วิสัยทัศน์ ของท่านทูตอินเดีย ที่ควรอนุโมทนา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/429564

วิสัยทัศน์ ของท่านทูตอินเดีย ที่ควรอนุโมทนา!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชน… อ่านข่าวตามหน้าสื่อในสัปดาห์นี้ พบแต่เรื่องดีเอสไอ ธัมมชโย … แทรกด้วยวิกฤตดินฟ้าอากาศที่ว่าด้วยภัยแล้งในฤดูร้อน ที่อุณหภูมิไต่เพดานสูงขึ้นไปจนทะลุ ๔๐  &O3249;C…

เรื่องราวทั้งหลาย ไม่ว่าจะน่ายินดีหรือไม่น่ายินดี ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยง จึงควรเผชิญหน้าด้วยสติที่รู้จักพิจารณาในอารมณ์ที่บังเกิดขึ้นในจิตนั้นๆ …เรียกว่า พร้อมสรรพด้วยสติปัญญา เพื่อเผชิญกับทุกปัญหาในชีวิต

องค์คุณความรู้ในสติจะนำไปสู่การรู้จักเลือกเฟ้นวิจัยธรรม ว่า อะไรเป็นกุศล … อกุศล หรืออัพยากตธรรม เพื่อการประกอบความเพียรชอบ โดยสิ่งใดเป็นกุศลธรรมก็นำมาประกอบกับจิต เพื่อความเป็นกุศลจิต… ส่วนอกุศลนั้นให้ละทิ้งไป

เมื่อวันที่ ๒๕ เม.ย. ๒๕๕๙ อาตมาได้รับนิมนต์ไปเป็นมงคลกับทางสถานทูตอินเดียที่กรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสที่ H.E. Mr. Bhagwant Singh Bishnoi มารับหน้าที่ เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย โดยท่านทูต Bhagwant ได้กล่าวกับอาตมาในเบื้องต้นว่า “หากจะมีสิ่งใดที่บุคคลเช่นพระอาจารย์จะได้กรุณาแนะนำ เพื่อให้ประเทศของเราทั้งสองสามารถประสานสัมพันธ์เข้าหากันได้แน่นแฟ้นมากขึ้น ในยุคสมัยแห่งโลกปัจจุบันนี้แล้ว ขอกราบอาราธนา…”

อาตมาได้อนุโมทนาและกล่าวเรียงความเกี่ยวเนื่องต่อกัน จนเข้าสู่การขอให้ช่วยสนับสนุนกิจการพระพุทธศาสนาในแผ่นดินชมพูทวีป แด่พระสงฆ์ที่เดินทางเข้าไปทำหน้าที่… ไม่ว่าจะเป็นส่วนบุคคลหรือไปในนามองค์กรสงฆ์ หากพระคุณเจ้าเหล่านั้นประพฤติปฏิบัติถูกต้องทั้งตามพระธรรมวินัยและตามกฎหมาย …และได้กล่าวในอีกหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ทั้งหมด

 

ในส่วนท่านเอกอัครราชทูตอินเดีย ก็ได้กล่าวแสดงทัศนะในบางตอนที่น่าพิจารณายิ่งว่า “…พวกเรามีความปีติยินดีมากที่ท่านได้นำร่มเงาแห่งปัญญาของท่านมาให้แก่พวกเรา …เรารู้สึกได้ว่าหุ้นส่วนของเรา เพื่อนของเราโดยธรรมชาติ ทั้งในเชิงความสืบเนื่องของภาษา วัฒนธรรม ศาสนา และความเป็นพี่น้องกันโดยธรรมชาติ คือ ชาวไทย ดังนั้น ประเทศไทยจึงเป็นศูนย์กลาง เป็นแกนกลางที่สำคัญสำหรับนโยบายการต่างประเทศของอินเดีย และสิ่งที่ท่านกูรูจีได้แสดงออกตลอดมานั้น นับเป็นเสาหลัก เป็นเสาเอกที่สำคัญยิ่งต่อการนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในทางการเมืองที่พวกเรามีหน้าที่ต่อประชาชนของเรา…”

“อีกประเด็นหนึ่ง คือ หากจะมีกรณีใดหรือความยุ่งยากใดที่พระสงฆ์ไทยต้องประสบในการเดินทางไปอินเดีย ก็ขอให้ท่านได้แจ้งให้เราทราบด้วย แม้จะไม่อาจมั่นใจได้ว่า เราจะสามารถแก้ปัญหาได้ทุกปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยอินเดียมีกฎหมายบังคับใช้หลายฉบับที่ว่าด้วยเชื้อชาติและชาติพันธุ์ที่ให้การคุ้มครองดูแลอยู่…”

ต่อมาสุดท้ายการพูดคุยกัน อาตมาได้เรียนให้ท่านทูตทราบเรื่องการเชิดชูเกียรติประวัติของ ดร.บี อาร์ อัมเบ็ดการ์ ที่นำชาวฮินดูกลุ่มจัณฑาลมากกว่าห้าแสนคนเปลี่ยนมาเป็นชาวพุทธ และด้วยผลงานการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ด้วยการออกแบบรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินของอินเดีย ที่มีการบรรจุหัวใจพระพุทธศาสนาลงไป จึงควรได้รับการชื่นชมจากประเทศพุทธศาสนาและประเทศในระบบประชาธิปไตยจากทั่วโลก ที่ปรารถนาการสร้างอำนาจธรรมเพื่อสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ที่แท้จริง… ทั้งนี้ ทางรัฐมหาราษฎร์และศาสนิกชนที่เลื่อมใสในปฏิปทาของ ดร.อัมเบ็ดการ์ จะร่วมกันจัดมุมอนุสรณ์อัตโนประวัติของ ดร.อัมเบ็ดการ์ ไว้ในมุมสวนสาธารณะที่เหมาะสม…

ท่านเอกอัครราชทูตอินเดียได้แสดงความยินดีสนับสนุนและได้กล่าวปิดสรุปว่า “ขอกราบขอบพระคุณพระอาจารย์อีกครั้ง… แน่นอนว่าหากจะกล่าวถึงสัญลักษณ์ความร่วมมือระหว่างสองประเทศทั้งไทยและอินเดียในปัจจุบันแล้ว เราสามารถสื่อผ่าน ดร.อัมเบดการ์ ได้… อีกประการหนึ่งสำหรับพวกเรา (อินเดีย) พระอาจารย์ คือ พระอาจารย์ (Guruji) ของชาวอินเดีย เท่าๆ กับการเป็นพระอาจารย์ของชาวไทย เพราะท่านได้ทำสิ่งต่างๆ ให้แก่ประเทศอินเดียมากเสมอกับที่ทำให้กับประเทศไทยตามที่ปรากฏมา…”

เจริญพร

 

ความเห็นแก่ตัว สู่สังคมอยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 09:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/428262

ความเห็นแก่ตัว สู่สังคมอยุติธรรม

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีใจอารีทั้งหลาย วันนี้อากาศร้อนมากจนนึกว่าอยู่แถบอินเดีย นึกถึงสมัยแขวนกลดใต้ต้นไม้ใกล้พระศรีมหาโพธิ์ เพื่อปฏิบัติบูชาเนื่องในสัปดาห์วิสาขบูชา ซึ่งกลางวันมองไปด้านไหนก็โล่งไปหมด เพราะความร้อนใกล้ 50Oc แถมลมร้อนที่เต็มไปด้วยขี้ฝุ่นหน้าแล้งจากเนรัญชราพัดเข้ามาเยือนเป็นระยะๆ ให้ลองชิมเล่นว่า รสชาติความร้อนในอินเดียเป็นอย่างไร

