพระะวันรัต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เสนอต่อที่ประชุมให้เห็นชอบที่จะเสนอนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อทูลเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ 9) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ขึ้นเป็นองค์พระประมุข สกลมหาสังฆปริณายก ของคณะสงฆ์ไทย เพราะเพียบพร้อมด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ ประพฤติพรหมจรรย์ มีจริยาวัตรงดงาม เป็นปูชนียะของบุคคลทั่วไป

ต่อมา ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2559 ณ สถานที่เดียวกัน ได้รับรองรายงานการประชุมพิเศษ เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2559 โดยเอกฉันท์

ประวัติสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ โดยย่อ

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อายุ 90 ปี ชื่อเดิม ช่วง นามสกุล สุดประเสริฐ เกิดเมื่อวันพุธที่ 26 ส.ค. 2468 ที่บ้านเลขที่ 32 ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โยมบิดาและโยมมารดา ชื่อ มิ่ง และ สำเภา สุดประเสริฐ

บรรพชาเมื่อวันจันทร์ที่ 1 พ.ค. 2482 ณ วัดสังฆราชา เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร อุปสมบทเมื่อวันศุกร์ที่ 11 พ.ค. 2488 ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร โดยมี พระครูบริหารบรมธาตุ (ป่วน เกสโร) วัดนางชี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ ที่ พระครูสมณธรรมสมาทาน เป็นกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายานามว่า “วรปุญฺโญ”

ด้านการศึกษา นอกจากจบประถมศึกษา จากโรงเรียนประชาบาลวัดสังฆราชา เมื่อบรรพชาเป็นสามเณร และอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ได้เรียนปริยัติธรรม และสอบได้ชั้นสูงสุดคือ เปรียญธรรม 9 ประโยค โดยมีเพื่อนร่วมเรียนอีก 5 รูป ที่อาจารย์ น.อ.แย้ม ประพัฒน์ทอง เรียกว่าพระเจ้า 5 พระองค์ ได้แก่ เกี่ยว นิยม พลอย ช้อย ช่วง เพราะเรียนจบ ป.ธ.9 ไล่เลี่ยกัน (เป็นสมเด็จพระราชาคณะ 3 รูป คือ  สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว)  สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม) สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง)

การปฏิบัติงาน

ท่านมีปฏิปทาและจริยาวัตรงดงาม ปฏิบัติศาสนกิจด้วยวิริยะ อุตสาหะ จนประสบความสำเร็จเกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา จึงได้รับมอบหมายให้ทำงานในตำแหน่งสำคัญๆ ทางคณะสงฆ์ เช่น เมื่อ พ.ศ. 2495 เป็นเลขานุการสังฆนายก สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ) พ.ศ. 2499 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ (พระอารามหลวง) พ.ศ. 2500 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ. 2507 เป็นรองเจ้าคณะภาค 3 พ.ศ. 2508 เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ (พระอารามหลวง) พ.ศ. 2508-2516 เป็นเจ้าคณะภาค 3 รวม 2 สมัย

พ.ศ. 2517-2528 เป็นเจ้าคณะภาค 17 รวม 3 สมัย พ.ศ. 2528-2537 เป็นเจ้าคณะภาค 7
พ.ศ. 2532-ปัจจุบัน เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม พ.ศ. 2533-2548 เป็นกรรมการ พศป.
พ.ศ. 2533-ปัจจุบัน เป็นกรรมการ ศ.ต.ภ. พ.ศ. 2537-2558 เป็นเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ
พ.ศ. 2548 เป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
พ.ศ. 2556 เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
พ.ศ. 2557 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ฝ่ายการศึกษา

พ.ศ. 2492-2497 เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี สำนักเรียนวัดปากน้ำ
พ.ศ. 2489 เป็นกรรมการตรวจประโยคธรรมสนามหลวง
พ.ศ. 2491 เป็นกรรมการตรวจประโยคบาลีสนามหลวง
พ.ศ. 2493-2497 เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมสำนักเรียนวัดเบญจมบพิตร

พ.ศ. 2498 เป็นผู้นำประโยคบาลีสนามหลวง ไปทำการเปิดสอบในจังหวัดต่างๆ เป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน และเป็นกรรมการอุปถัมภ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พ.ศ. 2499 เป็นอาจารย์ใหญ่สำนักเรียนวัดปากน้ำ
พ.ศ. 2508 เป็นเจ้าสำนักเรียนวัดปากน้ำ
พ.ศ. 2528-2537 เป็นผู้อำนวยการตรวจธรรมสนามหลวงชั้นตรี ภาค 7
พ.ศ. 2532 เป็นรองแม่กองบาลีสนามหลวง รูปที่ 1
พ.ศ. 2537-2558 เป็นแม่กองบาลีสนามหลวง
พ.ศ. 2538 เป็นกรรมการการศึกษาของคณะสงฆ์

