สมุนไพรไล่ยุง ของดีใกล้ตัวจากคำแนะนำของแพทย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626683

วันที่ 23 มิ.ย. 2563 เวลา 11:35 น.สมุนไพรไล่ยุง ของดีใกล้ตัวจากคำแนะนำของแพทย์ยุงลายเป็นพาหะนำโรคร้ายอย่าง “โรคไข้เลือดออก” คำแนะนำของแพทย์เรื่องสมุนไพรที่ช่วยไล่ยุง รู้ไว้ของใกล้ตัวอาจช่วยเราให้ห่างไกลจากไข้เลือดออกได้

ฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่พบว่ามีการระบาดของโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย ซึ่งกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์ปัจจุบันของโรคไข้เลือดออกคาดว่า ในปี 2563 จะมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกประมาณ 140,000 ราย สำหรับกลุ่มเสี่ยงต่อการป่วยโรคไข้เลือดออก คือ กลุ่มเด็กวัยเรียน (อายุ 5-14 ปี) แต่กลุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิตนั้น คือ วัยผู้ใหญ่ (อายุ 35 ปีขึ้นไป) โดยเฉพาะในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง

สำหรับโรคไข้เลือดออกมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) อาการของโรคนี้มีความคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดในช่วงแรกถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องโดยเฉพาะในระยะ ที่มีเลือดออก (ระยะช็อก) ก็อาจส่งผลทำให้เสียชีวิตได้ และวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมการระบาดของโรคไข้เลือดออก คือ การป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ทั้งภายในบ้าน ชุมชน รวมถึงสถานที่สำคัญต่างๆ

นายแพทย์สรรพงศ์ ฤทธิรักษา รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำประชาชนใช้สมุนไพรพื้นบ้านช่วยไล่ยุง ป้องกันโรคไข้เลือดออกในช่วงฤดูฝน หาง่าย ใช้สะดวก เป็นที่รู้จักของคนในชุมชน มีสารสำคัญช่วยไล่ยุง ป้องกันการเกิดโรคไข้เลือดออกได้ เช่น ตะไคร้หอม มีสารสำคัญคือน้ำมันหอมระเหยง่าย (Citronella oil) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการไล่ยุงและแมลงอื่นๆ วิธีการนำมาใช้ไล่ยุงง่าย ๆ เพียงแค่นำต้นตะไคร้หอมสดมาขยี้หรือทุบให้มีกลิ่น แล้วนำไปวางไว้บริเวณมุมอับหรือจุดที่ต้องการไล่ยุง นอกจากนี้ ยังสามารถ นำสมุนไพรชนิดอื่นมาใช้ไล่ยุงได้โดยใช้วิธีเดียวกัน ได้แก่ ตะไคร้ ผิวมะกรูด กะเพรา โหระพา ยูคาลิปตัส เป็นต้น

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพร้อมใช้ที่ทำมาจากตะไคร้หอม สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป หรือตามร้านสะดวกซื้อ แต่หากต้องการทำสเปรย์ตะไคร้หอมไว้ใช้ ก็มีวิธีทำง่ายๆ โดยหั่นตะไคร้หอมเป็นชิ้นเล็กๆ ปริมาณ 100 กรัม ผิวมะกรูดหั่นปริมาณ 50 กรัม ห่อด้วยผ้าขาวบาง ใส่ลงในโหลแก้วเติมเอทิลแอลกอฮอล์ ปริมาณ 1 ลิตร ใส่การบูรปริมาณ 10 กรัม ปิดฝาให้แน่นหมักไว้ 7 วัน ระหว่างทำการหมักต้องเขย่าโหลแก้วทุกวัน เมื่อครบกำหนดกรองเอาแต่น้ำนำมาบรรจุขวดสเปรย์ ให้ติดฉลากว่าสเปรย์ตะไคร้หอมกันยุง เพื่อป้องกันการหยิบใช้ผิด วิธีใช้ให้ฉีดตามผิวกายแต่ควรระวังการสัมผัสกับเยื่อบุอ่อนที่บอบบาง เพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้

ข้อมูลโดย  น.พ.สมชาย แสงกิจพร เผยว่า สิ่งที่จำเป็นที่สุดขณะนี้คือการป้องกันตัวเองและคนในครอบครัวไม่ให้ยุงกัด โดยใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงที่มีประสิทธิภาพดี ซึ่งประชาชนยังสามารถนำสมุนไพรไทยมาใช้ทาป้องกันยุงกัดได้ สำหรับสารออกฤทธิ์ที่เป็นสมุนไพร หากเป็นสารชนิดเดียว เช่น น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอมต้องทาซ้ำทุกครึ่งชั่วโมง เนื่องจากป้องกันยุงลายได้น้อยกว่ายุงรำคาญ และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรต้องมีสารเสริมฤทธิ์และสารที่ช่วยให้ติดทนนาน

อย่างไรก็ตาม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ศึกษาวิจัยแล้วว่า การใช้สมุนไพรหลายชนิดรวมกันจะให้ผลในการป้องกันยุงได้ดีกว่าการใช้สมุนไพรชนิดเดียว ซึ่งสมุนไพรส่วนที่ออกฤทธิ์เป็นน้ำมันหอมระเหยจะหมดฤทธิ์เร็วกว่าสูตรที่เป็นดีทหรือไออาร์ นอกจากนี้ ยังต้องให้ความรู้กับประชาชนอีกว่าตะไคร้หอมเพื่อป้องกันยุงกัดนั้นจะต้องนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยและทำเป็นสูตรตำรับเฉพาะก่อนจึงจะสามารถนำไปใช้ได้ การขยี้ ตี ตำ หรือปลูกตะไคร้หอมไว้บริเวณรอบบ้านตามที่เคยเชื่อมานั้นไม่สามารถป้องกันยุงกัดได้ 

ทั้งนี้ ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่การระบาดของไข้เลือดออก ขอแนะนำให้กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่ยุงชุกชุม ไม่สวมเสื้อผ้าสีทึบ และควรพกพาสเปรย์ตะไคร้หอมติดตัวไว้ไล่ยุง ทุกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้ยุงกัดและป้องกันโรคที่จะมากับยุงในช่วงฤดูฝนนี้ 

10 เรื่องต้องรู้ “โรคไมเกรน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626467

วันที่ 22 มิ.ย. 2563 เวลา 09:19 น.10 เรื่องต้องรู้ “โรคไมเกรน”รู้จักโรคไมเกรนกันดีแค่ไหน อ่านก่อนรู้ก่อน 10 เรื่องต้องรู้ “โรคไมเกรน” โดยแพทย์ด้านประสาทวิทยา

ข้อมูลโดย นพ.อดิศักดิ์  กิตติสาเรศ อายุรกรรมสาขาประสาทวิทยา จากศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยแพร่ความรู้สุขภาพเรื่อง 10 เรื่องต้องรู้ “โรคไมเกรน” ดังนี้

เรื่องที่ 1 ปวดศีรษะไม่ได้มีแค่ไมเกรน

การปวดศีรษะเป็น ระบบเตือนของร่างกายที่แสดงออกมา เพื่อให้เรารู้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นและจะได้ตรวจเพื่อหาสาเหตุ ไม่ใช่เพื่อให้รับยาแก้ปวดแล้วจบเรื่อง มีโรคที่ทำให้ปวดศีรษะได้จำนวนมาก มีหลายโรคที่มีลักษณะคล้ายการปวดของไมเกรน ดังนั้น หากท่านมีอาการปวดที่มากขึ้น ไม่แน่ใจในลักษณะอาการปวด ควรพบผู้เชี่ยว ชาญเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

