รู้สู้โรค 10 ภาวะภัยสุขภาพที่ต้องระวังหลังน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599620

  • วันที่ 03 ก.ย. 2562 เวลา 17:10 น.

รู้สู้โรค 10 ภาวะภัยสุขภาพที่ต้องระวังหลังน้ำท่วม

โพสต์ทูเดย์ ขอส่งกำลังใจให้ผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม แถมความเป็นห่วงด้านสุขภาพ ด้วย 10 โรคและภัยที่ต้องเฝ้าระวังหลังปัญหาน้ำท่วม

1.โรคผิวหนังที่ต้องระวัง ได้แก่ โรคน้ำกัดเท้า โรคผิวหนังของเชื้อรา แผลพุพองเป็นหนอง

สาเหตุ – เกิดจากการย่ำน้ำที่มีเชื้อโรค

อาการแสดง – มีอาการเท้าเปื่อย เป็นหนอง ต่อมาคันตามซอกนิ้วเท้า ผิวหนังลอกเป็นขุย

การป้องกันและรักษา

  • ควรหลีกเลี่ยงการย่ำน้ำโดยไม่จำเป็น ใส่รองเท้าบู๊ทกันน้ำ ล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่และเช็ดให้แห้ง
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่เปียกชื้น
  • หลังย่ำน้ำใช้น้ำสะอาดใส่ถังพร้อมใส่เกลือแกง 1-2 ช้อนชา แช่เท้า 10 นาที เช็ดให้แห้ง
  • หากมีอาการเท้าเปื่อย คัน ให้ทายารักษาตามอาการ หากมีแผลควรเช็ดด้วยแอลกอฮอล์แล้วทายาฆ่าเชื้อ

2.โรคตาแดง

สาเหตุ – ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำตา ขี้ตา หรือน้ำมูกของผู้ป่วย และจากการใช้สิ่งของร่วมกัน หรือจากแมลงวันแมลงหวี่ตอมตา

อาการแสดง – หลังได้รับเชื้อ 1-2 วัน จะเริ่มมีอาการระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง มีขี้ตามาก หลังตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง โดยอาจเริ่มจากตาข้างหนึ่งก่อนแล้วลามไปตาอีกข้าง ผู้ป่วยมักหายเองใน 1-2 สัปดาห์ แต่อาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น กระจกตาดำอักเสบ

การป้องกันและรักษา

  • การป้องกันเมื่อฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตาควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาด
  • หมั่นล้างมือให้สะอาด ไม่ขยี้ตา ผู้ป่วยควรนอนแยกจากคนอื่น
  • หากอาการไม่ทุเลาภายใน1 สัปดาห์ ต้องรีบพบแพทย์ รักษาโดยการรับยาหยอดตาจากแพทย์ ทานยาแก้ปวดลดไข้ตามอาการ และหมั่นล้างมือบ่อยๆ

3.โรคไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่

สาเหตุ – เกิดจากเชื้อไวรัส โดยแพร่กระจายในลมหายใจ เสมหะ น้ำลาย น้ำมูก และสิ่งของใช้ของผู้ป่วย

อาการแสดง – มักหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนโรคไข้หวัดใหญ่ จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวมาก มีน้ำมูกไหล คัดจมูก ไอ จามเจ็บคอ เบื่ออาหารและอ่อนเพลีย

การป้องกันและรักษา

  • ผู้ป่วยควรใช้ผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม ป้องกันการแพร่เชื้อ เป็นไข้นานเกิน 7 วัน หรือมีอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์

4.โรคปอดบวม

สาเหตุ – เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือสำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปอด ทำให้ปอดอักเสบ ผู้ประสบภัยน้ำท่วมหากมีการสำลักน้ำ หรือสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าไปในปอด มีโอกาสเป็นปอดบวม ซึ่งติดต่อโดยการหายใจเอาเชื้อโรคในอากาศเข้าไป หรือจากการคลุกคลีกับผู้ป่วย

อาการแสดง – มีอาการสงสัยว่าเป็นปอดบวม เช่น ไข้สูง ไอมาก หายใจหอบและเร็ว

การป้องกันและรักษา

  • ต้องรีบพบแพทย์ทันที หามีไข้สูง ไอมาก หายใจหอบและเร็ว
  • ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่เปียกชื้น และรักษาร่างกายในอบอุ่นอยู่เสมอ

5.โรคหัด

สาเหตุและการติดต่อ – เป็นโรคไข้ออกผื่นที่พบบ่อยในเด็กเล็ก หากมีโรคแทรกซ้อนทำให้เสียชีวิตได้การติดต่อได้ง่ายมาก โดยการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด

อาการแสดง – จะมีอาการหลังได้รับเชื้อ 8-12 วัน จะเริ่มมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ในช่วง 1-2 วันแรกไข้จะสูงขึ้น และจะสูงเต็มที่ในวันที่สี่เมื่อมีผื่นขึ้น ผื่น จะมีลักษณะนูนแดง ติดกัน เป็นปื้นๆ โดยจะขึ้นในใบหน้าบริเวณชิดขอบผมแล้วแพร่กระจายไปตามลำตัว

การป้องกันและรักษา

  • ให้การรักษาตามอาการ แยกผู้ป่วยที่สงสัยเป็นหัด
  • ถ้ามีผื่นออกแล้วยังมีไข้สูง หรือไข้ลดสลับกับไข้สูงไอมาก หรือหอบ ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที

6.โรคมือ เท้า ปาก

พบบ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

อาการแสดง – หลังได้รับเชื้อ 3-6 วัน จะเริ่มแสดงอาการป่วย มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลียอีก 1-2 วัน เจ็บปาก กลืนน้ำลายไม่ได้เพราะมีตุ่มแดงที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม พบตุ่มหรือผื่นนูนสีแดงเล็กที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า อาการจะทะเลาและหายไปปกติภายใน 7-10 วัน แต่หากมีไข้สูง ซึม อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง ชัก ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

7.โรคอุจจาระร่วง

สาเหตุ – เชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เช่นอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ แมลงวันตอม ทิ้งค้างคืน

อาการแสดง – ผู้ป่วยจะมีอาการอุจจาระเหลวอย่างน้อย 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นน้ำอย่างน้อย 1 ครั้ง ภายใน 24 ชั่วโมงหรือถ่ายมีมูกเลือดหรือมูกปนเลือด อาเจียน หากมีอาการรุนแรงจะถ่ายเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าว คราวละมากๆ

การป้องกันและรักษา

  • ดื่มน้ำ และเลือกกินอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ
  • ล้างมือด้วยสบู่ก่อนเตรียมและปรุงอาหาร ก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่าย
  • ถ้าอาการไม่มากให้ดื่มผงเกลือแร่ผสมน้ำต้ม แต่ถ้าไม่มีผงเกลือแร่ ให้ดื่มน้ำโดยสามารถผสมเอง
  • ถ้ามีอาการมาก วิงเวียนศีรษะ มือเท้าเย็น มีไข้สูง ชักหรือซึมมาก ควรพบแพทย์ทันที

8.โรคฉี่หนู

สาเหตุ – เกิดจากเชื้อที่ปนมากับปัสสาวะสัตว์ ซึ่งมีหนูเป็นพาหะสำคัญ ปนเปื้อนอยู่ในน้ำท่วมขัง หรือพื้นดินชื้นแฉะ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายด้วยการไชเข้าทางบาดแผลหรือเข้าทางเยื่อบุอ่อนๆ เช่น ง่ามมือ ง่ามเท้า เยื่อบุตา ขณะที่แช่น้ำ กินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรคฉี่หนู

อาการแสดง – มักมีอาการหลังได้รับเชื้อ 2-10 วัน มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องและโคนขา เจ็บคอ ท้องเดิน เยื่อบุตาแดง หรือมีเลือดออกที่ตาขาว หรือมีตาเหลืองเป็นดีซ่าน มีปัสสาวะออกน้อยหรือหอบ

