สกู๊ปพิเศษ : เทศบาลนครสงขลา จัดสวนดอกไม้ทางเข้า หาดสมิหลา รับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ปีใหม่ 2568

สกู๊ปพิเศษ : เทศบาลนครสงขลา จัดสวนดอกไม้ทางเข้า หาดสมิหลา  รับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ปีใหม่ 2568

สกู๊ปพิเศษ : เทศบาลนครสงขลา จัดสวนดอกไม้ทางเข้า หาดสมิหลา รับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ปีใหม่ 2568

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ทางเทศบาลนครสงขลาได้สร้างสีสันชายหาดสมิหลาสงขลาให้มีความสดใสสวยงามอีกรูปแบบหนึ่ง โดยจัดสวนดอกไม้หลากสีหลากหลายชนิดเน้นสีแดงและสีเหลืองเป็นหลัก เมื่อเวลาถ่ายรูปออกไปสีมันจะโดดเด่น เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นอย่างมาก ที่มีการสร้างสีสันที่บริเวณแหล่งท่องเที่ยวให้มีความสดใส สวยงามจากดอกไม้นานาชนิด

สวนดอกไม้นี้จะอยู่บริเวณทางเข้าชายหาดสมิหลา สงขลา เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่ชายหาดสมิหลาในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ได้ถ่ายรูปสวนดอกไม้เก็บไว้เป็นที่ระลึก นักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปชายหาดสมิหลาจะต้องเดินผ่านเข้าทางจุดนี้ ซึ่งออกแบบเป็นวงเวียน มีทางเดินเข้าออกได้ทุกด้าน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้หามุมถ่ายรูปตามใจชอบ มีสีสันสะดุดตาเมื่อเดินผ่านอดใจไม่ได้หากไม่ได้ยกมือถือขึ้นมาบันทึกภาพสวนดอกไม้และเซลฟี่กับดอกไม้สีสันสวยงามที่ถูกจัดวางไว้อย่างลงตัว มีความโดดเด่นโดยเฉพาะสีแดงที่เน้นให้อยู่ตรงกลาง

สวนดอกไม้บริเวณทางเข้าแหลมสมิหลาแห่งนี้หลังจากรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว อาจจะอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลวันวาเลนไทน์ เนื่องจากจะมีเจ้าหน้าที่งานสวนของเทศบาลนครสงขลาคอยดูและสับเปลี่ยนต้นไม้ไม่ให้เหี่ยวเฉา จะมีต้นไม้หมุนเวียนเข้ามาเปลี่ยนทุกสัปดาห์ เพื่อให้สวนดอกไม้แห่งนี้มีความสดใสสวยงามอยู่ตลอดเวลา

ในขณะเดียวกัน ในวันที่ 25 ธ.ค. 2567 ซึ่งเป็นวันคริสต์มาส ที่บริเวณชายหาดสมิหลา สงขลา ก็มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ เดินทางนำครอบครัวเข้ามา
ท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเนื่องจากโรงเรียนในมาเลเซียกำลังจะเปิดในต้นเดือนมกราคม 2568 นี้ ทำให้ชาวมาเลเซียพาครอบครัวมาท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลา ส่งท้ายก่อนที่โรงเรียนจะเปิด ส่งผลทำให้ในวันนี้ชายหาดสมิหลาคึกคัก ถึงแม้ไม่ใช่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ตาม ร้านค้า ร้านขายเสื้อผ้า ขายดิบขายดีเกือบทุกร้าน และคาดว่า ในช่วงวันส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ 2568 จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ รวมทั้งอินโดนีเซีย จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวชายหาดสมิหลาสงขลาในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นจำนวนมากเหมือนเช่นทุกปี

ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม อว.เปิดของขวัญปีใหม่ 2568 เรียนฟรี 600 หลักสูตร

https://www.naewna.com/local/849515

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม  อว.เปิดของขวัญปีใหม่ 2568 เรียนฟรี 600 หลักสูตร

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม อว.เปิดของขวัญปีใหม่ 2568 เรียนฟรี 600 หลักสูตร

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Upskill – Reskill – Newskill ครั้งใหญ่กว่า 600 หลักสูตรครั้งแรกของประเทศ! คือ “ของขวัญปีใหม่ 2568” ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้การนำของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม เพิ่มเติมทักษะใหม่
เรียนผ่านเกณฑ์ได้ใบรับรองใช้สมัครงานทันที โดยของขวัญปีใหม่ครั้งนี้ กระทรวง อว.ต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ ช่วยคนว่างงานให้ปรับเปลี่ยนทักษะกลับสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง

“ประเทศไทยกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ดังนั้น เพื่อทำให้กำลังคนของประเทศสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานคือสิ่งที่สำคัญที่สุด กระทรวง อว.จึงได้จัดเตรียมของขวัญปีใหม่ อว.เพื่อประชาชน ประจำปี 2568 ด้วยการเปิดให้คนไทยทุกคนได้เรียนฟรี กับหลักสูตร Upskill – Reskill – Newskill เพื่อขัดเกลาทักษะเดิม เพิ่มเติมทักษะใหม่ ซึ่งเรารวบรวมมากว่า 600 หลักสูตรจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ โดยหลักสูตรเหล่านี้จะเป็นหลักสูตรระยะสั้นที่จะสร้างทักษะที่สอดคล้องกับยุคสมัยและอาชีพในปัจจุบันหรือรองรับการทำงานตามความถนัดและความสนใจได้หากเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับประกาศนียบัตรเพื่อนำไปใช้เป็นใบรับรองในการสมัครงาน คนที่ว่างงานก็จะสามารถปรับเปลี่ยนทักษะเพื่อกลับสู่ตลาดแรงงานได้อีกครั้ง” น.ส.ศุภมาส กล่าว

สำหรับการ “Upskill – Reskill – Newskill กว่า 600 หลักสูตร” จะแบ่งเป็น หมวดต่างๆ ซึ่งสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจ ได้แก่ 1.หมวดดิจิทัล หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ เช่น การสร้าง AI : อุปกรณ์อัจฉริยะและระบบอัจฉริยะ Generative AI ที่ช่วยให้ First Jobber ทำงานง่ายขึ้น การเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะเพื่ออนาคตด้วย Robotics and Automation สร้าง Mobile App. ด้วย React Native เส้นทางสู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์พื้นฐาน, 2.หมวดธุรกิจและการบริหารจัดการ เช่น Steps เตรียมความพร้อมสู่การเป็นเจ้าของกิจการใน 7 วัน การระดมทุนของธุรกิจสตาร์ทอัพ การบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์, 3.หมวดอาหารและโภชนาการ เช่น ฝึกทักษะการเป็นผู้ประกอบการด้านผลิตภัณฑ์อาหาร นวัตกรรมการแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม การผลิตแป้งทางเลือกสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ โครงการความเป็นเลิศด้านอาหารไทย

