ปรองดองไม่หน่อมแน้ม ใช้กฎเหล็กจบปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มีนาคม 2560 เวลา 07:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/485838

ปรองดองไม่หน่อมแน้ม ใช้กฎเหล็กจบปัญหา

โดย…ศุภชัย แก้วขอนยาง และไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

จังหวะก้าวทางการเมืองของ “เสรี สุวรรณภานนท์” ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก หลังจากเตรียมจัดทำรายงานข้อเสนอเกี่ยวกับการสร้างความปรองดอง

แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ข้อเสนอหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องไม่ลืมว่าเวลานี้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงมาเป็นเจ้าภาพสร้างความปรองดองด้วยตัวเองผ่านกลไกคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ย่อมทำให้ทุกข้อเสนอที่เข้ามายัง ป.ย.ป.ล้วนแล้วมีความหมายทั้งสิ้น

“เสรี” หนึ่งในคีย์แมนปรองดอง บอกกับโพสต์ทูเดย์ถึงหลักการในการสร้างความปรองดองที่คณะกรรมาธิการฯ เตรียมเสนอคือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและให้ปัญหาทุกอย่างไปจบที่ศาล

“ความขัดแย้งที่มีปัญหาในบ้านเมืองไทยมันเป็นความขัดแย้งในเรื่องเชิงความคิดที่ไม่ใช่แค่ปัญหาระหว่างบุคคล มันเป็นปัญหาของคนในประเทศ ดังนั้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมันจึงต้องได้รับการแก้ปัญหา มิฉะนั้นแล้วมันจะกลายเป็นการสร้างวัฒนธรรมไปแล้วเป็นเรื่องปกติชีวิตประจำวันไปแล้ว ซึ่งมันไม่เป็นผลดีโดยรวม เพราะว่าเมื่อเกิดความขัดแย้งมันก็จะเกิดความไม่สงบเรียบร้อย เมื่อประเทศเกิดความไม่สงบเรียบร้อยมันจะมีผลกระทบด้านอื่นๆ เช่น ความเป็นอยู่ของประชาชน”

เสรี ยอมรับว่า “อาจจะบอกไม่ได้เต็มปากว่าจะแก้ปัญหาได้หมด หรือจะขจัดความขัดแย้งไปได้โดยสิ้นเชิง มันคงไม่ได้ไกลถึงขนาดนั้น แต่คิดว่าจะแก้ไขได้ส่วนหนึ่งที่จะลดปัญหามากกว่า ลดปัญหาในเรื่องความคิดเห็นที่แบ่งฝ่ายและการต่อสู้กันในทางการเมือง ให้มีแนวทางที่เป็นยอมรับของการอยู่ร่วมกันให้มากขึ้นกว่าเดิม”

สาเหตุที่ทำให้ข้อเสนอการสร้างความปรองดองไม่ค่อยได้รับการไปปฏิบัติต่อ “เสรี” มองว่า “เป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างรักษาประโยชน์ของฝ่ายตัวเองเป็นสำคัญ พอเวลาจะเสนออะไรอีกฝ่ายที่ไม่ได้รับประโยชน์ตรงนั้นก็คัดค้าน ทั้งสองฝ่ายหรือหลายๆ ฝ่ายจะทำรูปแบบเดียวกัน มันก็เลยไม่สามารถลงตัวและหาข้อยุติได้ ทั้งๆ ที่แนวทางการนำเสนอนั้นมีหลายรูปแบบ และแต่ละรูปแบบมีหลักการที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือให้กระบวนการยุติธรรมเข้ามาแก้ไขปัญหาแทนที่จะไปออกกฎหมายนิรโทษกรรมเหมือนอย่างที่เคยพยายามทำที่ผ่านมา ซึ่งการออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็ไม่เป็นที่ยอมรับ

“ปัจจุบันเป็นที่ชัดเจนว่าการปรองดองในปัจจุบันไม่สามารถเอากระบวนการหรือวิธีการที่ผ่านมาอย่างการใช้กฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อแก้ปัญหาได้อีกแล้ว สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ ทำให้เห็นอะไรได้อย่างหนึ่งว่ากระบวนการนิรโทษกรรมทั้งหลายที่ผ่านมาและทำมาแล้วหลายครั้ง พอทำแล้ว ฝ่ายการเมืองเอง หรือนักการเมืองเองจะเห็นช่องทางว่า ถ้าเกิดไปสร้างความรุนแรงความแตกแยกไปปลุกระดมสร้างความขัดแย้ง ในที่สุดแล้วก็จะไปออกกฎหมายนิรโทษกรรม

“มันก็เลยเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีว่าใครก็ตามที่อยู่ในกระบวนการทางเมืองก็จะใช้วิธีเหล่านี้มาต่อสู้ในทางการเมือง แล้วในที่สุดก็มีเป้าหมายสำคัญว่าจะต้องพ้นโทษหรือไม่ถูกเอาโทษ หรือล้างโทษได้ ดังนั้น เมื่อปัจจุบันสังคมไม่ยอมรับแล้ว มันก็จะทำให้เป็นมาตรฐานที่เกิดขึ้นมาใหม่และเป็นตัวอย่างที่ดีได้ว่าต่อไปข้างหน้าที่ใครก็ตามไปเล่นการเมืองและสร้างความเสียหายให้กับประเทศจะได้ไม่กล้าไปใช้วิธีการเหล่านั้น”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงเป็นข้อเสนอสำคัญของคณะกรรมาธิการฯ ที่เตรียมเสนอให้ศาลเข้ามาทำหน้าที่ชี้ขาดปัญหาทั้งหมด

 

“การแก้ไขปัญหาเรื่องความปรองดองและความขัดแย้งในปัจจุบัน สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ ให้คนที่ถูกดำเนินคดีทั้งหลายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วให้มีการพิสูจน์ความผิดถูกกันในศาล ให้ศาลเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดว่าถ้าผิดก็ต้องถูกลงโทษ ไม่ผิดก็ต้องปล่อยตัวไป ให้เป็นมาตรฐานเดียวกับที่ปฏิบัติต่อประชาชน จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษทั้งสิ้น ดังนั้น ผมคิดว่าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองในปัจจุบัน หลังจากที่มีการพยายามเสนอกันหลายรูปแบบมันน่าจะออกมาในแนวทางนี้ ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด” เสรี ระบุ

แสดงว่าให้ปัญหาปรองดองไปจบที่ศาล? ประธานคณะกรรมาธิการฯ อธิบายว่า “ในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับ มันก็ไม่มีเหตุอื่น มันไม่สามารถจะทำอะไรได้ จะใช้กระบวนการถอนฟ้อง กระบวนการรอลงอาญา ใช้กระบวนการลดหย่อนผ่อนโทษอะไรทั้งหลาย ไม่มีการยอมรับ ไม่มีการลดราวาศอกให้กัน ไม่มีการให้อภัยซึ่งกันและกัน ดังนั้น หนทางที่เป็นไปได้มากที่สุดและเชื่อได้ว่าเป็นมาตรฐานทางกฎหมายและมาตรฐานทางกระบวนการยุติธรรมว่า ถ้าใครก็ตามที่กระทำความผิดแล้วต้องถูกดำเนินคดีและถูกพิจารณาให้ศาลตัดสินหาความจริงและข้อยุติและกำหนดบทลงโทษหรือไม่ต่อไป”

การให้กระบวนการเหล่านี้ไปอยู่ที่ศาล จะถือว่าเป็นการผลักภาระไปที่ศาลหรือไม่? เสรี ตอบทันทีว่า “ไม่ได้เป็นเรื่องผลักภาระ เพราะเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว กฎหมายก็เขียนอย่างนั้นเราก็ปฏิบัติไปตามนั้น ทุกอย่างให้ศาลตัดสินดีที่สุด”

จากนั้นเป็นคำถามที่ถามว่าเมื่อให้ศาลเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ เท่ากับว่าจะไม่มีกลไกใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหาความปรองดอง? เสรี ระบุว่า “ไม่ใช่ไม่มี…มี แต่เราพยายามที่จะเสนอให้ทางออกทุกรูปแบบแต่ไม่เป็นที่ยอมรับ ก็ไม่เอากันเอง มันก็ต้องใช้วิธีที่สุดท้าย ที่เสนอนี่ คือ วิธีสุดท้ายที่มันเป็นไปได้มากที่สุด ถ้าไม่เอาอะไรสักอย่างหนึ่งก็ไปว่ากันศาล ผิดถูกก็ให้ศาลตัดสิน เพราะจะตอบกับสังคมได้ถูกไหม”

ส่วนระยะเวลาในการขับเคลื่อนการสร้างความปรองดองนั้น เสรี คิดว่าการสร้างความปรองดองแม้จะไม่สมารถทำให้ประสบความสำเร็จได้เสียทีเดียว แต่ก่อนการเลือกตั้งต้องทำให้ประเทศมีความสงบเรียบร้อย เมื่อความสงบเกิดขึ้น ประชาชนก็จะเลิกแตกแยกและเลิกแบ่งฝ่าย เท่ากับว่าคนกลุ่มใหญ่ของประเทศจะไม่อยู่ความขัดแย้ง สิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็อาจอยู่ที่ฝ่ายการเมือง ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คน

“เราพยายามสร้างมาตรฐานทางการเมือง วัฒนธรรมทางการเมืองให้ดีกว่าเดิม มีการปฏิรูประบบพรรคการเมืองใหม่ ให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชน แล้วการเลือกตั้งจะเป็นการเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรม ในที่สุดแล้วเมื่อประชาชนเกิดความปรองดองและยอมรับในความสงบเรียบร้อยแล้ว ต่อไปนักการเมืองเองต้องปรับตัว”

ช่วงท้ายเป็นการถามถึงความคาดหวังว่าการสร้างความปรองดองครั้งนี้จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ซึ่ง “เสรี” ตอบแบบมั่นใจว่า “สำเร็จ”

“ผมเชื่อว่าปรองดองคราวนี้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จคือ ยังมีกระบวนการสร้างความแตกแยก ปลุกระดมทำให้คนออกมาแบ่งฝักแบ่งฝ่าย กระบวนการทางกฎหมายจะเอาผิด ลงโทษ และตัดสิน เอาเข้าคุกเข้าตะราง มันจะไม่สำเร็จได้อย่างไรถ้าคนสร้างปัญหาให้กับสังคมก็ต้องถูกแยกออกจากสังคม ต้องไปอยู่ในพื้นที่จำกัด

“รอบนี้ต้องเอาจริงเอาจัง หลักของทุกประเทศที่มีความสงบเรียบร้อยอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ที่ผ่านมามันหน่อมแน้ม อะไรต่อมิอะไรหย่อนยาน ถ้าเรายอมกติกาและกฎหมาย สังคมก็จะผ่านวิกฤตเหล่านี้ไปได้ ตอนนี้เราต้องมาอย่างนี้แล้ว มันไม่มีทางอื่นแล้ว มันเป็นกติกากฎเหล็กของสังคม เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครกลัวกฎหมาย” เสรี ทิ้งท้าย

 

“รื่นวดี” ชูบังคับคดีหนุนเศรษฐกิจโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มีนาคม 2560 เวลา 18:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/485423

"รื่นวดี" ชูบังคับคดีหนุนเศรษฐกิจโต

โดย…เสาวรส รณเกียรติ

รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี ที่ปรับเปลี่ยนกรมที่ผู้คนคุ้นชินกับบทบาทในการยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ ขายทอดตลาด มามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปลดล็อกข้อกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ให้เป็นสากลมากขึ้น เพื่อดึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น

รื่นวดี บอกว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงมามาก แต่กรมบังคับคดีก็หยุดการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะสภาพแวดล้อมขณะนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และยังมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นนโยบายรัฐบาลที่กรมจะต้องเข้าไปรองรับอีกด้วย กรมจึงยังต้องเป็นกลไกหนึ่งในการเสริมสร้างความเติบโตด้านเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในบริบทกว้างขึ้นและบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน โดยปักธงผลสัมฤทธิ์ให้กรมทำงานเสริมสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ประเทศใน 20 ปีข้างหน้าของรัฐบาลด้วย

รื่นวดี ระบุว่า โดยข้อเท็จจริงเวลานักลงทุนตัดสินใจจะลงทุนในประเทศไทย จะดูกติกาในการบังคับคดีด้วยว่า มีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะถ้าหากมีข้อขัดแย้ง หรือข้อพิพาทระหว่างกันขึ้น แล้วกระบวนการบังคับคดีในประเทศไทยมีประสิทธิภาพ ก็จะเป็นตัวหนึ่งในการใช้ตัดสินใจลงทุนในไทยได้ในสายตาของต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในส่วนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้น กรมเข้าไปมีส่วนร่วมใน 2 ด้าน คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการปรับสมดุลการจัดการหน่วยราชการ

โดยในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้น จะเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงกระบวนการขั้นตอนให้มีความสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้การจัดอันดับการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) ของธนาคารโลกดีขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับแก้ไขกฎหมายให้เป็นมาตรฐานสากลและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

โดยในส่วนของอันดับการทำธุรกิจของธนาคารโลกนั้น ปี 2559 กรมบังคับคดีสามารถปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ขั้นตอนต่างๆ จนในส่วนของกระบวนการแก้ปัญหาล้มละลายนั้น ไทยได้รับการเลื่อนอันดับดีขึ้นถึง 26 อันดับ คือจากอันดับที่ 29 ในปี 2558 มาเป็นอันดับที่ 23 ในปี 2559 จาก 190 ประเทศ

แต่ในปีนี้เป็นปีที่ท้าทายมากในการได้รับการเลื่อนอันดับ เพราะถ้าประเทศอื่นทำได้มากกว่า เร็วกว่า อันดับก็ถูกปรับเปลี่ยนได้ทันที รวมทั้งอันดับที่ดีขึ้นในปี 2559 นัยสำคัญมาจากคะแนนความแข็งแกร่งด้านกฎหมายที่เราได้ 13 คะแนน จากคะแนนเต็ม 16 คะแนน ปีนี้ถ้าเราทำเต็มที่คือได้ 15-16 คะแนน ก็เพิ่มขึ้นเพียง 2-3 คะแนนเท่านั้น

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำหนักขึ้น และปีที่ผ่านมาเราคะแนนไม่ดีเท่าไหร่ คือคะแนนความสามารถในการรวบรวมทรัพย์สินคืนเจ้าหน้าที่ (Recovery Rate) ที่ไม่เกี่ยวกับกฎหมาย แต่เกี่ยวกับคน เกี่ยวกับข้อมูล เกี่ยวกับความรวดเร็ว และค่าใช้จ่าย โดยช่วงที่ผ่านมา กรมได้ทำการเชื่อมโยงข้อมูลทรัพย์สินบุคคลกับหน่วยงานที่เป็นนายทะเบียนทรัพย์สินจำนวน 16 หน่วยงาน เวลานี้ได้มีการเชื่อมข้อมูลได้หมดแล้ว ทำให้ต่อไปกรมสามารถเช็กสอบได้ว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินอะไรบ้าง อยู่ที่ไหน

 

ในเรื่องการรวบรวมทรัพย์สินคืนเจ้าหนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนเช่นเดียวกัน เพราะเขาต้องการรู้ว่า ถ้าเขามีข้อพิพาทกับลูกหนี้แล้ว เขาจะได้การชำระเงินคืนเท่าไหร่ ซึ่งขึ้นกับความสามารถในการรวบรวมทรัพย์สินของเรา โดยปีที่แล้วประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ด้านนี้ สามารถรวบรวมคืนได้ 96 จาก 100 ขณะที่ไทยได้ 59 จาก 100 ทำให้ต้องทุ่มเทการทำงานด้านนี้ ปรับวิธีการทำงาน เพื่อให้คะแนนในการจัดอันดับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ในเรื่องเพิ่มขีดความสามารถในช่วง 2 ปีเศษที่ผ่านมา ถือได้ว่ากรมมีการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายหลายฉบับ และล่าสุดอยู่ระหว่างการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายล้มละลายข้ามชาติ เพื่อให้ยึดทรัพย์ลูกหนี้ในต่างประเทศได้

