“นักท่องเที่ยวจีนไม่ผิด มึงต่างหากที่ไม่พร้อม” เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2559 เวลา 20:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/423753

"นักท่องเที่ยวจีนไม่ผิด มึงต่างหากที่ไม่พร้อม" เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล /ภาพ…ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ต้นปี 2558 ชื่อของอาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2554 ปรากฎเป็นข่าวดังระเบิดระเบ้อไปทั่วทั้งเมืองอีกครั้ง

หลังจากวัดร่องขุ่น อ.เมือง จ.เชียงราย ที่เขาทุ่มเททั้งชีวิตสร้างขึ้นมากับมือ ด้วยการเนรมิตผืนดินอันแล้งแห้งให้เป็นวัดสีขาววิจิตรงดงาม จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเมืองไทย ถูกสั่นคลอนจากน้ำมือของนักท่องเที่ยวจีน

พฤติกรรมสุดยี้ตั้งแต่ขับถ่ายไม่เป็นที่เป็นทาง แซงคิว สูบบุหรี่ทิ้งเรี่ยราด เอะอะเสียงดังรบกวนผู้อื่น ยันเหยียบย่ำทำลายข้าวของภายในวัดพังเสียหาย เล่นเอาผู้ชายนิสัยโผงผาง ดุดันอย่างอาจารย์เฉลิมชัยยังต้องยกธงขาวถึงขั้นปิดวัดหนี

ด้วยหัวใจไม่ยอมแพ้ คิด วิเคราะห์ แยกแยะเหตุผล จนนำไปสู่การลุกขึ้นแก้ไขปัญหา ทุ่มเงิน ทุ่มกำลังคน รวมทั้งพยายามเข้าใจและยอมรับนักท่องเที่ยวจีนมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนวิธีคิด มุมมองของตัวเองเสียใหม่

วันนี้ อาจารย์เฉลิมชัยยืนยันว่า “ร่องขุ่นโมเดล” ถือเป็นต้นแบบการรับมือนักท่องเที่ยวจีนที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าภาคภูมิใจ

วัดร่องขุ่นประสบปัญหานักท่องเที่ยวจีนตั้งแต่เมื่อไหร่

ปัญหานักท่องเที่ยวจีนไม่ได้เพิ่งเกิด วัดร่องขุ่นโดนขี้ถล่มมาตั้งนานแล้ว

สมัยช่วงแรกๆมากันวันละ 200-300 คน เริ่มเจอเหตุการณ์ขี้ไม่ล้าง เจ้าหน้าที่เปิดห้องน้ำดู ไอ้หยา ขี้ไม่ราด เรียกมันมาดูมันก็ไม่สน ไม่เอาอะไรทั้งนั้น โอเค ไม่เป็นไร มึงขี้ก็ขี้ไป เราก็ล้างไป แต่ทีนี้พอนักท่องเที่ยวมันมาเยอะขึ้นๆ มาเป็นพันๆคน เจ้าหน้าที่วัดต้องล้างขี้ให้คนจีนทุกวัน บางคนขี้เสร็จแทนที่จะราดน้ำให้สะอาด เสือกเอากระดาษทิชชู่มาแปะๆกองๆไว้ บางคนแทนที่จะขี้ลงในโถส้วม เสือกขี้ข้างนอก บางคนแย่กว่านั้นแม่งขี้ลงอ่างน้ำ บางคนลูกขี้เสร็จก็พามาล้างตูดในอ่างล้างหน้า ผู้หญิงบางคนเป็นประจำเดือนแม่งถอดผ้าอนามัยแปะไว้กับข้างฝา … โอ้ แม่เจ้า (ตะโกนเสียงดังมาก)

วันหนึ่งกำลังบรรยายธรรมะให้ลูกศิษย์ฟังอยู่หน้าหอศิลป์ ตอนนั้นประมาณห้าโมงครึ่ง วัดปิดแล้ว แต่เราเปิดห้องน้ำไว้ 2 ห้องเผื่อนักท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับ จู่ๆมีทัวร์จีนลงมาพรึบเลย วิ่งกรูกันเข้าห้องน้ำ สักพักนึงมีคนมาฟ้อง ‘อาจารย์เฉลิมชัย ทำไมห้องน้ำสกปรกจัง’ ผมวิ่งเข้าไปดู โอ้โห แม่ง ขี้เลอะเต็มไปหมดทุกห้อง กระทั่งโถเยี่ยวยังมีคนไปนั่งขี้ กูจะบ้าตาย

ผมโกรธชิบหาย ไม่ไหวแล้วโว้ย ประกาศปิดวัด ขอเป็นข่าวหน่อยวะ ด่าแม่งออกทีวีจนเป็นเรื่องระดับรัฐบาล ผมเป็นคนแรกที่พูดเรื่องปัญหานักท่องเที่ยวจีน เพราะคนอื่นไม่มีใครกล้า พูดปุ๊บวงแตกปั๊บ รัฐบาลจีนต้องออกมาตรการเตือนนักท่องเที่ยว สถานทูตจีน นายกสมาคมคนจีนในไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หอการค้าจังหวัด ไกด์ทัวร์ ทุกฝ่ายต้องเข้ามาคุยกับผม มันสะเทือนไปหมด

ถึงขั้นจะปิดวัดหนีเลยหรือ

ทีแรกตั้งใจจะปิดวัดสัก 3 วัน ห้ามคนจีนเข้า ผมไปยืมคุมหน้าวัดคอยตรวจพาสปอร์ต จีนไต้หวัน จีนมาเลย์ จีนฮ่องกง จีนสิงคโปร์ โอเค ให้เข้าได้ แต่จีนแผ่นดินใหญ่กูไม่ให้เข้า (ตะโกนเสียงดัง) กูรับมึงไม่ได้ เลอะเทอะ ไร้ระเบียบ ไม่เคารพกฎกติกาสักอย่าง

พอจะแอนตี้ ลูกชายผมมันก็บอกว่า พ่อจะมาปิดวัดหนีแบบนี้ไม่ได้นะ คนจีนเขาอุตส่าห์เสียเงินมาชื่นชมงานศิลปะพ่อ พ่อจะไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของเขาแบบนี้ไม่ได้ พ่อต้องคิดให้ดี คนจีนไม่ใช่ว่าไม่ดีทั้งประเทศ พ่อจะเกลียดคนจีนทุกคนไม่ได้ พอลูกเตือน ผมเลยมานั่งคิดว่า เออว่ะ เราด่ามัน ยังไงแม่งก็มากันอยู่ดี แทนที่จะด่ามันไปเรื่อยๆ ทำไมเราไม่ย้อนกลับมาดูความผิดตัวเองว่า เราพร้อมรับนักท่องเที่ยวจีนหรือเปล่า ไอ้ที่เราให้มันเข้ามาเที่ยว เราเตรียมพร้อมรับมือกับมันดีพอรึยัง

อย่างเรื่องขี้ไม่ราด ห้องน้ำที่มีปัญหาคือห้องน้ำที่นั่งยองๆขี้ ซึ่งห้องน้ำในวัดยังมีแบบนั่งยองๆครึ่งนึง เป็นชักโครกอีกครึ่งนึง นี่คือปัญหา ปัญหาต่อมาคือ บุคลากร คนจีนแม่งไม่รู้จักเข้าคิว เอะอะโวยวาย ขนาดพวกเดียวกันมาด้วยกันแม่งยังแย่งแซงคิวกันเลย บุคลากรเราล่ะพร้อมไหมในการที่จะบอกให้มันเข้าคิว หรือคนจีนสูบบุหรี่ เรามีบุคลากรเดินเข้าไปเตือนไหมว่าที่นี่สูบบุหรี่ไม่ได้ หรือคนจีนชอบนุ่งสั้นเข้าไปในโบสถ์ ถึงจะมีผ้านุ่งให้ยืม แต่พอเข้าไปแม่งเสือกถอดผ้ากระโดดโลดเต้น ถามว่าเรามีบุคลากรคอยดูแลไหม มีอยู่หนนึงคนจีนแม่งขึ้นไปนั่งบนอาสนะแล้วทำท่าเทศน์ (หัวเราะ) เอ้า ไอ้เหี้ย ก็มันสวยอ่ะ มันคงคิดว่าขึ้นไปถ่ายรูปได้ ไม่ผิด ถามว่าแล้วเรามีป้ายภาษาจีนรึเปล่า บางคนไม่ดูป้ายหรอก แม่งเดินผิวปากไม่สนใจ แล้วทำไมเราไม่จัดเจ้าหน้าที่คอยอธิบายสักคนล่ะ

สุดท้ายตัดสินใจได้ว่า กูเองที่ไม่พร้อม กูต้องแก้ปัญหา ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในบริเวณวัดกูให้ได้

แล้วแก้ปัญหายังไง

เปลี่ยนใหม่หมดทุกอย่าง รู้ไหมว่าผมเปลี่ยนค่าห้องน้ำ หมดเงินไปเป็นสิบล้าน สร้างห้องน้ำใหม่เป็นแบบชักโครกจนทุกวันนี้ยังสร้างห้องน้ำยังไม่เสร็จเลย ผมแก้ปัญหาคนแต่งตัวโป๊กระโดดโลดเต้นได้ เพราะมีคนที่พูดกับมันรู้เรื่อง ใครทำผิด ถ้าผมอยู่วัด จะเรียกมาอบรมตัวต่อตัวเลย เอาแม่งให้อยู่ เพิ่มบุคลากรพูดภาษาจีนด้วย ททท.ส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาจีนมา 2 คน เราก็เพิ่มเจ้าหน้าที่ล่ามภาษาจีนเข้าไปอีก 2 คน ขอกำลังตำรวจเข้ามาเดินตรวจตราที่วัดอีก 2 คน เราพัฒนาคนกวาดขยะให้พูดภาษาจีนได้ เพื่อเป็นผู้ดูแลเข้าไปตักเตือนมัน

สมมติว่ามีรถบัสมาจอดหน้าวัด 3 คัน คนจีนแม่งวิ่งลงมาเข้าห้องน้ำ  เราก็ส่งทีมไปดูแลมัน ว.หากันเลย ‘มันมาแล้วโว้ย คนจีนแม่งมาแล้ว ไอ้เหี้ย ห้องส้วมมึงระวังโว้ย เตรียมตัวจัดคิว’ (เสียงดัง) มันจะไปยากเหี้ยอะไร ถ้ามันขี้ไม่ล้าง เจ้าหน้าที่ของเราก็คอยย้ำให้มันฟัง ‘ความสะอาด ความสะอาด ความสะอาด’ สอดส่องดูทุกห้องเวลามันออกมา ถ้าเห็นว่าไม่ราดน้ำ ก็ไล่มันกลับเข้าไปราดให้เรียบร้อย นี่คือกระบวนการจัดการที่เราทำขึ้นเพื่อให้มันรู้สึกว่านี่คือความผิดของมึง มึงต้องจัดการนะ หรือเวลาบอกให้เข้าคิว ถ้าเราบอก ‘เข้าคิวๆๆ’ แม่งก็งงสิ เพราะฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าเราพูดเป็นภาษาจีนว่า ‘ไผ่ตุ้ยๆๆ’ โดยมีตำรวจคอยยืนประกบ จัดให้มันเข้าคิว ห้ามแทรก คนจีนแม่งจะรีบเข้าคิวเลย เราต้องวางกฎระเบียบ และบังคับอย่างเด็ดขาด วัดร่องขุ่นใช้วิธีบังคับ และชื่นชม ไกด์คนไหนปฏิบัติตัวเรียบร้อย ถือว่าคุณช่วยเหลือพวกเรา ช่วยเหลือประเทศชาติ 

เรื่องมัคคุเทศน์ เราทั้งขอความร่วมมือ ทั้งเอาผิด ไกด์มีหน้าที่ช่วยอธิบายเกี่ยวกับข้อห้ามของวัดร่องขุ่น อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ชี้แจงกันตั้งแต่บนรถบัส ถ้าไกด์รุ่นใหม่ที่ไม่เคยมาจะไม่รู้กฎระเบียบของวัด เลยไม่ได้เตือนนักท่องเที่ยวของมัน พอเกิดปัญหาขึ้น เราเรียกไกด์มาเลย ‘เฮ้ย ไอ้น้อง กูขอร้องมึง มึงเพิ่้งมาใหม่ มึงเอากฎระเบียบวัดไปพูดบนรถให้เรียบร้อย’ ถ้านักท่องเที่ยวทำผิด ไกด์ก็ต้องเรียกไอ้คนผิดมาด่า เช่น ครั้งหนึ่งเราจับคนจีนสูบบุหรี่ได้ ก็แกล้งมันไม่ให้มันขึ้นรถกลับ ให้เสียเวลาสักครึ่งชั่วโมง เพื่ออบรมมัน ไกด์ก็เซ็ง เพื่อนร่วมทัวร์ก็เซ็ง หิวข้าวก็หิว แต่ไปไม่ได้ เพราะมึงทำผิดกฎ เพื่อนแม่งก็รุมด่าไอ้เหี้ยนี่อีก

หมดงบประมาณเยอะแค่ไหน

คิดดูว่าต้องเสียเงินค่าเงินเดือนพนักงานเพิ่มขึ้นอีกกี่คน ต้องเสียค่าอบรมภาษาจีนให้เจ้าหน้าที่อีกเท่าไหร่ ยกตัวอย่างข่าวนักท่องเที่ยวจีนไปทำปะการังฉิบหาย ถามว่าคนดูแลอุทยานมีกี่คน …3 คน (ตะโกนเสียงดัง) ไอ้เหี้ย แล้วมึงจะดูแลคนเป็นหมื่นได้ไงวะ ภาษาจีนก็พูดไม่ได้สักคำ ถามหน่อยมึงจะไปดูแลเหี้ยอะไรได้ แค่จะต้อนขึ้นจากน้ำก็เป็นไปไม่ได้แล้ว มันเลยเหยียบปะการังฉิบหายวายป่วงหมดไง

แต่วัดร่องขุ่นเราดูแลคนจีน ตั้งแต่เดินเข้ามาจะมีเจ้าหน้าที่คอยพูดอธิบาย 1 คน เลี้ยวเข้าวัดมีเจ้าหน้าที่เก่งภาษาจีนของททท. 2 คน พร้อมเจ้าหน้าที่วัดอีก 3 คนยืนคุมเชิง เดินผ่านประตูมาถึงกลางสะพานเจออีก 1 คน เดินลงสะพานเจอเจ้าหน้าที่ยืนรอหน้าโบสถ์อีก 1 คน เข้าไปในโบสถ์เจออีก 2 คน ลงโบสถ์มาเจออีก 4 คน ห้องน้ำ 3 แห่ง เจอหน้า 2 คน หลัง 2 คน ไหนจะเจ้าหน้าที่กวาดขยะคอยเป็นหูตาให้อีกนับ 10 คน

ทั้งหมดนี้คือกลยุทธ์ที่กูใช้สู้กับมึง หรือ หอศิลป์มีรูปแพงๆมากมาย รู้ไหมมีคนดูแลกี่คน … 12 คน (ตะโกนเสียงดัง) แล้วแบบนี้คนจีนมันจะกล้าจับรูปกูเหรอ คนจีนมันจะกล้าล้ำเส้น กล้าเสียงดัง กล้าใช้โทรศัพท์เหรอ ไม่มี (เสียงสูง) ทุกคนเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ถามว่าถ้าหอศิลป์มีคนดูแล 3 คน คนจีนเข้าไป 300 คน มึงไม่เละเหรอ ฉะนั้นความผิดคือ มึงไม่ปกป้อง ไม่ป้องกัน ไม่เตรียมพร้อมรับมือ ตรงนี้ต้องบริหารจัดการ ไม่ใช่เอาแต่ด่าๆๆ 

ผมไม่สนว่าจะเสียเงินเท่าไหร่ สนแค่ว่าทำยังไงให้วัดร่องขุ่นกับคนจีนไม่มีปัญหากัน การท่องเที่ยวถึงอยู่ได้ ถ้าผมปิดวัดไม่ให้คนจีนเข้า มันจะกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศทันที ถือว่าประเทศไทยไม่ให้เกียรติประเทศเขา นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีมากๆ

สรุปว่าผู้ประกอบการต้องลงทุน ลงแรงเอง

ถูกต้อง จำไว้ว่าเราปฏิเสธคนจีนไม่ได้ เราจะด่ามันไปตลอดไม่ได้ เพราะยังไงมันก็เข้ามา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนตัวเราเอง

ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายเงินเยอะขึ้น หาคนพูดภาษาจีนมา ป้ายภาษาจีนต้องมี วัดร่องขุ่นป้ายภาษาจีนเต็มไปหมด แต่แค่นั้นไม่พอ คนของเราต้องพูดภาษาจีนได้ด้วย คอยดูแลตามร้านค้า ร้านขายของ เราสามารถจัดระเบียบคนจีนได้ ถ้าคุยกับมันรู้เรื่อง อย่างคลิปวีดีโอที่คนจีนแม่งแย่งกันตักกุ้ง ถ้าเป็นที่วัดร่องขุ่น มึงไม่มีทางได้ตักอย่างงั้นหรอก เราจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปคุม เพราะเรารู้จักมัน สันดานของมันชอบแย่งชิง ฉะนั้นเราต้องเข้าไปควบคุม ต้องมีพนักงานที่พูดภาษาจีนได้ไปบอกให้เข้าคิว บอกว่าอย่าตักแบบนี้ ถ้าตักแล้วกินไม่หมด มึงจะถูกปรับ ต้องอธิบายให้มันฟัง แล้วมันจะเชื่อ ไม่ใช่ไม่เชื่อ มันไม่ใช่คนป่าเถื่อน

ถามว่าจังหวัดเชียงราย ถ้าเฉลิมชัยแม่งด่าคนจีนจนไม่มีใครกล้ามาเที่ยว วัดร่องขุ่นไม่ได้เดือดร้อนนะ แต่โรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยวของพี่น้องชาวเชียงรายจะเดือดร้อน คนจีนมาวัดร่องขุ่น 5,000 คน แต่คนจีนที่แม่งมาสร้างปัญหาอย่างเก่งมีถึง 10 คนรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่มึงจะไปด่าเขาทั้งประเทศไม่ได้ บางคนบอกคนจีนมาเที่ยวเอง เราไม่ได้แดกเงินมัน ไม่จริง (เสียงสูง) ยังไงมันก็ซื้อของ ซื้อนู่นซื้อนี่ ร้านรวงในเชียงรายก็อยู่ได้ มีกิน ดังนั้นเราจะไปปฏิเสธได้ไง

เราก็เพิ่มคนให้มากขึ้น ยอมสูญเสียเงินมากขึ้นในการให้บริการมัน ดูแลมัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย สุดท้ายถ้าเราสำเร็จก็สบาย เราต้องเข้าใจนิสัยสันดานมัน เมื่อเราเข้าใจมัน เราจะมีวิธีการปราบมันได้ เพื่อให้มันอยู่ในกฎระเบียบของเรา นั่นคือ การชี้นำ ชี้แนะ อธิบาย เช่น ให้ไกด์มันอธิบายมาตั้งแต่บนรถ ลงมาเรายังมีคนอธิบายอีก ถ้ามันทำผิด เราก็ด่ามัน ด่าไกด์ ย้ำแม่งทุกวัน ความผิดมันก็น้อยลง

สถานที่ใดไม่สามารถจะเพิ่มเงินตัวเองในการจัดคน หรือสอนให้ภาษาจีนแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อต้อนรับเขาได้ ก็ปิดซะ สถานที่ไหนคิดว่าบริการคนจีนได้ จัดการเขาได้ มันก็ได้เงิน ถ้ามึงจัดการเขาได้ นั่นคือประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจมึงด้วย การลงทุนเช่นนั้นมันยิ่งกว่าคุ้มค่า ข้างวัดร่องขุ่นมีร้านอาหาร เดี๋ยวนี้ทัวร์จีนลงแล้วกินร้านอาหารเหล่านั้น เพราะอะไร ก็เพราะร้านมันบริการคนจีนได้ ร้านมันมีแผนรับมือจัดการกับคนจีน เดี๋ยวนี้แม่งรวยไปเลย แต่ถ้าร้านไหนเกลียดเขา ด่าเขา เขาก็ไม่ไปกิน ถ้ามึงปรารถนาจะดูแลเขา มึงต้องเปลี่ยนตัวเอง แล้วมึงจะได้เงินเขา

ทั้งหมดนี้นำไปสู่การที่วัดร่องขุ่นจะเริ่มเก็บค่าเข้านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในเดือนตุลาคมนี้

เก็บทำไม

ผมประกาศล่วงหน้าไปเป็นปีแล้วว่า กูจำเป็นต้องเอาเงิน 50-60 บาทของมึงมาจ่ายค่าแรงงานของกู ทุกวันนี้ผมต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน 125 คน ไหนจะค่าซ่อมแซมก่อสร้างข้าวของที่นักท่องเที่ยวจีนทำพัง รู้ไหม วัดเราลวดลายหักเป็นประจำ แม่งเหยียบลายพังชิบหาย ห้ามจับแม่งก็จับ ห้ามพิงแม่งก็พิง ค่าใช้จ่ายในการดูแลวัดร่องขุ่นเดือนละ 4 ล้านกว่าบาท กูก็ต้องเก็บเงินเพื่อมาดูแลมึงนี่แหละ (หัวเราะ)

หลังจากเก็บเงิน การท่องเที่ยวจะดีขึ้นกว่านี้อีกมาก ผมจะแจกหนังสือภาษาจีนให้นักท่องเที่ยวคนละหนึ่งเล่ม เป็นข้อมูลรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับวัดร่องขุ่น เสียเงิน 50 บาท มึงจะได้หนังสือกูไป หนังสือเล่มนี้จะกระจายออกไปยังประเทศจีนนับแสนๆเล่ม

ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวที่มาวัดร่องขุ่นแบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม

คนจีนแม่งปาเข้าไป 70 % แล้ว ที่เหลือคือฝรั่งกับคนไทย

ถ้ามาวัดร่องขุ่นตอนเช้าจะเจอฝรั่งเยอะสุด ฝรั่งมันชอบมาเช้าๆเพื่อดื่มด่ำความงาม ความสงบ ตั้งแต่ก่อนแปดโมงประตูเปิดจะมีฝรั่งมารอเข้าเต็มไปหมด หลังจากนั้นพอสิบโมงคนจีนจะมา เที่ยงๆก็หายไป คนไทยก็จะมาหยอมๆแหยมๆ พอสักบ่ายสามคนจีนมาอีกแล้ว แม่งมากันมืดฟ้ามัวดินเลยทีนี้