เรื่องที่ 2 ปวดศีรษะไมเกรนเป็นอย่างไร

การปวดศีรษะของไมเกรน เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าที่ผิวสมอง ทำให้สมองถูกกระตุ้นได้ง่ายและไวกว่าปกติ เมื่อมีการปวดแล้วจะมีการรับรู้ที่ระบบประสาทรับความรู้สึกที่เพิ่มมากกว่าปกติ ทำให้รู้สึกถึงการเต้นของหลอดเลือดเกิดอาการปวดขึ้น มักปวดบริเวณขมับร้าวไปกระบอกตา ลักษณะตุ๊บๆ เหมือนหลอดเลือดเต้น มักเป็นทีละข้างสลับไปมาได้ นอกจากนี้ยังไม่อยากได้กลิ่น ได้ยินเสียงหรือรับแสง โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะพักไปนอนเพื่อให้ได้หลีกเลี่ยงจากสิ่งกระตุ้นต่างๆ ก็จะดีขึ้น อาจมีอาการร่วมอื่นๆ ที่พบบ่อย คือ การเห็นแสงเป็นเส้นซิกแซกผิดปกติการคลื่นไส้อาเจียน เมื่อมีอาการเรื้อรังจะมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น อาจมีลักษณะอาการปวดเปลี่ยนลักษณะและอาการแสดงอื่นๆ ร่วมได้ เช่น เจ็บที่หนังศีรษะเวลาถูกสัมผัส นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้หญิงอีกด้วย

เรื่องที่ 3 ปวดศีรษะต้องเอ็กซเรย์สมองหรือไม่

หลายคนเข้าใจว่าการปวดศีรษะจำเป็นต้องมีอะไรในศีรษะและสมองทุกกรณี ซึ่งไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามหากมีอาการผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ลักษณะมีอาการปวดรุนแรงในทันที, มีอาการซึมลง, อ่อนแรงแขนขา, ชา, พูดไม่ชัด, อาการปวดที่รุนแรงและถี่มากขึ้น, อาการปวดศีรษะครั้งแรกในผู้สูงอายุ (>50 ปี) และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีความจำเป็นในการตรวจเพิ่มเติมเพื่อแยกโรค โดยการเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI) แล้วแต่กรณี

เรื่องที่ 4 ทำอย่างไรไม่ให้ปวดศีรษะไมเกรน

โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักมีสิ่งกระตุ้นที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ที่พบบ่อย คือ แสงแดด อากาศร้อน หนาว กลิ่นเหม็นการใช้เหล้า บุหรี่ อาหารบางชนิด การอดหลับอดนอน ภาวะเครียด การมีประจำเดือน ควรสังเกตุและหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้กระตุ้นการเกิดไมเกรน

เรื่องที่ 5 ยาแก้ปวดกินอย่างไรถึงได้ผลดี

ในระยะที่มีการปวดศีรษะต้องรับประทานทันทีที่เริ่มปวดศีรษะจึงจะได้ผลดี ยาที่ใช้ได้ คือ พาราเซตามอล,ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs), ยากลุ่มทริปแทน (Triptan) และยาที่มีส่วนผสมของเออโกทามีน(Ergotamine) การใช้ยาแต่ละชนิดมีข้อควรระวังที่ต่างกัน ต้องอ่านฉลากก่อนใช้ยา ควรได้รับคำแนะนำจากผู้ เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย

เรื่องที่ 6 ถ้าปวดถี่มากขึ้นทำอย่างไรดี

เมื่อเป็นไมเกรนที่รุนแรงถี่มากขึ้นควรปรึกษาแพทย์ เพื่อพิจารณาการรับยาป้องกันการปวดศีรษะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดผลข้างเคียงจากการใช้ยาแก้ปวดที่มากเกินไป และป้องกันการเกิดภาวะปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวด (MOH) ยาที่ใช้ในการป้องกันมีหลายชนิด เช่น Amitriptyline, Nortriptyline, Topiramate, Valproic acid, Propanolol, Flunarizine การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย ที่สำคัญ คือ ยากลุ่มนี้ต้องรับประทานทุกวันในขนาดที่เหมาะสม

เรื่องที่ 7 กินยาป้องกันทุกวันจะอันตรายไหม

โดยทั่วไปการรับประทานต่อเนื่องในระยะเวลาที่เหมาะสมมีความปลอดภัยกว่าการรับประทานยากลุ่มแก้ปวดอย่างต่อเนื่อง เมื่ออาการดีขึ้นแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่งสามารถหยุดได้ ทำให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและหายจากอาการปวดศีรษะไมเกรนได้ ยาในกลุ่มป้องกันมีหลายชนิดมีข้อควรระวังที่แตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้พิจารณา

เรื่องที่ 8 รู้จักไหม “เออร์โกทิซึม”

ในผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดกลุ่มที่มีส่วนผสมของเออร์โกทามีน (Ergotamine) ในขนาดสูง มีความเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มอาการนี้ จะมีอาการคือหลอดเลือดส่วนปลายหดตัวอย่างรุนแรง ปลายนิ้วมือนิ้วเท้าเขียวคล้ำ อาจขาดเลือดจนมีการตายของเนื้อเยื่อได้, เป็นตะคริว, ปวดเกร็งท้อง, ชัก ,ความรู้สึกตัวผิดปกติ มียาหลายกลุ่มที่เมื่อรับประทานคู่กับยากลุ่มนี้แล้วเกิดความเป็นพิษได้สูง เช่น ยาฆ่าเชื้อรายต้านไวรัสกลุ่ม Prptease inhibitor, ยาฆ่าเชื้อกลุ่มMacrolideควรพิจารณาใช้อย่างระมัดระวังและควรปรึกษาแพทย์

เรื่องที่ 9 รู้ไหมการออกกำลังกายช่วยให้หายไมเกรนได้                                   

มีหลายการศึกษาที่บ่งชี้ถึงการออกกำลังกายแบบแอโรบิคในสถานที่ธรรมชาติที่มีสิ่งแวดล้อมสีเขียวและการผ่อนคลายความเครียด สามารถช่วยให้อาการปวดศีรษะไมเกรนหายได้เร็วยิ่งขึ้น จึงควรทำการออกกำลังกายเป็นประจำอย่างต่อเนื่องแล้วอาการจะดีขึ้นเกินคาด

เรื่องที่ 10 คาถารักษาไมเกรน

หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น

ร้อนก็กางร่มใส่แว่นดำ

หนาวก็หาผ้าไว้คลุมกาย

เรื่องเครียดอดนอนเราไม่ทำ

เริ่มปวดหัวแล้วรีบกินยาโดยฉับพลัน

ปวดถี่เมื่อใดหาหมอหาเหตุรับยาป้องกันแล้วกินทุกวัน

หมั่นขยันออกกำลังกาย

ขอขอบคุณ : ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

‘เลี่ยง ลด เลือก’ ต้องกินอย่างไรเมื่อไขมันขึ้น!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626466

วันที่ 22 มิ.ย. 2563 เวลา 06:10 น.‘เลี่ยง ลด เลือก’ ต้องกินอย่างไรเมื่อไขมันขึ้น!!รู้หรือไม่! ว่าไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมีอันตรายอย่างไร แล้วต้อง ‘เลี่ยง ลด เลือก’ การบริโภคแบบไหนไม่ให้ไขมันขึ้นสูง!!

เมื่อไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง เกิดปื้นเหลืองที่ผิวหนัง เป็นเม็ดพุพอง หากมีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดมากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อาจรุนแรงถึงขั้นตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ตับโต ม้ามโต อ่านดูแล้วไม่โก้เลยสักนิด อย่างนี้ต้องมาพิชิตไขมันไม่ดีด้วยวิธีง่ายๆ  จาก อ.พญ.นิพาวรรณ  ไวศยะนันท์ อายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อ และนักกำหนดอาหาร  คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาเชียงใหม่ ดังนี้

ลดพลังงานรวมต่อวัน

เลี่ยง : อาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งต่างๆ เช่น ไส้กรอก แฮม ขนมเค้ก เบเกอรี่ คุกกี้ มันฝรั่งทอด

ลด : ปริมาณอาหารที่จะรับประทาน ควรรับประทานอาหารหลากหลาย แต่อย่างละเล็กอย่างละน้อย

เลือก : ชิมอาหารก่อนปรุงรสทุกครั้ง ควรเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยน้ำตาล

เลือก : อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้งก่อนซื้อผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อทราบปริมาณพลังงานและส่วน ประกอบที่จะรับประทาน

เลือก : ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ (หากอ้วนควรลดน้ำหนัก) ควรมีรอบเอวไม่เกินครึ่งหนึ่งของความสูง