งานเผยแผ่ในประเทศ

พ.ศ. 2537 เป็นรองแม่กองงานพระธรรมทูต รูปที่ 2
เป็นรองประธานคณะพระธรรมจาริก รูปที่ 1
พ.ศ. 2537 เป็นประธานคณะพระธรรมจาริก

งานเผยแผ่ในต่างประเทศ 

พ.ศ. 2527 ได้เริ่มสร้างวัดไทยในสหรัฐ ตั้งชื่อวัดว่า “วัดมงคลเทพมุนี” เมืองฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐ
พ.ศ. 2540 ได้ริเริ่มก่อสร้างวัดไทยแห่งแรกในประเทศญี่ปุ่น ตั้งชื่อว่า “วัดปากน้ำญี่ปุ่น” เมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น และได้สร้างอุโบสถสถาปัตยกรรมไทย ประกอบพิธีผูกสีมาฝังลูกนิมิต เมื่อวันที่ 9-10 เม.ย. 2548 สิ้นค่าก่อสร้างประมาณ 300 ล้านบาท
พ.ศ. 2545 ได้ริเริ่มก่อสร้างวัดไทยในประเทศนิวซีแลนด์ ตั้งชื่อว่า “วัดปากน้ำนิวซีแลนด์” เมืองทัวรังง่า ประเทศนิวซีแลนด์ ปัจจุบันกำลังดำเนินการสร้างอุโบสถ และเสนาสนะ สิ้นค่าก่อสร้าง ประมาณ 60 ล้านบาท

ทั้งนี้ ไม่รวมงานสาธารณูปการในฐานะเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ที่สร้างสัปปายะแก่พระภิกษุ สามเณร แม่ชี ผู้ปฏิบัติธรรมในวัดปากน้ำ สม่ำเสมอ

ส่วนงานที่เป็นประวัติศาสตร์  จะเห็นผลงานของเจ้าพระคุณสร้าง หรือสนับสนุนให้สร้างที่เป็นถาวรวัตถุมากมาย เช่น พ.ศ. 2532 สร้างมหาวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน และพระเจดีย์ถวายเป็นธรรมานุสรณ์ ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ วันที่ 5 ธ.ค. 2530 และรัชมังคลาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์ สิ้นค่าก่อสร้าง จำนวน 200,000,000 บาท (สองร้อยล้านบาทถ้วน)

อย่างไรก็ตาม หากรวบรวมผลงานทั้งหมด ต้องเพิ่มหน้าคอลัมน์นี้ เพราะมีทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความเจริญ และความมั่นคงต่อพระพุทธศาสนาทั้งในประเทศแและต่างประเทศ รวมทั้งการสร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ ในวาระและโอกาสสำคัญ เช่น ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารสมุดพระพุทธศาสนา มหาสิรินาถ ในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ 12 ส.ค. 2535 ณ พุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ค่าก่อสร้าง 200,000,000 บาท (สองร้อยล้านบาทถ้วน) เป็นต้น

ส่วนเกียรติคุณที่สถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศยกย่อง และถวายเจ้าพระคุณสมเด็จนั้น มีมากมายเช่นเดียวกัน

ในโอกาสที่มหาเถรสมาคมเปล่งเสียงสาธุเห็นชอบให้เป็นประมุขสงฆ์องค์ที่ 20 นั้น สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ย่อมเป็นหลักของคณะสงฆ์และของมวลมหาประชาชน อย่างไม่ต้องสงสัย

 

สังฆราชา…การแต่งตั้งที่ต้องศักดิ์สิทธิ์!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 10:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/410711

สังฆราชา...การแต่งตั้งที่ต้องศักดิ์สิทธิ์!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : การแต่งตั้งพระสังฆราช องค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์/ไทย จะเป็นอย่างไร…

วิสัชนา : เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามั่นคงในพระศาสนา… จากพระพุทธดำรัสที่ว่า “ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เราตถาคต แสดงไว้ดีแล้ว บัญญัติไว้ดีแล้ว, ธรรมและวินัยนั้นจะเป็นศาสดาของพวกเธอ เมื่อเราตถาคตล่วงลับไปแล้ว…”

คณะสงฆ์ในอดีตจึงให้ความสำคัญต่อการรักษาพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นศาสดาของคณะสงฆ์อย่างแท้จริง… ไม่ใช่ตัวตนบุคคล ในพระพุทธศาสนาจึงมิได้มอบหมายให้พระสงฆ์รูปใดทำหน้าที่แทนศาสดา…

คณะสงฆ์จึงให้ความเคารพสูงสุดที่พระธรรมวินัย ดุจดังพระบรมศาสดาจารย์ จึงถือปฏิบัติ… และให้ความเคารพต่อพระธรรมวินัย ดุจดังเป็นสังฆราชาที่แท้จริง…