การป้องกันและรักษา

  • ป้องกันโดยสวมรองเท้าบู๊ทหากต้องลุยน้ำ
  • เมื่อขึ้นจากน้ำแล้ว รีบชำระร่างกายให้สะอาด
  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกทันที และเก็บอาหารในที่มิดชิด
  • ไม่ควรหายามากินเอง ต้องไปพบแพทย์
  • หลีกเลี่ยงการแช่น้ำย่ำโคลนนานๆ เมื่อขึ้นจากน้ำต้องชำระร่างกายให้สะอาด ควรสวมรองเท้าบู๊ทและดูแลที่พักให้สะอาดไม่ให้เป็นที่อาศัยของหนู

9.โรคไข้เลือดออก

สาเหตุ – มียุงลายเป็นพาหะ

อาการแสดง – จะมีไข้สูงตลอดทั้งวันประมาณ 2-7 วัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ส่วนใหญ่มีอาการหน้าแดง อาจมีจุดแดงเล็กๆ ตามลำตัว แขน ขา คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร ต่อมาไข้จะเริ่มลง ระยะนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดอาการรุนแรง ผู้ป่วยจะระสับกระส่าย มือเท้าเย็น หรือมีเลือดออกผิดปกติ เช่น ถ่ายดำ หรือไอปนเลือด อาจมีภาวะช็อก และเสียชีวิต

การป้องกันและรักษา

  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
  • ระวังไม่ให้ยุงกัดในเวลากลางวัน โดยการนอนกางมุ้งหรือทายากันยุง
  • ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล ห้ามใช้แอสไพริน เพราะจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น
  • ให้เช็ดตัวจากนั้นรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์

10.โรคมาลาเรีย

สาเหตุ – มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ

อาการ – แสดงหลังได้รับเชื้อ 7-10 วัน จะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ บางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด ในระยะแรกอาจมีไข้สูงตลอดได้ บางรายมีอาการหนาวสั่น หรือเป็นไข้ จับสั่น ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรค ในรายที่อาการรุนแรงอาจเสียชีวิต

การป้องกันและรักษา

  • ควรนอนกางมุ้ง ทายากันยุง
  • สวมใส่เสื้อผ้าปกคลุมร่างกายให้มิดชิด
  • ถ้ามีอาการป่วยควรรีบไปพบแพทย์ทันที

เบาหวาน : 10 ความเชื่อ vs ความจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599398

  • วันที่ 02 ก.ย. 2562 เวลา 18:18 น.

เบาหวาน : 10 ความเชื่อ vs ความจริง

รวมความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคยอดฮิตของคนไทย “เบาหวาน”

#เรื่องที่ 1

ความเชื่อ : รับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงทำให้เป็นเบาหวาน

ความจริง : โรคเบาหวานมี 2 ชนิดคือ เบาหวานประเภทที่1 (Diabetes Type1) เกิดจากสาเหตุพันธุกรรมและยังไม่ทราบปัจจัยแน่ชัดทำให้ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ เบาหวานประเภทที่ 2 (Diabetes Type2) เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิต มีผลให้การสร้างอินซูลินไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือร่างกายดื้อต่ออินซูลิน การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงเป็นเวลานานก็เป็นปัจจัยส่งเสริมให้เป็นเบาหวานได้ หากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาเพียงพอ นอกจากนี้อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมีผลต่อการออกฤทธิของอินซูลิน ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีก็ควรหลีกเลี่ยง

#เรื่องที่ 2

ความเชื่อ : เบาหวานเป็นโรคของคนแก่

ความจริง : โรคเบาหวานสามารถเกิดได้กับคนทุกช่วงอายุ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและปัจจัยส่งเสริมให้เกิดโรคเบาหวาน เบาหวานประเภทที่ 1 ส่วนใหญ่มักเกิดในเด็ก หรือคนอายุน้อย ส่วนเบาหวานประเภทที่ 2 ส่วนใหญ่มักเกิดในคนอายุ 45 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันเริ่มพบคนเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 อายุน้อยลง

#เรื่องที่ 3

ความเชื่อ : คนที่เป็นเบาหวานจะรู้ตัวหากมีน้ำตาลในเลือดต่ำ

ความจริง : อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ คือวิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย ตัวเย็น เหงื่อออก อาการใจสั่น หัวใจเต้นแรง ปากแห้ง ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอาการเมื่อมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือ อาการแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน จึงควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเมื่อมีอาการหรือสงสัยว่ามีน้ำตาลในเลือดต่ำ และรีบแก้ไขทันที เพราะภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ มีผลให้เกิดภาวะช็อค หรือเสียชีวิตได้

#เรื่องที่ 4

ความเชื่อ : เบาหวานเป็นโรคไม่น่ากลัว ใครๆก็เป็นกัน

ความจริง : เบาหวานเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนไทยปีละประมาณ 20,000 คน นอกจากนี้เบาหวานเกี่ยวข้องกับการเป็นโรคอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ และพบว่าคนที่เป็นโรคหัวใจและเป็นเบาหวานร่วมด้วย มีความเสี่ยงเกิดอาการหัวใจวายหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมากกว่าเกือบสองเท่าของคนที่ไม่เป็นเบาหวานร่วมด้วย นอกจากนี้ หากการควบคุมเบาหวานไม่ดี ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ เช่นตาบอด ผิวหนังอักเสบติดเชื้อ เซลล์ประสาทถูกทำลาย

#เรื่องที่ 5

ความเชื่อ : เป็นเบาหวานห้ามกินขนมหวาน หรืออาหารที่มีความหวาน

ความจริง : เพราะภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นผลให้เกิดเบาหวาน คนส่วนใหญ่จึงคิดว่าควรงดอาหารที่มีความหวาน หรือมีน้ำตาล แต่อย่างไรก็ตาม หากรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ในสัดส่วนที่เหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกาย การรับประทานผลไม้ หรือขนมหวานก็ยังสามารถรับประทานได้แต่ไม่ควรมากเกินไป

#เรื่องที่ 6

ความเชื่อ : เป็นเบาหวานห้ามให้เลือด

ความจริง : เป็นเบาหวานสามารถให้เลือดได้ ถ้าการควบคุมระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ปกติ และไม่มีภาวะแทรกซ้อนของเบาหวาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ผู้รับบริจาคโลหิตอีกครั้ง

#เรื่องที่ 7

ความเชื่อ : เบาหวานเป็นโรคของคนอ้วน

ความจริง : ไม่ว่าคนอ้วนหรือคนผอมก็สามารถเป็นเบาหวานได้ เพราะเบาหวานเกิดจากหลายสาเหตุทั้งจากพันธุกรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิต รับประทานอาหารมีแคลอรี่สูง น้ำตาลสูง และไม่ออกกำลังกาย ความเครียด นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้สามารถส่งผลให้เกิดเบาหวานได้แต่พบว่าคนอ้วนเป็นเบาหวานมากกว่า เนื่องจากพฤติกรรมการกิน และการวิจัยพบว่าในคนอ้วนส่วนใหญ่ระดับการผลิตอินซูลินปกติ หรือมากกว่าปกติ แต่เซลล์ในร่างกายมีผลดื้อต่ออินซูลิน

#เรื่องที่ 8

ความเชื่อ : ในครอบครัวไม่มีใครเป็นโรคเบาหวาน เพราะฉนั้นเราจะไม่เป็นเบาหวาน

ความจริง : ปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ถึงแม้ว่าไม่มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน แต่เราก็สามารถเป็นได้หากใช้พฤติกรรมไม่เหมาะสม

#เรื่องที่ 9

ความเชื่อ : ถ้าเป็นเบาหวานต้องฉีดอินซูลิน แสดงว่าอาการแย่แล้ว

ความจริง : การรักษาโรคเบาหวาน มีเป้าหมายควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน กรณีที่ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย ใช้ยารับประทานแล้วยังไม่สามรถคุมระดับน้ำตาลได้ จึงจำเป็นต้องใช้ยาฉีดอินซูลินร่วมด้วย

#เรื่องที่ 10

ความเชื่อ : เป็นเบาหวานต้องรักษาด้วยอินซูลิน

ความจริง : การรักษาเบาหวานประเภทที่ 2 สามารถป้องกัน ควนคุมโรคได้ด้วย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ถูกสัดส่วน การออกกำลังกาย และรับประทานยาร่วมด้วยแต่หากยังไม่สามรถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเกณฑ์ จึงมีการใช้อินซูลินร่วมด้วย ส่วนเบาหวานประเภทที่ 1 เนื่องจากสาเหตุของพันธุกรรม ระบบภูมิคุ้มกัน มีผลให้ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ จึงต้องรักษาโดยการให้อินซูลินเป็นหลัก

 

ภาพ : freepik

เช็กความต่างตามประเภทของโรคซึมเศร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599392

  • วันที่ 02 ก.ย. 2562 เวลา 10:00 น.