เพิ่มอาหารที่มีไฟเบอร์สูงทดแทนแป้งและน้ำตาล

เลี่ยง/ลด : ข้าวเหนียว ข้าวขัดสี แป้งและน้ำตาล ขนมหวานต่างๆ เช่น ขนมไทยรสหวานจัด บราวนี่ เค้ก คุกกี้ โดนัท ขนมปังเนยน้ำตาล นมข้นหวาน น้ำผึ้ง ทอฟฟี่ น้ำตาลมะพร้าว

เลี่ยง : เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ได้แก่ นมรสหวาน นมเปรี้ยว โยเกิร์ตพร้อมดื่ม น้ำอัดลม น้ำอ้อยสด เครื่องดื่มผง 3 in 1 เครื่องดื่มชูกำลัง

เลี่ยง : ผลไม้แช่อิ่ม น้ำผลไม้ที่ผสมน้ำตาลสูง ผลไม้ที่จิ้มพริกน้ำตาลหรือน้ำปลาหวานปริมาณมาก

เลือก : รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ผัก ธัญพืช ถั่ว ขนมปังโฮลวีล ข้าวกล้องหรือข้าวขัดสีน้อยชนิดอื่นๆ

เลือก : รับประทานผลไม้สดหรือผลไม้ปั่นไม่แยกกาก แทนขนมหวานปริมาณ 3-4 จานเล็กต่อวัน (ขนาดจานรองกาแฟ)

เลือก : เครื่องดื่มน้ำตาลน้อย เช่น นมรสจืดไขมันต่ำ น้ำเปล่า กาแฟดำไม่เติมน้ำตาล น้ำสมุนไพรไม่เติมน้ำตาล เช่น น้ำใบเตย น้ำตะไคร้ น้ำขิง น้ำมะตูม

ลดอาหารมัน โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์

เลี่ยง : เนื้อสัตว์ติดมันติดหนัง มาการีน (เนยเทียม) อาหารทอดต่างๆ เนื้อสัตว์แปรรูป (ไส้กรอก ไส้อั่ว  แหนม แฮม โบโลน่า หมูยอ)

เลือก : รับประทานปลา เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว ที่ไม่ติดมันติดหนัง

เลือก : โปรตีนจากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ ฟองเต้าหู้ นมถั่วเหลือง ปรุงประกอบทดแทนโปรตีนจากสัตว์ และเวย์โปรตีนในบางมื้ออาหาร อาจช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์

เลือก : รับประทานแหล่งโอเมก้า 3 จากปลาทะเล (ปลาซาดีน ปลาแซลมอน ปลาโอ ปลาทู ปลาทูน่า)     หรือปลาน้ำจืด (ปลาช่อน) ขนาดชิ้นประมาณเท่าฝ่ามือ อย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์ หรือจากเมล็ดพืช เช่น เมล็ดดาวอินคา งาม้อน เมล็ดเชีย เมล็ดฟักทอง ซึ่งมีส่วนช่วยในลดไขมันไตรกลีเซอไรด์

เลือก : ไขมันจากพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันคาโนล่า น้ำมันเมล็ดแฟล็ก น้ำมันถั่วเหลือง   (น้ำมันควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับวิธีการปรุงประกอบ)

เลือก : รับประทานถั่วเปลือกแข็ง เช่น ถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ พิตาชิโอ แมคคาเดเมีย อัลมอนด์     วอลนัท ปริมาณไม่เกิน 1 กำมือต่อวัน (30 กรัม)

เลือก : รับประทานแหล่งใยอาหารที่ละลายน้ำได้และสารพฤกษเคมีในพืช ชื่อว่า แพลนท์สเตอรอล  (plant sterols) พบในธัญพืชต่างๆ เมล็ดพืช พืชตระกูลถั่ว จมูกข้าว ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เล่ย์  รำข้าวและมะเขือม่วง อาจช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์

นอกจากนี้ ยังควรออกกำลังกายให้หัวใจได้สูบฉีดเลือด เพื่อสุขภาพร่างกายและกล้ามเนื้อที่แข็งแรง โดยควรออกกำลังกายอย่างน้อยครั้งละ 30 นาที 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพียงแค่นี้เราก็จะมีสุขภาพการที่แข็งแรง แถมไตรกลีเซอไรด์ในเลือดไม่สูงอีกด้วย.

ที่มา : sriphat 

5 กลุ่มอาหารไตรกลีเซอไรด์สูง ตัวการทำไขมันในเลือดพุ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626464

วันที่ 21 มิ.ย. 2563 เวลา 06:10 น.5 กลุ่มอาหารไตรกลีเซอไรด์สูง ตัวการทำไขมันในเลือดพุ่งสำรวจอาหารจานโปรดที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง ภัยร้ายที่ซ่อนมากับความอร่อย และสาเหตุอื่นที่ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น

ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันชนิดหนึ่งในร่างกาย เกิดขึ้นได้ทั้งจากการรับประทานไขมันจากอาหารเข้าไปโดยตรง และเกิดจากการที่ตับสังเคราะห์ขึ้นใช้เอง จากน้ำตาล ข้าว-แป้ง และแอลกอฮอล์ ไตรกลีเซอไรด์ละลายอยู่ในเลือดได้โดยรวมตัวกับโปรตีน และนำไปใช้เป็นพลังงานสำรองของร่างกาย บางส่วนถูกสะสมไว้ที่เนื้อเยื่อไขมัน บางส่วนถูกสะสมในตับ

ปัจจัยด้สนพฤติกรรมที่ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง   

  • การรับประทานอาหารที่มีไขมันปริมาณมาก
  • การรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินความต้องการจึงนำไปสร้างเป็นไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในปริมาณมาก
  • มีน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน
  • มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต
  • ขาดการออกกำลังกาย

สาเหตุอื่นที่ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น

  • ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ เช่น ร่างกายขาดเอนไซม์ที่ช่วยย่อยสลายไตรกลีเซอไรด์ จึงทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้มีปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนปกติมาก บางคนอาจจะสูงถึง 800-1,000 มก./ดล. ซึ่งในคนปกติมีไตรกลีเซอไรด์ไม่เกิน 150 มก./ดล. เท่านั้น
  • ยารักษาโรค การทานยารักษาโรคบางชนิดก็ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้นได้ เช่น ยาคุมกำเนิด ยาปรับฮอร์โมนเพศหญิง ยาขับปัสสาวะ เมื่อหยุดทานยาเหล่านี้ ระดับไตรกลีเซอไรด์อาจจะลดลงมาเป็นปกติได้

อาหารชนิดใดบ้างที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงๆ จนไม่ควรทาน

1. อาหารที่มีแป้งมาก ได้แก่ ข้าวขัดขาว ขนมปังขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว ซึ่งการทานอาหารในกลุ่มนี้ก็เหมือนกับการทานน้ำตาล เพราะเมื่อย่อยแล้วแป้งจะถูกแปรรูปไปเป็นน้ำตาล หากทานมากเกินไปก็จะไปสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หากต้องการทานคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพ แนะนำคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ขนมปังโฮลวีต ข้าวกล้อง เป็นต้น

2. อาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล เช่น ขนมไทยต่างๆ อย่าง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ผลไม้เชื่อม รวมไปถึงเครื่องดื่มสำเร็จรูปทั้งแบบผงและแบบซอง เช่น ชา กาแฟ น้ำผลไม้กล่อง นมกล่อง นมเปรี้ยว น้ำอัดลม เป็นต้น เครื่องดื่มบางขวดมีขนาดขวดที่เล็กมากแต่กลับมีน้ำตาลมากถึง 3-4 ช้อนชาเลยทีเดียว กินแค่ขวดสองขวดก็ได้น้ำตาลเกินกว่าที่ต้องการต่อวันแล้ว

3. อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง ไขมันทรานส์เป็นไขมันที่ย่อยยากและไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อาหารที่มีไขมันทรานส์อยู่มากส่วนใหญ่จะเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ด และอาหารที่อยู่ในกลุ่มเบเกอรี่ เช่น โดนัท เค้ก คุกกี้ เป็นต้น

4. อาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวขาหมู ขาหมูทอด อาหารที่ปรุงจากน้ำมันหมู อาหารทอดๆ เช่น ลูกชิ้น ไส้กรอก แมลงทอด โรตี เป็นต้น