ส่วนการปรับองค์กรให้สมดุลนั้น รัฐบาลมีเป้าหมายให้หน่วยงานเป็นองค์กรที่เล็กแต่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะรัฐบาลมีข้อจำกัดในเรื่องทรัพยากรบุคคล ทำให้กรมเพิ่มบุคลากรมารองรับงานทั้งหมดไม่ได้ จึงต้องคิดใหม่ โดยปัจจุบันกรมทำทั้งงานด้านกำกับดูแล และการบริหารจัดการ จึงมีการมาทบทวนว่ากรมบังคับคดีควรเหลืองานด้านกำกับดูแลอย่างเดียวหรือไม่ และโอนถ่ายงานด้านบริการจัดการให้ภายนอกเข้ามาดูแล เช่น การมีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่เป็นเอกชน เป็นต้น รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เช่น การขายทอดตลาดผ่านอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

รื่นวดี ยอมรับว่า ที่ผ่านมาได้มีการเตรียมความพร้อมของข้าราชการกรมบังคับคดีให้รู้จักการคิดนอกกรอบ และยอมรับการเปลี่ยนแปลงให้ข้าราชการทุกคนเห็นตรงกันว่า กรมเป็นกลไกหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ข้าราชการต้องคิดเชื่อมโยงงานของกรมบังคับคดีให้เป็นกลไกหนึ่งในการผลักดันเศรษฐกิจด้วย ไม่ใช่งานด้านกฎหมายเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา

“ข้าราชการกรมต้องเห็นว่า การทำงานของเราต้องเป็นสหวิชาชีพคือ ต้องทำงานร่วมกันทั้ง นักกฎหมาย นักบัญชี นักการเงิน การทำงานของกรมไม่ได้อยู่เพียงลำพัง และเราไม่มีทางจะอยู่ลำพังหน่วยงานเดียวได้”

ด้วยเหตุนี้ ช่วง 2 ปี 6 เดือนที่ผ่านมาในตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี ข้าราชการทุกคนจึงเห็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวเพื่อทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ โดยคำนึงถึงความมีส่วนร่วมให้มากที่สุด และความเป็นธรรมในการทำงานตามหลักการดั้งเดิมของกรมบังคับคดี

ประชาชนเป็นเป้าหมาย

นอกจากการผลักดันกรมบังคับให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อสนับสนุนการลงทุนในประเทศผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวแล้ว กรมบังคับคดี ยังไม่ทิ้งบทบาทที่ต้องใกล้ชิดกับประชาชน ต้องมองประชาชนเป็นเป้าหมายในการให้บริการด้วย โดยเฉพาะประชาชนในกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ลูกหนี้รายย่อย ลูกหนี้บัตรเครดิต รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

รื่นวดี ระบุว่า ประชาชนที่เปราะบางกลุ่มนี้ กรมต้องช่วยให้ความรู้ให้คำแนะนำ โดยเฉพาะในแง่ของกฎหมาย เช่น ข้อกฎหมายเรื่องการค้ำประกัน การจำนอง จำนำ กฎหมายขายฝาก เป็นต้น ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการออกไปทำงานในต่างจังหวัดจะพบว่า ชาวบ้านต่างจังหวัดไม่เข้าใจว่า ทำไมเขา ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ แต่เวลาเกิดปัญหาขึ้น ทำไมมาเรียกเก็บเงินจากเขาก่อน ไม่เรียกเงินจากลูกหนี้ก่อน เจ้าหน้าที่ก็ต้องให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่เขา หน้าที่ของกรมจึงต้องคิดจุดนี้ด้วย ดูแลกลุ่มประชาชนที่เปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือดูแล

ทั้งนี้ กระบวนการคิดที่มองประชาชนเป็นเป้าหมาย ได้นำมาสู่การทำงานในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายล้มละลาย เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถขอฟื้นฟูกิจการได้ จากเดิมที่ขอฟื้นฟูได้เฉพาะกิจการขนาดใหญ่นำมาซึ่งแนวทางการจัดไกล่เกลี่ยหนี้ ทั้งลูกหนี้กลุ่มเอสเอ็มอี ลูกหนี้บัตรเครดิต ลูกหนี้ กยศ. เป็นต้น โดยข้าราชการต้องมาทำงานเสาร์-อาทิตย์ เป็นต้น

ที่สำคัญหลังจากที่ใช้กระบวนการทำงานรูปแบบนี้ ปรากฏว่าประชาชนที่เคยไม่กล้ามาพบเจ้าหน้าที่บังคับคดี หรือหนีหน้า กล้ามาขอพึ่งพิง กล้ามาขอคำปรึกษา

ขณะที่ข้าราชการกรมบังคับคดีก็ยังคงทำภารกิจการบังคับคดี แต่ก็ทำหน้าที่ช่วยให้ความรู้ด้านกฎหมายช่วยประสานการไกล่เกลี่ยหนี้ จนเวลานี้กรมบังคับคดีเข้าไปมีส่วนร่วมในกรรมการหลายชุด เช่น คณะกรรมการไกล่เกลี่ยหนี้นอกระบบ คณะอนุกรรมการช่วยเหลือเกษตรและผู้ยากจน (อชก.) ของกระทรงงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น เรียกได้ว่าบทบาทของกรมขยายตัวขึ้น

และข้าราชการของกรมต้องเปิดตัวเองมากขึ้น ทำงานตอบรับโจทย์ของประชาชนให้กว้างขึ้นเพื่อให้ประชาชนเข้าหาได้ง่ายขึ้นด้วย

 

ม.44 ปล่อยผีสิทธิบัตรยา รวบรัดระวังประเทศเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2560 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/484773

ม.44 ปล่อยผีสิทธิบัตรยา รวบรัดระวังประเทศเสียหาย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาสังคมเกิดกระแสแสดงความเป็นกังวลอย่างมาก หลังจากรัฐบาลประกาศว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะออกคำสั่งตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เร่งรัดการจดสิทธิบัตรที่คงค้างมากกว่า 1 หมื่นรายการให้เสร็จภายใน 3 เดือน หลังจากยืดเยื้อมานานกว่า 10-20 ปี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและการแข่งขันในต่างประเทศ

ทว่า สิทธิบัตรจำนวนหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ทำให้หลังจากคำประกาศของรัฐบาล ภาคสังคมได้เคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยุติคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าการปล่อยผีจดสิทธิบัตรในครั้งนี้ อาจส่งผลทำให้ยาบางชนิดมีราคาสูงขึ้นในอนาคต

ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนต่อประเด็นนี้ว่า การจดสิทธิบัตรนั้นมีประโยชน์ แต่ถ้าจะใช้มาตรา 44 มาเร่งรัดการจดสิทธิบัตรยาไม่ใช่ทางออกเพียงทางเดียว เพราะการจดสิทธิบัตรทำได้หลายแบบ เช่น ยินยอมให้สาธารณะนำไปใช้ได้ตราบที่ไม่นำไปทำธุรกิจการค้า และไม่สามารถยึดครองภายหลังได้ หรือแบบอนุสิทธิบัตร ซึ่งเป็นแบบที่ให้ความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์คิดค้นเช่นเดียวกับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ แต่แตกต่างตรงที่การประดิษฐ์ที่จะขอรับอนุสิทธิบัตรเป็นการประดิษฐ์ที่มีการปรับปรุงเพียงเล็กน้อยแต่มีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น

ทั้งนี้ มองว่าเหตุผลหลักที่รัฐบาลจะใช้มาตรา 44 เร่งรัดจดสิทธิบัตรเพื่อต้องการอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ แม้รัฐบาลจะชี้แจงว่าการออกสิทธิบัตรครั้งนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับยาโดยตรง แต่สิ่งที่คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำกับดูแลอยู่ครอบคลุมอุปกรณ์ผลิตภัณฑ์ทางสุขภาพทั้งหมด

ดังนั้น หากทำสำเร็จสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ผลกระทบที่จะทำให้ราคายาในประเทศไม่มีกลไกควบคุม และการพัฒนาเทคโนโลยีภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศจะไม่เติบโตและจะถูกควบคุม แม้รัฐบาลเชื่อว่าสามารถต่อรองกับต่างชาติได้หากราคายาปรับตัวสูงขึ้น

เนื่องจากจำนวนภาคธุรกิจผู้มายื่นขอสิทธิบัตรล้วนเป็นต่างชาติ 80-90% เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังให้อำนาจการครอบครองนี้แก่ต่างประเทศ ดังนั้นถ้าเร่งรัดดำเนินการแม้จะอ้างว่าไม่มีเรื่องยา แต่ความเป็นจริงการขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรแม้ไม่ได้ขึ้นที่ตัวยาสำเร็จรูป แต่การขึ้นทะเบียนสารตั้งต้นและส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องก็อาจทำให้สถานการณ์ยาและระบบสาธารณสุขในประเทศได้รับผลกระทบ

ภญ.นิยดา กล่าวว่า การที่รัฐอ้างว่าสามารถต่อรองราคายากับบริษัทผู้ผลิตได้ แต่ความเป็นจริงช่วงที่ผ่านมาไม่เคยเห็นกลไกของรัฐที่สามารถทำได้ เพราะบริษัทผู้ผลิตยามีสิทธิยืนกรานไม่ยอมลดราคาได้ ดั่งที่เห็นตัวอย่างว่า ยาภายในโรงพยาบาลเอกชนหน่วยงานรัฐแทบจะไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้ แม้ยาเหล่านั้นจะถูกนำเข้าบัญชียาหลัก เนื่องจากการต่อรองราคาเป็นเพียงกลไกปลายทางเท่านั้น

นักวิชาการด้านพัฒนาระบบยา ระบุอีกว่า สาเหตุที่ทำให้การจดทะเบียนสิทธิบัตรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่คืบหน้ามี 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.เกิดจากบริษัทผู้ยื่นล่าช้า และไม่พร้อมในการนำส่งข้อมูลตั้งแต่ครั้งแรก เพราะมักชอบยื่นเพื่อกันสิทธิไว้ก่อนและคิดว่าค่อยนำส่งข้อมูลเพิ่มเติมมาติดตามภายหลังได้ 2.กรมทรัพย์สินทางปัญญาบริหารไม่เป็น 3.ผู้เชี่ยวชาญที่ต้องประเมินไม่ยอมตัดสินใจเด็ดขาดในการประเมิน จึงทำให้เห็นว่าเมื่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่พร้อม ผู้ยื่นมีปัญหา ผู้ประเมินล่าช้า และการทำงานไม่มีกรอบชัดเจน จึงทำให้ที่ผ่านมาการจดสิทธิบัตรต้องใช้เวลานานมาก

ดังนั้น ขอเสนอว่า เมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้การแก้ควรเริ่มที่ต้นน้ำคือ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่เป็นผู้ที่มีหน้าที่โดยตรง และมีกฎหมายควบคุมราคายาควรเข้ามาทำเรื่องนี้ พร้อมทบทวนว่าสาเหตุที่ทำให้การทำงานล่าช้าเป็นเพราะเหตุใด ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากเรื่องฐานข้อมูลกระบวนการพัฒนาคุณภาพการทำงานให้รองรับ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่เกิดขึ้นทั้งใน อย.และกรมทรัพย์สินทางปัญญา

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาหน่วยงานนี้ไม่ยอมทำ ถึงแม้จะมีอำนาจสามารถควบคุมราคาสินค้าอื่นได้เกือบทุกชนิด รวมถึงบัญชีราคายาที่มีประกาศรายชื่อยาควบคุม แต่การทำงานจริงไม่เคยมีรายละเอียดบัญชีที่ชัดเจน ดังนั้น มาตรา 44 ควรบังคับให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักในการแก้ปัญหานี้

จากนั้นกระบวนการทำงานต้องแยกว่าจะใช้หลักเกณฑ์มาตรฐานการขึ้นทะเบียนอย่างไร ซึ่งต้องวิเคราะห์ให้ครอบคลุมทั้งด้านจำนวนของผู้ยื่นว่ามีบริษัทต่างชาติเท่าไหร่ รวมถึงต้องตรวจสอบดูว่าซ้ำซ้อนกับการขึ้นทะเบียนในระบบสิทธิบัตรการประดิษฐ์ระหว่างประเทศที่สามารถยื่นคำขอได้ในต่างประเทศและมีผลครอบคลุมในประเทศสมาชิก หรือพีซีที อยู่เท่าไหร่ด้วย

ขณะที่การทำงานของผู้ประเมินสิทธิบัตร ต้องมีมาตรฐานในการพิจารณาอย่างรอบคอบตั้งแต่ 1.สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ 2.เป็นนวัตกรรมใหม่จริงๆ 3.อนาคตสามารถต่อยอดใช้ประโยชน์กับอุตสาหกรรมอื่นได้ แต่ไม่ใช่ยาใหม่ทุกตัวต้องขึ้นสิทธิบัตร เพราะที่ผ่านมาพบว่าแม้ยาจะใหม่ แต่หากสารที่นำมาผลิตไม่มีความใหม่ก็ไม่ควรมีขึ้น

ภญ.นิยดา แนะนำว่า ช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ นักวิชาการและภาคธุรกิจได้เคยร่วมกันผลักดันให้มีการออกคู่มือการตรวจสอบการรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตรจนสามารถประกาศใช้ ซึ่งเป็นข้อกำหนดวิธีการพิจารณาที่ถูกต้องว่าควรจะทำอย่างไร เพื่อให้นำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจนำคู่มือดังกล่าวมาช่วยในการทำงานให้เร็วขึ้นก็ได้

จากนั้นเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นเสร็จ ควรประกาศให้สังคมรับทราบว่าจะมีการขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรยาชนิดนี้ เพื่อสอบถามว่าจะมีผู้ใดขัดข้องทักท้วงเรื่องคุณสมบัติหรือไม่ เช่น ไม่มีความใหม่ มีผู้คิดค้นอยู่แล้ว ในระยะเวลา 3 เดือนจากนั้นนำเข้าสู่ขั้นตอนระบบต่อไป โดยขั้นตอนนี้จะเป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นว่าการขึ้นสิทธิทะเบียนนั้นจะดีหรือไม่ เพราะหากไม่ตรวจสอบให้ละเอียดและปล่อยให้กระบวนการผ่านล่วงเลยไป จะทำให้อำนาจผูกขาดเป็นของผู้ครอบครองที่ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติในระยะยาว โดยที่ประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์อะไร ซึ่งตัวเลขมูลค่าการผลิตในระบบนี้ปีหนึ่งมีมูลค่าสูงกว่าแสนล้านบาท

“เรื่องนี้หากทำไม่ดี อาจทำให้อุตสาหกรรมยาในประเทศไม่มีความเข้มแข็งและไม่ก้าวหน้า เพราะปัญหาของสิทธิบัตรจะทำให้การพัฒนาผลิตยาในประเทศถูกควบคุมอย่างชัดเจน และเมื่อมีสภาวะเชื้อดื้อยาหรือโรคระบาดที่เกิดขึ้น ก็จะไม่สามารถผลิตยาได้ทันที”ภญ.นิยดา กล่าว

ภญ.นิยดา กล่าวว่า การที่รัฐบาลบอกให้ขึ้นทะเบียนไปก่อนและค่อยปรับแก้ไขภายหลังหากมีปัญหา คิดว่าเมื่อขึ้นทะเบียนไปแล้วการนำกลับมาแก้ไขใหม่คงเป็นเรื่องยาก หรือหากจำเป็นก็ต้องฟ้องร้องก็อาจใช้ระยะเวลานานหลายปี จึงมองว่าไม่คุ้มหากรัฐบาลปล่อยไปก่อนและแก้ไขภายหลังหากมีปัญหา ถ้าเป็นเช่นนั้นจะสะท้อนความไม่เอาไหนของหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียน เพราะสิทธิบัตรไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องยาเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงถึงเรื่องพันธุ์พืช สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ด้วย

ภญ.นิยดา กล่าวว่า การที่รัฐบาลบังคับให้เสร็จภายใน 3 เดือน คงเป็นไปไม่ได้ เพราะจากมาตรฐานการประเมินสิทธิบัตรแต่ละชนิดตามหลักสากลที่หลายประเทศทำอยู่ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย สหภาพยุโรป (อียู) ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เพราะหากเร่งรัดการทำงานพิจารณาแบบไม่ละเอียดจะเกิดผลเสียต่อประเทศตามมาภายหลัง

