อุโบสถปรากฏ กระเทือนทุกมิติ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2559 เวลา 15:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/437013

อุโบสถปรากฏ กระเทือนทุกมิติ!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามั่นคงในพระศาสนา… จากเรื่อง “อุโบสถผุดปรากฏ… แก้คำสาป เวียงโยนก!” ในฉบับที่แล้ว ส่งผลให้มียอดผู้ติดตามอ่านมากกว่าสามแสนราย (ณ เวลานี้อยู่ที่ ๓๓๕,๕๐๘) แชร์กันร่วมสองหมื่น เขย่าวงการคอลัมน์ธรรมะอย่างไม่เคยปรากฏ แถมด้วยนานาความเห็น ทั้งที่เป็นสาระและไร้สาระ… เป็นธรรมและอธรรม จากบัณฑิตและพาลชน นี่นับเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมยุคไร้พรมแดน… ที่ศีลธรรมเริ่มวิกฤต…

จริงๆ แล้ว หากสาธุชนอ่านอย่างพิจารณา มีพื้นฐานความรู้ทางธรรมะ ก็จะเห็นการแปลความจากบุคลาธิษฐานไปสู่ธรรมาธิษฐาน… และการแปลความจากธรรมาธิษฐานไปสู่บุคลาธิษฐาน ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจหลักธรรมในพระศาสนา

เทียบเคียงเรื่องพระเทวทัตต์… นางจิญจมาณวิกา… ว่า ธรณีสูบจริงหรือ… และทำไมต้องเกิดผลอย่างนั้นกับพระเทวทัตต์… ก็จะได้ความว่า… เป็นความอาฆาตพยาบาทแห่งอกุศลจิตของพระเทวทัตต์ที่ผูกคำสาป… คำแช่ง ไว้ในจิตใจว่า… จะขอเบียดเบียนบุรุษผู้นี้อย่างไม่มีประมาณ เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้พบ…

คำสาป… คำแช่ง มาจากอคติธรรมของสัตว์โง่ คนพาลทั้งหลาย ดังคำพูดกันว่า… เหนือเวียงล่มแห่งนี้ ห้ามมีอุโบสถเกิดขึ้น… จึงกลายเป็นคำร่ำลือที่ส่งสืบต่อกันมา เรื่องดังกล่าวได้รับทราบ เมื่อ ศ.คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาเล่าให้ฟังว่า “…ได้ไปกราบหลวงพ่อวิชัย วัดถ้ำผาจม ที่แม่สาย เมื่อทราบว่าได้สร้างวัดป่าญาณสัมปันโนฯ และกำลังสร้างอุโบสถเหนือทะเลสาบเชียงแสน ท่านกล่าวว่า ในพื้นที่เวียงล่มแถบนั้น วัดไม่มีอุโบสถ… ต้องคำสาปมาจากอดีต นับว่าเป็นเรื่องมงคลยิ่ง หากถึงเวลาที่สร้างได้แล้ว… จะได้พ้นคำกล่าวดังกล่าว!!”

ขณะที่ฟังเรื่องดังกล่าว อาตมามิได้บอกให้โยมทราบว่า เรื่องสร้างอุโบสถที่วัดแห่งนี้ ยากจริงๆ… มีปัญหาติดขัดมาโดยตลอด อย่างยากที่จะสืบหาเหตุผล… แต่ก็พยายามแก้ไขมาโดยตลอด… ต้องเปลี่ยนเจ้าอาวาสไป ๒ รูป ที่สุดต้องไปรักษาการเอง เพราะอุโบสถที่สร้างมีปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มแรก… เล่นเอาแตกแยกกันในหมู่ผู้รับผิดชอบ พอเปลี่ยนมาเป็นรูปที่ ๒ การสร้างอุโบสถเมื่อเสร็จสิ้นกลับกลายเป็นสร้างวิหารไป ไม่มีเขตวางลูกนิมิต…

การก่อสร้างยก ๓ จึงเกิดขึ้น เพื่อให้ได้เขตเครื่องหมายและหลุมลูกนิมิต… ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกราว ๕-๖ แสนบาท รวมค่าใช้จ่ายสร้างอุโบสถหลังนี้ ๑๒ ล้าน ๖ แสนบาท แม้ว่าศรัทธาของวัดจะรับภาระได้ ก็เป็นเรื่องที่ไม่น่ายินดีกับการสูญเสียเงินไปโดยไม่มีเหตุผลที่ควร

ไม่ว่าคำสาป… คำกล่าวดังกล่าวจริงหรือไม่จริง… แต่บัดนี้อุโบสถได้อุบัติขึ้นแล้วเหนือเวียงโยนก จะได้ถอนคำกล่าว … ลบล้างคำสาป ที่ว่า ให้สิ้นไปได้จริงด้วยอำนาจแห่งธรรม… และด้วยความบริสุทธิ์ของญาติโยมผู้สร้าง ทั้ง ศ.คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี รจนา วานิช และอีกหลายๆ ท่าน โดยเฉพาะ ศ.อรุณ ชัยเสรี ที่สนับสนุนการสร้างวัดดังกล่าวอย่างเต็มกำลัง… การสร้างวัด… อุโบสถแห่งนี้ ไม่มีการเรี่ยไร… มีแต่บอกบุญให้ร่วมอนุโมทนา จึงขอสาธุชนทั้งหลายพึงได้เข้าใจ

การก่อเกิดอุโบสถเหนือเวียงโยนกในครั้งนี้… จึงเป็นเรื่องสำคัญต่อจิตใจชาวเชียงแสน… เวียงโยนกอย่างยิ่ง ดังที่มีกระแสศรัทธาจากในท้องถิ่นเข้ามามาก แสดงความยินดีในการจะได้ไปร่วมอนุโมทนาในงานสวดถอน-ฝังพัทธ์ตัดลูกนิมิต ที่ได้กำหนดให้มีขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทันบวชเข้าพรรษาปีนี้ ตามกำหนดงานที่จะให้มีขึ้นในวันที่ ๒๓ ก.ค.นี้… ขอสาธุชนไปร่วมงานมหามงคลดังกล่าวได้ทุกคน… (ฉบับหน้าจะเล่าเรื่องปัญหา อุปสรรค กว่าชาวเวียงโยนกจะได้บุญ… ว่ามีอะไรบ้าง!!)

เจริญพร

 

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พระคู่กาย ‘สารวัตรก้อง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2559 เวลา 15:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/437008

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พระคู่กาย ‘สารวัตรก้อง’

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เป็นอีกหนึ่งนายตำรวจที่ชื่นชอบการสะสมพระเครื่องและแน่วแน่ในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา “พ.ต.ต.ธนพรหม ธนอาภากร” สวป.สน.ปากคลองสาน ปัจจุบันช่วยราชการตำแหน่ง สว.สส.บก.น.8 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) หรือที่เพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงสีกากี เรียกว่า “สารวัตรก้อง” นายตำรวจมาดเข้ม

“สารวัตรก้อง” เป็นนายตำรวจที่คลุกคลีอยู่กับงานสืบสวนและป้องกันปราบปรามมาหลายสิบปี คอยทุ่มเทการทำงานตามล่าคนร้ายมานับไม่ถ้วนทั่วทุกหนแห่ง ถึงแม้จะไม่ใช่นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) แต่มีความมุ่งมั่นทำงานเปี่ยมล้นด้วยคุณภาพคับแก้ว จนขยับจากชั้นประทวนขึ้นสัญญาบัตรได้ เคยรับราชการเป็น รอง สวป.บุปผาราม รอง สว.สส.ตลาดพลู รอง สว.สส.ราษฎร์บูรณะ รอง สว.สส.บางรัก ฯลฯ ทุกวันนี้ พ.ต.ต.ธนพรหม ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานร่วมกับลูกน้องทุกคนเพื่อให้งานสืบสวนเกิดผลสัมฤทธิ์จนพิชิตคดีมาแล้วมากมาย

แต่หารู้ไม่ว่าการพิชิตปิดแฟ้มคดีจับคนร้ายได้ทุกครั้งนั้นมาจากความศรัทธาใน “พุทธคุณแห่งความดี” ซึ่ง พ.ต.ต.ธนพรหม เล่าให้ฟังว่า ทุกเช้าก่อนจะออกปฏิบัติหน้าที่จะไหว้พระสวดมนต์ขอพรก่อนทุกครั้ง ท่องคาถาหลายตำรามากมาย เช่น คาถาหลวงปู่ทวด คาถาสมเด็จโต คาถาป้องกันภัย และคาถาพระพุทธเจ้า ฯลฯ และก่อนนอนจะสวดมนต์พร้อมเปิดฟังบทสวดมนต์ต่างๆ ด้วย เพราะส่วนตัวเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะหนุนนำความดีและหนุนนำการทำงานให้เกิดความสำเร็จได้