4.หมวดสุขภาพและการแพทย์ เช่น การดูแล พยาบาล และฟื้นฟูผู้ป่วยจากโรคต่างๆ การพยาบาลแบบประคับประคอง จิตวิทยาการปรึกษาสำหรับผู้เริ่มต้น สปาและโยคะเพื่อสุขภาพ, 5.หมวดเกษตรและสิ่งแวดล้อม เช่น การเป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตรแบบดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ ศาสตร์แห่งการรับรู้ทางประสาทสัมผัสเพื่อการพัฒนานวัตกรรมเกษตรและอาหาร นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรสำหรับผู้ประกอบการ (นวัตกรรมขายได้), 6.หมวดภาษา ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เช่น ภาษาอังกฤษ-จีน-ญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสาร
ในทุกระดับ การอบรมเชิงปฏิบัติการเชิงช่างศิลป์ล้านนา “การสร้างสรรค์งานไม้แกะสลักและการตกแต่งงานไม้ร่วมสมัย” นักพัฒนาการท่องเที่ยว การจัดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและนวัตกรรม, 7.หมวดผู้สูงวัย เช่น อี-คอมเมิร์ซเบื้องต้นสำหรับผู้สูงอายุ งานยุคใหม่ของผู้สูงวัยและแรงบันดาลใจธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้า-บริการ การพัฒนาทักษะสำหรับผู้ดูแลในการสร้างความสุขให้ผู้สูงอายุ, 8.หมวดทักษะชีวิตและการพัฒนาตนเอง เช่น ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ การเจรจาต่อรองแบบ Win-Win การจัดการกับความไม่แน่นอน การพัฒนาตนเอง การผลักดันการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรม และ 9.หมวดอื่นๆ เช่น กฎหมายพื้นฐาน กฎหมายทั่วไปสำหรับประชาชน งานซ่อมบำรุงมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทางอากาศ เป็นต้น

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกในยุคดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตลาดแรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทาย ขณะเดียวกันยังมีการเกิดขึ้นใหม่ของอาชีพที่หลากหลาย เราจึงจำเป็นต้องมองทักษะที่เหมาะสมและสอดคล้องกับอาชีพในปัจจุบัน เกือบทุกอาชีพต้องอาศัยทักษะที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก หากนักศึกษาจบใหม่ หรือผู้ว่างงานไม่มีทักษะเหล่านี้หรือปรับตัวไม่ทัน ปัญหาที่ตามมา คือการไม่สามารถรับมือกับงานที่เปิดรับได้ เพราะเกือบทุกอาชีพต่อไปนี้จะต้องพัฒนาทักษะทันสมัยและสอดคล้องกับหมวดอาชีพที่มี หากสามารถปรับตัว ปรับทักษะพร้อมใช้ นอกจากจะเป็นที่ต้องการของนายจ้าง มีอาชีพที่มั่นคง ได้ค่าตอบแทนสูงแล้ว เรายังสามารถใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลได้อย่างมีความสุขด้วย” น.ส.ศุภมาส กล่าวและว่า

“กระทรวง อว.อาจไม่ได้มีงบประมาณมากมาย แต่เราคือกระทรวงแห่งปัญญา โอกาสและอนาคต เรามีองค์ความรู้มีเทคโนโลยี มีนวัตกรรม ที่จะนำมาติดอาวุธทางปัญญาให้กับคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถไขว่คว้าโอกาสและกำหนดอนาคตด้วยมือของตนเองได้”

สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถสมัครหรือดูรายละเอียดของหลักสูตรทั้งหมดได้ที่ เว็บไซต์ http://www.mhesi.go.th

สกู๊ปพิเศษ : สำนักงาน กปร. ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ขยายเสริมเพิ่มเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ

https://www.naewna.com/local/849771

สกู๊ปพิเศษ : สำนักงาน กปร. ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้  ขยายเสริมเพิ่มเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ

สกู๊ปพิเศษ : สำนักงาน กปร. ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ขยายเสริมเพิ่มเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กว่า 40 ปี ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินงานตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพื้นที่ 8,500 ไร่ ที่เป็นป่าเสื่อมโทรมให้คืนสู่ความสมบูรณ์ พร้อมจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น ทำหน้าที่ศึกษาทดลองและจัดทำแปลงสาธิตในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง

ปัจจุบันประสบความสำเร็จพร้อมขยายเครือข่ายการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) สนับสนุนและประสานงาน ภายใต้แนวทาง “ต้นทางคือป่าไม้ ปลายทางคือประมง ระหว่างทางคือเกษตรกรรม” มีหลักสูตรฝึกอบรมที่โดดเด่น 32 หลักสูตร ใน 5 ด้าน ประกอบด้วย ดิน น้ำ ป่าไม้ พืช และประมง ในปี 2567 มีจำนวนผู้เข้าอบรมกว่า 662 คน และศึกษาดูงานกว่า 16,744 คน และยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้ 23 แห่ง มีเกษตรกรขยายผลที่ประสบความสำเร็จ 192 ราย

นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการกปร. เปิดเผยว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมาศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ 80 แห่ง ซึ่งผ่านเกณฑ์ประเมินกระจายอยู่ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย ประชาชนและเกษตรกร 43 แห่ง สถานศึกษา 25 แห่ง องค์กรภาครัฐ 7 แห่ง ศูนย์ฝึกอาชีพสำหรับผู้ด้อยโอกาส 2 แห่ง ชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 2 แห่ง และกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน 1 แห่ง เช่น ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ด้านเกษตรผสมผสาน ของนายสุริยะ วงศ์คำ ราษฎรหมู่ที่ 5 ตำบลบ้านโป่ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ รูปแบบเกษตรผสมผสาน ตามบริบทและความเหมาะสมของพื้นที่ มีการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติใช้ มีการเลี้ยงไก่ไข่ไก่ประดู่หางดำ กบนา ปลานิล ปลาดุก ผลิตอาหารสัตว์ เมล็ดพันธุ์ผัก ก้อนเชื้อเห็ด ปัจจุบันมีรายได้หลังจากหักต้นทุนแล้วเฉลี่ยในรอบ 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2564 – 2566 ที่ 113,800 บาทต่อปี