มองไปๆ รอบตัว ก็เห็นแต่ขอทานคนวรรณะต่ำ ที่มานั่งหลบร้อนใต้โคนไม้ มองหน้ากันไป มองหน้ากันมา แกคงศรัทธาอะไรก็ไม่ทราบ จึงลุกขึ้นมาหาพร้อมทั้งหยิบเหรียญรูปีเก่ามากองถวายด้านหน้าที่นั่ง จึงได้ประสาทไปตามภาษาธรรม เพื่ออนุโมทนาน้ำใจของแกที่ยากจนแล้วยังยอมสละแม้เป็นเงินเหรียญไม่กี่รูปี…

มีอยู่รายหนึ่ง ชื่อ ศกุนตลา เป็นผู้หญิงวัยกลางคนจากรัฐมหาราษฎร์ ได้นำคณะเข้ามากราบในตอนเช้าและปวารณาถวายที่ดินเพื่อขอให้ไปสร้างวัดเป็นศูนย์วิปัสสนาฯ ที่หมู่บ้านเขา …จึงรับอนุโมทนาไว้ แต่ไม่เคยไปติดตามเรื่อง เพราะไม่มีเจตนาไปสร้างวัดในอินเดียหรือในที่ไหน แม้ในเมืองไทย

วันนี้ในหลายๆ เมืองของอินเดีย อากาศไม่ร้อนเหมือนบ้านเรา ที่ระอุตั้งแต่เช้าจรดค่ำ คล้ายๆ กับที่พุทธคยา ราชคฤห์ ในรัฐพิหาร อินเดีย เข้าไปทุกที จนรู้สึกว่าไม่ค่อยรู้สึกต่างกันมากนัก

เรื่องอากาศร้อน… วิกฤตแล้ง ก็คงธรรมดาที่ต้องเผชิญเหมือนๆ กันไป เสมอกันเกือบทั่วโลก แต่สิ่งหนึ่งที่น่าชมเชยในชาวชมพูทวีปคือยังไม่แล้งน้ำใจ …การช่วยเหลือเกื้อกูล การมีเมตตากรุณาต่อกัน ยังเป็นไปตามปกติ เขาจึงอยู่ร่วมกันได้แม้ในบ้านหลังเดียวกัน แถม วัว ควาย แพะ แกะ หรือสัตว์ที่เขาเลี้ยง ที่เข้าไปอยู่ร่วมชายคาเดียวกันอย่างไม่รังเกียจต่อกันเลย

 

วันนี้ ในสังคมบ้านเรา ที่น่ากลัวกว่าอากาศร้อนจนวิกฤตแล้ง คือความเห็นแก่ตัว… ทั้งๆ ที่ ทางการประกาศว่าให้หยุดการทำนาหรือปลูกพืชที่ต้องใช้น้ำจำนวนมาก หันไปปลูกพืชผักเศรษฐกิจอย่างอื่นที่ใช้น้ำน้อย เพื่อการอยู่รอดทั้งเราและสังคม… แต่พ่อเจ้าประคุณทั้งหลายไม่ค่อยฟัง กลับดันทุรังปลูกพืชกันไปตามประสงค์ เรื่องของเรื่องจึงวุ่นวายหนักเข้าไปอีก เมื่อต้องแสวงหาน้ำ ที่บัดนี้แห้งจนเกือบจะติดก้นคลองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เมื่ออากาศร้อน น้ำแล้ง… ชาวบ้านขาดน้ำใจต่อกัน อะไรๆ ก็เริ่มวุ่นวาย… สงครามชิงน้ำที่เคยเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลระหว่างโกลิยะกับศากยวงศ์ ที่ยุติไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธองค์… พร้อมจะกลับมาเกิดขึ้นในหลายพื้นที่… เพราะต่างฝ่ายต่างอ้างความจำเป็น จึงเป็นภาระของทางการที่ต้องจัดระบบการปันน้ำบริโภคให้เหมาะสม เพื่อป้องกันสงครามชิงน้ำในแล้ง (น้ำใจ) นี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญนอกจากการวางแผนป้องกันมิให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทแย่งชิงกันแล้วนั้น คือ การสร้างจิตสำนึกในทางที่ดี เป็นกุศล ให้ภาคประชาชนทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะการสอนหลักทำความดีเพื่อประโยชน์ตนและผู้อื่น ที่สุดของการทำความดี ต้องมีความยุติธรรมเป็นหลักค้ำชู

เมื่อจะต้องเผชิญหน้าระหว่างความดีกับความยุติธรรม จะต้องเลือกความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง ด้วยความดีนั้นต้องอนุโลมไปตามความยุติธรรม ซึ่งหลักธรรมที่จะรักษาความดี คือ การวางใจเป็นกลาง ทำจิตให้เสมอ จนเข้าถึงอุเบกขาธรรม ที่เว้นขาดจากอคติ ๔ เพื่อการดำเนินชีวิตไปอย่างไม่ล่วงธรรม ดังที่พระพุทธองค์ทรงประกาศความดีหรือแต่งตั้งพระสงฆ์รูปใดนั้น จะเป็นไปโดยธรรม แม้พระราหุลที่เป็นราชโอรส ก็ทรงใช้หลักความยุติธรรมในการพิจารณาตัดสินหรือแต่งตั้งเป็นเอตทัคคะ… มิใช่เป็นเพราะเป็นลูกหลานหรือนามสกุลเดียวกัน แบบสังคมเฮงซวยที่ชอบเรียกร้องให้ทำความดี แต่ไร้ความยุติธรรม… ซึ่งระบบตระกูลอุปถัมภ์นี้ไม่เคยสูญหายไปจากสังคมไทยเลย… เอวัง

เจริญพร

 

‘ไม่น่าเชื่อจริงๆ’… อนุสติ…จากนครมุมไบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 เมษายน 2559 เวลา 09:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/426990

‘ไม่น่าเชื่อจริงๆ’... อนุสติ...จากนครมุมไบ!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา อาตมาเพิ่งกลับจากการไปร่วมงานฉลอง ๑๒๕ ปี ชาตกาลของ ดร.บี อาร์ อัมเบ็ดการ์ เมื่อวันที่ ๑๔ เม.ย.ที่ผ่านมา ณ นครมุมไบ รัฐมหาราษฎร์ อินเดียโดยองค์กร The People’s Improvement Trust (TPIT) ที่ก่อตั้งโดยอัมเบ็ดการ์ ได้ฤกษ์เปิดโครงการก่อสร้างตึกสูง ๑๗ ชั้น ใจกลางนครมุมไบเพื่อเป็นสถานที่ทำงานสานอุดมการณ์อัมเบ็ดการ์ให้เป็นไปตามเจตนาดังคำกล่าวที่ว่า “Cultivation of Mind should be the ultimate aim of human existence”

การวางวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ ขององค์กรนี้ เป็นไปตามคตินิยมวิถีพุทธที่อัมเบ็ดการ์ศรัทธายิ่ง ดังที่ได้นำมหาชนชาวฮินดูในวรรณะจัณฑาลเปลี่ยนศาสนา ประกาศตนเป็นชาวพุทธ… และมุ่งใช้หลักธรรมมาพัฒนาสังคมให้มีจิตวิญญาณแห่งความยุติธรรม มีเสรีภาพ ภราดรภาพ และความเท่าเทียมกัน ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญของอินเดีย ที่ถูกบรรจุหัวใจพระพุทธศาสนาเอาไว้อย่างที่แม้ประเทศพุทธศาสนายังควรนำมาศึกษาในรัฐธรรมนูญวิถีพุทธว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร…

