ความสำเร็จแบบยั่งยืน ต้องใช้ใจแบบโพธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 16:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/419940

ความสำเร็จแบบยั่งยืน ต้องใช้ใจแบบโพธิ

โดย…ราช รามัญ

ทุกครั้งที่ถูกรับเชิญให้ไปบรรยายธรรมตามองค์กรในเชิงอาศัยธรรมะมาพัฒนาตนเอง หัวข้อธรรมที่หยิบยกไปพูดเสมอเป็นแนวโน้มทางด้านโลกียธรรม พูดแล้วก็ยกตัวอย่างให้เห็นภาพเพื่อพัฒนาตนเอง หลายคนหัวเราะชอบใจ บอกไม่เหมือนธรรมะที่ฟังแล้วก็หลับ

คนทั่วไปต่างเข้าใจว่า พระพุทธเจ้ามุ่งเน้นสอนแต่เรื่องให้หลุดพ้นไปสู่นิพพานเพียงอย่างเดียว นั่นอาจเป็นเพราะอิทธิพลของนักบรรยายธรรมะในฐานะนักบวชที่มาเผยแพร่

คำสอนในหลักธรรม มีเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด แต่ถ้าหากหยิบแต่มุมที่สุดมาสอนกันมากๆ เข้า คำสอนของพระพุทธศาสนาอาจจะเป็นของคนกลุ่มเดียว คือ กลุ่มคนที่ต้องการเข้าวัดเพื่อหลุดพ้น ซึ่งจะกลายเป็นของที่แคบลงทันที

แต่ความจริงคนใช้ชีวิต พระพุทธเจ้าก็สอนสูตรแห่งความสำเร็จเอาไว้มากมาย เพียงแต่เราอาจจะไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเท่านั้นเอง

หนังสือจิตวิทยาพัฒนาตนเอง หลายเล่มที่ผมได้อ่าน บทสรุปสุดท้ายละม้ายคล้ายคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าเคยสอนเอาไว้ชัดเจนสำหรับผู้คนที่ทำการงานและอยากประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะเจ้าของกิจการทั้งหลาย พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ดังนี้

1.เป็นผู้มีจักษุดี 2.เป็นผู้จัดการธุระได้ดี 3.เป็นบุคคลที่ผู้อื่นพึ่งได้และพึ่งผู้อื่นได้

ใครทำ 3 ข้อนี้ได้สำเร็จ ในชีวิตทุกคนถ้าหากเป็นเจ้าของกิจการ ถ้าเรามองให้ดีๆ

ข้อแรก เป็นผู้มีจักษุดี ถ้าเขียนเป็นภาษาให้เกิดความร่วมสมัย คือ การเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่ดี มองการณ์ไกลนั่นเอง

ข้อที่สอง เป็นผู้จัดการธุระได้ดี ภาษาร่วมสมัย คือ เป็นผู้ที่สามารถบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ได้ดี

ข้อที่สาม เป็นบุคคลที่ผู้อื่นพึ่งได้และพึ่งผู้อื่นได้ ภาษาร่วมสมัย คือ มีคอนเนกชั่น

ทั้ง 3 ข้อนี้ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อ2000 ปีก่อนโน้นแล้ว คนสำเร็จต้องมีวิสัยทัศน์ ต้องมีการบริหารจัดการที่ดี และมีคอนเนกชั่นที่ยอดเยี่ยม แต่คนที่จะทำทั้ง 3 ข้อนี้สำเร็จอย่างแท้จริง จะต้องมีหัวใจแบบโพธิ หมายถึง ดำเนินทุกอย่างไปด้วยหลักของความกรุณา

องค์ทะไลลามะ สอนว่า ความกรุณา เป็นพื้นฐานแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน ถ้าเรามีความกรุณาในหัวใจเมื่อไหร่ใจเราเป็นโพธิทันที

ความกรุณา คือ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แม้เราต้องการความสำเร็จในชีวิตก็สามารถนำเอาความเป็นโพธิมาใช้ได้

ความกรุณาแห่งหัวใจ หรือ ซี-วา ในภาษาทิเบต หมายถึง การฝึกจิตวิญญาณเพื่อให้รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นโดยที่ไม่มุ่งหวังสิ่งใดตอบแทน แม้แต่คำว่าขอบคุณ หรือวิธีคิดที่ทำร้ายจิตใจตัวเอง เมื่อใครสักคนที่เราช่วยไปแล้วแต่ไม่เคยมองเห็นความดีของเรา ตลอดทั้งไม่เคยคิดที่จะตอบแทนด้วยความกตัญญูอะไรเลยอย่างใดอย่างหนึ่ง คนที่มีความกรุณาจริงๆ จะไม่คิดเรื่องเหล่านี้เลย

เพราะถือว่าจบหน้าที่ไปแล้ว ในเมื่อทำแล้วก็ทำไปช่วยแล้วก็ช่วยไป ให้แล้วก็ให้ไป ดังนั้นการที่เราปรารถนาความสำเร็จแบบยั่งยืน ใจเราควรเป็นโพธิด้วยธรรมข้อนี้ด้วย

เมื่อเรามีวิสัยทัศน์ที่มองอะไรก็ไม่มองแบบคนเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ แต่มองแบบปรารถนาที่จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นมากกว่าที่เราได้ประโยชน์อยู่เพียงผู้เดียว การบริหารจัดการธุระก็ไม่ได้ทำในลักษณะที่ทุกอย่างทำเพื่อให้ได้เงินได้ทองเพียงอย่างเดียวเสมอไป และสุดท้ายไม่ใช่ช่วยเหลืออะไรกับใครแล้วก็ต้องการผลตอบแทนหรือน้ำใจตอบแทนทันที แบบนี้เรียกว่า ทำงานด้วยใจเป็นโพธิ

การทำงานเพื่อความสำเร็จแบบโพธิ เป็นความสำเร็จแบบยั่งยืน ไม่ใช่ความสำเร็จแบบไฟไหม้ฟาง คือ สำเร็จเร็วแต่วูบเดียวก็จบ

‘ยิ่งให้ยิ่งได้ แต่ถ้าให้เพื่อหวังว่าจะได้ ย่อมไม่ได้’

อาจารย์ณรงค์วิทย์ แสนทอง ครูสอน HR ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย มีลูกศิษย์มากมายหลายพันคน หลังจากจบมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) หาดใหญ่ แล้วจากบ้านเกิดที่ จ.สงขลา มาเรียนต่อปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สิ่งหนึ่งที่อาจารย์ณรงค์วิทย์นำเอามาใช้และสอนลูกศิษย์เสมอ คือ ความกรุณา ในการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่หวังผลสิ่งใดตอบแทน ลูกศิษย์หลายคนที่ได้ดีมีเวทีที่ยืนในสังคมวิทยากรมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการผลักดันและสนับสนุน ทั้งให้โอกาสและความรู้อย่างเนื่อง

“คนที่มุ่งให้ผู้อื่นเพียงเพื่อต้องการให้ผู้อื่นกลับคืนมาให้ตนเอง ผมมองว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ธรรมะ และมันเป็นการคิดที่ฝืนธรรมชาติอย่างหนึ่ง เพราะธรรมะ คือ ธรรมชาติ เมื่อเราคิดเป็นผู้ให้ก็ต้องปล่อยทั้งมือและใจกับสิ่งที่เราให้เขาไปแล้ว แค่นี้ก็มีความสุขเราก็มีความสำเร็จแล้วที่เราได้ให้ไป”

มุมคิดเล็กๆ ของอาจารย์ณรงค์วิทย์ แสนทอง แบบอย่างที่ดีของการเป็นครูผู้ให้ด้วยหัวใจแห่งความกรุณา ด้วยการมีวิสัยทัศน์ การบริหารจัดการที่ดีตลอดทั้งเป็นที่พึ่งของผู้อื่นและพึ่งผู้อื่นได้ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงทำให้ประสบความสำเร็จ

 

หลวงพ่อผาง เหรียญคู่ใจชาวอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 16:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/419937

หลวงพ่อผาง เหรียญคู่ใจชาวอีสาน

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลวงพ่อผาง เป็นพระภิกษุที่ชอบถือความสันโดษ และยึดถือการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยมีต้นแบบมาจากพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ซึ่งหลวงพ่อผางท่านฝากตัวเป็นลูกศิษย์และถือหลักการปฏิบัติตั้งแต่เมื่อครั้งพระอาจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ ในบางครั้งเมื่อพระอาจารย์มั่นออกเดินธุดงค์ไปตามป่าตามเขา ตลอดไปจนถึงประเทศลาว หลวงพ่อผางได้ออกปฏิบัติเป็นลูกศิษย์ติดสอยห้อยตามเดินธุดงค์กับอาจารย์ตลอดเวลา จวบจนถึงวาระสุดท้าย ก่อนที่พระอาจารย์มั่นจะละสังขารลงอย่างสงบ

