4 ระยะของริดสีดวง กับ 3 สมุนไพรที่ใช้ได้ผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595557

  • วันที่ 23 ก.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

4 ระยะของริดสีดวง กับ 3 สมุนไพรที่ใช้ได้ผล

4 ระดับความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นตามระยะของโรคริดสีดวงทวารหนัก กับ 3 สมุนไพรไทยที่ช่วยให้อาการทุเลาลงอย่างเห็นผล

โรคริดสีดวงทวารหนัก (Hemorrhiods) คือการที่หลอดเลือดดำที่ลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีอาการบวม โป่งพอง และมีหลอดเลือดบางส่วนยื่นออกมาจากทวารหนัก โดยเกิดขึ้นไดจากหลายสาเหตุ เป็นโรคที่พบได้บ่อยและก่อให้เกิดความยากลำบากในการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่สามารถรักษาให้หายได้ตั้งแต่เริ่มแรกของโรค

สาเหตุหลักของโรคริดสีดวงทวาร มีได้หลายสาเหตุโดยเฉพาะพฤติกรรมการขับถ่ายของแต่ละคน อาทิ ภาวะท้องผูกเรื้อรัง ท้องเสียบ่อย พฤติกรรมชอบเบ่งอุจจาระอย่างแรง ชอบนั่งถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน โดยเฉพาะคนที่ชอบเล่นมือถือในขณะขับถ่าย ใช้ยาสวนอุจจาระหรือยาระบายบ่อยเกินความจำเป็น มีภาวะโรคตับแข็ง ซึ่งมีผลทำให้เลือดดำอุดตัน จนบริเวณเส้นเลือดดำบริเวณทวารโป่งพอง อายุที่มากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน จนทำให้เบาะรองเลื่อนลงมาจนยื่นออกมาจากทวารหนัก บุคคลในครอบครัวมีประวัติ เคยเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก หรือพฤติกรรมที่ต้องยกของหรือออกแรงเบ่งมากๆ

AFP

อาการของโรคริดสีดวง แบ่งออกเป็น 4 ระยะ โดยความรุนแรงจะเพิ่มตามระยะที่เป็น ดังนี้

ระยะที่ 1: มีเส้นเลือดดำโป่งพองในทวารหนัก จะมีเลือดไหลออกมาเวลาเบ่งถ่ายอุจจาระ และถ้าท้องผูก เลือดก็จะออกมากขึ้น

ระยะที่ 2: หัวริดสีดวงทวารโตมากขึ้น เริ่มโผล่ออกมาพ้นทวารหนัก เวลาเบ่งอุจจาระจะออกมาให้เห็นมากขึ้น และหดกลับได้เองหลังการขับถ่าย

ระยะที่ 3: หัวริดสีดวงทวารจะโผล่ออกมามากกว่าเดิม เวลาไอจาม หรือยกของหนักๆ ที่ต้องเกร็งท้อง จะเกิดการเบ่ง ให้หัวริดสีดวงทวารออกมาข้างนอก และไม่สามารถหดกลับเข้าไปได้เอง ต้องใช้นิ้วช่วยดันกลับเข้าไป

ระยะที่ 4: หัวริดสีดวงโตมากขึ้น สามารถมองเห็นจากภายนอกได้ชัดเจน มีอาการบวม อักเสบและอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงมาก โดยมีเลือดออกมาเสมอ อาจเป็นน้ำเหลืองเมือกลื่น และมีอุจจาระออกมาได้ ทำให้เกิดความสกปรกและเปียกชื้นตลอดเวลา อาจมีอาการคันที่ขอบปากทวารร่วมด้วย บางครั้งอาจเน่าและอักเสบมากขึ้น นำมาซึ่งการติดเชื้อได้ง่าย และถ้ามีเลือดออกอยู่เรื่อยๆ จะทำให้ซีด อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง และเกิดอาการหน้ามืดได้

สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคริดสีดวง

การรักษาโรคริดสีดวงสามารถรักษาให้หายขาดโดยการใช้ยาหรือการผ่าตัด แต่ก็ยังมีวิธีการรักษาด้วยสมุนไพรไทย ดังนี้