ด้วยความเชื่อของอัมเบ็ดการ์ ที่ว่า ปัญหาของคนยากจน คนด้อยโอกาสทางสังคม จะหมดไป เมื่อทุกคนดำเนินชีวิตตามหลักธรรมในพุทธศาสนาด้วยการพึ่งตน…พึ่งธรรม คือ การศึกษาปฏิบัติธรรมเพื่อพัฒนาชีวิต ยกระดับจิตวิญญาณให้สูงขึ้น ซึ่งถึงเวลาแล้วที่สังคมฮินดูจะต้องเคารพถึงหลักความยุติธรรมและความเสมอภาค ในฐานะความเป็นมนุษยชาติที่เท่าเทียมกัน… มิได้จำกัดด้วยชนชั้น วรรณะ ชาติ ตระกูล และเพศ… ดังความเชื่อในศาสนาพราหมณ์

บนเวทีแห่งการจัดงานขององค์กร TPIT ในวันดังกล่าว จึงมีบุคคลสำคัญระดับประเทศ ได้แก่ มุขมนตรีของรัฐมหาราษฎร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ฯลฯ… มาร่วมงานในครั้งนี้ โดยอาตมาได้รับนิมนต์ไปเจริญพระพุทธมนต์และแสดงปาฐกถาธรรม พร้อมทั้งกล่าวอำนวยอวยพร… สิ่งหนึ่งที่ประทับใจอาตมาอย่างยิ่ง คือ การขานรับสืบสานอุดมการณ์ของ ดร.บี อาร์ อัมเบ็ดการ์ รัตนบุรุษแห่งชมพูทวีปกึ่งพุทธสมัย ผู้ที่สามารถเข้าไปนั่งอยู่ในจิตวิญญาณของชาวอินเดียทุกชนชั้นได้อย่างสง่างาม แม้กระทั่งชาวฮินดูหรือพราหมณ์ที่เคยรังเกียจพวกอัมเบ็ดการ์

 

จึงไม่แปลกที่นักการเมืองใหญ่ระดับมุขมนตรีของรัฐ (Chief Minister) หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของรัฐบาลอินเดีย จะประกาศชื่นชม บูชาคุณของอัมเบ็ดการ์ด้วยจิตคารวะ ที่แสดงออกถึงความ
ประทับใจในปฏิปทาและอุดมการณ์ของบุคคลที่ชาวอินเดียขนานนามว่า The Great Son of India …รัฐบาลแห่งรัฐมหาราษฎร์ อินเดีย ที่มีประชากรมากกว่าร้อยล้านคน จึงพร้อมอนุมัติเงินสนับสนุนถึง ๗๐๐ ล้านรูปี เพื่อการพัฒนาโครงการขององค์กร TPIT อย่างไม่ลังเล และจะเร่งดำเนินการเติมเต็มฝันอัมเบ็ดการ์ให้สัมฤทธิผล

การกล่าวชื่นชมประวัติและผลงานของอัมเบ็ดการ์ว่าเป็นบุคคลสำคัญระดับโลก แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมของชาวชมพูทวีปที่ไม่เคยเลือนหาย อันเป็นไปตามหลักอปจายนธรรม… ที่น่านำมาเป็นกรณีศึกษาอย่างยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับพฤติกรรมบุคคลในสังคมบ้านเรา ที่นับวันความอ่อนน้อมถ่อมตน การเคารพผู้ใหญ่ การเชิดชูผู้มีพระคุณต่อสังคมประเทศชาติ เริ่มเจือจางเลือนหายไป ด้วยอำนาจไฟโลภะ ที่แปลงค่าเป็นไฟโทสะ สร้างอำนาจมานะ ทิฏฐิ เข้าครอบครองจิตใจ จนภาครับรู้ของสังคมล้มเหลวจากมนุษยธรรม อันน่าวิตกอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นในเด็กๆ เยาวชนทุกครัวเรือน…

ไม่น่าเชื่อว่า ไฟริษยา อาฆาต พยาบาท กลับถูกจุดให้ลุกโพลงในสังคมที่เคยสงบร่มเย็น อุดมด้วยสมณพราหมณ์ผู้ทรงคุณธรรม ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่า มันล้มเหลวไปขนาดนั้นได้อย่างไร แม้ในหมู่สมณพราหมณ์ ไม่น่าเชื่อจริงๆ!!

เจริญพร

 

พระธรรมวินัย เพื่อความเกื้อกูล มิใช่การทำลาย!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 11:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/425997

พระธรรมวินัย เพื่อความเกื้อกูล มิใช่การทำลาย!!

โดย…พระอาจารยอารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา ช่วงนี้สภาพร่างกายที่ใช้งานมาอย่างหนักหน่วง เริ่มออกอาการแสดงสัจธรรมที่ว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง … ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน จึงต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์เพื่อซ่อมแซมร่างกายให้มีสภาพดำรงอยู่ จะได้ใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติธรรม โดยกำหนดดีเดย์ในวันที่ ๑๐ เม.ย.นี้ ณ โรงพยาบาลจุฬาฯ เพื่อจะได้ออกมาใช้งานต่อในวันที่ ๑๓-๑๔ เม.ย. ที่ได้รับนิมนต์ไปทำหน้าที่เป็น Guruji ให้ชาวพุทธในอินเดียที่มีปีติยินดีกันยิ่ง เนื่องในการวางศิลาฤกษ์ตึกสูง ๑๗ ชั้น กลางนครมุมไบ รัฐมหาราษฎร์ อินเดีย ขององค์กร TPIT (The People’s Improvement Trust) ที่ก่อตั้งโดย ดร.บี อาร์ อัมเบด การ์ ที่ชาวอินเดียขนานนามเขาว่า “The Great Son of India”

วันที่ ๑๔ เม.ย. ๒๕๕๙ ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของเขา ซึ่งในปีนี้ครบ ๑๒๕ ปี ชาตกาล ดร.บี อาร์ อัมเบดการ์ ชาวพุทธในอินเดียจึงพร้อมใจที่จะจัดงานครั้งยิ่งใหญ่ในวันที่ ๑๔ เม.ย.นี้ ในงานดังกล่าว โดยมี Chief Minister ของรัฐมหาราษฎร์มาเป็นประธาน และมีอาตมานำเจริญพระพุทธมนต์ ให้ธรรมเทศนาสู่การเจริญภาวนาในช่วงต้น และการกล่าว อวยพรปิดท้าย

เริ่มเข้าสู่ปักษ์ที่ ๒ ฤดูร้อน ได้อ่านข่าวชิ้นเล็กๆ จากหนังสือพิมพ์ เรื่องที่มีการไปยื่นคำร้องกล่าวหาพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งว่า ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยใน ๒ ข้อ คือ ๑.ได้รับเงินและสะสมไว้ในบัญชีธนาคาร… ๒.นำเงินของตนเองที่มีอยู่ในบัญชีธนาคารไปซื้อรถเบนซ์โบราณที่เป็นข่าว โดยผู้ยื่นระบุคำร้องว่า… เป็นการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยในสิกขาบทที่ ๘ และ ๙ หมวดโกสิยวรรค…

จริงๆ แล้ว เรื่องการรับเงินทองของพระภิกษุในปัจจุบันนั้น โดยทั่วไปท่านมีกัปปิยการกหรืออุปัฏฐากผู้แสดงตนหรือลูกศิษย์ เป็นผู้รับเป็นภาระธุระตามพุทธานุญาต เมื่อมีกล่าวปวารณาถวายปัจจัยอันเป็นมูลค่าจำนวนเท่านั้นบาท ที่พระภิกษุสามารถเรียกใช้เป็นกัปปิยภัณฑ์อันสมณะพึงควรบริโภคได้ ก็จะเรียกจากอุปัฏฐากหรือลูกศิษย์ที่ได้แสดงตนและน่าไว้วางใจ มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัย เพื่อช่วยกันรักษาความบริสุทธิ์ให้กับพระภิกษุที่มั่นคงในการประพฤติพรหมจรรย์