“เชื่อว่าพระพุทธศาสนาสอนให้เราประพฤติปฏิบัติดีอยู่แล้ว การที่มีเครื่องยึดเหนี่ยวให้เราคือการสร้างความดีในการทำงาน ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คนอื่นไม่เกิดทุกข์ เราไม่มีทุกข์ นั่นจึงเชื่อว่าเป็นความดีที่เกิดขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะยังไม่มีประสบการณ์เฉียดตายหรือหวาดเสียว แต่กลับทำให้การใช้ชีวิตของเราอยู่ในแบบสบายๆ ตามสัจธรรมแห่งความทุกข์และความสุขผสมคละเคล้ากันไป” สารวัตรก้อง เล่า

ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่ต้องสู้รบกับโจรผู้ร้ายทั่วทุกสารทิศ พ.ต.ต.ธนพรหม บอกว่า การแขวนพระเครื่องที่เรานับถือจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และเป็นเครื่องเหนี่ยวจิตใจ ให้พุทธคุณในองค์พระได้คุ้มครองป้องกัน ไม่ให้เกิดอันตรายซึ่งในการทำงาน ยามคับขัน “สมาธิ สติ ปัญญา” คือส่วนสำคัญที่สุดของการทำงานที่ตัวเองยึดทำมาตลอด เพราะจะอาศัยแต่พุทธคุณเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ไม่ใช่เพียงการอาศัยดวงอย่างเดียว ดังนั้น “สมาธิ สติ ปัญญา” จะทำให้เกิดความสำเร็จ

เหรียญรูปหล่อหลวงพ่อเงิน พิมพ์จอบใหญ่ วัดบางคลาน จ.พิจิตร คือพระคู่กายที่แขวนติดตัว  พ.ต.ต.ธนพรหม ทุกครั้งก่อนออกไปปฏิบัติหน้าที่ เจ้าตัวกล่าวติดตลกว่า ไปเน้นแขวนพระกับสร้อยทอง เพราะอาจไปล่อตาล่อใจโจรผู้ร้าย ที่ผ่านมาเคยมีตำรวจถูกโจรทำร้ายชิงทองมาแล้ว

พ.ต.ต.ธนพรหม ย้ำปิดท้ายว่า “สมาธิ สติ ปัญญา” คือส่วนสำคัญที่สุดของการทำงานที่ยึดปฏิบัติและแน่วแน่มาตลอดที่รับราชการตำรวจจนถึงปัจจุบัน

 

อุโบสถผุดปรากฏ… แก้คำสาป เวียงโยนก! (ปี 2559)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/435740

อุโบสถผุดปรากฏ... แก้คำสาป เวียงโยนก! (ปี 2559)

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา อย่างที่เขียนเล่าไปแล้วว่า บัดนี้ ริมทะเลสาบโยนกได้เกิดวัดป่าญาณสัมปันโนอารยารามขึ้น โดยการถวายที่ดิน 60 กว่าไร่ จัดตั้งวัดของคุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี และคณะศรัทธาฯ ซึ่งเป็นแปลงที่ดินสวยงามมาก แต่นั่นไม่เท่ากับความหมายอันลึกซึ้งที่ซึมซับจิตวิญญาณบอกกล่าวเล่าขานเรื่องราวต่างๆ ไว้บนแผ่นดินโบราณ เวียงที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต…

จึงไม่แปลกที่มีรากฐานโบราณสถานพุทธศาสนา เช่น พระเจดีย์ ฯลฯ ยังให้ปรากฏอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว ที่ด้านหน้าลาดชันลงไปในทะเลสาบ อันเคยเป็นที่ตั้งของชุมชน แต่บัดนี้ได้ยุบตัวลงเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่หลายพันไร่ ที่เรียกขานว่า “ทะเลสาบเวียงโยนก”

เมื่อวิสาขบูชาที่ผ่านมา อาตมาได้ตัดสินใจลงเรือเพื่อเดินทางไปพิสูจน์ว่า ในทะเลสาบแห่งนี้ ยังมีรากฐานเมืองโบราณจริงสมดังคำเล่าลือหรือไม่… เสียงสวดมนต์… เสียงเล่าลือที่ลอยมากระทบโสตประสาทชาวบ้านในละแวก เสมือนบอกให้ทราบว่ายังมีเรื่องราวของหมู่ชนกลุ่มหนึ่งที่จมอยู่ในหนองน้ำใหญ่แห่งนี้ อันน่าพิจารณา โดยเฉพาะในวันพระใหญ่ ขึ้น 15 ค่ำ พระจันทร์เต็มดวง ที่สาดแสงส่องลงมากระทบผิวน้ำ ส่งประกายสวยงามกลางทะเลสาบ

ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เมื่อได้เดินทางด้วยเรือไปถึงเกาะเล็กๆ กลางน้ำ ที่โผล่ฐานซากโบราณสถานมาให้เห็นยามระดับน้ำลดลงในฤดูแล้ง เช่นเดียวกับเรื่องราวในลุ่มน้ำโขง

เมื่อได้ลงจากเรือที่จอดทอดตัวห่างออกไปสัก ๓๐-๕๐ เมตร อาตมาจึงค่อยๆ เดินเท้าขึ้นไปจนถึงฐานเกาะกลางน้ำ ที่เห็นสภาพอิฐกระเบื้องโบราณมากมายจมฝังอยู่ แผ่วงกว้างจากเกาะฐานสถูปโบราณออกไป ไม่น่าจะน้อยกว่า ๕๐ เมตร อันแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของวัดในเวียงแห่งนี้ในอดีต

 

จึงได้อัญเชิญอิฐโบราณตรงฐานสถูปเจดีย์เกาะกลางมาประดิษฐานไว้ที่อุโบสถ “วัดป่าญาณสัมปันโนอารยาราม” เพื่อจะทำพิธีผูกพัทธ์ตัดลูกนิมิตให้เสร็จทันบวชพระก่อนเข้าพรรษานี้ โดยจะต้องทำพิธีสวดถอนอุโบสถก่อนด้วยคณะสงฆ์จำนวนมาก อันเป็นไปตามพระธรรมวินัย

สำหรับอิฐโบราณอีกแผ่นหนึ่งได้นำไปวางเป็นศิลามงคลฤกษ์ เพื่อสร้างพระประธานใหญ่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันวิสาขบูชาที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ได้ลงเรือล่องไปในทะเลสาบ เพื่อไปทำพิธีตามที่กล่าวจนสำเร็จสมบูรณ์ ด้วยการอธิษฐานธรรม อัญเชิญวัดวาอารามในทะเลสาบ… และสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เฝ้ารอคอย ยกขึ้นสู่วัดป่าญาณสัมปันโนอารยาราม พุทธสถานที่เป็นเครื่องหมายทางจิตวิญญาณของชาวเวียงโยนกในปัจจุบัน… ที่เกิดขึ้นเพื่อถอนคำสาป แก้คำกล่าวที่ว่า “…ยากที่จะสร้างอุโบสถริมทะเลสาบเวียงโยนกนี้ได้!”