ทั้งนี้ ขอเตือนว่าการจดสิทธิบัตรจะต้องดูให้ครบวงจรอย่างละเอียด ไม่ควรเร่งรีบว่าต้องเอาเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรอย่างเดียว เพราะหากใช้มาตรา 44 เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องนี้ควรพิจารณาให้ดีว่าจะใช้อย่างไรเพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์และสามารถนำไปพัฒนาในอนาคตได้ เพราะการที่พูดแต่เพียงว่าต้องการให้จดสิทธิบัตรหมื่นกว่ารายการให้เสร็จภายใน 3 เดือน เป็นการแสดงว่าผู้ที่จะดำเนินการไม่รู้ข้อเท็จจริง ฉะนั้นควรกลับไปวิเคราะห์สาเหตุว่าที่ช้าเพราะเหตุใด และค่อยตัดสินใจดำเนินการจะเป็นการดีกว่า

ภญ.นิยดา ย้ำว่าการที่จะให้ออกสิทธิบัตรให้เร็วภายใน 3 เดือน คิดว่าเป็นเรื่องที่ยาก เพราะการทำเรื่องนี้ต้องรอบคอบ มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การจดสิทธิบัตรนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ให้มากขึ้น ไม่ใช่ทำเพียงเพื่อธุรกิจ เพราะสิทธิบัตรถือเป็นสิ่งที่จะยึดครองไปตลอด เพราะหากดำเนินการไม่รอบคอบ ไม่ใช่เพียงจะทำให้อุตสาหกรรมยาตายเท่านั้น แต่จะทำให้ประเทศไทยล้มละลายตายด้วยซ้ำ เพราะเงินส่วนใหญ่เป็นภาษีที่ต้องนำเข้าสู่ระบบ

 

มะพร้าวน้ำหอมสมุทรสาคร แต่งตัวขึ้นห้างเกือบหมื่นลูกต่อวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

สัมภาษณ์พิเศษ

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย Siriprapha16@outlook.com

มะพร้าวน้ำหอมสมุทรสาคร แต่งตัวขึ้นห้างเกือบหมื่นลูกต่อวัน

เกษตรกรเมืองสมุทรสาคร สู้ทำ “มะพร้าวน้ำหอม” จนราคาดี ปลดหนี้ได้ ทั้งออกแบบผลิตภัณฑ์และสร้างแบรนด์ใหม่ แต่งตัวพร้อมขึ้นห้าง ทุกวันนี้ต้องคัดมะพร้าวน้ำหอมให้ได้ 8,000 ลูก เพื่อส่งขายโมเดิร์นเทรด เซเว่น อีเลฟเว่น รับซื้อรายเดียว 1,500-2,000 ลูก ต่อวัน

เทคนิคปลูกมะพร้าวน้ำหอมให้หวาน

ส่งขายโมเดิร์นเทรด วันละกว่า 6,000-8,000 ลูก

“มะพร้าวน้ำหอม” พระเอกแห่งเมืองสมุทรสาคร และเป็นสินค้าเกษตรประจำเมืองสมุทรสาครที่ขึ้นชื่อว่า มีความหวาน กลมกล่อม อร่อยกว่าทุกพื้นที่ ทำให้เกษตรกรกลุ่มหนึ่งสามารถมีรายได้ และนำมะพร้าวน้ำหอมส่งขายผ่านโรงงาน โดยมีช่องทางจำหน่ายรายใหญ่ที่เรียกว่า โมเดิร์นเทรด แต่กว่าจะทำให้ “มะพร้าวน้ำหอม” ขึ้นห้างได้ เกษตรกรในพื้นที่ได้บอกเล่าถึงเทคนิคและขั้นตอนต่างๆ ซึ่งมีผลอย่างมากที่ทำให้มะพร้าวน้ำหอมอวดโฉมได้อย่างสวยงามและมีราคาดีขึ้นมาทันตา

คุณธานี ทรัพย์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรัพย์ประเสริฐ จำกัด เจ้าของธุรกิจมะพร้าวน้ำหอม “โคโค่ เฟรส” (COCO FRESH) และเป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในจังหวัดสมุทรสาคร เล่าให้สื่อมวลชนฟังอย่างเป็นกันเอง ถึงวิธีการปลูกและตัดมะพร้าวน้ำหอมให้สามารถส่งขายผ่านช่องทางการตลาดใหม่ หรือ โมเดิร์นเทรด (moderntrade) ว่าจะต้องใช้เทคนิคการตัดลูกมะพร้าวจากการตัดครั้งก่อน 20 วัน หากตัดก่อนหน้านั้นจะได้น้ำมะพร้าวที่เปรี้ยวและเนื้อบาง แต่ถ้าหากตัดหลังจากนั้นไปน้ำมะพร้าวจะกลายเป็นมะพร้าวเผา ไม่สามารถนำไปบรรจุภัณฑ์วางขายในช่องทางโมเดิร์นเทรดได้

“เรื่องระยะห่างของการตัดมะพร้าว อยู่ช่วง 20 วัน ไม่เกิน 22 วัน ตัดน้อยกว่านี้เนื้อบาง น้ำเปรี้ยว ตัดมากกว่านี้กลายเป็นมะพร้าวเผา ลูกเขียวๆ ร้อยลูก ต้องมาคัดทุกขั้นตอน และกว่าจะส่งได้ คัดเหลือ 50% อีก 50% เก็บไว้ เวลาคัดมะพร้าว ต้องคัดจากอายุการตัด นอกจากนี้ ยังดูอีกว่า เมื่อปอกมาแล้ว เป็นตาดำมากไหม สีได้ไหม เนื้อเยอะเกินไปไหม ทุกวันนี้คัดมะพร้าวได้ประมาณ 80% เพราะในมะพร้าวน้ำหอม 1 ทะลาย จะใช้ได้ไม่ทั้งหมด อันล่างจะแก่มากกว่าอันบน เราก็ดูค่าเฉลี่ย และเลือกให้ได้มากที่สุด บางสวนยังเอาเกลือหรือเอาปุ๋ยขี้ไก่ไปใส่ในดิน แต่ที่จังหวัดสมุทรสาคร ดินที่นี่ปลูกไม้ผลมีผลผลิตรสชาติดี เพราะเป็นดินราบลุ่มแม่น้ำ โภชนาการอาหารดีมาก ทำให้รสชาติมะพร้าวน้ำหอมดีกว่าพื้นที่อื่นๆ เพราะมะพร้าวน้ำหอมจะชอบดินที่มีรสชาติกร่อยนิดหนึ่ง”

คุณธานี เล่าถึงเทคนิคที่ทำให้ได้มะพร้าวน้ำหอมชั้นดีวางขายบนชั้นวางสินค้าตามช่องทางจำหน่ายของเซเว่น อีเลฟเว่น (7-11), บิ๊กซี (Big-C), แม็กซ์ แวลู (Max Value) และโมเดิร์นเทรดอื่นๆ ให้ฟังด้วยว่า ขนาดของลูกมะพร้าวที่ต้องการ จะต้องไม่ใหญ่หรือไม่เล็กเกินไป ถึงจะวางบนชั้นวางสินค้าได้ อย่างมะพร้าว ถ้าลูกใหญ่คือ มะพร้าวที่เห่อต้น ถ้าใหญ่เกินไปก็ไม่เหมาะกับชั้นวางสินค้า

ปัจจุบันคุณธานี ส่งมะพร้าวน้ำหอมไปขายยังที่ต่างๆ เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 6,000 ลูก โดยส่งขายที่เซเว่น อีเลฟเว่น 1,500-2,000 ลูก และส่งขายที่ห้างบิ๊กซี และแม็กซ์ แวลู 5,000 ลูก โดยนำมะพร้าวน้ำหอมทั้งจากสวนของตัวเอง และรับซื้อจากเกษตรกรพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน 20 ราย

“ตอนนี้เราลงมะพร้าวน้ำหอมให้เซเว่น อีเลฟเว่น แค่พื้นที่เขต 7 ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรปราการ และ ประจวบคีรีขันธ์ โดยเลือกคลังสินค้าที่ใกล้พื้นที่โรงงานมากที่สุด ถ้าไปกับคลังอื่นจะไม่สะดวกในการขนส่ง เลยเลือกคลังที่ใกล้โรงงานเพียง 5 กิโลเมตร และส่งจำนวน 1,500-2,000 ลูก และหลังจากเซเว่นฯ เข้ามาเราก็สั่งเครื่องจักรเพื่อลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ ยังส่งขายให้บิ๊กซี, แม็กซ์แวลู และโมเดิร์นเทรดอื่นๆ อีก 5,000 ลูก เพราะฉะนั้น วันหนึ่งโรงงานของผมต้องผลิต ให้ได้ 7,000-8,000 ลูก ต่อวัน”

เทคนิคในการทำโรงงานมะพร้าวน้ำหอมและเป็นเกษตรกรเองด้วยนั้น ทำให้คุณธานียังมีหนี้สินอยู่พอสมควรกับธนาคารพาณิชย์ และยังเคยล้มลุกคลุกคลานเป็นหนี้นับสิบล้าน แต่นั่นเป็นเพียงสิ่งที่ต้องประสบระหว่างการทำธุรกิจ และสิ่งที่ทำให้สร้างโรงงานซึ่งมีมะพร้าวน้ำหอม โคโค่ เฟรส เป็นผลิตภัณฑ์พระเอกและขายดีจนทุกวันนี้ คุณธานี บอกเทคนิคว่า กำลังใจสำคัญคือ การทำ “สมาธิ” ในทุกๆ วัน เพื่อสร้างกำลังให้เกิดขึ้น ในยามที่ต้องเจอวิกฤต ซึ่งทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้น มีตลาดที่สามารถส่งมะพร้าวน้ำหอมได้ในแต่ละวัน

“ผมเริ่มทำมะพร้าวโคโค่ เฟรส ส่งเซเว่น อีเลฟเว่น ตั้งแต่ปี 2553 สมัยนั้นมะพร้าวน้ำหอมยังราคาไม่สูงมาก ผมทำได้ 1 เดือน ผมหยุดการขาย ผมสู้ราคาไม่ไหว สอง วิธีการที่ผมคิดขึ้นมา มันยังไม่สามารถสอดรับกับระบบสมัยนั้นได้ แต่ ณ วันนี้ ตั้งแต่ปี 2558 ผมคิดว่า ตัวผมเองเริ่มพร้อม พร้อมด้วยระบบเงินทุนและภาคการผลิต ก็เลยเดินเข้าไปที่เซเว่น อีเลฟเว่น อีกครั้งหนึ่ง และเข้าไปพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ดีขึ้น จากเดิมเป็นลูกมะพร้าวธรรมดา มีช้อนและมีหลอด ต่อมาได้ร่วมพัฒนากับเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งได้ไอเดียว่าควรอยู่ในถุง และช้อนเปลี่ยนจากพลาสติกเป็นสแตนเลส การที่เรามาร่วมกับเซเว่น อีเลฟเว่น เราได้เรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการผลิตให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อให้ได้สินค้าที่ดีต่อผู้บริโภค” คุณธานี เล่าให้ฟัง

ที่สำคัญ วิธีการจัดการของคุณธานีนั้น ในการคัดเลือกมะพร้าวน้ำหอม ปริมาณมะพร้าวน้ำหอมที่คัดเลือกส่วนหนึ่งจะขายไปยังโมเดิร์นเทรดโดยตรง และอีกส่วนหนึ่งคัดเลือกไว้เพื่อเก็บเป็นสต๊อก เพื่อขายในช่วงฤดูร้อนปีต่อไป

“ช่วงเมษายน-พฤษภาคม มะพร้าวลูกละ 25-30 บาท ช่วงนั้นผมขายมะพร้าว 40 บาท ต่อลูก ผมเอาจากสวนเกษตรกรที่ล้นตลาดช่วงนี้มาบ่มเก็บไว้ ตอนนี้ออเดอร์ต่างประเทศระงับ อย่างประเทศจีนชะลอการซื้อลง เพราะฉะนั้น ตอนนี้เกษตรกรไม่กลัวราคามะพร้าวน้ำหอมจะถูกลง เพราะถ้ายังมีผู้รับซื้อไม่ต่ำกว่า 2 บาท เกษตรกรอยู่ได้ ซึ่งตอนนี้ราคา 10 บาท ขอให้มีคนมารับซื้อผลผลิตของเขาเถอะ อย่าปล่อยให้คาต้น เพียงเท่านี้เกษตรกรอยู่ได้” คุณธานี เล่าถึงอนาคตของตลาดมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งมีผลจากปัจจัยในปัจจุบันเป็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องการรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมในต่างประเทศที่ลดลง

เซเว่น อีเลฟเว่น ในปี 2559

เป็นแบล็กรับซื้อมะพร้าวน้ำหอม

คุณสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ร้านอิ่มสะดวกของคนไทย บอกว่า บริษัทมีนโยบายในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร เช่น มะพร้าวน้ำหอมจากสวนของเกษตรกรในจังหวัดสมุทรสาคร แหล่งผลิตมะพร้าวน้ำหอมขึ้นชื่อของประเทศไทย สู่การผลิตผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมพร้อมรับประทาน ที่จำหน่ายผ่านเซเว่น อีเลฟเว่น ภายใต้แบรนด์ “โคโค่ เฟรส” ของบริษัท ทรัพย์ประเสริฐ จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร ที่ช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีอาชีพที่มั่นคง มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น

“บริษัทมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าจากผู้ประกอบการขนาดกลาง และเล็ก หรือ เอสเอ็มอี ที่สามารถผลิตสินค้าได้คุณภาพมาตรฐาน โดยจะเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการเหล่านี้ เพื่อส่งสินค้าตรงถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศผ่านสาขาร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศ และบริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง จำกัด ที่มีช่องทางการจำหน่ายผ่านนิตยสารทเวนตี้โฟร์แคตตาล็อก ร้านสาขา ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ และอีคอมเมิร์ซ ซึ่งสามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ช็อปปิ้งสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบันทั้งเซเว่น อีเลฟเว่น และทเวนตี้โฟร์ ช็อปปิ้ง จัดจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอี รวมทั้งสิ้นประมาณกว่า 20,000 รายการ และมีการเพิ่มสัดส่วนสินค้าเอสเอ็มอี อย่างต่อเนื่อง” คุณสุวิทย์ กล่าว

ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีรายใดที่สนใจนำสินค้าไปจำหน่ายที่เซเว่น อีเลฟเว่น เหมือนโคโค่ เฟรส สามารถติดต่อได้หลายช่องทาง เช่น เว็บไซต์ http://www.cpall.co.th หรือ http://www.7eleven.co.th และติดต่อผ่านสำนักจัดซื้อของเซเว่นฯ เบอร์โทรศัพท์ (02) 677-9000 นอกจากนี้ บริษัท 24 Shopping จำกัด ในกลุ่ม ซีพี ออลล์ ยังได้ทำการตลาดผ่านทเวนตี้โฟร์แคตตาล็อก ซึ่งเป็นระบบเมลออเดอร์ที่ทันสมัย และผ่านช่องทางร้านสาขา รวมไปถึงเว็บไซต์ http://www.24catalog.com, http://www.Shopat7.com และให้บริการลูกค้าผ่าน Call Center : (02) 711-7666 ตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย

ล้มลุกคลุกคลาน เพราะทำตาม “กระแส”

ชีวิตเกษตรกรที่ไม่ราบรื่น และไม่ได้โปรยด้วยกลีบกุหลาบ เป็นอุปสรรคที่ทำให้ คุณธานี ทรัพย์สมบูรณ์ นำมาเล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเองและยิ้มได้ในวันนี้

โดยคุณธานี มีดีกรีจบปริญญาตรี ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เล่าถึงที่มาในการทำธุรกิจว่า พื้นฐานของครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกมะพร้าวมา 30-40 ปี ในยุคคุณพ่อคุณแม่ แต่เมื่อคิดจะเริ่มต้นธุรกิจ จึงต้องกลับมาทบทวนถึงความชำนาญ บวกความต้องการของตลาด ซึ่งได้ข้อมูลจากเพื่อนที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศว่ามะพร้าวน้ำหอมได้รับความนิยมอย่างมากในตลาด ราคาแพงเพราะหาซื้อยาก จึงเกิดแรงบันดาลใจในการนำความรู้ที่จบด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ มาพัฒนาบรรจุภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมให้พร้อมรับประทาน เพื่อส่งออกไปขายต่างประเทศ