ส่วนใหญ่ต้องการมาถ่ายรูปกับ ‘ไป่แม่ว’ แปลเป็นไทยว่า ‘วัดขาว’ วัดร่องขุ่นดังมากนะ เป็นสถานที่ที่คนจีนอยากจะมา เป็นความฝันของคนจีนเลยว่าต้องมาเยือนไป่แม่วให้ได้ ไม่ใช่เรื่องความศักดิ์สิทธิ์อะไรหรอก แต่เขาปรารถนาที่จะมายืนอยู่หน้าไป่แม่ว ถ่ายรูปแล้วกลับบ้าน ดังนั้นมันจะถ่ายเยอะโคตรๆเลย ถ่ายจนน่าเบื่อมาก ทุกวันปิดวัดทีจะเห็นว่าเวลาเราไล่คนจีนนี่นะ อืมหืม (ทำหน้าบิดเบี้ยว มือกุมหน้าผาก) เหนื่อยชิบหาย! (ตะโกนเสียงดังมาก) แม่งโคตรดื้อ พูดยังไงก็ไม่ฟัง ตำรวจมาพูดก็ไม่ฟัง ไกด์พูดก็ไม่ฟัง เราก็ทนเอาเว้ย ปล่อยมัน ค่อยๆต้อนจนกว่าจะหมด

ทัวร์จีนที่นั่งรถบัสกันมาเป็นหมู่คณะกับพวกที่ขับรถมาเอง ต่างกันไหม

แตกต่างมาก คืออย่างนี้ ไอ้พวกที่ขับรถมามันก็ไม่ได้รวยอะไรมากนักหรอก คนชั้นกลาง พวกนี้ไม่มีปัญหา ภาษาอังกฤษใช้ได้ ส่วนใหญ่มาจากเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ซีอาน ที่ที่รวยๆ แต่พวกทัวร์จนๆมันมาทีนึงเป็น 3-4 คันรถ ไอ้ที่เขาเรียกทัวร์ศูนย์เหรียญนั่นแหละ พวกนี้ส่วนมากมาจากจังหวัดชนบท บ้านนอกของจีนน่ะ

นอกจากนี้ยังมีอีกทัวร์นึงคือ พวกที่มาเที่ยวเชียงใหม่ แต่อยากแวะไป่แม่ว แล้วแม่งชอร์ตคัทตรงนั้น ซื้อทัวร์จากเชียงใหม่มา 10 คนมั่ง 5 คนมั่ง ตรงนี้คือปัญหาเพราะมันคือทัวร์ผี ไม่มีไกด์ ไม่ได้ผ่านการอบรมบนรถ เพราะต่อให้เป็นทัวร์จน ถ้ามีไกด์นำมาก็จะเรียบร้อย คนจีนเราต้องมองให้ออกว่า จีนมาเลย์ จีนสิงคโปร์ จีนฮ่องกง หรือจีนไต้หวัน พวกนี้ไม่มีปัญหา ปัญหาคือจีนแผ่นดินใหญ่

ช่วงหลังๆเจ้าหน้าที่ของเราเริ่มแยกออกได้แล้วว่า ‘เฮ้ย นี่คือทัวร์จน เตรียมตัว ลุย ไปดูมันหน่อยโว้ย’ (หัวเราะเสียงดัง)

ดูยังไง

ดูสถานะมัน ดูการแต่งตัว ดูสิ่งที่มันโวยวาย วู้ๆๆๆๆ แย่งกันถ่ายรูป แย่งกันปัดกล้อง เข้าห้องน้ำแม่งก็ชิงตัดหน้ากันเอง วู้ๆๆๆๆ แต่ไม่มีมาทุุกวันหรอก นานๆจะเจอที

มองว่าพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของคนจีนมาจากสาเหตุอะไร

คนจีนมักง่าย แต่ไม่ใช่จีนทั้งหมดนะ เป็นแค่จีนที่ด้อยการศึกษา จีนบ้านนอก มันดื้อ เสียงดัง แย่งชิง ไม่ให้เกียรติผู้อื่น ขนาดพวกเดียวกันเองยังตีกันแทบตายห่า มาถ่ายรูปไป่แม่ว โอ้โห แม่งทั้งกอดคอ เกี่ยวคอ สารพัด (หัวเราะ)

เวลาคนจีนมา เรานึกว่าแม่งเหมือนกันหมด นั่นคือคิดเอาเอง เพราะเรายังไม่ศึกษามันก็เลยด่าแม่มัน พอหลังๆมานั่งดูนั่งวิเคราะห์ เออ คนจีนที่เรียบร้อย มีการศึกษา มีมารยาทก็มีเยอะแยะมากมาย แล้วอีกอย่างคนจีนแม่งก็ด่าคนจีนด้วยกันนะ  เช่น เด็กนั่งเยี่ยวหน้าวัด คนจีนฝูงใหญ่รุมชี้หน้าด่าพ่อแม่มันใหญ่ ไม่ได้ตบมือชอบใจหรอก

หรือออฟฟิศวัดร่องขุ่นเพิ่งสร้างใหม่ มีนักท่องเที่ยวจีนแม่งอุ้มลูกมาหันรีหันขวาง สักพักแม่งเปิดประตูเข้าไปนั่งขี้อยู่ในออฟฟิศ (หัวเราะ) ขี้เสร็จแม่งหาถุงก๊อบแก๊บมาเก็บไปทิ้งลงถังขยะ ดูมันสิ ไอ้เหี้ย ห้องส้วมเลยไปอีกแค่หน่อยเดียว 20 เมตร แต่ยังเสือกมาขี้ในออฟฟิศกู ถามว่าเรื่องแบบนี้จะได้เห็นทุกวันไหม ไม่ มันอาจเกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิตก็ได้ แล้วเราจะไปโทษคนจีนเขาทั้งหมดได้ไง ไปด่าเขาทั้งหมดได้ไง มึงเข้าใจไหมมันเป็นบุคลิกภาพส่วนบุคคล มันเป็นความเหี้ยส่วนบุคคล (หัวเราะ) จะไปเหมาว่าเหี้ยทั้งประเทศจีนไม่ได้

ไม่ใช่คนจีนอย่างเดียวหรอก คนไทยเราก็มี เวลาไปญี่ปุ่น คนไทยแม่งเหี้ยสุดๆ คนญี่ปุ่นเดือดร้อนกันมาก เพราะมันไม่รู้เรื่องห่าอะไรสักอย่าง เข้าไปเด็ดดอกไม้ ถ่ายรูป พิงตรงนู้น จับตรงนี้ เหมือนคนจีนมาวัดร่องขุ่นเป๊ะ คนไทยไปญี่ปุ่นก็ทำเหมือนกันแหละ ทั้งคนไทยที่มีการศึกษาน้อย หรือคนไทยที่มีการศึกษาแต่นิสัยยังเหี้ยอยู่ มันเป็นธรรมชาติของคน เทียบกับฝรั่งไม่ได้เลย ฝรั่งไปไหนไม่ค่อยมีปัญหา เพราะมันเข้าใจว่าการเดินทางไปที่อื่นต้องศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมของบ้านเขา อะไรที่เป็นกฎระเบียบ ข้อห้าม แต่คนจีนเหมือนคนไทยคือ ไปเที่ยวไหนก็ไม่เรียนรู้ห่าอะไรเลย

นักท่องเที่ยวกลัวอาจารย์ไหม

กลัวสิ ทำไมจะไม่กลัว (หัวเราะ) ทั้งด่า ทั้งเดินจี้ วิธีการจัดการที่ดีที่สุดคือ ต้องมีความเด็ดขาด ดุดัน แต่ขณะเดียวกันนั้นก็ต้องมีความปรานีในความดุดันด้วย ดุดันเพื่อให้ไกด์มันระวัง ไกด์ผิดผมเดินเข้าไปด่าเลย ออกไมโครโฟนด่าประจานให้แม่งได้ยินกันทั้งวัด มึงจะเกลียดกูก็เรื่องของมึง แต่นั่นคือวิธีการที่กูขอร้องมึงแล้วให้มึงช่วยกู ช่วยประเทศชาติมึง ถ้ามึงไม่ช่วย มึงสร้างปัญหาให้กู ก็อย่ามาวัดกูดีกว่า

แรกๆไกด์ก็ไม่ชอบผมหรอก เกลียดผมจะตาย แต่มันต้องหากินไง ในเมื่อมึงจะมา มึงต้องทำตามที่กูบอก ไม่งั้นมึงโดนด่า มึงผิดอีก กูก็ด่ามึงอีก ไกด์ดีก็ชม ผมออกอากาศชมเลย ไกด์ทัวร์จีนทุกคนถ้าเข้ามาในวัดร่องขุ่นแล้วลูกทัวร์ทำผิด มึงต้องรับผิดชอบ พอจับคนกระทำผิดได้ ผมจะประกาศหาไกด์ ไม่ยอมให้แม่งขึ้นรถ จะมีคนจีนของผมเข้าไปพูดกับมัน อบรมมัน อบรมไกด์ด้วย แล้วอบรมต่อหน้าลูกทัวร์ทั้งหมดเลยนะ นี่คือสิ่งที่ผมต้องทำเพื่อให้มันหวาดกลัว ความหวาดกลัวทำให้มันระมัดระวังเวลามาวัดร่องขุ่น

งั้นแสดงว่า ถ้าไกด์อธิบายตั้งแต่ก่อนเข้าวัดก็จะช่วยได้เยอะ

จบเกม ไม่ต้องทำเหี้ยอะไรแล้ว สบาย ปัญหาทุกอย่างขึ้นอยู่กับไกด์คนเดียว ถ้าไกด์ควบคุมลูกทัวร์ได้ก็จบ ไอ้ภาพที่คนจีนแม่งแย่งตักกุ้งแบบนั้น เพราะไกด์มันไม่ได้เรื่อง โรงแรมแม่งก็ใช้ไม่ได้ เมื่อรู้ว่าคนจีนแม่งมั่ว ทำไมมึงไม่จัดคนมาดูแล ทำไมมึงไม่เรียนภาษาจีน เอาคนจีนมาสู้กับคนจีนสิ กูมีหมด หนังสือภาษาจีน ป้ายภาษาจีน คนของกูก็พูดภาษาจีนได้ ปัญหาก็แก้ได้ทุกอย่าง

เดี๋ยวนี้ทัศนคติที่อาจารย์มีต่อนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนไปเยอะไหม

มีคนด่าผมว่า ‘ไอ้เหี้ยเฉลิมชัยแม่ง สมัยก่อนด่าจีน ตอนนี้เสือกรักคนจีน รักเงินเขาน่ะสิไม่ว่า’ แหม มันไม่ใช่ (เสียงสูง) ไอ้สัตว์ มึงไม่เข้าใจ ที่กูด่าเพราะตอนนั้นกูรู้สึกว่าแม่งเหี้ย แต่ตอนหลังกูว่ากูต่างหากที่ไม่พร้อม พอกูพร้อมกูก็รักมัน เพราะมันเชื่อฟังกูไง

รู้ไว้ซะ กูไม่ได้เงินจากคนจีนเลย คนจีนจะมาซื้อของวัดกูน่ะไม่มีหรอก ขนาดกูทำหนังสือวางขาย 5,000 เล่ม ทุกวันนี้แม่งยังวางกองอยู่พะเนินเทินทึก (หัวเราะ) หมื่นคนแม่งซื้อหนังสือกูอย่างเก่ง 10 คน ไอ้เหี้ย แค่เล่มละ 100 บาทเอง บางคนแม่งก็ซื้อการ์ดกูแผ่นนึง 10 บาท 20 บาท ทุกวันนี้คนจีนแม่งไม่ซื้อเหี้ยอะไรเลย ถ่ายรูปอย่างเดียว แล้วกูก็ไม่มีตู้บริจาค วัดกูไม่มีเจ้าแม่กวนอิม (หัวเราะ)

ฉะนั้นมึงอย่าบอกว่ากูได้เงินจากคนจีน คนจีนแม่งให้เงินแก่พี่น้องชาวเชียงรายของกูต่างหาก ไปพักโรงแรม ไปกินข้าว ไปเที่ยวที่อื่น ทุกคนได้เงิน วัดกูเป็นหน้าด่าน เป็นเป้าหมายว่าต้องมาไป่แม่ว ถ้ากูต้อนรับคนจีนไม่ดี ไปด่ามัน ก็ชิบหาย เศรษฐกิจเชียงรายเจ๊งเลยนะ เสียหายต่อประเทศชาติด้วย เพราะฉะนั้นกูต้องสู้เพื่อรักษาประโยชน์ของจังหวัดเชียงราย รักษาผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ กูต้องทำสิ่งที่ยากที่สุดให้สำเร็จให้ได้ นั่นคือ ร่องขุ่นโมเดลปราบจีน เมื่อปราบเสร็จ ทุกอย่างก็จบ

ตอนนี้แม่งคือเพอร์เฟกที่สุดแล้ว ไม่มีปัญหาแล้ว

 

กลยุทธ์นายใหญ่ ปตท. เรียกความเชื่อมั่นในสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2559 เวลา 20:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/423641

กลยุทธ์นายใหญ่ ปตท. เรียกความเชื่อมั่นในสังคม

โดย…ชนิกา สุขสมจิตร

รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ด้านพลังงานของไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงอีกครา เมื่อ “เทวินทร์ วงศ์วานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. ซีอีโอลำดับที่ 8 ของกลุ่ม ปตท. ที่รับไม้ต่อจาก “ไพรินทร์ ชูโชติถาวร” เมื่อปลายปี 2558 กำลังสร้างระบบการกำกับกิจการที่ดีในองค์กร

แม้ว่าวาระการทำงานในตำแหน่งนี้ของเทวินทร์จะไม่ถึง 3 ปีก็ตาม แต่เทวินทร์มีความมุ่งมั่นในฐานะที่เป็นลูกหม้อของ ปตท. อยู่ในองค์กรนี้มากว่า 25 ปี ได้ประกาศชัดที่จะใช้ 4 นโยบายในการบริหาร คือ เพียงพอ ทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน เพื่อนำพา ปตท. ให้เป็นองค์กรพลังงานของชาติที่ยั่งยืนของไทย

นอกจากนี้ สิ่งที่เทวินทร์ไม่ลืม คือการให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี โปร่งใส และตรวจสอบได้ ตลอดจนเชื่อมโยงการทำธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้บริหารและพนักงานกลุ่ม ปตท. ตามค่านิยมขององค์กรที่ยึดถือปฏิบัติเป็นประจำ

เทวินทร์ บอกว่า “แม้ซีอีโอของ ปตท. จะเป็นตำแหน่งบริหารสูงสุดขององค์กร แต่วิธีการทำงานของผม จะเข้าไปคลุกคลีกับคนทำงานในภาคสนาม การที่เราลอยอยู่สูง เหมือนกับเราไม่เข้าใจปัญหา จริงๆ แล้วผมไม่ได้เห็นอะไรต่างจากที่คุ้นเคย เพราะอยู่ในองค์กรนี้มานาน เพียงแต่มีบทบาทที่แตกต่างกันตามช่วงเวลา”

ที่ผ่านมา ปตท.ได้สร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศมาโดยตลอด และมากจนกระทั่งถูกมองว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ กลายเป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องปกติ ในขณะที่กลับถูกโจมตีทางโลกโซเชียลที่เป็นจุดอ่อนมากกว่า ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็ต้องรับฟังและนำมาแก้ไขว่าจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจ โดยพยายามนำเรื่องที่เป็นจุดแข็งของ ปตท.ให้สังคมเข้าใจ

“สิ่งสำคัญคือ ปตท. ต้องสร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือให้ได้ พยายามให้คนเห็นว่า ปตท.มีความโปร่งใส ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น หลายคนมองว่ามีการปิดบังข้อมูลข่าวสาร แต่จริงๆ แล้วมีการเปิดเผยเยอะมาก ถ้าเทียบกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติประเทศอื่นๆ เพราะ ปตท.เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงยังไงก็ต้องเปิดเผยข้อมูลตามระเบียบตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่แล้ว”

เทวินทร์ ยืนยันว่า ในวันนี้หากมองในภาคธุรกิจ มองจากภายนอกผมถือว่า ปตท.มีความแข็งแรง เราตั้งเป้าหมายอยู่ตลอดให้ติดท็อปเทนบริษัทในอาเซียน จนนิตยสารฟอร์จูนรายงานผลการจัดอันดับบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของโลก 500 อันดับ ประจำปี 2015 หรือฟอร์จูน โกลบอล 500 ปตท. ติดอันดับที่ 93 ซึ่งแม้ว่าจะไม่ดีเท่ากับอันดับ 84 ในปีก่อนหน้า แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน และยังนับเป็นการติดอันดับท็อป 100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน

ดังนั้น คงไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้หรือท้าทายกันอีก สะท้อนให้เห็นว่า ความเข้มแข็งจากภายในเกิดขึ้นแล้ว

เทวินทร์ ย้ำว่า “ในช่วงที่ผ่านมาสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเราคือ ภาพจากภายนอกที่มอง ปตท. ด้วยความที่เรามีสองบทบาทที่เป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นบริษัทมหาชน จะโดนโจมตีอยู่เรื่อยว่า ทำเฉพาะหากำไรสูงสุด ไม่คำนึงถึงคนอื่น เอาแต่ผู้ถือหุ้นเป็นหลัก…

ผมคิดว่า สิ่งที่เราทำวันนี้ควบคู่กันไปหลายเรื่องของการแข่งขันด้านธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะภายใต้ภาวะราคาน้ำมันขาลง เราจะใช้กลยุทธ์ ROIC
เป็นแนวทางในการทำงานของกลุ่ม

ROIC ที่เทวินทร์กำหนดเป็นแนวทางในการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ประกอบไปด้วย

Rationalization การบริหารจัดพอร์ตลงทุน ให้ความสำคัญกับธุรกิจที่เป็นจุดแข็ง และก้าวออกจากธุรกิจที่เป็นจุดอ่อน

Optimization การลดค่าใช้จ่ายและการบริหารจัดการการทำธุรกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Integration การพิจารณาต่อยอดหรือลงทุนขยายธุรกิจเพื่อบริหารความเสี่ยงและสร้างมูลค่าเพิ่ม

Consolidation เป็นการควบรวมกิจการที่ซ้ำซ้อนกัน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสความได้เปรียบทางการแข่งขันให้มากขึ้น

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์ ROIC ทำให้มีความเข้มแข็งในเรื่องการบริหารจัดการอยู่แล้ว ภาคธุรกิจผ่านไปได้ แต่ด้านที่เราเสริมคือ การสร้างความเชื่อมั่น สร้างความเข้าใจจากภาคสังคม

“ผมเชื่อว่า ปตท.ในช่วง 37-38 ปีที่ผ่านมา ได้ทำภารกิจสำคัญในประเทศจำนวนมาก ในด้านความมั่นคงด้านพลังงาน ถ้าไม่มี ปตท.วันนี้ ก๊าซที่เราเอามาใช้ประโยชน์ หรือปั๊มน้ำมันที่มีการเปลี่ยนแปลงมากขนาดนี้คงไม่เกิดขึ้น การที่มีความมั่นคงทั้งน้ำมันและก๊าซมีการจัดหา ใช้ทั่วถึงทุกพื้นที่ในประเทศแบบราคาถูก เทียบกับประเทศอื่นที่ต้องซื้อมาอย่างเดียว คงไม่ได้ราคานี้หรอก”

สำหรับเรื่องไหนที่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีความชัดเจน เช่น ธุรกิจที่ไม่มีการแข่งขัน อย่างเช่น ก๊าซหุงต้ม ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) และธุรกิจท่อก๊าซ ซึ่งจะถูกโจมตีมาตลอดว่า ปตท.ผูกขาด เมื่อมาถึงวันนี้เมื่อราคาพลังงานอยู่ในช่วงขาลง รัฐบาลอาศัยจังหวะนี้ปรับโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนยกเลิกการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปชดเชย พร้อมกับเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันมากขึ้น

“เรื่อง ปตท.ผูกขาดธุรกิจพลังงาน เราถูกเป็นเป้ามานาน ดังนั้น จะต้องทำให้ชัดเจนถึงบทบาทหน้าที่ของเรา วันนี้ ปตท.ต้องไปแข่งขันกับบริษัทน้ำมันระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น เชลล์ เอสโซ่ โทเทล บีพี ถ้าต้องไปแข่งขันกับบริษัทอื่นที่ใหญ่ ซึ่งเขามีภาครัฐสนับสนุน ในขณะที่เทียบกับ ปตท.เป็นบริษัทที่เล็กกว่าเยอะ แถมยังมีคนคอยดึง ทำอะไรไม่ได้ แบบนี้จะไปหวังให้ปตท.ทำอะไรคงลำบาก” เทวินทร์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ภารกิจ ปตท.ที่ผ่านมาพนักงานทุกคนช่วยกันทุ่มเท มีความมุ่งมั่นทำมาเยอะในการสร้างความมั่นคง แต่คนที่มองมาอาจแตกต่าง ดังนั้น อีกนโยบายที่เริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลง คือการออกไปอธิบายทำกิจกรรมข้างนอกมากขึ้น

“ผมเชื่อว่าการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งจะทำให้เราเดินต่อไปได้ ผมมีโอกาสไปช่วยรัฐบาลหลายเรื่อง เริ่มเห็นว่าประเทศกับ ปตท. มีอะไรที่คล้ายๆ กัน ประเทศไทยเติบโตมาเยอะ ถึงเวลาที่ชะลอตัวลง จะเห็นได้ว่าประเทศมีปัญหาความขัดแย้ง ขาดการสนับสนุน ทำอะไรก็เจอการต่อต้าน เหมือนกับ ปตท. จะทำอะไรคนนอกไม่เข้าใจเหมือนกัน ผมก็กลับมาดูว่าเกิดจากอะไร พบว่าวัฒนธรรมไทยเปลี่ยนไปเยอะ สมัยก่อนคนรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีวินัย ให้เกียรติซึ่งกันและกัน สังคมไทยโอภาปราศรัย แต่วันนี้ทะเลาะกัน ชิงดีชิงเด่น อันนี้เกิดจากวัฒนธรรมสังคมที่เปลี่ยนไป ถ้าไม่แก้ตรงนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามก็จะเจอปัญหา”