คณะสงฆ์จึงอยู่ใต้การปกครองของพระธรรมวินัย ประพฤติปฏิบัติอย่างมีระเบียบแบบแผน เพื่อความเจริญรุ่งเรืองเข้มแข็งของสังฆมณฑล…

การทุ่มเทกำลังความรู้ความสามารถแม้ชีวิต เพื่อปกป้องพระธรรมวินัย จึงเป็นเรื่องที่ปรากฏเป็นหลักฐานจากการสังคายนาพระธรรมวินัย ครั้งที่ ๑-๒-๓ เป็นต้นมาในชมพูทวีป ดังคำกล่าวชักชวนกันในหมู่สงฆ์ที่ว่า “…ผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ธรรมอันใดเล่าที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ประกาศไว้ดีแล้ว เป็นธรรมที่จะนำผู้ปฏิบัติออกจากทุกข์ได้ เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เป็นธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้ดีแล้ว พวกเราทั้งหมด (คณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาทั้งหมด) ด้วยกันฟังสังคายนา ไม่พึงกล่าวแย่งกันในธรรมนั้น การที่พรหมจรรย์ (พระพุทธศาสนา) นี้จะพึงยั่งยืนอยู่ได้นานนั้น พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย…”

ภายใต้กระบวนการสังคายนาพระธรรมวินัยที่ดำเนินไปโดยความรับผิดชอบของคณะสงฆ์ โดยการนำของพระมหาเถระผู้ทรงคุณธรรม… ผู้เป็นรัตตัญญู… ผู้เป็นสังฆปริณายก ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากคณะสงฆ์ ตลอดจนถึงอุบาสก-อุบาสิกา เพื่อดำเนินงานสืบอายุพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบต่อไป ภายใต้พระธรรมวินัยเดียวกัน มีความเสมอภาคกันในหมู่สงฆ์

สิทธิและเสรีภาพภายใต้พระธรรมวินัยจึงเป็นธรรมลักษณะที่สำคัญ เมื่อมีเรื่องราวใดๆ ที่ต้องตัดสิน ก็จะใช้หลักเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ เรียก… วิธีเยภุยยสิกา ฝ่ายใดได้เสียงข้างมาก ฝ่ายนั้นก็เป็นผู้ชนะอย่างบริสุทธิ์ สง่างาม เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อต้องการให้คณะสงฆ์มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน สมานสามัคคีกันโดยพระธรรมวินัย จึงทรงประทานความเป็นใหญ่ให้แก่สงฆ์ในกิจทั้งปวง แม้พระองค์ก็ทรงเคารพมติสงฆ์ ดังที่ทรงยืนยันว่า “เมื่อใดสงฆ์เติบโตขึ้น เมื่อนั้น เราตถาคตก็เคารพสงฆ์”

สงฆ์โดยภาพรวมจึงมีความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหลาย แต่นั่นหมายถึง สงฆ์อันมีคุณธรรมตามพระธรรมวินัย… ไม่ใช่หมายถึงบุคคลที่บวชเข้ามาเป็นภิกษุ แต่ละเมิดพระธรรมวินัย จึงไม่สามารถนับเข้ามาเป็นหนึ่งเสียงแห่งสงฆ์ได้…

สังฆมณฑล… จึงถูกสถาปนาขึ้นด้วยพระธรรมวินัย ที่มุ่งเน้นความเสมอภาคกัน มีข้อปฏิบัติที่เป็นอริยประเพณี เป็นแบบแผนอันควรแก่การศรัทธาของผู้ได้พบเห็น จึงเป็นที่ยอมรับทั้งในหมู่ชน ทวยเทพยดา และสัตว์ทั้งหลาย …แม้ในพวกต่างศาสนาก็ให้การยอมรับ

การแต่งตั้งพระสังฆราชในประเทศไทย จึงเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์ และจักต้องเปิดเผยต่อสังฆมณฑล อันรวมถึงพุทธบริษัททุกฝ่ายในพระศาสนา ไม่ต้องมีวาระซ่อนเร้น …ไม่ต้องมีการประชุมลับ นั่นไม่ใช่วิธีการในระบบธรรมาธิปไตยในพระศาสนานี้ อันไม่เป็นไปตามระเบียบแบบแผนและอริยประเพณีในพุทธศาสนานี้… จึงควรที่ทุกฝ่ายผู้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสถาบันพระพุทธศาสนาในประเทศ ได้พิจารณาถึงเกียรติคุณแห่งคณะสงฆ์ เพื่อความไม่เสื่อมศรัทธา และเพื่อทำความมีศรัทธาให้ยิ่งขึ้นในศาสนิกชนในพระพุทธศาสนานี้!