คุณธานี เคยเปลี่ยนอาชีพจากเจ้าของสวนมะพร้าวมาทำฟาร์มกุ้งกุลาดำ เพราะกระแสการทำฟาร์มกุ้งกุลาดำมาแรงมาก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการทำฟาร์มกุ้งกุลาดำ ทำยาก และทำให้หน้าดินเสีย ประกอบกับเป็นเพียงช่วงกระแสเดียวที่พากันไปทำ ทำให้ช่วงนั้นคุณธานีต้องแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมากจากภาวะขาดทุน จึงกลับมาเป็นเกษตรกรทำสวนมะพร้าวน้ำหอมอีกครั้งและก่อตั้งบริษัท ทรัพย์ประเสริฐ จำกัด ขึ้นในปี 2541

“อย่าทำอะไรตามกระแส ต้องศึกษาให้ดี และรู้ให้ชัดว่า ในพื้นที่ปลูกอะไรถึงจะดี ถ้าทำตามกระแสโอกาสเป็นหนี้มีสูงมาก” คุณธานี ทิ้งท้ายถึงแนวคิดที่สำคัญให้เกษตรกรไทย

เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจที่ไม่มีสูตรสำเร็จ ในปี 2553 คุณธานีจึงนำวุ้นมะพร้าวน้ำหอมเป็นลูกๆ ส่งขายในเซเว่น อีเลฟเว่น และหยุดไป จากนั้นในปี 2558 กลับมาขายในเซเว่น อีเลฟเว่น อีกครั้ง ในรูปแบบของมะพร้าวน้ำหอมที่เป็นลูกๆ พร้อมบรรจุภัณฑ์ในช้อนสแตนเลส ภายใต้แบรนด์ “โคโค่ เฟรส”

ปฏิรูปวิธีปรองดอง เพื่อ 100 ปีประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 11:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/483731

ปฏิรูปวิธีปรองดอง เพื่อ 100 ปีประชาธิปไตย

โดย…ศุภชัย แก้วขอนยาง/ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำเนินการตั้งคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อขยายผลการทำงานออกมาเป็นระยะ

หนึ่งในนั้น คือ การตั้งทีมที่ปรึกษาในการช่วยระดมสมองอย่างทีมที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยคณะกรรมการชุดนี้เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความสามัคคีและเตรียมประชุมนัดแรกในวันที่ 6 มี.ค.

พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะหนึ่งในที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฯ ได้ให้เวลากับโพสต์ทูเดย์ในการสนทนาถึงแนวทางการสร้างความปรองดองไว้อย่างน่าสนใจ

การสนทนาเริ่มต้นด้วยคำถามว่าทำไมประเทศไทยมีคณะกรรมการปรองดองมาหลายชุด แต่กลับไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ซึ่ง พล.อ.เอกชัย มีคำตอบให้ว่า “ส่วนใหญ่คณะกรรมการแต่ละชุดจะทำงานในรูปแบบของการค้นหาความจริงและหาสาเหตุความขัดแย้ง และข้อเสนอของการแก้ไขปัญหาในอนาคต แต่ขาดแผนปฏิบัติการ หรือผู้นำแต่ละยุคไม่ตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำ

“สมัยก่อนที่รัฐสภาดำเนินการโดยท่านดิเรก ถึงฝั่ง (อดีต สว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ) ก็จบแค่รัฐสภา ไม่มีการทำต่อจากนั้น พอมาสมัยนายกฯ อภิสิทธิ์ตั้งคณะกรรมการ 5 คณะ ทำเสร็จเก็บขึ้นหิ้งหมด ไม่ได้เอามาปฏิบัติทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้น เราคิดว่าถึงแล้วต้องทำเชิงปฏิบัติการ ไม่ใช่มานั่งพูดๆ กันและทำรูปเล่มรายงานส่งไปแล้วไปเก็บไว้อีก

“ที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองไม่อยากตัดสินใจทำเรื่องนี้ เพราะคนจะทำเรื่องนี้ต้องอดทน อดทนที่ต้องทำเรื่องนี้ให้มันต่อเนื่องไป เพราะเราต้องมีจุดยืนว่าเราเป็นกลาง และต้องเปิดใจรับฟังทุกเสียงแม้แต่เสียงที่เราไม่ชอบที่อยากจะฟัง เราก็ต้องฟัง”

นอกจากปัจจัยเกี่ยวกับฝ่ายการเมืองแล้ว พล.อ.เอกชัย เห็นว่า การขาดความต่อเนื่องในการทำงานก็ถือเป็นอีกปัจจัยที่เป็นอุปสรรคเช่นกัน

“ความต่อเนื่องในการทำงานนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกัน เท่าที่ได้ประชุมในเวทีต่างประเทศมาพบว่าประเทศที่แก้ไขปัญหาได้สำเร็จก็เพราะอาศัยความต่อเนื่อง อย่างประเทศฟิลิปปินส์ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างสันติภาพเพราะมีการตั้งสำนักงานเรื่องนี้ภายใต้สำนักงานของประธานาธิบดี ช่วยให้การทำงานเดินต่อเนื่องไปได้มาเป็น 30-40 ปี

“แต่สำหรับบ้านเราแล้วพอใครขึ้นมาใหม่ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกที คุณจะเริ่มต้นใหม่ไปทำไมในเมื่อของเก่าก็ดีอยู่แล้ว ทั้งที่ทำกันมาเป็น 10 ฉบับสูงกว่าหัวเข่าอีก จะไปเริ่มใหม่ทำไม มีแต่คนคิดแต่ไม่มีคนทำ ถึงแล้วที่ต้องทำ”

เมื่อการปรองดองมาเริ่มในช่วงปลายของรัฐบาลและในอนาคตจะต้องมีการเลือกตั้ง จะส่งผลให้การสร้างความปรองดองขาดความต่อเนื่องหรือไม่อย่างไร? พล.อ.เอกชัย เห็นว่า “ในอนาคตจะมีการเลือกตั้งไม่เป็นไร แต่ต้องทำแผนการปฏิบัติให้รูปธรรมด้วยการเอาเข้าไปสู่ระบบของงบประมาณด้วยว่าต้องมีงบประมาณสนับสนุนแผนการดำเนิน พูดง่ายๆ คือ ต้องแผนนี้ให้เป็นรูปของกฎหมาย ใครไม่ทำไม่ได้มิเช่นนั้นจะถือว่าเป็นความผิด

“เรื่องปรองดองต้องใช้ระยะเวลาจะทำระยะสั้นไม่ได้ เราลองดูง่ายๆ ว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีความขัดแย้งเยอะ ทุกอย่างสะสมเอาไว้เป็นเวลานาน เพราะคุณไม่เคยเริ่มต้น มันต้องเริ่มต้นที่ต้องเคาะและเดินหน้าสักที จะ 3 ปี 5 ปี 10 ปี 20 ปีมันต้องเดินไปตลอด มิเช่นนั้นมันก็ไม่จบ”

พล.อ.เอกชัย อธิบายอีกว่า “7 ใน 10 ประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้งที่เราศึกษาพบว่าถ้าทั้งสองฝ่ายมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะทำร่วมกัน อย่างนั้นการปรองดองสำเร็จ แต่วันนี้สำหรับบ้านเรากำลังมีคำถามว่ามีเจตจำนงทางการเมืองร่วมกันหรือไม่ ส่วนตัวยังเห็นว่าต่างฝ่ายยังอยากจะเอาชนะกันอยู่ เพื่อที่จะหวังว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วตัวเองจะเป็นฝ่ายชนะ

“คนไทยมีความขัดแย้งกันมาตลอด และใช้รูปแบบการแก้ไขปัญหาเดิมมาตลอด จึงถึงเวลาแล้วที่เราไม่สามารถรออีกต่อไป ถ้ารอบ 20 ปีข้างหน้าแล้วค่อยมาแก้ ก็จะครบ 100 ปีประชาธิปไตย รอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ต้องแก้ ณ บัดนี้ เพื่อให้การครบรอบ 100 ปีประชาธิปไตยไทย เข้ารูปเข้ารอยเสียที”

ประเด็นหนึ่งที่ พล.อ.เอกชัย ได้ย้ำ คือ การเริ่มต้นแก้ปัญหาความปรองดองจะเริ่มจากที่ตัวคนและการนิรโทษกรรมทันทีไม่ได้

“เอาตัวคนมาเป็นตัวตั้งไม่ได้ อย่างนั้นมันไปไม่ได้ แต่ต้องแก้ปัญหาด้วยการเมืองมองที่ระบบและโครงสร้างว่าเรายังขาดอะไร เช่น คนไทยยังไม่เคารพกติกาใช่ไหม องค์กรบังคับใช้กติกาก็ยังไม่เข้มแข็งใช่ไหม ทุกอย่างถูกซุกมาตลอด เป็นต้น

“นิรโทษกรรม จะอยู่ในส่วนอำนวยความยุติธรรมและการให้อภัย ที่จริงคำคำนี้ก็กลายเป็นคำเป็นพิษไปแล้วนะ ใครยกขึ้นมาพูดเมื่อไหร่ คนนั้นก็จะเป็นปัญหา แต่การนิรโทษกรรมก็คงต้องดูในรายละเอียดว่าจะให้ครอบคลุมขนาดไหน ซึ่งการนิรโทษกรรมจะเป็นการช่วยให้คนมีความสำนึกผิดและให้อภัยกัน

“เรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นในการดำเนินการ เพราะต้องมีกฎหมายรองรับ ในอดีตประเทศไทยก็เคยทำกฎหมายนิรโทษกรรมมาแล้วหลายครั้ง ดังนั้น ถือว่ายังเป็นกลไกที่ต้องใช้อยู่ เพียงแต่อาจต้องมีการกำหนดกรอบเวลาและเนื้อหาให้ชัดเจนเท่านั้น เพราะไม่สามารถทำได้ทันทีทันใด ซึ่งอาจจะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก่อน”

สำหรับท่าทีของพรรคการเมืองที่แสดงออกมาในเวลานี้ พล.อ.เอกชัย คิดว่า “วันนี้เป็นบทเรียนของนักการเมือง เมื่อไหร่คุณทะเลาะกันและไม่ยอมจบด้วยคุณเอง ก็จะมีคนมาช่วยจบ พอมีคนมาช่วยจบ คุณมีแต่เสียคุณไม่มีได้เลย วันนี้ทั้งสองฝ่ายเริ่มตระหนักรู้แล้วว่าปล่อยให้ตาอยู่เอาไปกิน ตาอยู่กินยาวเลยนะ และเป็นบทเรียนให้ทหารด้วย ทหารถ้าคุณเข้ามาแบบนี้นะ แล้วคุณไม่มีชุดความรู้และความคิดที่จะบริหารจัดการเมืองที่ดี คุณก็โดนวิจารณ์ทุกวันแบบนี้

“ผมเชื่อว่า การเมืองจะไม่เป็นแบบเดิม เพราะมีบทเรียนกันมาแล้ว ทหารก็มีบทเรียนด้วย ทหารก็จะไม่เข้ามาง่ายๆ เพราะเข้ามาง่ายๆ คุณเสียคนนะ ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ความขัดแย้งยังมีอยู่ ออกไปแล้วจะเอาอะไรส่งมอบให้กับคนที่เหลืออยู่”

สุดท้าย พล.อ.เอกชัย เชื่อว่า “ยังมีความหวังและโอกาสของการสร้างความปรองดอง แม้จะเริ่มช่วงปลายก็ตาม เพราะยังดีกว่าไม่เริ่มต้นอะไรเลย แต่เมื่อมีการเริ่มต้นแล้วจะต้องมีการเตรียมการส่งมอบเพื่อให้งานนี้เดินต่อไปได้ จะไปส่งมอบงานแบบอดีตไม่ได้ เพราะอย่างนั้นจะไม่มีทางเดินหน้าไปได้

“บ้านเรานี่ดีอย่างนะ เวลาขัดแย้งกัน ถ้าเป็นต่างประเทศ ตายเป็นหมื่นเป็นแสนคน แต่บ้านเราไม่ได้เป็นแบบนั้น ถือว่าเป็นต้นทุนของประเทศเรา ดังนั้น ต้องคิดให้ดีและเดินหน้าต่อไปให้ถูกต้อง”พล.อ.เอกชัย สรุป

 

เจ้าพ่อแสนแสบ “เชาวลิต” จากเรือขนส่งสู่ท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มีนาคม 2560 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/483706

เจ้าพ่อแสนแสบ "เชาวลิต" จากเรือขนส่งสู่ท่องเที่ยว

โดย…จะเรียม สำรวจ

ท่ามกลางชีวิตที่เร่งรีบของคนกรุงเทพฯ ที่ต้องฝ่าฟันกับการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก การใช้เวลาในการเดินทางไปทำงานให้ทันเวลาถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งการย่นระยะเวลาในการเดินทางไปทำงานนอกจากจะใช้วิธีด้วยการโดยสารรถประจำทาง รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ และเรือด่วนเจ้าพระยาแล้ว การใช้บริการเรือด่วนคลองแสนแสบก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคนกรุงเทพฯ

ด้วยค่าบริการที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า คือ เริ่มต้นที่ 9 บาท และสูงสุดที่ 19 บาท จึงทำให้เรือโดยสารคลองแสนแสบได้รับความนิยมเป็นอย่างดี ด้วยเหตุผลที่เข้าใจความเดือดร้อนของคนกรุงเทพฯ ที่ใช้ชีวิตมนุษย์เงินเดือนด้วยความรีบเร่ง บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จึงเป็นผู้ประกอบการรายเดียวที่เหลืออยู่จากการทำธุรกิจให้บริการเรือโดยสารในลำคลอง หลังจากก่อนหน้ามีหลายรายที่โดดเข้ามาทำธุรกิจ แต่แล้วก็ต้องโบกมือลาไป เพราะบริการไม่ตอบโจทย์ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นคลองลาดพร้าว คลองผดุงกรุงเกษม คลองบางลำพู คลองภาษีเจริญ หรือส่วนต่อขยายคลองแสนแสบ ซึ่งจะวิ่งจากวัดศรีบุญเรืองไปมีนบุรีต่างโบกมือลาธุรกิจนี้ไปเป็นที่เรียบร้อย

เชาวลิต เมธยะประภาส หรือลุงถั่ว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) เล่าว่า การจะเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมีด้วยกัน 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.การเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ 2.การเข้าถึงเงินทุน และ 3.มีช่องทางและมีคอนเนกชั่น เพื่อเลี้ยงคน ซึ่งธุรกิจจะสำเร็จได้ต้องเริ่มจากเล็กไปหาใหญ่ ในส่วนของการทำธุรกิจเรือโดยสารจะให้ประสบความสำเร็จต้องมีอู่ต่อเรือ มีคลังน้ำมัน ซึ่งในส่วนของบริษัทมีอู่ต่อเรือและคลังน้ำมันที่ดำเนินการอยู่บนพื้นที่ประมาณ 3-4 ไร่ ในย่านบางกะปิ ซึ่งอยู่ห่างจากท่าเรือประตูน้ำประมาณ 18 กม.