สำหรับหลวงพ่อผางนั้นเป็นศิษย์องค์หนึ่งที่คอยเฝ้าปฏิบัติท่านอาจารย์มั่นจนถึงวาระสุดท้าย ซึ่งนามเดิมของหลวงพ่อ คือ ผาง ครองยุทธ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2443 ประกอบอาชีพทำนาตามบิดามารดา มีพี่น้องร่วมสกุล 3 คน เป็นผู้หญิง 1 คน และชาย 2 คน ภูมิลำเนาเดิมที่เกิดคือ บ้านกุดเกษียร ต.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี อุปสมบทในปี พ.ศ. 2488 ที่วัดบ้าน
กุดเกษียร รวมพรรษาได้ 28 พรรษา หลังจากนั้นได้เริ่มปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานพร้อมออกธุดงค์ ต่อมาได้ตั้งสำนักสงฆ์วัดอุดมคงคาคีรีเขต ซึ่งอยู่ในป่าห่างไกลและไร้ความเจริญ อยู่ระหว่าง จ.ขอนแก่นกับชัยภูมิ

เหรียญหลวงพ่อผางเป็นที่รู้จักเลื่องลือในด้านแคล้วคลาดปลอดภัยและกำลังสนใจของหมู่นักเลงพระเครื่อง เพราะ พ.อ.เฉลิม คำรพวงศ์ รองเจ้ากรมการขนส่ง (ในสมัยอดีต) ได้สั่งเจ้าหน้าที่ดำเนินการพัฒนาเคลื่อนที่ โดยร่วมพระธรรมทูต คือ ท่านพระครูโอภาสสมณกิจ ได้พิจารณาที่จะสร้างโบสถ์วัดป่าธรรมวิเวก เพราะขณะนั้นยังไม่มีโบสถ์วัดที่ใช้สำหรับการประกอบพิธีสงฆ์

อีกประการหนึ่งก็เพื่อให้ประชาชนในแถบนั้นได้มีความยึดมั่นในบวรพุทธศาสนา จึงขอให้มีการจัดสร้างเหรียญรุ่นแรกจำนวน 8.4 หมื่นเหรียญ เพื่อให้ประชาชนได้มีไว้ครอบครองและมีไว้เพื่อสักการบูชายึดเหนี่ยวทางจิตใจ นับว่าประสบความสำเร็จอย่างมากเพราะเหรียญรุ่นแรกหมดลงภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากมีประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก

จากความนิยมและศรัทธาเหรียญหลวงพ่อผาง เมื่อนำติดตัวไปและบูชาจนเกิดผลสำเร็จเจริญรุ่งเรือง ปลอดภัยแคล้วคลาดการเดินทางอย่างน่าอัศจรรย์ ที่สุดการระดมทุนหาเงินสร้างโบสถ์วัดป่าธรรมวิเวก ก็ลุล่วงสำเร็จทุกประการ

ถัดมาได้มีการจัดสร้างรูปหล่อเหมือนหลวงพ่อผาง ขนาดบูชา 5 นิ้ว และสำหรับบูชาติดตัวเพื่อป้องกัน ขนาด 1.5 เซนติเมตร ซึ่งจัดสร้างนับว่าเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในการจัดสร้างรูปหล่อเหมือนหลวงพ่อผาง โดยมอบให้ช่างฝีมือจากกรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ ก่อนจะนำแบบให้หลวงพ่อได้พิจารณา พร้อมกับแก้ไขจนเป็นที่น่าพอใจแก่หลวงพ่อแล้ว จึงได้นำแบบไปหล่อ

โดยรายได้ทั้งหมดสมทบทุนสร้างเจดีย์แก้ว พร้อมกับเงินที่เหลือให้เป็นของมูลนิธิสำหรับวัดป่าอุดมคงคาคีรีเขต จ.ขอนแก่น จำนวนการจัดสร้างรูปหล่อขนาด 5 นิ้ว นั้นสร้างเพียง 700 องค์เท่านั้น เท่ากับจำนวนผู้สั่งจอง ส่วนขนาด 1.5 เซนติเมตร จัดสร้างจำนวน 1 หมื่นองค์เท่านั้น รายได้ทั้งหมดนำไปสร้างศาลาการเปรียญ วัดอุดมคงคาคีรีเขต

อย่างไรก็ตาม ในการจัดสร้างครั้งนี้จะสร้างเพียงเฉพาะผู้สั่งจองเท่านั้น เนื่องจาก พ.อ.เฉลิม ผู้เป็นศิษย์ก้นกุฏิของหลวงพ่อผาง พร้อมด้วยลูกศิษย์ที่มีความเชื่อมั่นได้รับอนุญาตในการจัดสร้างครั้งนี้ได้อย่างเรียบร้อยจากหลวงพ่อผาง เพราะในการจัดสร้างวัตถุมงคลของหลวงพ่อแต่ละครั้ง พ.อ.เฉลิม จะต้องเป็นผู้ขออนุญาตต่อหลวงพ่อผางก่อนเสมอ เหมือนกับเมื่อครั้งจัดสร้างเหรียญรุ่นแรก จำนวน 8.4 หมื่นเหรียญ เมื่อปี พ.ศ. 2508 และมีรุ่นเดียว

ทั้งนี้ ในการจัดสร้างก็ไม่เพียงพอแก่ญาติโยมที่สนใจ เพราะมีผู้ที่เคารพในองค์หลวงพ่อ ต่างรีบจับจองเช่าบูชาจนหมดเกลี้ยง เนื่องจากผู้ครอบครองมักประสบมากับตัวว่าแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันอันตรายอย่างดี ไม่ว่าการเดินหรือจะถูกใครทำร้ายก็ตาม เหรียญหลวงพ่อผางจะคอยคุ้มครองป้องกันอยู่ตลอดเวลา

แม้แต่ทหารในกรมการขนส่งทหารบก ที่ได้นำเหรียญหลวงพ่อผางบูชาติดตัวอยู่ประจำ เมื่อครั้งเดินทางไปรบศึกในประเทศเวียดนาม ทหารทุกคนก็ปลอดภัยด้วยดีตลอดจนเดินทางกลับประเทศไทย เหรียญหลวงพ่อเป็นที่นิยมสะสมในแถบภาคอีสานอย่างยิ่ง เพราะแทบทุกคนมักจะพกเหรียญหลวงพ่อผางติดตัวอยู่ตลอดเวลา และเมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ ที่ไม่ดีเกิดขึ้นแก่ผู้บูชา มักจะนำเหรียญหลวงพ่อผางแช่ในขันน้ำ และตั้งจิตอธิษฐานนึกถึงหลวงพ่อขอให้ช่วยขจัดปัดเป่าภัยที่เกิดขึ้นแก่ตัวเขาและประสบความสำเร็จตลอดเวลา จนเป็นที่รู้จักกันอย่างดี นอกจากนี้ยังสร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้เคารพและศรัทธาบูชา

หลวงพ่อท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาคาถาอาคมมาจากพระอาจารย์มั่น ในสมัยที่พระอาจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ได้ถ่ายทอดการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานให้แก่หลวงพ่อผางทุกวัน ซึ่งหลวงพ่อผางก็ยึดถือปฏิบัติอยู่เป็นประจำไม่ว่างเว้น ในทุกๆ วันของเช้าวันใหม่ท่านจะออกเดินจากกุฏิไปยังที่ปฏิบัติเป็นระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขา และเดินทางกลับในตอนเย็นทำเป็นกิจวัตรประจำวันเช่นนี้ทุกวัน ส่วนการฉันอาหารนั้น หลวงพ่อผางท่านฉันอาหารเจ เพียงวันละ 1 มื้อเท่านั้น

หลวงปู่ผางท่านมีอุดมคติอยู่ว่า “มีชื่อบ่อยากให้ปรากฏ มียศบ่อยากให้ลือชา” ศีลข้อ 5 เป็นข้อที่หลวงปู่ย้ำเน้นตลอดมา หลวงปู่มักจะให้โอวาทให้พรว่า “อย่าสิเอาพระรัตนตรัยไปกินเหล้า เด้อ” “ให้สำบายๆ เด้อ”  “ให้อยู่ดีมีแฮง เด้อ” เนื่องจากหลวงปู่ไม่เป็นพระนักพูดนักเทศน์ที่ดี แต่สอน
คนอื่นแล้วตนเองไม่ปฏิบัติตาม ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถจะนำบทเทศนาสั่งสอนมาลงให้เป็นเรื่องเป็นราวได้

หลวงพ่อผางได้เข้ารักษาตัวเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2524 ขณะจำพรรษาที่วัดอุดมคงคาคีรีเขต ต.นางาม อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น และได้ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2528 สิริรวมอายุได้ 81 ปี

 

ประวัติศาสตร์ มาฆบูชา ปี’๕๙ ณ เวฬุวันมหาวิหาร/อินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/418645

ประวัติศาสตร์ มาฆบูชา ปี’๕๙ ณ เวฬุวันมหาวิหาร/อินเดีย

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา …ภาพข่าว พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จปฏิบัติศาสนกิจเนื่องในวันมาฆบูชาที่ ๒๒ ก.พ. ๒๕๕๙ ณ เวฬุวันมหาวิหาร พระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ (ในอดีต)/รัฐพิหาร อินเดีย แพร่สะพัดไปทั่วทั้งในอินเดียและบ้านเรา นำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดีของศาสนิกชนชาวไทยและชาวฮินดูที่ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์หรือติดตามข่าวทางสื่อ