จากเรื่องราวเล่าขานตามตำนานพื้นบ้านที่ว่า “สมัยจุลศักราช 476 (พ.ศ. 1657) สมัยมหาชัยชนะ ได้เกิดมีเรื่องที่นำไปสู่ความล่มสลายของเวียงโยนก เมื่อวันหนึ่งชาวบ้านได้จับปลาไหลเผือกได้ตัวหนึ่งมาแบ่งกิน เหลือแต่แม่ม่ายคนหนึ่งที่ไม่ได้กินปลาไหลเผือกตัวนั้น รุ่งเช้าตัวเวียงโยนกก็ยุบล่มสลายกลายเป็นหนองน้ำ ดังปรากฏถึงปัจจุบัน…”

…ไม่ว่าทะเลสาบโยนก เวียงหนองล่ม หรือที่อื่นใดในเขต อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จะล่มสลายเพราะแผ่นดินไหวอันเป็นไปตามธรรมชาติ… หรือจะเป็นไปตามกฎแห่งกรรมเพราะกระทำบาปกรรมก็แล้วแต่… บัดนี้ สิ่งที่ปรากฏในปัจจุบันอันเป็นมงคลแผ่นดินแคว้นโยนกได้เกิดขึ้นแล้ว คือ การได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เพื่อสร้างอุโบสถ ณ วัดป่าญาณสัมปันโนอารยาราม…

ขอสาธุชนได้อนุโมทนา และหากมีโอกาสควรไปร่วมงานผูกพัทธ์ตัดลูกนิมิต ร่วมเป็นเจ้าภาพบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุ… ซึ่งจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งทางคอลัมน์นี้ หรือหากจะติดต่อโดยตรงได้ที่ มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ (พิมพ์ปราง โทร.08-1595-8008)

เจริญพร

 

พุทธานุภาพ เหนือทะเลสาบเชียงแสน ‘วัดป่าญาณสัมปันโน อารยาราม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2559 เวลา 15:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/434529

พุทธานุภาพ เหนือทะเลสาบเชียงแสน ‘วัดป่าญาณสัมปันโน อารยาราม’

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพุทธศาสนา จาก เวียงล่ม สู่ พุทธสถาน ญาณสัมปันโน ที่เชียงแสน จ.เชียงราย… เป็นเรื่องที่ได้รับการสนใจมาก ดังที่นำมาสู่คำถาม คำอนุโมทนามากมาย จึงต้องนำสู่ตอนที่ ๒ ด้วยคำถามถึงที่ไปที่มาของการสร้างวัดป่าญาณสัมปันโนอารยาราม…

วัดป่าญาณสัมปันโนอารยาราม ได้รับการอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นวัดเมื่อปี ๒๕๕๔ ได้รับยกฐานะเป็นวัดในปี ๒๕๕๖ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปีนี้ ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ ๑๑ พ.ค. ๒๕๕๙ นับว่ารวดเร็วมากหากเทียบเคียงกับวัดอื่นๆ ทั้งนี้ โดยมีเหตุผลสำคัญคือ เพื่อให้ทันประกอบการบรรพชา-อุปสมบทในพรรษานี้ จะได้เป็นมหากุศลของชาวโยนกที่ล้มหายตายจากไปด้วยเวียงล่มสลาย วัดวาอารามจมดิ่งลงกลางแผ่นดินที่ยุบตัวจนกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ กลืนกิน เวียง วัด วัง ไปสิ้น ดังข้อความในบันทึกพงศาวดารโยนกที่ว่า…“เมื่อสุริยะอาทิตย์ตกไปแล้ว ก็ได้ยินเสียงเหมือนดั่งแผ่นดินดังสนั่นหวั่นไหว ประดุจว่าเวียงโยนกนครหลวงที่นี้จักเกลื่อนจักพังไปนั้นแล… เสียงกระเทือนเลื่อนลั่นของแผ่นดินดังขึ้นคำรบสอง…คำรบสาม พร้อมกับการยุบจมลงของเวียงโยนก ที่กลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ในชั่วพริบตา ยามนั้น ผู้คนในเวียงโยนกอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประธานก็วินาศฉิบหายตกไปในน้ำนั้นสิ้น…”

นั่นคือส่วนหนึ่งของบันทึกประวัติการเกิดแผ่นดินไหวในอาณาจักรโยนกที่จมหายไป โดยพงศาวดารโยนกบันทึกไว้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดในคืนวันเสาร์ เดือน ๗ แรม ๗ ค่ำ พ.ศ. ๑๐๐๓ นับเนื่องถึงปีปัจจุบันตรงกับ ๑๕๕๖ ปีล่วงมาแล้ว

เมื่อวันวางมงคลฤกษ์ เพื่อสร้างพระประธานขนาดหน้าตัก ๙ เมตร สูง ๑๒ เมตร โดยคณะศรัทธาของ เกศินี (ตุ๊ก) จิรวัฒน์วงศ์ ตรงกับวันวิสาขบูชาที่ ๒๐ พ.ค. ซึ่งได้มาบรรจบกับเรื่องพระราชทานวิสุงคามสีมาที่เพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงได้มีพิธีอ่านประกาศเพื่อปักหมายเขตให้ถูกต้องโดยนายอำเภอเชียงแสน ต่อเนื่องด้วยศาสนกิจวิสาขบูชาในภาคค่ำ หลังจากที่พระภิกษุ ๙ รูปกระทำสังฆกรรมฟังสวดปาติโมกข์… จึงนับว่าเป็นวันมหามงคลอย่างยิ่ง

เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างสองสมัย จากเวียงโยนกที่ล่มสลายลง ถึงการอุบัติเกิดเป็นวัดป่าญาณสัมปันโนฯ ริมทะเลสาบเชียงแสน อาตมาจึงได้นำคณะชุดเล็กลงเรือเพื่อตรวจสอบพื้นที่ทะเลสาบหรือหนองน้ำขนาดใหญ่… เพื่อจะได้ประกอบศาสนกิจสำคัญบางประการ

การเดินทางไปหาแหล่งที่หมายกลางทะเลสาบที่โผล่เป็นเกาะเล็กๆ กลางน้ำ ที่น่าเชื่อว่าเป็นเขตวัดหรือเวียงแห่งแคว้นโยนกจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง และก็ไม่ผิดหวัง หลังจากที่ได้ขึ้นไปสำรวจเกาะขนาดใหญ่สุดในกลางทะเลสาบ ประกอบศาสนกิจอันถูกต้องตามธรรมแล้ว จึงได้รับทราบเป้าหมายที่ชัดเจนว่า มีวัดร้างในทะเลสาบที่โผล่มาให้เห็นสภาพว่าเป็นวัดหรือมหาวิหารในพุทธศาสนาของชาวชุมชนเวียงโยนกในอดีตอย่างแน่นอน ที่ไม่เคยปรากฏว่าจะมีใครๆ เข้าไป

วันนั้น ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ วันพระใหญ่ จึงเป็นวันที่เสมือนเปิดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พุทธสถานกลางทะเลสาบเชียงแสน เพื่อทำพิธีอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนาที่จมอยู่ใต้น้ำในทะเลสาบ ขึ้นสู่วัดป่าญาณสัมปันโนฯ ที่บัดนี้ ได้ก่อสร้างขึ้นเพื่อรองรับ …และเพื่อจิตวิญญาณทุกดวงของชาวโยนกจะได้มีส่วนร่วมอนุโมทนาในบุญกุศลจากคณะผู้สร้าง ซึ่งนำโดยคุณหญิงนงเยาว์-อรุณ ชัยเสรี ผู้ถวายที่ดินจำนวนร่วม ๖๐ ไร่ให้ เพื่อสร้างเป็นวัดป่าต้นแบบแห่งการเรียนรู้ในสายพระป่ากรรมฐาน จึงได้อัญเชิญแผ่นอิฐศิลาโบราณใต้น้ำตรงฐานเจดีย์และพระวิหารมาประกอบร่วมเป็นแผ่นอิฐศิลามงคล ณ อุโบสถ วัดป่าญาณสัมปันโนฯ และพระประธานองค์ใหญ่ที่เป็นเขตภาวนา ซึ่งได้ถวายพระนามว่า “พระพุทธมหามงคลเวียงโยนก… ชาวเชียงแสนนครธรรม สร้างถวาย”

ค่ำคืนในวิสาขบูชาปี ๒๕๕๙ นี้ บรรยากาศจึงรื่นเริงมากอย่างน่าแปลกใจ โดยเฉพาะเมื่อแสดงธรรมให้คณะศรัทธาได้สดับบูชาด้านหน้าอุโบสถที่เชื่อมต่อเส้นทางลงทะเลสาบ โดยมีเจตนาพลีบุญอุทิศให้กับเทวดาสัตว์ทั้งหลายที่เป็นญาติมิตรแห่งเวียงโยนก ที่รอคอยมหากุศลมายาวนานมากกว่า ๑,๕๐๐ ปี

(อ่านต่อฉบับวันอาทิตย์ที่ ๕ มิ.ย. ๒๕๕๙)

เจริญพร

 

พระเครื่องของหลวงพ่อคูณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2559 เวลา 15:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/434527