“กลยุทธ์ที่ให้เราอยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ คือ การเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ เมื่อก่อนความเจริญเกิดจากธุรกิจเรือ แต่พอผ่านเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมรถยนต์เริ่มมากขึ้น การซื้อเวลาในการเดินทางจึงมีความสำคัญ ซึ่งบริษัทสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ เนื่องจากการเดินทางโดยเรือของบริษัทสามารถกำหนดระยะเวลาถึงที่หมายได้ นอกจากนี้ค่าบริการยังไม่แพงเมื่อเทียบกับการใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ดังนั้นเรือคลองแสนแสบจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการไปทำงานให้ทันเวลา”

อีกปัจจัยสำคัญของความสำเร็จของเรือคลองแสนแสบ คือ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ปัจจัยนี้เชาวลิต เน้นมาก เพราะถือเป็นการแสดงความจริงใจต่อการให้บริการ โดยทุกครั้งที่มีปัญหาในด้านของการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ผู้โดยสารตกเรือ หรือเหตุการณ์แก๊สระเบิด เชาวลิต แสดงความจริงใจด้วยการให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารที่ประสบภัยทุกด้าน ด้วยเหตุปัจจัยดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมผู้โดยสารเรือคลองแสนแสบถึงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เชาวลิต เล่าต่อว่า วิธีการทำงานของเรือคลองแสนแสบมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วนหลัก คือ 1.การคืนกลับให้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุด 2.การให้สังคมกับชุมชน เช่น การให้ความช่วยเหลือวัดและโรงเรียน 3.การให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งก่อนหน้าที่จะมาทำธุรกิจเรือคลองแสนแสบชีวิตลุงค่อนข้างลำบาก เนื่องจากฐานะครอบครัวไม่ดี พ่อเป็นคนขับรถแท็กซี่ ส่วนแม่ก็เป็นแม่ครัว ตั้งแต่เล็กจนโตทำงานมาโดยตลอดตั้งแต่ 9 ขวบ จึงทำให้เข้าใจชีวิตเป็นอย่างดี

ช่วงที่เรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เชาวลิต ได้มีโอกาสเริ่มต้นธุรกิจขนส่ง ด้วยการร่วมกับเพื่อนให้บริการรถเมล์วิ่งจากรามคำแหงไปปากคลองตลาด เมื่อได้ก้าวเข้าไปสู่การทำธุรกิจดังกล่าว ทำให้ เชาวลิต ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตมากขึ้น และทำให้มีวุฒิภาวะในการดำเนินชีวิตมากกว่าคนที่เรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเมื่อเรียนจบระดับมหาวิทยาลัยก็ทำให้ไม่อยากเป็นมนุษย์เงินเดือน เพราะการทำธุรกิจด้วยตัวเองทำให้สามารถควบคุมการดำเนินชีวิตด้วยตัวเองได้ เชาวลิต จึงได้เข้าไปทดลองวิ่งเรือหางยาวรับผู้โดยสารจากรามคำแหงมายังประตูน้ำ ซึ่งก็ได้ผลการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ

อย่างไรก็ดี จากวุฒิการศึกษาที่จบนิติศาสตรบัณฑิต ทำให้หลังจากจบการศึกษา เชาวลิต ได้มีโอกาสทำงานเป็นทนายความระยะหนึ่ง จนกระทั่งอายุประมาณ 36 ปี ก็มีโอกาสได้พบ จำลอง ศรีเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ในสมัยนั้น ประกาศหาผู้ที่สนใจมาเดินเรือคลองแสนแสบ เชาวลิต จึงให้ความสนใจเข้าไปเจรจาขอสัมปทาน ซึ่งก็ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินธุรกิจวิ่งเรือโดยสารคลองแสนแสบนับตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

“ปี 2533 ลุงเริ่มธุรกิจวิ่งเรือคลองแสนแสบเป็นครั้งแรก ตอนนั้นมีเรือที่วิ่งให้บริการประมาณ 20 ลำ ในแต่ละวันจะวิ่งรับผู้โดยสารประมาณ 104 เที่ยว มีผู้โดยสารเข้ามาใช้บริการประมาณ 5,000-6,000 คน/วัน จากจำนวนผู้โดยสารที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันมีเรือโดยสารคลองแสนแสบให้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 72 ลำ และมีผู้โดยสารเข้ามาใช้บริการต่อวันประมาณ 5 หมื่นคน”

อย่างไรก็ดี เพื่อให้บริการเรือคลองแสนแสบมีมาตรฐานในการบริการที่ดีขึ้น เชาวลิต ได้มีการปรับปรุงเรือให้มีความสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

“ผู้โดยสารทุกคนที่ใช้บริการเรือคลองแสนแสบ เรามีประกันภัยให้ และหากใครประสบอุบัติเหตุเราก็มีการดูแลและชดใช้ค่าเสียหายให้เป็นเงิน ซึ่งในส่วนของกรณีศึกษาจากเหตุการณ์ก๊าซแอลเอ็นจีระเบิด ก็เกิดจากบริษัทต้องการลดค่าใช้จ่ายในด้านของน้ำมัน เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมากในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา เราเลยตัดสินใจใช้งบ 80 ล้านบาท ลงทุนติดตั้งก๊าซแอลเอ็นจี ซึ่งก่อนติดก็ได้มีการทดลองและศึกษามาเป็นอย่างดีว่าไม่เป็นอันตราย แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เราก็ตัดสินใจยกเลิกการใช้ก๊าซแอลเอ็นจีทันที เพื่อให้ลูกค้าสบายใจเมื่อใช้บริการเรือคลองแสนแสบ”

ในด้านของพนักงานขับเรือ เชาวลิต ก็มีการฝึกอบรมและคัดเลือกมาเป็นอย่างดี พนักงานที่จะมาขับเรือคลองแสนแสบได้จะต้องมีประสบการณ์ด้วยการเป็นกระเป๋าเรือมาก่อนอย่างน้อย 5 ปี เพื่อให้คุ้นชินในเส้นทาง หลังจากนั้นก็ต้องไปทำเรื่องขอใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีจึงจะมาทำหน้าที่เป็นพนักงานขับเรือได้ ซึ่งค่าตอบแทนที่ได้ก็อยู่ที่เดือนละประมาณ 3 หมื่นบาท ขณะที่กระเป๋าเรือจะได้รับค่าตอบแทนที่เดือนละประมาณ 1.7 หมื่นบาท

สำหรับรูปแบบของเรือรุ่นใหม่ที่เริ่มนำมาให้บริการแล้วในขณะนี้ จะมีการปรับที่นั่งให้เหมือนกับเรือด่วนเจ้าพระยา ด้วยการเพิ่มที่นั่งจากลำละ 170 คนเป็น 200 คน โดยขณะนี้ได้เริ่มทำการนำเรือเก่ามาปรับปรุงใหม่แล้วจำนวน 3 ลำ ภายใต้งบลงทุนลำละ 3-4 ล้านบาท คาดว่าภายในอีกปีครึ่งจะปรับปรุงเรือเก่าที่มีอยู่จำนวน 72 ลำให้เป็นเรือรุ่นใหม่ได้ทั้งหมด เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจและสะดวกสบายเมื่อใช้บริการเรือคลองแสนแสบ

เปิดบริการเรือท่องเที่ยวในคลองแสนแสบ

อีกหนึ่งธุรกิจที่ เชาวลิต เมธยะประภาส เจ้าพ่อเรือแสนแสบอยากจะเปิดให้บริการในเร็วๆนี้คือ การให้บริการเรือท่องเที่ยวในคลองแสนแสบซึ่งจะวิ่งจากท่าเรือประตูน้ำต่อไปท่าเรือผ่านฟ้าต่อเนื่องไปยังคลองบางลำพู ซึ่งตลอดเส้นทางที่เรือท่องเที่ยววิ่งผ่านนักท่องเที่ยวสามารถแวะชมและแวะเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นท่าเจริญผล ย่านนั้นจะเป็นแหล่งร้านค้าสินค้าลอกเลียนแบบ ขณะที่ท่าโบ๊เบ๊จะเป็นย่านที่ขายสินค้าประเภทขายส่ง และถือเป็นย่านที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า 90 ปีขณะที่ท่าผ่านฟ้าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อย่างวัดภูเขาทอง ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3

เชาวลิต กล่าวว่า ขณะนี้เราอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม เพื่อดำเนินธุรกิจเรือท่องเที่ยวบางกอก คาแนล ภายใต้การดูแลของบริษัทบางกอก คาแนล ซึ่งจะเดินเรือระหว่างท่าเรือประตูน้ำผ่านท่าเรือราชเทวี เจริญผล โบ๊เบ๊ผ่านฟ้า ต่อเนื่องจนถึงคลองบางลำพู เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากเส้นทางเรือดังกล่าวมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่น่าสนใจจึงทำให้เล็งเห็นโอกาสในการเข้ามาทำธุรกิจเรือท่องเที่ยว

เบื้องต้น เชาวลิต คาดการณ์ว่าเรือท่องเที่ยวบางกอก คาแนล น่าจะต่อแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการประมาณเดือน เม.ย.นี้ เริ่มต้นด้วยเรือให้บริการทั้งหมด 6 ลำ แต่ละลำจะให้บริการทุก 20นาที เริ่มจากท่าประตูน้ำเวลา 10.00-17.00 น.ทุกวัน คิดค่าบริการแบบเหมาจ่ายต่อวัน 200 บาทซึ่งหลังจากเปิดให้บริการคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการวันละไม่ต่ำกว่า 1,000 คน/วันหรือมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 6 ล้านบาท/ปี

“การที่หันมาทำเรือท่องเที่ยว เพราะมองเห็นโอกาสจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งในส่วนของแหล่งท่องเที่ยวที่เรือบางกอก คาแนล วิ่งผ่านจะมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดยในส่วนของประตูน้ำเปรียบเสมือนแหล่งท่องเที่ยวใหม่หรือนิวทาวน์ ขณะที่คลองบางลำพูก็เปรียบเสมือนแหล่งท่องเที่ยวเก่าหรือโอลด์ทาวน์”

ปัจจุบัน เชาวลิต มีอายุก้าวเข้าสู่วัย 65 ปีแล้ว แม้จะถึงวัยเกษียณ แต่ก็ยังคงทำงานทุกวันเหมือนกับตอนเป็นหนุ่ม พร้อมบอกอีกว่า ถ้าต้องเกษียณจริงๆ ก็คงจะทำงานอยู่บ้าน ถ้าสมองยังสามารถทำงานได้

 

“นักสู้ต้องมีบาดแผล” สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2560 เวลา 22:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/483283

"นักสู้ต้องมีบาดแผล" สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์

เรื่อง…เพ็ญแข สร้อยทอง

เริ่มต้นปีอย่างคึกคักด้วยเป้าหมายชัดเจนตามสโลแกนว่า “RS 2017 Media Revolutionist”

ในฐานะแม่ทัพ “สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส หรือที่คุ้นเคยกันดีในชื่อ “เฮียฮ้อ” ประกาศว่า ปีนี้บริษัทจะลุยเต็มที่กับช่อง 8 เพื่ออันดับในท็อป 5 ของดิจิทัลทีวี รวมทั้งธุรกิจเฮลท์ แอนด์ บิวตี้ ที่อาร์เอสเพิ่งจะเข้ามา แต่ก็ไปได้สวย และมองเห็นโอกาสซึ่งเปิดกว้างอยู่มาก นอกจากนี้ ธุรกิจดนตรีที่อาร์เอสไม่เคยทิ้งก็มาพร้อมด้วย “มิวสิค มาร์เก็ตติ้ง” ซึ่งนักร้องนักดนตรีสามารถลงทุนสร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเอง โดยมีบริษัทเป็นผู้สนับสนุน

เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย อาร์เอสไม่ได้กำลังแข่งขันกับคู่แข่ง แต่เป็นการทำธุรกิจโดยรู้เท่าทันและเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค “เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก อาร์เอสจึงต้องปรับตัวตลอดเวลา ธุรกิจใหม่ๆ ก็ตั้งต้นมาจากตรงนี้ การตลาดแบบเดิมๆ ใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นการเอกซเรย์ตลาดและผู้บริโภคโดยละเอียดทำให้เราติดตามและเข้าใจได้ลึกได้เท่าทันและต้องเปิดกว้าง”

เฮียฮ้อยังเชื่อว่า การคิดนอกกรอบและคิดพ้นจากตัวตนยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการทำธุรกิจ

“เวลามีปัญหา ผมจะคิดจากตัวเราก่อน คิดเสร็จแล้วยังไม่เอาไปใช้ พักไว้ แล้วลองคิดจากมุมที่ไม่ใช่เราบ้าง เวลาจะหาธุรกิจใหม่ก็คิดจากตัวเองก่อนว่า อาร์เอสมีอะไร มีจุดแข็งตรงไหน เราควรจะทำอะไร พอได้แล้วก็อย่าเพิ่งตัดสินใจว่าสิ่งนั้นถูก พักไว้ก่อน จากนั้นลองดึงตัวเองออกจากอาร์เอส ถ้าเราไม่ใช่เฮียฮ้อเราอยากทำอะไร เพราะบางทีการมองจากตัวเองมากเกินไป มันก็ปิดโอกาสตัวเอง”

 

กว่า 3 ทศวรรษบนเส้นทางธุรกิจ เฮียฮ้อผ่านมาหลากหลาย นอกจากจะได้ลิ้มรสความสำเร็จอันหอมหวาน ก็เคยพานพบกับความล้มเหลวที่ขมขื่นด้วยเช่นกัน

“เราเป็นคนทำธุรกิจมาทั้งชีวิต สิ่งที่ผมเชื่อคือ การเอาจริงเอาจัง การเป็นนักต่อสู้ ยังไงมันก็ต้องสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกันนักสู้มันต้องมีบาดแผล เส้นทางที่ทำธุรกิจมา 30 กว่าปีปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า มันต้องมีผิดพลาดบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ต้องเป็นส่วนน้อย มันคือประสบการณ์ที่ดี จะช่วยเติมเต็มให้คุณแข็งแรงแข็งแกร่งขึ้น ผมไม่ยึดติดนะ ผมจะมองหาความสำเร็จครั้งต่อไปเสมอ ผมไม่สนใจความสำเร็จที่ทำได้แล้วในวันนี้ ทำสำเร็จก็ดีใจ แล้วก็หาความท้าทายเป้าหมายใหม่ๆ แล้วก็ไปให้ถึง อะไรที่ไม่ดีก็ปรับปรุงแก้ไข ถ้าปรับปรุงแก้ไขแล้วไม่ดีขึ้นก็วิเคราะห์อีกที ถ้าจะทิ้งก็ต้องทิ้ง คนที่ยอมรับความพ่ายแพ้ คนที่พูดว่า ‘ฉันยอมแพ้’ มันอาจจะเจ๋งกว่าคนที่พูดว่า ‘ฉันชนะ’ เพราะว่ามันต้องใช้ความกล้ามากกว่า ใช้การยอมรับ ใช้การเปิดใจมากกว่า”

เฮียฮ้อเป็นนักธุรกิจที่ทำงานทุกวัน ไม่ยกเว้นแม้ในวันหยุด ซึ่งครอบครัวเชษฐโชติศักดิ์มักใช้เวลาพักผ่อนที่บ้านเขาใหญ่ “ผมทำงานตั้งแต่ตื่นจนนอน เพราะชีวิตผมไม่มีเรื่องอื่น ชีวิตผมธรรมดามาก ตื่นเช้าก็อ่านหนังสือพิมพ์ ดูทีวี แปดโมงกว่าก็มาออฟฟิศ เก้าโมงก็ทำงาน เป็นคนชอบทำงานที่ออฟฟิศ ถ้าไม่ประชุมก็อยู่ในห้องคิดงาน ถ้าไม่มีงานสำคัญจริงๆ ผมก็ไม่ไปไหน เลิกงานทุ่มหนึ่งก็กลับบ้าน ออกกำลังกายเดินสายพานนิดหน่อย ผมไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อยู่บ้านก็ดูทีวีบ้าง

“ผมชอบทำงาน ชอบคิดงาน คิดได้ก็จดไว้ อันไหนทำได้ก็สั่งลูกน้องเลย ยังทำไม่ได้ก็เอาไปคิดต่อ เราสนุกกับการคิด ชอบทบทวนตัวเอง ทบทวนสิ่งที่อาร์เอสทำ เราจะได้รู้ว่าต้องทำอะไร อะไรยังไม่ดีพอ ชีวิตไม่ค่อยหวือหวา ถ้าเราทำงานที่คุณรัก ทุกวันมันก็จะไม่ใช่การทำงาน ถ้าหยุดเนี้ย ผมอึดอัด เวลาไปไหนกับครอบครัวก็ไปได้ไม่เกิน 4-5 วัน เข้าออฟฟิศมาทำงานก็เหมือนมาเที่ยว สนุกกับงาน สนุกกับชีวิตการทำงาน สนุกกับสภาพแวดล้อม