ไม่เพียงแค่การทำกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจในสังคมไทยเท่านั้น เทวินทร์ ยังเดินหน้าสร้างพลังจากภายใน โดยการสร้างคน ปตท. ให้คนทุกคนในองค์กรใช้ชีวิตแบบมี Spirit นั่นคือ

Synergy สร้างพลังร่วมอันยิ่งใหญ่

Performance Excellence ร่วมมุ่งสู่ความเป็นเลิศ

Innovation ร่วมสร้างนวัตกรรม

Responsibility for Society ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม

Integrity and Ethics ร่วมสร้างพลังความดี

สุดท้ายที่ทำ คือ Trust & Respect ร่วมสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งคนเก่งคนดีต้องมีความรับผิดชอบ

นี่เป็นเป้าหมายที่คนหัวแถวอย่างเทวินทร์คาดหวัง เขาเชื่อว่า ความเข้มแข็งจากภายใน จะทำให้ ปตท.เกิดความยั่งยืน

ภารกิจรับมือ โลกโซเชียล

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เรื่องพลังงานของชาติกลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ของสังคมไทย

แต่ละวัน แต่ละเดือน มีการถกเถียงและโจมตีผ่านทางสื่อมากมายเกี่ยวกับอาณาจักรของ ปตท. ที่ผูกขาดด้านพลังงานของประเทศ

เทวินทร์ ยอมรับว่า 2 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เจอแต่โจทย์ยาก เรื่องยาก ในการบริหารธุรกิจพลังงาน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากทิศทางราคาน้ำมันในช่วงขาลง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจน้ำมันตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ มีเรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจหลายด้าน แต่มองอีกมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย

ดังนั้น หลักการบริหารต้องเข้าใจว่า สิ่งที่ทำอยู่ตนเองมีความรู้แค่ไหน ซึ่งไม่ได้ทำเองทุกอย่าง ถ้าคนทำเองทุกอย่าง คงขึ้นมาอยู่จุดๆ นี้ไม่ได้ ต้องรู้ว่าจะบริหารคนอย่างไร หรือทีมของคุณใครเก่ง เก่งเรื่องอะไร จัดคนให้ตรงกับงาน

ภารกิจต่อไปของผมคือ ต้องทำให้คน ปตท. พร้อมที่จะไปอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ ทำตัวเราให้ดีด้วย ไม่ใช่ว่าเรามีจุดอ่อนข้อบกพร่อง เขาคงไม่เชื่อเราว่าเราทำได้ดี โดยเฉพาะการตอบโจทย์ในสื่อออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียที่มีการส่งผ่านข้อมูลกันตลอด

วันนี้ จะสังเกตได้ว่าสังคมโซเชียล เป็นกลุ่มที่มีเป้าหมายในการคัดค้าน

คนเหล่านี้บางคนจะมีจุดเด่นได้ เมื่อเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งมีข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า เรื่องไหนที่ไม่ดี คนมักชอบและสนใจ เรื่องกล่าวหากัน เรื่องไม่มีมูล มักจะรีบแชร์รีบส่ง โดยที่ยังไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง

สื่อที่มีมาตรฐานที่เป็นสื่อกระแสหลักของเรา ก็น่าจะเจอปัญหาเหมือนกัน เพราะคนจะไปฟังพวกนั้นเยอะ มาตรฐานของสื่อก็เลยถูกดึงต่ำลงมา

ยุทธวิธีในการแก้เกม กับข่าวด้านลบแบบนี้ของ ปตท. คือ ต้องทำตัวเราให้ชัดเจน ไม่ต้องมีจุดอ่อนหรือจุดบกพร่อง

ที่สำคัญคือ ถ้าใครจะมาโจมตีเราแบบผิดๆ ก็จำเป็นต้องฟ้องกลับ เพื่อทำให้เกิดกติกา ไม่เช่นนั้นใครมาโจมตีทางโซเชียลมีเดียโดยไม่ต้องรับผิดชอบงั้นเหรอ ถ้าตั้งใจกันหาเรื่องโดยไม่มีมูลก็ต้องฟ้อง ถ้าไม่เข้าใจก็พร้อมชี้แจงให้เข้าใจ

หลักสำคัญคือว่า พนักงานในองค์กรต้องเข้าใจว่า นี่คือหน้าที่ต้องไปชี้แจงให้คนข้างนอกเข้าใจด้วย ส่วนจะชี้แจงอย่างไรนั้น ยอมรับว่า ในฐานะของคนทำงานไม่ค่อยเก่งเรื่องแบบนี้นัก เพราะไม่ใช่นักพูด นักเขียน นักจ้อ เคยแต่ทำงานด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม คิดวางแผนในการหาแหล่งพลังงานใหม่ให้กับประเทศ

ในขณะที่กลุ่มที่มาโจมตี นั่นคืองานฟูลไทม์ของเขา ไม่มีงานอื่น

นี่จึงเป็นเรื่องยากในการจะหาทางชี้แจง แต่ต้องดำเนินการสร้างทีมขึ้นมาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ งานด้านพลังงานเป็นเรื่องซับซ้อน แต่คำกล่าวหาพูดแค่คำ 3 คำ น้ำมันแพง คนเดือดร้อน ปตท.กำไรแสนล้าน แต่การชี้แจงใช้เวลาเป็นชั่วโมง ใครจะมานั่งฟัง นี่คือความยากในการสร้างความเข้าใจ แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำ

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องท้าทายมากๆ ผมคิดว่ามีอย่างเดียวที่เราต้องเชื่อคือ เอาความดีชนะ เราต้องรณรงค์ให้พนักงานของเราทำตัวดี เก่ง มีความรับผิดชอบ ทำงานกับสังคมให้เห็นจริง ให้ได้ประโยชน์จริงๆ

ขณะเดียวกัน ปตท.ก็ต้องทำให้คนในชาติเห็นว่า การทำงานภายในของเราโปร่งใส มีจริยธรรม ถูกต้อง ถ้ามีอะไรไม่ถูกต้อง จะต้องดำเนินการแก้ไขในทันที

นี่คือภารกิจที่ท้าทายของเทวินทร์ ที่กุมบังเหียนบริษัทพลังงานของไทย

 

“แว่นอ้อย ฉายภิรมย์” แม่ของลูก 500 ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2559 เวลา 19:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/423102

"แว่นอ้อย ฉายภิรมย์" แม่ของลูก 500 ชีวิต

โดย…วนิชชา ตาลสถิตย์, ตุลย์ จตุรภัทร

มนุษย์เราแม้เลือกเกิดได้ ก็คงเลือกที่จะมีชีวิตที่ดี ไม่ว่าจะทั้งฐานะ ร่างกาย หรือแม้แต่เรื่องการเรียน และความรัก แต่ในความเป็นจริง น้อยคนนักที่จะเกิดมาพบกับความเป็นอยู่ที่ดีมีพร้อมทุกอย่าง

วันนี้เราได้พบกับสุภาพสตรีท่านหนึ่ง เธอคือ แว่นอ้อย ฉายภิรมย์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดการเรื่องอาหาร ที่สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา หรือที่รู้จักกันในนามบ้านราชาวดี (หญิง) วัย 51 ปี ผู้ที่จะมาบอกเล่าประสบการณ์ชีวิตเกี่ยวกับการเป็นความหวัง และเป็นปาฏิหาริย์ให้แก่เด็กพิการทางสมองและปัญญาให้ได้เกิดขึ้นจริง

“ดิฉันทำงานตรงนี้มากว่า 25 ปีแล้ว เข้ามาได้ด้วยการมาสมัครสอบ ทั้งข้อเขียนและปฏิบัติ โดยเขาให้ทดสอบอาบน้ำให้เด็ก ผู้สมัครทุกคนคว้าเด็กที่ดูแลตัวเองได้กันหมดเลย แต่ดิฉันเหลือบไปเห็นเด็กคนหนึ่งชื่อน้องอุ๊ เขาดูแลตัวเองไม่ได้ ดิฉันก็เข้าไปอุ้มเขาแล้วพาเขาไปอาบน้ำ หลังจากนั้นเราก็ได้เข้ามาทำงานนี้ และก็ได้เข้ามาดูแลน้องอุ๊ รวมทั้งเด็กพิการอีกหลายๆ คน ดิฉันคิดว่า การที่ดิฉันได้เข้ามาทำงานตรงนี้ได้ คงเป็นเพราะการมีจิตเมตตาจริงๆ ไม่รังเกียจเด็กพิการทางสมองและปัญญา ไม่แม้กระทั่งอุจจาระของเด็กเหล่านี้”

จะมีสักกี่คนที่เลือกเดินบนเส้นทางที่รู้ว่าจะต้องสูญเสียเวลาส่วนตัวไปครึ่งค่อนชีวิตแน่ๆ แต่แว่นอ้อยกลับอุทิศตัวเพื่อดูแลเด็กพิการทางสมองและปัญญากว่า 500 ชีวิต เธอให้ความรักแก่พวกเขา ดูแลพวกเขาอย่างเข้าอกเข้าใจ และพวกเขาก็รักเธอ จนเธอกลายเป็นแม่ของเด็กๆ เหล่านี้ด้วยความเต็มใจ แม้ค่าตอบแทนที่เธอได้รับจะน้อยนิด แต่เธอก็ให้ความสำคัญกับคุณค่าชีวิตของเด็กเหล่านี้มากกว่า

“จากที่ดิฉันทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ก็คอยดูแลน้องๆ ที่ดูแลตัวเองไม่ได้ ต่อมาก็ดูแลเด็กโต คอยสอนทักษะด้านกีฬา พาทำกิจกรรมต่างๆ มีเข้าค่ายบ้าง แต่พอดิฉันอายุมากขึ้น บวกกับมีโรคประจำตัว ก็เลยย้ายไปทำหน้าที่ในเรื่องดูแลเมนูอาหาร ดูแลเรื่องความสะอาดต่างๆ ถ้ามีผู้บริจาคให้จัดเลี้ยงอาหาร ซึ่งตัวผู้บริจาคก็จะเสนอเมนูมาให้ ดิฉันก็จะดูแลเรื่องวัตถุดิบที่จะนำมาทำเมนูนั้นๆ”

สำหรับผู้หญิงทั่วไป การมีลูกตัวน้อยๆ ไว้สืบสกุล เป็นความใฝ่ฝันที่งดงามและเปี่ยมด้วยความรักที่โยงใยถึงกัน แว่นอ้อยก็เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่มีความฝันอยากมีลูกน้อยเช่นคนเหล่านั้น แต่หากเธอตัดสินใจที่จะมีลูกเป็นของตัวเอง เธอก็ต้องมีเวลาดูแลเด็กหลายร้อยคนที่บ้านราชาวดีหญิงน้อยลง เธอจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะอยู่ดูแลลูกๆ ที่บ้านราชาวดีหญิงแห่งนี้ และสละสิทธิในการมีลูกของตัวเองไปโดยไม่คิดเสียดายแม้แต่น้อยนิด

“ถ้าดิฉันไม่ดูแลเขา แล้วใครจะดูแล พวกเขาเหล่านี้เป็นเด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่ ดิฉันก็เหมือนแม่ของพวกเขา เวลาที่ดิฉันดูแลเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 7 ขวบ การที่ได้เห็นเขาตัวโตขึ้นเรื่อยๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ มันก็เป็นความสุขใจ ดิฉันไม่มีลูกเป็นของตัวเอง แต่ก็ซึ้งใจที่พวกเขาเรียกดิฉันว่าแม่ แม้จะไม่ใช่แม่แท้ๆ แต่ดิฉันก็รู้สึกรักพวกเขาอย่างจริงใจจริงๆ ดูแลเขา ให้ความรักเขา คิดว่าเขาเป็นลูกของเราคนหนึ่ง

เรารู้ว่าเขาพิการทางสมองและปัญญา แต่เราก็สามารถสอนเขาได้ ดูแลทั้งเรื่องปากท้องและดูแลใจของเขาได้ สิ่งนี้แหละมั้งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นความรักแท้จริง เป็นความรักจากแม่สู่ลูก ดิฉันอยากบอกว่า สำหรับเด็กๆ พวกนี้ แผลกายอาจจะใช้ยารักษาได้ แต่แผลใจเราต้องใช้ใจรักษาเท่านั้น เห็นเขามีความสุข ยิ้ม หัวเราะ ดิฉันก็พลอยมีความสุขตามไปด้วย”

ในบางสถานที่ที่ถูกมองข้าม มีเพียงไม่กี่คนที่ให้ความสำคัญในจุดนั้น สิ่งที่แว่นอ้อยและลูกๆ ของเธอได้เติมเต็มซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่บ้านราชาวดีหญิงแห่งนี้จึงเปี่ยมล้นด้วยความสุข สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความรัก ความเมตตา และหาซื้อจากที่ไหนไม่ได้ ต้องใช้ใจแลกใจเท่านั้น

 

“มีชัย” เปิดใจก่อนทิ้งทวน “จะไม่ยอมให้บ้านเมืองกลับไปสู่จุดเดิม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2559 เวลา 10:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/422572

"มีชัย" เปิดใจก่อนทิ้งทวน "จะไม่ยอมให้บ้านเมืองกลับไปสู่จุดเดิม"

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้ถนนทุกสายพุ่งตรงที่มาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรธ.เตรียมตัดสินใจภายในสัปดาห์นี้ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับข้อเสนอปรับปรุงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีจำนวน 3 ข้อ ได้แก่ 1.การให้มีสว.จากสรรหาจำนวน 250 คน 2.ระบบเลือกตั้งสส.ด้วยบัตรเลือกตั้งสองใบ และ3.การงดเว้นการเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีจำนวน 3 คนของพรรคการเมือง

ข้อเสนอทั้งสามข้อที่ออกมาส่งผลให้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรธ. กลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามากที่สุด เพราะไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาย่อมมีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในจังหวะนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนากับอาจารย์มีชัยถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มจากการสอบถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่กรธ.ได้ดำเนินการแก้ไขไปแล้ว

“เราแก้ไป 70-80มาตรา เพิ่มขึ้นมาใหม่อีกสิบกว่ามาตราเพื่อรองรับข้อเสนอแนะที่มาจากทั่วสารทิศ ทั้งชาวบ้าน องค์กร ชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ท้องถิ่น สนช. สปท. ครม. พวกนี้ เราก็เอามาพิจารณาและก็ปรับแก้ไขกัน อะไรที่เขาเกิดความกังวลใจ ถ้าแก้ไขได้เราก็แก้เพื่อให้คลายความกังวล เช่น ในเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิเสรีภาพในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทั้งๆที่ความจริงเราเขียนไปแล้วว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาล แต่ว่ายังกังวลอยู่ เราก็เลยเพิ่มเป็นสิทธิให้”

“กำลังให้เจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลเพื่อสรุปว่ากรธ.ได้เพิ่มเนื้อหาในส่วนใดบ้าง เช่น อย่างการกังวลบางเรื่องที่เป็นหน้าที่ของรัฐแล้ว ถ้ารัฐไม่ทำ จะทำอย่างไร เราก็ไปเขียนเพิ่มเลยว่าอะไรที่เป็นหน้าที่ของรัฐแล้วรัฐไม่ทำ ชาวบ้านก็มีสิทธิไปเรียกร้องและฟ้องร้องได้ เป็นต้น เปิดทำทางให้มันสะดวกมากขึ้น เพื่อให้เห็นชัดว่าสิทธิเหล่านี้มันมีจริง”

“เวลานี้ร่างรัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์ประมาณ 80% อย่าไปพูดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีกว่าหรือไม่ดีกว่ารัฐธรรมนูญในอดีต เพราะว่าจะทำให้เกิดข้อโต้แย้งกับคนร่างรัฐธรรมนูญในอดีต เอาเป็นว่าเราได้รวบรวมปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่มันเกิดขึ้นมาจนถึง ณ ปัจจุบัน แล้วก็มาเขียนแก้ไขปัญหาไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนอะไรที่เขาเคยมีเคยได้ เราก็คุ้มครองไว้ เพียงแต่วิธีเขียนใหม่ เพื่อจะทำให้มันกะทัดรัดขึ้น เพื่อเปิดกว้างมากขึ้น ไม่ตายตัว”

การเพิ่มเติมในเรื่องสิทธิประชาชน มีความเหมือนหรือต่างรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 หรือไม่อย่างไร? อ.มีชัย ตอบว่า “เออ…มันวีธีที่เขียนที่แตกต่างกันไป ผมคิดว่าเราเขียนกะทัดรัดกว่าและทำให้มันเป็นผลจริงๆ ไม่ใช่เขียนเป็นสิทธิลอยๆ ยกตัวอย่างง่ายๆที่เคยยก คือ เราเคยเขียนว่าประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสาร มันก็เป็นสิทธิข้างเดียว คนที่จะให้ข้อมูลข่าวสาร เขาก็ถือว่าถ้าอยากได้ก็มาขอเอา อันไหนคิดว่าให้ได้เขาก็ให้ ถ้าเขาให้ไม่ได้เขาก็ไม่ให้และไปอุทธรณ์กันเอง พอทางนู้นชี้มาว่าให้ได้ และพอได้มาแล้วก็ได้แค่คนเดียว เลยมาคิดว่าเอาใหม่ดีไหม คือ กำหนดเป็นหน้าที่ของรัฐว่าต้องเปิดเผยข้อมูลทุกชนิด แบบนี้คุณก็ไม่ต้องไปขอ ให้เขาเปิดในเว็บไซต์ ใครอยากไปดูก็ไปดู มันก็จะไม่มีใครมีอภิสิทธิ์กว่าใคร มิเช่นนั้น คนบางคนก็ได้ข้อมูลนั้นมาแล้วก็ใช้แต่ประโยชน์ส่วนตน และได้ประโยชน์มากกว่า ส่วนคนอื่นไม่ได้”

จากนั้นการสนทนาจึงเข้าสู่ประเด็นสำคัญอย่างข้อเสนอแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญของคสช. โดยอ.มีชัยอธิบายถึงความเป็นอิสระในการทำงานของกรธ.แม้คสช.จะเป็นผู้แต่งตั้งว่า “ตอนที่ผมรับตำแหน่ง ผมก็ถามเลยว่ามีแมนเดท (Mandate: มอบอำนาจ) อะไรบ้าง ก็ทำมาเป็นสี่ห้าข้อที่ทำให้สื่อมวลชนดูในตอนนั้น และเป็นที่เข้าใจว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องมีความเป็นอิสระในการเขียน”

“ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ารัฐบาลหรือคสช.ไม่ได้เข้ามายุ่งเลย เขาก็ปล่อยเต็มที่ แต่ว่าพอเวลาเราทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ เราก็จะส่งให้ดูเหมือนกับที่ส่งให้คนอื่นดู ท่านก็ปล่อยเต็มที่แล้วแต่ว่าเราจะคิดอย่างไร”

ส่วนมุมมองที่มีต่อข้อเสนอของคสช.นั้นประธานกรธ. เปิดเผยว่า “ถ้ามองในภาพรวมนะครับ ตั้งแต่ตอนที่เราเปิดร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นมามันเกิดสิ่งที่เราไม่คาดหมายขึ้นมาเยอะเลย เพราะว่าเรานึกว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นในทางกฎหมายมันครอบคลุมและคุ้มครองหมดแล้ว แต่เราพบว่าคนทั่วไปมีอะไรหลายอย่างที่ฝังลึกอยู่ในใจและทำให้เกิดความไม่อุ่นใจ ไม่วางใจ ไม่อะไรต่างๆ เราก็ต้องไปแก้ไข ดังนั้น พอคสช.มีหนังสือมา เราก็ไม่ประหลาดใจอะไร เพราะมันโดนมาตั้งแต่ต้นแล้ว”

“คนก็ชอบถามว่าต้องทำให้เขาไหม คำตอบมันก็อย่างเดียวกันที่ชาวบ้านเข้ามา หรืออย่างที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเข้ามาพบก่อนหน้านี้ที่เห็นว่าตรงนี้อ่านแล้วมันไม่อุ่นใจ จะแก้ไขได้ไหม ผมก็ดูแล้ว เออ ก็ได้ คำไหนหละจะทำให้อุ่นใจ โอเค เอามา ถ้าสภาการหนังสือพิมพ์ฯเป็นผู้บัญชาการทหารบกแล้วมาพูดอย่างนี้ พวกคุณจะว่าอย่างไร ถึงเวลามาบอกว่าผมถูกข่มขู่ใช่หรือไม่ แต่ผมเองไม่ได้รู้สึกว่าถูกข่มขู่ ผมก็คุยกับเขาเท่านั้น”

โจทย์ที่คสช.ให้มาถือว่าช้าเกินไปสำหรับการทำงานของกรธ. ถ้าคสช.ให้มาก่อนหน้านี้จะดีกว่านี้หรือไม่? ประธานกรธ. ตอบว่า “มันก็เหมือนกัน ก็ยังอยู่ในวิสัยที่ยังทำได้ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องทำงานหนักขึ้นหน่อยเท่านั้น ช่วงเวลามันเลยกระชั้นนิดนึง คือ แทนที่เราจะได้เปิดฟังคนทั่วไป หรือไปทำโพลอะไรต่ออะไร มันก็ทำไม่ได้ ก็ได้แต่เว้นช่วงไว้ 3-4 วัน แล้วไปคิดและไปสดับตรับฟังคนเขาว่าอย่างไรกันบ้าง

ข้อเสนอของคสช.ถูกวิจารณ์ค่อนข้างมาก ตรงนี้จะพิจารณาอย่างไร? ประธานกรธ. ตอบว่า “คนไประแวง ทำไมไม่คิดว่าเขาก็เป็นสเตคโฮลเดอร์ (stakeholder : ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) คนหนึ่งเหมือนกับคนทั้งประเทศ เพียงแต่เขาเป็นสเตคโฮลเดอร์ที่ใหญ่กว่าเพราะว่าเขารับผิดชอบประเทศ ถ้าเราทำความเข้าใจให้ได้อย่างนี้ มันก็ไม่มีอะไรที่น่าแปลกใจหรือน่าประหลาดใจ เพราะว่าเขาก็เสนอมา เราก็พิจารณา  ใครเสนอมาเราก็พิจารณา เพียงแต่ 3 ข้อที่เขาเสนอมามันเจาะจงกว่า ถามว่าเขาทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาไหม ก็ตอบว่าใช่ แล้วคนอื่นหละ ก็ใช่ ทุกคนทำในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเองทั้งนั้นเลย”