ต้องกล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่ชาวพุทธในอินเดียเดินทางมาจากรัฐต่างๆ เช่น มหาราษฎร์ ฯลฯ เพื่อมาร่วมงานมาฆบูชาโลกครั้งที่ ๗ ที่เวฬุวันฯ วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะภายใต้การนำของประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. แห่งรัฐมหาราษฎร์ อินเดีย จึงมีสมาชิกสภาผู้แทนของรัฐพิหาร รัฐมหาราษฎร์ และจากลาดักห์ โดยมีรัฐมนตรีแห่งรัฐบาลรัฐพิหารมากล่าวถวายการต้อนรับและร่วมเปิดงาน ภายใต้การอำนวยการของหน่วยงานป่าไม้ของรัฐบาลอินเดีย ทั้งยังมีองค์กรพุทธศาสนานานาชาติ (IBC) ร่วมกับองค์กรพุทธศาสนานานาชาติในพุทธคยาเข้าร่วมงานกันครบถ้วน…

พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา มีพระศรัทธารับการถวายพระพรทูลเชิญจากพระอาจารย์อารยะวังโส/พระวิปัสสนาจารย์ เสด็จไปเปิดงานมาฆบูชาและได้มีพระดำรัสที่ทรงกล่าวเปิดงานอันมีคุณค่าในธรรมะอย่างยิ่ง ที่ควรแก่การนำมาเผยแพร่ เพื่อศาสนิกชนจะได้ร่วมอนุโมทนาและร่วมถวายพระพรแด่พระองค์ ในพระศรัทธาปัญญาที่เพียบพร้อม มีสาระธรรมสำคัญโดยสรุปดังนี้

 

“…๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ที่เรียกว่า วันมาฆบูชา เพื่อการสถาปนาคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาให้มั่นคง แข็งแรง จะได้ทำหน้าที่สืบพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องต่อไปในโลกนี้…

การประชุมคณะสงฆ์ครั้งแรก ที่เรียกว่า มหาสังฆสันนิบาต จึงได้เกิดขึ้นในวันมาฆบูชา ก่อนเข้าสู่พรรษาที่ ๒ ย้อนกลับไป ๒,๖๐๓ ปี นับจากปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ นี้ ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ที่พระเจ้าพิมพิสาร จอมกษัตริย์แห่งแคว้นมคธ ได้มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้น้อมถวายซึ่งเดิมคือพระราชอุทยานเวฬุวัน อันตั้งอยู่ใกล้ประตูเมืองพระนครราชคฤห์ทางด้านทิศเหนือ เพื่อเป็นมหาวิหารของคณะสงฆ์ อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยพระราชดำรัสที่ว่า

เอตาหัง ภันเต เวฬุวะนัง อุยยานัง พุทธัปปะมุขขัสสะ ภิกขุสังฆัสสะ ทัมมีติฯ.

แปลความว่า “หม่อมฉัน ขอน้อมถวายพระราชอุทยานเวฬุวันแห่งนั้น… แก่ภิกษุสงฆ์ อันมีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประมุข พระพุทธเจ้าข้า…”

การประดิษฐานพระพุทธศาสนาจึงเกิดขึ้นครั้งแรกบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว ที่ชาวโลกรู้จักต่อมาในชื่อ เวฬุวันมหาวิหาร หรือสวนป่าเวฬุวันในปัจจุบัน ที่ยังคงรักษาความบริสุทธิ์ด้วยอำนาจแห่งธรรมมาจนถึง ณ วันนี้

บัดนี้ เมื่อความพร้อมเพรียงแห่งคณะสงฆ์สมบูรณ์ดีแล้ว ขออาราธนาได้พึงประกอบศาสนกิจอันถูกต้องตรงตามพระธรรมวินัย ในเขตพระอุโบสถพระโอวาทปาติโมกข์ดังกล่าวนี้เถิด อันเป็นที่ควรแก่การกระทำสังฆกรรมตามพระพุทธประสงค์ และพึงได้ดำเนินศาสนกิจอันเป็นไปตามพุทธานุญาตเนื่องในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ หรือ วันมาฆปุรณมี ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ นี้ ณ เขตอุโบสถพระโอวาทปาติโมกข์แห่งนี้ บัดนี้ กาลมงคลได้เกิดขึ้นแล้ว จึงกราบอาราธนาอัญเชิญ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณพระสังฆคุณ ที่ได้ประดิษฐาน ณ เวฬุวันมหาวิหาร สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน พึงได้พิทักษ์รักษาเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวนี้เพื่อรองรับพระพุทธศาสนา เพื่อสืบพระธรรมวินัยให้สืบเนื่องต่อไปเทอญ…”

นี่คือ พระดำรัสกล่าวเปิดงานอันเป็นประวัติศาสตร์ เนื่องในวันมาฆบูชา ปี ๒๕๕๙ ที่เราชาวพุทธควรจดจำและร่วมกันอนุโมทนา…

เจริญพร

 

ร่วมอธิษฐานจิต สืบอายุพุทธศาสนา ในมาฆบูชา ปี’๕๙

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/417448

ร่วมอธิษฐานจิต สืบอายุพุทธศาสนา ในมาฆบูชา ปี’๕๙

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ๒๒ ก.พ. ๒๕๕๙ ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ชาวพุทธรู้จักในชื่อวันมาฆบูชา …อันเป็นวันประกาศหลักธรรมเพื่อสันติภาพโลก ด้วยหลักคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาที่แสดง อุดมการณ์ ๓ หลักการ ๔ ข้อปฏิบัติ ๖ ไว้อย่างชัดเจนในบทพระโอวาทปาติโมกข์ ที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้กับพระสงฆ์สาวก เพื่อการสถาปนาสังฆมณฑลให้มั่นคงเข้มแข็ง เพื่อการสืบพระธรรมวินัยไว้ให้ยิ่งยาวนานในโลกนี้สืบไป

ก่อนปีพุทธศักราช ๒๕๕๓ ผู้เดินทางไปราชคฤห์จะได้พบเห็นความสงบเงียบอยู่ในท่ามกลางความมืดของเวฬุวันมหาวิหาร แม้ในวันมาฆบูชา… ที่ถูกทอดทิ้งไว้อย่างเงียบเหงา ไร้ศาสนิกชน/ไม่มีพุทธบริษัทเดินทางร่วมกันประกอบศาสนกิจ แม้วันสำคัญทางพุทธศาสนาที่เรียกว่า วันมาฆบูชา อันอุบัติเกิดขึ้นในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธองค์ทรงประทับถึง ๕ พรรษา และทรงเป็นสถานที่ประดิษฐานหัวใจพระพุทธศาสนา รองรับพระโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งเป็นดุจธรรมนูญแม่บทของพระธรรมวินัย

พระอาจารย์อารยะวังโส จึงได้นำคณะสงฆ์นานาชาติ โดยมีพระสังฆราชาจากศรีลังกา แห่งสยามอุบาลีมหานิกายฝ่ายอรัญญวาสี ที่เพิ่งทรงละสังขารไปเป็นองค์ประธาน ท่ามกลางคณะสงฆ์จากทั้งสองนิกายใหญ่จำนวนมากมายที่เดินทางมาร่วมประชุมกันเนื่องในวันมาฆบูชาเป็นครั้งแรก ณ เวฬุวันมหาวิหาร ระหว่างวันที่ ๒๖-๒๘ ก.พ. ๒๕๕๓ โดยมีตัวแทนจากรัฐบาลแห่งรัฐพิหาร อินเดีย ซึ่งเป็นหัวหน้าวิปรัฐบาลในขณะนั้น พร้อมเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเดลี (นายกฤต ไกรจิตติ) มาร่วมงานร่วมกับบุคคลสำคัญอีกจำนวนมาก ทำให้การจัดงานมาฆบูชาในปีแรกนั้นสำเร็จไปด้วยดี โดยเฉพาะการจัดงานมาฆบูชาคู่ขนานที่ดิคชาภูมี นครนาคปุระ รัฐมหาราษฎร์ ที่ชาวพุทธในอินเดียจำนวนหลายหมื่นคนลุกขึ้นมาจัดเป็นครั้งแรก ภายใต้การนำของพระอาจารย์อารยะวังโส เพื่อแสดงให้เห็นความสำคัญที่สุดของพระโอวาทปาติโมกข์ที่ชาวพุทธไม่ควรลืมเลือน เพราะนั่นคือประธานของพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุด

 