พระเครื่องของหลวงพ่อคูณ

โดย…อาจารย์ ชวินท์ anpwin@hotmail.com

คอลัมน์พุทธานุภาพ นับแต่นี้ต่อไป จะพรรณนา สาธยายพุทธคุณให้ลือเลื่องเพื่อเพื่อนพ้อง น้อง พี่ รวมทั้งบรรดาบรมเซียนจะได้ชื่นชมพระเครื่องยอดนิยม และพระเกจิทั้งหลาย ทั้งพระใหม่ และพระอาวุโสโดยพรรษา หรือโดยสมณศักดิ์ ให้เต็มอิ่ม หากผู้อ่านท่านใดมีข้อคิดเห็นติ-ชม อย่าลังเล เชิญส่งมาได้ที่อีเมล anpwin@hotmail.com ยินดีรับฟังทุกกระแสครับ

วันนี้เปิดคอลัมน์ด้วยเรื่องหลวงพ่อคูณ ด้วยว่าครบรอบ 1 ปีการมรณภาพของท่าน หลวงพ่อคูณทั้งชีวิตมีแต่ให้ วัตรปฏิบัติ และปฏิปทา คือต้นแบบของพระเกจิทั้งหลาย เมื่อท่านจากไปจึงไม่มีใครลืม ดังภาษิตว่า อยู่เพื่อตัวเองอยู่แค่สิ้นลม อยู่เพื่อสังคม อยู่คู่ฟ้าดิน

เมื่อยังดำรงขันธ์ เป็นที่พึ่งของมวลมหาประชาชนนั้น ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในนามพระเทพวิทยาคม ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งภาคอีสาน เกิดเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2466 (แต่บางตำราว่าวันที่ 4 ต.ค.) ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน

ตามประวัตินั้น หลวงพ่อคูณเรียนหนังสือกับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี ซึ่งได้เรียนทั้งภาษาไทยและภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่ ตั้งแต่อายุประมาณ 6-7 ขวบ นอกจากนี้พระอาจารย์ทั้ง 3 ยังเมตตาสอนวิชาคาถาอาคมป้องกันอันตรายต่างๆ โดยไม่ปิดบัง ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อคูณจึงมีความเชี่ยวชาญวิชาอาคมต่างๆ มาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก เมื่ออายุครบ 21 ปี ก็ได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ในวันที่ 5 พ.ค. 2487 ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก (หนังสือบางแห่งระบุว่าเป็นปี 2486) โดยมีพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “ปริสุทโธ” และฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา จากนั้นหลวงพ่อแดงพาไปฝากเป็นลูกศิษย์ “หลวงพ่อคง พุทธสโร” เนื่องจากทั้งสองรูปเป็นเพื่อนที่มักมีการพบปะแลกเปลี่ยนธรรมะ วิชาอาคมต่างๆ แก่กันเสมอ หลวงพ่อคง ผู้ทรงคุณทั้งทางธรรม และทางไสยเวทย์ ก็ได้สอนวิชาต่างๆ ให้กับหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ด้วยความรักใคร่มิได้ปิดบังอำพรางแต่อย่างใด โดยใช้วิธีการสอนโดยการศึกษาพระธรรมควบคู่กับการปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เน้นการมี “สติ” ระลึกรู้ พิจารณาอารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบและให้เกิดความรู้เท่าทันในอารมณ์นั้น

ไม่ใช่แค่เรียน หากปฏิบัติด้วยการออกธุดงค์ จาริกอยู่ในเขตพื้นที่ จ.นครราชสีมา และป่าลึกประเทศเพื่อนบ้าน จึงกลับบ้านเกิดที่บ้านไร่ จ.นครราชสีมา

พ.ศ. 2496 โดยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้าน สามารถสร้างพระอุโบสถหลังแรกจนสำเร็จ ที่เห็นปัจจุบันเป็นหลังใหม่ เพราะหลังก่อนรื้อไปแล้ว สิ่งก่อสร้างที่ตามมาล้วนแต่เพื่อประโยชน์ชาวบ้าน และเพื่อพัฒนาชุมชนและมนุษยชาติ เช่น สร้างโรงเรียน กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ขุดสระน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ตามมาด้วยการก่อสร้างโรงพยาบาลและโรงเรียนอื่นๆ อีกจำนวนมาก พร้อมทั้งยังได้บริจาคเงินทองเพื่อช่วยเหลือสาธารณสุขต่างๆ อยู่เสมอ ซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วไป

พรรณนาเกียรติคุณมาพอสมควร ขอเข้าเรื่องพระเครื่องของหลวงพ่อคูณ เพราะท่านทำอะไร จับอะไรก็ดัง โดยจับเรื่องเหรียญชุดนี้มาคุยก่อน

เหรียญเจริญพรล่าง เป็นเหรียญรูปไข่ที่มีคำว่า “เจริญพร” อยู่ด้านล่างรูปหลวงพ่อคูณ สร้างเป็นที่ระลึกงานฉลองหอสมุด วัดแจ้งนอก ในเมืองนครราชสีมา วันที่ 5 ธ.ค. 2536

เหรียญเจริญพรล่าง หลวงพ่อคูณ ปี 2536 มีจำนวนการสร้างดังต่อไปนี้ครับ

1.เหรียญทองคำ กรรมการไม่ตัดปีก โค้ด ๙ เก้าตัว หลังเรียบ สร้างจำนวน 9 เหรียญ

2.เหรียญทองคำ กรรมการไม่ตัดปีก โค้ด ๙ เก้าตัว หลังยันต์ สร้างจำนวน 19 เหรียญ

3.เหรียญทองคำ ตัดปีก ตอกหมายเลข รันนิ่งนัมเบอร์ สร้างจำนวน 99 เหรียญ

วันนี้ที่นำมาให้ชมกันเป็นเหรียญเนื้อทองคำ กรรมการไม่ตัดปีก ตอกโค้ด ๙ เก้าตัว หลังยันต์ สร้างจำนวน 19 เหรียญ ปัจจุบันมูลค่าของเหรียญรุ่นนี้ว่ากันว่าหลายล้านทีเดียวครับ

เหรียญหลวงพ่อคูณ เจริญพรล่างทองคำ กรรมการไม่ตัดปีก โค้ด ๙ เก้าตัว หลังยันต์ สร้างจำนวน 19 เหรียญ

 

จากเวียงล่ม…คืนสู่พุทธสถาน ‘ญาณสัมปันโน’… วิสาขบูชา 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/433270

จากเวียงล่ม...คืนสู่พุทธสถาน ‘ญาณสัมปันโน’... วิสาขบูชา 2559

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… ข่าวเรื่องท่านธัมมชโย เจ้าสำนักธรรมกาย เป็นที่สนใจของศาสนิกชน มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่ต่อต้าน… ก็คงต้องว่ากันไปตามกรรมตามวาระ จะนำมาหมกหมักรวมกันเป็นจับฉ่ายร้อยเป็นหม้อเดียวกันนั้นคงไม่ได้ เดี๋ยวจะแยกไม่ออกบอกไม่ถูก จึงค่อยๆ ตั้งสติพิจารณากันไปในทุกฝ่าย สิ่งที่ควรคำนึง คือ ที่สุดของทุกเส้นทางจิต (ชีวิต) ย่อมอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์กรรม ขอสาธุชน จงมั่นคงในสันติบทเถิด!!