 

โดยทั่วไปจะพิจารณาว่า พระท่านรับเงินทองหรือไม่นั้น จึงต้องลงลึกไปในรายละเอียด โดยมีเจตนาเป็นตัวชี้วัด ดังเช่นมีญาติโยมเอาซองเงินไปเสียบวางไว้ในพานดอกไม้ แล้วน้อมถวายพระภิกษุที่เคารพศรัทธา… พระท่านรับไปโดยมิได้ทราบว่าเป็นซองเงิน และเมื่อมาทราบภายหลังก็ได้สละไป ให้ไปเข้าสู่ส่วนการปวารณาของญาติโยม เช่น เป็นเงินบำรุงค่าน้ำค่าไฟที่มีกรรมการวัดดูแล… ก็ย่อมไม่บกพร่องด้วยเจตนา แต่ถ้าท่านรู้… ท่านเห็น… ท่านทราบ หรือเพียงแค่สงสัย แต่ยังรับอย่างมีเจตนา หรือขาดการพิจารณาด้วยจงใจ ทั้งๆ ที่สงสัยแล้วยังกระทำ… อย่างนี้เสียศีลแน่นอน

ความบกพร่องผิดพลาดจนเสียศีลในข้อนี้ สามารถทำคืนกลับได้ ด้วยการเปิดเผยต่อเพื่อนภิกษุ โดยต้องสละวัตถุต้นเหตุนั้นไปตามธรรมวิธี หากไม่สละวัตถุนิสสัคคีย์นั้น การปลงชำระอาบัติ (บาป) เพื่อทำคืนกลับตามวินัยนั้น ไม่เป็นผล

จริงๆ แล้ว เรื่องการกล่าวหาอาบัติใดๆ ต่อพระภิกษุนั้น ควรจะไปดำเนินการ ณ วัดสังกัดของพระรูปนั้น เพื่อฟังความชี้แจงจากท่านในแต่ละข้อกล่าวหานั้นๆ  ที่สำคัญควรทำด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ เพื่อรักษาพระรูปนั้นมิให้เสียหายในพระวินัย และเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาด้วยจิตที่มีเมตตาคารวะและเคารพในพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง มิใช่เป็นไปในวิถีการเมือง ที่มุ่งทำลายกันจนขาดความบริสุทธิ์ด้วยเจตนาของผู้กระทำนั้นๆ

เจริญพร

 

ร่วมฉลองอุดมการณ์อัมเบดการ์ ณ นครมุมไบ อินเดีย!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/424937

ร่วมฉลองอุดมการณ์อัมเบดการ์ ณ นครมุมไบ อินเดีย!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาได้รับจดหมายจาก “The People’s Improvement Trust” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ โดย ดร.บี อาร์ อัมเบดการ์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนผู้ยิ่งใหญ่ที่ชาวอินเดียไม่เคยลืมเลือน

โดยเฉพาะผลงานการปฏิวัติศาสนาฮินดูครั้งสำคัญนับตั้งแต่สถาปนาฮินดูในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เศษเป็นต้นมา โดยเมื่อวันที่ ๑๔ ต.ค. ๒๔๙๙ อัมเบดการ์นำชาวฮินดูกลุ่มจัณฑาลจำนวนประมาณ ๕ แสนคน ทิ้งศาสนาฮินดูมาสู่พระพุทธศาสนา แสดงตนเป็นพุทธมามกะ ณ ทิกษาภูมิ นครนาคปุระ รัฐมหาราษฎร์ อินเดีย…

นอกเหนือจากการประกาศตนว่าจะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกตลอดชีวิตแล้วนั้น ยังได้มีการกล่าวปฏิญาณตนเพื่อประกาศอุดมการณ์-หลักการของชาวพุทธในอินเดียทั้งหมด ๒๒ ข้อ โดยมีสาระสำคัญคือ การประกาศไม่ยอมรับลัทธิเทวนิยมของพราหมณ์หรือฮินดู การประกาศความไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้า คือ อวตารของพระวิษณุ โดยระบุว่า การเชื่อเช่นนั้น คือ คนบ้า! …

การยึดมั่นในแบบแผนการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ โดยครบถ้วน การบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศ และบำเพ็ญตนอยู่ในทาน ศีล ภาวนา โดยสรุปอุดมคติลงในข้อที่ ๒๒ ว่า ชาวพุทธในอินเดียจะปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะคำกล่าวสุดท้ายของ ดร.บี อาร์ อัมเบดการ์ ที่ยังฝังอยู่ในจิตใจของชาวพุทธในอินเดียในครั้งประกาศเปลี่ยนศาสนา ที่ทิกษาภูมิ แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ใจกลางนครนาคปุระ ว่า

“ข้าพเจ้าเกิดมาเป็นฮินดู เพราะข้าพเจ้าควบคุมไม่ได้! จะไม่ขอตายในฐานะเป็นฮินดู แต่จะขอตายในฐานะพุทธศาสนิกชนในพระพุทธศาสนา”

การอาศัยกฎหมายและหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เข้าไปช่วยเหลือมหาชนผู้ที่ถูกตราบาปประทับว่าเป็น “จัณฑาล” อย่างกล้าหาญของ ดร.บี อาร์  อัมเบ็ดก้าร์… การใช้ความรู้… ความสามารถของเขาในฐานะเป็นประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญ สาธารณรัฐอินเดีย และการได้ออกมาทำงานเพื่อปลุกเร้าให้ความรู้ประชาชนที่ด้อยโอกาสและยากจนจำนวนมากกว่าร้อยล้านคนในอินเดีย เพื่อให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อเรียกร้องสิทธิความเป็นมนุษย์อันเท่าเทียมกัน จนนำไปสู่ความสำเร็จในเบื้องต้นนับเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่จนยากที่จะบรรยายในความเป็นรัตนบุรุษแห่งอินเดีย สมดังคำกล่าวไว้อาลัยและสดุดีความดีของนายกรัฐมนตรี เยาวหราล เนห์รู ที่ได้กล่าวว่า

“ชื่อของอัมเบดการ์ จะต้องถูกจดจำต่อไปอีกชั่วกาลนาน โดยเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ เพื่อลบล้างความอยุติธรรมในสังคมฮินดู อัมเบดการ์ต่อสู้กับสิ่งที่ทุกคนเห็นว่าจำเป็นที่ต้องต่อสู้ อัมเบดการ์ได้เป็นคนปลุกให้สังคมของฮินดูได้ตื่นจากความหลับ”…

องค์กร TPIT (The People’s Improvement Trust) ที่ก่อตั้งโดย ดร.บี อาร์ อัมเบดการ์ ได้พัฒนารูปแบบเคลื่อนไหวสืบสานอุดมการณ์จิตวิญญาณอัมเบดการ์มายาวนานถึงปัจจุบัน รวม ๗๘ ปี และได้ฤกษ์มงคลพร้อมที่จะเปิดที่ทำการเพื่อพัฒนามนุษย์ (Head Quarter for Human Development) ตามแนวพระพุทธศาสนา ขึ้นในใจกลางนครมุมไบ รัฐมหาราษฎร์ อินเดีย ในวันที่ ๑๔ เม.ย. ๒๕๕๙ ที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ เพื่อการขับเคลื่อนงานตามอุดมการณ์ของอัมเบดการ์ให้บรรลุวัตถุประสงค์… โดยมีบุคคลระดับสูงสุดของรัฐ ได้แก่ Chief Minister …หรือมุขมนตรีของรัฐ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและสังคม ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ฯลฯ มาร่วมในพิธีเฉลิมฉลองและเปิดศูนย์ปฏิบัติการ ณ ตึกสูง ๑๗ ชั้น กลางนครมุมไบ… โดยอาตมา (Ven. Arayawangso Guruji) ได้รับนิมนต์ให้ไปนำสวดมนต์และปาฐกถาธรรม เพื่อความเป็นมงคลของชาวพุทธในอินเดียที่จะได้ร่วมกันสืบสานสังคมสันติธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา ให้สืบประโยชน์ต่อไปตามเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของอัมเบดการ์ “The great son of India … ผู้อุทิศลมหายใจสุดท้าย เพื่อการเปิดประตูชมพูทวีป อัญเชิญพระพุทธศาสนาคืนกลับสู่มาตุภูมิ!!”