สื่อมวลชนในอินเดียได้ตอบรับงานมาฆบูชาด้วยการเผยแพร่ข่าวสารไปทั่ว โดยสรุปตรงกันเกือบทุกสื่อว่า การจัดงานครั้งนี้เป็น “… marks the historic day of Buddhist in India” …การจัดงานมาฆบูชาจึงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องภายใต้การสนับสนุนของทุกฝ่ายในอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลอินเดีย องค์กรพุทธศาสนานานาชาติ เช่น มหาโพธิสมาคม ฯลฯ และศาสนิกชนชาวไทย โดยเฉพาะสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย จะขาดอยู่บ้างคือ ความสนใจจากคณะสงฆ์ไทยที่มุ่งเดินหน้าไปตามความสนใจของแต่ละกลุ่ม …แต่ละคณะ จนยากที่จะมารวมตัวกัน

ปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ เป็นการจัดงานมาฆบูชาโลกครั้งที่ ๗ เกิดขึ้น ณ เวฬุวันมหาวิหาร อีกครั้ง ในวันที่ ๒๒ ก.พ. ๒๕๕๙ โดยมี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเป็นองค์ประธาน จึงเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด ด้วยพระโอวาทปาติโมกข์ที่ทรงแสดงถึงความเป็นหลักธรรมเพื่อสันติและความสุขอย่างแท้จริง อันเป็นประโยชน์แก่มหาชน… และเพื่ออนุเคราะห์โลกนี้ จึงมีศาสนิกชนชาวไทยที่หลั่งไหลไปรวมกันที่เวฬุวันมหาวิหาร ร่วมกับคณะชาวพุทธในอินเดียที่เดินทางมาจากหลายแห่ง เพื่อการเฉลิมฉลองพระธรรมเจติยะโอวาทปาติโมกข์ เพื่อร่วมกันอธิษฐานประกาศเขตสังฆกรรมในเวฬุวันฯ ที่จะอุบัติขึ้นอย่างศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเจตจำนงที่มุ่งหวังให้พระพุทธศาสนามีอายุสืบต่อไปตราบนานเท่านาน …จึงควรอย่างยิ่งที่สาธุชนจะได้ร่วมกันส่งใจไปถวายการสักการบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เนื่องในวันมาฆบูชาประจำปีนี้โดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อตั้งจิตอธิษฐาน… ขอให้พระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่แสดงหนทางแห่งความหมดจดแก่เหล่าสัตว์ผู้สมควร จงดำรงอยู่ในโลก สิ้นกาลนานเทอญ…

เจริญพร

 

ความสงบกับการมีสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/417065

ความสงบกับการมีสังฆราช

“ขอให้คิดดูระหว่างความสงบกับการมีสังฆราช ถ้ามีสังฆราชแล้วสังคมไม่สงบ กับถ้าสังคมเกิดความสงบโดยที่ไม่มีการตั้งสังฆราช อย่างหลังก็น่าจะดีกว่า”

พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ / 17 ก.พ. 2559

อ่านบทสัมภาษณ์ “พระพยอม

 

นึกในใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/416338

นึกในใจ

เมื่อไม่กี่วันก่อน อากาศหนาวมี ภาพถ่ายหมาวัดห่อตัวด้วยผ้าเหลือง ผ้านั้นคือจีวรเก่าที่ภิกษุรูปหนึ่งทำเสื้อให้ ผมเห็นแล้วก็มิได้พูด ไม่ได้เขียน ได้แต่นึกในใจว่า ‘หมาห่มกายด้วยจีวร สักกี่ชิ้นกี่ชั้น ก็ไม่กลายเป็นภิกษุ’

-มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ ปี2555, ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ผีเสื้อ โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัว 15 ก.พ. 59 ที่มา : https://www.facebook.com/makutonrudee/posts/1105261136184792

 

วิกฤตศรัทธา… คณะสงฆ์จริงหรือ!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/416061

วิกฤตศรัทธา... คณะสงฆ์จริงหรือ!?

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : จากการติดตามข่าวสารในแวดวงพุทธศาสนาขณะนี้ พบแต่เรื่องวุ่นวายที่เรื้อรังสืบมา ทั้งกรณีวัดพระธรรมกายจนถึงเหตุการณ์วุ่นวายในการนำเสนอว่าที่สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๒๐ ของคณะสงฆ์ไทย และอีกจิปาถะเรื่องที่นำไปสู่การมีความเห็นแตกแยกกัน สู่พฤติกรรมการแสดงออกของพระภิกษุแกนนำในแต่ละฝ่าย ที่พยายามแสดงพาวเวอร์ในการขับเคลื่อนชนปัญหาที่ขวางหน้า อย่างไม่สนใจไยดีต่อศรัทธาตาดำๆ ที่เฝ้ามองพระพุทธศาสนาในบ้านเราด้วยความเป็นห่วง…

วิสัชนา : เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา …จริงๆ แล้วอาตมาต้องการเขียนเรื่องงานมาฆบูชาโลกครั้งที่ ๗ ในชมพูทวีป (อินเดีย) ที่จัดขึ้น ณ เวฬุวันฯ แห่งพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ (รัฐพิหาร/อินเดีย) ปีนี้จะจัดเป็นครั้งยิ่งใหญ่ในวาระครบรอบ ๗ ครั้งที่เริ่มฟื้นฟูวันมาฆบูชาให้กลับคืนมาในแผ่นดินเกิดพระพุทธศาสนา โดยมี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดงานประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาครั้งสำคัญนี้ ในระหว่างวันที่ ๒๑-๒๒ ก.พ. ๒๕๕๙ เมื่อได้พบคำถามร้อนๆ จวบสมัยเหตุการณ์วุ่นๆ ในเขตพระศาสนาบ้านเรา จึงเห็นควรนำมาพิจารณาวิสัชนา .. ด้วยสอดคล้องกับกระแสสังคมดังที่…”ไทยโพสต์” ฉบับวันศุกร์ หยิบยกมาพาดหัวว่า “วิกฤติศรัทธาสงฆ์…” อันตรงกับปุจฉาดังกล่าว

ถ้าจะถามว่า “มีวิกฤตศรัทธาเกิดขึ้นต่อคณะสงฆ์จริงไหม…” …ก็คงจะตอบอย่างนุ่มๆ ว่า คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกพ่อมหาจำเริญ แต่ด้วยความศรัทธาของศาสนิกชนที่นำมาสู่ความห่วงใยในสถาบันสงฆ์ของประเทศ ที่มีเรื่องราวในทางลบรุมเร้ารบกวนมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระญาณสังวรฯ ทรงพระประชวรมาจนถึงวาระสุดท้าย จึงเห็นอาการวิตกในจิตวิญญาณของพุทธบริษัท…ด้วยแม้ว่าจะมีคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนพระสังฆราชขึ้นมาในห้วงเวลาที่แล้วมา แต่ก็หาใช่ว่าจะเกิดความราบเรียบในคณะสงฆ์ ในทางตรงข้ามกลับเกิดแรงปะทุออกมาจากคณะสงฆ์ธรรมยุตสายพระป่า (อรัญญวาสี) ที่ออกมาแสดงพลังเพื่อพิทักษ์พระธรรมวินัยและถวายการปกป้องมิให้ฝ่ายโลกรุกรานเข้าเขตพระธรรมวินัย กระทบต่อเขตพระราชอำนาจฯ ดังที่เป็นข่าวสืบเนื่องมายาวนาน…

 

ในขณะที่คณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายบางกลุ่มก็ได้ออกมาแสดงพลังการสนับสนุนการทำงานตามบทบาทหน้าที่ของคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ที่มีสมเด็จเกี่ยว วัดสระเก เป็นผู้ทำหน้าที่ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนฯ จนมีภาพเรื่องราวปรากฏเป็นข่าวสื่อสารไปทั่ว

ปัญหาในด้านศาสนาถูกปล่อยไว้ให้เป็นประกายแห่งปัญหาของสังคมชาวพุทธที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ จนผลิรอยแตกต่างขึ้นเด่นชัดในคณะสงฆ์ ซึ่งต่อมาถูกเสี้ยมด้วยอำนาจฝ่ายการเมืองที่ไร้คุณธรรม ที่ต้องการนำเอาองค์กรศาสนามาเป็นเครื่องมือทางงานการเมือง เราจึงเห็นความแตกแยกปรากฏจากรอยแตกต่างนั้น ที่ปรากฏในองค์กรพุทธศาสนาจนน่าเป็นห่วง เพราะดูเหมือนว่าจะไร้การเยียวยาที่ถูกวิธีธรรม จึงนำไปสู่ความวิตกกังวลในจิตใจศาสนิกชนที่รักศรัทธาพระศาสนา และนำไปสู่การมองดูร่องรอยปัญหาที่เกิดจากบุคคล องค์กรในศาสนาอย่างเสื่อมศรัทธาในความประพฤติที่เป็นลบต่อสถาบันพระศาสนา โดยเฉพาะคณะสงฆ์บางกลุ่ม พระภิกษุบางรูป… ที่หลงเข้าทางบางกลุ่มบางคณะ…