“ลูกน้องบางคนก็บอกว่า อาร์เอสทำงานสนุก แต่บางคนก็บอกว่ามันทัฟ (Tough) หน่อย ผมต้องการให้คนอาร์เอสเป็นอย่างนี้ ผมไม่เชื่อเรื่องการมีคอมฟอร์ตโซน (Comfort Zone) ชีวิตของคนปัจจุบัน ไม่ว่าคุณจะทำงานที่ไหน หรือในชีวิตครอบครัว มันไม่มีอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าคุณใช้ชีวิตในอาร์เอส อย่างมีความสุขและเป็นปกติได้ ชีวิตที่บ้านคุณ ชีวิตครอบครัวคุณก็จะสบาย ถ้าอยู่อาร์เอสได้ คุณก็อยู่ที่ไหนก็ได้ ผมทำให้อาร์เอสมันทัฟ ไม่ได้ทัฟเฉพาะกับลูกน้อง มันก็แข่งขันกดดันตัวเองด้วย ผมชอบอย่างนั้น

“การกดดันตัวเองทำให้เรามีพลัง ผมจะไม่รู้ว่าเรามีแค่ไหน ถ้าไม่รู้จักบีบให้มันออกมา ศิลปินดังๆ ของโลกสร้างงานตอนไหน ตอนหิวตอนยากจนทั้งนั้น สตีฟ จ็อบส์ คิดอะไรดีๆ ได้ตอนไหน ตอนยังไม่มีอะไร ความคิดอ่านดีๆ ของนักธุรกิจจะเกิดตอนเจอวิกฤต ถ้าทุกคนใช้ชีวิตสบายๆ มันก็ไม่ได้เค้นศักยภาพที่แท้จริงออกมา เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถทำให้เรื่องนี้มันเกิดได้ เราก็จะได้พลังจากตัวเรา พลังจากคนในทีม

“ผมชอบประชุมกับลูกน้อง เพราะผมได้ประโยชน์ คนมักจะเข้าใจว่า การประชุมคือ การตามงาน แต่ไม่ใช่ เวลาคุยกับลูกน้อง ผมได้ความรู้ที่ผมคิดไม่ถึง เพราะลูกน้องเด็กกว่าเรา เฟรชกว่าเรา แล้วผมก็ชอบคุยกับลูกชาย ลูกชายก็ชอบคุยกับผม เขาได้รู้เรื่องธุรกิจจากพ่อ ผมก็ได้อะไรจากเขาเยอะมาก ซึ่งไม่มีทางเลยที่คนอย่างผมจะไปหาเองได้ คนอายุ 50 กว่าจะไปมองในเรื่องของคนอายุ 27-28 ได้ ไม่มีทาง”

 

วันนี้ เชษฐ เชษฐโชติศักดิ์ ลูกชายคนโตของเฮียฮ้อก็กลายมาเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ผู้สร้าง “72 คอร์ทยาร์ด” มอลล์ใจกลางทองหล่อที่รู้จักแพร่หลายในกลุ่มคนซึ่งมีไลฟ์สไตล์ชอบแฮงเอาต์กินดื่ม

“เรื่องการทำงานก็แนะลูกชายว่า เขาต้องทำจริงจัง เกาะติด ใส่ใจ ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่เขาอยากทำ ไม่ใช่ธุรกิจที่พ่ออยากให้ทำ ผมให้เขาตั้งต้นเอง แล้วผมจะดู แม้ผมจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ให้เขาทำ ถ้าคนเราได้ทำในสิ่งที่อยากทำแล้วเต็มที่กับมัน เขาก็อยากจะทำทุกวัน เหมือนไปเที่ยว ผมก็จะเอาประสบการณ์ไปอุดในเรื่องของความเสี่ยง จุดขายจุดแข็งก็จะไปเติมให้ แต่เรื่องธุรกิจเรื่องตัวโปรดักต์เขาจะเข้าใจดีกว่าเรา

“ตอนนี้ลูกคนเล็ก (โชติ เชษฐโชติศักดิ์) ก็เรียนจบแล้ว เขากำลังคิดธุรกิจใหม่อยู่ ผมไม่เคยบังคับลูกว่าต้องมาช่วยป๊าที่อาร์เอสนะ ถ้าเขาอยากเข้ามาเรียนรู้งานก็เข้ามา ไม่เข้าก็ไม่เป็นไร เพราะผมดีไซน์อาร์เอสไว้ ไม่ต้องมีทายาทมารับ อาร์เอสเป็นองค์กรที่เดินด้วยทีมงาน ด้วยโมเดลที่แข็งแรง”

ในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนอาจจะวางแผนระยะยาวนักไม่ได้ ซึ่งเฮียฮ้อก็ได้เตรียมให้อาร์เอสเป็นองค์กรที่มีความพร้อมปรับตัวได้ดีมีความยืดหยุ่น “ที่สำคัญอาร์เอสต้องพร้อมจะทำธุรกิจกับโอกาส ทุกอย่างที่ทำมาก็ยังคงจะทำอยู่ เพลง มีเดีย เฮลท์ แอนด์ บิวตี้ และอีก 2-3 ปี คุณอาจจะเห็นอาร์เอสทำธุรกิจอื่น ถ้ามีโอกาสใหม่ๆ และน่าสนใจ”

และในปี 2017 นี้ อาร์เอส ซึ่งนำทัพโดย เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ จะไปถึงเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ … ต้องติดตามกันต่อ

 

“หมดเวลาของถ่านหินแล้ว” ประสิทธิชัย หนูนวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 21:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/482844

"หมดเวลาของถ่านหินแล้ว" ประสิทธิชัย หนูนวล

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

การเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จังหวัดกระบี่ ต้องยุติลงชั่วคราวหลังถูกต่อต้านจากประชาชนและองค์กรเอกชน โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้มอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องไปศึกษาและทำความเข้าใจ พร้อมจัดทำ EIA และ EHIA ใหม่ เน้นให้ประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงโครงการได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

หนึ่งในแกนนำผู้ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างจริงจังและต่อเนื่องจนกระทั่งบรรลุผลสำเร็จ หนีไม่พ้น ประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน

กว่า 10 ปีเต็มที่เขาต่อสู้และยืนยันมาตลอดว่า “กระบี่และประเทศไทยไม่ต้องการถ่านหิน”

ทำไมต้องต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ทั้งโลกเขารู้ว่าถ่านหินอันตรายมาประมาณ 10 ปีแล้ว เริ่มจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดที่ทำงานวิจัยพบว่า มีเด็กเป็นโรคพิการทางสมองปีละ 3 แสนคนตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ มีการออกประกาศเตือนจากรัฐบาลว่าห้ามกินสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติใน 39 รัฐ เพราะมีสารปรอทจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขณะที่บารัก โอบาม่า สมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีก็ได้ประกาศสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในปี พ.ศ.2558 ถึง 94 โรง และในปีพ.ศ. 2559 อีก 41 โรง รวมทั้งยืนยันว่าในอนาคตต้องปิดให้หมดทั้งประเทศ

ที่เมืองสตุ๊ตการ์ทประเทศเยอรมันมีงานวิจัยว่าคนเสียชีวิตเพราะโรคที่เกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ถึงปีละหมื่นคนและทำให้คนยุโรปมีอายุสั้นลง 11 ปี โดยประเทศที่ประกาศชัดแล้วว่าจะปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินคือ แคนาดา สวีเดน และอังกฤษที่บอกว่าจะปิดให้หมดทั้งประเทศภายในปีค.ศ.2030 ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางในยุโรปและอเมริกา ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ถ้าเขาจัดการกับความอันตรายและมลพิษได้จริง คงไม่จำเป็นต้องปิดโรงไฟฟ้า เพราะการปิดโรงไฟฟ้า 1 โรง ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่ใช่แฟชั่นที่ทำตามกัน แต่หมายถึงการสูญเสียพลังงานไปจำนวนมาก ประเทศเหล่านี้เลือกที่จะปิดเพราะเขาคิดเรื่องต้นทุนด้านสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสภาพอากาศโลกเป็นหลัก

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งโลก พอมารีวิวดูแล้วมีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวที่บอกว่า ฉันจะทำถ่านหินด้วยเทคโนโลยีสะอาด ทั้งที่บนโลกใบนี้ ประเทศที่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีเขาบอกว่า ไม่มีเทคโนโลยีใดจัดการกับถ่านหินได้ นอกจากต้องปิดมัน ปิดอย่างเดียวเลย ไม่เว้นแม้แต่จีน ที่น่าจะเป็นประเทศที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงมากที่สุดในโลก เมื่อเขาทราบว่ามีคนได้รับผลกระทบในเรื่องระบบทางเดินหายใจปีละเป็นล้านคน ก็ได้ประกาศปิดโรงงานไป 100 โรง และบอกว่าจะทยอยปิดลงเรื่อยๆ  ทั้งหมดคือรูปธรรมว่าทำไมเราถึงค้านถ่านหิน เพราะถ้าสะอาดจริง คงไม่มีใครค้าน ทุกคนอยากได้ไฟฟ้าหมด แต่เมื่อมันมีทางเลือกอื่นก็ต้องเลือกทางเลือกที่ดีกว่า ถ่านหินมันไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกแล้วไม่ว่าที่ใดในโลก มันเป็นความเห็นของโลกใบนี้ไปแล้ว

มีการกล่าวถึงเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดจากประเทศญี่ปุ่น

ในเอเชีย ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ดูทิศทางแล้วเขาน่าจะเชียร์ถ่านหินซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร แต่คิดว่าเป็นเพราะหลังเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด อย่างไรก็ตามถ้าเราดูสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในญี่ปุ่นจะพบว่าค่อนข้างเพิ่มขึ้น บริษัทบ้านปูของไทยก็ไปลงทุนพลังงานหมุนเวียนที่นั่น คือทิศทางค่อนข้างชัดว่าเขาต้องหาพลังงานอย่างอื่นเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ และเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะอยากขายเทคโนโลยีด้วยก็เป็นได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ หลายประเทศมีโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ก็จริง แต่มันไม่มีประเทศไหนออกมายืนยันว่ามันสะอาด

ตอนถูกเชิญตัวเข้าค่ายทหาร มีคนจากกระทรวงพลังงานมานั่งพูดคุย เราถามเขาไปว่า ที่อ้างญี่ปุ่นนั้นของานวิจัยประกอบได้ไหม จะได้รู้ว่ามันปลอดภัย ถ้างานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการพิสูจน์จากองค์กรระหว่างประเทศว่าถูกต้องและเชื่อถือได้จริง เราจะเลิกค้านทันที การที่คุณอ้างว่าไปดูงานมาแล้ว ญี่ปุ่นไม่มีมลพิษ น้ำสะอาด คุณภาพชีวิตคนเขาดี แบบนี้มันง่ายเกินไป เวลาพูดต้องเอาข้อเท็จจริงมาตั้ง ไม่อย่างนั้นเราก็พูดกันไปเรื่อย เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน ปรากฎว่าเขาไม่มีงานวิจัยมายืนยัน

ผมเลยคิดว่าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดเป็นวาทกรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อโฆษณาแปรสภาพให้ถ่านหินที่สกปรกนั้นสะอาด แต่ไม่ได้แปรสภาพโดยใช้เทคโนโลยีจริงๆ มากกว่านั้นเวลาพูดเรื่องถ่านหิน มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดวิจัยแล้วว่า มันมีมลพิษมากกว่า 80 ชนิด แต่ประเทศไทยพูดอยู่เพียงแค่ 3 ชนิด ซัลเฟอร์ คาร์บอน ไนโตรเจนออกไซด์ ไอ้ตัวที่ร้ายแรงไม่พูด แคดเมียม ปรอท ไม่พูด แล้วมันยังไม่มีเทคโนโลยีใดจัดการความอันตรายของพวกนี้ได้

รัฐบาลบอกว่า สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินของไทยยังนับว่าน้อยหากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ

แนวโน้มคือต้องเลิกไม่ใช่เพิ่ม ก็ดีแล้วที่ประเทศเรามีน้อย คือเราไม่ได้ฮาร์ดคอร์ขนาดเสนอให้ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ เพราะรู้ว่าลำบาก แต่โรงใหม่ต้องไม่เพิ่ม

งานวิจัยก็มี ทิศทางโลกก็ชัดเจนแล้ว เหตุใดรัฐบาลยังอยากได้โรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม

ผมค้นหาเหตุผลมานาน สรุปได้ตัวเดียวคือ เขาต้องการขายถ่านหิน บริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มี 3 บริษัททำธุรกิจเกี่ยวกับถ่านหิน ปีที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล เข้าซื้อหุ้นของบริษัท Adaro Indonesia (AI) สัดส่วน 11-12% มูลค่าราว 1.17 หมื่นล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจในเหมืองถ่านหิน ที่ตั้งอยู่ในเกาะกาลิมันตัน ประเทศอินโดนีเซีย

ทีนี้บริษัทมีถ่านหินอยู่ในมือ คำถามคือจะขายที่ไหนในโลกใบนี้ เพราะว่าเขาไม่ซื้อกันแล้วและลดลงเรื่อยๆ ประเทศอย่างพม่าก็ประกาศยุติเหมืองและโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไอ้ที่สร้างอยู่ในอาเซียนมีเพียงแค่เวียดนามและลาว ประเด็นคือสองประเทศนี้ คนถือหุ้นใหญ่ในบริษัทคือนายทุนจากไทย พูดง่ายๆ ว่า ในอาเซียนคนที่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินคือไทย เมื่อถ่านหินมีจำนวนมากก็ต้องผลักดัน เช่น กฟผ.อินเตอร์ฯ ที่มีโรงไฟฟ้าในเวียดนาม หรือโรงไฟฟ้าหงสา ในลาวที่คนถือหุ้นใหญ่คือ ราชบุรีโฮลดิ้ง บริษัทลูกของ กฟผ. และ บ้านปู ที่เป็นของเอกชน พอสัมปทานมากๆ ก็ต้องหาที่ระบาย ต้องใช้กลไกทั้งอำนาจรัฐและการสื่อสารเพื่อให้คนเชื่อว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นสะอาด ข้ออ้างเรื่องสัดส่วนเชื้อเพลิงที่เหมาะสมนั้นไม่ใช่ เพราะผลลัพธ์ที่เราต้องการคือไฟฟ้าไม่ใช่สัดส่วนที่เหมาะสม มันมีวิธีการได้มาซึ่งไฟฟ้าที่ไม่ทำร้ายใคร

จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีโรงไฟฟ้าถ่านหิน

เอาแค่ตัวอย่างนะครับ ในแง่สิ่งแวดล้อม 1.การขนถ่ายถ่านหิน ปรากฎว่าทุกที่ที่มีท่าเรือถ่านหินมันเคยล่มทุกที่ เมื่อเรือล่มผงถ่านหินจะกระจายไปสู่ระบบนิเวศ ลงทะเล ทำลายปะการัง แพลงก์ตอน และอื่นๆ 2.การดูดและปล่อยน้ำหล่อเย็นออกจากโรงไฟฟ้า ตอนดูดก็ดูดสัตว์เล็กสัตว์น้อยเข้าไปด้วย ตอนปล่อยน้ำออกมาก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำ ซึ่งทำลายระบบนิเวศทั้งหลาย 3.ขี้เถ้าถ่านหิน จำนวนมหาศาลเวลาไปกองที่ไหน มันจะทำลายระบบนิเวศที่นั่น เวลาฝนตกก็เรี่ยราด กระจายไปทั่ว 4.ควัน มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดวิจัยว่าไปได้ไกลกว่า 900 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับกระแสและทิศทางลม

ในแง่การท่องเที่ยว กระบี่มีชื่อเสียงระดับโลกในเรื่องการดำน้ำดูปะการัง แน่นอนว่าเส้นทางการขนถ่ายถ่านหินจะกระทบกับเรื่องนี้ ถ้าเกิดเรือล่มสักลำ อะไรจะเกิดขึ้น ระบบนิเวศทางทะเลเป็นระบบน้ำวนด้วย ผลกระทบจะเกิดขึ้นทั่วพื้นที่รอบอันดามัน การท่องเที่ยว 4 แสนล้านก็เจ๊ง จริงๆ  เอาแค่เรือผ่านเข้ามาก็ทำให้ตะกอนขุ่น ฟุ้ง หญ้าทะเลที่เป็นอาหารของสัตว์นานาชนิดก็เกิดปัญหาแล้ว พื้นที่บริเวณนั้นยังเป็นพื้นที่แรมซาร์ไซต์ (พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ) เมื่อเรือเข้ามาจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของกระบี่และอันดามัน