แต่ข้อเสนอของคสช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักกว่าข้อเสนอของคณะอื่น? อ.มีชัย อธิบายว่า “ใช่ เพราะว่าเขาเป็นที่เปิดเผย เวลาคุณมาเสนอมาให้แก้ไขอะไร ผมก็ไม่ได้เปิดให้ใครฟัง หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบจ.มายื่นข้อเสนอ ผมก็ไม่ได้เปิดเผย สาเหตุที่เปิดเผยข้อเสนอของคสช.และครม.เพราะว่ามันเป็นที่กังขาของคน แล้วก็ถ้าไม่เปิดเผยคนจะคิดอะไรไปต่างๆนานา เลยคิดว่าเปิดให้ดูเลยว่าเขาเสนออย่างนี้”

เวลาคสช.จะประสานงานมายังกรธ.จะดำเนินการเป็นการภายใน หรือเป็นเจตนาของอาจารย์ที่ต้องการให้คสช.มีหนังสือมาโดยตรง? ประธานกรธ. บอกว่า ตอนที่เขานัดประชุมหารือแม่น้ำ 4 สายก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าถ้าผมไป และผมถูกทำทันทีทันใดว่าได้หรือไม่ได้ ผมจะลำบาก เพราะว่าถ้าผมไปแล้วตอบไม่ได้มันจะดูกระไรอยู่ หรือไปตอบเข้า อีก 20 คนเขาจะว่าอย่างไรผมก็ไม่รู้ ดังนั้น ผมคิดว่าเอาอย่างนี้ดีกว่า ตอนนั้นเขาบอกว่าจะหารือเรื่องนี้ ผมก็บอกว่าอย่าให้ผมไปเลย เมื่อตกลงอย่างไรก็ขอให้มีหนังสือมาแล้วกัน อันนี้เป็นที่มาของการมีหนังสือมา

การเปิดข้อเสนอคสช.แบบนี้ ไม่กลัวว่าถ้ากรธ.ไปทำตามข้อเสนอทั้งหมด จะถูกกล่าวหากรธ.ทำตามคสช.? อ.มีชัย กล่าวว่า  “ถ้ามันมีเหตุผลที่จะต้องทำก็ทำ ก็เหมือนกับที่คนอื่นเขาเข้ามา ทำไมไม่สงสัยบ้าง บางคนพูดมาด้วยว่าถ้าไม่แก้ให้จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วย มาคนเดียวก็ยังขู่เลย”

คนอื่นที่เสนอเข้ามาไม่มีอำนาจ แต่คสช.มีอำนาจ ทำให้ดูเหมือนสามารถสั่งกรธ.ได้? อาจารย์มีชัย มีรอยยิ้มและตอบออกมาว่า “ถ้าเขาคิดว่าเขามีอำนาจจริง เขาไม่เขียนหนังสืออย่างนี้หรอก เขาก็คงเขียนมาว่าจึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ แต่ว่าจริงๆเขียนมาว่าจึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา เขาก็รู้ว่าเขาก็ไม่ได้สั่ง ไม่ได้อะไร”

“ร่างรัฐธรรมนูญที่กรธ.วางหลักการมา ก็เท่าที่สติปัญญาของคน 21 คนจะคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนี้ เราก็มองในแง่มุมของคน 21 คน แต่คสช.อาจจะมองในอีกแง่มุมหนึ่งในแง่ของความมั่นคงและความสืบเนื่องอะไรก็แล้วแต่ เราก็ต้องพิจารณา คือ ใครเสนออะไรมาเราก็ต้องพิจารณาอยู่แล้ว”

อาจารย์มีชัย ยอมรับว่า “เราอาจจะไม่ถนัดในเรื่องความมั่นคง เราอาจไม่รู้ตื้นลึกหนาบางมากพอ ก็เป็นธรรมดา เพราะพวกเราส่วนใหญ่เป็นพลเรือน มีทหารอยู่ 3 คน เป็นทหารกึ่งพลเรือนด้วย เพราะมาจากกรมพระธรรมนูญ ไม่ได้มาจากทหารรบ ก็อาจจะมองไม่เท่ากัน”

“ทีนี้ผมอยากให้ทุกคนทำใจอย่างนี้นะครับว่าทำไมคนทั้งประเทศถึงมีสิทธิมาบอกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าให้แก้อย่างโน้น ให้เขียนอย่างนี้ แล้วทุกคนก็บอกว่าต้องฟังนะ แล้วทำไมพอคสช.เขาเขียนมาบอกแล้วจะไปกังวลทำไม”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคสช.จะมีอำนาจทางกฎหมาย แต่ในทัศนะของอาจารย์มีชัยกลับมองว่าประชาชนต่างหากที่เป็นอำนาจที่แท้จริง ในฐานะผู้ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

“อำนาจจริงมันอยู่ที่ประชาชน เพราะประชาชนจะเป็นคนลงคะแนนประชามติ เวลาที่เราแก้อะไรให้กับชาวบ้านที่เสนอมา เราก็นึกถึงว่าเออเวลาลงไปประชามติเขาจะได้ลงได้สนิทใจ เราก็นึกถึงอย่างนั้นอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นผมว่าอย่าไปกังวลอะไรมันมากเลยครับ ก็รอดูไปก่อน เวลาที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้วก็คงจะออกมาบอกว่าแก้เรื่องนี้เพราะอย่างนี้และบอกเหตุผลให้ฟัง”

“ขอให้มั่นใจว่ากรธ.จะพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลตามสภาพความจำเป็นของบ้านเมือง คือ กรธ.ก็ตระหนักอยู่ในใจว่าเป็นคนไทยคนหนึ่งที่เราจะไม่ยอมให้บ้านเมืองกลับไปสู่จุดเดิม มีทางใดที่เราจะทำได้ เราก็ทำ เพราะฉะนั้น วางใจได้ว่าเราจะคิดด้วยเหตุด้วยผลบนผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก”

แสดงว่าการที่คสช.ตั้งกรธ.มาจะไม่มีผลต่อการพิจารณาของกรธ.? ประธานกรธ. ระบุว่า “จะบอกว่าจะไม่ทำตามคสช.เลยก็ไม่ได้ เพราะมันก็เหมือนกับที่เราทำตามที่ประชาชนเสนอมา ถ้ามันมีเหตุมีผล แต่ไม่ได้ทำเพราะเขาบังคับ เราก็ต้องคิดด้วยเหตุด้วยผลของเรา”

ถึงจะเผชิญกับแรงกดดันในการพิจารณา แต่อาจารย์มีชัยยอมรับว่าอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ โดยเชื่อว่าบรรยากาศทางการเมืองจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนพอสมควร

“เราก็ต้องทำให้มันไปถึงจุดนั้น แต่จะมาตอบมั่นใจว่าจะผ่านประชามติหรือไม่มั่นใจ เดี๋ยวคุณก็ไปพาดหัวว่ามีชัยโว และแม้ว่าคนจะไม่อ่านร่างรัฐธรรมนูญหรืออารมณ์ของประชาชนหรือบรรยากาศทางการเมืองมีผลบ้างแต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราไปชี้แจงให้เขาเข้าใจและเห็นคุณประโยชน์มากน้อยแค่ไหน”

สุดท้าย ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานที่มาจากข้อเสนอของคสช. อาจารย์มีชัย ยืนยันว่า ไม่ได้รู้สึกเครียดเมื่อเทียบกับการพิจารณาเนื้อหาที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศที่มีข้อเสนอเข้ามายังกรธ.จำนวนมาก และคิดว่าหลังจากนี้จะไม่รับทำหน้าที่เขียนรัฐธรรมนูญอีกแล้ว

“ควรให้คนรุ่นใหม่มานั่งทำกันบ้าง และจริงๆผมก็ทิ้งไปนานแล้วนะทวน” คำพูดส่งท้ายของอาจารย์มีชัย

 

“คนเรามันต้องจีบกันทั้งชีวิต” เจ้าของหลักสูตรสุดแนว “ธนิช สุนทรธนกูล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2559 เวลา 20:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/422545

"คนเรามันต้องจีบกันทั้งชีวิต" เจ้าของหลักสูตรสุดแนว "ธนิช สุนทรธนกูล"

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ไม่กี่วันมานี้ มีข่าวสั่นสะเทือนแวดวงการศึกษาไทย นั่นคือ หลักสูตร “จีบ วิชาที่คุณต้องรู้” กิจกรรมเสริมหลักสูตรการศึกษาทั่วไปของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เป็นคอร์สพิเศษเสริมทักษะพัฒนาตัวเองในระยะสั้น เเละไม่มีหน่วยกิต

หลักสูตรสุดแปลก แหวกแนว ไม่มีใครเหมือนทำเอาบรรดานิสิตหนุ่มสาวฮือฮาเป็นอย่างยิ่ง มีการลงทะเบียนเรียนกันอย่างถล่มทลายกว่า 100 คน จากที่ประกาศรับเพียง 30 คนเท่านั้น

ลองไปดูกันว่า “จีบ”ในที่นี้เป็นอย่างไร เรียนไปทำไม และความน่าสนใจของคลาสนี้อยู่ตรงไหน

จากพ่อค้าออนไลน์สู่อาจารย์มหาวิทยาลัย

บ่ายวันนั้น ธนิช สุนทรธนกูล วัย 48 ปรากฎตัวด้วยมาดสุดเท่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีโอลด์โรส สวมทับด้วยสูทขาว กางเกงยีนส์สีฟ้าอ่อน เส้นผมหยักศกเงางามอยู่ทรงด้วยเเว๊กซ์ หนวดเรียวเล็กเปี่ยมด้วยเสน่ห์ เหมาะสมที่สุดแล้วกับการเป็นผู้คิดค้นหลักสูตร “จีบ วิชาที่คุณต้องรู้” คอร์สสุดฮอตที่กำลังเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์อยู่ในเวลานี้

ธนิชเป็นคนกรุงเทพมหานคร จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เอกภาษาไทย ใครจะรู้ว่าก่อนที่จะโด่งดังในฐานะเจ้าของหลักสูตรสุดฮอต เมื่อสามเดือนที่แล้วเขาเป็นเพียงพ่อค้าขายนาฬิกาออนไลน์

“จริงๆแล้วผมไม่ได้เป็นอาจารย์นะครับ เมื่อ 3-4 เดือนก่อน ยังขายนาฬิกาวินเทจก๊อกแก๊กผ่านออนไลน์อยู่เลย จนอาจารย์ธงชัย โรจน์กังสดาล อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ  เชิญมาร่วมสอนในวิชา Innovative Thinking หรือการคิดในเชิงนวัตกรรม ชีวิตผมก็เปลี่ยนไปนับแต่ตอนนั้น ถือเป็นเรื่องที่แปลกมากของชีวิตคนๆหนึ่ง เพราะถ้าหากย้อนกลับไปเมื่อ 3 เดือนก่อน ผมยังเป็นโนบอดี้ นั่งอยู่บ้านเฉยๆ ขายนาฬิกาวินเทจก๊อกแก๊ก นึกจะขายก็ขาย ไม่ขายก็ไม่ขาย ลองนึกภาพดูนะครับสภาพคนนอนอยู่บ้านเฉยๆ ผมเผ้าไม่หวี ใส่กางเกงขาสั้น นั่งหน้าคอม พอมีลูกค้าสั่งของก็แพ็คใส่กล่อง ขับมอเตอร์ไซด์ไปส่งไปรษณีย์ ชีวิตมีอยู่แค่นี้จริงๆ รายได้ก็นิดหน่อยจนแทบไม่มี”

อีกด้านของชีวิต ชายหนุ่มคนนี้เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม “หลวงพ่อสมบูรณ์” เผยแพร่ธรรมปฎิบัติผ่านเฟซบุ๊ก ที่ปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 5,000 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ อาจารย์ธงชัย โรจน์กังสดาล อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์วิทยาลัย เเละวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เจ้าของหลักสูตร Innovative thinking

“ผมทำเรื่องการพัฒนาศักยภาพอยู่แล้ว ทำเป็นการกุศลโดยเปิดกลุ่มธรรมปฏิบัติในเฟซบุ๊ก เมื่อ 5 ปีก่อน ชื่อกลุ่มหลวงพ่อสมบูรณ์ ให้ความรู้และหลักปฎิบัติ ปัจจุบันมีสมาชิกเกือบ 6,000 คน อาจารย์ธงชัยแกเป็นหนึ่งสมาชิกกลุ่มและเข้ามาฝึกตามวิถีธรรมปฎิบัติ  จนรู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในการที่ดีขึ้น กระทั่งช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา เเกติดต่อเชิญผมมาร่วมสอนเพื่อแนะวิธีคิด วิธีปฎิบัติให้นักศึกษาในหลักสูตร Innovative thinking  พอรู้ว่าตัวเองต้องมาสอนนักศึกษา ผมคิดแบบพื้นๆที่สุด ไม่ซับซ้อน มองว่าคนวัยนี้นอกจากเรื่องเรียนแล้ว หนีไม่พ้นเรื่องความรักความสัมพันธ์ คาบแรกที่สอนเดินเข้าไปในห้อง ผมพูดว่า เอาล่ะ…ผมจะสอนเรื่องจีบ โอ้โห ตาโตกันหมดเลย”

หลังเป็นอาจารย์พิเศษสอนครั้งละ 15 – 20 นาที ปรากฎว่าผลตอบรับดีเกินคาด เด็กๆให้ความสนใจ หนึ่งเดือนต่อมาเขาเสนอ “หลักสูตรวิชาจีบ” ให้กับกิจกรรมเสริมหลักสูตรการศึกษาทั่วไป Chulalongkorn University Values Integration Program (CUVIP) ของจุฬาฯ เพื่อเสริมสร้างทักษะให้นิสิต ซึ่งทางจุฬาฯเองก็อนุมัติรับเป็นหลักสูตรวิชาเรียน  จนกลายเป็นกระแสในสังคมอย่างที่เห็น

แว่วว่าล่าสุดมีนิสิตมาสมัครลงเรียนหลักสูตรจีบแล้วกว่า 100 ราย จนต้องขยายคลาสเรียนเพิ่มเติมจากปกติเป็น 2 เท่า

“จีบ” บริสุทธิ์ ง่าย เนียนและได้ผล

ความสนใจของคนวัยเรียนหนีไม่พ้น เรื่องเรียน และความรัก ผู้คิดค้นหลักสูตรสุดแหวกแนวรายนี้อธิบายว่า จีบในความหมายของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องชู้สาวเท่านั้น ทว่ายังครอบคลุมไปเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นในทุกๆด้าน โดยนำเสนอเนื้อหาวิชาจีบเบื้องต้นดังนี้

สร้างความประทับใจ  impression

First Impression หรือความประทับใจแรกพบนั้นสำคัญมาก แต่คลาสนี้จะสอนให้เขาน่าประทับใจกว่านั้น คือ second impression เทคนิคก็คือดึงศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่แล้วออกมา ใช้วิธีการพูดคุย อาจไม่ได้ทำให้เขาทึ่งแต่ต้องทำให้เขาประทับใจ ซึ่ง second impression คือการใส่ใจ ในสิ่งที่เขาเป็นหรือสิ่งเขาพูดด้วยใจบริสุทธิ์ จะทำให้การสนทนาหรือความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่นและธรรมชาติ

อ่านใจ

ไม่ได้หมายถึงการใช้พลังจิตอันลึกลับ แต่หมายถึงการคิดแบบพื้นๆ ซึ่งมันง่าย เวิร์ค และแนบเนียนที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์กับใครสักคน ทำทุกอย่างออกมาจากใจ พูดคุยด้วยคำถามที่แสดงถึงความใส่ใจ คุณจะได้รับรู้ความชอบเเละความต้องการของอีกฝ่ายได้ไม่ยาก

สร้างเสน่ห์

ทุกคนมีเสน่ห์ แต่จะรู้หรือเปล่าเท่านั้นเอง ถ้าใครยังไม่รู้ แนะนำว่าให้ทำตัวเป็นเด็กเสมอ เป็นเด็กที่มีท่าทีสบายๆ ไม่ได้หมายถึงทำตัวงุ๊งงิ๊ง  น่ารำคาญ แต่ให้สร้างบุคลิกที่เข้าถึงง่าย คิดอย่างเด็ก ทำอย่างผู้ใหญ่

จัดการกับอารมณ์

ปัญหาหลักของมนุษย์คือความคิด ถ้าจัดการกับความคิดขยะได้ปัญหาจะลดลง ทั้งความเครียด ความโกรธ และความหลง หลักการคือเอาพวกมันออกไปซะ วิธีง่ายๆ แค่ทำตัวเป็นเด็ก ไม่เก็บเรื่องไร้สาระมาคิด หากเครียดให้สูดลมหายใจยาวๆ สักสองที ไม่เชื่อลองดูได้ ทุกครั้งที่เครียด เมื่อสูดลมหายใจมันจะผ่อนคลาย เป็นตอนที่เราไม่มีความคิด มันถูกลบออกไปจนได้สติกลับมา

“การจีบคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างบริสุทธิ์และธรรมชาติ จะเข้าไปหาใครใจต้องบริสุทธิ์ก่อน ชื่นชมแต่ละอย่างที่เขาเป็นแล้วมันจะเกิดการอ่านใจ ซึ่งถ้ามันเป็นธรรมชาติแล้ว การตอบสนองที่ดีจะเกิดขึ้น ผมไม่ได้มาสอนเรื่องกลเม็ด เพราะจะกลายเป็นเรื่องกะล่อน เชื่อเถอะถ้าเป็นธรรมชาติ ทุกอย่างมันเดินไปดี มีหลายคนที่เรียนแล้วนำไปใช้จนประสบความสำเร็จ เพราะวิชานี้ครอบคลุมไปถึงแง่ของการสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ผู้ที่มีปัญหาระหองระแหงกันอยู่ ลดความขัดแย้ง หรือสามารถเอาไปใช้การงาน จีบลูกค้า จีบเจ้านายก็ได้ ทำให้คนเรารักกันได้ ผมถือว่าเป็นความสำเร็จของผู้สอนแล้ว”

จีบบ่อย…ชีวิตดีงาม

การเลิกราของคู่รักในปัจจุบันมักมีสาเหตุมาจากปัญหาชู้สาว ไม่ก็เบื่อหน่าย อิ่มตัวกับความรัก

อ.ธนิช บอกว่า คนเราไม่ได้จีบกันแค่ครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องจีบบ่อยๆ โดยเฉพาะกับภรรยา ยิ่งต้องจีบเพื่อไม่ให้รักจืดจาง

“ไม่ได้จีบทีเดียวแล้วจบ แต่ต้องจีบไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นแฟนหรือเป็นภรรยาที่อยู่กันมาเนิ่นนาน คุณต้องจีบ เพราะไม่จีบแล้วมันจืด ต้องสร้างความประทับใจและเสน่ห์ออกมาบ่อยๆ เป็นการรักษาความสัมพันธ์ไปเองโดยธรรมชาติ แต่ต้องเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ใจนะ แล้วความอิ่มตัวจะไม่ใช่เรื่องเบื่อหน่าย  แค่คำพูดง่ายๆ คิดถึงนะ หรือบอกรักกันบ่อยๆ ง่ายแบบนี้ อยู่กันยาว”

เขาชี้ว่า ความสัมพันธ์ทุกอย่างนั้น ถ้าทำดีตั้งแต่จุดออกสตาร์ท โอกาสที่คนทั้งสองจะเลิกรากันนั้นยาก หรือถ้ามีวันนั้นจริง ความเจ็บปวดจะไม่ใช่บาดแผลใหญ่หรือรุนเเรง

“ทุกอย่างอยู่ที่ตอนสตาร์ท ถ้าก้าวแรกมันใช่แล้ว โอกาสเลิกมันยาก ปัญหาระหว่างทางมันหายไปเกลี้ยงเลย หรือถ้าไปถึงจุดนั้นจริงๆ มันจะไม่เจ็บมาก แต่ถ้าก้าวแรกไม่ดี ไม่บริสุทธิ์ใจ เช่น โอ้โห คนนี้สวยว่ะ เซ็กซี่ว่ะ คิดแค่นั้น ก็จะเอามันแค่นั้น ตอนเดินไปต่อด้วยกันมันเลยลำบาก ระยะยาวมีปัญหาและจบไม่สวยเเน่ เพราะก้าวแรกมันสร้างความประทับใจด้วยความไม่บริสุทธิ์ สาเหตุที่ต้องให้ความสำคัญกับก้าวเเรก เพราะทุกคนไม่สามารถคำนวณความสูญเสียในอนาคตได้  ทำผิดวันนี้ ไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้จะสูญเสียแค่ไหน ฉะนั้นเรื่องจีบ ถ้าก้าวแรกดี ความเสี่ยงต่อการสูญเสียในอนาคตนั้นหายไปมาก”

เจ้าของวิชาสุดฮอต ทิ้งท้ายว่า ศักยภาพในการสร้างความสัมพันธ์นั้น ต้องได้รับการฝึกฝนไปพร้อมๆกับการรู้จักจัดการกับความเจ็บปวดด้วย นาทีนี้รู้สึกยินดีมากที่ได้โอกาสเผยแพร่หลักสูตร อันเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นจากความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ต่อกัน

ปัจจุบันนอกจากเป็นผู้ชายคนนี้จะเป็นอาจารย์อย่างที่ทุกคนทราบแล้ว เขายังดำเนินโครงการ “อัศจรรย์ พลิกชีวิตอย่างกล้วยๆ BANANA SOLUTION”  โดยตั้งใจมอบเทคนิคเปลี่ยนชีวิตคนที่ง่ายและเร็ว ซึ่งตัวเขาเองได้ทดลองจนประสบความสำเร็จมาเเล้ว.

 

เข้าใจเจตนาคสช. แต่เขียนรัฐธรรมนูญต้องมีศักดิ์ศรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มีนาคม 2559 เวลา 07:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/422467

เข้าใจเจตนาคสช. แต่เขียนรัฐธรรมนูญต้องมีศักดิ์ศรี

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมืองไทยว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะเดินทางไปยัง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในวันที่ 26 มี.ค. ก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายให้กับคณะรัฐมนตรีในวันที่ 29 มี.ค.