เช็กความต่างตามประเภทของโรคซึมเศร้า

ทำความรู้จักกับ 3 ประเภทของโรคซึมเศร้า โรคที่รุมเร้าผู้ป่วยด้วยปัจจัยที่แตกต่าง ส่งผลให้แสดงพฤติกรรมที่แตกต่าง

โรคซึมเศร้า เป็นความผิดปกติของสมอง ที่มีผลกระทบต่อความนึกคิด อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรมและสุขภาพกาย แต่คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าโรคซึมเศร้า เป็นผลมาจากความผิดปกติของจิตใจ สามารถแก้ไขให้หายได้ด้วยตนเอง ในความจริงแล้ว โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท 3 ชนิด คือ ซีโรโตนิน นอร์เอปิเนฟริน และโดปามีน

โรคซึมเศร้านั้นมีหลากหลายประเภท ทำให้ผู้ป่วยซึมเศร้าแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป อารมณ์ที่หลายหลายของโรคซึมเศร้า ได้แก่

1.โรคซึมเศร้าแบบเมเจอร์ ดีเพรสชั่น (Major Depression)

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าชนิดนี้ จะมีความผิดปกติที่มีอารมณ์ซึมเศร้านานกว่า 2 สัปดาห์ ผู้ที่ป่วยจะมีอาการเศร้าสลดอย่างมาก จนไม่มีความสนใจในกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยทำให้กลับมามีความสุขสดชื่นเหมือนเดิม ดังนั้นควรเริ่มรักษาแต่เนิ่นๆ จะช่วยไม่ให้โรคซึมเศร้าแบบนี้มีความรุนแรงขึ้น อีกทั้งยังลดความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายอีกด้วย

2.โรคซึมเศร้าแบบดิสทีเมีย (Dysthymia Depression)

ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าชนิดนี้ จะมีอาการรุนแรงน้อยกว่าชนิดแรก แต่เป็นอย่างต่อเนื่องนานกว่า นั่นคือ จะมีอาการอย่างน้อย 2 ปี แต่มักจะนานกว่า 5 ปี อาการไม่รุนแรงถึงขนาดทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากผู้ที่ป่วยจะมีอารมณ์ผิดปกติสลับไปด้วย

3.โรคซึมเศร้าแบบไบโพลาร์ ดิสออร์เดอร์ (Bipolar disorder)

ผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า ชนิดนี้บางรายจะมีอารมณ์เซ็ง ซึมเศร้าสลับกับอาการลิงโลด โดยเป็นอารมณ์ที่ต่างกัน หรือ ต่างขั้วกัน โดยซึมเศร้าชนิดนี้จะมีผลต่อการตัดสินใจและมักก่อให้เกิดปัญหา เช่น การใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย หรือตัดสินใจผิดๆ และอาจมีความคิดฆ่าตัวตายในช่วงที่มีอาการซึมเศร้าได้

ดังนั้น หากพบหรือสงสัยว่าตนเองและคนใกล้ตัวคุณป่วยด้วยโรคซึมเศร้า อย่าได้นิ่งนอนใจ ควรพามาปรึกษาแพทย์ เพราะหากได้รับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้องด้วยวิธีที่เหมาะสม คุณและคนใกล้ตัวก็สามารถจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป

 

ภาพ : freepik

หวาน-มัน-เค็ม มากไป ส่งผลอะไรกับร่างกายของเราบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/597189

  • วันที่ 01 ก.ย. 2562 เวลา 07:30 น.

หวาน-มัน-เค็ม มากไป ส่งผลอะไรกับร่างกายของเราบ้าง

พฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนในปัจจุบัน เน้นรสชาติที่ถูกปาก เมนูหน้าตาถูกใจ สีสันชวนน่ารับประทาน โดยเฉพาะรสหวาน มัน เค็ม ที่เรียกได้ว่าเป็นรสชาติยอดนิยมของคนไทย แต่กลับส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากขาดการควบคุมและบริโภคเกินพอดี

เมืองไทยมีอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย ที่สำคัญอาหารไทยมีครบทุกรส ทั้งหวาน มัน เค็มเผ็ด เปรี้ยว รสชาติที่ชวนกินจึงนำไปสู่ความเสี่ยงในการบริโภคเกินพอดี ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ ถ้าไม่รีบควบคุมปริมาณให้พอเหมาะไว้ จะเป็นบ่อเกิดของโรคภัยได้ง่าย ถ้ากินรสจัดมากเกินไป

หวานมากไป-ก่อเบาหวาน หัวใจไม่แข็งแรง

น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีสารอาหารอื่นๆ เมื่อบริโภคมากเกินไปร่างกายจึงได้รับแต่พลังงานเพียงอย่างเดียว ที่น่าสนใจคือแม้น้ำตาลจะมีหลายชนิด แต่ให้พลังงานไม่ต่างกันคือประมาณ 4 กิโลแคลอรี/กรัม และแม้ร่างกายจะมีกระบวนการป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป

หากบริโภคน้ำตาลมากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเพื่อนำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่ละคนจะตอบสนองต่ออินซูลินไม่เท่ากัน คนที่หลั่งอินซูลิน แต่ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์จะส่งผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูง เกิดแนวโน้มที่จะเป็นโรคหัวใจ

เราสามารถป้องกันระดับน้ำตาลในร่างกายไม่ให้เกินได้ โดยควรกินน้ำตาลให้น้อย โดยเฉลี่ยไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม) เลี่ยงเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีน้ำตาลมากกว่าร้อยละ 5 สังเกตได้จากฉลากข้างขวด เลือกกินผลไม้ที่มีปริมาณน้ำตาลน้อย เช่น ฝรั่ง มะละกอ แอปเปิ้ลเขียว ส่วนของหวานหลังอาหารรับประทานได้ แต่ควรเน้นรสหวานน้อยและสลับกับการรับประทานผลไม้หลังมื้ออาหาร

มันมาก-โรคอ้วนถามหา หลอดเลือดพัง คลอเลสเตอรอลพุ่ง

“ไขมัน” เป็นสารอาหารจำเป็น และเป็นแหล่งพลังงาน ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี มากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน หากรับประทานไขมันมากเกินไป นอกจากจะทำให้อ้วนยังนำไปสู่โรคเรื้อรังได้ โดยเฉพาะไขมันทรานส์ ซึ่งพบในเนยขาว เนยเทียม เบเกอรี่ โดนัท คุกกี้ ครีมเทียมบางชนิด ฯลฯ หากรับประทานมากเกินไปจะไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ส่งผลให้เส้นเลือดตีบ ทั้งยังเพิ่มไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และลดไขมันชนิดดี (HDL) ทำให้มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มสูงขึ้นได้

 

การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมาก ซึ่งมักพบในน้ำมันจากสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันขาวๆ ไขมันในนม และเนยสด จะส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้นเช่นกัน

วิธีป้องกันไขมันไม่ให้เกินคือ

  • ควรกินไขมันให้น้อย ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (30 กรัม)
  • กินเนื้อสัตว์ไม่มีหนัง ไม่ติดมัน
  • เลี่ยงอาหารทอดเพราะน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารอย่าง น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม ฯลฯ ที่มักจะมีกรดไขมันอิ่มตัวมาก
  • งดอาหารที่มีไขมันทรานส์ เช่น เค้ก ครีมเทียม ป๊อปคอร์น แฮมเบอร์เกอร์ ฯลฯ และไม่ควรทานอาหารที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ เป็นต้น