วิกฤตศรัทธาต่อสงฆ์ (อันหมายถึงกับบางหมู่บางคณะ) จึงเกิดขึ้นในจิตวิญญาณชาวพุทธผู้รักและศรัทธาพระพุทธศาสนา แต่นั่นมิใช่วิกฤตศรัทธาที่เกิดต่อพระพุทธศาสนาและต่อสังฆมณฑลหรือสถาบันสงฆ์โดยรวม ด้วยชาวพุทธยังมีปัญญาพอที่จะค้ำชูศรัทธาให้มั่นคง ไม่วิกฤต เพราะเพียงแค่เรื่องนักบวชทุศีล พระภิกษุชั่วบางรูป บางคณะ ที่ประพฤติปฏิบัติตนโดยอาศัยพระศาสนาเป็นเครื่องมือหากิน

เจริญพร

 

ศาสนาช่วยส่องทาง ปลุกจิตสำนึก ‘พลเมืองตื่นรู้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/415109

ศาสนาช่วยส่องทาง ปลุกจิตสำนึก 'พลเมืองตื่นรู้'

โดย…พริบพันดาว ภาพ…คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ทั่วโลกมีผู้นับถือศาสนาคริสต์มากที่สุด รองลงมาคือ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ ส่วนในประเทศไทยมีผู้นับถือศาสนาพุทธมากที่สุด รองลงมาคือ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์  ศาสนาฮินดู และศาสนาซิกข์  การเข้าใจหลักคำสอนของศาสนา ช่วยให้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในกรอบจารีตประเพณีเป็นคนดีของสังคม

หากเข้าใจหลักคำสอนของศาสนาอื่นๆ ด้วย ยิ่งจะทำให้เข้าใจผู้อื่น และอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเข้าใจและมีความสงบสุข

ศาสนาถือเป็น 1 ใน 3 ของสถาบันหลักของชาติ ซึ่งประกอบด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นศาสนาทุกศาสนาที่มีผู้คนนับถือจึงเป็นเบ้าหลอมของความเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศได้

“พลเมือง” ซึ่งประกอบด้วยคำว่า พละ + เมือง นั้น หมายถึง “กำลังของเมือง” โลกยุคปัจจุบันไม่ได้ต้องการพลเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการพลเมืองที่มีความกระตือรือร้น ใคร่ใฝ่หาความรู้ และพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความถูกต้องดีงามอย่างยั่งยืน ซึ่งเรียกกันว่า Active Citizen มีคำแปลเป็นภาษาไทยที่แตกต่างกันไป อาทิ พลเมืองตื่นรู้ พลเมืองสร้างสรรค์ หรือแม้กระทั่งพลเมืองดี

พลเมืองเหล่านี้ล้วนต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เรียนรู้และเข้าใจเรื่องของสิทธิและความรับผิดชอบ รู้หน้าที่ มีเป้าหมาย ทำตามคำมั่นสัญญา ไม่หวังสิ่งตอบแทน เคารพความแตกต่างของผู้อื่น ไม่เอาเปรียบ ไม่ตัดสินจากภายนอก ไม่หลงตัวเอง คิดนอกกรอบ คิดเป็น ทำเป็น รู้จักตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ ลงมือทำอย่างมีเป้าหมาย และอีกมากมาย

คนที่เรียกว่าเป็นพลเมืองตื่นรู้จะมีบทบาทในชุมชน มีจิตอาสา กระทำสิ่งต่างๆ โดยไม่หวังผลตอบแทนแก่ตนเอง และจิตสาธารณะ มีจิตที่เห็นแก่ประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก ศรัทธาในการรีไซเคิลทรัพยากรเพื่อถนอมสิ่งแวดล้อม รักสันติภาพ ร่วมบริจาคทรัพยากร เพราะตระหนักดีว่าเป็นความรับผิดชอบของตน

การปลุกพลังข้างในสู่การรู้หน้าที่เพื่อเปลี่ยนสังคม เพื่อประเทศน่าอยู่ ศาสนาเป็นพื้นฐานสำคัญในการที่จะขัดเกลาและปลุกจิตสำนึกของพลเมืองให้เข้าสู่บทบาทของ “พลเมืองตื่นรู้”

ทุกศาสนาล้วนมีคำสอนที่งดงามและมีคุณค่า

การสัมมนาในหัวข้อ “เรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึง ศาสนาและวัฒนธรรมสำคัญของโลก พุทธ คริสต์ อิสลาม” วีระ โรจพจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวในการแสดงปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ศาสนา…พื้นฐานสำคัญสู่บทบาทการเป็น active citizen” ว่าได้เขียนนโยบายด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม โดยจะทำใน 3 มิติ

“ในมิติที่หนึ่งคือ ต้องใช้ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมสร้างคนให้เป็นคนดี สร้างสังคมให้เป็นสังคมแห่งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ปรองดอง สมานฉันท์ มิติที่สองคือ จะใช้วัฒนธรรมในเรื่องของการสร้างรายได้และสร้างความมั่งคั่งให้ชาติ คือการนำทุนทางวัฒนธรรมมาเป็นสินค้า การส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์มีต้นทุนทางวัฒนธรรมทางภูมิปัญญา รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ มิติที่สามคือ การใช้วัฒนธรรมในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สร้างเกียรติภูมิของไทยและภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก

การสร้างคนให้เป็นคนดีและสร้างสังคมให้เป็นสังคมที่ดี ในฐานะพลเมืองตื่นรู้ วีระ บอกว่าทำใน 2 มิติ คือ ศาสนาและวัฒนธรรม

“เรื่องของศาสนา ผมเพิ่งกลับจากอินเดีย ไปศูนย์กลางศาสนาซิกข์ เพื่อศึกษาธรรมะ และเชื่อมความสัมพันธ์ คนในศาสนาซิกข์ส่วนใหญ่ไม่รู้จักกัน แล้วก็ได้เดินทางไปสุวรรณวิหารเพื่อพบผู้นำศาสนา แล้วก็ได้คุยเรื่องความร่วมมือเพื่อให้คนในศาสนาซิกข์ที่อยู่ในสังคมไทยมีส่วนร่วมกับสังคมต่างๆ และอีกที่ที่ไปคือศูนย์กลางศาสนาฮินดู สาเหตุที่ไปเรียนรู้สองศาสนานี้เนื่องจากในปีหน้าจะครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ไทย-อินเดีย เพราะฉะนั้นศาสนาที่กรมการศาสนารับรองมี 5 ศาสนา คือ พุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ แต่ว่าจาก 5 ศาสนานี้ มี 3 ศาสนาอยู่ในอินเดีย เหมือนเป็นต้นทางของ 3 ศาสนา”

วีระ ชี้ว่าในยุคนี้ต้องส่งเสริมให้คนเข้าถึงศาสนาได้จริงๆ กระทรวงวัฒนธรรมก็ต้องส่งเสริมให้คนใช้หลักธรรมในการดำเนินชีวิต ทุกศาสนามีการพูดถึงเรื่องกรรมดีกรรม และสอนให้คนทำความดีด้วยกันทั้งสิ้น

“ศาสนิกชนที่อยู่ในเมืองไทยทั้ง 5 ศาสนา ผมคิดว่าเราอยู่กันอย่างสันติมาก หากแม้มีความเดือดร้อน ผู้นำศาสนาทั้ง 5 ศาสนาก็จะมาร่วมมือกัน เห็นได้ว่าตอนนั้นที่มีการรณรงค์จัดคอนเสิร์ตออกทีวีเชิญชวนคนมาบริจาคเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เฮติ หลังจากนั้นก็เกิดสึนามิที่ญี่ปุ่น ต่อมาคือแผ่นดินไหวที่เนปาล ผู้นำศาสนาและศาสนิกชนทุกศาสนาก็จะมาร่วมกันทำกิจกรรมและรณรงค์หาเงินบริจาคร่วมกัน เราได้เงินเป็นจำนวนมากทุกครั้ง

“เพราะฉะนั้นเราส่งเสริมให้ผู้คนมีส่วนร่วมในการทำสาธารณประโยชน์ สาธารณกุศลร่วมกันเป็นอย่างดี ล่าสุดเราก็ไปจัดมาทุกครั้งจะมี 3 ศาสนาร่วมกัน คือ โบสถ์คริสต์ มัสยิดของอิสลาม และวัดของพุทธ และผู้คนต่างศาสนาก็อยู่กันอย่างสันติสุข และผมคิดว่าตรงนี้เป็นสีสันของชุมชน และผู้นำของ 3 ศาสนาก็สามัคคีกัน”

ทางด้าน คิม จงสถิตย์วัฒนา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมีบุ๊คส์ พูดถึงพลเมืองตื่นรู้กับศาสนาที่จะมาเป็นพื้นฐานขัดเกลา โดยอ้างถึง ลินดา เค.เวอร์เธียเมอร์ นักเขียนของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ที่เขียนบทความชื่อ “โรงเรียนไม่ควรเทศน์ แต่ควรสอนเด็กๆ เกี่ยวกับศาสนา”