แต่ปรากฏว่ามีปัจจัยการเมืองที่สำคัญเข้ามา คือ ข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้ กรธ.ปรับปรุงบทเฉพาะกาลสำหรับรองรับประชาธิปไตยของประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการขอให้มี สว.สรรหาจำนวน 250 คน ซึ่งสวนทางกับ กรธ.กำหนดให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม

ข้อเสนอจำนวน  7 หน้าของ คสช.ส่งผลให้มีหลายฝ่ายจับตามองว่า กรธ.จะตัดสินใจอย่างไร เพราะด้านหนึ่ง คสช.เป็นผู้แต่งตั้ง กรธ. แต่หาก กรธ.ทำตามข้อเสนอของ คสช.อาจนำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“อุดม รัฐอมฤต” โฆษก กรธ. เจ้าของวลี “หวังพึ่งปาฏิหาริย์ให้ทุกฝ่ายยอมรับ” ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ถึงการทำงานของ กรธ.ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานไว้อย่างน่าสนใจ

ก่อนอื่นอาจารย์อุดมอธิบายถึงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง กรธ.และ คสช. ว่า “ผมพูดอย่างนี้แล้วกันว่า กรธ.ประกอบไปด้วยบุคคลจำนวน 21 คน จริงอยู่กระบวนการแต่งตั้ง 21 คนนี้แต่งตั้งโดย คสช. ปัญหามีอยู่ว่า ถ้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแล้วเห็นว่า กรธ.ชุดนี้ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ผมว่าเขาก็มีสิทธิที่เขาจะอยากเปลี่ยนชุด แต่ว่าการเปลี่ยนชุดในส่วนเหล่านี้ เนื่องจากไปเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ อำนาจที่ไปเปลี่ยนให้กรรมการชุดนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้มันก็อาจจะไปค่อนข้างยาก

“กรธ.แต่ละคนมีต้นทุน มีเกียรติมีศักดิ์ศรีของตัวเอง ดังนั้นเวลาเขาจะพิจารณาอะไร จริงอยู่เขาอาจไม่ได้บอกว่าเขาต้องตอบให้ทุกคนพอใจ แต่อย่างน้อยตัวเขาเองต้องมีเหตุผลที่อธิบายได้ว่าเขาเชื่ออะไร

“เหมือนอย่างตอนนี้ หนังสือที่ คสช.ส่งมาถึง กรธ.เมื่อวันที่ 14 มี.ค. เราบอกว่าโอเคเขาเขียนมา โดยเขาประเมินสถานการณ์ว่าหลังการเลือกตั้ง ถ้าใช้มาตรการตามที่ กรธ.ร่างมาตั้งแต่ทีแรกมันอาจจะเอาไม่อยู่ เขาคิดว่าเอาไม่อยู่ในเรื่องของการปฏิรูปประเทศที่จะต้องว่าไปตามยุทธศาสตร์ชาติที่อยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง หรือเอาไม่อยู่เพราะการเมืองที่เป็นอยู่อาจจะนำไปสู่สภาพแบบเดิม คือ ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองต่างๆ ซึ่งก็ยังเป็นที่ไว้วางใจไม่ได้เพราะอาจยังมีกลุ่มต่างๆ ที่จองล้างจองผลาญกันอยู่

“ตรงนี้มันก็เป็นการประเมินสถานการณ์ของ คสช.ของแม่น้ำ 4 สาย ส่วน กรธ.จะเห็นด้วยหรือไม่ว่าปรากฏการณ์เหล่านั้น หรือการปฏิรูปประเทศที่จะไม่สำเร็จหากใช้กลไกอย่างที่ กรธ.ร่างมา เราก็ต้องมานั่งประเมินกันอีกที”

ก่อนที่ กรธ.จะร่างรัฐธรรมนูญได้ประเมินสถานการณ์อย่างที่ คสช.ส่งความเห็นหรือไม่? โฆษก กรธ. ตอบว่า “ผมคิดว่าตอนที่เราร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้น เรามีการปฏิรูปสองอย่าง คือ การศึกษา และการบังคับใช้กฎหมายคือการปฏิรูปตำรวจ โดยที่เราคิดว่าเรามีกรอบจำกัด คือ เรามีความคิดแบบชาวบ้านๆ เราก็มองว่าตามโรดแมปที่รัฐบาลกำหนด คือ 2560 มีการเลือกตั้ง ซึ่งเราก็เข้าใจโดยสุจริตว่าเมื่อเลือกตั้งตามที่โรดแมปของ คสช. คือ การคืนอำนาจให้ผู้แทนของประชาชนเป็นคนไปจัดตั้งรัฐบาลเป็นคนไปดำเนินการอะไรต่างๆ”

ดูจากข้อเสนอของ คสช.แล้วมีหลายฝ่ายมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจมากกว่าการปฏิรูปประเทศ? คำถามนี้มีคำตอบจากอาจารย์อุดม ว่า “ต้องอย่าลืมนะครับว่าการประเมินสถานการณ์ที่ใช้ สว.ตามข้อเสนอของ คสช.เขามองถึงเรื่องอะไร เขามองว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้คิดแบบเดียวกับ คสช.นะ สมมติวันนี้เราเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่เข้ามาในสภา ถามว่าเมื่อคุณเข้ามาแล้ว คุณคิดแบบเดียวกับ คสช.ไหม ถ้าเดา ผมว่าเขาก็คิดกันคนละแบบอยู่แล้ว

“ต้องมองอย่างนี้ครับว่าเหมือนกับเรากำลังทำอะไรสักเรื่องหนึ่งแล้วเราบอกว่าปีเดียวมันทำไม่ได้หรอก เราบอกว่าขอ 5 ปีได้ไหมในการมาทำให้เป็นรูปร่างขึ้นมาและมีความชัดเจน อันนี้คือ ประเมินสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ผมพูดแบบกลางๆ นะ คือ ฝ่ายหนึ่งมองว่าเรื่องแบบนี้จะสร้างแค่ 5 ปีไม่ได้หรอก มันต้องค่อยๆ ไป วิธีคิดคนละวิธีกัน เขาคิดว่ายุทธศาสตร์ชาติหรือสิ่งที่ คสช.พยายามจะวางมาตลอดว่าทำอย่างไรเพื่อลดอิทธิพลทุน ลดอิทธิพลนอกระบบ อิทธิพลของพรรคการเมืองที่ไม่ชอบธรรมของนักการเมืองที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งมันคิดคนละแบบไง”

แสดงว่า กรธ.ไม่มีอิสระในการที่จะทำร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยตามความคิดของ กรธ. เพราะต้องมาอิงกับข้อเสนอของ คสช.? อาจารย์อุดม ตอบหนักแน่นว่า “ไม่ใช่ ผมไม่ได้พูดในมุมนี้ ผมพูดในมุมว่าเหมือนกับเราจะสร้างอะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมา เราต้องมีการประมาณ ที่ผ่านมา กรธ.ประมาณว่าในเมื่อโรดแมปของรัฐบาลบอกว่าให้มีการเลือกตั้งปี 2560 เราก็พยายามทำให้โรดแมปของรัฐบาลเป็นจริง คือ เราไม่ได้ไปคิดแทนเขาทั้งหมด แต่ในเมื่อเขาประกาศต่อประชาชนว่าปี 2560 จะมีเลือกตั้ง เราก็คิดได้แค่นี้ว่าเลือกตั้งในที่นี้ คือ มีผู้แทนประชาชนเข้ามา เราไม่เคยไปคิดว่าผู้แทนประชาชนจะต้องมาอยู่ภายใต้อาณัติของใคร เราก็คิดแค่นี้

“แต่สำหรับ คสช.อาจคิดไปมากกว่านี้ก็ได้ว่า 5 ปี สิ่งที่เขาจะทำเนี่ย เมื่อหนึ่งปีเราทำอย่างนี้ เขาบอกว่าน่าจะทำสัก 5 ปี ดีไหม ให้มันลงรากเลย ไม่ให้ใครมาขวางเลย สำหรับผมก็คิดว่าเหมือนกับเราจะเขียนตำราขึ้นมาสักเล่ม มีคนบอกว่าเอาเวลาไปหนึ่งปีพอไหม ก็อาจจะบอกว่าก็ได้นะ แต่จะได้เท่านี้โอเคไหม ดังนั้นบางคนบอกว่าเอาไปเลย 5 ปี 10 ปีเลยจะเขียนได้ไหม ถ้ามองในเชิงระยะเวลามันน่าจะได้ดีกว่าใช่ไหม แต่ในทางกลับกันถามว่าเป็นไปได้ เวลา 5 ปี อาจจะมาทำตอนปีสุดท้ายก็ได้”

กับคำถามที่ถามว่า “ถ้า กรธ.ไปดำเนินการตามข้อเสนอ คสช.จะกลายเป็นการทำตามใบสั่ง จนนำมาสู่แรงต้านที่เพิ่มขึ้น?”

โฆษก กรธ. อธิบายว่า “ผมคิดอย่างนี้ คนที่มาปกครองบ้านเมือง ถ้าเขากลัวแรงต้านเขาก็คงทำอะไรที่ก้าวหน้าไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แต่เวลาเราพูดถึงแรงต้านที่เป็นเหตุเป็นผล โอเค ผมคิดว่าสิ่งนั้นเราควรฟัง

“แต่สิ่งที่ กรธ.ต้องคิด คือ เหตุผลว่าทำไม กรธ.ทำอย่างนั้น เรามีศักดิ์ศรีไหม คุณคิดว่าคุณยังยืนอยู่บนสังคมโดยที่คุณบอกว่าแล้วแต่อำนาจไปทางไหนผมก็ไปทางนั้น ผมเชื่อว่า กรธ. 21 คนไม่มีใครยอมที่จะให้มาประณามเรื่องศักดิ์ศรี เราก็ถือว่าความสำเร็จของงาน คือ การที่ประชาชนส่วนใหญ่ลงประชามติเห็นชอบ ถ้าเราอุตส่าห์เขียนไปดิบดี แต่ปรากฏว่าไปลงประชามติ เสียงส่วนใหญ่บอกว่าไม่เอา ถามว่ามันเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว ซึ่งในความเห็นส่วนตัวคิดว่ามันเป็นความล้มเหลว

“นอกเหนือไปจากศักดิ์ศรีของตัวเองแล้ว กรธ.ต้องมานั่งคิดว่าอะไรที่มันเหมาะมันควร เราคงจะไปบอกว่าทำตามที่เขาชอบสิผ่านแน่ๆ อันนั้นก็ไม่มีศักดิ์ศรีเหมือนกันนะ จริงๆ มีหลายคนบอกว่าให้เขียนแบบเดิมเลยที่เราเคยเป็น จะเป็นรัฐธรรมนูญ 2540 หรือ 2550 ทุกอย่างจะไม่มีอะไรมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ผมคิดว่าอันนั้นก็ไม่มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน เพราะเขาบอกให้มานั่งคิด ไม่ใช่มาบอกว่าทำแค่ให้ผ่าน”

ที่สุดแล้ว อาจารย์อุดม ยอบรับว่า “ท้ายที่สุด ไม่มีใครพร้อมจะเห็นด้วยกับเรา 100% หรือเห็นต่างจากเรา 100% อยู่แล้ว ผมยังไม่ได้บอกว่ามันเป็นลบทั้งหมด เพราะมีหลายเรื่องเราต้องคิดแบบคนที่เป็นผู้บริหารเหมือนกัน ผมพูดกับหลายคนว่าผมไม่ชอบหรอกที่คนมานั่งตีกัน ไม่มีใครยอมรับใคร สังคมแบบนี้จะอยู่กันได้อย่างไร”

3 ปัจจัยชี้ขาดประชามติหวังรัฐบาลเร่งผลงาน

ศึกในระหว่าง กรธ.กับ คสช.ว่าหนักแล้ว อาจจะยังไม่หนักเท่ากับศึกนอกอย่างการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยเบื้องต้นรัฐบาลกำหนดให้วันที่ 7 ส.ค.เป็นวันให้ประชาชนมาใช้สิทธิออกเสียงว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งในมุมมองของอาจารย์อุดมคิดว่าการตัดสินใจของประชาชนในการลงประชามติครั้งนี้มีอยู่ 3 ปัจจัย ได้แก่ ผลงานรัฐบาล ความอยากในการเลือกตั้ง และเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ

โฆษก กรธ.วิเคราะห์ทีละปัจจัยว่า “ผมคิดว่าคนชอบไม่ชอบจะดูผลงานของรัฐบาลว่าเป็นอย่างไร ซึ่งมันสะท้อนถึงความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งตอนนี้พอมีเรื่องนี้ออกมา มันอาจทำให้ดูภาพของ คสช.เหมือนกับว่ามันยังไงๆ ไม่ค่อยไว้วางใจประชาชนหรืออย่างไร เป็นภาพที่ดูสับสน ผลงานในที่นี้ยังรวมถึงว่าที่เขาไปปราบปรามอาชญากร ปราบปรามผู้มีอิทธิพล หรือทำอะไรที่ทำให้ประชาชนมีอยู่ มีกิน อันนี้ คือ สิ่งสำคัญประการหนึ่งว่าคนเชื่อใจหรือไม่

“ประการต่อมา คือ เรื่องของความอยากเลือกตั้ง จริงๆ ความอยากเลือกตั้ง ถ้ามองว่าเกณฑ์พอไปได้มันก็โอเค หมายความว่า ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่เห็นว่าไม่ได้เลือกตั้งมานานแล้ว ขอเลือกตั้ง พรรคการเมืองก็อยากเลือกตั้งแล้ว ประชาชนก็รู้สึกว่าไม่ได้ไม่เสียอะไรชัดเจน เอาเป็นว่าให้มี สส.และ สว.กลับมาก็แล้วกัน

“ประการที่สาม คือ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ เราจะไปชี้แจงกับประชาชนอย่างไร คนบางคนอาจจะไม่อ่านรัฐธรรมนูญเลย แต่เขาก็ต้องการฟังว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นอย่างไร จะฟังจาก กรธ.โดยตรง หรือฟังจากเพื่อนฝูงจะว่าอย่างไร”

โฆษก กรธ. ประเมินว่า “สามปัจจัยนี้อะไรคือสิ่งที่กำหนดในตอนนี้ ผมคิดว่าเนื้อหาและการสื่อไปถึงประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญ ผมเริ่มมีความรู้สึกไม่แน่ใจว่ากว่าจะไปถึงวันลงประชามติเนี่ย รัฐบาลทำอะไรที่ถูกใจประชาชนได้ขนาดไหน เนื่องจากระยะเวลาค่อนข้างสั้น พอมีอันนี้ออกมาปุ๊บมันรู้สึกสับสน คือ จากเดิมที่เรารู้สึกว่าเดี๋ยวมีเลือกตั้งแน่นอนแล้ว แต่กลับมีเรื่องการขออีก 5 ปี ทั้งๆ ที่รัฐบาลก็บอกว่าฉันไม่ได้จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนะ แต่ฉันขอให้มีคนมาคอยค้ำเอาไว้ มันก็สับสน อันนี้ไม่รู้นะ คือ มองในภาพนี้ ตัวนี้มันเป็นตัวที่ไปเป็นปัจจัยที่สื่อทางความคิด

“ดังนั้น ผมคิดว่าตอนนี้เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญกลายเป็นส่วนที่ค่อนข้างสำคัญแล้วว่าคุณจะบอกอย่างไรว่าอันนี้ไม่ได้เป็นการสืบทอดอำนาจ หรืออันนี้จะทำให้ประชาชนอยู่กันอย่างปกติสุขได้อย่างไร ไม่รู้นะ เดิมผมคิดว่ารัฐบาลกับเรื่องของการเลือกตั้งมีส่วนเยอะ แต่พอสถานการณ์กลับเปลี่ยน กลายเป็นว่าตอนนี้ กรธ.ต้องยืนอยู่บนขาตัวเองแล้ว”

จากนั้น อาจารย์อุดม ได้พูดความในใจว่า “เราพูดกันตามจริงนะ ตอนที่ผมรับเข้ามาทำหน้าที่นี้ ผมก็เข้ามาด้วยความรู้สึกว่าทุกคนบริสุทธิ์ใจ เราถือว่าถ้าเมื่อไหร่เราทำได้ ตามที่เราตัดสินใจด้วยตัวของเราเองแล้ว โอเคอะไรจะเกิดไม่เป็นไร แต่อย่ามาบีบกัน เพราะผมถือว่าผมยังต้องยืนในสังคมนี้ ผมยังเป็นครูบาอาจารย์ มีคนมาพูดว่าอาจารย์ทำตามคำสั่ง ผมก็หมดแล้ว

“ผมไม่ได้รู้สึกตัดสินใจผิดที่เข้ามารับหน้าที่นี้ แต่ผมถือเป็นประสบการณ์ แล้วผมก็มีความคิดว่าแต่ละคนก็ทำหน้าที่ของเขาถามว่าเราอยากประสบความสำเร็จในการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็แน่นอน คงไม่มีใครกระโดดมาโดยหวังว่าเพียงแค่จะเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
เฉยๆ ถามว่ากดดันหรือไม่ ผมก็เฉยๆ นะ ทุกงานถ้าเราหวังจะประสบความสำเร็จ ก็ต้องเหนื่อยและมีเครียดเป็นธรรมดา แต่ไม่ได้รู้สึกลำบากใจอะไร

“การทำงานของ 21 คน เราก็แบ่งหน้าที่กัน ไม่ใช่ให้คนเดียวมารับไปทั้งหมด หรือโลกทั้งโลกเราต้องคิดให้รอบคอบคนเดียวเพราะมีหลายคนมาช่วยกันทำงาน”อาจารย์อุดม ทิ้งท้าย

เพิ่มสิทธิประชาชน สร้างองค์กรอิสระเข้มแข็ง

แม้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญจะเผชิญแรงต้านมากมาย แต่อีกด้านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ดำเนินการปรับแก้เนื้อหาหลายประเด็นตามที่หลายฝ่ายมีข้อเสนอเข้ามา โดย “อุดม รัฐอมฤต” โฆษก กรธ. สรุปถึงเนื้อหาในภาพรวมพอสังเขปดังนี้

“เดิมที่มีข้อสงสัยว่าทำไมเราไม่เขียนเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ เรื่องของการเขียนรายละเอียดในหมวดสิทธิเสรีภาพต่างๆ ที่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ค่อนข้างจะเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพไว้ค่อนข้างมาก เราก็ได้ปรับแก้ใส่เข้าไปให้ อันนี้เราพูดได้เลยว่าเราพยายามจะทำให้ดีขึ้น เขียนให้กระชับ เขียนให้ครอบคลุมและรองรับ” อาจารย์อุดมเริ่มแจกแจง

ต่อมาโฆษก กรธ. อธิบายเพิ่มเติมว่า “เราอาจพูดได้ว่าส่วนที่เขากังวล เราแก้ไขให้ แต่ส่วนที่เราคิดว่าเป็นส่วนที่ดีกว่าเดิม เช่น การแยกออกมาเป็นหมวดหน้าที่ของรัฐ ซึ่ง กรธ.เห็นว่าเป็นส่วนที่ดี เพราะว่ากระบวนการในการรับรองสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าอะไรก็ตามที่เป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคลในหลายกรณีรัฐอาจจะบอกว่ารอให้ประชาชนมาเรียกร้องก่อน ทำบ้างไม่ทำบ้าง เราจึงเห็นว่าควรกำหนดเป็นมาตรฐานไว้เลยว่าเป็นสิ่งที่รัฐต้องทำ และเมื่อประชาชนเห็นว่ามีความบกพร่องก็ถือว่าเป็นข้อที่เรียกร้องสิทธิเอาได้โดยตรงเลย”

“ข้อนี้เรายืนยันว่าต้องมี ซึ่งมีหลายเรื่องที่ภาคประชาชนไม่ได้ติดใจ เช่น หน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับเรื่องด้านการศึกษา ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าสิ่งที่ กรธ.เขียนไว้ในมาตรา 50 ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร แต่อาจขอให้เขียนเพื่อรับรองสิทธิมากขึ้น”

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดให้รัฐดูแลเรื่องการศึกษาให้ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจาก 12 ปี เหลือแค่ 9 ปีนั้น อาจารย์อุดม มีคำธิบายว่า “จากที่กำหนดให้รัฐรับรองดูแลเรื่องการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมาเป็นเฉพาะการศึกษาภาคบังคับ จนมีคนมาบอกว่าไปลดลง แต่ กรธ.ยืนยันว่าถ้าดูให้ดีในมาตรา 50 เราพูดถึงเรื่องศึกษาก่อนวัยเรียนที่รัฐต้องดูแลด้วย ซึ่งจริงๆ ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด”

“อันนี้เป็นวิธีเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาด้วย เพราะแนวความคิดเดิมที่ไปรับรองการศึกษาแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย 12 ปีนั้นจะมักเข้าใจว่า 12 ปี ในที่นี้หมายถึงประถมศึกษา 6 ปี และมัธยมศึกษา 6 ปี รวมเป็น 12 ปี เลยกลายเป็นอัตโนมัติว่าทุกคนต้องเรียนไปตามนี้ เพราะเรียนฟรีอยู่แล้ว แต่ปรัชญาของ กรธ.เราคิดว่าการศึกษาที่สำคัญและเป็นพื้นฐานจริงๆ คือ การศึกษาก่อนวัยเรียน การมาเริ่มต้นที่ประถมศึกษามีงานวิจัยในเชิงสากลพบว่าไม่ใช่พื้นฐานที่ดี เราเลยไปเพิ่มข้างหน้าแทนคือการศึกษาก่อนวัยเรียน”

การให้ดูแลการศึกษาถึงแค่มัธยมศึกษาตอนต้นจากเดิมถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย จะทำให้คนเรียนสูงน้อยลงหรือไม่? อาจารย์อุดม ให้ทัศนะว่า “เราเห็นว่าการเรียนสูงเป็นเรื่องดี แต่ต้องเป็นการเรียนสูงเพื่อความจำเป็นในการพัฒนาชีวิต เรามองว่าการพัฒนาชีวิตที่ดีต้องพัฒนาไปตามความถนัด ไม่ใช่เรียนไปตามๆ กันว่าทุกคนต้องเข้ามหาวิทยาลัย มันไม่มีประโยชน์”

ส่วนประเด็นสำคัญที่ กรธ.ถูกกล่าวหาว่าไปตัดสิทธิชุมชนในการปกป้องสิทธิตัวเอง อาจารย์อุดม ระบุว่า “ปัญหาสิทธิชุมชนเป็นปัญหาที่คนวิพากษ์วิจารณ์ว่า กรธ.ไปตัดเพื่อไม่ให้ชุมชนมีโอกาสในการเป็นผู้ไปดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของเขา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ จริงๆ เรื่องนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันในหลักการ ซึ่งเราได้แก้ไขตามข้อเรียกร้อง ในขณะเดียวกันหน้าที่ของรัฐในการดูแลเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก็ยังคงมีอยู่”