วิสาขบูชาปีนี้ ไปร่วมอนุโมทนากับวัดป่าญาณสัมปันโนอารยาราม ที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ตั้งอยู่ริมทะเลสาบเวียงโยนก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มีคุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี เป็นเจ้าศรัทธาผู้สร้างวัดถวายไว้ในพระพุทธศาสนา… การได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เพื่อประกาศเขตอุโบสถอันควรแก่การประกอบสังฆกรรม นับว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อวัดในละแวกถิ่นทะเลสาบโยนก ที่ต้องคำกล่าวที่ว่า “วัดย่านนี้ห้ามมีโบสถ์… ด้วยเป็นเมืองล่มต้องคำสาป…” เพื่อแก้คำกล่าวดังกล่าว จึงต้องเข้าไปช่วยกัน เพื่อให้ได้อุโบสถกลับคืนมาบนถิ่นอารยธรรมของชาวไทยยวนในอดีต

ด้วยเรื่องปรัมปราที่เล่าสืบเนื่องกันมายาวนาน เรื่องคนในหมู่บ้านไปกินปลาไหลเผือกตัวหนึ่งเข้า… จึงเป็นวิบากกรรมให้เวียงแห่งนี้ล่มสลาย จึงให้ท้าทายต่อการลงไปพิสูจน์ว่า “ในทะเลสาบเวียงโยนก มีวัดวาอารามบ้านเมืองจมน้ำอยู่จริงหรือไม่…”

เมื่อลงเรือเรียบร้อยพร้อมคณะที่ตามติดหลายชีวิต เรือก็วิ่งฉิวไปสู่เกาะกลางน้ำพื้นที่เป้าหมายที่เล็งมานานว่า สักวันหนึ่งจะลงไป จึงเดินทางไปถึงท่าลงเรือด้วยความสะดวก อากาศดีมากหลังฝนหยุดตก พื้นน้ำกระทบแสงแดดดูสวยงาม ไร้วี่แววฝนฟ้า ที่ก่อนหน้าไม่กี่นาทีได้เทน้ำฝนลงมาอย่างหน้ามืดตามัวจนมองไม่เห็นทะเลสาบโยนก

คนท้องถิ่นชี้เป้าหมายวัดโบราณที่โผล่มาจากใต้น้ำเมื่อระดับน้ำลดลง เเลเห็นไกลๆ ไปทางด้านใกล้กับที่ตั้ง วัดป่าญาณสัมปันโนอารยาราม เมื่อขึ้นที่หมายได้ จึงได้ประกอบศาสนกิจแบบเจาะจง เพื่อจะได้ทราบนิมิตหมายของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ที่ชาวบ้านเล่าลือว่า พบเห็นและได้ยินเสียงต่างๆ นานาในยามค่ำคืน โดยเฉพาะวันพระใหญ่!

 

พิจารณาไปรอบเกาะเล็กที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ (ยามน้ำลดลง) ได้มองเห็นซากปรักหักพังที่เป็นแผ่นอิฐแผ่นศิลามากมายที่เนินตรงกลาง… เป็นสถูปเจดีย์แน่นอน ด้วยลักษณะฐานที่รองรับเป็นหมายเหตุ และในรัศมีโดยรอบประมาณ 50 เมตร หนาแน่นด้วยแผ่นกระเบื้อง… แผ่นอิฐขนาดและทรงแบบสมัยหลายร้อยปี ที่แสดงให้เห็นว่า สถานที่ดังกล่าวนี้เป็นพุทธสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนสมัยก่อนแน่นอน…

อาตมาจึงได้เข้าไปนั่งยองๆ ใกล้ตัวสถูป ปลดจีวรลดไหล่ห่มเฉวียงเพื่อถวายสักการบูชาพระเจดีย์ เจริญพระพุทธมนต์พร้อมอธิษฐาน ขออัญเชิญความเป็นพุทธสถานกลับคืนสู่วัดป่าญาณสัมปันโนฯ ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบโยนกแห่งนี้ ซึ่งในวันที่ 20 พ.ค. 2559 ตรงกับวันวิสาขบูชา 2559 จะมีการทำพิธีอ่านประกาศปักปันเขตตามที่ทรงพระราชทานวิสุงคามสีมาเพื่อเป็นอุโบสถสถานในการประกอบสังฆกรรมของสงฆ์ และจะมีการวางมงคลฤกษ์สร้างพระประธานองค์ใหญ่บนเนินในเขตวัด โดยอัญเชิญอิฐโบราณจากซากเจดีย์หนึ่งแผ่น และจากใต้น้ำหนึ่งแผ่นเพื่อมาร่วมประดิษฐานในเขตอุโบสถ

และรองรับแผ่นศิลาฤกษ์สถานที่ก่อสร้างพระประธานองค์ใหญ่ที่กำหนดวางมงคลฤกษ์ในวิสาขบูชาพอดี จะได้ให้เป็นหมายเหตุของการย้ายอุโบสถมาไว้ที่เดียวกัน เพื่อการร่วมกันอนุโมทนาบุญของสรรพสัตว์ทั้งหลายในทุกภพภูมิที่รอคอยมายาวนาน… ทุกอย่างได้สำเร็จลงด้วยความเรียบร้อยในการกู้เมืองพระพุทธศาสนาจากทะเลสาบโยนกขึ้นมา อันควรแก่การร่วมอนุโมทนาเนื่องในวิสาขบูชา 2559 นี้

เจริญพร

 

นิพพานเป็นเป้าหมายสุดท้ายของการอุปสมบท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2559 เวลา 20:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/432075

นิพพานเป็นเป้าหมายสุดท้ายของการอุปสมบท

โดย…สมาน สุดโต

บรรยากาศวัดนาหลวง (อภิญญาเทสิตธรรม) ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาภูย่าอู่ ในกลุ่มเทือกเขาภูพานอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำโสมนายูง ในช่วงสายของวันที่ 7 พ.ค. 2559 อบอวลไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงอุทาน อโห พุทโธ อโห ธัมโม อโห สังโฆ กึกก้องจากพระสงฆ์นับร้อย แม่ชี โยคี ชายหญิงในชุดขาวนับสิบที่ตั้งแถวต้อนรับพระเถระผู้ใหญ่ คือ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ประธานศูนย์เผยแพร่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ที่เดินทางมาเป็นประธานเปิดอบรมพระวิปัสสนาจารย์จากเขตภาค 8 ซึ่งมี 6 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ เลย และหนองบัวลำภู ซึ่งพระสงฆ์ทั้งหมดต้องเข้าอบรม 45 วัน นับแต่วันที่ 6 พ.ค.สิ้นสุดวันที่ 19 มิ.ย. 2559

ที่ตั้งวัดอยู่ห่างจากตัว อ.บ้านผือ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 46 กิโลเมตร ห่างจากหมู่บ้านนาหลวงประมาณ 5 กิโลเมตร โอบล้อมด้วยป่าไม้เบญจพรรณ อยู่บนที่สูง ขึ้นลงลำบาก แต่เป็นที่สัปปายะของผู้ใฝ่ธรรม ถือศีลบำเพ็ญภาวนา ทั้งนี้เพราะมีหลวงปู่พระราชสิทธาจารย์ (หลวงปู่ทองใบ ปภสฺสโร อายุ 80 ปี) เป็นประธานในการฝึกอบรมและปฏิบัติธรรม และมีพระครูภาวนาธรรมาภินันท์ เจ้าอาวาส เป็นผู้อำนวยการ

ในพิธีเปิดอบรมพระวิปัสสนาจารย์อย่างเป็นทางการของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์นั้น ฝ่ายสงฆ์มีพระราชเมธี รองเจ้าคณะภาค 8 เป็นผู้กล่าวรายงาน สุชัย บุตรสาระ รองผวจ.อุดรธานี และณัฐสิทธิ์ วงค์ตลาด ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดอุดรธานี ถวายเครื่องสักการะ โดยมี พระเทพรัตนากร เจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพระเทพศาสนาภิบาล รองเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม เป็น พระอนุจร

พระราชเมธี รองเจ้าคณะภาค 8 รายงานว่า พระสงฆ์จาก 75 อำเภอ ใน 6 จังหวัด ที่อยู่ในภาค 8 มาเข้าอบรมพระวิปัสสนาจารย์ตามโครงการของศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับโครงการกองทุนเล่าเรียนหลวง และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อสร้างพระวิปัสสนาจารย์ภาคละ 60 รูป ให้ครบ 18 ภาค

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กล่าวถึงความจำเป็นในการอบรมพระวิปัสสนาจารย์ ว่าปัจจุบันการปฏิบัติธรรมตามแนวสติปัฏฐาน 4 ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั้งชาวพุทธในประเทศและต่างประเทศ สถานปฏิบัติธรรมจึงหาพระวิปัสสนาจารย์ไปประจำ ส่วนวัดที่ขอตั้งเป็นสำนักปฏิบัติธรรม ยิ่งมีความจำเป็น เพราะต้องมีพระวิปัสสนาจารย์ประจำเพื่อแนะนำ อบรมในการปฏิบัติธรรมเป็นประจำเช่นกัน

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์กล่าวปิดประชุม โดยตั้งเป็นคำถามว่า

1.ทำไมต้องเป็นวิปัสสนาจารย์

2.ทำไมต้องเป็นวัดนาหลวง

เมื่อกำหนดประเด็นดังนี้ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ในฐานะประธานศูนย์เผยแพร่ได้อธิบายว่า วิปัสสนาธุระเป็นหน้าที่ของผู้อุปสมบท เพราะการอุปสมบทเป็นพระภิกษุประพฤติพรหมจรรย์มีเป้าหมายสุดท้าย คือ การบรรลุพระนิพพาน