ด้านสุขภาพ งานวิจัยทั่วโลกมีจุดร่วมกันคือ ผลกระทบด้านโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจและโรคมะเร็ง เป็นเรื่องที่กระบี่หนีไม่พ้นเช่นกัน

ในด้านเศรษฐกิจ เราเคยสำรวจนักท่องเที่ยวสองรอบ รอบแรกกว่า 800 คน รอบที่สองกว่า 1,000 คน 90% บอกว่าถ้ามีโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาจะไม่กลับมาที่นี่อีกเลย ปัญหาใหญ่กว่านั้นคือ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อไม่มากระบี่ก็หมายถึงไม่มาอันดามันรวมถึงไม่มากรุงเทพฯ ด้วย  เพราะเวลานักท่องเที่ยวยุโรปเขามา เขาวางแผนกันเป็นเดือน มากรุงเทพฯ ไปเที่ยวอันดามันแล้วขึ้นไปเชียงใหม่ ทีนี้ถ้าตัดสินใจไม่มาอันดามันก็เท่ากับที่อื่นๆ กระทบไปด้วย

ภาพถ่ายทางอากาศ สภาพพื้นที่ชุ่มน้ำปากอ่าว ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงโรงไฟฟ้ากระบี่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และพื้นที่ที่จะก่อสร้างโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ และท่าเทียบเรือ

กระแสสนับสนุน-คัดค้านจากคนในพื้นที่เป็นอย่างไรบ้าง

กลุ่มคนที่หนุน ต้องยอมรับว่า กฟผ.อยู่กับกระบี่มา 30 ปี เดิมเขามีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 60 เมกะวัตต์ที่ปิดไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนนี้เป็นโรงไฟฟ้าน้ำมันเตา เพราะงั้นเขาเกื้อกูลกันมาตลอด คนเชียร์มีอยู่จริง แต่ถามว่าเป็นชาวบ้านจำนวนเยอะไหม ไม่ คนเชียร์เป็นพวกกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นคนที่การไฟฟ้าหยิบมาเป็นแกนนำ มีการเคลมว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน รวมทั้งมีการใช้อำนาจรัฐในการเกณฑ์คนในหมู่บ้านไปสนับสนุนด้วย แต่เมื่อไปถามชาวบ้านชัดเจนเลยว่าพวกเขาปฎิเสธ เราดูง่ายๆ นะครับถ้าคนกระบี่ที่เชียร์ถ่านหิน เชียร์ด้วยการตกผลึกแล้วว่า ถ่านหินนั้นดี ป่านนี้ได้ตีกันแล้วกับฝ่ายที่คัดค้าน แต่ประเด็นคือ เขาไม่ได้เชียร์แต่ไปตามแกนนำ ไม่ได้สนใจว่าสร้างได้หรือไม่ เขาไม่ได้ทะเลาะหรือขัดแย้งกัน เพราะจริงๆ แล้วไม่มีปัญหากัน บางคนได้เงินก็ไปร่วมกับเขาดีกว่าอยู่เปล่าๆ 2 ชั่วโมงก็กลับบ้าน

ล่าสุดนายกรัฐมนตรีสั่งให้ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)  ใหม่ ปัญหาของครั้งที่แล้วคืออะไร

มันมีทั้งกระบวนการและเนื้อหา กระบวนการขาดการมีส่วนร่วม มันไม่ได้เรื่องมาตั้งแต่ต้น ขณะที่เนื้อหา เมื่อกระบวนการมันไม่ดี ทำให้ประชาชนไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรบ้างที่คุณต้องประเมินผลกระทบ บริษัทที่รับจ้างทำสำรวจเขาก็สามารถเขียนเองได้ว่า ฉันจะประเมินเฉพาะหัวข้ออะไรบ้าง หัวข้อไหนไม่ประเมิน เพราะงั้นโดยเนื้อหามันก็เพี้ยนไปแล้ว ยังไม่นับว่าสิ่งที่ประเมินนั้นมันผิดพลาดอีก

ตอนทำรายงานฉบับนี้เสร็จเขาก็ให้กรรมการพิจารณาในรอบแรก และถูกชี้ว่ามีข้อบกพร่องประมาณ 150 ข้อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โดยเนื้อหาเขาก็บกพร่องจากกระบวนการที่บกพร่อง เพราะงั้นเราไม่ควรเอาความบกพร่องมาเป็นเครื่องมือของการเกิดโรงไฟฟ้า

ข้อเสนอใหม่คืออะไร

เราเสนอว่า ยกเลิก EIA และ EHIA ออกไป ถ้าอยากสู้คุณต้องมาทำกติกาใหม่ที่เป็นธรรมทั้งในด้านกระบวนการและเนื้อหา ต้องมาวางรายละเอียดกัน จะไม่เป็นแบบเดิมที่ให้บริษัทรับจ้างไปทำฝ่ายเดียว ต้องมีกรรมการชุดหนึ่งมากำกับกระบวนการว่าควรเป็นอย่างไร และเมื่อตกลงเชิงกระบวนการได้แล้ว จึงไปลงมือทำ ซึ่งในกระบวนการลงมือทำกรรมการต้องกำกับให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติปี 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ของ EIA แถมต้องเป็น EIA ฉบับพิเศษด้วยเพราะพื้นที่ตรงนั้นเป็นแรมซาร์ไซด์ เราคิดว่าถ้าทำตามนี้ ถ่านหินไม่มีทางอยู่แล้วที่จะผ่าน เพราะกฎหมายบอกว่า จะต้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งเฉพาะภาคท่องเที่ยวนับแสนคนก็ไม่เอาแล้ว มันจบแล้ว แต่ที่ผ่านมาเขาไม่ถามภาคท่องเที่ยว ตัดออกไปเลยแล้วเกณฑ์แต่คนสนับสนุนมาอยู่บนเวที

คราวนี้ถ้าการไฟฟ้าอยากลอง EIA มีสองฉบับนะครับ ทั้งท่าเรือและโรงไฟฟ้า ท่าเรือ 3 ปี โรงไฟฟ้า 3 ปี ถ้าอยากลองก็ลองไป ไม่มีปัญหา แต่เชื่อว่าไม่มีทาง เรากล้าหาญพอที่จะให้การไฟฟ้าพิสูจน์ถ้าคิดว่าดีจริงก็มาพิสูจน์ดู ภายใต้การประเมินอย่างรอบด้านและเป็นธรรม

ถ้าไม่ใช้ถ่านหิน มีทางเลือกอื่นไหม

จริงๆ รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานต้องตั้งสติก่อนว่า ผลลัพธ์ที่ประชาชนต้องการคือไฟฟ้านะ ไม่ใช่ถ่านหิน เมื่อผลลัพธ์เป็นอย่างนี้ โจทย์ที่ต้องตั้งก็คือ เราจะได้ไฟฟ้าจากไหน แล้วมาทำแอ็คชั่นเเพลนระดมสมองกับคนกระบี่ว่าจะได้ไฟฟ้ามาอย่างไร ที่มันเป็นปัญหาเพราะคุณไปตั้งโจทย์ว่า คุณจะเอาถ่านหินไง มันเลยเกิดความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นทางออกคือ เรามาตั้งโจทย์กันใหม่แล้วมาช่วยกันคิด มันมีทางออกที่ดีกว่านี้แน่นอน ไม่ใช่นิยาย ไม่ใช่มโน เพราะในต่างประเทศมีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นแล้ว

แต่ผมว่าการไฟฟ้าไม่มีทางจะทำให้ประชาชนในกระบี่ทำพลังงานหมุนเวียนได้ เพราะถ้ากระบี่ทำได้ จังหวัดอื่นๆก็ทำได้ ลองคิดดูทำจังหวัดละแค่ 1,000 เมกะวัตต์ก็พอ 10 จังหวัดก็ 1 หมื่นเมกะวัตต์แล้ว สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือเมื่อประชาชนผลิตไฟฟ้าเองได้ นายทุนจะตาย ในอเมริกาชัดเจนว่า บริษัทผลิตไฟฟ้าขาดทุนปีละ 1-2 หมื่นล้านจากการที่คนอเมริกาเริ่มเอาโซล่าเซลล์ไปวางไว้บนหลังคา

ทุกวันนี้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟปีละประมาณ 6 แสนล้านบาท โดยการผลิตไฟฟ้า 100% ในประเทศ ตัวเลขกลมๆ 40% เป็นของการไฟฟ้า อีก 60% เป็นของเอกชนผลิต ลองคิดดูว่า 60%ของ 6 แสนล้านนั้นเท่าไหร่ ที่ได้กับคนไม่กี่ตระกูล มันไม่ยุติธรรม จริงๆ มันควรได้กับคนทั้งประเทศ มันคืออธิปไตยด้านพลังงาน

มีคนบอกว่าการใช้เชื้อเพลิงหรือพลังงานชนิดอื่นอาจทำให้ค่าไฟแพงขึ้น

เป็นสิ่งที่กระทรวงพลังงานโกหก โอเคเชื้อเพลิงแต่ละชนิดมันมีราคาแตกต่างกันจริง แต่มันไม่ได้มีนัยจนกระทั่งทำให้ค่าไฟแพงสูงลิ่วเกินเหตุเหมือนที่อ้าง สาเหตุที่แท้จริงของค่าไฟแพงมาจากค่าความพร้อมจ่ายในการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง

ตัวอย่างเช่นตอนนี้เราผลิตไฟฟ้าเกินอยู่ราว 1 หมื่นเมกะวัตต์ ไอ้การเกินเหล่านี้เป็นต้นทุน คือเราทำสัญญาไว้แล้ว ใช้ไม่ถึงคุณก็ต้องจ่าย เขาเรียกค่าความพร้อมจ่าย ปีที่ผ่านมา ค่าความพร้อมจ่ายมีมูลค่าสูงถึง 9 หมื่นล้านบาท แล้วใครจ่ายล่ะ ประชาชนทุกคนไง นี่แหละคือต้นทุนที่ทำให้ค่าไฟแพง ทุกวันนี้เรามีกำลังไฟฟ้าสำรองสูงถึง 40% ตามมาตรฐานโลกคือให้มีกำลังสำรอง 15% เท่านั้น แต่คุณไม่พูดตรงนี้ เอาแต่พูดว่าถ้าใช้พลังงานหมุนเวียน ค่าไฟก็จะแพงขึ้น ประชาชนรับได้หรือเปล่า แล้วจริงๆ พลังงานหมุนเวียน มันไม่แพงอย่างที่เขาบอกแน่นอน ลองไปดูข้อมูลจากองค์การพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ  (IRENA) ปรากฎว่าตอนนี้ ต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ถูกลงโดยหลายประเทศใช้วิธีการประมูลว่าจะผลิตไฟฟ้าจากอะไร ซึ่งที่ชิลีโซล่าเซลล์เอาชนะถ่านหินได้แล้ว เพราะต้นทุนถูกกว่า ขณะที่ซีอีโอบริษัทผลิตกระแสไฟฟ้าในอเมริกา เคยบอกไว้ว่า ถ่านหินจบแล้ว นี่เราไม่ได้พูดเรื่องมลพิษนะ แต่พูดเรื่องต้นทุน มันจบแล้วเพราะมันแพงกว่าโซล่าเซลล์

*************************

โพสต์ทูเดย์ถามคำถามสุดท้ายกับ ประสิทธิชัย ว่า “ไม่ว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ไหนในประเทศไทยก็ไม่เอาใช่หรือไม่?” เขาตอบหนักแน่นและชัดเจน “ใช่ ไม่เอา”

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fnewsclearvdo%2Fvideos%2F258763527897465%2F&show_text=0&width=560

 

“ถ่านหินไม่จำเป็น ไฟฟ้าใต้เพียงพอ” เดชรัตน์ สุขกำเนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/482784

"ถ่านหินไม่จำเป็น ไฟฟ้าใต้เพียงพอ" เดชรัตน์ สุขกำเนิด

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ท้องทะเลที่ขึ้นชื่อว่าสวยงาม และติดอันดับความสวย 1 ใน 10 ของโลก จ.กระบี่ เป็นเจ้าของท้องทะเลแห่งนั้น

แต่ในชั่วยามนี้ อนาคตของกระบี่กำลังถูกสั่นคลอน เมื่อรัฐบาลระบุถึงความจำเป็นจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินให้ได้ เพื่อรองรับแผนการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ที่อ้างว่าจะต้องพุ่งทะยานขึ้นอย่างมาก

แม้ชาวบ้านในท้องที่จะผนึกกำลังต้านเพราะหวั่นเกรงเรื่องปัญหามลพิษ และแน่นอนว่าจะกระทบการท่องเที่ยว เมื่อมองถึงความคุ้มค่าทั้งด้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ จ.กระบี่ คนที่ให้คำตอบที่ชัดเจน อย่าง เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ มองในทุกมิติเกี่ยวกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างน่าสนใจ

เดชรัตน์ ฉายภาพว่า รัฐบาลคงไม่คิดมาก่อนว่า จะเกิดกระแสต่อต้านมากขนาดนี้ สังเกตได้จากผู้ชุมนุมปักหลักเรียกร้องหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นครั้งแรกและเป็นการท้าทายอำนาจของคสช.ครั้งใหญ่ ทำให้รัฐบาลต้องคิดหนักและปรับเปลี่ยนท่าทีเกี่ยวกับโครงการ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะต้องการสิ่งใดกันแน่ เพราะต่างคนต่างพูดไม่ตรงกัน ผู้แทนประชาชนพูดว่า กระบวนการ EIA และ EHIA เดิมนั้นจะต้องถอนออกไป และไปเริ่มต้นกระบวนการใหม่ ขณะที่ภาครัฐจะใช้คำว่าทบทวน โดยเพิ่มเติมประเด็นเข้าไป ซึ่งเป็นสิ่งที่อึมครึมมาโดยตลอด

เดชรัตน์ เสริมเรื่องความสับสนของรัฐบาลว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาแถลงต่อสาธารณะหลังประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีความชัดเจนอีก และยังสับสนเหมือนเดิม แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็มีความชัดเจนอยู่อย่างหนึ่ง คือเป็นแผน เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการให้เกิดความสับสน รัฐบาลตั้งใจที่จะไม่พูดคำว่าถอน EIA ออกมา เพราะนั่นหมายถึงการตั้งต้นใหม่ ดังนั้น ทิศทางที่เป็นไปได้คือจะไม่ใช่การเซตซีโร่อย่างที่หลายคนเข้าใจ

“คงเป็นการเติม หรือทบทวนในประเด็นต่างๆ แต่จะเติมประเด็นใด หรือมากขนาดไหน ก็ต้องตีความสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดเอาไว้ คือ ต้องมีคณะกรรมการเข้ามาทำงาน 3 ฝ่าย เพื่อพิจารณาในประเด็นต่างๆ หรือที่เรียกว่าไตรภาคี ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้คณะกรรมการไตรภาคีชุดเดิมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ทิ้งท้ายเอาไว้แค่ว่า หากรายงาน EIA ไม่ผ่าน โรงไฟฟ้าก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว และพล.อ.ประยุทธ์ ก็ยืนยันว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินมีความจำเป็นสำหรับการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้”

เดชรัตน์ สรุปว่า รัฐบาลยังคงสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ เพียงแต่ให้ไปปรับรายงาน EIA และ EHIA ให้สมบูรณ์และมีความรอบคอบมากยิ่งขึ้น และค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า รัฐบาลไม่ได้ทำใหม่ทั้งหมด น่าจะเป็นการเพิ่มประเด็นและทบทวนมากกว่า แต่ยังไม่ชัดเจนว่าใครจะเข้ามามีส่วนร่วมได้บ้าง

กระนั้น เดชรัตน์ ยอมรับว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมการทำงานไตรภาคี ในช่วงแรกก็เริ่มต้นและดำเนินการด้วยดีมาโดยตลอด กระทั่งเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ได้สั่งการให้ยุติการทำงานทุกอย่างลง โดยที่ยังไม่มีมติใดๆ และยังไม่มีผลของการทำงาน จากนั้นก็ทราบว่ามีการเขียนสรุปผลการทำงานส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งคณะทำงานทั้งหมดไม่ทราบได้ว่าเขียนอะไรลงไปบ้างในสรุปรายงานนั้น