“บางเรื่องมันมีอยู่แล้วแต่เขียนให้ชัดขึ้น เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ถ้ามีผลกระทบ ประชาชนสามารถอ้างสิทธิเสรีภาพที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญมาเป็นเหตุในการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐได้ มีการเยียวยาต่างๆ ด้วย โดยไม่ต้องไปอ้างอิงในกฎหมายลูก”

อีกเรื่องคือ โครงสร้างอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ อาจารย์อุดม เปิดเผยว่า มีบางประเด็นที่แก้ไขและบางประเด็นที่ไม่ได้แก้ไข เนื่องจาก กรธ.เห็นว่าเป็นหลักการที่มีความเหมาะสมแล้ว

ในส่วนที่มีแก้ไขอย่างอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ อาจารย์อุดม ระบุว่า “เรื่องของแนวคิดเกี่ยวกับมาตรา 7 เดิม ทาง กรธ.ได้กำหนดในร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นว่าในปัญหาที่ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย เรามาทบทวนและเห็นว่าอาจมีบางเรื่องที่ไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรี องค์กรอิสระ”

“กรธ.จึงแก้ไขเป็นด้วยการกำหนดว่า ถ้าเมื่อไหร่มีเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้วให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญเรียกประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี รวมถึงประธานองค์กรอิสระทั้งหลายเข้ามาประชุมร่วมกันเพื่อหามติว่าในกรณีที่ไม่มีหลักเกณฑ์ กำหนดเอาไว้จะใช้ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างไร โดยใช้มติเสียงข้างมากในการตัดสิน แทนที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญเพียงองค์กรเดียว” อาจารย์อุดม ระบุ

ขณะที่เนื้อหาขององค์กรอิสระที่ กรธ.ยังคงยืนไว้ตามเดิม คือ การให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถยื่นเรื่องไปให้รัฐบาลดำเนินการทบทวนนโยบายบางประการ เพื่อระงับยับยั้งความเสียหายทางวินัยการเงินการคลัง

“เราถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ได้รับการยอมรับจากสังคมค่อนข้างมาก แม้ฝ่ายการเมืองจะยังวิจารณ์ก็ตาม เพราะเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง โดยมีตั้งแต่เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมไปถึงการมีมาตรการเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการควบคุมการทำประชานิยมที่จะมีการใช้จ่ายเงินแผ่นดินไปในทางที่เสียหาย”

“จากเดิมที่ต่างคนต่างดู กรธ.พยายามทำให้แต่ละองค์กรต้องทำงานประสานกันมากขึ้นเพื่อให้เกิดการปรึกษาหารือกัน เพราะในกรณีอย่างการทำโครงการใหญ่ๆ เราคิดว่าไม่ควรให้เฉพาะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไปดำเนินการ แต่เราคิดว่า ป.ป.ช. และ กกต.ต้องเข้ามาดูว่าสิ่งที่เขามาโฆษณาไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งมันมีอะไรที่น่ากลัวหรือไม่

“แน่นอนว่าคงไม่ใช่ไปเตือนเขาตั้งแต่เขายังไม่ทำ แต่จะเป็นการกำหนดแค่ว่าจะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินนโยบาย โดยจะไปกำหนดในกฎหมายลูกว่าจะต้องให้รายละเอียดกับ กกต.ไว้ส่วนหนึ่ง”

ท้ายที่สุด โฆษก กรธ. ยืนยันว่า องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มีหลักการที่ต้องเข้ามาควบคุมฝ่ายการเมือง ถึงขั้นที่ฝ่ายการเมืองไม่สามารถดำเนินการอะไรได้โดยอิสระ

“ปกติเวลาเราพูดมันก็โอเวอร์นะ ผมถามว่าท่านในฐานะเป็น สส. สว. รัฐมนตรี ท่านมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องบริหารจัดการและดูแลต่างๆ ถามว่าจะเข้าไปจัดการชีวิตของท่านให้เข้างานแปดโมงครึ่งออกงานสี่โมงครึ่ง ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องพรรค์อย่างนี้ แต่มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบในภาพรวม ซึ่งในอดีตพอมีมาตรฐานทางจริยธรรมแล้วพบว่ามันเป็นมะเขือเผา คนที่ทำผิดก็ไม่ต้องรับผิดอะไรเลย”

อาจารย์อุดม สรุปว่า ในทางกลับกันองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญสามารถถูกตรวจสอบได้เช่นกัน ทั้งในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและจริยธรรม พร้อมกันนี้ยังมีหน้าที่ต้องรายงานผลการทำงานต่อสภาทุกปี ตรงนี้ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะผลงานขององค์กรอิสระไม่ได้อยู่ที่การจับคนโกงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างมาตรการที่ช่วยให้การทำงานของประเทศเป็นไปโดยสุจริต

 

สนช.เร่งพรบ.ประชามติ ตั้งเป้าผ่านทุกวาระ7เม.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มีนาคม 2559 เวลา 17:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/422160

 

สนช.พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประชามติ 18 มี.ค.ตั้ง กมธ.ศึกษาใน 20 วันผ่านวาระ 3 เดือน เม.ย.

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ วิป สนช. เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 มี.ค.ทาง สนช.จะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณา 21 คน โดยใช้เวลา 20 วัน และคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาวาระ 2 และ 3 ไม่เกินวันที่ 7 เม.ย.

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. กล่าวหลังหารือร่วมกันระหว่างตัวแทน สนช.และสมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ (สปท.) เรื่องการตั้งคำถามประชามติ ว่า ได้ให้ สปท.ไปกลั่นกรองคำถามการทำประชามติจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของ สปท.ทั้ง 12 คณะ ให้เหลือเพียงคำถามเดียว

สำหรับ สนช.จะประชุมในวันที่ 7-8 เม.ย.เพื่อพิจารณาการตั้งคำถามประชามติ ยืนยันว่า สนช.ไม่มีธง เป็นคำถามที่เป็นทางออกของประเทศไม่สร้างความขัดแย้ง และคำถามไม่จำกัดว่าต้องเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะให้อิสระสมาชิก สนช.

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า จะเป็นธรรมกับประชาชนมากกว่า ถ้า คสช.ประกาศตรงๆ เลยว่าอยากอยู่ต่ออีกกี่ปี แล้วทำประชามติกันในประเด็นนี้ ไม่ต้องเสียเวลาเถียงกันในเรื่องที่ผู้มีอำนาจถือคำตอบสุดท้ายไว้ตั้งแต่ต้น

ตีโจทย์เศรษฐกิจไทยดิ่งยาว…10 ปี ปัจจัยใน-นอก รุมเร้าหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มีนาคม 2559 เวลา 13:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/421805

ตีโจทย์เศรษฐกิจไทยดิ่งยาว...10 ปี ปัจจัยใน-นอก รุมเร้าหนัก

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ, ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาเศรษฐกิจของประเทศกำลังเป็นปัญหาหนักอกของรัฐบาลในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเป็นระยะ แต่ช่วยได้เพียงระดับหนึ่ง เพราะสุดท้ายแล้วตัวเลขเศรษฐกิจที่หน่วยงานภาครัฐประกาศออกมาก่อนหน้านี้ล้วนแต่สะท้อนในทางที่ไม่ดีอย่างที่รัฐบาลตั้งความหวัง

พิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย (พท.) อดีต รมว.พลังงาน และอดีต รมช.คลัง ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ถึงภาพรวมปัญหาเศรษฐกิจของไทย ว่า “ตอนนี้น่ากังวล สัญญาณการส่งออกล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค. 2559 ลดลง 8.91% เมื่อภาพการส่งออกทรุดลงแบบนี้และประกอบกับการลงทุนจากต่างประเทศที่หายไปอีก 78% ถามว่านั่นใช่สัญญาณว่าต่างประเทศทิ้งประเทศ ไทยแล้วหรือไม่ เขาไม่เอาแล้วหรือเปล่า ผมมองว่าที่เป็นแบบนี้ค่อนข้างชัดว่าเศรษฐกิจเราจะดิ่งไปอีกมาก เพราะเมื่อการลงทุนไม่เกิด อนาคตการส่งออกก็แย่”

ดังนั้น เมื่อไม่มีการลงทุน ไม่มีการส่งออก เศรษฐกิจไทยจะฟื้นต้องใช้เวลาอีกมาก อยากเตือนทุกคนว่าเศรษฐกิจขณะนี้หนักมากจะทำให้คนลำบากขึ้น ที่น่าห่วงคือ จะทำให้สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี กินเวลายาวและต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีก 5-10 ปี ที่บอกว่าเศรษฐกิจไทยจะใช้เวลาฟื้นตัวอีก 5-10 ปี จะนับจากหลังที่เรามีการเลือกตั้งและการเลือกตั้งนั้นต้องเลือกตั้งด้วยความสงบ แล้วประเทศเข้าสู่ในหลักเกณฑ์ที่รับได้ ไม่ใช่การเลือกตั้งที่มีรัฐธรรมนูญแล้วไม่ได้รับการยอมรับ

พิชัย อธิบายอีกว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจเรื่องการลงทุน สำหรับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นไม่ได้ลดลง เพราะในภูมิภาคนี้มีการเจริญเติบโตสูง แม้มีเงินไหลเข้ามามาก แต่ไหลไปที่อื่น เช่นตัวเลขการลงทุนของเมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ทุกประเทศตัวเลขขยายหมด มีแต่ของไทยที่ลดลง อย่าไปมองว่าเศรษฐกิจโลกแย่อย่างเดียว ถามว่าเศรษฐกิจประเทศไทยเจอเกิดจากอะไร ประเทศเดินไม่ได้เศรษฐกิจจะเสียหายมาก

สำหรับปัญหาเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยจากปัญหาเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะการชะลอตัวของสาธารณรัฐประชาชนจีนและราคาน้ำมันที่ผันผวน ซึ่งอดีตรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจรายนี้อธิบายในสาระสำคัญดังนี้

ปัจจัยแรกคือจีน ทันทีที่เปิดศักราชใหม่ เศรษฐกิจจีนก็แย่เลยตลาดหุ้นจีนตกอย่างมากต้องหยุดการซื้อขายสองครั้ง ค่าเงินหยวนอ่อนลง ถ้าเรามองทั้งโลกเศรษฐกิจจีนจะเป็นปัญหาหลัก เพราะปัญหาจีนมีหลายอย่างเริ่มโผล่ขึ้นมา ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตเร็วก็จริง แต่มีปัญหาในเรื่องธรรมาภิบาล ปัญหาหลักของจีน เวลานี้ไม่ต่างจากปัญหาเศรษฐกิจไทยเมื่อปี 2540 เมื่อจีนปล่อยให้หุ้นโต 150% ภายใน 1 ปี แต่การเจริญเติบโตลดลงหุ้นก็ต้องทรุด เนื่องจากจีนต้องการให้ตลาดหลักทรัพย์โตเท่าสหรัฐแต่ทำไม่ได้ ดังนั้นเศรษฐกิจจีนก็ต้องใช้เวลาอีกนานอย่างต่ำ 3-5 ปี

ปัจจัยที่ 2 ราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะมีราคาต่ำไปอีก 10 ปี หรืออาจจะไม่ขึ้นก็ได้ โดยมีปัจจัยมาจากการค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ๆ จำนวนมาก ขณะเดียวกันการใช้น้ำมันก็ลดลงเรื่อยๆ เพราะมีพลังงานทางเลือกมาก เช่น ไฟฟ้า เมื่อน้ำมันราคาลดลงประเทศที่ผลิตน้ำมันส่งออกก็มีปัญหา ราคาน้ำมันที่ผันผวนส่งผลไปถึงราคาสินค้าเกษตรที่ลดลงตามด้วย ไม่ต่างอะไรกับราคาสินค้าประเภทโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะยางพารา เหนื่อยมากไม่มีทางขึ้นเพราะถ้าน้ำมันถูกราคายางพาราก็จะลงตามไปตลอด เพราะยางสังเคราะห์จะมีต้นทุนที่ถูกกว่าก็จะเป็นปัญหาระยะยาว

แม้การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย แต่ในทัศนะของพิชัยมองอีกด้านว่าไม่ควรมองเพียงมิติเศรษฐกิจโลกเพียงอย่างเดียว เพราะต้องย้อนกลับมาดูปัจจัยต่างๆ ภายในประเทศไทย ซึ่งสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไม่ต่างกัน

“เมื่อเรามองปัญหาจากปัจจัยภายนอกแล้ว เราย้อนกลับมามองปัญหาภายในของไทยด้วยที่ค่อนข้างเหนื่อย ผมเคยเตือนมาตลอดว่าถ้าต่างประเทศเขาไม่มั่นใจเราว่า เหตุการณ์ต่างๆ จะจบลงเมื่อไหร่ หรือถ้าไทยถูกแซงก์ชั่น (มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ) นักลงทุนที่ไหนจะมาลงทุน ไม่ว่ารัฐบาลจะไปออกโปรโมชั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไร ถ้าเขามาลงทุนแล้วขายของไม่ได้ ต้องเข้าใจว่านี่คือปัญหา หากเขาไม่ทราบว่าเราจะจบยังไงเลือกไปทางไหน เขาก็ไม่กล้าเสี่ยง เพราะมันไม่คุ้ม”

“ประเทศทั้งอาเซียนเศรษฐกิจเขาดีหมด โดยเฉพาะเวียดนามเศรษฐกิจเขาดาวรุ่งมาก สินค้าการลงทุนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เข้าไปที่เวียดนามหมด เวียดนามเศรษฐกิจเขาโต 6.68% ส่งออกเขาโต 8.1% จะพูดว่าเวียดนามได้จากประเทศไทยก็ได้ เพราะคนไม่มั่นใจในไทยการลงทุนก็หันไปที่เวียดนามหมด เพราะดูตัวเลขการลงทุนต่างประเทศเวียดนามโตได้ การลงทุนต่างประเทศเวียดนามเพิ่มขึ้น 17.4% อย่าไปเข้าใจว่าโลกแย่แล้วประเทศอื่นจะแย่หมด”

“สิ่งที่เราเป็นอยู่อย่างนี้จะทำให้ประเทศเราเสียโอกาส สุดท้ายคนไทยต้องไปทำงานที่ประเทศเพื่อนบ้าน เพราะประเทศเพื่อนบ้านเขาจะโตทันเราและอุตสาหกรรมใหม่ๆ จะไปที่ประเทศนั้นๆหมด”

ที่บอกว่านักลงทุนมองไทยว่ายังไม่มีจุดจบนั้นหมายความว่าอย่างไร? พิชัย อธิบายว่า “คือความสงบ ความน่าเชื่อถือ ความน่าไว้วางใจ หลายประเทศมีกระบวนการพัฒนาประเทศที่ดีขึ้น เช่น เมียนมา กระบวนการพัฒนาของเขามีทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ได้แย่ลง มีการเลือกตั้ง มีการแก้กฎหมายต่างๆ ให้เข้าสู่รูปแบบประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ประเทศเรากลับร่างรัฐธรรมนูญย้อนหลังกลับไป กระบวนการพัฒนาของเราถอยหลัง”

“ลองคิดดูว่าประเทศไหนที่กระบวนการพัฒนาถอยหลังแล้วเจริญบ้าง เราต้องคิดให้ชัดว่าที่เราเดินอยู่ตอนนี้เดินหน้า หรือถอยหลัง การดำเนินการอะไรตอนนี้จะทำอะไรก็ได้ให้ต่างประเทศเขามั่นใจ เพราะเศรษฐกิจเราขึ้นกับต่างประเทศเยอะ ไม่ได้โตด้วยตัวเองได้”

การตลาด แก้ปัญหาไม่ได้

พิชัย ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลว่า “ย้อนกลับมามองทีมเศรษฐกิจของไทยหลายอย่างมีวิธีคิดที่น่าสงสัย ตอนแรกผมดีใจที่เขารู้ปัญหาที่พูดถึงเสาหลักเศรษฐกิจที่เสื่อม แต่ตอนนี้กลับมาพูดเรื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการไม่เน้นการส่งออก ถามว่าถ้าประเทศไทยไม่เน้นการส่งออกจะพึ่งอะไร ดูอย่างสิงคโปร์ที่เขาส่งออกกว่า 100% ของจีดีพี ถ้าประเทศเราเล็กก็ต้องผลิตอะไรเยอะ ที่สร้างกำไรมากแล้วมาพัฒนาประเทศ”

“การบอกว่าเราต้องพึ่งการบริโภคภายในประเทศ คือสิ่งที่ถูกต้อง แต่ต้องพยายามเอากำไรจากการส่งออกมาขยายการบริโภคในประเทศ ให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อให้การบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้นสูสีกับการส่งออก ถ้าไม่มีส่งออกจะเอาเงินที่ไหนมาบริโภค รัฐบาลจะแจกเงินไปเรื่อยๆอย่างนั้นหรอ เหมือนกับถ้าครอบครัวไม่มีเงินจากการทำธุรกิจ ไม่มีเงินกงสี แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปแจกพี่น้อง”

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลหรือนโยบายประชารัฐ มองว่าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยได้หรือไม่? อดีต รมช.คลัง จากพรรคเพื่อไทย มองว่า “ต้องดูโครงสร้างเพราะสิ่งที่รัฐเอามาอัดแคมเปญ พบว่ามูลค่าน้อยมากเมื่อเทียบค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น งบลงทุนหายไปเท่าไหร่ จากปีละเป็นล้านๆ บาท แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงแค่ 2 แสนล้านบาท แบบนี้จะเอาเงินที่ไหนมาอัดในส่วนที่หายไป ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนว่าสิ่งที่รัฐทำ แค่ประคองเท่านั้น อีกทั้งยังประคองไม่อยู่ด้วยซ้ำเมื่อเทียบสัดส่วนความเสียหาย”

“ผมพูดอยู่เสมอว่าการทำเศรษฐกิจอย่าไปทำแบบการตลาด ที่จะไปพูดโน้มน้าวจะทำโน้นทำนี่ แต่ตัวเลขจริงๆ มันไม่ปรากฏออกมา มันก็ไม่ดี คุณจะมาพูดยังไงก็ได้ไม่ได้ ผิดกับการเมืองที่จะด่าคนไปเรื่อยๆ ด่าได้ วันนี้เขาเป็นคนดีด่าไปเรื่อยๆ วันหนึ่งคนก็เชื่อว่าเขาเป็นคนเลว แต่เศรษฐกิจไม่เหมือนการเมือง ถ้าคนไม่มีตังค์ไม่มีจะกินก็คือไม่มีจะกิน”

“ผมมองว่าวันนี้เรายังตกไม่สุด ปัญหาเศรษฐกิจยังทรุดตัวไปเรื่อยๆ ยังทรุดไปได้มากกว่านี้ ถ้าการส่งออก การลงทุนไม่ขยาย เศรษฐกิจไม่มีทางดี จะพึ่งพาแต่การท่องเที่ยวไม่ได้ เพราะการท่องเที่ยวเป็นตัวเสริมในทางเศรษฐกิจ แต่เราต้องมีภาคการผลิต การส่งออก สร้างรายได้ สร้างงาน ให้เราเจริญต่อไปได้ เราจะทำยังไงให้บริษัทส่งอออกโต แล้วเอารายได้มาช่วยคนข้างล่างให้มีรายได้เพิ่มขึ้น”พิชัย สรุป

ยิ่งปฏิรูปยิ่งถอยหลัง ต้องเร่งสร้างความมั่นใจ

หลังจากวิพากษ์ถึงภาพรวมปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเผชิญในปัจจุบันรวมถึงอุปสรรคที่ต้องเจอในอนาคตแล้ว “พิชัย” ยังให้แง่มุมในการแก้ไขปัญหาไว้อย่างสนใจ โดยย้ำว่าประเทศไทยไม่ควรมียุทธศาสตร์ชาติที่มีผลผูกพันถึง 20 ปี เพราะอาจทำให้ไม่เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ควรเน้นให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของอาเซียนมากกว่า

“สำหรับยุทธศาสตร์ 20 ปี ถามว่าใครจะรู้อนาคตว่า อีก 20 ปี โลกนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร ที่ผ่านมา 2 ปีนี้ ใครจะรู้ว่าน้ำมันจะลงเร็วขนาดนี้ โลกเปลี่ยนเร็วมาก แล้วยุทธศาสตร์ 20 ปี บอกว่าห้ามเปลี่ยนแปลง ถ้าโลกเปลี่ยนแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ประเทศเราจะเป็นอย่างไร ขนาดแผนสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เขียน 5 ปี ยังไม่ค่อยจะดีเลย แล้วพอมาทำเป็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็อาจเป็นปัญหาได้ในอนาคต จึงต้องคิดทบทวนให้ดีๆ”

“ไม่รู้ว่ารัฐบาลติดกรอบอะไรกับยุทธศาสตร์ ดังนั้นต้องคิดให้ดีผมไม่รู้ว่าเขาต้องการคิดแบบตีกรอบ เพื่อให้รัฐบาลทำอะไรไม่ได้หรืออย่างไร อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นผม ช่วงแรกๆ หากจะให้ตั้งยุทธศาสตร์ 20 ปี คือแนวคิดว่าจะทำอย่างไรตั้งไทยให้เป็นศูนย์กลางอาเซียน นี่คือทางรอดของเรา เราต้องเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้า เอาของแพงๆ มือถือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องยนต์ มาอยู่กับเรา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับประเทศ”

“จากนั้นเอาสินค้าอื่นๆ ให้คนไทยเป็นเจ้าของแล้วเอาไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะค่าแรงยังไม่แพงเหมือนกับการมีรถคันแรก ซึ่งไม่ใช่เป็นการประชานิยม แต่มันคือความต้องการให้คนที่อยากได้รถมีรถ และไทยต้องการเป็นศูนย์กลางการผลิตของอาเซียน เมื่อความต้องการและดีมานด์เพิ่มขึ้น เราต้องถูกเลือกเป็นแหล่งลงทุน แต่ตอนนี้สิ่งที่ทำไว้เดิมก็เหมือนสูญปล่า”

“การจะเป็นศูนย์กลางการผลิต การจำหน่ายและบริการ เราต้องทำให้ทุกคนเชื่อด้วยความเชื่อมั่น สิ่งเรานี้จะโตด้วยระบบของมันเอง กระบวนการดำเนินการภายในประเทศต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนตามหลักสากล แล้วทุกอย่างมันจะเป็นไปตามอัตโนมัติของมันเอง มองให้ชัด คิดให้ชัด และปฏิบัติให้ชัด เมื่อทำได้อย่างนี้จะเดินหน้าและขับเคลื่อนได้อย่างเป็นระบบ”

นอกเหนือไปจากการมียุทธศาสตร์ที่ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตแล้ว พิชัย เห็นว่าควรสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติด้วย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สุด รวมทั้งต้องทำให้กฎหมายสามารถเอื้อต่อการพัฒนาประเทศไทยเช่นกัน เพราะถ้าทำส่วนนี้ให้เกิดขึ้นได้ ทุกอย่างจะเดินหน้าได้อย่างเป็นระบบ

“หลักที่สุดเลยคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างประเทศอย่างไร คุณจะทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งก็ตาม ต้องสร้างความมั่นใจให้ได้ เดิมกระบวนการเป็นประชาธิปไตยเต็มที่แต่วันนี้กลับจะย้อนกลับไปอีก ก็ไม่มีใครเชื่อถือ ถ้าก้าวแล้วถอยหลังมันก็ไม่ได้”

“เรื่องปฏิรูปก็อย่าถอยหลัง ถ้าปฏิรูปแล้วถอยหลังก็เห็นผลกันอยู่ทุกอย่างมันก็จะถอยหลังตามๆ ไป ต้องเข้าใจว่ากฎหมายในโลกปัจจุบัน จะเขียนให้มีความคล่องตัวเพื่อที่จะออกนโยบายแข่งขันกับประเทศอื่นได้ทันที และเพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกพรรคการเมืองที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลที่จะไปแข่งขันได้ ทั้งหมดนี้เป็นการออกมาเตือนคือด้วยความเป็นห่วงและหวังดี”พิชัย เสนอแนะ

ทุบสถิติ…ปรับทัศนคติ 7 ครั้ง แขกประจำ คสช.