เค็มเกิน-ร่างกายพัง ความดันสูง หัวใจล้มเหลว

ความเค็มเป็นรสชาติที่ติดปากคนไทย มาจากโซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือที่นำมาใช้ในการทำอาหาร ซึ่งโซเดียมนั้นมีประโยชน์กับร่างกาย คือ ช่วยให้ระบบไหลเวียนของร่างกายเป็นปกติ ความดันและปริมาตรของเลือดเป็นปกติ แต่หากได้รับโซเดียมมากเกินไปจะนำมาซึ่งผลเสีย คือ เมื่อกินเกลือจะอยากกินน้ำ และจะเข้าไปรวมเป็นน้ำเกลือที่เพิ่มปริมาณเกลือแร่ในเลือด ส่งผลให้หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ หนักขึ้น ทำให้แรงดันหลอดเลือดสูง อาจเกิดภาวะหัวใจโต นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ และการกินเค็มมากไป ทำให้เป็นความดันโลหิตสูงซึ่งนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดในสมองแตกหรืออัมพาตได้ ที่น่ากลัวคือเมื่อโซเดียมมากเกินไป ร่างกายอาจไม่แสดงอาการ แต่จะทำลายอวัยวะต่างๆ ไปเรื่อยๆ

ควรกินโซเดียมไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา (2,000 มิลลิกรัม) งดการเติมน้ำปลาในอาหาร ไม่จิ้มพริกเกลือเมื่อกินผลไม้ เลี่ยงการกินอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง อาหารอบแห้ง ขนมกรุบกรอบ และลดความถี่กับปริมาณการรับประทานน้ำจิ้มต่างๆ ลง

 

ภาพ freepik

Now everybody can have that ‘glass skin’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30375730

Now everybody can have that ‘glass skin’

Sep 02. 2019
Jung Saem Mool was lived demonstration on stage. // Nationphoto: Anant Chantarasoot

Jung Saem Mool was lived demonstration on stage. // Nationphoto: Anant Chantarasoot
By Kupluthai Pungkanon
The Nation

392 Viewed

Famous South Korean makeup artist Jung Seam Mool, whose name is synonymous with the translucent, fresh, dewy looks of K-stars, has made her tricks for a flawless complexion available everybody at Siam Centre, ground floor.

Jung Saem Mool is known for launching new trends, such as the mysterious pink Jeon Ji Hyun wore on her lips in “My Sassy Girl”, Lee Seung Yeon’s nude makeup in the film “Love in Your Arms”, figure skater Kim Yuna’s smoky eyes, lux styles for the band members of Kara, BoA and Girl Generation to name a few.

The makeup artist’s signature is the flawless, translucent, “glass skin” look, and last week, she showed just how we can achieve it by mixing concealer and foundation and applying it in a particular manner so it highlights the bone structure and also gives you that dewy look. For the non-professionals among us, her new product line is easy to use and promises to give us all a natural glow.

Jung said her make-up brand was created with more than 30 years of know-how and her commitment to the concept: “Beauty starts from you. Just believe.”

She said this concept gave rise to three main ideas that have been applied to all her products – natural, trendy and professional.

“The most important thing is to create a flawlessly beautiful skin texture, which has made the ‘glass skin’ theory famous worldwide. The glass skin concept is a naturally light and smooth makeup style that makes the skin look hydrated and luminous. Our products carry ingredients that help moisturise the skin and are also light. This should help everybody create their everyday look like it’s been done by a professional makeup artist.”

Jung Saem Mool uses seven key techniques in her art. The first is “thin and thick”, in which she contours the face with a three-dimensional effect, making thick parts of the face look closer and thin parts farther; the “warm and cool” technique to create a youthful look; “wet and dry” technique that keeps the make up on the face for longer; “lost and found” which makes the eyes and lips look bigger; “focal point” that focuses on the highlight of the face; and her “simple and complex” and “old and new” techniques in which she uses the latest colours to match each individual’s personal style.

The brand’s light-textured products that help conceal imperfections and give your skin her signature luminosity come in four groups: base makeup, makeup, skincare and makeup tools.

Visit Jungsaemmoolthailand on Facebook and JSMbeauty_th on Instagram for more information.

Bumrungrad Hospital introduces innovative ophthalmic surgical technology

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30375709

Bumrungrad Hospital introduces innovative ophthalmic surgical technology

Sep 02. 2019
ReLEx SMILE, which uses a femtosecond laser to correct nearsightedness and astigmatism.

ReLEx SMILE, which uses a femtosecond laser to correct nearsightedness and astigmatism.
By The Nation

495 Viewed

According to a national survey conducted in 2013, blindness affected 0.6 per cent of the population (360,000 people).

In its “WHO Vision 2020 Right to Sight” initiative, the World Health Organisation set as a goal to reduce the incidence of blindness to 0.5 per cent of population and to ultimately eliminate avoidable blindness.

Thailand is now an ageing society and more older people are having eye problems. Old-age is one of the main factors contributing to eye problems like cataracts, glaucoma, and age-related macular degeneration (AMD). These three conditions are the most common causes of blindness or blurred vision. In fact, eye problems can happen to anyone.

In children, the onset of nearsightedness may start early and worsen every year. The Ministry of Public Health reports that 30 per cent of children below 15 years of age are nearsighted. A major cause is spending a lot of time on a computer or a mobile screen. People over the age of 40 and people who have eye problems should have their eyes checked regularly so that ophthalmologists can give prompt treatment.

“Bumrungrad is well aware that the incidence of eye problems increases every year. We have upgraded our Eye Centre to provide comprehensive care for all eye health problems. The centre uses innovative diagnostic and treatment technology, conducts research into novel eye treatments to give better treatments and services and both organises and participates in academic conferences to share and exchange knowledge and experience,” says Associate Professor Dr Sudarat Yaisawang, ophthalmologist, and head of the Eye Centre.

“Each year Bumrungrad acquires new innovative equipment for minimally invasive surgery. We also use laser technology to treat our patients, reducing pain and recovery time. Laser technology is more accurate, quicker to perform, and causes fewer complications. Since patients are treated on an outpatient basis, their costs are reduced too,” she adds.

The centre is staffed by 49 ophthalmologists who work together to treat eye problems such as cataracts, glaucoma, retina, uveitis, cornea and refractive surgery, oculoplastics and reconstructive surgery, paediatric eye problems, and neuro-ophthalmology disorders.

“Cataracts cannot be cured by medicine alone – surgery is required. There have been improvements in surgical technology, as more than 40 years ago, when Intracapsular Cataract Extraction (ICCE) was introduced to treat cataracts, the whole lens including the lens capsule was removed, leaving the patient without a lens. The surgery was performed at the upper edge of the iris—cutting open 12-15 millimetres of eye tissue and forcing patients to wear lenticular lenses post-operation, distorting their peripheral vision,” explains Dr Sombat Srisuwanporn. Extracapsular Lens Extraction (ECCE) is another type of cataract surgery in which the lens is removed, but the lens capsule is left partially attached to allow the implantation of an intraocular lens (IOL). The surgery requires only 5-7 stitches. Today, neither ICCE nor ECCE are common practice.”

 Dr Sombat Srisuwanporn, Ophthalmologist of Bumrungrad Hospital.

Dr Sombat Srisuwanporn, Ophthalmologist of Bumrungrad Hospital.

The latest technology for cataract treatment is Phacoemulsification, commonly referred to as ‘phacoe’. The part of the lens that is damaged is emulsified and aspirated from the eye. It requires an incision of 2-4 millimeters, so it is minimally invasive. An intraocular lens implant (IOL), is placed into the remaining lens capsule. The IOL will last as long as the patient’s lifetime, so there is no need for additional surgery to replace it. Soon after the operation, the patient is able to see better. “We also use Femtosecond laser technology (‘femto’ for short). It is more precise and safer outcome because Optical Coherence Tomography is used to generate high-resolution 3D images of the eye. Femto is laser-based and minimally invasive because it allows ophthalmic surgeons to minimize the size of capsulorhexis. The femtosecond laser then is used to break cataracts into small pieces. Lastly, ultrasound is used to remove the lens. A precise and well-centered capsulorhexis enables the accurate positioning of the IOL, thus increasing its efficacy,” he adds.

“Cataract surgery nowadays is becoming cataract refractive surgery. We target enhanced vision outcomes by improving precision in surgery and intraocular lens selections.” Current technology for cataract surgery employs Femtosecond laser and laser Wavefront Aberrometer to enhance the outcome of cataract with a computer-controlled and digital guidance system. Optical Coherence Tomography uses a 2-micron wavelength to scan the eye, generating a high-resolution 3D image. These are used to develop a detailed surgical treatment plan, resulting in a safer and more precise outcome,” Associate Professor Dr Prin Rojanapongpun, an ophthalmologist specializing in cataract treatment of Bumrungard Hospital explains.