“เริ่มต้นจากพื้นที่ 9 ไร่ เลี้ยงสัตว์ปลูกพืชให้ผล เช่น มะพร้าว กล้วย ฝรั่ง ผักเชียงดา ส่งขายตลาดในชุมชนมีรายได้ประจําวันเป็นพืชผัก รายสัปดาห์เป็นมะพร้าว กล้วย ส่วนรายได้รายปีเป็น ปลา ข้าว โดยจะวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีการถ่ายทอดให้ผู้สนใจโดยเน้นทำกินแบบลงทุนตามกำลังที่มีขอขอบคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ได้พระราชทานพระราชดําริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ แห่งนี้เพื่อให้ประชาชนเข้าไปเรียนรู้ นำมาสร้างอาชีพทำให้มีกินมีใช้ มีเก็บ สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข” นายสุริยะ วงศ์คำ กล่าว

ส่วนศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ด้านเกษตรผสมผสาน ของนายบุญฤทธิ์ ไชยยอง หมู่ที่ 11 ตำบลหนองยวง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน มีกิจกรรมเพื่อการศึกษาดูงานหลากหลาย เช่น การเลี้ยงปลาดุกการแปรรูปสัตว์น้ำ ปลูกและแปรรูปผักเชียงดา มีรายได้หลังจากหักต้นทุนแล้วเฉลี่ย 3 ปี ย้อนหลัง (พ.ศ.2564 – 2566) 116,667 บาทต่อปี ที่ปัจจุบันมีผู้สนใจเดินทางเข้าศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง

นายอัฏฐวิชย์ นาควัชระ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยว่า ปัจจุบันศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคเหนือ มีบทบาทสำคัญในการขยายเครือข่าย การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ร่วมกับสำนักงาน กปร. ซึ่งปัจจุบันได้นำผลการศึกษา วิจัย และสาธิตทดสอบ รูปแบบการพัฒนาด้านต่างๆ นอกเหนือจากการช่วยให้ราษฎรในพื้นที่ได้รับการยกระดับ
คุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นแล้ว ก็ยังมีการขยายผลสู่การดำเนินงานในหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ภาคเหนือ อีกด้วย อาทิ ศูนย์เรียนรู้ประเภทหน่วยงานภาครัฐ เรือนจําชั่วคราวสังกัดเรือนจํากลางเชียงราย ในส่วนของเรือนจําชั่วคราวดอยฮาง และสถานศึกษา เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนได้เรียนรู้การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เป็นต้น

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับครูอีสานตอนบน ศึกษาศาสตร์ มข. ผนึกเครือข่ายผลิตครู ใช้ AI เสริมพลัง

https://www.naewna.com/local/846681

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับครูอีสานตอนบน ศึกษาศาสตร์  มข. ผนึกเครือข่ายผลิตครู ใช้ AI เสริมพลัง

สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับครูอีสานตอนบน ศึกษาศาสตร์ มข. ผนึกเครือข่ายผลิตครู ใช้ AI เสริมพลัง

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในนามแม่ข่ายสถาบันผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเครือข่าย 19 สถาบัน จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “The 5th Workshop of Teacher Induction: NextGen Teaching: AI Innovations in Educational Excellence” สำหรับครูผู้ช่วยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น โดยมี รศ.ดร.อิศราก้านจักร คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ในนามประธานแม่ข่าย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “AI for LifelongEducators: เสริมพลังครูในยุคการเรียนรู้ไร้ขีดจำกัด” และในอีกหัวข้อ “ครูควรใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกแบบจัดการเรียนรู้และวัดประเมินผลการเรียนรู้อย่างไร จึงถูกหลักวิชาการและจริยธรรมวิชาชีพ” โดย ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ รองประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบริหารโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น

รศ.ดร.อิศรา ก้านจักร กล่าวถึงความสำคัญของการใช้ AI ในการพัฒนาการศึกษา โดยเน้นว่า “AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนของครู และเสริมสร้างความสามารถให้กับเด็กไทยในการแข่งขันในระดับสากล ครูทุกคนควรใช้ AI เป็นเครื่องมือในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในยุคดิจิทัล และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

โดยการอบรมได้มีการแยกกลุ่มอบรมการใช้เครื่องมือ AI ในการช่วยจัดทำสื่อและแผนการสอนให้กับครูในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม Smart Teacher1-7 ที่ครอบคลุมทั้งการศึกษาในกลุ่มสาระต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ปฐมวัย การศึกษาพิเศษ และอื่นๆ นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมยังได้มีโอกาสนำเสนอแผนการสอนที่พัฒนาจากการใช้ AI พร้อมคัดเลือกรับรางวัล “OutstandingInnovations Awards” ซึ่งถือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้ครูทุกคนได้นำความรู้ไปพัฒนาการเรียนการสอนในห้องเรียนจริง

โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการคัดเลือกคนดี คนเก่ง ให้เข้ามาศึกษาวิชาชีพครูในสถาบันฝ่ายผลิตที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างครูที่พร้อมด้วยความรู้ ความสามารถ และจิตวิญญาณความเป็นครู เมื่อสำเร็จการศึกษาครูในโครงการฯ จะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในภูมิลำเนาของตน และต้องเข้าร่วมโครงการพัฒนาวิชาชีพในช่วงที่ปฏิบัติงานเป็นครูผู้ช่วย ภายในระยะเวลา 2 ปี สำหรับปี 2565 ครูในโครงการฯ รุ่นที่ 7 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้รับการบรรจุรวมจำนวน 414 คน “The 5th Workshop of Teacher Induction: NextGen Teaching: AI Innovations in Educational Excellence” เป็นเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหลากหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่ การวิจัยในชั้นเรียน แนวปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้ การอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนรู้และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตลอดจนการสร้างเครือข่ายทางวิชาชีพของครูในโครงการฯ ที่ได้รับการบรรจุเป็นครูผู้ช่วยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

สกู๊ปพิเศษ : นำร่องหลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐฯ ยกระดับผลิตครูสะเต็มยุคใหม่จากต้นน้ำ

https://www.naewna.com/local/846603

สกู๊ปพิเศษ : นำร่องหลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐฯ  ยกระดับผลิตครูสะเต็มยุคใหม่จากต้นน้ำ

สกู๊ปพิเศษ : นำร่องหลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐฯ ยกระดับผลิตครูสะเต็มยุคใหม่จากต้นน้ำ

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 07.25 น.