เจริญพร

 

หยุดใส่ร้ายพระผู้ใหญ่ที่เคารพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2559 เวลา 11:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/409618

หยุดใส่ร้ายพระผู้ใหญ่ที่เคารพ

ขณะนี้วงการสงฆ์และญาติโยมจำนวนมากในประเทศนี้อดทน อดกลั้น ยอมให้คนกลุ่มน้อยสำแดงเดช แสดงละครน้ำเน่า กันไปก่อน เพราะเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งเกิดเกินเลย เหิมเกริม กลุ่มพระสงฆ์ และญาติโยมดังกล่าวคงจะทนกันไม่ไหว  ขอให้หยุดใส่ร้ายป้ายสีพระมหาเถระผู้ใหญ่ที่คณะสงฆ์และชาวพุทธเคารพนับถือ ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นชนวนนำไปสู่สังฆเภทครั้งใหญ่ได้

-พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกลุ่มเครือข่ายปกป้องพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช และเครือข่ายสตรีปกป้องพระพุทธศาสนายื่นหนังสือต่อ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย  7 ม.ค. 59

 

เหลืองกลางกรุงเทพฯแน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2559 เวลา 09:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/409388

เหลืองกลางกรุงเทพฯแน่นอน

จากนี้ไปก็ต้องวัดใจรัฐบาลว่า จะเต้นตามกลุ่มกดดัน หรือจะยืนอยู่ข้างพระสงฆ์ทั้งประเทศ ถ้ายืนอยู่ข้างพระสงฆ์ทั้งประเทศก็ขออนุโมทนา แต่ถ้ายืนอยู่ข้างกลุ่มกดดัน คงได้เห็นจีวรพระทั่วประเทศเหลืองอร่ามกลางกรุงเทพมหานครแน่นอน

-พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวถึง แรงกดดันเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช 10 ม.ค. 58

-ขอบคุณภาพ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) จาก www.dmc.tv

 

ม.๔๔… การแต่งตั้งสังฆราช เรื่องที่สังคมสนใจศึกษา!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/409299

ม.๔๔... การแต่งตั้งสังฆราช เรื่องที่สังคมสนใจศึกษา!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : เรื่องการใช้ ม.๔๔ ที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลทั้งสุจริตและทุจริต… เรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช และอีกหลายเรื่องที่กำลังจุดตัวเองอย่างร้อนแรง… พระอาจารย์มีข้อคิด-ข้อเสนอต่อคนในสังคมไทยอย่างไรบ้าง

วิสัชนา : เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามั่นคงในพระศาสนา …ช่วงปีใหม่เพิ่งผ่านมาไม่กี่วัน รสชาติความใหม่ที่เพิ่งลิ้มรสเริ่มจางคลายลงอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในเขตต้นเดือนของปี พ.ศ. ๒๕๕๙

อะไรทำให้ความรู้สึกเป็นเช่นนั้น… ทำไม ปะโมทะยัง ปีติสุข จึงสูญสลายไปเร็ว เหมือนม่านหมอก เมฆ ควัน ที่ถูกลมแรงพัดจางคลายไปอย่างนั้น… จนรู้สึกเหือดแห้งใจปริเวทนาการ… ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ คับแค้นใจ… อย่างไม่สามารถคิดหาเหตุผลใดๆ มารับรองได้ในความรู้สึกที่ปรากฏขึ้นมาอย่างนี้…

หากไม่ยึดหลักธรรมที่ว่า… ผลทั้งหลายเกิดแต่เหตุ เมื่อเหตุดับ ผลทั้งหลายนั้นย่อมดับสิ้นไป… ก็คงหลงไปกล่าวโทษกรรมจากอดีตจนพานอับปัญญา…

มาพิจารณาเรื่องการใช้ ม.๔๔ ของนายกรัฐมนตรีนั้น คงเป็นไปตามกรอบขอบเขตของอำนาจที่ต้องถือปฏิบัติตามหน้าที่ อันมีกฎหมายควบคุมดูแล ที่จะต้องถือและใช้อำนาจนั้นให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย…

สิทธิและหน้าที่ตามบริบทในกฎหมายของผู้ใช้อำนาจนั้นจะต้องไม่เป็นโทษ หมายถึง การทำงานที่ไม่มีโทษ… แม้แต่เล็กน้อย! ซึ่งจะต้องยึดหลักกฎหมาย จารีตประเพณี ศีล และธรรม เป็นเครื่องตัดสินว่าเป็น อนวัชชพละ… (การกระทำที่ไม่มีโทษเป็นกำลัง)

 

เรื่องการใช้อำนาจตาม ม.๔๔ ของนายกรัฐมนตรี จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกลั่นกรองรายละเอียดในข้อมูลทุกด้าน เพื่อผดุงไว้ซึ่งการใช้อำนาจหน้าที่ที่ไม่เป็นโทษ ที่จะก่อเกิดผลต่อบุคคล องค์กร สังคม ประเทศชาติ