พิชัย นริพทะพันธุ์ เป็นหนึ่งในนักการเมืองซีกพรรคเพื่อไทยที่มีโอกาสได้พบกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มากที่สุด ที่บอกว่ามีโอกาสได้พบกับ คสช.นั้นไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง แต่พบในฐานะที่ถูก คสช.เชิญไปปรับทัศนคติความเห็นต่างทางการเมืองและมุมมองด้านเศรษฐกิจจากที่ออกมาแสดงความคิดเห็นจนไม่กริ่งเกรงอำนาจทหาร

ณ เวลานี้ พิชัยทำสถิติเข้ารับการปรับทัศนคติจาก คสช.ไปแล้ว 7 ครั้ง เจ้าตัวพูดขำๆ กับโพสต์ทูเดย์ว่า “ไม่รู้หลังจากนี้จะถูกเชิญเป็นครั้งที่แปดหรือเปล่า” จากนั้นก็เริ่มเล่าถึงบรรยากาศในค่ายทหารระหว่างการปรับทัศนคติแต่ละครั้งให้ฟัง

ครั้งที่ 1 คือช่วงรัฐประหาร ตอนนั้นก็โดนเรียกกันไปอยู่แล้ว ก็โอเค เขาดูแลดี มีอาหารทะเลกินด้วย มื้อเช้ามีทั้ง โจ๊ก ปาท่องโก๋ กาแฟ ขนมครก กลางวันยังมีสตาร์บัคส์เลย ครั้งที่ 2 ผมไปวิจารณ์เรื่องพลังงาน เรื่องน้ำมัน หลังจากนั้นก็มีทหารในกองทัพภาคที่ 1 เรียกไปคุย แล้วบอกว่าที่วิจารณ์นั้นมันไม่ใช่ ทั้งที่เขายังไม่รู้เลยว่าผมพูดอะไรไป ซึ่งจริงๆ ผมวิเคราะห์หลายเรื่อง

“ผมชี้แจงกับนายทหารท่านนั้นไปว่า ที่ผมพูดคือเศรษฐกิจจะแย่ นายทหารท่านนั้นจึงท้าพนันผมเลย ถ้าไม่แย่คนละพันไหม แล้วผมก็รับคำท้าว่าเอาเลย ผมอยากเสียพนันพันนึง นายทหารก็บอกว่าคุณกระจอกไม่รู้เรื่องหรอก แล้วผมก็บอกว่าผมพูดแล้วอีก 3 เดือนมาดูกันว่ามันจะแย่หรือเปล่า สุดท้ายมันก็แย่จริงๆ”

ครั้งที่ 3 พิชัย เล่าว่า “อยู่ดีๆ เขาก็มาเชิญผมไป แล้วบอกว่าไปกินกาแฟกันหน่อย อยากกินกาแฟด้วยกัน ผมจึงเชิญเขามาที่โรงแรมกลางใจเมืองแทน แต่เขาก็ไม่มา บอกว่าไม่รู้จัก เมื่อถึงเวลาเขาก็โทรมาเชิญไปที่สโมสรทหารบก วันนั้นผมพาเพื่อนไปด้วย เพราะคิดว่าไปกินกาแฟเฉยๆ แต่พอถึงเวลาจริงเขาก็พาทีมงานมานั่งฟังผมด้วย ให้พูดเรื่องเศรษฐกิจ แล้วก็ถามว่าจะเอาใครมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เขาก็บอกชื่อมาหลายคน การคุยวันนั้นเป็นชั่วโมงเลย แล้วก็มีคนมาจดรายละเอียด แล้วก็บอกให้ผมพูดน้อยๆ ลงหน่อย

ครั้งที่ 4 มีทหารยศพันโทมาหาที่บ้าน พร้อมด้วยรถฮัมเมอร์แบบทหารมาด้วย แล้วผมก็ชี้แจงว่าให้ไปอ่านดูว่าที่ผมพูด ไม่เคยพูดถึงทักษิณสักคำ มีแต่พูดว่าประเทศจะเดินไปยังไง แก้ปัญหาเศรษฐกิจยังไง ดูครอบครัวบ้านพี่สิว่าลำบากไหม บ้านขายของไหม คนเราต้องรับความจริง ผมไม่ได้จะไปกล่าวหาซี้ซั้ว แล้วเขาก็เออออกลับไป แล้วก็ถ่ายรูปไป”

พิชัย เล่าอีกว่า “จากนั้น 2 อาทิตย์ มาอีกเป็นครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นส่วนของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) คราวนี้เรียกไปที่สโมสรทหารบก มีนายพล 7-8 คนเลย แล้วมีพันเอก อีกเป็นสิบๆ คน แล้วเขาให้ผมอธิบายสภาพเศรษฐกิจ หลังจากที่ผมไปให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ว่า ‘อย่ากดทุกอย่างให้นิ่ง แล้วประชาชนจะอดอยาก’ แปลว่าอะไร แล้วก็อธิบายว่าถ้าจำกัดสิทธิทุกคนที่วิจารณ์ ไม่ให้คนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ประเทศจะเดินหน้าได้ยังไง

“ผมอธิบายสภาพเศรษฐกิจอย่างละเอียด ทหารก็บอกว่า พี่พูดดีมากเลย พี่ทำรายงานให้ผมหน่อยได้ไหม แล้วจะเอาไปให้นายกฯ ผมจึงบอกว่าที่พูดไป ชั่วโมงสองชั่วโมงที่แล้ว ที่อัดวิดีโอไว้ก็เอาไปให้นายกฯ ดูสิ จะได้รู้ว่าผมพูดอะไร ถ้าพูดผิดผมก็เสียคนเอง จากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ก็เชิญไปออกรายการโทรทัศน์เดินหน้าประเทศไทย

“อีกสักเดือนกว่าๆ ก็ถูกเรียกไปครั้งที่ 6 คราวนี้ยังเรียกไปให้อธิบายเรื่องเศรษฐกิจอีกเหมือนเดิม ก็ไปคุยว่าจะเดินหน้าอย่างไร หลังจากอธิบายเสร็จ ทหารก็บอกให้ผมเงียบๆ หน่อยอย่าไปพูดอะไรมาก หลังจากนั้นก็อนุญาตให้ผมเดินทางไปประเทศอังกฤษเลย ส่วนครั้งล่าสุด ครั้งที่ 7 ทหารโทรมาหาผมแต่เช้าหลังจากที่ผมแสดงความคิดเห็นว่าถ้ารัฐบาลยังอยู่ไปอีก 20 เดือน เศรษฐกิจจะมีปัญหา ซึ่งพอโทรมาหาผมเสร็จ เขาก็มารับผมที่บ้าน

“ได้แต่คิดในใจว่ามันแปลก ต้องโดนอะไรแน่ๆ เลย แล้วสักประมาณ 09.30 น. ทหารก็มาถึง แต่ก่อนหน้านั้นผมก็โพสต์เฟซบุ๊กแล้วว่า ผมจะถูกเรียก แล้วก็มีนักข่าวตามมาที่บ้านผม วันนั้นทหารบอกให้ผมขึ้นรถทหารไป ไม่ต้องเอารถไปเดี๋ยวกลับมาส่งเอง พอไปถึงค่ายทหารมีหมอมารออยู่ 5-6 คน มาจับผมวัดความดัน วัดอุณหภูมิร่างกาย หมอทหารแต่ละคนมาถามเลยว่า เศรษฐกิจจะเป็นยังไง พี่ครับผมมีหุ้น ปตท.อยู่จะเป็นอย่างไรบ้าง จะซื้อทองได้ไหม

“จากนั้นมีทีมงานทหารอีกทีมเข้ามา แล้วบอกว่าผมพูดโน่นนี่ มาพูดให้เกิดความแตกแยก แล้วเขาก็ให้ผมไปที่ที่หนึ่ง พออีก 2 วัน มีนายทหารยศพันโท ที่ดูแลที่นั่นมาทักทาย พออยู่ครบ 7 วันก็เอาทหารพระธรรมนูญมาเต็มเลยแล้วบอกว่าผมผิด คดีเพียบเลย 5 คดีนะ นี่ถ้าไม่หยุดพูด ก็จะโดนคดีละ 3 ปี แล้วจะติดคุก 15 ปีเลยนะ ผมก็เลยไม่ค่อยได้พูด”

พิชัย สรุปว่า สิ่งที่พูดทั้งหมดนี้ คิดว่าการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยเป็นเรื่องที่จำเป็น ไม่ว่าจะเรียกว่าประชานิยมหรือประชารัฐ เมื่อดูแล้วก็ไม่เห็นจะแตกต่างกัน แต่ปัญหาคือ ประชารัฐกลับไม่สามารถทำให้ประชาชนรู้สึกว่าความเป็นอยู่ของตัวเองดีขึ้นได้

“อีกทั้งหลายฝ่ายยังกังวลว่าประโยชน์ของประชารัฐจะตกอยู่กับกลุ่มบางกลุ่มมากกว่าจะตกอยู่กับประชาชน ดังนั้นจึงอยากให้มีการสำรวจความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ใช้โพลสำรวจที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน” พิชัย สรุป

 

“กระทิง พูนผล” มือปั้นสตาร์ทอัพไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2559 เวลา 07:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/421196

"กระทิง พูนผล" มือปั้นสตาร์ทอัพไทย

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

หากเอ่ยถึงคนไทยที่เป็นบุคคลต้นแบบสำหรับคนรุ่นใหม่ในวงการสตาร์ทอัพที่จุดประกายให้กล้าที่จะคิดต่างและออกมาเป็นนายตัวเอง คงหนีไม่พ้น กระทิง พูนผล คนไทยอีกคนหนึ่งที่เข้าไปตามหาความฝันของตนเองในซิลิคอน วัลเลย์ จนได้นั่งในตำแหน่งบริหารชั้นสูงขององค์กรระดับโลกอย่างกูเกิล และกลับมานั่งเก้าอี้ผู้บริหารองค์กรชั้นนำอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในทีมผู้ริเริ่มโครงการแอคเซเลเรทของดีแทค โรงเรียนสอนสตาร์ทอัพ และยังเป็นที่ปรึกษาด้านฟินเทคให้กับธนาคารชั้นนำของไทยอีกด้วย

กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล เล่าถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตของตัวเอง จากการเป็นพนักงานบริษัทในเครือพีแอนด์จีตั้งแต่เรียนจบนานถึง 7 ปี ที่เรียกได้ว่าทำตั้งแต่จุดเริ่มต้นทั้งฝ่ายผลิต โลจิสติกส์ เทคนิค จนก้าวมาเป็นฝ่ายขายและการตลาดจนได้รับรางวัลจากผู้บริหารใหญ่ และเมื่อถึงจุดอิ่มตัวก็เริ่มมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ซึ่งเป็นยุคแรกๆ ของอินเทอร์เน็ตที่เข้ามาและยังเป็นพื้นที่ที่เล็กมาก

“อินเทอร์เน็ตในยุคนั้นสำหรับผม ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนชีวิต ตอนนั้นผมคิดว่าอินเทอร์เน็ตนี่แหละที่จะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนอนาคต และอยากที่จะก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของอนาคต จึงเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษอย่างเต็มที่จากจุดเริ่มต้นภาษาอังกฤษที่เรียกว่าจากศูนย์ แต่เพราะต้องการเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จึงพยายามสอบจนได้คะแนนเฉลี่ยกว่า 700 ถือว่าเยอะกว่าค่าเฉลี่ยในยุคนั้น”

ชีวิตในอเมริกาช่วงแรกนั้น ไม่ได้ราบรื่นและสุขสบายเลย หนุ่มไทยจากกำแพงเพชรได้เล่าให้ฟังว่า ตัวเองไม่ได้มีเงินถุงเงินถังในการเข้าเรียนและค่าเทอมก็ค่อนข้างสูงมาก จึงสมัครขอทุนการศึกษาเพื่อช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายและทำงานพิเศษไปพร้อมกันด้วย

“โอกาสที่ดีสำหรับผมอีกเรื่องคือการได้เข้าเรียนในคลาสที่มี อีริค ชมิดท์ ประธานกรรมการบริหาร กูเกิล อิงค์ มาสอนให้คิดแบบยุทธศาสตร์ ซึ่งตอนนั้นถือว่าเป็นยุคแรกของยาฮูและอีเบย์ จุดประกายให้ผมคิดว่าจะเอาแนวความคิดแบบสตาร์ทอัพและธุรกิจมาเชื่อมโยงกันได้อย่างไร และได้ฟังแนวคิดด้านการเป็นสตาร์ทอัพยุคแรกจาก มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ที่มีผู้ใช้งานเพียง 8 ล้านยูสเซอร์ จนปัจจุบันมีมากกว่าพันล้านคน ก็คิดว่าจะช้าอีกไม่ได้แล้ว”

กระทิงยังเล่าตัวอย่างธุรกิจสตาร์ทอัพในต่างประเทศที่น่าสนใจให้ฟังว่า การเป็นสตาร์ทอัพที่ดีนั้น จะต้องเปลี่ยนชีวิตของคนส่วนมากให้ได้ เช่น แซม โกลด์แมน ซึ่งเป็นซีอีโอของ D.Light ผลิตโคมไฟที่ชาร์จในตอนกลางวันเพื่อนำไปใช้งานตอนกลางคืน ช่วยให้หมู่บ้านที่ไฟฟ้าเข้าไปไม่ถึงที่มีกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลก เพิ่มโอกาสให้คนเหล่านี้สามารถหารายได้เพิ่มขึ้น 1 เหรียญในตอนกลางคืน และระดมทุนได้กว่าพันล้านบาท จากการขายโคมไฟซึ่งต้นทุนถูกกว่าเทียนไข แต่ประโยชน์คือให้แสงที่มากกว่า โดยเด็กเล็กไม่เสี่ยงตาบอดจากควันไฟจากแสงเทียน ซึ่งตอนนี้มีกว่า 150 ล้านครัวเรือน ที่ได้ใช้งานโคมไฟนี้ และตัวแซมเองก็ติดอันดับสตาร์ทอัพที่มีรายได้สูง 50 อันดับระดับโลกจากนิตยสารฟอร์บส์

หลังจากนั้น กระทิงได้เข้าไปทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างกูเกิล ซึ่งไม่ได้ง่ายอย่างที่คาดคิด หากเป็นการเข้าทำงานในองค์กรชั้นนำของไทยนั้น ระดับกระทิงแล้วรอนั่งตำแหน่งสูงได้เลย แต่เขาเลือกทำตามฝันมากกว่า

“ผมไปสัมภาษณ์งานที่กูเกิลถึง 9 รอบในระยะเวลาเกือบ 6 เดือน ในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งกว่าจะได้มานั้นก็มีเรื่องดราม่าในครอบครัวถึง 4 ครั้ง ที่ทำให้ผมเกือบจะตัดใจและเดินทางกลับไทยแล้ว แต่คำสั่งสอนของแม่ทำให้ผมไม่ท้อและคิดได้ว่ากว่าจะมาจนถึงวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าถอดใจและกลับประเทศก็เท่ากับสูญเปล่า และความอดทนของผมก็สมหวังเมื่อได้เข้าไปนั่งในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดเชิงข้อมูลดูตลาดกูเกิลในจีนและญี่ปุ่น”

เมื่อครั้งที่ต้องเข้าไปดูตลาดหลักที่จีนนั้น เรียกได้ว่าสร้างความเครียดให้กระทิงไม่น้อย เพราะวันแรกที่เข้าไปถึงกูเกิลถูกสั่งบล็อกเว็บห้ามประชาชนเข้าใช้งานทันที เพราะไม่ทำตามเงื่อนไขของรัฐบาลจีน นั่นคือการเซ็นเซอร์ข้อมูล ทำให้กูเกิลต้องถอนตัวออกจากตลาดจีน และกระทิงก็ดูแลแค่ตลาดญี่ปุ่นเท่านั้น

“ช่วงที่ดูแลตลาดญี่ปุ่นถือว่าสนุกและดีมาก เพราะทีมที่ทำงานด้วยกันมีความสามารถและคิดค้นนวัตกรรมอยู่เสมอ จากนั้นก็ตัดสินใจมาทำแผนกกูเกิล เอิร์ธ ซึ่งเป็นเอิร์ธ 5 และทำซอฟต์แวร์เกี่ยวกับใต้ทะเล และเชิญอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ อัล กอร์ บุคคลที่รณรงค์เรื่องโลกร้อน และ จิมมี่ บัฟเฟตต์ นักร้องและนักประพันธ์เพลง มาเปิดตัวในงาน ถือว่าเป็นงานใหญ่ที่สุดในชีวิต”

จากนั้นได้ย้ายมาทำในส่วนของ กูเกิล มูน ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์สามมิติสำหรับดวงจันทร์ที่ช่วยให้คนทั่วไปสามารถเดินทางรอบดวงจันทร์ได้เหมือนอย่าง นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศชาวอเมริกัน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของการขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ของมนุษยชาติ และทำกูเกิล ฮีโร่ โครงการค้นหาคนจริงระดับโลก

“โครงการต่างๆ ที่ผมทำมาเรียกได้ว่าทุกคนเป็นระดับฮีโร่แล้วทั้งสิ้น เมื่อได้รับหน้าที่ดูแลโครงการนี้ ผมต้องหาคนที่มหัศจรรย์กว่านั้น และต้องทำให้เห็นว่าอินเทอร์เน็ตมีพลังเปลี่ยนโลกอย่างไร และผมก็ได้พบกับ ชีฟ อัลเมียร์ (Chief Almir) หัวหน้าเผ่าซูรุย (Surui) ในบราซิล ที่ส่งจดหมายขอความช่วยเหลือมาที่กูเกิล เอิร์ธ ให้มาติดตั้งอินเทอร์เน็ตในป่า เพื่อให้คนทั่วโลกที่ดาวน์โหลดกูเกิล เอิร์ธ กว่า 1,000 ล้านคน ช่วยกันจับตามองคนขาวที่เข้ามาตัดไม้ทำลายป่า และชีฟก็สร้างโอกาสหารายได้ด้วยการปลูกต้นไม้ทดแทนเพื่อดึงพื้นที่ป่ากลับมา”

เมื่อถึงจุดอิ่มตัวในการทำงาน กระทิงตัดสินใจลาออกจากกูเกิลและกลับมาสานต่อความฝัน คือการผลักดันให้คนรุ่นใหม่รู้จักนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศ ด้วยการเปิดโรงเรียนสอนสตาร์ทอัพชื่อว่า Disrupt University ให้แก่สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ เป็นทีมก่อตั้งโครงการแอคเซเลเรทของดีแทค และเมื่อกลางปี 2558 ที่ผ่านมา ก็จับมือกับไอดอลวงการ
สตาร์ทอัพอย่าง ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ หรือ หมู อุ๊คบี ทำเวนเจอร์แคปปิตอล (VC) เพื่อเป็นเงินทุนสนับสนุนก้อนแรกสำหรับเหล่าสตาร์ทอัพได้ไปต่อยอดธุรกิจ โดยเวลาเพียง 4 ปี บ่มเพาะไปแล้วกว่า 500 ทีม และยังเตรียมเงินทุนสำหรับสตาร์ทอัพรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

จะเห็นได้ว่าอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทกับชีวิตมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันเทคโนโลยีบนโลกออนไลน์ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งกระทิงมองถึงการเปลี่ยนแปลงของอินเทอร์เน็ตที่เข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต 3.0 ไว้ว่า โลกของเราในเรื่องของเทคโนโลยีตอนนี้ ถือว่าเป็นยุคของ AR (Augmented Reality) หรือเทคโนโลยีที่ผสานโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับโลกเสมือน และ VR (Virtual Reality) หรือเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดความจริงเสมือน โดยการจำลองสภาพแวดล้อมให้ปรากฏเหมือนสภาพแวดล้อมในโลกจริง ในรูปแบบของฮาร์ดแวร์ทำงานร่วมกับโมบาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคอินเทอร์เน็ต 3.0