การจะบรรลุเป้าหมายได้นั้นต้องมีวิธีการ ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่ามีวิธีเดียว คือ การปฏิบัติวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐาน 4 จากนั้นพระเดชพระคุณได้อธิบายหลักสติปัฏฐาน 4 ว่ามีอะไรบ้าง และคุณประโยชน์ในการปฏิบัติตาม ที่พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นทางสายเดียวที่จะนำพาให้บรรลุได้อย่างบริสุทธิ์ บริบูรณ์ ก้าวล่วงโสกะ ปริเทวะ ได้ทั้งหมด เพราะการปฏิบัติวิปัสสนานั้นรวมเป็นกลุ่มเดียวกันในอริยมรรค 8 จึงก่อให้เกิดศีล สมาธิ ปัญญา

พระสังฆาธิการทั้งหลายที่มาปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน 4 ใน เวลา 45 วัน ได้ชื่อว่า มาร่วมปฏิบัติกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับพระธรรม และพระสงฆ์สาวก

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ได้ยกบทกวีที่พระรูปหนึ่งจากภาค 17 ประพันธ์มา เรื่อง 45 วัน อัศจรรย์วิปัสสนา มาบอกผู้เข้าประชุม ว่าช่วงปฏิบัติ 45 วันนั้นอัศจรรย์นัก ซึ่งเจ้าพระคุณสมเด็จฯ บอกว่าถ้ามีสติกำหนดสภาวะธรรมเสมอ ท่านต้องได้รับความอัศจรรย์ตามบทประพันธ์แน่นอน

ประเด็นที่ 2 ว่าทำไมต้องเป็นวัดนาหลวง

สมเด็จฯ อธิบายว่า วัดนี้เป็นภูมิสถานของภูมิพระอริยะ โดยกล่าวว่า

ภูมิมี 2 คือ 1.ปุถุชนภูมิ หมายถึง ที่อยู่ของบุคคลธรรมดาที่ยังมีความเห็นผิด เช่น เห็นว่าในสิ่งที่เที่ยงว่าเที่ยง สิ่งเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสิ่งที่ไม่เป็นตัวเป็นตนว่าเป็นตัวเป็นตน ปุถุชนทั่วไปจึงวิปลาส เรียกว่า ทิฐิวิปลาส เป็นสัญญาวิปลาส เป็นจิตวิปลาส ฉะนั้นปุถุชนทั้งหลายที่เห็นผิด คิดผิด รู้ผิด จึงไม่หลุดพ้นจากสังสารวัฏ

2.อริยภูมิ คือ ภูมิของพระอริยเจ้า ที่ตึกอภิญญาเทสิตธรรม ในวัดนาหลวง มีข้อความนี้ อริยภูมิ แปลว่า ภูมิของพระอริยะ หมายถึง ภูมิของผู้ปฏิบัติธรรม เจริญสติปัฏฐาน 4 ผู้ปฏิบัติธรรมเจริญ วิปัสสนาภาวนา จึงเห็นธรรม สามารถกำหนดรู้รูป-นามได้

วัดนาหลวง เป็นภูมิสถานของพระอริยะ จึงจัดอบรมขึ้นที่วัดนี้ โดยพระครูภาวนาธรรมาภินันท์ เจ้าอาวาสวัดนาหลวง รับภาระทุกประการ ส่วนทุนสนับสนุนโครงการได้จากกองทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จาก พศ. และทุนพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ) ที่มอบให้มา 4 ปีแล้ว เพื่อจัดการบริหารเรื่องวิปัสสนาภาวนาโดยเฉพาะ

เนื่องจากโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย จึงขอให้ผู้เข้าอบรมทุกท่านได้ตั้งใจถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขอให้ทั้งสองพระองค์ทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรคาพาธทั้งปวง

 

ความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ที่สาธุชนควรสำนึก…!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/432024

ความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ที่สาธุชนควรสำนึก...!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา… คำกล่าวที่ว่า“ปุถุชนมักมีจิตโน้มเอียงไปในทางอกุศลนั้น” ควรนำมาเป็นข้อพิจารณาด้วยคนเรามักจะมีสองทางเลือก คือ การทำความดี … สร้างบุญกุศล และการทำความชั่ว … สร้างบาปอกุศล …ดังนั้นเมื่อใดก็ตาม หากจิตใจดำเนินไปในแนวทางหนึ่งก็จักต้องทอดทิ้งอีกด้านหนึ่ง ด้วยจิตใจจะต้องเลือกทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง จักทำพร้อมกันสองอย่างสามอย่างไม่ได้ นี่เป็นธรรมชาติของจิต

พระพุทธเจ้าได้ทรงวางรากฐานพระพุทธศาสนาของพระองค์ไว้อย่างบริสุทธิ์หมดจด ดังปรากฏในพระธรรมวินัย ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ทั้งนี้เพื่อให้พุทธบริษัทถือปฏิบัติตาม เพื่อมุ่งเน้นสร้างความประพฤติอันเสมอกัน เรียกว่า สีลสามัญญตา… และความเห็นที่ออกจากทุกข์อันเสมอกันเรียกว่า ทิฏฐิสามัญญตา

สำหรับสีลสามัญญตานั้น ทรงแสดงลักษณะของศีลไว้ว่า ศีลที่ไม่เป็นท่อนคือ ศีลที่ไม่ขาด ถ้าขาดเรียกว่า ศีลเป็นท่อน …หรือศีลที่เป็นช่อง คือ ไม่ถึงกับขาด แต่ว่าโหว่เต็มที เหมือนอย่างผ้าขาดที่เป็นช่องโหว่ … ศีลด่าง ศีล

พร้อย ศีลที่ไม่เป็นไท โดยลักษณะของผู้รักษาศีลที่ดีนั้นจะต้องเป็นผู้ไม่ให้ศีลขาดเป็นท่อน… เป็นช่อง ด่างพร้อย ไม่เป็นไท คือ เป็นทาสของตัณหาการถือปฏิบัติให้เป็นผู้มีศีลสม่ำ เสมอด้วยเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จึงเรียกว่า ความมีศีลเสมอกัน… สีลสามัญญตา!

 

ในส่วนของทิฏฐิสามัญญตานั้น คือ การมีความเห็นออกจากทุกข์เสมอกัน โดยมีลักษณะทิฏฐิอันตรงต่อพระธรรมวินัย คือ มีความเห็นที่ปราศจากนิวรณ์กลุ้มรุมจิต อบรมความเห็นที่ทำให้เกิดความสงบแห่งจิต เป็นความเห็นที่เป็นไปตามพระธรรมวินัย เป็นต้น ซึ่งการที่จะอบรมความเห็นให้เป็นไปตามพระธรรมวินัยได้นั้น ก็ต้องศึกษาปฏิบัติอย่างถูกตรงตามธรรม…การฟังธรรมอย่างตั้งใจ การประมวลใจทั้งหมดเข้าสู่ธรรม กระทำธรรมที่ฟังไว้ในใจโดยแยบคาย เพื่อก่อให้เกิดปัญญา นำไปสู่ประโยชน์จากธรรมหรือให้ถึงประโยชน์แห่งธรรม นั่นเป็นที่สุด

การเข้าสู่พระพุทธศาสนาจึงจะมีคุณอันยิ่งใหญ่ ทั้งต่อตน ต่อผู้อื่น และต่อพระพุทธศาสนา … จะก่อเกิดกำลังความสามัคคีขึ้นในหมู่คณะ อันเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแห่งโลกนี้

หากความเห็นและข้อปฏิบัติ คือ ทิฏฐิและศีลแตกต่างกันไป ก็ย่อมให้ผลตรงข้ามตามที่กล่าวมา