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคลังปัญญาไว้กลั่นกรองงานแต่ละเรื่องอย่างละเอียดและยุติธรรม ก่อนตัดสินใจใช้อำนาจตามมาตรานั้นๆ ในกฎหมายปกครองแผ่นดิน …โดยคลังปัญญานั้นจะต้องมีกระบวนการพิจารณาโดยแยบคายในแต่ละเรื่องราว เพื่อการรู้ดี… ถูกต้องชอบธรรม… มีคุณประโยชน์และความควร สามารถหักล้างเอาชนะเรื่องราวที่ผิดๆ ไม่ถูกต้องได้

มากล่าวถึงในส่วนของการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชนั้น จริงๆ แล้วเป็นราชประเพณี… อยู่ในเขตพระราชอำนาจ แม้ว่าจะมีกฎหมายตราขึ้นมาเพื่อแสดงหลักการ กระบวนการ ของความถูกต้องในการเสนอแต่งตั้ง… แต่นั่นเป็นเพียงกระบวนการตามกฎหมาย… เพื่อรองรับความชอบธรรมที่ทรงมีพระราชวินิจฉัย เพื่อความชอบธรรม ซึ่งอยู่ในเขตพระราชอำนาจที่ทุกฝ่ายไม่ควรล่วงเกิน… ซึ่งพระธรรมราชา ผู้ปกครองแผ่นดินโดยธรรมย่อมยึดหลักธรรมในการตัดสิน และมุ่งเน้นการประสานสังคมให้เป็นหนึ่งเดียวกันเป็นที่สุด…

จึงเห็นการประชุมกัน เพื่อคัดเลือกบุคคลที่มีธรรม… ถูกต้องตามพระธรรมวินัย โดยใช้หลักการเคารพอาวุโสเป็นส่วนประกอบ เมื่อผู้มีธรรม …ถูกต้องตามพระธรรมวินัย และไม่ผิดกฎหมาย จารีตประเพณี มีหลายท่านที่ต้องคัดเลือก การพิจารณาส่วนประกอบด้วย วัยวุฒิ ชาติวุฒิ คุณวุฒิ จึงเกิดขึ้นมามีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาตรงนี้ พระพุทธศาสนาถือพระภิกษุผู้มีอายุพรรษาเป็นสำคัญ… ไม่ถือในอายุและศักดิ์แบบอาณาจักร (ฝ่ายโลก) โดยเฉพาะเรื่องคุณวุฒินั้น จะมุ่งเน้นเรื่องคุณธรรมตามพระวินัยเป็นที่สุดแห่งที่สุด เพื่อการถวายความเคารพอันสูงสุดต่อประมุขคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนานี้!

เจริญพร

 

กราบหลวงพ่อจรัญครั้งเยาว์วัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มกราคม 2559 เวลา 09:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/409296

กราบหลวงพ่อจรัญครั้งเยาว์วัย

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ข่าวอาการอาพาธของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี หลังเข้ารับการรักษาด้วยอาการหอบเหนื่อยจากโรคปอดอักเสบ แต่ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้ดูแลอย่างใกล้ชิด รู้สึกเป็นห่วงหลวงพ่อจรัญ ในฐานะที่ผู้เขียนเคยสัมผัสและมีโอกาสได้กราบท่านเมื่อสมัยเยาว์วัย

ย้อนไปเมื่อครั้งสมัยเรียนประถมศึกษา (หลายสิบปี) ช่วงนั้นอยู่ระดับชั้น ป.5 เรียกว่ากำลังซุกซนอยากรู้อยากเห็น และตื่นเต้นที่จะได้ออกไปต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ เป็นครั้งแรก หลังโรงเรียนได้จัดเข้าค่ายอบรมธรรมะที่วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี เป็นเวลา 1 คืน 2 วัน เพื่อนๆ ทุกคนตื่นเต้นและดีใจ เมื่อถึงกำหนดวันเดินทางเพื่อนทุกคนรวมถึงผมต่างสะพายเป้ กระเป๋ามาพร้อมรอยยิ้ม พ่อแม่เพื่อนต่างทยอยส่งลูกหลาน จำได้เพื่อนบางกลุ่มซุบซิบพูดคุยอย่างเมามัน วาดเหตุการณ์ล่วงหน้าต่างๆ นานา ที่ขาดไม่ได้คือเรื่องผี เด็กทุกคนถูกปลูกฝังมาตลอดว่าวัดคือที่แห่งความตายและมีป่าช้า ต้องมีผี ความคิดเพื่อนๆ หลายคนฟุ้งกระจายไปสารพัด ไม่นานอาจารย์ไล่เด็กๆ ขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางไปยังหมุดหมายปลายทางที่กำหนดไว้ เมื่อล้อเริ่มหมุนความสนุกสนานก็ถูกบรรเลงกันด้วยเด็กๆ บนรถ ครูอาจารย์คอยดูแลความปลอดภัยอยู่เนืองๆ