“สิ่งที่น่ากลัวคือ Digital Transformation จะเข้ามา Disruption ในทุกอุตสาหกรรม นั่นหมายความว่าเครื่องจักรจะเข้ามาแทนที่แรงงานคนแล้ว ผ่านโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่เรียกว่าสมาร์ทแมชชีน ทำให้ทุกอย่างรอบตัวเราฉลาดมากขึ้น เห็นได้จากรถยนต์ขับเคลื่อนเองได้ และเกิดความผิดพลาดน้อยมาก ไปจนถึงการจับมือของ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก และซัมซุงในงานเปิดตัวเทคโนโลยีสภาวะเสมือนจริง หรือ Virtual Reality โดยใช้เฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มและรับชมด้วยแว่นตาร่วมกับซัมซุง กาแล็คซี่ 7 หรือในสิงคโปร์เองก็เริ่มผลักดันยานยนต์ไร้คนขับให้เกิดขึ้นจริงแล้ว แม้จะยังเป็นโครงการนำร่อง แต่เชื่อว่าอีกไม่นานจะเกิดขึ้นจริงแน่นอน”

ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีทดแทนมนุษย์เหล่านี้ จะก่อให้เกิดปัญหาคนตกงานอย่างมหาศาลทันที เช่น พนักงานแบงก์จะลดลงอย่างน้อย 50% เพราะการใช้งานเบิกถอนเงินจะทำผ่านโมบายแบงก์กิ้งและไม่ต้องเปิดสาขาจ้างพนักงาน แม้กระทั่งอาชีพหมอที่จะเหลือคนที่เก่งที่สุด สำหรับสั่งงานเครื่องมือผ่าตัดแทนการจ้างพยาบาลผู้ช่วย เป็นต้น

ในอนาคตที่เคยมีการคาดการณ์ว่าต้องใช้เวลา 20-30 ปี กว่าที่เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์จะมาทดแทนคน แต่ตอนนี้เราอาจก้าวเข้าสู่ยุคนั้นเร็วกว่าเดิม อาจใช้เวลาเพียงแค่ 5-10 ปี เทคโนโลยีจะตามทันมนุษย์ ซึ่งเราต้องก้าวตามเทคโนโลยีให้ทัน

เทคโนโลยีเคยถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเรื่องต้นทุนให้ถูกลง แต่ตอนนี้วิวัฒนาการและโลกของเราถูกไอทีพาให้เดินเร็วขึ้นแล้ว จึงเป็นยุคของคนที่ต้องเก่งจริงถึงจะอยู่รอด และรู้วิธีเตรียมรับมือทั้งโอกาสและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน และไม่ว่าจะเป็นคนยุคใดหรือวัยใด ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีได้อีกแล้ว

ข้อคิดคนรุ่นใหม่

เด็กรุ่นใหม่ในปัจจุบันมีความต้องการที่จะเป็นสตาร์ทอัพ หรือเจ้าของธุรกิจด้วยแนวคิดไม่อยากเป็นลูกจ้าง และอยากเป็นนายตัวเองมากกว่าจะยอมให้ใครมาออกคำสั่ง ซึ่งถือว่าเป็นความคิดที่ไม่จริงเสียเลย กระทิง พูนผล ได้ให้คำนิยามและแนวความคิดสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดแบบนี้ว่า

“ผมเคยผ่านจุดที่เป็นสตาร์ทอัพมาก่อน ซึ่งตอนนั้นทำแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับการเช็กอินแบบโลเกชั่นเบส ระดมทุนก้อนแรกได้มากกว่า 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และติดอันดับท็อปเทนกูเกิลในตอนนั้น ซึ่งกว่าจะประสบความสำเร็จได้ ทุกคนในทีมต้องมีความตั้งใจและขยันสูงมาก ไม่เหมือนการทำงานประจำที่เราจะมีเงินเดือนแน่นอน แต่ต้องพยายามมากกว่าการทำงานให้เสร็จไปในแต่ละวัน”

การทำงานในรูปแบบของสตาร์ทอัพนั้น จะต้องมีความคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะสตาร์ทอัพไม่ใช่เอสเอ็มอี แต่ต้องคิดและทำงานหนักมากกว่าสิบเท่า ต้องโตเร็วมากกว่าธุรกิจทั่วไปและโซลูชั่นจะต้องดีกว่าเดิม เพราะเทคโนโลยีจะต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในสังคมแบบเดิมๆ

“การที่ผมเปิดโรงเรียนสอนสตาร์ทอัพหรือ Disrupt University นั้น เพราะต้องการให้คนรุ่นใหม่หรือคนที่อยากเข้ามาทำธุรกิจแนวใหม่นี้รู้ว่าตัวเองจะเริ่มต้นอย่างไร แนวคิดเกี่ยวกับการทำงานแบบสตาร์ทอัพควรจะมีทิศทางอย่างไร และหาเงินทุนเริ่มต้นจากแหล่งใด ถือว่าเป็นแนวทางตั้งแต่ริเริ่มความคิดจนทำให้ตั้งตัวได้ เพราะเรื่องนี้ยังถือว่าใหม่ในไทยอย่างมาก”

ธุรกิจที่กระทิงสอนจนประสบความสำเร็จไปแล้ว ที่หลายคนรู้จัก ได้แก่ เคลมดิ (Claim di) แอพพลิเคชั่นเคลมประกันสำหรับลดปัญหาการส่งเคลมขณะเกิดอุบัติเหตุ สต็อกเรดาร์ (Stockradars) แอพพลิเคชั่นเช็กข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นที่กำลังโตในธุรกิจฟินเทค ถามครู (TaamKru) แอพพลิเคชั่นการศึกษาสำหรับเด็กประถมต้นที่โด่งดังไปทั่วเอเชีย และไพรซ์ซ่า (Priceza) เว็บไซต์เช็กและเปรียบเทียบราคาสินค้าทุกประเภท เป็นต้น

“เทคโนโลยีสมัยนี้โตเร็วมาก แต่เราสามารถเรียนรู้กันได้ เพราะแนวคิดสำหรับสตาร์ทอัพนั้น ต้องมองปัญหาให้เป็น โดยสิ่งสำคัญของการเป็นสตาร์ทอัพ คือ การคิดหาทางออกที่ดีกว่าวิธีการแบบเดิม (Better Solution) และต้องมองการเติบโตเพิ่มขึ้นสิบเท่า ถือว่าต่างจากธุรกิจแบบเอสเอ็มอี นักพัฒนาควรมองโจทย์เริ่มต้นก่อนว่าเหมาะจะเป็นสตาร์ทอัพหรือเอสเอ็มอีมากกว่ากัน”

การเติบโตของสตาร์ทอัพจะต่างจากเอสเอ็มอีตรงที่จะต้องโตมากกว่าสิบเท่าและต้องเร็วมากกว่าสิบเท่า เพราะนักลงทุนไม่ได้มีเวลารอเงินปันผลจากธุรกิจได้นาน 10 ปี ทำให้แต่ละปีจะโตครั้งละ 10% ไม่ได้ แต่ต้องเร่งให้เร็วและมากกว่า 90% จึงเห็นการระดมทุนบ่อยครั้งของธุรกิจสตาร์ทอัพในทุก 1-2 ปี และจะต้องมีผลตอบแทนให้นักลงทุนภายในเวลาที่ตกลงสัญญากันไว้ให้ได้

“การสร้างสตาร์ทอัพให้เติบโตต้องเปลี่ยนแนวคิดให้ต่างออกไปก่อน จึงจะสร้างการเติบโตได้ เอสเอ็มอีอาจจะใช้เงินลงทุนค่อนข้างเยอะ ในขณะที่สตาร์ทอัพใช้เงินน้อยกว่า เพราะรู้จักใช้เทคโนโลยีมาปรับใช้ได้ดีมากกว่า คนจะต่อต้านและไม่กล้าเริ่มนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้แก้ปัญหาเพราะคิดว่ายาก แต่ที่จริงไม่ได้ยากขนาดนั้น

“ยกตัวอย่างเช่น แกร็บแท็กซี่หรืออูเบอร์ที่ทำแอพพลิเคชั่นเรียกรถส่วนตัวและแท็กซี่ผ่านแอพ ถามว่าสตาร์ทอัพต้องลงทุนเปิดอู่เช่ารถหรือไม่ และต้นทุนในการทำธุรกิจก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น นอกจากงบการตลาดที่จะทำโปรโมชั่นหรือประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จัก ที่เหลือเป็นการเอาความคิดมาเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีทั้งสิ้น”

คำแนะนำสำหรับคนที่อยากเป็นสตาร์ทอัพนั้น อยากให้เริ่มคิดจาก 5 ข้อคิด ดังนี้ 1.เปลี่ยนแนวคิดซะ สตาร์ทอัพไม่ใช่งานที่เงินสบาย รายได้ดี ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ตอนผมเป็นสตาร์ทอัพต้องคิดตลอด เวลาพักผ่อนมีแค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น 2.อย่าคิดว่าสตาร์ทอัพเป็นอาชีพอิสระ เพราะที่จริงแล้วมีภาระมหาศาลและอาจจะแย่กว่าเอสเอ็มอีด้วยซ้ำในช่วงตั้งต้น 3.ในระยะ 6 เดือนแรกมีโอกาสล้มเหลวถึง 50% ต้องอดทนรับความเสี่ยงและมีความหลงใหล (Passion) ในสิ่งที่ตั้งใจและไม่ท้อ 4.ค้นหาคนที่มีแนวความคิดในการทำงานทิศทางเดียวกัน มีทักษะเสริมกัน สามารถที่จะทำงานเยี่ยงควายได้ แม้รายได้จะไม่ดี 5.อย่ามองแค่การระดมทุน จงสร้างสินค้าที่ผู้ใช้งานรักและหลงใหล ยอมจ่ายเงินแบบไม่มีข้อแม้

หากทำไม่ได้ทั้ง 5 ข้อนี้ อาจต้องกลับมาย้อนคิดว่าคุณอาจจะเหมาะเป็นพนักงานบริษัท หรือทำธุรกิจเอสเอ็มอีมากกว่าเป็นสตาร์ทอัพ เพราะการเริ่มต้นทำสิ่งใดต้องมองแนวคิดตัวเองให้ขาด แต่อย่ากดดันตัวเอง และอย่าให้ใครมากำหนดขอบเขตความฝัน ต้องฝันให้ใหญ่กว่าความสามารถปัจจุบันที่ตัวเองทำได้จนตัวเองกลัว เพราะถ้าทำสำเร็จ เราจะอดทนต่ออุปสรรคใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา

 

‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’มุมมองพล.อ.ดาว์พงษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151121/217219.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2558
'ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้'มุมมองพล.อ.ดาว์พงษ์
'ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้'มุมมองพล.อ.ดาว์พงษ์

จาก’ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’สู่’เพิ่มเวลาเรียนรู้นอกห้อง เปิดมุมมองเด็กไทยอย่างยั่งยืน’ : สัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

 

 

             พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการการใช้เวลาเรียนของเด็กไทย ที่ผลสำรวจพบว่า ต้องใช้เวลากับการเรียนในห้องเรียนสูงเป็นอันดับสองของโลก” และผลที่ได้รับจากแนวคิดทางการศึกษาแบบเดิมๆ ที่สะท้อนภาพของ “การศึกษาและการวัดผลในด้านต่างๆ ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร กลายเป็นที่มาสำคัญของโครงการ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ที่กำลังจะเปลี่ยนชื่อเป็น “เพิ่มเวลาเรียนรู้นอกห้อง เปิดมุมมองเด็กไทยอย่างยั่งยืน”

จากแนวคิดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับเวลาเรียนของเด็กไทย สู่การนำไปปฏิบัติโดยกระทรวงศึกษาธิการ จนเกิดกระแสตอบรับที่มีมาอย่างหลายรูปแบบจากสังคมไทย ที่มีทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง โดยเฉพาะในโลกโซเชียลกับโครงการ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นที่มาของหลากหลายคำถามในช่วงแรกๆ โดยเฉพาะข้อกังขาว่า “เมื่อลดเวลาเรียนแล้ว จะส่งผลกระทบต่อการเรียนของเด็กหรือไม่?” “เมื่อลดเวลาเรียนลงแล้ว จะให้เด็กทำอะไร จะเกิดประโยชน์อะไร?”

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ที่กำลังจะเปลี่ยนชื่อเป็น “เพิ่มเวลาเรียนรู้นอกห้อง เปิดมุมมองเด็กไทยอย่างยั่งยืน” ว่า ภาพรวมของโครงการ หลังเดินหน้าไปแล้วกว่า 1 เดือน เปรียบเสมือนการ “ลดไขมัน” จากหลักสูตรเดิมๆ ที่มีอยู่ และเข้าสู่กระบวนการ “เพิ่มเติมโปรตีน” เพื่อให้เกิดการ “เรียน” ที่จะนำไปสู่ “รู้” อย่างแท้จริง และนำไปปรับใช้จริง โดยกระทรวงศึกษาธิการดำเนินโครงการ ที่เริ่มนำร่องไปแล้วกว่า 4,100 โรงเรียน ทั้งสังกัดกระทรวงศึกษาฯ และที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ในระดับประถมและมัธยมต้น

“ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า เป็นเพราะหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการที่กำหนดให้เด็กประถมมีชั่วโมงเรียนนับ 1,000 ชั่วโมงต่อปี ในขณะที่ชั่วโมงเรียนจริงในปัจจุบันมีมากถึง 1,200 ชั่วโมงต่อปี ส่วนเด็กมัธยมต้น มีการกำหนดให้เด็กมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 1,200 ชั่วโมงต่อปี ขณะที่เวลาเรียนจริงมี 1,400 ชั่วโมงต่อปี ทำให้โรงเรียนต้องหาวิชา หรือกิจกรรมนอกเหนือจากที่บังคับในหลักสูตร มาเพิ่มในชั่วโมงที่เหลือ ส่วนใหญ่ไม่ใช่เป็นการเสริทักษะให้เด็ก แต่มักมุ่งเน้นไปที่วิชาการในห้องเรียน ซึ่งมีมากพออยู่แล้ว เด็กประถมศึกษามีเวลาเรียนรู้นอกห้องเรียน ที่จะทำให้เกิดอีคิวและทักษะเพียง 160 ชั่วโมง หรือแค่ 13.34% เรียนในห้องเรียนถึง 1,040 ชั่วโมง หรือ 86.66 ชั่วโมง จากเวลาเรียนทั้งหมด 1,200 ชั่วโมง ขณะที่เด็กมัธยมต้น เรียนนอกห้องเรียนเพียง 160 ชั่วโมง หรือ 11.43% เรียนในห้องเรียน 1,240 ชั่วโมง หรือ 88.57 ชั่วโมง เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อเด็กไทยในภาพรวมทั้งสิ้น”

รมว.ศึกษาธิการ ย้ำว่า กระทรวงไม่ได้ปรับลดชั่วโมงเรียนในวิชาหลัก แต่ปรับลดเวลาในวิชาที่ซ้ำซ้อนและดูไม่เกิดประโยชน์มากนัก หลังจากได้ข้อเท็จจริงทั้งหมด ก็ระดมสมองข้าราชการ และส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปว่า ควรปรับบทบาททั้งครู นักเรียน และผู้ปกครอง โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 เรื่องคือ ปรับตารางการสอน ปรับเนื้อหาการเรียนการสอนให้กระชับ โดยไม่ตัดเนื้อหาในวิชาหลัก และเตรียมความพร้อมที่ครูชั้นประถมและมัธยมต้น หากได้ผลเป็นที่น่าพอใจก็ไม่ต้องปรับในส่วนมัธยมปลาย หรืออาชีวศึกษา เพราะเด็กระดับนี้เริ่มมีวุฒิภาวะแล้วจากโครงการนี้แล้ว

“เบื้องต้นชั้นประถมลดเวลาในห้องเรียนเหลือ 840 ชั่วโมง หรือ 70% และเพิ่มเวลานอกห้องเรียนเป็น 360 ชั่วโมง หรือ 30% ขณะที่ชั้นมัธยมต้น ลดเวลาในห้องเรียนเหลือ 1,040 ชั่วโมง หรือ 74.28% และเพิ่มเวลานอกห้องเรียนเป็น 360 ชั่วโมง หรือ 25.70% โดยรวมในชั้นประถมศึกษาชั่วโมงในห้องเรียนลดลง หรือชั่วโมงกิจกรรมเพิ่มขึ้นอีก 16.66% ส่วนมัธยมต้น ชั่วโมงในห้องเรียนลดลง หรือชั่วโมงกิจกรรมเพิ่มขึ้นอีก 14.29% น่าจะรองรับการศึกษา วัฒนธรรม รวมถึงวิถีชีวิตแบไทยๆ ได้”

สำหรับช่วงเวลาที่ว่างจากการเรียน เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ในเรื่องต่างๆ ราว 390 กิจกรรม ใน 4 หมวดสำคัญ ซึ่งเด็กๆ คงจะมีเวลาสำหรับที่จะเลือกทำ มากกว่าที่จะว่างไปทำอย่างอื่น หมวดแรก เน้นแนวคิด คิดเก่ง คิดดี มีฝีมือ และแข็งแกร่ง คือมุ่งเน้นสร้างการพัฒนาสมอง ให้หัดคิด และวิเคราะห์เป็น หมวดที่สอง เน้นสร้างจิตใจดี มีคุณธรรมจริยธรรม หน้าที่พลเมือง หมวดที่สาม สร้างทักษะฝีมือ สร้างอีคิว และ หมวดสุดท้าย เน้นให้เกิดพลานามัยแข็งแรง ทั้งกีฬา และกิจกรรมต่างๆ ฉะนั้นตอบโจทย์ข้อนี้ได้เลยว่า ไม่ใช่ลดเวลาเรียนแล้วจะว่าง ที่พัฒนาในเรื่องสมอง โครงการเพิ่มเวลาเรียนรู้นอกห้อง เปิดมุมมองเด็กไทยอย่างยั่งยืน นี่คือสิ่งที่จะมาเติมและชดเชยให้แก่เวลาที่น้อยลงสำหรับการเรียนในห้องเรียน ที่จะทำให้ไอคิวไม่ลด แต่พัฒนาให้เด็กไทยมีอีคิว และเอ็มคิว ในระยะยาว

โครงการนี้เด็กยังเลิกเรียนเวลาเดิม เพียงแต่ลดเวลาในห้องเรียนลงเท่านั้น เด็กไม่ได้ไปไหน ยังอยู่ที่โรงเรียน ทำกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน หรือในบริเวณโรงเรียน ยังเลิกเรียนเวลาเดิม เพียงแต่ลดเวลาในห้องเรียนลงเท่านั้น

โรงเรียนนำร่อง 4,100 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการกับกระทรวง ไม่ได้ถูกบังคับ เพราะเดิมทีตั้งเป้าไว้แค่ 3,000 โรงเรียน แต่ที่่น่าดีใจคือ หลายโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ถึงกับบอกว่า ทำไมไม่คิดทำเรื่องแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ส่วนโรงเรียนที่ยังไม่เคยมีกิจกรรม กระทรวงได้จัดทำคู่มือการเรียนการสอน การทำเวิร์กช็อป ติวเข้มครูผู้สอน ซึ่งกระทรวงติดตามอย่างใกล้ชิดทุกโรงเรียน เพราะกระทรวงเตรียมการรองรับไว้แล้ว ด้วยการจัดทีมเจ้าหน้าที่ (สตาฟฟ์) หรือที่เรียกว่า สมาร์ม ทีม จากทางกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ เป็นพี่เลี้ยงให้แต่ละโรงเรียน ให้ความช่วยเหลือโรงเรียนในทุกด้าน และจะเริ่มมีการประเมินผลโดยทีมเจ้าหน้าที่ ร่วมกับทางผู้บริหารของกระทรวง โดยรัฐมนตรีจะลงพื้นสำรวจความคิดเห็นเร็วๆ นี้

“ที่ผ่านมาการเรียนตามหลักสูตรโดยเวลาปกติในห้องเรียน มีการประเมิน และมีข้อศึกษาวิจัยหลายด้าน ที่เห็นว่า มีความซ้ำซ้อนของแต่ละวิชา แนวคิดการลดเวลาเรียน ไม่ใช่การลดความสำคัญ หรือลดเนื้อหาในหลักสูตร แต่เป็นการลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาในหลักสูตรให้กระชับ พูดง่ายๆ เป็นเพียงแค่การปรับโครงสร้างเวลาเรียน ให้เนื้อหากระชับ ไม่มีการปรับเนื้อหาในวิชาหลัก เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และอื่นๆ แต่จะปรับในส่วนที่ซ้ำซ้อน เช่น คณิตศาสตร์ 1 คณิตศาสตร์ 2 หรือเนื้อหาที่มีความซ้ำซ้อน และไม่จำเป็นที่เบียดบังช่วงที่เด็กควรจะได้รับการผ่อนคลาย ผมขอยืนยันว่า ไม่ได้หมายความถึงการลดคุณภาพของหลักสูตรที่จะเรียน แต่ลดปริมาณของเวลาที่ใช้ และใช้เวลาที่ได้มาไปเติมในส่วนที่ขาด เพราะฉะนั้น โครงการนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอน รวมถึงผลการเรียนเด็กอย่างแน่นอน”

ที่สำคัญ ไม่ต้องกังวลด้วยว่า ลูกหลานจะได้วิชาการน้อยลง เพราะมีการส่งผลวิจัยไปให้ผู้ออกข้อสอบโอเน็ต และเอ็นที วิเคราะห์แล้วว่า แนวทางนี้ ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการสอบของเด็ก แต่ตรงกันข้าม กลับทำให้เด็กก้าวข้ามสิ่งที่เกินจะเรียนรู้ในภาวะขณะนั้นได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวอย่างภูมิใจว่า เวลานี้มีหลายโรงเรียนแสดงเจตจำนงที่จะขอเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติม ซึ่งกระทรวงศึกษาฯ มีความยินดีที่จะช่วยเหลือ และพร้อมขยายโครงการนี้ ต่อไปยังโรงเรียนในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ช่วงแรกอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ขณะนี้เชื่อว่าผู้บริหารโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง รวมถึงเด็กนักเรียน ก็เริ่มมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และเห็นด้วยกับโครงการนี้แล้ว

กระทรวงศึกษาธิการตั้งเป้าหมายจะดำเนินการต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมทุกโรงเรียน ทุกสังกัด ทั่วประเทศ ภายในปี 2559 และเตรียมขยายเข้าสู่โรงเรียนสอนศาสนา ทุกศาสนา รวมถึงโรงเรียนปอเนาะ และโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามทั่วประเทศ จะเน้นหลักความเท่าเทียมเป็นหลัก และกระทรวงศึกษาธิการพร้อมให้การสนับสนุนทุกโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้ ทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่องด้วย