5. แอลกอฮอล์และบุหรี่ สองอย่างนี้ถึงแม้ไม่ใช่อาหารแต่จะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายสูงได้เช่นกัน กลไกการสร้างไตรกลีเซอไรด์ เมื่อดื่มแอลฮอล์หรือสูบบุหรี่  ตับจะถูกกระตุ้นให้ผลิตไตรกลีเซอไรด์มากยิ่งขึ้น ทั้งยังทำให้ไขมันถูกกำจัดออกจากเลือดได้ช้าลงอีกด้วย

กลไกการสร้างไตรกลีเซอไรด์

จากอาหารที่กล่าวถึงด้านบน อาหารบางอย่างไม่ได้มีไตรกลีเซอไรด์เป็นส่วนประกอบ แต่ที่ร่างกายมีไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นเนื่องมาจากการกินอาหารที่ไม่สมดุล ไม่ถูกสัดส่วน จนทำให้ได้รับพลังงานและแคลอรี่มากเกินกว่าที่ร่างกายจะนำไปใช้ได้หมด ร่างกายมีการสร้างและย่อยสลายไตรกลีเซอไรด์อย่างผิดปกติ ไตรกลีเซอไรด์จะถูกขับเข้ากระแสเลือดมากขึ้น

Teens wolf down fast food at least once a week as deliveries heat up by 38%: survey #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Teens wolf down fast food at least once a week as deliveries heat up by 38%: survey

Health & Beauty

Jun 23. 2020File PhotoFile Photo

By The Nation

Research shows teens have eaten fast food at least once a week during the Covid-19 crisis while overall online food deliveries have increased by 38 per cent compared to last year.

The Thai Health Promotion Foundation said the 2020 Thai Health Report by Mahidol University’s Institute of Population and Social Research and the academic’s network partners found that up to 69 per cent of Bangkok teens and youth aged 10-24 consume western fast food at least once a week, followed by the central region (54.6 per cent), southern region (48.7 per cent), northeastern region (41.9 per cent) and northern region (38.7 per cent).

Thais consumed fast food by ordering these through food delivery applications during the Covid-19 crisis.

A Kantar World panel undertook the survey between April 10 and 16, questioning 1,638 Thais aged up to 49 living in urban areas.

Thai Health recommends that people consume food in the 2:1:1 ratio – two parts vegetables, 1 part rice or 1 part flour, and 1 part meat – plus reduce sugary and salty foods and exercise regularly.

Asst Professor Dr Manasigan Kanchanachitra at the Institute of Population and Social Research said that today’s technology is affecting the food consumption behaviour of teenagers and youth as they can easily access food ordering applications that play an important role in determining trends and access restaurants easily as never before.

The survey also found that 61 per cent of the popular food ordered by different generations comprises fried chicken, burgers and pizza, while youth consume hardly any fresh vegetables or fruits on a regular basis.

Thai Health is urging food application developers to focus on supporting healthy food promotion.

Japanese firm’s blanket testing of employees could serve as model #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

Japanese firm’s blanket testing of employees could serve as model

Health & Beauty

Jun 22. 2020Masayoshi Son/File photoMasayoshi Son/File photo

By The Washington Post · Simon Denyer · WORLD, HEALTH, ASIA-PACIFIC

TOKYO – Sports leagues around the world have acknowledged that the only way to restart competition is to test all their players for the novel coronavirus. For businesses, the same idea is gaining ground: stepping in with testing where government-run efforts are lagging.

In Japan, a telecom magnate, Masayoshi Son, has taken the lead with a combination of antibody and diagnostic tests that offer a model for others as parts of the world look to reopen their economies.

Diagnostic polymerase chain reaction, or PCR, tests still are not widely available in Japan to determine who is infected and potentially contagious. So Son took another route: First, he tested 38,216 employees, family members and clients at his Tokyo-based SoftBank conglomerate for virus antibodies, to see who had been exposed to the virus. Anyone who tested positive was then sent for a PCR test.

“I am worried that if just one or two of our employees are infected, that could possibly lead to a cluster of infections,” he said. 

“On the other hand, we can’t afford to continue to stay away as companies, fearing a risk of infection,” he continued. “For an early return to work, I believe it is very important for us to test widely, and to establish a process where patients, if found, will be taken care of by doctors and segregated swiftly.”

The results of his study – the largest antibody test in Japan and one of the largest in the world – offer a mixture of good and bad news.

Just 0.23 percent of the sample tested positive for coronavirus antibodies, suggesting Japan, with its widespread adoption of face masks and relatively early efforts to reduce transmission, has been relatively successful in containing the virus.

Son also offered free tests to medical workers. Of 5,850 who took up his offer, 1.79 percent had antibodies for the virus. Overall, that meant 0.43 percent of 44,066 people tested positive.

The results effectively bury the notion that Japan might be on a path to “herd immunity” – the idea that if roughly 60 percent of the population have already contracted the virus, its spread will slow.

The data is also a potential tripwire as businesses and communities reopen and reconnect. Places that were effective in keeping the infection rate relatively low also have greater numbers of people at risk of first-time exposure as lockdowns ease.

A smaller sample size in three cities – about 8,000 people in total – found infection rates of 0.1 percent in Tokyo, 0.17 in Osaka and 0.03 in Miyagi in northeastern Japan, Japan’s health minister, Katsunobu Kato, said Tuesday.

Kenji Shibuya, director of the Institute for Population Health at King’s College London, said the SoftBank data shows that Japan remains susceptible to another surge in infections if precautions are ignored as it reopens. 

At the same time, society cannot manage under strict controls indefinitely, and “protective screening” such as SoftBank’s initiative may become more common, he added. 

“The private sector is more rational compared to the old-fashioned medical community … We should move ahead. So I am very glad the private sector did very well,” Shibuya said.

Although SoftBank said the survey was not a representative sample of the country’s population, a rough extrapolation over Japan’s 126 million people would suggest around 300,000 people have contracted the virus since the pandemic began. 

That is around 17 times the official numbers found by the diagnostic PCR tests – which under Japan’s policies were used test only the seriously ill. 

Son said the tests were “driven by our desire to protect our employees and their families, and our customers and their families, and to protect as many people as possible.”

But the need to protect his business interests also played a role.

“As a private company, SoftBank is engaged in businesses every day, and to us, the exit strategy is very important. But as society becomes more active, we can’t avoid the risk of the second wave of infection,” said Son, Japan’s second-richest person after Tadashi Yanai, chief executive of Fast Retailing, which owns the Uniqlo chain.

Son said the idea of mass testing can be applied to many businesses, including factories, restaurants and night spots, all of which have to reopen. 

What he called “a nice surprise” was that only eight out of 19,075 staff working in SoftBank’s mobile phone stores tested positive for antibodies, or just 0.04 percent, lower than the rate among other staff mostly working from home.

“Generally speaking, meeting people is a high risk,” said Norio Ohmagari, director of the National Center for Global Health and Medicine. “But I don’t think that is always the case. The result suggests we could reduce risks by taking various measures and doing them well.”

Other Japanese companies appear to be following Son’s move to step in where the government is slow to act. 

Already, Rizap Group, a gym operator, is giving antibody tests to 30,000 employees and customers. Toda Corp., a construction company, plans to offer antibody tests to its staff in Tokyo. Nagasaki International University is testing all 69 faculty members as it seeks to reopen safely, media reports say.

While various antibody tests are being used or developed in the United States, they have sparked medical debates. They cannot replace diagnostic tests: Antibodies typically don’t show up for a week or two after a person contracts the virus, and an antibody test can’t tell if someone is still infected. There are also concerns about accuracy.

Son said he had considered giving everyone PCR tests, but decided on antibody tests as a first step because they can be done “relatively safely, widely and quickly.” 

He consulted infectious-disease experts and settled on kits from two Chinese manufacturers, Innovita and Orient Gene. But he is also talking to Japanese company Takara Bio and hoping they can further develop a saliva-based PCR test for mass use. 

“I am hoping from the bottom of my heart to get to see a society soon when everyone feels safe and enjoys their life,” Son said.