บนรถบัส “ค่ายอบรมธรรมะ” เจี๊ยวจ๊าวไปด้วยเสียงเด็กชายหญิงต่างตะโกนสาดเสียงข้ามหัวกันไป เรียกว่า “แสบกันเลยทีเดียว” เวลาชั่วโมงเศษ รถบัสนำคณะนักเรียนใกล้ถึงจุดหมาย อาจารย์ประกาศ “อ้าวนักเรียนเตรียมตัวนะ จะถึงวัดแล้ว เก็บของและสัมภาระให้ดีๆ ล่ะ ดูแลเพื่อนข้างๆ ด้วย” พวกผมและเพื่อนๆ ไม่รีรอขะมักเขม้นจัดเก็บของให้เรียบร้อยตามที่อาจารย์บอก ไม่นานรถบัสขับเข้าถนนเขตวัดอัมพวัน จำได้ติดตา เพื่อนๆ ทุกคน รวมทั้งผมเอง ดวงตาทุกคู่ทอดมองผ่านกระจกเพื่อมองบรรยากาศริมทางที่มีแต่ป่ารก (ตอนนี้น่าจะเจริญมากแล้ว) ความตื่นเต้นและความกลัวเข้ามาเยือน อารมณ์สนุกสนานถูกปรับโหมดอย่างอัตโนมัติ บรรยากาศอึมครึม

สิ้นเสียงเบรกรถดัง “เอี๊ยด” รถจอดนิ่ง พวกเราเริ่มขยับตัวพร้อมสัมภาระที่ต้องใช้ค้างคืน ประตูรถบัสไฟฟ้าถูก “เปิด” เพื่อนที่นั่งด้านหน้าทยอยเดินลงทีละคนอย่างเป็นระเบียบ เพื่อความแน่ใจอาจารย์ประจำชั้นที่นั่งคุมนั่งเรียนมาขึ้นไปตรวจดูบนรถว่ามีใครหลงอยู่บนรถหรือไม่ จนมั่นใจนักเรียนลงจากรถบัสครบทุกคนแล้ว ส่วนนักเรียนยืนเข้าแถวเป็นระเบียบรออาจารย์พาเข้าไปภายในวัดอัมพวัน จากนั้นนักเรียนทุกคนค่อยๆ เดินเข้าไปและนำสัมภาระไปเก็บที่ห้องโถงขนาดใหญ่ มีพระพุทธรูปองค์โต สีทองตั้งตระหง่าน ที่ใช้เป็นที่ค้างแรมของพวกผม เด็กทุกคนไม่รีรอต่างจับจองพื้นที่นอนกันอย่างสนุกสนาน

เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมาพอควร เด็กๆ ต่างวิ่งเล่น กินน้ำ นั่งจับกลุ่มคุยกันอย่างผ่อนคลายสบายอุรา กิจกรรมอบรมธรรมมะยังไม่เริ่มขึ้น แต่เด็กทุกคนอยู่ในสายตาของอาจารย์อย่างใกล้ชิด จนเวลาล่วงเลยเข้าช่วงเย็น เด็กๆ ทุกคนถูกไล่ไปอาบน้ำ นักเรียนชายหญิงถูกแยกออกจากกันตามความเหมาะสมและจารีต ก่อนนัดกินข้าวตอน 6 โมงเย็น กระทั่งถึงเวลานัด นักเรียนทุกคนทยอยเดินมากินข้าวในโรงอาหารครบทุกคน จากนั้นพากันเดินไปยังห้องโถงสวดมนต์ขนาดใหญ่ (เชื่อว่าตอนนี้คงเปลี่ยนไปมาก)

การอบรมค่ายธรรมะกำลังเริ่มขึ้น บรรยากาศรอบข้างถูกเสริมสร้างกลายเป็นความเงียบสงัดตามประสาเขตวัด มีเสียงแมลงน้อยใหญ่เปล่งเสียงร้องตามธรรมชาติเท่านั้น บางจังหวะมีหมาหอน นั่นเรียกเสียง “กรี๊ดกร๊าด” ได้อย่างน่ากลัว เมื่อเด็กถึงห้องโถงสวดมนต์ นักเรียนทุกคนนั่งเรียงแถวตอนลึก สมุดสวดมนต์ถูกหยิบแจกจ่ายส่งไปยังมือของเด็กทุกคนจนครบ ตรงหน้ามีพระสงฆ์ เตรียมนำสวดมนต์ให้กับนักเรียน ไม่นานเสียงเด็กๆ แผ่วเบาลงจนเงียบสนิท พระสงฆ์นำสวดมนต์ไปตามบทหนังสือ จบบทสวดผมและเพื่อนถูกสั่งให้นั่งสมาธิ พร้อมกำหนดลมหายใจเข้า-ออก อย่างเป็นจังหวะตามหลักพระพุทธศาสนา จากนั้นให้เดินจงกรมพร้อมกล่าวในใจ “ยุบหนอ พองหนอ”