“ผมยืนยันกับ พล.อ.สกนธ์ ไปแล้วว่า สิ่งที่ท่านได้ยื่นให้กับนายกฯ นั้น ถือว่าไม่ใช่มติของคณะทำงานไตรภาคี ส่วนท่านจะไปสรุปอย่างไรก็สุดแท้แต่ และเป็นความคิดเห็นของท่านเพียงคนเดียว”

พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ เพียงพอ ไม่ต้องเพิ่ม

เดชรัตน์ กล่าวอีกว่า ความต้องการพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย และกำลังการผลิตของการไฟฟ้านั้น ภาพรวมของการใช้ไฟฟ้า และกำลังผลิตสำรองที่เรามีมากถึง 31% เกินจากกำหนดเอาไว้ที่ 15% โดยทั้งประเทศใช้กำลังไฟฟ้ารวมประมาณ 2.9 หมื่นเมกะวัตต์ และเรามีกำลังผลิตอยู่ที่ 4 หมื่นเมกะวัตต์ ซึ่งมันมากเกินคำว่าเพียงพอไปแล้ว

“แต่รัฐบาลพยายามพูดถึงภาคใต้ว่าไฟไม่พอใช้ แต่จริงๆ แล้ว ในภาวะปกติภาคใต้จะใช้ไฟฟ้ารวมแล้วประมาณ 1,800 เมกะวัตต์ ขณะที่ช่วงที่คนมีความต้องการไฟฟ้าสูงก็จะพุ่งไปที่ 2,500 เมกะวัตต์ และในช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนจัด ซึ่งจะมีช่วงเดียวของปีนั้น อัตราการใช้ไฟฟ้าก็จะพุ่งไปที่ 2,800 เมกะวัตต์ ถือว่าสูงสุดไม่เกินจากนี้อีกแล้ว”

เดชรัตน์ เสริมว่า เมื่อไปมองที่กำลังการผลิตไฟฟ้าจากภาคใต้ พบว่าโรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตหลักสามารถผลิตไฟฟ้าได้อยู่ที่ 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งครอบคลุมอัตราปกติของการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ที่ใช้กันอยู่ 1,800 เมกะวัตต์ แต่หากไม่พอ ก็จะมีกำลังผลิตเสริมที่เข้ามาช่วยอีกประมาณ 500 เมกะวัตต์ และนอกจากนี้ ยังมีพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนที่เข้ามาช่วยได้อีก แม้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) มองว่าพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนมันไม่แน่นอน แต่จริงๆ แล้วมันวางแผนได้ สั่งการให้ผลิตล่วงหน้าได้ เพราะพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนมาจากพลังงานของก๊าซชีวมวล หรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมันสามารถกักเก็บไว้ได้ และมีกำลังผลิตเพิ่มให้ได้อีก 400 เมกะวัตต์

“รวมถึงยังมีสายส่งจากภาคกลางที่จะเข้ามาช่วยเสริมอีกหากไฟขาดรวม 700 เมกะวัตต์ และท้ายสุดหากยังไม่พออีก ก็จะมีสายส่งจากประเทศมาเลเซียที่ส่งกระแสไฟฟ้าเข้ามาช่วยเพิ่มเติมอีก 300 เมกะวัตต์ รวมแล้วภาคใต้กำลังผลิตไฟฟ้า และสำรองไฟฟ้าทั้งหมดรวม 4,300 เมกะวัตต์ มากกว่าอัตราการใช้สูงสุดที่ 2,800 เมกะวัตต์ ดังนั้น ผมคิดว่ายังไงก็พอ” เดชรัตน์ ให้ความเห็น

แต่สิ่งที่รัฐบาลอยากจะทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นให้ได้นั้น ก็น่าจะมาจากความกังวลว่าสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.เริ่มลดน้อยลง และคิดว่าถ้ามีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และสามารถสั่งการได้ ก็จะมีความมั่นคงด้านพลังงานมากกว่าเดิม ดังนั้น จึงนำไปสู่แนวคิดโครงการสร้างโรงไฟฟ้าทั้งที่ จ.กระบี่ และที่ สงขลาด้วย

พลังงานหมุนเวียน ทางออกที่น่าจะดีที่สุด

เดชรัตน์ มองว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินมีข้อเสียอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งถ่านหินเป็นปัญหาอันดับหนึ่งและเป็นเชื้อเพลิงที่สกปรกที่สุด ดังนั้น หากหลีกเลี่ยงถ่านหินได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี

ประกอบกับภาคใต้ มีแหล่งพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นมามาก โดยเฉพาะจากเชื้อเพลิงชีวมวล และก๊าซชีวภาพ ศักยภาพของภาคใต้ที่มีทรัพยากรที่สามารถทดแทนถ่านหิน ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เดชรัตน์ บอกอีกว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้จะเพิ่มขึ้นปีละราว 100 เมกะวัตต์เท่านั้น แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เราจะสร้างคือรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ามากถึง 800-2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งมันเป็นสัดส่วนที่แตกต่างกันกับความต้องการไฟฟ้า

“พลังงานหมุนเวียนเป็นทรัพยากรเพียงพอที่จะผลิตไฟฟ้ารองรับกับความต้องการจริงๆ ของคนภาคใต้ โดยส่งผลกระทบน้อยกว่าถ่านหินอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการคำนวณแล้วก็พบว่า หากเราใช้พลังงานจากก๊าซชีวมวล ผลพวงส่วนหนึ่งก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา ซึ่งเป็นผลผลิตที่สามารถนำไปใช้เป็นพลังงานหมุนเวียนได้ และเกษตรกรก็มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อยกิโลกรัมละ 1 บาทจากพลังงาน และตรงนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า”

เดชรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวใน จ.กระบี่ ต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าต้องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และทำทิศทางการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากยิ่งกว่านี้ ทุกวันนี้กระบี่ไม่มีบานาน่าโบ๊ต หรือเจ็ตสกี เพราะเกิดจากการพยายามควบคุมและสร้างยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า กระบี่สีเขียว หรือ Krabi Go Green จะเน้นคุณภาพเป็นนักท่องเที่ยวที่สนใจสิ่งแวดล้อมเข้ามามากยิ่งขึ้น และผู้ประกอบการเองก็เห็นด้วยโดยเริ่มลงมืออนุรักษ์กัน ทั้งโครงการ Zero Carbon Resort ที่เจ้าของรีสอร์ทกว่า 10 รายเข้ามาร่วมโครงการที่จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจก โดยวางแผนที่จะลดการใช้พลังงานของตนเองลง

 

“กมลวิศว์” ชู อตก. ผู้นำด้านตลาดอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/482292

"กมลวิศว์" ชู อตก. ผู้นำด้านตลาดอาเซียน

โดย…สิทธินี ห่วงนาค

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีภารกิจสำคัญช่วยเกษตรกรด้านการตลาดสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกร ทั้งการจัดหาและจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ราคาเป็นธรรมและตรงตามเวลาที่ต้องการให้แก่เกษตรกร

แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมายังประสบกับปัญหาขาดทุนสะสมมาต่อเนื่อง จึงถือเป็นเป้าหมายท้าทายของ “กมลวิศว์  แก้วแฝก” ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. ที่ต้องพลิกฟื้นองค์กรนี้ให้กลับมามีศักยภาพที่ดีขึ้น เพื่อเป็นกลไกสำคัญทางด้านการตลาดให้กับเกษตรกร

กมลวิศว์ กล่าวว่า เป้าหมายที่เข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ เพราะเห็นว่าที่นี่ขาดทุนมาต่อเนื่อง 100 ล้านบาท ประกอบกับเป็นตลาดที่ตอบสนองและเป็นช่องทางช่วยเกษตรกรขายสินค้าได้จริง ซึ่งต้องมีการปฏิรูปการบริหาร เพราะหากปล่อยไป อ.ต.ก.มีแต่จะแย่ลง ดังนั้นจึงเสนอคณะกรรมการ อ.ต.ก. (บอร์ด อ.ต.ก.) เพื่อขอปรับรูปแบบการบริหารจากเดิมการทำงานให้ความสำคัญกับนโยบายรัฐ 70% ด้านธุรกิจ 30% มาเป็นนโยบายรัฐ 40% และด้านธุรกิจ 60% เพื่อให้ อ.ต.ก.สามารถสร้างรายได้ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าการทำงานตามนโยบายรัฐที่ อ.ต.ก.รับผิดชอบมีเพียงโครงการรับจำนำข้าว ที่ต้องดูแลสต๊อกข้าว 2 ล้านตันเท่านั้น

ทั้งนี้ อ.ต.ก.ในยุค “กมลวิศว์” มั่นใจว่าภายหลังปรับแผนการทำธุรกิจ ในอนาคตตั้งเป้าหมายจะผลักดันให้ อ.ต.ก.เป็นผู้นำด้านตลาดในอาเซียนภายในปี 2560 โดยปัจจัยสนับสนุนเป้าหมายคือ 1.การเปิดพื้นที่ตลาด อ.ต.ก. เพื่อเกษตรกรมากขึ้น จากพื้นที่ตลาด อ.ต.ก.  6,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) ได้จัดสรรพื้นที่ 700 ตร.ม. ให้เกษตรกรตัวจริงจากทั่วประเทศที่จะมีการคัดเลือกกันเองมาจำหน่ายสลับหมุนเวียนกัน รวมทั้งยังเตรียมขยายตลาดมินิ อ.ต.ก. เริ่มในจังหวัดใหญ่ เช่น ขอนแก่น สงขลา ตรัง นครราชสีมา ภายในปีนี้กำหนดเปิดให้ได้อีก  20 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรนำสินค้ามาขายเช่นกัน

2.กำหนดเพิ่มพื้นที่ตลาด อ.ต.ก. อีก 1,000 ตร.ม. สำหรับเกษตรอินทรีย์ มีแผนเปิดตัว 30 มี.ค.นี้ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรนำสินค้ามาจำหน่ายได้ในพื้นที่รวม 1,700 ตร.ม. 3.การเปิดตลาดสินค้าออนไลน์เพื่อให้ อ.ต.ก. เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าเกษตรในตลาดออนไลน์ ภายใต้การการันตีคุณภาพของ อ.ต.ก. ที่ผู้บริโภคมีความเชื่อถือว่า สินค้า อ.ต.ก.ดี มีมาตรฐาน

“อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสินค้า อ.ต.ก. บางท่านอาจบอกว่าแพง แต่อยากให้เปิดใจ เช่น ท่านซื้อเงาะที่ตลาด อ.ต.ก. 100 บาท/กก. ท่านทานได้ทุกผล แต่หากซื้อที่อื่น กก.ละ 80 บาทท่านได้ไม่ถึง 60% ต้องซื้อ 2 กก. หรือกิโลครึ่งจึงได้ทาน 100% ฉะนั้นท่านซื้อแพงกว่า นอกจากนั้นสินค้า อ.ต.ก.สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และผู้ค้าทุกรายยินดีเคลมสินค้าให้หากว่าไม่ดีจริงหรือไม่พอใจ” กมลวิศว์ กล่าว

ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กล่าวว่า ตลาดสินค้าออนไลน์จะเป็นช่องทางที่สำคัญของสินค้าเกษตรของไทยอีกรูปแบบหนึ่ง ช่วยในการเปิดตลาดชักชวนผู้สนใจสินค้าการเกษตรของไทยจากทุกประเทศสามารถเข้ามาติดต่อได้ ซึ่งจะทำรายการแนะนำสินค้าทั้งภาษาอังกฤษ จีน และอีกหลายๆ ภาษาเพื่อรองรับลูกค้าได้ทุกมุมโลก กรณีผู้สั่งอยู่ในเขต กทม.และปริมณฑลจะใช้เวลาส่งสินค้าภายใน 3 ชั่วโมง และกรณีเป็นภูมิภาคจะให้มินิ อ.ต.ก.ที่กระจายในหลายจังหวัดเป็นผู้จัดส่ง ส่วนกรณีการสั่งสินค้าจากต่างประเทศก็อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำระบบอยู่

อย่างไรก็ตาม ด้วยประสบการณ์ที่ทำงานอยู่กับ อ.ต.ก.เมื่อครั้งทำหน้าที่เป็นกรรมการบริหาร ทำให้ “กมลวิศว์” มองเป็นปัญหาต่างๆ อย่างเข้าใจ และเมื่อเข้ามาสวมหมวกคุมโดยตรง ทำให้มีเป้าหมายที่ท้าทาย โดยย้ำไว้ว่าหลังครบวาระ 4 ปี สิ่งที่อยากเห็น อ.ต.ก.เป็น คือสามารถเป็นองค์กรที่สามารถพึ่งตนเองได้ ทำธุรกิจเลี้ยงตัวเองได้ และสามารถเป็นตลาดเพื่อเกษตรกรได้จริงๆ

ชี้แจงข้อกล่าวหาตลาดเพื่อคนรวย

การเข้ามาทำ หน้าที่ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. ของ “กมลวิศว์” นอกจากการบริหารจัดการให้องค์กรหลุดจากปัญหาหนี้สะสมแล้ว ยังขอเคลียร์ข้อกล่าวหาที่สังคมมองว่าเป็นตลาดเพื่อคนรวย ไม่ใช่เพื่อเกษตรกรนั้น กมลวิศว์ กล่าวว่า ผู้อำนวยการ อ.ต.ก.ก่อนหน้านี้เป็นยังไงไม่ทราบ แต่หลังจากการเป็นอดีตกรรมการบริหาร อ.ต.ก.มา 2 สมัย ก็เอาปัญหามาแก้ไข โดยปัจจุบัน อ.ต.ก.มีพื้นที่ ตลาดประมาณ 6,000 ตร.ม. โดยจัดสรรให้เกษตรกรมาขายในส่วนของตลาดเกษตร และตลาดเกษตรอินทรีย์ 1,700 ตร.ม. ทั้งหมดฟรี ไม่ได้เก็บค่าเช่า ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมกับพื้นที่ตลาด เพราะ อ.ต.ก.ยังต้องหารายได้เลี้ยงองค์กร

และเมื่อหลายเดือนก่อน มีลุงคนหนึ่งมาขายฟักทองจากสวนราคากก.ละ 2 บาท อยู่หน้าฟุตปาท ได้ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเรียกมาคุย และ อ.ต.ก.ก็อนุญาตให้ขายได้ในพื้นที่ตลาดที่กันไว้ให้ ปรากฏว่าสามารถขายได้ถึง กก.ละ 25 บาทจนขายได้หมดสวนและคุ้มกับที่ลงทุนตลาดสดมาเฟียคุม นอกจากนี้ ข้อครหาที่มองว่าเป็นตลาดสดมาเฟียคุมนั้น กมลวิศว์ย้ำว่าที่นี่ไม่มีมาเฟีย ยืนยัน ใครเจอให้มาบอกเลยว่ามีมาเฟียที่ตลาด อ.ต.ก.เพราะหลังจากที่  พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประกาศเรื่องจะล้างมาเฟีย อ.ต.ก.ก็รับนโยบายนี้มาปฏิบัติอย่างจริงจัง ขณะที่อัตราค่าเช่าแผงในตลาด อ.ต.ก.นั้นก็ไม่ได้แพงปัจจุบันในตลาดทั้งหมดมี 600 แผงค่าเช่าเริ่มต้นที่ 120-380 บาท/แผงเป็นการปรับตามราคาที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย ทุกวันนี้เงื่อนไขของการเช่าแผงคือ ผู้เช่าเป็นคนขายเอง ห้ามเซ้ง ห้ามให้เช่าช่วง จะต่อสัญญาทุก 3 ปี หากพบว่าผู้เช่ารายใดทำ ผิดเงื่อนไขจะยกเลิกสัญญาทันที

“ผลจากการไม่มีการเซ้งแผงผมว่าทำให้ไม่มีเรื่องมาเฟีย ที่ยังพอเห็นอยู่บ้างคือเรื่องการปล่อยเงินกู้เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคลแต่พอเดินไปถามใคร ก็ไม่มีใครยอมบอกว่าใครปล่อยกู้”กมลวิศว์ กล่าว