ประเทศไทยเปิดก้าวแรก โครงการนำร่อง “หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์” ด้านสะเต็มศึกษา (Thai-US Joint-degree Sandbox for STEM Teacher Education Program) พลิกโฉมการพัฒนาครูมืออาชีพก้าวนำการเปลี่ยนแปลงโลกปัจจุบัน ต่อยอดจากโครงการครุศึกษายุคใหม่ SEA-TEP (Southeast Asian Teacher Education Program) ในระดับภูมิภาค ภายใต้ความร่วมมือระหว่างศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ศูนย์ SEAMEO STEM-ED) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และพันธมิตรภาคการศึกษาอีกมากมาย โดยจากที่ภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาครูไทยให้ก้าวไกลสู่มาตรฐานระดับโลก จึงให้การสนับสนุนโครงการฯ ผ่านกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนก้าวสำคัญของการศึกษาไทย แต่ยังตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนคุณภาพที่สอดรับกับยุคสมัย พร้อมตั้งเป้าเป็นโมเดลต้นแบบเพื่อเตรียมความพร้อมแก่นิสิตนักศึกษาครูและครูประจำการให้มีคุณภาพระดับสากลผ่านการผสานหลักสูตรของสถาบันเครือข่ายการศึกษาในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา

จากงานวิจัยของประเทศไทยที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ โดยเฉพาะครูวิชาชีพในอนาคตที่จำเป็นต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน ทั้งจากรายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (ICER) เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2562 ที่ระบุว่า หลักสูตรการพัฒนาครูในปัจจุบันให้ความสำคัญกับทฤษฎีมากกว่าการปฏิบัติ และจากผลการประเมินจากโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International StudentAssessment หรือ PISA) ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนของนักเรียนไทยอายุ 15 ปี ที่ไม่สามารถอ่านหรือเขียนภาษาไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงการนำร่องนี้จึงถือเป็นการตอบสนองต่อความจำเป็นในการปรับปรุงการผลิตและพัฒนาครูเพื่อยกระดับความสามารถของนักเรียนไทยให้สูงขึ้น พร้อมเตรียมรับความท้าทายในศตวรรษที่ 21

ดร.กฤษฎ์ชัย สมสมาน ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO STEM-ED กล่าวว่า ยินดีอย่างยิ่งที่ภาคีด้านการศึกษาในโครงการ SEA-TEP ทั้งประเทศไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และคาซัคสถาน เล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับการพัฒนาหลักสูตรครูสะเต็มผ่านโครงการนำร่อง หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ด้านสะเต็มศึกษา ซึ่งต่อยอดจากSEA-TEP นี้ จึงเปรียบเสมือนการเริ่มต้นบทถัดไปของการศึกษาไทยเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการสร้างโมเดลพัฒนาครูสะเต็มที่มีคุณภาพ เพื่อปรับใช้ในบริบทการศึกษาของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และเพื่อเน้นย้ำเป้าหมายของโครงการฯ ที่มุ่งพัฒนาหลักสูตรนำร่องเป็นแนวทางพัฒนาครูจากต้นน้ำ ภายในงานได้มีการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากนักการศึกษา คณาจารย์ในเครือข่ายโครงการ SEA-TEP เน้นถึงวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เตรียมนิสิตนักศึกษาครูและครูประจำการให้สามารถใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้หน่วยการเรียนรู้ด้านสะเต็มศึกษาที่มีคุณภาพในการเรียนการสอน โดยให้ความสำคัญกับทักษะการคิดวิเคราะห์ ประเมินข้อมูล ใช้หลักฐานและหลักการทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนข้อสรุปและสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ และที่สำคัญคือต้องสามารถประยุกต์ทักษะเพื่อแก้ปัญหาจริงได้ โดยแต่ละประเทศได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการนำไปปรับใช้ตามบริบทพื้นที่ของตนอย่างเป็นรูปธรรม

“หลักสูตรครูในปัจจุบัน จำเป็นต้องเน้นการฝึกปฏิบัติที่เข้มข้นมากกว่าทฤษฎีเพื่อใช้ในการสอนได้จริง และเน้นให้ครูจัดการเรียนรู้ให้เด็กคิดและแก้ปัญหาได้ รู้จักใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยให้เด็กสนุก เรียนรู้ได้ดีขึ้น” ดร.มนตรี แย้มกสิกร ที่ปรึกษาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กล่าวเสริมถึงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนโครงการฯ ว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขยายผลหลักสูตรพัฒนาครูให้เกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ ความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทางคุรุสภาจึงทำงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับพลังของการร่วมมือกันระหว่างอาจารย์ในวิชาชีพเดียวกันว่า ถึงแม้จะมาจากต่างมหาวิทยาลัยกัน แต่ทุกฝ่ายสามารถช่วยกันยกคุณภาพหลักสูตรคุรุศึกษาร่วมกันได้ สถาบันทั้ง 7 แห่งที่สนใจร่วมมือกันนี้ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงเราได้ร่วมมือกับพันธมิตรสถาบันการศึกษา และเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ มหาวิทยาลัยอิลลินอย เออร์แบนา-แชมเปญจน์ และมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต เพื่อนำร่องพัฒนาโมเดลหลักสูตรร่วมที่มีคุณภาพสูงและเหมาะสมกับการพัฒนาครูสะเต็มในยุคปัจุบัน ซึ่งมีการรับรองคุณภาพและการประเมินที่ตรงตามมาตรฐานระดับสากล โดยเรามองว่านอกจากการพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่ครูไทยแล้ว ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของประเทศตนเองได้อีกด้วย

“ความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษจะเป็น “ประตูบานหลัก” ให้ทั้งนักศึกษาและคณาจารย์ได้เข้าถึงแหล่งความรู้ และเครื่องมือการเรียนการสอนจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก โดยหลักสูตรปริญญาร่วมจะจัดการเรียนรู้ด้วยภาษาอังกฤษ อีกทั้งใช้เทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการเนื้อหา การประเมินผลและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ระหว่างนักศึกษาและคณาจารย์ระหว่างสถาบันด้วย เพื่อเสริมความสามารถให้กับครูยุคดิจิทัลสอดคล้องกับนโยบายของประเทศในการพัฒนากำลังคนสำหรับอนาคตไปพร้อมๆ กัน”

ด้าน มร.โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ทางสหรัฐอเมริกาภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการที่จะช่วยสร้างครูที่เปี่ยมคุณภาพผ่านสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยของเรา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการยกกระดับสะเต็มศึกษาเพื่อขับเคลื่อนบุคลากรแห่งอนาคตเพื่อเผชิญความท้าทายระดับโลกไปพร้อมกัน ไม่เพียงแต่โครงการนำร่องฯจะเน้นการพัฒนาด้านสะเต็มศึกษาเท่านั้น แต่ยัง “ก้าวนำ” เทรนด์การพัฒนาครูให้สอดคล้องกับแนวโน้มของโลกยุคใหม่ได้อย่างล้ำสมัย