Associate Professor Dr Prin Rojanapongpun, an ophthalmologist specializing in cataract treatment.

Associate Professor Dr Prin Rojanapongpun, an ophthalmologist specializing in cataract treatment.

The present treatment does not only aim at removing cataracts but ophthalmologists are also able to customize the lens to suit each patient’s lifestyle. For example, they consider both the distant, intermediate, and near vision to suit the patient’s needs. They discuss the amount of time per day (or night) each patient spends driving or other tasks like working in front of a screen. Some patients want to play particular sports as well. Therefore, ophthalmologists design and customise IOLs for each patient’s individual needs. Sometimes, the left and the right eyes may even have different requirements.

Bumrungrad recently has put the ORA system into place, allowing ophthalmologists to provide the most accuracy and precision possible for cataract patients. This uses laser wavefront aberrometry to assist intraocular lens measurement and selection. The technology also guides and verifies the best possible Toric lens placement to correct patients’ astigmatism. The ORA system measures the sphere and cylinder for an eye in real-time. It reduces the error implicit in standard measurement procedures, which significantly benefits patients who have had LASIK or corneal refractive surgeries before. The ORA system is accurate and suitable for all patients.

Before cataract surgery, ophthalmologists measure and customize lens implants for each patient. The ORA system is attached to the operating microscope. When an ophthalmologist removes the crystalline lens, the ORA system directs a beam of low-intensity laser light into the eye during the surgical procedure to determine cylindrical & spherical shape of the eye, the position of the lens implant, the arc of contact, and the size of the lens implant. When the lens implant is inserted, the ORA system analyzes if the lens is the most suitable so that the surgeon can customize the lens implant during the operation.

Dr Tharinee Kulkamthorn, an expert in lasik and refractive surgery.

Dr Tharinee Kulkamthorn, an expert in lasik and refractive surgery.

Dr Tharinee Kulkamthorn, an expert in lasik and refractive surgery of Bumrungrad Hospital, reveals, “Information technology is key these days. People spend more time on the computer screen, smartphones or tablets. Staring at a screen for a long time or looking at a dimly lit screen can cause eye problems, like pain, blurred vision, dry eyes, tired eyes, nearsightedness (in children), and other pediatric eye disorders. A suggestion for those spending a lot of time on a computer screen is the 20-20-20 rule. Every 20 minutes of looking at something near such as looking at a computer or mobile screen, or reading books, you should let your eyes rest by looking at something 20 feet away for 20 seconds. This way your eye muscles can rest and you can work upclose more efficiently.

Other treatment offered by the centre is ReLEx SMILE, which uses a femtosecond laser to correct nearsightedness and astigmatism. It is accurate and the corneal incision is only 2-4 millimeters long. Therefore, it affects the nerve cells in the cornea minimally. This incision technique also allows for faster healing time, while reducing dry eye and irritation. Post-surgery, the patient will have better vision, shorter recovery, and be able to quickly resume their normal active lifestyle.

During the ReLEx SMILE operation, a gentle femtosecond laser is directed onto the cornea, while the patient is relaxed and comfortable. After the operation, there are fewer complications because the incision is very small. The ReLEx SMILE operation is for patients who do not want to wear glasses or contact lenses. It also works well with the people who are -10.00 D myopic and -5.00 D astigmatic. The ophthalmologists work with patients to diagnose and discuss if the ReLEx SMILE is appropriate for them. There are many factors to consider, like the thickness of the cornea, and the presence of other eye conditions (such as dry eyes). Moreover, suitable candidates should be 20 years old or older, and have had stable eyesight for at least a year. Also, they must not have diabetes or have problems controlling their blood sugar levels. They must not be pregnant or lactating.

เพราะเหตุใด ‘ดนตรี’ จึงกระตุ้นความทรงจำของผู้ป่วยอัลไซเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599382

  • วันที่ 01 ก.ย. 2562 เวลา 14:00 น.

เพราะเหตุใด 'ดนตรี' จึงกระตุ้นความทรงจำของผู้ป่วยอัลไซเมอร์

“ดนตรีบำบัด” ตัวช่วยกระตุ้นความทรงจำ เมื่อคนที่เรารักตกอยู่ในภาวะความจำเสื่อม สูญเสียความทรงจำ หรือภาวะการรับรู้เสื่อมถอย ความทรงจำที่มีค่าค่อยๆ จางและจากเขาไปเรื่อยๆ เราจะสื่อสารและหาทางให้เขากลับมาพบกับความทรงจำและความรู้สึกครั้งเก่าอีกครั้ง

หลายคนต้องรู้สึกเวลาได้ยินเพลงที่เกี่ยวกับรักครั้งแรก หรือเพลงป๊อปขึ้นชาร์ตติดหู แล้วชวนให้เรานึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ผู้คนในความทรงจำ หรือบางเพลงฟังแล้วก็เกิดแฟลชแบล็คขึ้นมาแบบอัติโนมัติ นี่ก็เป็นเพราะว่าเพลงสามารถเชื่อมกับความทรงจำส่วนตัวของเราได้ และเมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำส่วนตัวเหล่านั้นก็กลายเป็นความทรงจำระยะยาว แต่ถึงอย่างไร เพลงนั้นก็ยังเชื่อมถึงความทรงจำตรงนั้นอยู่และยังสามารถพาเราลงลึกไปเรียกอารมณ์เก่าๆ ให้กลับมารู้สึกอีกครั้ง

เมื่อเพลงสามารถเรียกภาพความทรงจำของเรากลับมาได้ กับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ก็อาจเป็นแบบนั้นได้เช่นกัน…

มีงานวิจัยหลายที่ชิ้นค้นพบจากการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์หลายร้อยคน พบว่ามีผู้ป่วยมากมายที่ได้ประโยชน์จากการฟังเพลงที่พวกเขาชอบ เพลงที่พาพวกเขาไปแตะชิ้นส่วนความทรงจำต่างๆ ซึ่งสามารถเชื่อมกับสมองส่วนของความรู้สึกและความทรงจำในระยะยาว มากไปกว่านั้นศาสตร์บำบัดระหว่างดนตรีและความทรงจำ ยังได้ถูกนำไปสร้างเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรในสหรัฐอเมริกา เพื่อสนับสนุนการฟังเพลงสำหรับผู้สูงอายุและดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ให้กลับมามีชีวิตชีวา และเพิ่มคุณภาพของชีวิตของพวกเขา ภายใต้คอนเซ็ปต์ music trigger-memories (ดนตรีกระตุ้นความทรงจำ) โดยองค์กรที่มีชื่อว่า “Music And Memory” และหลังจากที่องค์กรนี้ได้ทำงานไปสักระยะปรากฏว่ากระแสตอบรับดีมาก จนมีผู้นำเรื่องของการฟังเพลงในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไปสร้างเป็นภาพยนต์ ชื่อว่า “Alive Inside”

จากการทดลองหนึ่ง ในปี 1992 โดย Hans Baumgartner, Pennsylvania State University นักศึกษาจำนวน 73 คน แต่ละคนได้รับโจทย์ให้ทำโดยไม่กำหนดเวลา

โจทย์ถามว่า “…เพลงไหนที่ทำให้เขาหวนนึกถึงอดีตของตัวเองในช่วงเวลาหนึ่งได้ชัดเจน?”