Japan has been criticized for failing to test people widely, but the government insists it took the correct approach, rationing tests to prevent crowds collecting at medical centers and to allow the health-care system to focus on the most severe cases.

With fewer than 1,000 deaths – by the official count – and only a few dozen new infections a day, the government believes Japan’s approach deserves global recognition.

But many experts say a change of approach is needed now, because only by testing people will the country be able to get back to work after an economically catastrophic shutdown.

“I think the idea of trying to test very comprehensively is very good,” said Wataru Sugiura, director of the Center for Clinical Sciences at the National Center for Global Health and Medicine. 

“No test is perfect,” he added, but the massive volume of data created by SoftBank’s study could provide “a foothold toward building a better system.”

อากาศเปลี่ยนทำ ‘หอบหืดกำเริบ’ จริงหรือ? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626297

วันที่ 18 มิ.ย. 2563 เวลา 09:10 น.อากาศเปลี่ยนทำ ‘หอบหืดกำเริบ’ จริงหรือ?เข้าใจโรคหอบหืด ดูสาเหตุ วิธีการสังเกตอาการ และเคล็ดลับจัดการกับโรคหอบหืดให้อยู่หมัดด้วยตัวเราเอง

โรคหอบหืด เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต เป็นๆ หายๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นโรคนี้จะต้องมีปัญหาในการหายใจไปตลอด  ซึ่งโรคนี้เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ทำให้เยื่อบุและผนังหลอดลมตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นจากภายในและจากสิ่งแวดล้อมมากกว่าปกติ ส่งผลให้หายใจไม่สะดวกและมีเสียงหวีด เหนื่อยหอบ ไอเรื้อรัง แน่นหน้าอก โดยเฉพาะตอนกลางคืนและช่วงเช้ามืด โดยหอบหืดสามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย และทำให้เสียชีวิตได้หากอาการรุนแรง หอบหืดไม่ใช่โรคติดต่อ แต่สามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้

โรค “หอบหืด” และโรค “หืด” เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

โรคหอบหืดและโรคหืดเป็นโรคเดียวกัน บางครั้งเรียกหอบหืดในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหอบร่วมด้วย ซึ่งในผู้ป่วยโรคหืดบางรายอาจไม่มีอาการหอบ มีเพียงอาการไอเรื้อรัง หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งเกิดจากการอักเสบในหลอดลบลมและมีหลอดลมตีบแต่ไม่ถึงขั้นหอบ โดยอาการหอบจะเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่หลอดลมตีบที่รุนแรง และในทางปฏิบัติพบว่าโรคหืดเป็นสาเหตุของอาการไอเรื้อรังที่สำคัญ นอกจากกรดไหลย้อน และจมูกอักเสบเรื้อรัง

อาการของโรคหอบหืดหรือโรคหืด

  • ไอต่อเนื่องนาน 2-3 สัปดาห์
  • หายใจมีเสียงหวีด 
  • อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก
  • หากอาการหนักอาจทำให้หายใจไม่ออก ไม่สามารถรับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้ และไม่สามารถนำคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายได้ เกิดระบบหายใจล้มเหลว จนถึงขั้นหมดสติและเสียชีวิตในที่สุด

สาเหตุของโรค

เกิดจากการอักเสบของหลอดลมเรื้อรัง ร่วมกับการที่หลอดลมมีความไวต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากผิดปกติ ทำให้เกิดอาการของโรคหืด ได้แก่ สารก่อภูมิแพ้ในและนอกครัวเรือน เช่น ฝุ่น และไรฝุ่น รังแค สัตว์ เกสรดอกไม้ รวมทั้งสารก่อมลพิษในอากาศ ควันบุหรี่ ไอระเหยน้ำมัน สารเคมี ก๊าซพิษต่างๆ เป็นต้น หรือการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรียและเชื้อราในอากาศ นอกจากนี้ ยังพบว่าสภาพอากาศที่เย็นและแห้ง เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดได้ด้วย

สภาพอากาศเย็นกระตุ้นให้เกิดหอดหืดอย่างไร?

ในสภาพอากาศที่เย็นและแห้ง ปราศจากความชื้น จะกระตุ้นให้หลอดลมเกิดการหดตัว ส่งผลให้ผู้ป่วยหายใจลำบากและมีอาการหอบหืดกำเริบได้ 

วิธีสังเกตอาการเบื้องต้น

อาการสำคัญที่เป็นสัญญาณของโรคหอบหืดมีทั้งหมด 3 อย่าง ได้แก่

  • ไอเรื้อรัง 
  • หายใจมีเสียงวี้ด
  • เหนื่อยหอบ

หากพบว่ามีครบทั้ง 3 อาการ ทำให้เพิ่มความน่าจะเป็นของการเป็นโรคหืด อย่างไรก็ตาม ควรทดสอบเพื่อวินิจฉัยโรคหืดในผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรัง

เคล็ดลับจัดการกับโรคหอบหืดให้อยู่หมัด

  • รู้ว่าสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคหอบหืดของคุณคืออะไร เพื่อหลีกเลี่ยงโรคหอบหืดที่อาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้ สิ่งแรกเลยคือคุณต้องรู้ก่อนว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการหอบหืด โดยสามารถตรวจสอบได้จากการทดสอบโรคภูมิแพ้ หรือแม้แต่ตรวจสอบเลือดและผิวหนัง เมื่อคุณทราบว่าอะไรคือสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้เกิดโรคหอบหืด คุณก็จะได้สามารถทำตามขั้นตอนเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัส และปกป้องไม่ให้โรคหอบหืดของคุณเกิดขึ้นได้
  • กำจัดไรฝุ่นต่างๆ ไรฝุ่นถือเป็นสารก่อภูมิแพ้อันดับที่ 1 ที่อาจจะทำให้เกิดโรคหอบหืดในร่มได้ ดังนั้น การลดไรฝุ่นในห้องนอน ถือเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างมาก การหาผ้ามาคลุมที่นอนและหมอนจะสามารถป้องกันไรฝุ่นได้ การซักผ้าปูที่นอนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งก็เป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยลดไรฝุ่นได้
  • ไม่ควรนอนร่วมกับสัตว์เลี้ยง หลายคนที่เป็นโรคหอบหืด มักจะถูกกระตุ้นได้ง่ายจากแมวและสุนัข ถึงมันจะมีขนหรือไม่มีขนก็ตาม ถึงแม้จะไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับผลกระทบจากสัตว์เลี้ยง แต่ก็ไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงมานอนร่วมกับคุณในห้องนอน เนื่องจากโปรตีนจากน้ำลายหรือปัสสาวะของสัตว์เลี้ยงก็อาจทำให้เกิดโรคหอบหืดได้เช่นกัน
  • ใส่ใจในการเลือกแผ่นกรองอากาศ ใช้แผ่นกรองอากาศชนิด HEPA (High Efficiency Particulate Air) ผู้ที่เป็นโรคหอบหืด หรือโรคภูมิแพ้ สามารถใช้แผ่นกรองอากาศชนิด HEPA เข้ามาช่วยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ในห้องนอน เนื่องจาก HEPA นั้นสามารถกรองอนุภาคฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแผ่นกรองกาศชนิดนี้จะทำหน้าที่ในการดักสารระคายเคืองต่าง ๆ ไม่ให้ถูกปล่อยกลับสู่อากาศอีก นอกจากนั้นแผ่นกรอง HEPA ยังมีขายสำหรับเครื่องดูดฝุ่นอีกด้วย
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ จากการศึกษาหลายชิ้นพบว่า โรคอ้วนอาจส่งผลให้เกิดอาการหอบหืดรุนแรง และยังสามารถทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ด้วย นอกจากนั้นผู้ที่เป็นโรคอ้วนจำนวนมาก จึงมักจะมีอาการอักเสบเรื้อรังร่วมด้วย ดังนั้น การรักษาน้ำหนักให้เป็นไปตามมาตรฐาน จะทำให้ป้องกันตัวเองจากอาการหอบหืดรุนแรงได้ ทั้งยังทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงด้วย
  • ออกกำลังกายด้วยการฝึกหายใจ จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายด้วยการฝึกหายใจ สามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตและลดความจำเป็นในการใช้ยาขยายหลอดลมได้ด้วย แต่ถึงอย่างไรการออกกำลังกายด้วยการฝึกหายใจก็ยังจำเป็นจะต้องใช้ควบคู่ไปกับการรักษาโรคหอบหืดด้วยยาอยู่ดี
  • ออกกำลังกายระดับปานกลาง การออกกำลังกายถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ที่เป็นโรคหอบหืด เนื่องจากการออกกำลังกายช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปอดและช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันได้ การออกกำลังกายแบบแอโรบิคในระดับปานกลาง เช่น เดิน เล่นโยคะ หรือว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เป็นโรคหอบหืดมากที่สุด แต่สำหรับบางคนคลอรีนในสระว่ายน้ำก็อาจจะเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดหอบหืดได้ ดังนั้น การปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมจึงถือว่าเป็นเรื่องที่ควรทำ
  • ตรวจสอบรายงานคุณภาพอากาศอยู่เสมอ การตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่ถือเป็นเรื่องที่ควรจะทำสำหรับผู้ที่เป็นโรคหอบหืด เนื่องจากถ้าคุณเจอสภาพอากาศที่ไม่ดีคุณก็จะสามารถปรับกิจกรรมของคุณ เพื่อรับมือ และจัดการกับโรคหอบหืดได้ดีขึ้น และเมื่อคุณจำเป็นจะต้องออกไปข้างนอกก็จะได้เตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม เช่น นำยาขยายหลอดลมออกไปด้วย สวมผ้าพันคอ หรือแม้แต่สวมหน้ากากอนามัย