ด้าน ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ นักยุทธศาสตร์ระดับสูง รักษาการแทนรองผู้อำนวยการ สอวช.เผยทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายผ่านการพัฒนาหลักสูตรครูสะเต็มว่า การปฏิรูปการศึกษาในวิชาชีพครูต้องมองไปข้างหน้า ก้าวข้ามการพัฒนาทักษะทั่วไป เพื่อให้พร้อมตอบสนองความต้องการของแรงงานอนาคต เราจึงยกระดับหลักสูตรการศึกษาครูระดับปริญญาตรีและโทในสาขาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีให้ทันสมัย ภายใต้โครงการแซนด์บ็อกซ์นี้กับมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม นอกจากนี้ เรายังเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาหลักสูตรเพื่อตอบสนองความท้าทายของสังคมดิจิทัล พร้อมพัฒนาทักษะตอบโจทย์ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างโมเดลเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อรองรับนโยบายของประเทศในการพัฒนากำลังคนที่ตอบโจทย์อนาคต

ด้าน น.ส.ซามิรา คานาปิยาโนวาผู้จัดการใหญ่ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนยูเรเชียแปซิฟิกสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า เชฟรอนมุ่งมั่นสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตแก่ผู้คนทั่วโลกให้บรรลุเป้าหมายดั่งที่ตั้งใจ เราตระหนักดีว่าสะเต็มศึกษามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม การวิจัย และเทคโนโลยี โดยการสนับสนุนโครงการพัฒนาครูในประเทศไทยมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยคิดค้นแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อความท้าทายที่โลกเผชิญ เราภูมิใจอย่างยิ่งที่การสนับสนุนด้านสะเต็มศึกษาที่เชฟรอนทำมาอย่างต่อเนื่องเกือบหนึ่งทศวรรษ ได้นำไปสานต่อโดยรัฐบาลไทยผ่านโครงการนำร่อง หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ด้านสะเต็มศึกษา

เรียกได้ว่าโครงการนำร่อง หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ด้านสะเต็มศึกษาถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐและภาคการศึกษาของประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายในภูมิภาคเพื่อพลิกโฉมบทใหม่ที่ท้าทายของวงการการศึกษา ซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นโมเดลต้นแบบก้าวต่อไปที่สามารถขยายผลในประเทศอื่นๆ ภายใต้เครือข่ายของ SEAMEO STEM-ED ซึ่งรวมถึงกัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และคาซัคสถาน ผ่านโครงการ SEA-TEP อีกด้วย เพื่อเสริมแกร่งการพัฒนาบุคลากรด้านสะเต็มศึกษาตั้งแต่ต้นน้ำ สู่การพัฒนาบุคลากรคุณภาพระดับภูมิภาคต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ โครงการฯ เขาชะงุ้ม จ.ราชบุรี เกษตร GAP และนวัตกรรมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

https://www.naewna.com/local/846504

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ โครงการฯ เขาชะงุ้ม จ.ราชบุรี เกษตร GAP และนวัตกรรมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

สกู๊ปพิเศษ : ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ โครงการฯ เขาชะงุ้ม จ.ราชบุรี เกษตร GAP และนวัตกรรมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เป็นประธานในพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติพร้อมประกาศนียบัตร ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ 2567 ของโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ราชบุรี โดยมีนางสาวกฤษณา ทิวาตรีรักษาการผู้อำนวยการโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ กล่าวต้อนรับ นายปริญญวัฒน์วัชรอาภากร ผู้อำนวยการกองแผนงานและยุทธศาสตร์ สำนักงาน กปร. กล่าวรายงานความเป็นมาโครงการฯ ณ โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ราชบุรี เมื่อวันที่18 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา

นางสุพร เลขาธิการ กปร. เปิดเผยว่า พื้นที่โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ ในอดีตนั้นดินมีสภาพเสื่อมโทรมเพาะปลูกพืชผักไม่ได้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดําริให้ปรับปรุงดินโดยใช้หญ้าแฝกปลูกร่วมกับต้นไม้ ลดการใช้สารเคมีและปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งประสบความสำเร็จจึงได้ขยายผลสู่เกษตรกร ทำให้ในพื้นที่ปลูกพืชได้หลากหลายชนิดทั้งเพื่อบริโภคในครัวเรือนและเชิงพาณิชย์ “เพื่อขยายผลสำเร็จ สำนักงาน กปร.จึงจัดทำโครงการขยายเสริมเพิ่มเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริฯ ขึ้น เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ให้กระจายครอบคลุม มีศูนย์เรียนรู้ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินทั่วประเทศ 221 แห่ง ซึ่งมีองค์ความรู้หลากหลายสาขา ได้แก่ เกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรอินทรีย์ ประมง ปศุสัตว์ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และอื่นๆ ที่เป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรรายอื่นๆ ได้เข้าไปศึกษาดูงานได้เป็นอย่างดีสำหรับโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯมีศูนย์เรียนรู้ที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน จำนวน 10 แห่ง” นางสุพร เลขาธิการ กปร. กล่าว

ด้าน นางวาสนา กราบเคหะ เกษตรกร ต.เขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี หนึ่งในศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ด้านเกษตรอินทรีย์ เผยว่า ได้ปรับปรุงบำรุงดิน 10 ไร่เพื่อปลูกอินทผลัมอินทรีย์ตามมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice ; GAP) คือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีในการผลิตพืช เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ปลอดภัยทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค “ปลูกอินทผลัม พันธุ์บาฮีเหลือง บาฮีแดง โคไนซี่ ลาเวนเดอร์ แบบผสมผสาน โดยใช้พันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจึงต้องระวังเรื่องเชื้อรา และต้องดูแลเป็นอย่างดี แต่เนื่องจากได้ปรับปรุงดินที่ดีจึงไม่มีปัญหาเรื่องเชื้อรา และโรคพืช ทำให้ผลผลิตอินทผลัมเจริญเติบโตได้ดีและมีความสมบูรณ์ โดยเก็บผลผลิตสดขายได้ปีละครั้งซึ่งถือว่าเป็นรายได้หลักในตอนนี้” นางวาสนา กราบเคหะ กล่าว

ส่วน นายชวัลวิท คล้ายอยู่ เกษตรกร ต. เขาชะงุ้ม อ. โพธาราม จ. ราชบุรี อีกหนึ่งศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ด้านเกษตรอินทรีย์ เผยว่า มีพื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน ปลูกมะเขือเทศ โดยใช้นวัตกรรมการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อลดปัญหาการนำสิ่งปนเปื้อนจากสารเคมีสู่ดินทำให้ดินเสื่อมโทรม โดยมีรายได้จากการขายผลผลิต 5,000 – 6,000 บาทต่อเดือน