ใน 73 คนที่สำรวจ มีเพียง 3 คนที่นึกไม่ออกว่ามีเพลงไหนที่ทำให้นึกถึงความทรงจำพิเศษ คนที่เหลือมีเพลงในความทรงจำหมด โดยจำแนกชนิดของความทรงจำได้ ดังนี้

  • 64% นึกถึงความสัมพันธ์ในอดีตหรือปัจจุบัน ทั้งคนรักและเพื่อน (เช่นเดตครั้งแรก หรือประสบการณ์เพศสัมพันธ์ งานปาร์ตี้ วาระพิเศษที่เกี่ยวกับเพื่อน)
  • 26% ความรักปัจจุบัน
  • 17% ความรักในอดีต
  • 21% การใชัเวลากับเพื่อนฝูง
  • 9% การท่องเที่ยว การเดินทาง
  • 27% อื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ หรือคอนเสิร์ต การตายของคนในครอบครัว ความทรงจำวัยเด็ก ฯลฯ

Cretien van Campen ผู้ศึกษาเรื่องกลิ่นกับความทรงจำ เผยว่า ดนตรีต่างจากกลิ่นที่มักขุดความทรงจำส่วนตัว แต่มักขุดความทรงจำที่มีผู้อื่นมาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะคนรัก ความทรงจำเกี่ยวกับเพลงมักเกี่ยวข้องกับเพื่อน เพราะเพลงมักถูกบรรเลงในวาระพิเศษของชีวิต งานเลี้ยง งานศพ หรืองานแต่งงาน

ในการทดลองอีกชิ้นในปี 2013 พบว่า เพลงนั้นทำให้สมองตื่นตัวในหลายๆ จุด ทั้งส่วนการรับฟัง ส่วนการเคลื่อนไหว และส่วนของอารมณ์ พร้อมเปรียบเทียบไว้ว่า “เพลงคือภาษาของอารมณ์ (Music is language of emotion)”

ปี 2014 คณะนักวิจัยของภาควิชาจิตวิทยาที่ Washington University นำโดยศาสตราจารย์ Henry Roediger III อธิบายว่า เสียงเพลงนั้นประกอบด้วยจังหวะและเนื้อร้องที่มีการสัมผัสอักษร จึงทำงานร่วมกันในการช่วยกระตุ้นศักยภาพของสมองส่วนที่เรียกว่า “ฮิปโปแคมปัส” และเนื้อเยื้อสมองส่วนหน้าที่รับผิดชอบด้านการกระตุ้นและเรียบเรียงความทรงจำให้สามารถดึงความทรงจำต่างๆ ออกมาได้ง่ายขึ้น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมบางครั้งเราจึงไม่สามารถเอ่ยปากร้องเพลงใดออกมาได้จนกว่าจะได้ยินจังหวะดนตรีเพลงนั้นขึ้นมาเสียก่อน

นักวิจัยชี้ว่าสมองส่วนที่ตอบสนองต่อเสียงเพลงนั้นวิวัฒนาการมาก่อนสมองส่วนที่เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ด้านภาษา และนักวิจัยหลายคนยังเชื่อว่ามนุษย์พัฒนาเสียงเพลง ดนตรี และการเต้นรำขึ้นมาเพื่อช่วยในการดึงข้อมูลบางอย่างออกจากความทรงจำ ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของศาสตราจารย์ David Rubin แห่งมหาวิทยาลัย Duke ที่ชี้ว่า วรรณกรรมสำคัญของโลก เช่น มหากาพย์ Iliad และ Odyssey รวมทั้งนิยายพื้นบ้านหลายประเทศ ถูกถ่ายทอดต่อๆ กันมาโดยใช้วิธีบอกเล่าผ่านบทกวีที่มีสัมผัสสระอักษร และจังหวะเหมือนเสียงเพลง เพื่อให้สามารถถ่ายทอดผ่านยุคสมัยต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

ศาสตราจารย์ Henry Roediger III สรุปว่า มนุษย์สามารถฝึกฝนพัฒนาสมองให้สามารถจดจำสิ่งต่างๆ และเรียกความทรงจำได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการเรียนรู้ที่จะจดจำสิ่งต่างๆเป็นจังหวะดนตรี นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเด็กเล็กในอเมริกาแทบทุกคนจึงต้องถูกฝึกฝนให้จดจำอักษรภาษาอังกฤษเป็นจังหวะดนตรี

ตัวอย่างผลลัพธ์ที่ได้หลังจากใช้ดนตรีบำบัด

  • ผู้ป่วยที่ค่อนข้างเงียบหรือไม่ค่อยสื่อสารสามารถเริ่มที่จะพูดหรือเริ่มเข้าสังคมได้มากขึ้น
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าจะรู้สึกดีขึ้น
  • ผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวได้น้อยสามารถขยับตัวได้มากขึ้น
  • ผู้ป่วยแต่ละคนมีการตอบสนองที่ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการเสื่อมของสมองในส่วนของการรับรู้

นับว่าเป็นโอกาสดีที่คนที่คุณรักจะสามารถสัมผัสความรู้สึกดีๆ ในชีวิตได้อีกครั้ง และตัวคุณเองก็จะพบกับความผ่อนคลาย พร้อมกับได้ปรับความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับผู้ป่วยให้ดีขึ้น นับเป็นวิธีบำบัดที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองทุนทรัพย์แต่กลับได้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงจริงๆ

 

ภาพ freepik

สองท่าพื้นฐานบริหารเบื้องต้นแก้อาการปวดคอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/562233

  • วันที่ 31 ส.ค. 2562 เวลา 15:45 น.

สองท่าพื้นฐานบริหารเบื้องต้นแก้อาการปวดคอ

เมื่อพฤติกรรมของคนทำงานส่วนใหญ่คือการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมงทั้งวัน ย่อมทำให้เสี่ยงที่จะเกิดการปวดตึงกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่ ก่อนพัฒนาไปเป็นออฟฟิศซินโดรม

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมก้มหน้า พฤติกรรมของคนวัยทำงานซึ่งส่วนใหญ่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องทั้งวัน ประกอบกับการอยู่ในท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งไขว่ห้าง นั่งคอยื่นไปด้านหน้า ก้มหน้า ฯลฯ ล้วนทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า ไหล่

ซึ่งพบว่าคนที่รักษาอาการปวดของร่างกาย ส่วนใหญ่เกือบ 80% มีอาการปวดคอ บ่า ไหล่ บางคนลามไปปวดที่ศีรษะและกระบอกตา ยิ่งปล่อยเรื้อรังจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา เพ็ญพิชชากร แสนคำ ผู้จัดการคลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี) บอกว่า จากสถิติที่พบนั้น คนที่เคยปวดแม้จะรักษาหาย อาการก็มักวนกลับมาเป็นอีก

“เป็นเพราะส่วนใหญ่แล้ว การแก้ไขหรือรักษานั้นมักจัดการให้หายปวดเฉพาะบริเวณที่มีอาการ แต่ไม่ได้แก้ไขที่ต้นตอของอาการปวดที่เป็น ยกตัวอย่าง คนที่มีอาการปวดคอ เมื่อตรวจประเมินแล้วส่วนใหญ่สาเหตุมาจากแกนกลางกระดูกสันหลังคด สะโพกบิด ไหล่งุ้ม กระดูกสันหลังค่อม ความตึงรั้งของกล้ามเนื้อตึงรั้งโยงไปถึงหลัง สะโพก และขา หากแก้ไขเพียงกล้ามเนื้อบริเวณคอ อาจทำให้สบายขึ้นเพียงชั่วคราว การแก้ที่ต้นตอที่จะให้หาย โดยไม่ให้อาการปวดกลับมาเป็นได้อีก

จึงควรแก้ที่ต้นตอของอาการ โดยอาจต้องรักษากระดูกค่อม และคด คลายกล้ามเนื้อด้านหน้าอก ที่มีจุดเกาะมาจากคอหดเกร็งจากที่เรานั่งก้ม สร้างความยืดหยุ่นให้ข้อต่อกระดูกสันหลังเพื่อให้เคลื่อนไหวได้คล่อง สร้างความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อมัดลึก ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อในการดึงให้กระดูกสันหลังตั้งต้น กระตุ้นการไหลเวียนของระบบเลือดและเส้นประสาท สร้างกำลังกล้ามเนื้อสะโพก เพื่อแก้ไขอาการบิดของเอวให้สมดุล (เพราะสะโพกที่ฐานของกระดูกสันหลัง)”

สำหรับใครที่มีอาการปวดคอ เพ็ญพิชชากร มีท่าพื้นฐานในการบริหารเบื้องต้นเพื่อแก้ไขอาการปวดคอด้วยตัวเองง่ายๆ มาแนะนำ เพื่อจะได้กลับไปใช้ชีวิตทำงานและออกกำลังกายได้ตามปกติ ซึ่งรายละเอียดของท่าออกกำลังกายมีดังนี้