โรคมะเร็งตับ ความเสี่ยงและการป้องกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626259

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 16:55 น.โรคมะเร็งตับ ความเสี่ยงและการป้องกันโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชายคือ โรคมะเร็งตับ ส่วนในเพศหญิงพบเป็นอันดับที่ 4 รองจากโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งปากมดลูก และโรคมะเร็งลำไส้

ข่าวการจากไปด้วยโรคมะเร็งตับของ ตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ดาราและผู้กำกับมากความสามารถ สร้างความช็อกให้กับทุกวงการ ทำให้หลายคนหันมาตระหนักถึงการดูแลตนเองกันมากขึ้น จากข้อมูลผู้ป่วยประเทศไทยในปี พ.ศ.2560 พบว่า โรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชายคือ โรคมะเร็งตับ ส่วนในเพศหญิงพบเป็นอันดับที่ 4 รองจากโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งปากมดลูก และโรคมะเร็งลำไส้

ข้อมูลที่น่าสนใจจากทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้อธิบายเรื่องรางเกี่ยวกับโรคมะเร็งตับ รวมไปถึงคำแนะนำและวิธีปฏิบัติในการดูแลตนเองเพื่อให้ห่างไกลจากโรค ดังนี้

“โรคมะเร็งตับ” ที่พบบ่อยในประเทศไทย

โรคมะเร็งตับ ที่พบได้บ่อยในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ โรคมะเร็งเซลล์ตับ (Hepatocellular carcinoma) และ โรคมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma)

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งตับ

สาเหตุที่สำคัญของการเกิดโรคมะเร็งตับ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี ซึ่งติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน การรับเลือดหรือสารคัดหลั่งของร่างกายจากผู้เป็นพาหะ และการถ่ายทอดจากมารดาสู่บุตร ภาวะตับแข็งจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นสาเหตุสำคัญของการโรคมะเร็งตับเช่นกัน นอกจากนี้ การบริโภคอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับได้ เช่น การได้รับสารพิษอะฟลาท็อกซิน จากการบริโภคถั่วลิสง กระเทียม หรือพริกแห้งที่มีเชื้อรา รวมถึงการบริโภคปลาน้ำจืดที่ปรุงไม่สุก ซึ่งอาจมีพยาธิใบไม้ในตับ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับชนิดท่อน้ำดีได้

อาการของโรคมะเร็งตับ

ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับในระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการแสดงใดๆ ดังนั้นเมื่อมีอาการเกิดขึ้นและรับการตรวจจากแพทย์โรคมักดําเนินไปมากแล้ว อาการที่บ่งบอกว่าเป็นโรคมะเร็งตับคือ ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องซีกขวาด้านบน คลําพบก้อนเนือบริเวณท้องซีกขวาด้านบน มีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลดเนื่องจากท้องอืดและแน่นท้อง เกิดภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อบุช่องท้อง โรคดีซ่าน และมีภาวะเลือดออกภายในร่างกาย

การตรวจวินิจฉัย

การตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งตับ ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะได้ผลดี ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

  1. การตรวจร่างกายโดยแพทย์ โดยแพทย์จะคลำหน้าท้องของผู้ป่วย เพื่อดูขนาดตับและม้าม
  2. การตรวจหาระดับแอลฟาฟีโตโปรตีน (Alpha Fetoprotein) ซึ่งเป็นสารบ่งชี้โรคมะเร็งตับ
  3. การตรวจวินิจฉัยโดยใช้เครื่องมือพิเศษ เช่น เครื่องอัลตราซาวน์ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) และเครื่องเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
  4. การตัดชิ้นเนื้อตับเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา

การรักษา

แนวทางการรักษาโรคมะเร็งตับขึ้นอยู่ระยะของโรคและขนาดของก้อนมะเร็ง โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วย ซึ่งสามารถทำการรักษาได้หลายวิธี เช่น การผ่าตัด การฉีดยาเฉพาะที่เข้าก้อนมะเร็งโดยตรง การฉีดแอลกอฮอล์เข้าก้อนมะเร็งผ่านทางผิวหนัง การฉายรังสี และการรักษาด้วยเคมีบำบัด

วิธีดูแลตนเองเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันโรคมะเร็งตับ

การป้องกันโรคมะเร็งตับสามารถทำได้โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ถูกสุขลักษณะ ไม่รับประทานอาหารสุกๆดิบๆ อาหารที่มีเชื้อรา และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ งดหรือลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีหรือซี รวมถึงเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ 

แม้ว่าโรคมะเร็งตับจะเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตของผู้ป่วย แต่หากรู้ตัวก่อนก็สามารถรักษาได้ เพราะฉะนั้น เราควรดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ รวมถึงการหมั่นสังเกตุอาการผิดปกติของตัวเองด้วยตัวเอง (เช่น การที่น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ มีไข้ต่ำเป็นประจำ ปวดหรือเสียดชายโครงขวาหรือคลำพบก้อนในช่องท้อง เป็นต้น) รวมถึงการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับได้

‘เนื้องอกในมดลูก’ โรคฮิตของผู้หญิงวัยทำงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626176

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 08:40 น.‘เนื้องอกในมดลูก’ โรคฮิตของผู้หญิงวัยทำงานไม่ต้อง “ตรวจภายใน” ไม่ได้หรอ แพทย์ระบุคนไข้ส่วนใหญ่ที่มาหาหมอด้วยอาการปวดท้องประจำเดือนหรือปวดท้องน้อยแบบเรื้อรัง พอตรวจอย่างละเอียดกลับพบเป็น “เนื้องอกในมดลูก” โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยทำงาน

ขึ้นชื่อว่าวัยทำงาน ส่วนใหญ่เราก็ต่างใช้ชีวิตแบบลืมคิดคำนึงถึงสุภาพ อาจทำงานยุ่งวุ่นวายจนลืมตรวจร่างกายประจำปี โดยเฉพาะการตรวจภายใน ซึ่งผู้หญิงส่วนมากเลือกที่จะเลี่ยงการตรวจไปจนกว่าจะมีอาการผิดปกติบางอย่างเสียก่อน

ก่อนจะมาทำความรู้จักว่าเนื้องอกในมดลูกคืออะไร ลองพิจารณาดูว่าเราเคยมีอาการต่อไปนี้บ้างหรือไม่

  • ปวดท้องประจำเดือนมากกว่าปกติ
  • มีเลือดออกมากระหว่างรอบเดือน
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้นแต่ออกไม่มาก
  • มีอาการท้องผูกผิดปกติ
  • อยู่เฉยๆ ก็มีอาการปวดท้อง