เจริญพร

 

เผยปี59มีสามเณรสอบเปรียญธรรม9ได้ 6 รูป อนาคตเป็นนาคหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2559 เวลา 19:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/423929

เผยปี59มีสามเณรสอบเปรียญธรรม9ได้ 6 รูป อนาคตเป็นนาคหลวง

สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวงประกาศผลสอบบาลีประจำปี 59 มีสามเณรสอบเปรียญธรรม 9 ได้ 6 รูป เป็นนาคหลวงในอนาคต

สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวงประกาศผลสอบบาลีประจำปี พ.ศ. 2559 รวมทุกประโยค ป.ธ.1-2 ถึง ป.ธ. 9 มีพระภิกษุสามเณรสอบได้ 2,755 รูป จากผู้เข้าสอบ  22,986 รูป ในจำนวนนี้มีผู้สอบผ่าน ป.ธ. 9  ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดได้ 44 รูป จากผู้สอบ 348 รูป โดยมีสามเณร สอบได้ 6 รูป ซึ่งจะเป็นนาคหลวงในการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ต่อไป

การประกาศผลสอบวันที่ 28 มีนาคม 2559 ณ ศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร มีพระพรหมโมลี (สุชาติ) แม่กองบาลีเป็นประธาน ท่ามกลางพระภิกษุ-สามเณร ที่เข้าสอบมาลุ้นกันว่าตนจะสอบผ่านหรือไม่ เพราะว่าการเรียนการสอบบาลี กว่าจะได้นั้นยาก ต้องขยัน ทุ่มเท อาจารย์เก่ง และสำนักเรียนสนับสนุนเต็มดี

สามเณร 6 รูป ที่สอบผ่าน ป.ธ. 9 ได้ ซึ่งจะเป็นนาคหลวงในการอุปสมบท แก่สามเณนฤเบศ สิขะโต อายุ 20 ปี วัดสร้อยทอง กทม สามเณรกวีศักดิ์ วาปีกุลเศรษฐ์ อายุ 20 ปี วัดสามพระยา  กทม. สามเณรทองสุข พรหมมีเดช อายุ 21 ปี วัดพิพัฒน์มงคล สุโขทัย สามเณรสมยศ ดาทอง อายุ 21 ปี วัดจองคำ  สามเณรรัฐพล อักษรพิมพ์ อายุ 20 ปี วัดจองคำ สามเณรฤทธิรงค์ เสนน้อย อายุ 20 วัดจองคำ จังหวัดลำปาง และสามเณรธนธรณ์ คูสูงเนิน อายุ 20 ปี วัดไวกูลฐาราม จังหวัดอุดรธานี

หลังประกาศผลสอบ พระพรหมโมลีพูดว่าผลสอบบาลีเป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะชั้น ป.ธ. 9 ที่มีผู้สอบได้ 44 รูป นั้นเทียบกับ พ.ศ 2558 จะลดลงบ้าง โดยปีที่แล้ว มีผู้สอบ ป.ธ. 9 ได้ 49 รูป เป็นสามเณร 8 รูป พระภิกษุ 41 รูป แต่ ปี 2560 ตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เพราะจะมีผู้เข้าสอบมาก เมื่อมีผู้สอบ ป.ธ. 8 ปีนี้ได้ถึง 34 รูป และป.ธ. 7 ได้ 142 รูป

สำหรับฆราวาสที่สอบบาลีศึกษา ปีนี้มีผู้สมัครสอบ ป.ธ. 9 จำนวน 3 คน สอบผ่าน 1 คน เป็นสภาพสตรีชือ น.ส. สิรินุช นามสกุล บุสโร อายุ 41 ปี จากสำนักเรียนวัดพระธรรมกาย อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

 

พุทธศาสนา ความเคารพธรรมสู่สันติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2559 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/423702

พุทธศาสนา ความเคารพธรรมสู่สันติ

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา

หลักธรรมในพุทธศาสนานั้น ยึดหลักสายกลางเป็นปกติ คือ การเว้นจากการเข้าไปเกาะเกี่ยวกับรัก-ชังในโลกนี้

พระพุทธศาสนาจึงยึดธรรมเป็นใหญ่ ธรรมเป็นธง ธรรมเป็นตรา จึงมีพระธรรมวินัยเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองดูแลพุทธบริษัทโดยเฉพาะในสังฆมณฑล!

พระวินัย คือ ข้อปฏิบัติที่ทรงบัญญัติขึ้นไว้ เพื่อเป็นกฎเกณฑ์ในการปกครองพระสงฆ์สาวกให้มีความเรียบร้อยเสมอเหมือนกัน

โดยต้องคำนึงถึงกฎหมายบ้านเมืองและจารีตประเพณีหรือกฎสังคมด้วยเป็นสำคัญ เรียกว่า การที่จะทรงบัญญัติพระวินัยในเรื่องใด ก็จะต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์กับสังคมบ้านเมืองด้วย

แต่ทั้งนี้ต้องไม่โอนเอนจนสูญเสียหลักธรรมที่รองรับหรือแสดงเจตนารมณ์ในบัญญัติวินัยนั้นๆ เรียกว่า มีธรรมเป็นธง… เป็นตราจริงๆ

พระวินัย จึงบัญญัติรูปแบบความสำคัญของการกระทำสังฆกรรมไว้อย่างเด่นชัด เป็นแบบเฉพาะดังที่ระบุส่วนสำคัญ ๕ ประการ ในรูปสังฆกรรม ได้แก่

๑.จำนวนสงฆ์ผู้เข้าร่วมประชุม

๒.สถานที่ประชุมเพื่อทำสังฆกรรม

๓.การประกาศเรื่องที่ประชุมและการประกาศขอความเห็นชอบ เช่น หากเรื่องไม่สำคัญนัก จะมีการประกาศทราบ ๑ ครั้ง และประกาศขอความเห็นชอบ ๑ ครั้ง เรียกว่า ญัตติทุติยกรรม และหากเป็นเรื่องสำคัญจะมีการประกาศให้ทราบ ๑ ครั้ง และประกาศขอความเห็นชอบอีก ๓ ครั้ง ดังเรียกว่า ญัตติจตุตถกรรม เช่น การอุปสมบท ฯลฯ

๔.สิทธิของภิกษุผู้เข้าร่วมประชุม ในข้อนี้เป็นการแสดงถึงสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคในหมู่คณะสงฆ์อย่างเท่าเทียมกันของพระภิกษุทุกรูป ที่จะแสดงความคิดเห็นทั้งในการคัดค้านและเห็นด้วย

…ดังคำกล่าวประกาศในท่ามกลางว่า หากคัดค้านพึงแสดง หากเห็นด้วยพึงสงบนิ่ง!