ท่าที่ 1

ท่าที่ 1

ประสานมือด้านหน้า หายใจเข้า กระดกข้อมือ เหยียดแขนไปด้านหลังให้สุด แขม่วท้องเล็กน้อย หายใจออก ค่อยๆ วาดแขนไปด้านหลัง ทำซ้ำ วนมาด้านหน้า ท่านี้จะเป็นท่าที่ยืดกล้ามเนื้อด้านหน้าอก หน้าหัวไหล่ เนื่องจากการนั่งก้มคอและหลังงุ้ม กล้ามเนื้อส่วนนี้จะตึงรั้ง และกระตุ้นอาการปวดคอ และอาจเป็นสาเหตุให้มือชา เพราะเป็นกล้ามเนื้อที่เป็นทางผ่านของเส้นประสาทที่เลี้ยงแขนและมือ

ท่าที่ 2

ท่าที่ 2

หงายมือ เหยียดแขนไปด้านหลัง พร้อมลู่ไหล่ลง ค่อยๆ เอียงคอไปด้านซ้าย เอียงคอไปทางขวา ทำสลับข้างไปมา ท่านี้เป็นท่ายืดกล้ามเนื้อด้านข้างของคอและตลอดแนวแขนกระตุ้นให้ระบบการไหลเวียนของเลือดที่ผ่านช่วงคอไปศีรษะไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและลดอาการปวดคอ ปวดศีรษะได้ดี

 

ภาพ: freepik / คลินิกกายภาพบำบัดอริยะ

ดูแลตัวเองตามช่วงวัยให้ห่างไกลจากโรคเบาหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/582277

  • วันที่ 31 ส.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ดูแลตัวเองตามช่วงวัยให้ห่างไกลจากโรคเบาหวาน

สมาชิกในครอบครัวมีหลากหลายวัย ดังนั้น ในแต่ละช่วงวัยการดูแลให้ห่างไกล “เบาหวาน” จึงมีความแตกต่างกัน เพราะการรับรู้และพฤติกรรมการใช้ชีวิตมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

โรคเบาหวานไม่เพียงส่งผลกับคุณภาพชีวิต แต่ยังอาจรุนแรงมากขึ้นหากไม่ได้รับการดูแลที่ดี เพราะฉะนั้น การป้องกันก่อนเกิดเบาหวานคือสิ่งสำคัญ การหันมาใส่ใจคนในครอบครัวจะช่วยให้ห่างไกลโรค หากทุกคนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง และดูแลใส่ใจกันอย่างถูกวิธี ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปพร้อมๆ กัน การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย ย่อมช่วยให้ทุกคนห่างไกลจากโรคเบาหวานได้

แต่ละช่วงวัยจะมีการดูแลตัวเองเพื่อให้ห่างไกลเบาหวานที่ความแตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 4 วัย ดังนี้

1.วัยเด็กถึงเด็กประถม พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ระวังน้ำตาล แป้ง และไขมัน เน้นให้ลูกดื่มน้ำเปล่าและนมรสจืด แทนน้ำหวานและน้ำอัดลม สอนให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือพ่อแม่ออกกำลังกายกับลูกหลังเลิกเรียน ในเด็กที่อายุมากกว่า 10 ปี และมีภาวะอ้วน ควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลและวินิจฉัยโรคเบาหวาน

2.วัยรุ่น ในวัยนี้การปลูกฝังพฤติกรรมการกิน เน้นโปรตีนผักและผลไม้ ลดแป้ง น้ำตาล และไขมัน และระวังน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ เน้นการออกกำลังกายเป็นประจำ พ่อแม่ควรสนับสนุนทางด้านกีฬาที่ลูกสนใจ แต่หากลูกติดเกมติดโซเชียลชอบนอนดูแต่ทีวี ต้องแนะนำให้ลูกทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เพิ่มเติมและใช้เวลาให้เหมาะสม

3.วัยทำงาน ควรมีการควบคุมเรื่องการรับประทานอาหารและน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ ระวังปริมาณแป้งและน้ำตาลในแต่ละวัน ถึงแม้จะนานแค่ไหนอย่าละเลยการออกกำลังกาย ควรทำให้ได้สัปดาห์ละ 5 วัน ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที ตรวจสุขภาพเช็กเบาหวานเป็นประจำทุกปี หากอยากมีบุตรต้องปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดเพราะผู้หญิงมีโอกาสเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ ในผู้หญิงที่เคยมีบุตรแล้วและหลังคลอดเป็นเบาหวาน อาจมีโอกาสการเป็นเบาหวานในอนาคตได้ ซึ่งต้องดูแลตัวเองอย่างระมัดระวังมากกว่าผู้หญิงทั่วไป นอกจากนี้ถ้ามีกรรมพันธุ์คนในครอบครัวเคยเป็นโรคเบาหวาน ก็จะมีโอกาสเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้น 50% เพราะเมื่ออายุเพิ่มขึ้นความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานจะเพิ่มขึ้นตาม เนื่องจากความเสื่อมของร่างกายตามวัย

4.วัยสูงอายุ ระวังการรับประทานแป้งและน้ำตาล ควบคุมปริมาณน้ำตาลในแต่ละวันอย่างเคร่งครัด เน้นการรับประทานผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์หรือใยอาหารสูง เพราะจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ออกกำลังกายสม่ำเสมอเน้นกีฬาที่ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ เช่น ยกเวต โยคะ เป็นต้น ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตรวจเช็กเบาหวานเป็นประจำทุกปี หรือหากป่วยเป็นเบาหวานควรต้องดูแลตนเองและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

เทคนิคง่ายๆ เพื่อป้องกันเบาหวาน

  • บริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม/วัน
  • เลือกรับประทานผลไม้น้ำตาลต่ำ เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม มะม่วงดิบ ส้มโอ แอปเปิ้ลเขียว เป็นต้น
  • ลดหรืองดชา กาแฟ น้ำอัดลม ขนมหวาน รับประทานได้สัปดาห์ละครั้ง
  • เลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี กากใยสูง เช่น ข้าวซ้อมมือ ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น
  • อ่านฉลากข้างผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อพิจารณาปริมาณน้ำตาลที่แน่นอนก่อนซื้อมารับประทาน
  • แปรงฟันหรือบ้วนปากทันทีหลังอาหารช่วยลดความอยากของหวานหลังอาหารได้
  • ออกกำลังกายให้เป็นนิสัยในทุกช่วงวัย และหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายและตรวจเช็กเบาหวานเป็นประจำ

สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยเบาหวาน ทุกคนในครอบครัวควรให้กำลังใจและคอยดูแลอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานอย่างระมัดระวัง ลดน้ำตาล ลดแป้ง ควรห้ามใจไม่ให้รับประทานให้ได้เพื่อการมีสุขภาพที่ดี และสำหรับสมาชิกในครอบครัวที่ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ก็ควรดูแลกันและเป็นทีมเดียวกัน โดยระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหาร รวมถึงปริมาณน้ำตาลในอาหาร และชวนกันไปออกกำลังกาย ที่สำคัญควรตรวจเช็กเบาหวานเมื่อถึงวัยที่เหมาะสม

 

ภาพไฮไลท์ : WICHAN CHAROENKIATPAKUL

อยากเลิกบุหรี่ สูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยได้หรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/599140

  • วันที่ 29 ส.ค. 2562 เวลา 16:16 น.

อยากเลิกบุหรี่ สูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยได้หรือไม่?