และนายไมตรี พวงอินทร์ เกษตรกร หมู่ 10 ต.เขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี อีกหนึ่งศูนย์เรียนรู้ฯ ด้านเกษตรอินทรีย์ ในพื้นที่จะมีฐานเรียนรู้หลากหลาย เช่น การจัดการดิน น้ำ พืช การวางระบบน้ำอัจฉริยะ โดยได้เข้ามาเรียนรู้เทคโนโลยีนี้ที่ศูนย์ฯ แล้วนำความรู้ไปประยุกต์ใช้จนประสบผลสำเร็จ มีที่ทำกินทั้งหมด 40 ไร่ แบ่งพื้นที่ปลูกพืชแบบผสมผสาน และทำนา เสร็จจากฤดูนาก็ปลูกอ้อย ข้าวโพด และมันญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากเก็บหัวขายแล้วยังใช้เป็นพืชคลุมดิน บำรุงดินอีกด้วย นอกจากนี้ได้ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ใต้ต้นไม้เพื่อนำใบไม้มาผสมกับเศษพืชผัก กากอ้อย และแกลบ เป็นปุ๋ยหมักใช้ใส่พืชผักและต้นไม้

สำหรับโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ มีศูนย์เรียนรู้ที่ผ่านการประเมิน 10 แห่ง ประกอบด้วย ด้านเกษตรอินทรีย์ จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ 1.นายโชคดี ตั้งจิตร 2. นายชวัลวิท คล้ายอยู่3. นายไมตรี พวงอินทร์ 4. นางสาววาสนา กราบเคหะ5. นางสมคิด ทองสุข 6. นายสมบูรณ์ ว่องประเสริฐ7. นางสาวสมหมาย แดงชาติ และด้านเกษตรผสมผสาน จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ 1. นางสำเนียง เกตุมณี 2. นายสุกิจสุภาพงค์ 3. นายสุรัตน์ ฉายแก้ว

สกู๊ปพิเศษ : เดินหน้าพัฒนา ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ ตามพระบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด

https://www.naewna.com/local/842649

สกู๊ปพิเศษ : เดินหน้าพัฒนา ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’  ตามพระบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด

สกู๊ปพิเศษ : เดินหน้าพัฒนา ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ ตามพระบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริที่จะนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการบังคับเมฆให้เกิดเป็นฝน จนเป็นเทคโนโลยีฝนหลวง ช่วยขจัดความทุกข์ยากให้แก่พสกนิกรที่ประสบภัยแล้ง และเป็นองค์ประกอบในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ รัฐบาลจึงจารึกวันดังกล่าวเป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทยในชื่อ “วันพระบิดาฝนหลวง” เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่ทรงก่อให้เกิดเทคโนโลยีฝนหลวง อันเป็นมรดกสำคัญของประเทศในการช่วยเหลือประชาชนมาตลอดระยะเวลา 69 ปี

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ภายในงานจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 แสดงถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพระราชดำริฝนหลวง ในการรักษา สืบสาน และต่อยอด เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาโดยตลอด เพื่อแบ่งเบาพระราชกรณียกิจทั้งในการพระราชพิธีสำคัญเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรไทย

อาจกล่าวได้ว่า โครงการพระราชดำริฝนหลวงเป็นการร่วมกันสืบสานการเป็นจิตอาสาพัฒนาตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จะสร้างความชุ่มชื้นให้ผืนป่า และเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าและชุมชน ตลอดจนสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อสร้างความสุขให้แก่ประชาชน

“โครงการพระราชดำริฝนหลวง” จึงนับเป็นการทำงานต่างพระเนตรพระกรรณที่สำคัญ ดังที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะสืบสานรักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

สกู๊ปพิเศษ : มข.ชูหอภาพยนตร์ ดัน New I-san สู่สากล ดันรากวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

https://www.naewna.com/local/840557

สกู๊ปพิเศษ : มข.ชูหอภาพยนตร์ ดัน New I-san สู่สากล  ดันรากวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

สกู๊ปพิเศษ : มข.ชูหอภาพยนตร์ ดัน New I-san สู่สากล ดันรากวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“ภาพจำเก่าของอีสานที่คุ้นเคย คือดินแยกแตกระแหง ผู้คนทุกข์ยาก ปากหมอง แต่ในปัจจุบัน อีสานคือพื้นที่เปิดใหม่ ที่ทรงพลังมากพอที่จะขับเคลื่อนคนและเศรษฐกิจทั้งประเทศ ด้วยภูมิปัญญารากฐานแห่งวัฒนธรรมท้องถิ่น”

รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า โดยประสงค์ของ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น มีนโยบายชัดเจนว่า จากนี้อีสานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปโดยอนุมัติงบประมาณเพื่อปรับปรุงหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชั้น 2 เป็น หอภาพยนตร์อีสาน โดยฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมที่กินได้อยู่รอด นั่นคือ New I–SAN หรือ อีสานใหม่จะต้องเป็น ครีเอทีฟ อีโคโนมี (Creative Economy) รากวัฒนธรรมที่มีคุณค่าแล้วต่อยอดให้กินได้ ทุกอย่างที่เป็นศิลปะต้องถูกนำมารับใช้ปัจจุบันและอนาคต ตามนโยบายท่านนายกสภาที่ว่า Pass Legend, Future Tense สู่อนาคตแห่งอดีตกาล หรือ การเลือกเฟ้นค้นหาภูมิปัญญาฮีตคอง ประเพณีต่อยอดรับใช้คนปัจจุบันและยั่งยืนสู่อนาคต หอภาพยนตร์อีสาน ศูนย์กลางงานศิลปะกินได้ ขายได้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ เครือข่าย สมาคมผู้กำกับ สมาพันธ์ภาพยนตร์ สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์มายาวนานต่อเนื่องกว่า 20 ปีบ่มเพาะคนรักหนังระดับมัธยมและอุดมศึกษาโดยมีมหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นศูนย์กลาง มีพล็อตหนัง ทั้งสั้นและยาวให้ช็อปปิ้ง กว่า 500 เรื่อง ในระยะเวลา 6 เดือนข้างหน้า หอภาพยนตร์ชั้น 2อาคารหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่นแห่งนี้ จะมีการ พิทชิง(Pitching) ระหว่างเจ้าของบทหนัง และ Logline หนัง กับนายทุน นำเอาบทภาพยนตร์ไอเดียดีๆ จากนักศึกษา จากมืออาชีพขยายสู่เชิงพาณิชย์ โดยมีหอภาพยนตร์อีสานเป็นตัวเชื่อม