“บทความนี้บอกว่าการสอนเรื่องศาสนาต่างๆ ในโรงเรียน จะช่วยให้เด็กๆ สร้างความคิดเห็นแบบมีความรู้และปลูกฝังให้พวกเขาเป็นพลเมืองของโลกที่มีสำนึกรู้ได้ ในการพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศ จำเป็นที่ต้องคุยกันถึงวิธีการสอนศาสนาแบบ Best Practice จะพัฒนาครูอย่างไร ควรเริ่มสอนตั้งแต่เมื่อไร เราต้องเข้าใจว่าการสอนศาสนาในโรงเรียน ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องที่โอเค แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะถึงแม้ว่าระบบการศึกษาไม่อาจขจัดความขลาดเขลาได้ แต่อย่างน้อยก็ช่วยลดระดับได้”

พุทธ คริสต์ อิสลาม กับบทบาทการสร้างพลเมืองตื่นรู้

ต้องยอมรับกันว่าศาสนาทุกศาสนาในเมืองไทยสามารถเข้าถึงและกล่อมเกลาจิตใจของผู้คนในศาสนานั้นๆ ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการที่จะสร้างพลเมืองตื่นรู้ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องอายุและเพศ พระศรีธรรมภาณี พระราชาคณะชั้นสามัญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร มองว่าการใช้วิถีพุทธมาสร้างพลเมืองสร้างสรรค์ต้องเน้นนำผ่านครูและการศึกษา

“บทบาทของครูคือผู้ที่ชี้แนะแนวทาง หรือชี้นำความสว่างไสวให้กับลูกศิษย์ สังคมได้เปลี่ยนไปมาก ดังนั้นพุทธปรัชญาการศึกษาจึงพูดคำว่า โรงเรียนวิถีพุทธ เพื่อที่จะไปช่วยลูกหลานให้เป็นไปตามแผนการศึกษา ‘เก่ง ดี มีความสุข’ วิธีเป็นคนเก่งทำไม่ยาก คนเก่งมีเต็มไปหมด แต่กลายเป็นส่วนมากคนเก่งจะมีปัญหา”

สมัยนี้คนโดยมากมักคิดว่าการสอนศาสนาเป็นเรื่องมัวเมา พระศรีธรรมภาณี ชี้ว่าเป็นความเข้าใจผิด ซึ่งการสร้างคนให้เป็นพลเมืองตื่นรู้ต้องมุ่งไปสู่สติในหลักพื้นฐานคือ “กิน” “อยู่” “ดู” “ฟัง”

“ในการสอนเด็กตามแนววิถีพุทธ คือ กิน อยู่ ดู ฟัง ที่เป็นพฤติกรรมประจำวันของเด็กโดยใช้หลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นำไปร้อยเรียงเป็นกิจกรรม เพราะทุกอย่างในเด็กต้องผ่านกิจกรรมอยู่แล้ว ซึ่งวิธีเหล่านี้จะดีได้ต้องผ่านการฝึกอบรม แล้วสอนให้เขาคิดเป็นต่อไปข้างหน้า ต้องทำให้อยู่กับสังคมได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข ดังนั้นคำว่าสันติภาพมันเกิดขึ้นที่ใจ ซึ่ง 3 ศาสนาพูดตรงกัน คือ มีเมตตา มีความรัก รู้จักอดกลั้น ซึ่งเมตตากับอดกลั้นทำให้อยู่เย็นเป็นสุข โลกมีเมตตา โลกโสภีเพราะคนมีเมตตา โลกไร้โสภาเพราะเมตตาของคนไม่มี”

ประธานคณะอนุกรรมการคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี สันติ เสือสมิง ที่มองว่า สันติ ซึ่งภาษาอาหรับออกเสียงว่า ซาลาม คือต้นธารของพลังพลเมืองตื่นรู้

“การทักทายสำหรับชาวมุสลิมทั่วโลก ไม่ว่าจะภาษาใด สีผิวใด เวลาเจอกันหรือจากลากันจะมีประโยคที่ใช้เฉพาะซึ่งเป็นคำภาษาอาหรับหรือภาษาอารบิก นั่นคือคำว่า ‘อัสซาลามมาเลกุม’ ซึ่งแปลว่า สันติจงมีแด่ท่าน ซึ่งเป็นการอวยพร เวลาเจอหน้ากันถ้าเขารู้ว่าเป็นมุสลิมเขาก็จะทักทายด้วยคำว่า ‘อัสซาลามมาเลกุม’ ดังนั้นคำว่า ‘ซาลาม’ มีความหมายว่า สันติ”

สันติ ขยายความว่า คำว่า “อัสซาลาม” ถูกกล่าวไว้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานถึง 32 ครั้ง

“การกล่าวว่า ‘ซาลาม’ ยังเป็นการตอบโต้กลับไปยังคนที่โง่เขลา ไม่ใช่ว่าเขาด่าเรา เราก็ด่ากลับตอบโต้ เพราะผลการพูดซาลามมันก็จะกลับมายังตัวเรา มารยาทในชาวมุสลิม เช่น คนที่เดินต้องให้ซาลามแก่คนที่นั่ง คนจำนวนน้อยให้ซาลามแก่คนจำนวนมาก ผู้น้อยให้ซาลามแด่ผู้อาวุโสหรือกลับกันก็ได้ หรือเมื่อตอนมาชุมนุม คนที่มาถึงต้องให้ซาลาม และเมื่อจะออกจากที่ชุมนุมก็ให้จากบุคคลเหล่านั้นด้วยการให้ซาลาม”

มุขนายกยอแซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ เลขาธิการสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผลกระทบในยุคโลกาภิวัตน์มีทั้งด้านบวกและด้านลบ เห็นความขัดแย้งที่มาสู่ความรุนแรงและการคุกคามของสงครามให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

“สมัยก่อนถ้าอยู่ต่างฝ่ายต่างศาสนาแล้วพายเรือแข่งกัน เอาแพ้เอาชนะ พยายามสกัดไม่ให้คนอื่นเด่นกว่า เห็นต่างศาสนาเป็นศัตรู แต่วันนี้ไม่ใช่ ตามที่ท่านพุทธทาสได้บอกไว้ว่า เราเป็นมิตร ศัตรูที่แท้จริงคือเอามนุษย์ออกจากโลกของศาสนา ดังนั้นศาสนิกชนในยุคนี้ไม่ได้มีหน้าที่แข่งขันกันอีกต่อไป แต่จะต้องหาความร่วมมือพัฒนาสังคมโลกให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป และเกิดสันติสุขอย่างแท้จริง”

ยุคนี้ต้องชำระศาสนา มุขนายกยอแซฟ มองว่าจะต้องปฏิบัติตามหลักศาสนาอย่างถูกต้องไม่สุดโต่ง โดยเฉพาะการสร้างให้พลเมืองตื่นรู้ขึ้น

“สันติภาพเป็นอะไรที่ต้องลงทุน ต้องปกปักรักษา ต้องออกแรงและเสียสละ ซึ่งจะทำคนเดียวไม่ได้ ต้องช่วยกันหมดทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายศาสนา เพราะเราทุกคนมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง ยังจำเป็นอย่างยิ่งที่จะตั้งองค์การที่ส่งเสริมสันติภาพในสังคม ซึ่งปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอ ต้องสอนประชาชนให้แข็งขันที่จะเคารพยกย่องกันและกัน หากคิดเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรรำลึกไว้เสมอว่า เราต่างก็เป็นพี่น้องหญิงชายของกันและกัน ดังนั้นจะสอนกันและกัน และสอนตัวเราเอง ไม่ให้มองเพื่อนบ้านเป็นศัตรูหรือคู่อริที่ต้องกำจัดออกไป ปฏิเสธการแก้แค้น และรู้จักการให้อภัยมากขึ้น”

ปิดท้ายด้วยศาสนาจารย์ ดร.ศึกษา เทพอารีย์ ศิษยาภิบาลคริสตจักรวัฒนา บอกว่า เมื่อเราจะสร้างพลเมืองตื่นรู้ที่จะต้องไปสร้างประเทศชาติ ในศตวรรษที่ 21 นี้ จึงขอเสนอทฤษฎีของ โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์

“นักการศึกษาจะรู้จักคนนี้ดี เป็นปรมาจารย์ด้าน Five Minds for the Future หรือห้าจิตคิด ซึ่งเป็นเรื่องของการสอนความรัก สอนศาสนาในโรงเรียน โดยต้องเริ่มจาก Disciplinary Mind คือสอนให้มีจิตคิดเรื่องของทักษะ การมีวินัยในการเรียนรู้ การจัดระเบียบของชีวิต การหาความรู้อย่างมีระบบทำให้สามารถพัฒนาทักษะความรู้ด้านนี้ เมื่อมีสิ่งนี้จะนำไปสู่การมี Synthesizing Mind คือจิตสังเคราะห์ ทุกวันนี้เรามีข้อมูลเยอะมาก แต่จะสอนยังไงให้คนสามารถสังเคราะห์ความดี ให้รู้จักแยกแยะว่าอะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว”

พลเมืองที่ดีจะมีกฎอยู่ในใจ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย กฎบัญญัติ ธรรมบัญญัติ หรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ควบคุมสังคมอยู่ ศาสนาจารย์ ดร.ศึกษา ชี้ว่า สิ่งที่เหนือกว่านั้นคือกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม

“เพราะฉะนั้นต้องสอนให้คนรู้จักสังเคราะห์ และตกผลึกความคิดในเชิงจริยธรรมให้ได้ โดยผ่านจิตอันที่ 3 คือ Creating Mind คือ จิตสร้างสรรค์ คิดต่อยอด หมายความว่าเขาจะคิดสร้างสรรค์ให้สังคมดีกว่านี้ได้ยังไง เราจะต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ต่อมาคือ Respectful Mind คือจิตเคารพ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ทั้ง 3 ศาสนาต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน อยู่ร่วมกันได้ สุดท้ายคือ Ethical Mind คือจิตรู้จริยธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่สูงที่สุด และจิตรู้จริยธรรมในทางศาสนาคริสต์คือเรื่องของความรัก ทั้งห้าลักษณะนี้สามารถสร้างคนให้เป็นคนดี”

การปลูกฝังการยอมรับซึ่งกันและกัน ศาสนาจารย์ ดร.ศึกษา บอกว่า หมายความว่าสามารถอยู่ได้แม้มีความเชื่อที่แตกต่าง แต่จะไม่แตกแยก ต้องเคารพซึ่งกันและกัน

“ควรมีการเวิร์กช็อปของความขัดแย้ง หรือปฏิเสธวิทยา คือเราจะทำอย่างไรให้เขาสามารถอยู่ในความขัดแย้งได้อย่างมีความสุข เป็นฟอรั่มของความคิดเห็นที่แตกต่าง ต้องทำให้อยู่ด้วยกันได้ด้วยความรักภายใต้กฎจริยธรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ศาสนาทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี แต่ปัญหาคือเราจะสอนอย่างไรให้คนเป็นคนดีถ้าไม่เริ่มจากตัวเองก่อน ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราก่อน เริ่มที่ครอบครัว เริ่มที่สังคมของเรา ถ้าทุกศาสนาจับมือกันแล้วชูประเด็นคุณธรรมและจริยธรรมประเทศชาติของเราจะมีความหวัง”

 

มาฆะ’๕๙ … เวฬุวัน อินเดีย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/414659

มาฆะ’๕๙ ... เวฬุวัน อินเดีย!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา …ย่างเข้าสู่เดือน ก.พ.ของทุกปี อาตมามีศาสนกิจที่ถือปฏิบัติมาโดยตลอด คือ การเชิญชวนชาวพุทธในอินเดีย รวมถึงชาวพุทธนานาชาติมาร่วมจัดงานมาฆบูชา ที่ชาวอินเดียเรียก Magha Purnima…

ด้วยความสำคัญของวันมาฆบูชาในพระพุทธศาสนา ที่แสดงพระโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นดุจธรรมนูญแม่บทของพระธรรมคำสั่งสอนในพระผู้มีพระภาคเจ้า… จึงเป็นแรงบันดาลใจให้อาตมาลุกขึ้นมาทำงานดังกล่าว อย่างมิต้องมีใครมาบัญชา…

จึงนำไปสู่การฟื้นฟูวันมาฆบูชาในชมพูทวีป (อินเดียฯ) ให้คืนกลับมาอีกครั้งหนึ่งอย่างเป็นทางการ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๓ ในครั้งนั้น… พระสังฆราชาแห่งคณะสงฆ์ศรีลังกา-สยามวงศ์/อรัญญวาสี ได้มีพระเมตตารับเป็นองค์ประธาน งานมาฆบูชาในปีแรกจึงมีคณะสงฆ์จากทั้งมหายานและเถรวาทจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมกันจำนวนมาก ณ เวฬุวันมหาวิหาร หรือ สวนป่าเวฬุวันในปัจจุบัน

การจัดงานมาฆบูชาในครั้งแรก ท้าทายความรู้สึกของหมู่คณะมาก โดยเฉพาะพระผู้ใหญ่บางรูปที่กล่าวว่า… ยากที่จะจัดได้ในเวฬุวันฯ ด้วยรัฐบาลฮินดูคงไม่ยอม… และมหาเถรสมาคมของไทยไม่มีมติอนุญาต…

ทำให้รูปแบบของการจัดงานมาฆบูชา ที่แม้ว่าจะเกิดจากอาตมาที่เป็นพระสงฆ์ไทย แต่กลับสนับสนุนโดยมหาโพธิสมาคมในอินเดียและองค์กรพุทธศาสนานานาชาติ… จึงไม่แปลกที่ชื่อพระสังฆราชาของคณะสงฆ์ศรีลังกา (สยามวงศ์) เป็นองค์ประธาน

 

จุดสำคัญของการจัดงานมาฆบูชาในปีแรกบนแผ่นดินพุทธภูมินั้น ปรากฏอยู่สองกรณี ได้แก่…

๑.การรวมตัวกันจัดงานมาฆบูชาของคณะสงฆ์นานาชาติทั้งสองนิกายใหญ่จากชาติต่างๆ ที่เวฬุวันมหาวิหาร แห่งพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธในอดีต (รัฐพิหาร/อินเดีย) โดยได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐบาลอินเดีย ซึ่งมีบุคคลระดับสูงฝ่ายรัฐบาลแห่งรัฐพิหาร/อินเดีย มาร่วมงานกล่าวต้อนรับและแสดงเจตนาการสนับสนุนการจัดงานมาฆบูชาในครั้งต่อๆ ไป…

๒.การนำชาวพุทธในอินเดีย รวมถึงพระภิกษุในรัฐมหาราษฏระ/อินเดีย มาร่วมกันจัดงานมาฆบูชาโลกเป็นครั้งแรก ณ ดิคชาภูมี นครนาคปุระ… ในครั้งนั้นมีชาวอินเดียที่แสดงตนเป็นชาวพุทธจำนวนหลายหมื่นคนเดินทางมาร่วมงาน มีกิจกรรมการให้ความรู้ตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอดวันจนถึงภาคค่ำ ก่อนจะประทักษิณเวียนเทียนกันครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่ ชาวพุทธในอินเดียได้เข้าใจและเห็นความสำคัญของพระโอวาทปาติโมกข์ นับเป็นครั้งแรก

ในครั้งนั้น สื่อมวลชนในอินเดียสนใจติดตามข่าวสารการจัดงานมาฆบูชาครั้งแรกในชมพูทวีปกันมาก จนมีการพาดหัวเป็นภาษาอังกฤษ แปลว่า “วันประวัติศาสตร์ของชาวพุทธในอินเดียเกิดขึ้นแล้ว…”

ในปีนี้นับเป็นครั้งที่ ๗ แห่งการจัดงานมาฆบูชาที่เวฬุวันมหาวิหาร คณะกรรมการจัดงานที่เป็นศิษย์ศรัทธาในอาตมา ได้พร้อมใจกันกับองค์กรสงฆ์นานาชาติ ที่เพิ่งประชุมไปที่พุทธคยา ณ มหาโพธิสมาคมของอินเดีย ได้เตรียมขับเคลื่อนวันมาฆบูชา เนื่องในความเป็นวันสันติภาพโลกอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการเฉลิมฉลองเขตสังฆกรรม ณ ลานพระโอวาทปาติโมกข์ ที่ประดิษฐานพระมหาธรรมเจดีย์ “โอวาทปาติโมกข์” ที่สร้างแล้วเสร็จในปีพรรษาพุทธศักราช ๒๕๕๗ และพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสมบูรณ์ในปัจจุบัน พร้อมต่อการสมโภชเฉลิมฉลองเนื่องในวันมาฆบูชาประจำปี ๒๕๕๙

คณะศรัทธาชาวไทยจำนวนมาก จึงพร้อมใจกันเดินทางไปร่วมงานมาฆบูชา … เวฬุวันมหาวิหารในครั้งนี้ โดยจะมีบุคคลระดับสูงของประเทศ เสด็จเป็นองค์ประธานการเปิดงาน… ซึ่งจะนำมาเขียนเล่าสาระสำคัญของการจัดงานมาฆบูชาครั้งที่ ๗ ประจำปีนี้ในตอนต่อไป โดยเฉพาะในความหมายแห่งครั้งสุดท้าย ก่อนจะส่งมอบให้ชาวพุทธในอินเดียและนานาชาติ… รับสืบสานวันมาฆบูชา ณ เวฬุวันมหาวิหารต่อไปและต่อๆ ไป…

เจริญพร

 

ระลึกวิธีกัมมัฏฐาน “หลวงพ่อจรัญ” แห่งวัดอัมพวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 18:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/413412

ระลึกวิธีกัมมัฏฐาน "หลวงพ่อจรัญ" แห่งวัดอัมพวัน

โดย…เอกชัย จั่นทอง

พระธรรมสิงหบุราจารย์ หรือที่สาธุชนรู้จักมักคุ้นกันในนาม “หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม” แห่งวัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี เป็นพระกัมมัฏฐาน จริยวัตรงดงาม เป็นพระสุปฏิปันโน แสวงหาความรู้และประสบการณ์นำมาสอนสั่งญาติโยมให้รู้ซึ้งถึงกฎแห่งกรรม รู้ถึงการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ การบำเพ็ญภาวนา อันเป็นที่มาของศีล สมาธิ ปัญญา จนเป็นที่เคารพศรัทธาของสาธุชนทั่วประเทศ