ลองอ่านงานวิจัย ก่อนเลือกใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อลดอัตราความอยากสูบบุหรี่

จุดขายอย่างหนึ่งของบริษัทบุหรี่ไฟฟ้า คือการพยายามนำเสนอว่าการหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ธรรมดา ซึ่งถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากกว่า โดยหยิบยกงานวิจัยต่างๆ ที่ระบุว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่า และทำให้ผู้สูบลดการสูบบุหรี่ธรรมดาลงได้ ซึ่งงานวิจัยเหล่านี้ภายหลังได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการในวงกว้าง

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากกว่าที่ให้ผลสรุปในทางตรงกันข้าม คือการสูบหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยลดการสูบบุหรี่ธรรมดาลงเลย ร้ายไปกว่านั้นยังทำให้อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมทั้งธรรมดาและไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่มีนิโคตินเหมือนกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยาวชนการที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่สูบบุหรี่ซึ่งทดลองกันภายในกลุ่มจนคุ้นเคยและคิดว่าเป็นสิ่งที่ทดแทนกันได้

ล่าสุด ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เตือนผู้สูบบุหรี่ที่เลิกสูบไปแล้วว่า “อย่าไปทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพราะจะเป็นสาเหตุที่ทำให้กลับไปสูบบุหรี่ธรรมดาใหม่”  โดยงานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐอเมริกา เผยการทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้คนเคยสูบบุหรี่ที่เลิกสูบมานานแล้วกลับไปสูบบุหรี่ธรรมดาใหม่ และในวัยรุ่นที่ทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นต้นเหตุของการลองสูบบุหและติดบุหรี่ธรรมดามากขึ้น

ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เผยงานวิจัยโดยทีมวิจัยจากสหรัฐอเมริกาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Public Health Reports เมื่อ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทำการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจระยะยาวจำนวน 26,446 ราย เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการสูบบุหรี่ระหว่างปี พ.ศ. 2556-2557 และ 2557-2558 ผลการศึกษาพบว่า “บุหรี่ไฟฟ้าทำให้ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่มานานแล้วกลับเข้ามาสูบบุหรี่ใหม่ โดยพบว่าผู้ที่เลิกบุหรี่ได้แล้ว หากลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ใหม่เพิ่มเป็น 3.3 เท่า และหากใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำ จะกลับไปเป็นผู้ที่ติดบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 5.2 เท่าของผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ไปแล้วแต่ไม่ไปสูบบุหรี่ไฟฟ้า”

ขณะที่ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน ถ้าเคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 4 เท่าของผู้ที่ไม่เคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าเลย และพบว่าผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำ จะมีโอกาสที่จะเริ่มสูบบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 6.6 เท่า มีโอกาสติดบุหรี่ธรรมดาเพิ่มเป็น 8 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเลย

ทางด้านองค์การอนามัยโลก เรียกร้องให้ประเทศที่ยังไม่ได้มีกฎหมายควบคุมให้มีการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อปกป้องการเข้าถึงของเยาวชน องค์การอนามัยโลกยังชื่นชมประเทศที่มีการห้ามบุหรี่ไฟฟ้าแบบเด็ดขาด พร้อมย้ำว่าปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอจะสนับสนุนว่าผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่เหล่านี้มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่แบบดั้งเดิม

ส่วนผสมที่พบมากในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice

บุหรี่ไฟฟ้าจะทำงานได้ไม่เต็มรูปแบบถ้าขาดน้ำยาสำหรับบุหรี่ไฟฟ้า (E-Liquid หรือ E-Juice) ซึ่งบรรจุอยู่ในตลับเก็บน้ำยาเพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการทำความร้อนก่อนกลายเป็นไอที่ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูบเข้าไปในปอด โดยส่วนผสมที่พบมากในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ได้แก่

นิโคติน (Nicotine) เป็นสารสกัดจากใบยาสูบและเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งที่พบได้ในทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ปกติทั่วไป นิโคตินจะทำให้ร่างกายเสพติดการใช้บุหรี่ และจะเข้าไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เพิ่มความดันโลหิต เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดและโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได้ ระดับนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะคือ เปอร์เซ็นต์ มิลลิกรัม และระดับความเข้มข้น ได้แก่ ระดับสูง ระดับกลาง และระดับต่ำ

โพรไพลีนไกลคอล (Propylene Glycol) เป็นสารสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหาร ยา และเครื่องสำอาง รวมถึงนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในการสร้างไอหรือหมอกสำหรับเวทีการแสดงต่าง ๆ แต่เมื่อสัมผัสหรือสูดดมเข้าไปอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ดวงตาและปอดได้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง

กลีเซอรีน (Glycerine) เป็นสารที่ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น แต่มีรสชาติหวานเล็กน้อย องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหารและยา แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย เช่นเดียวกันกับโพรไพลีนไกลคอล

สารแต่งกลิ่นและรส (Flavoring) เป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารทั่วไป มีความปลอดภัยเมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกาย แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย ตัวอย่างเช่น สารไดอะซิติล (Diacetyl) ที่พบมากในเนยสำหรับทำป็อปคอร์น อาจเป็นสาเหตุของปัญหาระบบทางเดินหายใจและปอด

นอกจากนี้ ยังพบสารประกอบอีกมากมายในไอของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีข้อมูลว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น โลหะหนัก สารหนู สารกลุ่ม Formaldehyde และกลุ่ม Benzene เป็นต้น

ผลงานวิจัยอื่นๆ เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า

กระทรวงสาธารณสุข ประเทศอังกฤษ ได้เปิดเผยหลักฐานเกี่ยวกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าว่ามีความปลอดภัยมากกว่าการใช้บุหรี่ปกติทั่วไปสูงถึง 95% และมีประสิทธิภาพในการช่วยให้เลิกพฤติกรรมการสูบบุหรี่ได้ สาเหตุสำคัญคือในบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีส่วนประกอบของใบยาสูบ มีเพียงนิโคตินที่เป็นสารเสพติดแต่ให้โทษน้อยกว่าใบยาสูบ ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่เสพติดนิโคติน

องค์การอาหารและยา พบร่องรอยของสารพิษ 0.1% ในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice เช่น สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) และสารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง และก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย เช่น ปากแห้ง ระคายเคืองในลำคอ ไอแห้ง เป็นต้น

นักวิจัยโรงเรียนสาธารณสุข Johns Hopkins Bloomberg สหรัฐอเมริกา ค้นพบว่าในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า มีโลหะหนัก ได้แก่ นิกเกิล ตะกั่ว แมงกานีส โครเมียม และแคดเมียม และสารพิษที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในระดับสูง จึงทำให้องค์การอาหารและยา (FDA) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตรวจสอบโดยเรียกร้องให้บริษัทที่ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าส่งรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนผสมที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

นักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ทดลองในห้องปฏิบัติการและพบว่า ร้อยละ 85 ในไอหรือหมอกจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษที่ไปทำลายเซลล์ในปาก โดยเฉพาะในผิวชั้นบนสุด รวมไปถึงเหงือกและฟัน

อาจารย์มหาวิทยาลัยนอร์ทดาโคตา สหรัฐอเมริกา แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการได้รับปริมาณนิโคตินที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจากการติดฉลากผิดบนบรรจุภัณฑ์น้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า จากการสำรวจพบว่าปริมาณนิโคตินในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice กับปริมาณที่ระบุบนฉลากไม่ตรงกัน คิดเป็นร้อยละ 51 ซึ่งร้อยละ 34 มีปริมาณนิโคตินต่ำกว่าที่ระบุบนฉลากและร้อยละ 17 มีปริมาณนิโคตินสูงกว่าที่ระบุบนฉลาก

นักศึกษาภาควิชาเซลล์ชีววิทยาและสรีรวิทยา มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยเกี่ยวกับระบบการทำงานของเซลล์ในปอดที่ลดลง เนื่องจากมาตรฐานการผลิตน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตเดียวกันกับที่องค์การอาหารและยา (FDA) กำหนด

จากข้อมูลในปัจจุบัน การใช้บุหรี่ไฟฟ้าแตกต่างจากการใช้บุหรี่ปกติทั่วไปคือ ไม่พบสารเคมีที่เกิดจากการเผาไหม้เข้าสู่ร่างกาย แต่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าอาจมีอันตรายมาก หากอุปกรณ์ที่ใช้ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้รับปริมาณนิโคตินเกินขนาด หรือมีการผสมสารเสพติดชนิดอื่นร่วมกับนิโคตินเหลว หรือเป็นช่องทางการใช้สารเสพติดชนิดอื่นเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือมาตรฐานการผลิต อันตรายที่อาจเป็นไปได้อีกข้อคือ นิโคตินเหลวในบรรจุภัณฑ์หากเก็บรักษาไม่ถูกต้องหรือเก็บไว้นานอาจมีเชื้อราหรือเชื้อโรคก่อตัวขึ้น ทำให้ผู้สูบได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายในขณะใช้บุหรี่ไฟฟ้า และเยาวชนที่ไม่เคยสูบบุหรี่อาจเริ่มต้นทดลองด้วยการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ทำให้เสพติดนิโคตินเหลว และอาจนำไปสู่การสูบบุหรี่ปกติทั่วไปในอนาคต

 

ภาพ freepik.com