ล่วงเข้าเวลา 23.00 น. กิจกรรมเข้าค่ายอบรมธรรมะเสร็จสิ้นผ่านพ้นไปด้วยดี ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอนตามจุดที่จับจ้องไว้ช่วงกลางวัน แน่นอนว่าเป็นคืนแรกของการนอนนอกสถานที่ ไม่มีทางจะหลับกันง่ายๆ เพื่อนบางกลุ่มจับเข่าคุยเล่นกันสนุกสนานจนเสียงดัง ทำให้อาจารย์ต้องออกมาเตือนให้เด็กๆ นอน แต่นั่นไม่สามารถห้ามปรามเด็กในวัยซนอย่างพวกผมได้ ยังคงนั่งคุย บ้างแกล้งเพื่อนกันอย่างเริงร่า สุดท้ายต้องยอมแพ้กับร่างกายที่อ่อนเพลียมาตลอดทั้งวัน จึงแยกย้ายกันไปนอน

ตะวันไม่ทันขึ้นขอบฟ้า กิจกรรมวันสุดท้ายเริ่มขึ้น เสียงอาจารย์เรียกเด็กๆ ให้ลุกจากที่นอนไปอาบน้ำกินอาหารเช้า ก่อนจะไปห้องโถงสวดมนต์ห้องเดิม การสวดมนต์และปฏิบัติธรรมเริ่มต้นเหมือนช่วงคืนที่ผ่านมาจนเสร็จการฝึกปฏิบัติ จากนั้น หลวงพ่อจรัญได้เมตตาอบรมธรรมะแก่เด็กๆ อย่างพวกผม จำได้ติดตาครั้งแรกที่เห็นคือใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสก่อนจะก้มลงกราบพร้อมเพื่อนๆ ทุกคน ท่านเทศนาให้ฟังตอนนึงว่า

“ท่านรู้ล่วงว่าจะเกิดอุบัติ ท่านได้นิมิตเห็นล่วงหน้า และท่านต้องจากวัดตายไปใช้หนี้นกที่ท่านเคยหักคอสมัยเด็ก หลวงพ่อจรัญจึงลาญาติโยมเตรียมละสังขาร กระทั่งนั่งรถเข้าประชุมเจ้าคณะอำเภอที่ จ.ลพบุรี ขณะนั่งรถก็เกิดอุบัติเหตุขึ้น ซึ่งหลวงพ่อก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส คอหัก ศีรษะแตก ระหว่างประสบอุบัติเหตุหลวงพ่อก็เห็นเจ้ากรรมนายเวรของท่านที่ท่านได้ทำกรรมเอาไว้ในสมัยเด็ก ท่านจึงได้ตั้งอธิษฐานจิต และในที่สุดท่านก็รอดชีวิตมาได้อย่างอัศจรรย์”

นับเป็นบุญนักหนาที่ครั้งหนึ่งได้กราบเนื้อนาบุญของศาสนา และสัมผัสท่านอย่างใกล้ชิด หากสมัยนี้จะพบท่านคงยากแล้ว เพราะหลวงพ่อจรัญชราภาพมาก ที่สุดแล้วขอให้หลวงพ่อจรัญหายจากอาการอาพาธโดยเร็วพลัน

 

ข้อธรรม ข้อคิด จากใจ เนื่องในปี พ.ศ. ๒๕๕๙

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2559 เวลา 11:51 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/408041

ข้อธรรม ข้อคิด จากใจ เนื่องในปี พ.ศ. ๒๕๕๙

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพร สาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… ด้วยชีวิตของทุกคน ทุกสัตว์ เปรียบเหมือนสายธารเล็กๆ ที่แตกแยกออกมาจากต้นธารเดียวกัน (คือ…อวิชชา…) ดำเนินไปตามครรลองของจิตที่ไหลผ่านไปตามท่าน้ำ ชุมชน ภูมิประเทศต่างๆ ที่ลาดลุ่มลาดลึกลงไปสู่พื้นที่ต่ำ…

ชำระล้างมวลนานาปฏิกูลสัญญา ประชุมลงไปในสายธารแห่งจิตนั้น ที่ดำเนินไปตามจิตวิถีอันเป็นสภาวธรรมในธรรมชาติอย่างหนึ่ง