“พิพิธภัณฑ์ หอภาพยนตร์ เป็นพื้นที่จัดแสดงความเป็นมาของภาพยนตร์อีสาน นักแสดงภาพยนตร์ “สมบัติ เมทะนี” พระเอกตลอดกาลเป็นเพียงชาวอีสานคนเดียวที่มีชื่อ จารึกไว้ลงกินเนสส์บุ๊ค แสดงภาพยนตร์มากที่สุดในโลกสถิติแสดง 617 เรื่อง เป็นต้น เหล่านี้เป็นข้อมูลที่หลายคนยังไม่ทราบ เราจะสร้างอคาเดมี่ (Academy) สถาบันสอนการทำหนัง ตั้งแต่ Pre – production, Production, Post – production เราจะมีพื้นที่ชมภาพยนตร์ 24 ชม. เมื่อสำเร็จ พื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่แรกในประเทศไทย ที่เปิดแลกเปลี่ยน ให้เมืองขอนแก่นเป็นศูนย์กลางภาพยนตร์ไทย ผลักดันขอนแก่นให้เป็นเมืองหนังอีสาน สู่เมืองหนังโลก” ดันฐานรากวัฒนธรรม นำเศรษฐกิจ

รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวอีกว่าครีเอทีฟ (Creative) ปัจจุบันมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีมากเพียงพอแล้ว แต่ยังขาดอีโคโนมี (economy) มันจะเกิดไม่ได้ ถ้าผู้ซื้อ-ผู้ขายไม่มาเจอกัน มหาวิทยาลัยจึงสร้างพื้นที่หอภาพยนตร์อีสาน และหอศิลป์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้เป็นพื้นที่ขายทุกอย่างเกี่ยวกับศิลปะ เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้เชื่อมั่นกันและกันเกิดการต่อยอดเชิงพาณิชย์

“มหาวิทยาลัยขอนแก่นคือพ่อค้าคนกลาง คือสถาบันที่น่าเชื่อถือช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อและผู้ขาย มีlicense รับประกันทุกอย่างถูกต้อง ศิลปินมาฝากขาย เชื่อมั่น และมั่นใจ ผู้ซื้อก็มั่นใจว่าคัดสรรแล้ว เราเป็นตัวกลางเชื่อมได้ โดยจะเริ่มแสดงอย่างเป็นทางการ ผลงานของศิลปินอีสาน 40 คน ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ และที่สำคัญ เรามีกระบวนการคัดเลือกโดยกรรมการกลั่นกรอง ตามมาตรฐาน ตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นหอศิลป์ที่มีมาตรฐานสำหรับการขอผลงานวิชาการระดับชาติทางศิลปะ”รักษา หรือ สูญสลายอยู่ที่เราร่วมกัน

“เรามีรากอยู่แล้ว ถ้าอนุรักษ์อย่างเดียวมันก็แค่ทรงวันหนึ่งอาจจะทรุดและตายไปในที่สุด แต่เราต้องมองว่าปัจจุบันเขาเสพอะไร เราต้องปรุงแต่งให้ถูกลิ้นผู้เสพไหม ตำนานนิทานที่มีคุณค่า จะนำมารับใช้คนในปัจจุบันและอนาคตอย่างไร หน้าที่ของ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้การศึกษาและวิจัย เพื่อช่วยเฟ้นหาคุณค่า อย่างมีระบบน่าเชื่อถือนำมาประยุกต์ สร้างสรรค์ใหม่ นั้นคือการต่อยอด ต่อลมหายใจ ให้กับรากวัฒนธรรม ให้มีชีวิตอยู่อย่างสง่างามยั่งยืน…จากนี้ไปอีสานไม่มีวันตาย…แน่นอน” รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ร่วมเดินทาง…ค้นหาตัวตนที่แท้จริง กับนิทรรศการ Solo Exhibition ครั้งแรก! ของ ‘ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม’

https://www.naewna.com/local/837027

สกู๊ปพิเศษ : ร่วมเดินทาง...ค้นหาตัวตนที่แท้จริง  กับนิทรรศการ Solo Exhibition ครั้งแรก! ของ ‘ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม’

สกู๊ปพิเศษ : ร่วมเดินทาง…ค้นหาตัวตนที่แท้จริง กับนิทรรศการ Solo Exhibition ครั้งแรก! ของ ‘ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นุก-ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม ศิลปินภาพวาดหน้าใหม่ โชว์นิทรรศการ SoloExhibition ครั้งแรกในชีวิตกับผลงาน“Unknown to Know” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการเดินทางเพียงลำพังเพื่อสำรวจจิตใจตนเองและสื่อสารกับธรรมชาติรอบตัว ผ่านภาพวาดสไตล์ Mixed Media Art กว่า 30 ภาพ ภายใต้แนวคิด Abstract for Healing ศิลปะบำบัดด้วยการวาดภาพ โดยนิทรรศการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 กันยายน-27 ตุลาคม 2567ณ ศรีเวียงแกลลอรี่ ถนนศรีเวียง สีลม

ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม อดีตนักธุรกิจหญิงในแวดวงไอที ที่ผันตัวมาเป็นศิลปินแบบเต็มตัว ก้าวข้าม Comfort Zone ออกเดินทางเพียงลำพังไปยังสถานที่แปลกใหม่ไม่คุ้นเคยทั้งในและต่างประเทศ อาทิ สเปน, อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส และอิตาลี เพื่อสำรวจจิตใจตัวเองอย่างลึกซึ้งว่าแท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร กว่า 2 ปีที่ออกเดินทาง ได้ใช้เวลาทบทวนสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำความเข้าใจ เรียนรู้ สื่อสารกับความคิดภายใน ไปพร้อมกับธรรมชาติรอบตัว ทั้ง กลิ่นของต้นไม้ดอกไม้เสียงเกลียวคลื่น ความซับซ้อนของแง่งหินที่สะท้อนกับแสงแดดเกิดเป็นความรู้สึกอบอุ่น มั่นคง หรือขณะที่นั่งมองต้นราชพฤกษ์ ที่ออกดอกสีเหลืองทองอร่าม ไม่นานก็จะร่วงโรย ทำให้เรียนรู้ว่าให้อยู่กับปัจจุบัน เกิดเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมจิตใจ

จึงนำประสบการณ์ที่ได้รับถ่ายทอดผ่านผลงานสไตล์ Mixed Media Art แนวนามธรรม ผ่านเส้นสายและโทนสีที่แตกต่างเมื่อได้สัมผัสกับช่วงเวลาแห่งความสับสนและความชัดเจนในจิตใจกว่า 30 ภาพ โดยมีผลงานไฮไลท์ อาทิ “Golden Hour” ที่ศิลปินวาดขณะเดินทางอยู่ที่ประเทศตุรกี ช่วงจังหวะที่พระอาทิตย์ใกล้จะตก แสงอาทิตย์สีเหลืองทองสาดกระทบกับทิวเขาที่เรียงสลับซับซ้อน ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า สงบ สบายใจ ได้ฟังเสียงภายในจิตใจของตัวเองอย่างแท้จริง เสมือนการบำบัดจิตใจด้วยการวาดภาพ

“จุดเริ่มต้นของการวาดภาพแนวนามธรรม ภายใต้แนวคิด Abstract for Healing เกิดจากความ “ไม่รู้” ว่าแท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร ประกอบกับความรักในงานศิลปะและธรรมชาติ จึงตัดสินใจพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมและสังคมที่เป็นอยู่ เดินทางค้นหาตัวตน เชื่อมโยงจิตใจเข้ากับธรรมชาติอย่างต่อเนื่องครั้งละ 5-6 ชั่วโมง ทำให้เกิดสมาธิ นิ่ง สงบ จนกระทั่ง “รู้” ความต้องการจากภายในจิตใจอย่างแท้จริง เป็นการใช้ศิลปะเพื่อช่วยบำบัดจิตใจ และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต”

สกู๊ปพิเศษ : อว.พร้อมจัดงาน ‘Thailand Space Week 2024’ เชื่อมโยง ‘อวกาศ-โอกาส’ เป็น HUB ในอาเซียน

https://www.naewna.com/lady/836323

สกู๊ปพิเศษ : อว.พร้อมจัดงาน ‘Thailand Space Week 2024’ เชื่อมโยง ‘อวกาศ-โอกาส’ เป็น HUB ในอาเซียน

สกู๊ปพิเศษ : อว.พร้อมจัดงาน ‘Thailand Space Week 2024’ เชื่อมโยง ‘อวกาศ-โอกาส’ เป็น HUB ในอาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จัดแถลงข่าวงาน Thailand Space Week 2024 “Converging Technologies, Connecting People” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ โดยจับมือกับพันธมิตรแข็งแกร่งอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท SIEMENS, THAICOM, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), ISPACE and Cabinet office of Japan และหน่วยงานอื่นๆ อีกมากมายกว่า 30 บริษัท ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างให้เป็นเวทีแห่งการเชื่อมโยงเทคโนโลยีขั้นสูงและผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงอัปเดตเทรนด์อวกาศที่น่าสนใจ และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศในปัจจุบัน ทั้งนี้ Thailand Space Week ถือเป็นเวทีด้านกิจการอวกาศที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยภายในงานได้รับเกียรติจากนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงานในครั้งนี้

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การจัดงาน“Thailand Space Week 2024” ถือเป็นวาระสำคัญของประเทศภายใต้กรอบนโยบายเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเทคโนโลยีอวกาศ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศ เพื่อให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ซึ่ง กระทรวง อว. มีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะให้งาน Thailand Space Week เป็นงานที่คนไทยและคนต่างชาติให้ความสำคัญและเฝ้ารอที่จะร่วมงานเป็นประจำทุกปี เช่นเดียวกับงาน IAC หรืองาน World Space Week

รมว.อว. กล่าวต่อว่า ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์หลากหลายกิจกรรม ประกอบด้วย การบรรยายโดยวิทยากรระดับแนวหน้า นิทรรศการด้านอวกาศจากภาครัฐ และเอกชน การจับคู่เชิงธุรกิจ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาล หน่วยงานอวกาศระดับนานาชาติ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจ จากทั่วทุกมุมโลก แสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยที่พร้อมเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาและขับเคลื่อนภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศเพื่อสร้างโอกาสและประโยชน์ให้กับภูมิภาคนี้

“กระทรวง อว. ในฐานะกระทรวงหลักที่กำกับดูแลหน่วยงานด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศจะใช้โอกาสจากการจัดงาน “Thailand Space Week 2024” เร่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ สู่การเป็นประเทศผู้พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอวกาศระดับโลกในอนาคต” นางสาวศุภมาส กล่าว

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) กล่าวว่า งาน “Thailand Space Week 2024” จะเป็นเวทีที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเชื่อมต่อเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังกลุ่มผู้ประกอบการ และผู้เล่นหลักในชุมชนอวกาศระดับโลก ที่จะมีการสื่อสารและแลกเปลี่ยนกับผู้นำด้านอวกาศ ผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจนักลงทุน เพื่อให้เกิดการแบ่งปันประสบการณ์ การแลกเปลี่ยนความรู้ รวมถึงพัฒนาธุรกิจและตลาดร่วมกัน โดยวางเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการเชื่อมโยง อวกาศ-โอกาส จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานมากกว่า 4,000 คน ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ นักธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา ตลอดจนผู้สนใจด้านเทคโนโลยีอวกาศทั้งในและต่างประเทศ โดยโฮไลท์สำคัญอยู่ที่การได้รับเกียรติจาก Keynote Speakers ที่จะมาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ การบรรยายพิเศษ ทั้งในมิติของนโยบาย ธุรกิจและเทคโนโลยี ทั้งทางด้านการสำรวจอวกาศ เทคโนโลยีดาวเทียม โครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศตลอดจนการประยุกต์ใช้งาน, การแสดงนิทรรศการด้านอวกาศที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการความก้าวหน้าและความล้ำสมัยของเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนการทำ Business Matching ร่วมกันเพื่อสร้างเครือข่ายกับผู้นำในอุตสาหกรรมอวกาศนักธุรกิจระดับโลก กลุ่มสตาร์ทอัพ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหา Partners ในการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศ 

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวอีกว่า งาน Thailand Space Week 2024 จะเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับผู้เข้าร่วมในอุตสาหกรรมอวกาศทั่วโลกและตั้งเป้าที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม เทคโนโลยีอวกาศในการแข่งขันระดับโลกงานนี้จะเป็นการสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอวกาศ และประเทศไทยจะนำเสนอศักยภาพเพื่อเตรียมตัวรองรับกัับการเป็น Space Hub ในภูมิภาคอาเซียนต่อไป

สำหรับงาน Thailand Space Week 2024 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2567 ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ณ ฮอลล์ 9-10 อิมแพค เมืองทองธานี ใครที่ชื่นชอบเทคโนโลยีอวกาศต้องไม่พลาด เพราะงานนี้กระทรวง อว. โดย GISTDA และหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศขนทัพมาโชว์เต็มพื้นที่ สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน และอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ tsw.gistda.or.th หรือติดตามผ่านเฟซบุ๊กของ GISTDA