หากมีอาการเหล่านี้ นี่อาจเป็นสัญญาณผิดปกติที่บ่งว่าเราเสี่ยงมีเนื้องอกในมดลูก

ข้อมูลจาก พญ.จิติมา ติยายน นายแพทย์ชำนาญการงานมะเร็งนรีเวช กลุ่มงานสูตินรีเวชศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี เผยว่า โรคเนื้องอกในมดลูกมีอาการเด่นๆ คือ ปวดท้องประจำเดือนมากกว่าปกติ มีเลือดออกมากระหว่างรอบเดือน ปัสสาวะบ่อยขึ้นแต่ออกไม่มาก หรือมีอาการท้องผูก ผิดปกติ คนไข้ส่วนใหญ่ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องประจำเดือนหรือปวดท้องน้อยแบบเรื้อรัง แต่พอตรวจอย่างละเอียดส่วนใหญ่เป็นเนื้องอกในมดลูก ซึ่งโรคนรีเวชจะพบมากในผู้หญิงวัยทำงานอายุ 30-40 ปี หรือประมาณ 20-25% ของผู้หญิงวัยทำงาน คิดเป็น 1 ใน 4

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเนื้องอกในมดลูก ได้แก่

  1. กรรมพันธุ์ซึ่งถ้าคนในครอบครัวเป็นเนื้องอกในมดลูกทำให้คนอื่นมีโอกาสเป็นมากขึ้น
  2. การรับประทานอาหารซึ่งอาหารจำพวกเนื้อ หรือเนื้อแดง เพิ่มความเสี่ยงในการทำให้เกิดเนื้องอกในมดลูกได้สูง 

โดยความรุนแรงของอาการเนื้องอกในมดลูกนั้นไม่ส่งผลถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็จะมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิด เช่น เลือดออกมากจนผิดปกติตอนมี ประจำเดือนหรือถ้ามีการกดเบียดของก้อนเนื้อก็จะทำให้เกิดอาการปวดท้องได้ อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือรบกวนการทำงานได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของผู้ป่วยโรคเนื้องอกในมดลูกนั้นคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจไปตรวจ เพราะคิดว่าเป็นแค่อาการปวดประจำเดือนธรรมดา และบางส่วนมีความเขินอายที่จะมาพบแพทย์เพื่อตรวจภายใน ถึงแม้ว่าอาการโรคเนื้องอก ในมดลูก ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่จากสถิติแล้ว ผู้ป่วยที่เป็นโรคเนื้องอกในมดลูก 1,000 คน จะพบว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งได้ 1 คน ซึ่งส่วนมากมักพบในผู้หญิงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป ดังนั้นสาวๆ ควรสังเกตอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง ควรตรวจสุขภาพ และตรวจภายในอย่างสม่ำเสมอ หรือเมื่อพบว่ามีความผิดปกติควรไปพบแพทย์ทันที

ทางด้าน อ.พญ.อรวิน วัลลิภากร สาขาวิชาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า เนื้องอกในมดลูกถือว่าเป็นเนื้องอกที่พบได้เยอะที่สุดในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์คือเริ่มมีประจำเดือน โดยขนาดของเนื้องอกก็มีหลากหลายในแต่ละราย ตั้งแต่เล็กๆ ระดับมิลลิเมตรคือไม่ถึงเซนติเมตร ไปจนถึงเป็นสิบๆ เซนติเมตร เท่ากับลูกมะพร้าว หรือลูกแตงโมก็แล้วแต่สรีระของแต่ละบุคคล

ส่วนใหญ่ประมาณ 99% ไม่ใช่เนื้อมะเร็ง ก็คือเป็นเนื้องอกที่เป็นเนื้อดี จะไม่ใช่โรคมะเร็ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนใหญ่เราจะอัลตราซาวนด์ตรวจเจอว่าเป็นเนื้องอกมดลูก แต่ว่ามันก็มีโอกาสที่จะกลายมาเป็นมะเร็ง แต่ว่าไม่เยอะ ประมาณสัก 1 ใน 10,000 หรือ 1 ใน 100,000

สาเหตุที่ทำให้เกิดเนื้องอกในมดลูก

ปัจจัยส่วนหนึ่งเป็นเรื่องกรรมพันธุ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อโรคใดๆ และเกี่ยวกับเรื่องการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิง อย่างที่ทราบกันคือ ตัวเนื้องอกนี้มักจะเจอในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์คือ มีประจำเดือนไปสัก 3 ปี 5 ปี 10 ปี แล้วเริ่มตรวจเจอว่ามีเนื้องอกมดลูก จริงๆ มันก็คือเหมือนเซลล์กล้ามเนื้อมดลูกของเรา เซลล์มดลูกเราปกติที่มีการตอบสนองต่อฮอร์โมน แล้วก็เจริญเติบโตผิดปกติกลายเป็นเนื้องอก

อาการ เนื้องอกมดลูกส่วนใหญ่จะมาด้วย 3 อาการหลักๆ

  1. อาการแรกที่เจอเยอะที่สุดคือ คนไข้จะคลำได้ก้อนที่ท้องน้อย ซึ่งถ้าเกิดผู้หญิงเราคลำก้อนที่ท้องน้อยได้ ส่วนมากจะเป็นเนื้องอกมดลูก สังเกตดูจากคนท้อง กว่าจะเห็นว่าตั้งครรภ์ก็ประมาณ 4-5 เดือนไปแล้ว เช่นเดียวกัน เนื้องอกมดลูกนี้ก็ต้องทำให้มดลูกมีขนาดโตเท่ากับคนท้อง 4-5 เดือนแล้ว ซึ่งประมาณสัก 15 เซนติเมตรขึ้นไปถึงจะคลำเองได้จากหน้าท้อง
  2. อาการที่พบบ่อยที่ทำให้คนไข้ต้องมาพบคุณหมอสูตินรีเวช คือมีประจำเดือนออกเยอะ เพราะตัวเนื้องอกไปเบียดโพรงมดลูก ทำให้ประจำเดือนออกเยอะ แล้วบางทีออกเยอะมากเป็นลิ่มเลือดเป็นก้อนเลือด บางคนให้ประวัติว่า เป็นประจำเดือนแล้วเป็นลม แล้วก็ต้องไปรับเลือดที่โรงพยาบาลทุกครั้งที่เป็นประจำเดือน อันนี้จะมีบ้างประปราย
  3. อาการที่สามมักจะเกี่ยวข้องกับการมีบุตรยาก จะตรวจพบเมื่อคนไข้ไปตรวจกับหมอผู้เชี่ยวชาญด้านมีบุตรยาก พออัลตราซาวนด์ถึงจะเจอ อันนี้มักจะเป็นลักษณะก้อนเล็กๆ ไม่บ่งอาการอะไร บางทีอาจจะมีก้อนแค่ 1-2 เซนติเมตรอยู่ในโพรงมดลูก ไปขวางการฝังตัวของทารกทำให้มีบุตรยาก

อาการที่รุนแรง บางคนมีเลือกออกเยอะก็มีอาการโลหิตจางได้ หรือบางคนที่ลักษณะก้อนมันยื่นออกไปข้างนอก หมายถึงไม่ได้ยื่นเข้าไปในโพรงมดลูก ก็จะทำให้ไม่มีประจำเดือนออกเยอะ แต่มันจะยื่นเข้าไปในอุ้งเชิงกรานหรือว่าในท้องน้อยของเรา อันนี้ก็จะไปกดเบียดลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ ที่เจอบ่อยก็คือ มันเบียดมาข้างหน้า ก็จะกดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้คนไข้ปัสสาวะบ่อย คนไข้อาจจะเข้าห้องน้ำทุกชั่วโมง นอนหลับไปแล้วก็ต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำทุก 2-3 ชั่วโมง นอนไม่เต็มอิ่ม อันนี้ก็จะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตคนไข้