ดังปรากฏผลความแตกแยกในหมู่สงฆ์ที่แสดงสู่สาธารณชนมากขึ้นในรูปแบบต่างๆ … และนับวันยิ่งเพิ่มกำลังขวนขวายกันมากขึ้นในแต่ละหมู่คณะหากติดตามเข้าไปในโลกโซเชียล จะพบนานาทัศนะที่ต่างฝ่ายต่างแสดงออกมา นำพาไปสู่มหาชนที่แบ่งแยกกันไปตามแต่ละทิฏฐิและการปฏิบัติ หากเป็นไปเช่นนั้นแน่นอนแม้เทวดาผู้อยู่ใกล้ชิดกับคน ก็ย่อมจะแบ่งแยกกันไปตามความเห็นและข้อประพฤติปฏิบัตินั้นๆ … คล้ายสมัยกาลโกลาหลที่ปรากฏยาวนานถึง ๑๒ ปี ด้วยข้อโต้แย้งจากมนุษย์ที่แพร่เชื้อทิฏฐิที่แตกต่างและขยายผลให้แตกแยกไปสู่เทพยดา จนต่างฝ่ายต่างตามหาความจริงว่า อะไรคือมงคลของโลกนี้ อันสัตว์โลกควรเข้าถึงความเป็นมงคลนั้น ซึ่งในที่สุดพระพุทธองค์ทรงวิสัชนาในเรื่องดังกล่าวตามเทวปุจฉา จนเป็นที่มาของมงคล ๓๘ ประการ อันปรากฏอยู่ในมงคลสูตร

วันนี้ ความเป็นนานาสังวาสกะ คือ ภิกษุผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมต่างกัน ปรากฏชัดจนน่ากลัว และเมื่อมีความพยายามก่อความแตกแยกให้เกิดในหมู่สงฆ์ ยิ่งน่าสังเวชยิ่งนัก…เพราะนี่คือการทำลายศาสนจักร …และอาณาจักรอย่างแท้จริง… ที่พุทธบริษัทควรสำนึกในการที่จะร่วมกันปกป้องรักษาพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงในพระธรรมวินัยสืบต่อไป…เจริญพร

 

พุทธศาสนากับเรื่อง เฮง… เฮง..!?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/430704

พุทธศาสนากับเรื่อง เฮง... เฮง..!?

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระศาสนา มีคำถามเข้ามามากมายในเรื่อง การปลุกเสกสิ่งของ เขียนเลขยันต์ สะเดาะเคราะห์ ให้พร สวดเป็นมงคลขับเสนียดจัญไร ดูเลขผานาทีหาฤกษ์ยาม ทำนายทายทักดวงชะตา บูชาราหู เทพเจ้า ดวงดาว นพเคราะห์ ฯลฯ …ทั้งหลายเหล่านี้เป็นเรื่องพระพุทธศาสนาหรือไม่…

จริงๆ แล้ว เรื่องที่ถามมาคงจะเกี่ยวกับกรณีทีมฟุตบอลในอังกฤษที่คนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นประธานคณะกรรมการผู้บริหาร ได้เป็นแชมป์ชนะเลิศ มีการแสดงความยินดีตื่นเต้นมาจนถึงเมืองไทย เชื่อมโยงไปถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง ว่ามีการสวดเสกเขียนเลขลงยันต์ เพื่อประสิทธิประสาทคาถาอาคมลงไปในเสื้อผ้า เครื่องหมายของทีม จนเชื่อว่าเป็นแรงผลักดันที่ให้ทีมเฮง… เฮง… เฮง…!

เรื่องดังกล่าวถูกเปิดเผยโดยสื่อที่เข้าไปสัมภาษณ์ตีแผ่แพร่ข่าวสารไปทั่ว ไม่เว้นคอลัมน์ของโยมซูมในไทยรัฐ จึงนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ของศาสนิกชนที่ศึกษาปฏิบัติในพระธรรมคำสั่งสอน ในหลายมุมมองของความคิดเห็น และแม้ว่าจะมีการออกมาสื่อสารอีกครั้ง เพื่อทำความเข้าใจให้ถูกต้อง…

…คงไม่ต้องลงลึกไปในรายละเอียด เพราะเป็นเรื่องที่ชัดเจนในความเป็นพุทธศาสนาอยู่แล้ว ว่าเป็นศาสนาหรือคำสั่งสอนของพุทธะ ที่แปลย่อว่า รู้ … ตื่น … เบิกบาน …

รู้ … คือ รู้แจ้งในอริยสัจ

ตื่น … คือ ออกมาจากความหลับใหลด้วยอำนาจแห่งกิเลส (ความเศร้าหมองเน่าเหม็น…)

 

เบิกบาน … คือ บริสุทธิ์หมดจดด้วยสิ้นซึ่งความเศร้าหมอง… ดับทุกข์ได้สิ้น

หลักการในพระพุทธศาสนาจึงมุ่งตรงต่อการสร้างศรัทธาที่มีปัญญาใน ๔ ประการ (ย่อๆ) คือ กรรม… วิบาก กัมมัสสกตา และหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้ (ตถาคตโพธิสัทธา) รวมย่อคือ เข้าใจและยอมรับในกรรมนิยามและธรรมนิยาม ที่แสดงความเป็นจริงอันปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติ เรียกว่า กฎอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาทธรรม…

พระพุทธศาสนาจึงมุ่งเน้นการสร้างคุณธรรมองค์ ๔ คือ วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ให้เกิดขึ้นในจิตใจ บนพื้นฐานความมีศรัทธาที่ถูกต้องตรงธรรม โดยเฉพาะสำคัญยิ่ง คือ ศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผ่านหลักตถาคตโพธิสัทธา… ที่จะทำให้ศรัทธามั่นคงแน่วแน่เป็นหนึ่งเกิดขึ้นในจิตใจ เพื่อดำเนินสู่หนทางสายกลางแห่งการพัฒนาจิต โดยอิงอาศัยองค์ธรรม ๘ ประการ มีสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องต้น และมีสัมมาสมาธิเป็นที่สุด ที่จะนำไปสู่การละสิ้นในการยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕ หรือการยึดมั่นในความเป็นตัวตนบุคคลเราเขา

พระพุทธองค์จึงทรงตรัสย้ำให้พุทธบริษัทสี่ ยึดหลัก พึ่งตน พึ่งธรรม ด้วยการเจริญสติปัฏฐานสี่ เพื่อพิจารณาในธรรมอันอุบัติขึ้นในจิต อันเป็นอารมณ์ที่ตั้งของกุศล … อกุศล ฯลฯ  …การพัฒนาจิต ยกระดับวิญญาณ (การรับรู้) จึงเป็นเรื่องของพระพุทธศาสนา ที่จะอ้างอิงเบื้องต้นของกุศลธรรม คือ ศีลอันบริสุทธิ์ และความเห็นอันหมดจด

ความเห็นอันหมดจดตรงนี้แหละที่แสดงความเป็นพุทธศาสตร์เสียงจริง … เป็นชาวพุทธตัวจริง หากเป็นความเห็นผิดไปจากธรรม… ไม่พึ่งตนโดยการพัฒนาสติปัญญา … ขีดความสามารถในการกระทำที่ดำเนินไปตามจิตที่มีสติปัญญากำกับ…

หากมัวแต่ไปหวังพึ่งผู้อื่น ยึดถือในวัตถุสิ่งของภายนอก ดวงดาว เลขผานาที มนต์กลคาถาทั้งหลาย… โดยไม่ยอมพัฒนาตนเองไป… ก็ย่อมขาดจากความเป็นชาวพุทธแท้ทันทีทันใดในขณะปัจจุบันจิตนั้น…

ถ้าเป็นพระภิกษุก็ขาดจากความเป็นพระภิกษุในศาสนาของพุทธะ…  ถ้าเป็นศาสนิกชนก็ขาดจากความเป็นพุทธศาสนิกชนโดยปริยาย… มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ…

จึงควรแยกให้ออกว่า นี่คือ พระพุทธศาสนา.. นี่เป็นเรื่องนอกศาสนาพุทธ กรุณาอย่านำ…เอาพระพุทธศาสนามาปนเปกับเรื่องราว เฮง… เฮง … ซวย… ซวย… เพราะพระพุทธศาสนา เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์… ความตั้งมั่น… และการกระทำที่ให้ประโยชน์ตรงธรรม… ที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์นั่นเองเป็นสำคัญ… ไม่มีเรื่องเดรัจฉานวิชา ของเกเรอาจมโสมมซกม๊กทั้งหลาย!!