สายธารจิตแห่งสัตว์โลก จึงคละเคล้าเหม็นคาวด้วยนานาปฏิกูลที่ปรากฏมีอยู่ในแต่ละพื้นที่ หนทางแห่งจิตที่ดำเนินไปตามสายธาร จึงส่งผลปรากฏอย่างเป็นธรรมดาให้ดำเนินไปบนมิจฉามรรคหรือสัมมามรรค อันนำไปสู่ปฏิบัติที่เป็นมิจฉาปฏิปทาหรือสัมมาปฏิปทา ซึ่งล้วนสำเร็จด้วยเจตนาแห่งจิตดวงนั้นๆ

สายธารแห่งชีวิต… สายธาราแห่งจิต จึงดำเนินไปอย่างเป็นธรรมที่มีสามัญลักษณะอย่างเป็นปกติ สืบเนื่องไม่ขาดตอน อันปรากฏแห่งความเป็นเช่นนี้เอง ตถตา!… จะก่อเกิดกุศล อกุศลหรือ เป็นอัพยากตธรรมก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยแห่งธรรมนั้นๆ

…พุทธะ… เปิดเผยอย่างแจ่มแจ้งในสัจธรรมที่ดำเนินไปสู่ความเป็นอริยสัจ ด้วยความหมายธรรมที่ว่า… ธรรมทั้งหลาย เกิดแต่เหตุ… เมื่อเหตุดับ ธรรมเหล่านั้นย่อมดับสิ้นไป

สัจธรรมความจริงที่กล่าวนี้ ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ยากนักที่สัตว์โลกจะแจ่มแจ้งเข้าถึงความจริงดังกล่าว ดังที่พุทธะแสดงไว้ดีแล้ว หาได้ไม่…

…อะไร อะไร จึงเกิดขึ้นได้ แม้ไม่รู้ว่า คือ อะไร…

หลากหลายเรื่องราว จึงผุดปรากฏ ทั้งที่ดูเหมือนดี และที่ผิดแผกสัปดนไปอย่างน่าขำ ปนช้ำใจ… ถ้าขาดความรู้ความเข้าใจในสรรพเรื่องของจิตที่วิจิตรหลากหลาย อันเป็นไปในอำนาจปรุงแต่งของจิตสังขาร…

พระผู้เคร่งครัดในธรรมวินัยบอกสิกขาลาเพศ ไปอยู่กินกับโสเภณีข้างวัด…

ธิดาเศรษฐีผู้เลอโฉม กลับอยากได้ผัวผู้เป็นโจร ถูกจองจำ เพื่อไปประหารชีวิต

หรือเรื่องราวของบุคคลที่ติดตามพระผู้สร้างบารมี …พระโพธิสัตว์ ที่หาเหตุทำลายอุดมการณ์แห่งธรรม จึงเป็นเรื่องราวที่ปรากฏบอกเล่ามาจนกลายเป็นตำนาน ดังในชาดก อันแสดงให้เห็นความจริงแท้ตามที่กล่าว ซึ่งยากที่จะเข้าใจในธรรมวิถีด้วยความนึกคิดระดับปุถุชน

อะไรอะไรที่ไร้สาระ หรืออะไรอะไรที่มีสาระ จึงย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งนั้นในโลกใบนี้ อย่างมิต้องไปคิดตามหาเหตุผล

จึงขอสาธุชน อย่าได้เคร่งจนเครียด และอย่าได้ปล่อยปละจนหละหลวมให้เหลวไหลไปกับสายธารแห่งชีวิตกับสายจิตที่ไร้สติปัญญา กับสายศรัทธาที่ไร้สาระแห่งธรรม

จึงควรเริ่มต้นด้วยการคบหาสัตบุรุษ ที่ทรงความรู้ถูกต้องตรงตามธรรม ที่อยู่ในกรอบแห่งการประพฤติธรรมอย่างมั่นคง เพื่อการได้รับการสั่งสอนแนะนำ อันจะนำไปสู่การเพิ่มพูนศรัทธา สร้างปัญญาบารมี

ดังนั้น จึงขอมอบคติธรรม เนื่องในเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๙ เพื่อเป็นหลักในการพัฒนาชีวิต ดังนี้…

จงรู้จักอดกลั้นจิต เมื่อประสบความหวั่นไหว

จงรู้จักยกจิต เมื่อจิตกำลังไหลลงต่ำ

จงรู้จักข่มจิตทุกครั้ง เมื่อรู้ว่าจิตนั้นพลุ่งพล่านฟุ้งซ่านไป

จงรู้รักประคองรักษาจิต รักษาใจ เมื่อจิตนั้นเข้าสู่ครรลองแห่งธรรม

และจงรู้จักปล่อยวาง เมื่อจิตดำเนินไปอย่างสงบ

เพื่อบรรลุผลแห่งความสุขโดยธรรมอย่างแท้จริง

เจริญพร