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคเนื้องอกในมดลูก

ถ้าตรวจเจอแต่เนิ่นๆ ก็จะรักษาง่ายกว่า อาจจะรักษาด้วยยาหรือสังเกตอาการ วิธีป้องกันยังไม่มีวิธีที่ชัดเจน แต่มีรายงานว่าคนไข้ที่มีลูกแล้วจะทำให้พบอุบัติการณ์การเกิดเนื้องอกในมดลูกน้อยกว่าผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีลูก ทั้งนี้ ยังมีรายงานว่าการรับประทานเนื้อแดงสัมพันธ์กับการเกิดเนื้องอกในมดลูก แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ให้งดขนาดนั้น คือรายงานมาจากการไปสอบถามคนที่เป็น แล้วเจอว่าคนที่เป็นเนื้องอกมดลูกจะมีการรับประทานเนื้อแดงมากกว่า แต่ถามว่ามันเป็นสาเหตุหรือเปล่า ก็อาจจะยังไม่ใช่

คำแนะนำจากหมอ

แนะนำให้หญิงไทยเข้ามาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หมอสูตินรีเวชจะมีการตรวจภายใน ก็คือ การคลำมดลูกรังไข่ด้วย ถ้ามดลูกโตเท่ากับคนท้องสัก 2 เดือน ก็จะเจอแล้ว สักประมาณ 4-5 เซนติเมตร เราก็จะคลำได้ เพราะฉะนั้น แนะนำให้เข้ามาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกร่วมกับการตรวจภายใน ถ้าคุณหมอสงสัยจริงๆ ก็จะมีการอัลตราซาวนด์ร่วมด้วย

สำหรับคนที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ เราก็หลีกเลี่ยงไม่ตรวจภายในได้ การตรวจอัลตราซาวนด์ทางหน้าท้องก็เห็นเนื้องอก 2-3 เซนติเมตรได้.

ที่มา : พบหมอรามาฯ / สสส / โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ภาพ : Freepik

ซิกแพคต้องมา!! 5 ท่าฟิตร่างสร้างหุ่นเฟิร์ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/626162

วันที่ 17 มิ.ย. 2563 เวลา 06:30 น.ซิกแพคต้องมา!! 5 ท่าฟิตร่างสร้างหุ่นเฟิร์มเทรนเนอร์แนะ 5 ท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง สร้าง “ซิกแพค” เพื่อบอดี้ที่ดูดี

อยากสวยเซ็กซี่ หรือหล่อดูดีมีซิกแพค แล้วรู้มั้ยว่าการสร้างซิกแพคหรือกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แข็งแรงไม่เพียงทำให้รูปร่างของเราดูดีเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ร่างกายทำงานและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นอีกด้วย ทว่า การสร้างซิกแพคแทนพุงน้อยๆ ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเราทุกคนเกิดมาพร้อมกับซิกแพคหรือกล้ามเนื้อหน้าท้องอยู่แล้ว แต่ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตและอาหารการกิน จึงทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องถูกบดบังด้วยชั้นไขมันเอาไว้ มากบ้างน้อยบ้างในแต่ละคน

กล้ามเนื้อหน้าท้อง ยังถือเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่แกนกลางลำตัวที่ช่วยในการพยุงร่างกาย เราจึงต้องบริหารกล้ามเนื้อส่วนนี้อย่างสม่ำเสมอ ส่วนใครที่มีอาการปวดหลังง่าย นั่งนาน ยืนนาน หรือแค่ยกของก็รู้สึกปวดหลังแล้ว นั่นแสดงว่ากล้ามเนื้อส่วนนี้ไม่แข็งแรงพอ

ครั้งนี้เทรนเนอร์ ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย แนะนำท่าออกกำลังกาย 5 ท่าสร้างซิกแพคลดพุงแบบง่ายๆ ที่ถึงแม้อยู่บ้านก็สามารถทำได้ โดยใช้ท่าตระกูล Crunch ที่จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องให้ฟิตและเรือนร่างดูเฟิร์ม เป็นคลาสที่มือใหม่ทำได้ง่ายๆ และคนที่ออกกำลังกายอยู่แล้วยิ่งทำก็ยิ่งดี ใครที่อยากมีซิกแพคแทนพุง บอกเลย…งานนี้ต้องลอง!!

ท่าที่ 1 “Crunch” ช่วยบริหารกล้ามเนื้อท้องส่วนบน เริ่มจากท่านอนหงาย งอแขนสองข้างกำมือแตะไว้ที่ขมับ หรือประสานมือไว้ที่ท้ายทอย ตั้งเข่าขึ้น 90 องศา และวางเท้าห่างกันเท่ากับความกว้างของหัวไหล่ พร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องแล้วยกลำตัวส่วนบนขึ้นและลง ควรทำอย่างน้อย 12-15 ครั้งต่อเซ็ต จำนวน 2-3 เซ็ต

ท่าที่ 2 “V-Crunch Hold” เพิ่มดีกรีความยากขึ้นเล็กน้อย ด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องมากขึ้น เพื่อช่วยกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนบนและล่าง รวมถึงต้นขา เริ่มจากท่านอนหงาย ยืดขาตรงและยกแขนขึ้นโดยวางแขนเหยียดตรงเหนือศรีษะ จากนั้นยกลำตัวขึ้นพร้อมกับยกขาเข้าหาลำตัวเป็นรูปตัว V ค้างไว้สัก 10 วินาที แล้วผ่อนกล้ามเนื้อกลับสู่ท่าเริ่มต้น และทำซ้ำท่าเดิมจำนวน 5 ครั้ง

ท่าที่ 3 “V-Sit” ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนล่าง เริ่มจากท่านั่ง วางมือไว้ข้างสะโพก เอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย โดยให้ขาชิดเหยียดตรง จากนั้นยกเข่าเข้าหาหน้าอกให้ใกล้มากที่สุดแล้ววางขาลงท่าเดิม โดยไม่กระชาก แต่ใช้วิธีส่งแรงมาจากสะโพก ควรทำ 12-15 ครั้งต่อเซ็ต จำนวน 2-3 เซ็ต

ท่าที่ 4 “Side Crunch” เน้นบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านข้าง เริ่มด้วยนอนตะแคงด้านข้าง เหยียดแขนล่างไปด้านหน้า แขนด้านบนยกขึ้นเหยียดตรง สายตามองหัวเข่าไว้ ยกลำตัวช่วงบนขึ้น พร้อมๆ กับยกขาทั้งสองข้างขึ้นและลงให้สุด โดยพยายามใช้แรงจากลำตัว ทำสลับซ้ายและขวาด้านละ 12-15 ครั้งต่อเซ็ต ทำ 2-3 เซ็ต

ท่าที่ 5 “Flutter Kicks” ช่วยฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านล่าง เน้นที่ความต่อเนื่องและโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อหน้าท้องที่จะต้องเกร็งหรือแขม่วไว้ตลอดเวลา เริ่มจากท่านอนแล้วสอดมือไปใต้สะโพกหรือก้นกบ ยกขาขึ้นสลับซ้ายขวาคล้ายกรรไกร ทำสลับไปเรื่อยๆ สัก 20-30 ครั้ง

ทั้งนี้ เทรนเนอร์ยังให้คำแนะนำดีๆ เพิ่มเติมว่า คลาสนี้ควรเน้นทำแบบช้าๆ เพราะต้องการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ และเตรียมความพร้อมด้วยการหาเสื่อโยคะหรือผ้าขนหนูมารองส่วนหลังกับก้นกบเพื่อลดการบาดเจ็บจากการเสียดสีกับพื้น หรือจะเล่นบนเตียงนอนก็ได้ โดยในระหว่างออกกำลังกายแต่ละท่าต้องเก็บคางชิดอกตลอดเวลาเพื่อช่วยไม่ให้เกิดการปวดต้นคอ และหลังจากเล่นคลาสนี้แล้วควรหยุดพักหรือเว้นระยะเวลาประมาณ 48 ชั่วโมง จึงค่อยกลับมาเล่นซ้ำอีกครั้ง ในระหว่างนั้นให้เล่นคลาสอื่นแทนได้ เช่น คาร์ดิโอ และที่สำคัญคือ ควรควบคุมอาหารด้วย แล้วซิกแพคงามๆ จะเกิดขึ้นได้ไม่ยากเลย

มาเสริมความมั่นใจกับหุ่นที่ Fit & Firm หรือสามารถติดตามข้อมูลและแนะนำเกี่ยวกับการออกกำลังกาย พร้อมเรื่องราวดีๆ ได้ทาง www.fitnessfirst.co.th และ www.facebook.com/FitnessFirstThailand