เป็นพระนักพัฒนา พระนักเทศน์ และพระวิปัสสนาจารย์ สืบสานเส้นทางธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

หลวงพ่อจรัญ มรณภาพอย่างสงบ สิริอายุ 87 ปี 5 เดือน เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ด้วยท่านเป็นพระนักปฏิบัติ จึงขอนำวิธีปฏิบัติกัมมัฏฐานเบื้องต้นของหลวงพ่อจรัญ เพื่อระลึกถึงสิ่งที่ท่านได้สั่งสอนลูกศิษย์ไว้ทั่วทุกสารทิศของประเทศไทยมาถ่ายทอด

สำหรับการปฏิบัติกัมมัฏฐาน การเดินจงกรม ก่อนเดินให้ยกมือไขว้หลัง มือขวาจับข้อมือซ้าย วางไว้ตรงกระเบนเหน็บ ยืนตัวตรง เงยหน้า หลับตา ให้สติจับอยู่ที่ปลายผม กำหนดว่า “ยืนหนอ” ช้าๆ 5 ครั้ง เริ่มจากศีรษะลงมาปลายเท้า และจากปลายเท้าขึ้นไปบนศีรษะ กลับขึ้นกลับลงจนครบ 5 ครั้ง

แต่ละครั้งแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกคำว่า “ยืน” จิตวาดมโนภาพร่างกาย จากศีรษะลงมาหยุดที่สะดือ คำว่า “หนอ” จากสะดือลงไปปลายเท้า กำหนดคำว่า “ยืน” จากปลายเท้ามาหยุดที่สะดือ คำว่า “หนอ” จากสะดือขึ้นไปปลายผม กำหนดกลับไปกลับมาจนครบ 5 ครั้ง ขณะนั้นให้สติอยู่ที่ร่างกาย อย่าให้ออกไปนอกกาย

เสร็จแล้ว ลืมตาขึ้น ก้มหน้าทอดสายตาไปข้างหน้าประมาณ 1 ศอก สติจับอยู่ที่เท้า การเดิน กำหนดว่า “ขวา…”  “ย่าง…”  “หนอ…” กำหนดในใจ คำว่า “ขวา” ต้องยกส้นเท้าขวาขึ้นจากพื้นประมาณ 2 นิ้ว เท้ากับใจ

นึกต้องให้พร้อมกัน “ย่าง” ต้องก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าช้าที่สุด เท้ายังไม่เหยียบพื้น คำว่า “หนอ” เท้าลงถึงพื้นพร้อมกัน เวลายกเท้าซ้ายก็เหมือนกัน กำหนดว่า “ซ้าย…” “ย่าง…” “หนอ…” คงปฏิบัติ เช่นเดียวกันกับ “ขวา…” “ย่าง…” “หนอ…”

ระยะก้าวในการเดินห่างกันประมาณ 1 คืบ เป็นอย่างมากเพื่อการทรงตัว ขณะก้าวจะได้ดีขึ้น เมื่อเดินสุดสถานที่ใช้แล้ว ให้นำเท้ามาเคียงกัน เงยหน้าหลับตา กำหนด “ยืนหนอ” ช้าๆ อีก 5 ครั้ง ทำความรู้สึกโดยจิต สติ รู้อยู่ตั้งแต่กลางกระหม่อม แล้วกำหนด “ยืนหนอ” 5 ครั้ง เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงมาถึงปลายเท้า เบื้องบนตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมา “ยืนหนอ” 5 ครั้ง แล้วหลับตา ตั้งตรงๆ เอาจิตปักไว้ที่กระหม่อม เอาสติตาม ดังนี้ “ยืน…” (ถึงสะดือ) “หนอ…” (ถึงปลายเท้า) หลับตาอย่าลืมตา นึกมโนภาพ เอาจิตมอง ไม่ใช่มองเห็นด้วยสายตา “ยืน…” (จากปลายเท้าถึงสะดือ หยุด) แล้วก็ “หนอ…” ถึงปลายผม คนละครึ่ง พอทำได้แล้ว ภาวนา “ยืน…หนอ…” จากปลายผมถึงปลายเท้าได้ทันที ไม่ต้องไปหยุดที่สะดือ แล้วคล่องแคล่วว่องไว ถูกต้องเป็นธรรม

ขณะนั้นให้สติอยู่ที่ร่างกายอย่าให้ออกไปนอกกาย เสร็จแล้วลืมตาขึ้น ก้มหน้า ทอดสายตาไปข้างหน้าประมาณ 1 ศอก สติจับอยู่ที่เท้า การเดิน กำหนดว่า “ขวา…” “ย่าง…” “หนอ…” กำหนดในใจ คำว่า “ขวา” ต้องยกส้นเท้าขวาขึ้นจากพื้นประมาณ 2 นิ้ว เท้ากับใจนึกต้องให้พร้อม คำว่า “ย่าง” ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าให้ช้าที่สุด เท้ายังไม่เหยียบพื้น คำว่า “หนอ” เท้าเหยียบพื้นเต็มฝ่าเท้า อย่าให้ส้นเท้าหลังเปิด

เวลายกเท้าซ้ายก็เหมือนกัน กำหนดคำว่า “ซ้าย…” “ย่าง…” “หนอ…” คงปฏิบัติเช่นเดียวกับ “ขวา…” “ย่าง…” “หนอ…” ระยะก้าวในการเดินห่างกันประมาณ 1 คืบ เป็นอย่างมาก เพื่อการทรงตัวขณะก้าวจะได้ดีขึ้น เมื่อเดินสุดสถานที่ใช้เดินแล้ว พยายามใช้เท้าขวาเป็นหลักคือ “ขวา…” “ย่าง…” “หนอ…” แล้วตามด้วยเท้า “ซ้าย…” “ย่าง…” “หนอ…” จะประกบกันพอดี แล้วกำหนดว่า “หยุด…หนอ…” จากนั้นเงยหน้า หลับตากำหนด “ยืน…หนอ…” ช้าๆ อีก 5 ครั้ง เหมือนกับที่ได้อธิบายมาแล้ว ลืมตา ก้มหน้า ท่ากลับ การกลับกำหนดว่า “กลับหนอ” 4 ครั้ง คำว่า “กลับหนอ”

ครั้งที่หนึ่ง ยกปลายเท้าขวา ใช้ส้นเท้าขวาหมุนตัวไปทางขวา 90 องศา ครั้งที่ 2 ลากเท้าซ้ายมาติดกับเท้าขวา ครั้งที่ 3 ทำเหมือนครั้งที่ 1  ครั้งที่ 4 ทำเหมือนครั้งที่ 2

หากฝึกจนชำนาญแล้วเราสามารถกำหนดให้ละเอียดขึ้น โดยการหมุนตัวจาก 90 องศา เป็น 45 องศา จะเป็นการกลับหนอทั้งหมด 8 ครั้ง เมื่ออยู่ในท่ากลับหลังแล้วต่อไปกำหนด “ยืน…หนอ…” ช้าๆ อีก 5 ครั้ง ลืมตา ก้มหน้า แล้วกำหนดเดินต่อไป กระทำเช่นนี้จนหมดเวลาที่ต้องการ

การนั่งทำต่อจากการเดินจงกรม อย่าให้ขาดตอนลง เมื่อเดินจงกรมถึงที่จะนั่ง ให้กำหนด “ยืน…หนอ…” อีก 5 ครั้ง ตามที่กระทำมาแล้วเสียก่อน แล้วกำหนดปล่อยมือลงข้างตัวว่า “ปล่อยมือหนอๆๆๆ” ช้าๆ จนกว่าจะลงสุดเวลานั่งค่อยๆ ย่อตัวลงพร้อมกับกำหนดตามอาการที่ทำไปจริงๆ เช่น “ย่อตัวหนอๆๆๆ” “เท้าพื้นหนอๆๆๆ” “คุกเข่าหนอๆๆๆ” “นั่งหนอๆๆๆ” เป็นต้น

วิธีนั่ง ให้นั่งขัดสมาธิคือ ขาขวาทับขาซ้าย นั่งตัวตรง หลับตา เอาสติมาจับอยู่ที่สะดือที่ท้องพองยุบ เวลาหายใจเข้าท้องพอง กำหนดว่า “พองหนอ” ใจนึกกับท้องที่พองต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่า “ยุบหนอ” ใจนึกกับท้องที่ยุบต้องทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน

ข้อสำคัญให้สติจับอยู่ที่พองยุบเท่านั้น อย่าดูลมที่จมูก อย่าตะเบ็งท้องให้มีความรู้สึกตามความ เป็นจริงว่าท้องพองไปข้างหน้า ท้องยุบมาทางหลัง อย่าให้เห็นเป็นไปว่า ท้องพองขึ้นข้างบน ท้องยุบลงข้างล่าง ให้กำหนดเช่นนี้ตลอดไป จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด

หมายเหตุ : จากหนังสือระเบียบปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี

ภาพจาก…www.jarun.org