และข้อ ๕ มติที่ประชุม เรื่องนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการประชุม เมื่อจะสรุปผลใดๆ ว่า เห็นชอบหรือไม่ ต้องขอมติที่ประชุมซึ่งต้องเป็นเอกฉันท์ ทั้งนี้ เพื่อการอยู่ร่วมกัน มีความไว้วางใจกัน

การให้ความเคารพต่อสงฆ์ จึงเป็นลักษณะที่แสดงออกถึงธรรมาธิปไตยที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา สงฆ์โดยภาพรวมจึงมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อความเป็นเอกภาพของสังฆมณฑล

ดังการทำงานของคณะสงฆ์ไทยที่ต้องมีมหาเถรสมาคม หรือ มส. เป็นองค์กรกลางที่ทำหน้าที่แทนคณะสงฆ์ จึงต้องมีการกลั่นกรองคัดเลือกพระมหาเถระ พระเถระ ที่ทรงคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ และมีความยึดมั่นในพระธรรมวินัยมาเป็นตัวแทนของหมู่คณะ

ทั้งหมดก็เพื่อให้การดำเนินงานของคณะสงฆ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้องตามแบบแผนทั้งทางพระธรรมวินัยและกฎหมายจารีตประเพณีของสังคมไทย

ดังกรณีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชแห่งคณะสงฆ์ไทย ที่ควรเป็นไปตามระเบียบแบบแผน ตามพระธรรมวินัยและกฎหมายจารีตประเพณี ซึ่งควรกระทำให้แล้วเสร็จชัดเจนไปตามขั้นตอน

ไม่เป็นคุณประโยชน์ใดๆ เลย หากถือปฏิบัติผิดแผกไปจากแนวทางที่เคยกระทำ ด้วยอคติธรรมของบุคคลบางกลุ่มบางคณะ ที่หวังเพียงแค่ความต้องการของตนและพวกจนขาดความเคารพธรรม

การเคารพธรรมนั้น รวมถึงการถวายความเคารพต่อกันของบุคคลผู้ประพฤติธรรมอย่างถูกต้องตามฐานะ หากท่านเหล่านั้นยังมิได้เสื่อมไปจากฐานะอันควรแก่การแสดงความเคารพนั้นๆ

ดังการเรียกชื่อพระมหาเถระในทุกรูป จึงควรเรียกให้ถูกต้องตามชื่อสมณะฐานะนั้นๆ หรือหากขี้เกียจ เพราะเห็นว่าชื่อยาว จำยาก ก็ควรกล่าวคำสรรพ

นามที่แสดงออกถึงการถวายความเคารพ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีในอนุชนรุ่นต่อๆ ไป จะได้มีแบบแผนจารีตประเพณีที่ควรถือปฏิบัติอันเป็นเครื่องหมายของสังคมอารยธรรมในวิถีพุทธ…

เจริญพร

 

สู่สารธรรมแห่งการฟื้นฟู พระพุทธศาสนาในชมพูทวีป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2559 เวลา 08:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/422497

สู่สารธรรมแห่งการฟื้นฟู พระพุทธศาสนาในชมพูทวีป

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา…

เช้านี้ต้องอุทานว่า… ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง จริงๆๆ… กำลังเตรียมตัวเดินทางจากพระธาตุภูหว้า ภูเก็ต ไปวัดป่าญาณสัมปันโนฯ เชียงแสน เชียงราย เพื่ออำนวยความสะดวกให้คณะศรัทธาของเกศนี (ตุ๊ก) ที่จะเดินทางไปวางแบบสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ แบบเดียวกับที่อุบลราชธานี ลงบนเนินย่อมๆ ในเขตวัดป่าฯ จะได้เป็นลานปฏิบัติธรรมของพระเณรและชาววัดทั้งหลายที่จะเดินทางไปเตรียมงานใน ๑๙ มี.ค.นี้

พอดีได้รับโทรศัพท์จากท่านเจ้าคุณพระธรรมปาโมกข์ วัดราชผาติการาม (ธ) กรุงเทพฯ เรื่องสรุปรายงานการจัดงานมาฆบูชาเวฬุวันมหาวิหาร แห่งพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ ๗ ซึ่งมีพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็นองค์ประธาน และได้มีการทำพิธีเปิดป้าย บอกเขตอุโบสถโอวาทปาติโมกข์ ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว

บัดนี้ป้ายแสดงเขตอุโบสถแห่งเวฬุวันมหาวิหารได้ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว อันแสดงถึงการอนุญาตให้ใช้พื้นที่เป็นเขตอุโบสถเพื่อประกอบศาสนกิจได้ ซึ่งปกติคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนก็ได้ใช้สถานที่ประกอบศาสนกิจอยู่แล้วโดยทั่วไป แต่ยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย จนกว่าจะสวดถอนบอกเขตหมายลูกนิมิตโดยคณะสงฆ์ดำเนินการไปตามธรรมวิธี

ความสำเร็จแห่งการได้เวฬุวันมหาวิหารคืนกลับมาสู่การจัดงานมาฆบูชาต่อเนื่องทุกปีนั้น ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๕๓ ในครั้งแรกแห่งการฟื้นฟูวันมาฆบูชาให้คืนกลับมาสู่พุทธภูมินั้น ได้รับความเมตตาจากพระสังฆราชาแห่งคณะสงฆ์ศรีลังกา จากสยามอุบาลีวงศ์ ฝ่ายอรัญวาสี ที่ได้ทรงละสังขารไปแล้ว มาเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ ท่ามกลางพระสงฆ์นานาชาติจากทั้งสองนิกายใหญ่ และคณะสงฆ์ไทยจากทั้งมหานิกายและธรรมยุต

ในครั้งนั้นยังได้รับความเมตตาจากพระธรรมกิตติเมธี ซึ่งปัจจุบันคือ พระพรหมเมธี โฆษกกรรมการมหาเถรสมาคม วัดสัมพันธวงศ์ (ธ) พระเทพโมลี ซึ่งปัจจุบันคือ พระธรรมปาโมกข์ แห่งวัดราชผาติการาม (ธ) และหลวงพ่อบุญส่ง ซึ่งปัจจุบันคือ พระราชวินัยโสภณ แห่งวัดล้านนาญาณสังวราราม (ธ) เชียงใหม่ พร้อมคณะสงฆ์ (ธ) ไปร่วมงานนำประกอบศาสนกิจเนื่องในวันมาฆบูชา ณ เวฬุวันมหาวิหาร แห่งพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ

พระพรหมเมธีได้แสดงสัมโมทนียกถาธรรมในครั้งนั้นไว้อย่างน่าประทับใจมาก โดยเฉพาะน้ำใจ-น้ำคำของท่านที่หลั่งไหลลงสู่ใจของพระสงฆ์และศรัทธาญาติโยม โดยเฉพาะการสนับสนุนในการประกอบศาสนกิจที่อาตมาปฏิบัติอยู่ในขณะนั้น อันนำมาสู่ความสำเร็จในการจัดงานมาฆบูชาถึง ๗ ครั้ง และความสำเร็จในการได้รับอนุญาตให้ฟื้นฟูสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ลานพระโอวาทปาติโมกข์ จากสนามหญ้าลานดินธรรมดา มาเป็น ลานหินอ่อนสวยงาม มีพระมหาธรรมเจติยะฯ ปรากฏขึ้นใจกลางแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว

พระพรหมเมธีได้กล่าวครั้งนั้นกับอาตมาว่า… “ค่อยๆ แหย่เข้าไปทีละเท้า จนกว่าจะกลืนเข้าไปได้ทั้งหมด” …ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ต้องอดทนต่อสู้ด้วยคุณความดี จนกว่าเจ้าบ้านชาวฮินดูและหน่วยงานรัฐบาลอินเดียเขาจะยอมรับ เชื่อถือ เชื่อมั่น ยินยอมให้เราเข้าไปได้เต็มตัว

…การได้เวฬุวันคืนกลับมานั้น คือ การได้ฟื้นฟูสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งเวฬุวัน ให้มีสภาพเหมาะสมกับความเป็นพุทธสถานที่ทรงประทานพระโอวาทปาติโมกข์ และทรงประทับอยู่ ๕ พรรษา ณ เวฬุวันมหาวิหารแห่งนี้ ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว และมีแถมพิเศษอย่างยากจะคาดถึง คือ การที่สงฆ์ได้มีมติเห็นชอบการประกาศเป็นเขตสังฆกรรมอันสมบูรณ์ด้วยการตั้งญัตติทุติยกรรม นำโดยพระธรรมปาโมกข์ เสร็จสิ้นไปด้วยดีแล้วเมื่อ ๒๒ ก.พ. ๒๕๕๙ ต่อหน้าเบื้องพระพักตร์พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา …ต่อหน้าตัวแทนรัฐบาลอินเดีย …ต่อหน้าหัวหน้าหน่วยงานป่าไม้ของรัฐบาลอินเดียที่กำกับสวนป่าเวฬุวันฯ

ที่สำคัญคือ ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนชาวอินเดียเจ้าของประเทศและศาสนิกชนจากประเทศไทย เมื่อวันมาฆบูชาที่ผ่านมา …ซึ่งควรแก่การบันทึกไว้ในแฟ้มความจำของพุทธศาสนาสืบไป…

เจริญพร

 

เหตุแห่งความผันผวนในสังฆมณฑล!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/421241

เหตุแห่งความผันผวนในสังฆมณฑล!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามั่นคงในพระธรรมวินัย …ในห้วงเวลาที่สถาบันสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเริ่มโอนเอนไปตามกระแสโลกที่พัดกระหน่ำ ด้วยเหตุแห่งพฤติกรรมของบุคคลที่เข้ามาสู่พระศาสนานี้… ที่ประพฤติตนเป็นอลัชชี… จนกระทบต่อภาพลักษณ์ของสถาบันสงฆ์ในพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบันดังปรากฏ…

ทั้งนี้ เพราะด้วยการปล่อยปละละเลย ให้แสดงออกอย่างไร้ศีล วัตร ข้อปฏิบัติ ขนบธรรมเนียมประเพณี อันเหมาะควรตามอริยปฏิบัติ… การปล่อยให้เกิดการเผยแพร่ลัทธิผีสาง โหราศาสตร์… มนตร์กลคาถา สะเดาะเคราะห์ บอกกล่าวพยากรณ์ ที่เป็นไปตามอธรรมคติ ตามทิฏฐิของพวกนอกศาสนา จึงนำพามหาชนไปสู่ลัทธิหลงงมงาย จนขาดความเลื่อมใสศรัทธาในกรรม วิบาก… อันเป็นพื้นฐานของพระพุทธศาสนาที่วางรากฐานให้สัตว์ที่มีเหตุผล… มีสติปัญญา เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจในสัจธรรมพื้นฐานที่ว่า… เราเป็นสัตว์ที่อาศัยกรรม…

การประพฤติผิดพลาด ไม่ตรงไปตรงมาต่อพระธรรมวินัย กลายเป็นปัญหาใหญ่หลวงนักในหมู่ผู้อ้างตนว่าเป็นบรรพชิต ดังปรากฏศีลวัตร ระเบียบแบบแผน ที่ขยายรูปประหลาดพิสดารเตลิดออกไปสู่นอกแนวของพระพุทธศาสนา ด้วยอำนาจตัณหาทิฏฐิที่แอบแฝงในหมู่ผู้แปลงรูปเป็นเพศบรรพชิตอย่างไร้จิตวิญญาณสมณะ… อำนาจโลกธรรม… ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จึงกลับมามีอิทธิพลเหนือจิตวิญญาณ อสัตบุรุษเหล่านั้นที่ก่อลัทธิผิดเพี้ยนพระธรรมวินัยไปในศาสนา…

ระเบียบแบบแผน… ศาสนพิธีนอกศาสนา จึงแพร่หลายเข้าปิดบังพระพุทธศาสนา ดังปรากฏในปัจจุบัน ที่ยังไร้การแก้ไขขจัดให้สิ้นไป… ด้วยความโง่เขลาที่เกิดจากอสัตบุรุษที่แพร่แนวคิดอสัจจะ… ออกไปในหมู่ชน ขยายความหลงมัวเมาในจิตใจตนเองออกไปสู่สาธารณะ โดยอาศัยเครือข่ายขององค์กรพระศาสนาที่มหาชนเชื่อถือ จนมองดูราวกับเป็นพระพุทธศาสนาเนื้อแท้..

อะไรที่เป็นเหตุให้นำไปสู่ความวิบัติเช่นนั้น ขอสาธุชนได้ใช้สติปัญญาพิจารณาอย่างใคร่ครวญ ในเจตนาแห่งการบัญญัติพระวินัยของพระผู้มีพระภาค เพื่อให้เป็นไปตามธรรม อันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑๐ ประการ ที่จะนำไปสู่ความมั่นคงของสังฆมณฑล และเพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรมเป็นสำคัญ มุ่งเน้นเจตนารมณ์แห่งพระพุทธบัญญัติพระวินัย คือ การให้ความเคารพ ศรัทธาต่อสงฆ์ ที่จะต้องทำหน้าที่สืบทอดพระธรรมวินัยอย่างถูกต้อง ดังที่ทรงตรัสว่า “ความพร้อมเพรียงในหมู่สงฆ์ ย่อมนำความสุขมาให้”

 

การมอบหน้าที่ให้สงฆ์เป็นใหญ่นั้น เป็นไปตามธรรมาธิปไตยในพระพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์ สวยงาม แตกต่างไปจากลัทธิศาสนาต่างๆ ซึ่งแม้พระพุทธองค์ยังได้ทรงแสดงถึง… ความเคารพสงฆ์ เมื่อใดสงฆ์ประกอบด้วยความเติบใหญ่ด้วยพระธรรมวินัย!

สงฆ์ในที่นี้ คือ หมู่คณะพระภิกษุที่รวมทั้งมหาเถระ เถระ มัชฌิมะ นวกะ… ที่เพียบพร้อมด้วยวัตรปฏิบัติอันถูกต้อง ตรงตามพระธรรมวินัย… ควรแก่การคำนับ ต้อนรับ ควรแก่การทักษิณา… ควรแก่การกราบไหว้
จึงมีเถรวาที (พระอานนท์เถรเจ้า) ว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑๐ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงรู้ ผู้ทรงเห็น พระองค์นั้นได้ตรัสไว้มีอยู่ ซึ่งในบรรดาอาตมภาพทั้งหลาย หากผู้ใดมีธรรมเหล่านั้น พวกอาตมภาพก็จะสักการะ เคารพ นับถือ บูชา อิงอาศัยท่านผู้นั้นอยู่”

ดังนั้น จึงต้องมีระเบียบปฏิบัติของมหาเถระหรือพระผู้ใหญ่ในพระศาสนา ซึ่งนอกจากจะต้องมีแบบฉบับที่ถูกต้อง ตรงตามพระธรรมวินัยแล้วนั้น ยังจะต้องเอาใจใส่ต่อพระเถรานุเถระทั้งหลายให้ได้ถือปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด อย่างมีเจตนาที่ชอบธรรม… สามารถนำพาลูกศิษย์ลูกหาในสำนักของตนเข้าสู่การถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดต่อพระวินัย เพื่อการก้าวไปสู่ประโยชน์แห่งธรรม

ดังนั้น บทบาทของพระมหาเถระในฐานะของพระอุปัชฌาย์อาจารย์จึงสำคัญยิ่งต่อการสร้างความพร้อมเพรียงในหมู่สงฆ์ เป็นประโยชน์แห่งศาสนจักรอย่างแท้จริง และนั่นหมายถึง ที่สุดของพระมหาเถระ คือ พระสังฆราชาแห่งสงฆ์ด้วย!!