เจริญพร

 

แด่ครูผู้ให้ …คารวาลัย “ศาสตราจารย์อุบาสิกาคุณรัญจวน อินทรกำแหง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2559 เวลา 20:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/dhamma/429972

แด่ครูผู้ให้ ...คารวาลัย "ศาสตราจารย์อุบาสิกาคุณรัญจวน อินทรกำแหง"

ประวัติและคำสอนที่ฝากไว้ให้พุทธศาสนิกชนของ “อุบาสิกาคุณรัญจวน อินทรกำแหง”

วงการพุทธศาสนาเมืองไทยได้สูญเสียปูชนียบุคคลผู้ทรงคุณค่าอีกหนึ่ง

หลังจาก “ศาสตราจารย์อุบาสิกาคุณรัญจวน อินทรกำแหง” วิปัสสนาจารย์ชื่อดังวัย 96 ปี ได้ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบด้วยโรคชรา ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อช่วงบ่ายของวันจันทร์ที่ผ่านมา

ศาสตราจารย์อุบาสิกาคุณรัญจวน อินทรกำแหง เกิดเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2464 ที่บ้านบางรัก อ.บางรัก จ.พระนคร เป็นบุตรีของพันเอก พระศรีพิชัยบริบูรณ์ (เหมือน) และนางเชย อินทรกำแหง มีพี่ชายน้องชายร่วมบิดาคือ นายอมร  อินทรกำแหงและนายสาทิส  อินทรกำแหง

จบการศึกษาที่ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนสุรนารีวิทยา โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย  วิทยาลัยครูสุนันทา ก่อนจะเดินทางไปศึกษาชั้นปริญญาตรีและโทที่คณะบรรณารักษ์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟลอริด้า สเตท สหรัฐอเมริกา

หลังจากกลับเมืองไทยเข้ารับราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นครูโรงเรียนสตรีกัลยาณวัตร จ.ขอนแก่น โรงเรียนสุรนารีวิทยา จ.นครราชสีมา โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ตามลำดับ ศึกษานิเทศก์ห้องสมุดโรงเรียน เลขานุการกรมวิสามัญศึกษา ผู้อำนวยการกองการสัมพันธ์ต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้ยังเคยเป็นอาจารย์พิเศษวิชาบรรณารักษศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

สำหรับงานสมาคม เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย กรรมการสมาคมสตรีอุดมศึกษาแห่งประเทศไทย กรรมการสมาคมการศึกษาแห่งประเทศไทย ประธานศูนย์ความเข้าใจอันดีระหว่างชาติ ก่อนจะลาออกจากราชการ ในปีพ.ศ. 2515

หลังจากลาออกจากราชการ เข้าทำงานเป็นอาจารย์พิเศษประจำภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ อาจารย์พิเศษคณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และประธานสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (พ.ศ.2517-2519)

เกียรติคุณที่ได้รับ ปริญญาปรัชญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบรรณารักษศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2524 รางวัลและประกาศเชิดชูเกียรติในฐานะบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นในการเสริมสร้างสันติภาพและสันติสุขในสังคมไทย จากคณะกรรมการกองทุนการศึกษาเพื่อสันติภาพ  พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต)  พ.ศ. 2542 รางวัล “นราธิป”  วรรณกรรมดีเด่น สำหรับนักเขียนอาวุโส  สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2546 และรางวัล “Outstanding Woman in Buddhism” เนื่องในวาระวันสตรีสากลโลกขององค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2548

ศาสตราจารย์อุบาสิกาคุณรัญจวน อินทรกำแหง ได้สละชีวิตทางโลกหันมาศึกษาและเจริญธรรม ปฏิบัติเป็นเวลากว่า 30 ปี อุทิศตนในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาอย่างเต็มความสามารถ ณ วัดหนองป่าไผ่ ต.ดงมะไฟ จ.สกลนคร จวบจนสิ้นอายุขัยของชีวิต สิริอายุรวม 94 ปี 11 เดือน 2 วัน

ในฐานะที่เป็นครูผู้ให้มาทั้งชีวิต ท่านอาจารย์รัญจวนเคยเขียนบทความชื่อ “ครูคือผู้สร้างโลก” ลงในหนังสือดอกหญ้า ฉบับเดือนม.ค. – ก.พ. 2548 โดยระบุว่า ครูคือ ผู้นำทางจิตวิญญาณที่จะนำพาศิษย์ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ด้วยการพัฒนาจิตให้เกิดสัมมาทิฐิ มีความคิด ความเห็นที่ถูกตรง อันจะนำไปสู่การคิด พูด และทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ท่านได้สรุปคุณสมบัติของผู้เป็นครูไว้ว่า ต้องมีความเมตตากรุณาอย่างแท้จริง มีความเป็นกัลยาณมิตรต่อศิษย์ตลอดชีวิต มีความซื่อตรงต่ออุดมคติของความเป็นครู อดทนและเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว เป็นเสมือนประภาคารหรือดวงประทีปของศิษย์ เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ศิษย์

ครูต้องสามารถกระทำได้อย่างที่สอนศิษย์ ใครจะทำอย่างไรก็ช่างเขา แต่ผู้เป็นครู จะต้องมีจุดยืนให้เห็นว่า นี่คือความถูกต้อง ถ้าลูกศิษย์ไปประสบปัญหาชีวิต แล้วกลับมาหาครูเพื่อขอคำปรึกษา ครูต้องยืนอยู่บนความถูกต้อง ต้องชี้ให้ลูกศิษย์เห็น และกลับไปสู้ใหม่ ด้วยความถูกต้อง โดยธรรม นี่คือวิธีที่เราจะยกฐานะของสังคมให้เป็นโลกของมนุษย์ มิใช่เป็นเพียง โลกของคน

ท่านกล่าวถึงอานิสงส์ของความเป็นครูไว้หลายประการ แต่ขอหยิบยกมา 2 ข้อดังนี้

1. เป็นอาชีพที่ได้บุญได้กุศลยิ่งกว่าอาชีพใดๆ วิเศษกว่าอาชีพทั้งหลายในโลก อาชีพหมอยังรักษาได้แต่เพียงกาย แต่อาชีพครูรักษาได้ทั้งกายและจิต รักษาชีวิตของลูกศิษย์ทั้งชีวิต ให้ได้อยู่อย่างปลอดภัย มีสติปัญญาที่ถูกต้อง เงินเดือนที่ให้มาตีราคาไม่ได้ ประเมินไม่ได้กับงาน ที่ครูทำ

2. เป็นอาชีพที่ได้รับการเคารพยกย่องจากบุคคลทุกชั้นวรรณะ ทุกตำแหน่งหน้าที่ เขาจะไปเป็นแม่ทัพ เป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นอะไรก็ตาม เขารับไหว้คนอื่น แต่เขายกมือไหว้ครูก่อน

ท่านให้ข้อคิดการเป็นครูในยุคใหม่ผ่านตัวท่านเองว่า

“ถ้าดิฉันกลับไปเป็นครูได้ใหม่อีกครั้ง ดิฉันจะไม่สอนลูกศิษย์แต่เพียงว่าให้เป็นคนดี แต่จะสอนให้มี สติปัญญา ที่ฉลาดกว่านั้น จะช่วยอบรม ช่วยหล่อหลอม ช่วยกระตุ้นให้เขาเป็นคนมีจิตใจเข้มแข็ง แข็งแกร่งพอที่จะยืนอยู่ได้ด้วยการกระทำ ที่แน่ใจว่า ถูกต้อง คำว่า “ถูกต้อง” ในที่นี้คือ ถูกต้องโดยธรรม เพราะการกระทำนั้น เป็นประโยชน์ทั้งต่องานที่ทำ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ตัวผู้ทำเองก็ไม่ทุกข์ มีแต่ความ เบิกบาน แจ่มใส เพราะมันอิ่มใจ พอใจ ว่าสิ่งที่ได้ทำลงไปด้วยความแน่ใจว่า ถูกต้องนี้ จะมีคนได้ รับประโยชน์ โดยไม่จำเป็นจะต้อง มีใครมารู้มาเห็น ว่าเป็นการกระทำของเรา”

หากเราต้องการเป็น ครูผู้สร้างโลก ก็จำเป็นเหลือเกินที่เราจะต้องรักษาเกียรติ ศักดิ์ศรีของความเป็นครู ไว้ให้ได้ เหมือนอย่างเกลือรักษาความเค็ม ด้วยการรักษาความถูกต้องและมั่นคง ของการศึกษา วัฒนธรรม จริยธรรม และศีลธรรมของสังคมไว้ นี่คือการทำหน้าที่ของครู”

ทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งในคำสอนที่ศาสตราจารย์อุบาสิกาคุณรัญจวน อินทรกำแหง ฝากไว้ให้พุทธศาสนิกชนรุ่นหลัง

ภาพจาก www.facebook.com/ramkhamhaeng.ru