เจริญพร

 

กระแสโลก…กระแสธรรม ความขัดแย้ง สู่ สังคมที่สมดุล!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 16:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/419942

กระแสโลก...กระแสธรรม ความขัดแย้ง สู่ สังคมที่สมดุล!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีสติปัญญา มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา

…คำกล่าวที่ว่า ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ทุกสรรพสิ่งก่อเกิดมาย่อมเสื่อมได้… นั่นเป็นสัจธรรมที่ไม่เคยผันแปรไปตามสมัย พุทธศาสนาจึงประมวลความรู้ที่ถูกต้องลงตรงจุดเกิด-ดับ ที่เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือพระไตรลักษณญาณ…

การผันแปรเปลี่ยนแปลงไปตามความเคลื่อนไหวที่ส่งต่อเนื่องเป็นกระแส… เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับการคิดนึกเชิงสัมผัสโลกแค่บางส่วนแต่เป็นเรื่องเข้าใจไม่ยาก เมื่อหยั่งรู้แทงตลอดไปในโลก ที่เรียกว่า รู้รอบครบจบทุกส่วน

จริงๆ แล้ว การเคลื่อนไหวของโลกวิสัยเป็นไปตามโลกียธรรมนั้น มันมีภาวะสร้างกระแสส่งต่อ ก่อรูปในวิถีแห่งความเปลี่ยนแปลงที่มีเกิด-ดับเป็นลักษณะปรากฏบนความสืบต่อเสมอๆ จนดูเหมือนเป็นความสืบเนื่องไม่ขาดสาย รูปเก่าดับไป รูปใหม่เกิดขึ้น ด้วยอำนาจของจิตอันเป็นนามธรรมที่จับต้องมองเห็นไม่ได้ แต่มีสภาพธรรมปรากฏเป็นไปให้รับรู้ได้ ด้วยการสร้างรูปธรรมรองรับนามธรรมนั้น เมื่อมีรูปต้องมีนาม รูปนามจึงเป็นธรรมลักษณะของโลก ที่พระพุทธศาสนาสรุปลงที่ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปของโลก จึงขึ้นอยู่กับการเรียนรู้สร้างสัมพันธ์ต่อกันระหว่างรูปกับนามหรือกายกับจิต โดยกายเป็นตัวแทนของวัตถุศาสตร์ จิตเป็นตัวแทนของสัตถุศาสตร์

สมัยใดก่ออิทธิพลของสัตถุศาสตร์เพียบพร้อมด้วยปัญญา การเคลื่อนไหวของโลกก็จะเป็นไปในแนวอารยธรรม …วัฒนธรรม …คุณธรรม แต่สมัยใดก่อเกิดวัตถุศาสตร์ทรงพลัง ควบคุมนามธรรมให้ตกเป็นทาสได้ ภาวะการรับรู้ก็จะสูญเสียความรู้ชอบถูกต้องตรงธรรมไป เคลื่อนไหวเป็นไปตามกระแสวัตถุนิยมอย่างอับปัญญา…

โลกนี้จึงมีสองฝ่ายตรงข้ามที่ขัดแย้งกันเป็นอย่างนี้มาโดยตลอด จึงเรียกว่า โลกธรรม… ผู้ที่รู้แจ้งจริงในความมีอยู่จริงของโลก จึงสรุปความรู้ลงที่ โลกมันมีสภาพธรรมชาติเป็นเช่นนี้เอง ไม่เปลี่ยนไปจากนี้ ไม่แปรเป็นอย่างอื่นในทุกกาลสมัย (อิทัปปัจจยตา…)

โลกสมัยปัจจุบันกำลังเข้าสู่พื้นที่กาลเวลาทับซ้อนแห่งสังคมนวัตกรรมใหม่ยุคไอที กับสังคมเชิงบูรณาการแห่งอารยธรรมที่กำลังแสดงความขัดแย้งกันอยู่อย่างประจักษ์เพื่อชิงพื้นที่โลก มีการสร้างรูปธรรมนามธรรมไปตามเผ่าพันธุ์ของกิเลสในแต่ละยุค สภาพสังคมในปัจจุบันจึงมีสภาวะลักษณะทับซ้อนของสองยุค ที่อยู่ร่วมสมัยบนพื้นที่ทับซ้อนแห่งกาลเวลาเดียวกัน ที่เรียกว่า Intersection Area of Social ซึ่งเต็มไปด้วยปัญหาของการร่วมสมัยระหว่างคนสองยุคที่อยู่ในพื้นที่รอยต่อแห่งการส่งถ่ายเปลี่ยนแปลง อันเป็นไปตามเงื่อนไขของโลก… จึงพบความขัดแย้งในความแตกต่างเชิงความคิดของทุกมิติแห่งจิตวิญญาณ อันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงส่งต่อก่อรูปที่เป็นไปตามกระแส… ซึ่งขึ้นอยู่กับศักยภาพของฝ่ายใดที่เหนือกว่ากันเป็นตัวชี้วัด ที่ก่อให้เกิดผลโดยรวมต่อสังคมร่วมสมัยของคนสองยุค ในรอยต่อแห่งกาลเวลาที่ส่งถ่ายเปลี่ยนแปลง

ในทำนองเดียวกันของสังคมไทย ที่กำลังเข้าสู่ยุคปฏิรูปตัวเองตามกระแสโลกยุคไอที ที่มีอำนาจอารยธรรมจากพุทธศาสนายื้อยุดฉุดสมดุลอยู่ในวิถีแห่งการเปลี่ยนแปลง จึงนับว่าน่าศึกษาอย่างยิ่งต่อประเด็นปัญหาของสังคมแบบนี้ ที่ก่อตัวตามกระแสโลกาภิวัตน์ในยุควัตถุนิยม (รูปธรรม) คุกคาม… ซึ่งหากคนในสังคมมีความรู้เข้าใจในพุทธศาสตร์แบบวิทยาศาสตร์ ก็สามารถปรับเปลี่ยนสังคมยุคไอทีให้มีคุณประโยชน์ได้ ไม่ขัดแย้งก่อรูปจนเสียหายอย่างที่เริ่มปรากฏอยู่ในปัจจุบันที่กำลังแผ่ไปทุกอณูองค์กรในสังคม ไม่เว้นแม้สถาบันพระศาสนาซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายจิตวิญญาณ (นามธรรม) ที่ทรงคุณค่ายิ่ง จึงควรมีสติปัญญาในการศึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนผ่านให้เกิดการปฏิรูปสังคมอย่างมีแบบแผนตรงธรรม เพื่อการแปรพลังความขัดแย้งสู่การสร้างปฏิสัมพันธ์ในเชิงบวกของคนสองยุคร่วมสมัย ที่จะได้ร่วมกันสร้างสังคมมิติใหม่ที่มั่นคงสวยงาม ด้วยความมีดุลยภาพแห่งธรรมที่จัดสัมพันธ์รูปนามให้สามัคคีธรรมกันได้อย่าง พอดี พอเหมาะ พอควร และพอเพียง…

เจริญพร