เพชรสังฆาต

วิธีการใช้ ให้นำเพชรสังฆาตสด 1 ปล้อง หั่นเป็นข้อเล็กๆ แล้วหุ้มด้วยกล้วยสุกหรือมะขามเปียก แล้วรับประทานวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็น ให้รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 10-15 วัน อาการของริดสีดวงจะค่อยๆ บรรเทาและสามารถหายเองได้

ขลู่

ใบของต้นขลู่นั้นมีกลิ่นหอมและมีคุณสมบัติในการรักษาโรคริดสีดวงทวารหนักได้ โดยนำใบขลู่มาต้มรับประทานเป็นชา และสามารถใช้เปลือกของต้นขลู่ต้มในน้ำแล้วใช้ไอรมทวารหนัก ก็จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบได้ นอกจากนั้น ขลู่ยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาที่หลากหลาย เช่น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้นิ่วในไต ช่วยย่อยอาหาร และยังสามารถนำมารักษาโรคริดสีดวงจมูกได้ด้วยเช่นกัน

ว่านหางจระเข้

ก่อนอื่นควรทำความสะอาดทวารหนักให้แห้งและสะอาดก่อน โดยแนะนำให้ทำหลังจากอุจจาระเสร็จหรืออาบน้ำเสร็จแล้ว หรืออาจทำก่อนนอนก็ได้ ส่วนวิธีใช้ ให้นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกส่วนนอกออกให้หมด แล้วเหลาให้ปลายแหลมเล็กน้อย เพื่อความสะดวกในการเหน็บเข้าไปในช่องทวารหนัก ซึ่งหากต้องการให้เหน็บง่ายมีข้อแนะนำว่า ให้นำว่านหางจระเข้ไปแช่ในตู้เย็นเพื่อทำให้เกิดการแข็งตัวจะทำให้สอดได้ง่ายขึ้น และควรทำให้ได้วันละ 1-2 ครั้ง จนกว่าจะหาย

 

ขอบคุณข้อมูลบจาก honestdocs.co

ภาพ freepik / AFP

รู้จัก ‘ภาวะความดันต่ำ’ สังเกตอาการพร้อมรับมือและป้องกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595551

  • วันที่ 22 ก.ค. 2562 เวลา 19:00 น.

รู้จัก 'ภาวะความดันต่ำ' สังเกตอาการพร้อมรับมือและป้องกัน

“90/60” สองตัวเลขชี้วัด “ความดันโลหิตต่ำ” เป็นภาวะความดันโลหิตในหลอดเลือดแดงต่ำกว่าปกติ ซึ่งอาจไม่พบอาการผิดปกติร้ายแรงจนกระทบกับการดำรงชีวิตประจำวัน แต่หากวัดค่าความดันโลหิตได้สูงต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท หมายถึงภาวะความดันเลือดต่ำ และหากวัดได้สูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป จะจัดเป็นภาวะความดันโลหิตสูง

ภาวะความดันโลหิตต่ำพบได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิงในอัตราใกล้เคียงกัน และพบได้ในทุกอายุตั้งแต่เด็กอ่อนไปจนถึงผู้สูงอายุ

สาเหตุของภาวะความดันโลหิตต่ำที่พบส่วนใหญ่ คือ ภาวะขาดสารอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี ทำให้เนื้อเยื่อรอบๆ ผนังหลอดเลือดแดงไม่แข็งแรง และคลายตัวมากเกินไป การสูญเสียโลหิต ทั้งแบบกะทันหัน เช่นอุบัติเหตุ หรือการสูญเสียโลหิตแบบเรื้อรัง เช่น บาดแผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้หรือที่ไต การสูญเสียน้ำ เช่น เหงื่อ ท้องเสีย การติดเชื้อรุนแรง การตั้งครรภ์ และโรคบางชนิด อาทิ โรคหัวใจ ภาวะซึมเศร้า

จับอาการผิดสังเกตของภาวะความดันโลหิตต่ำ

ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำกว่าปกติ โดยธรรมชาติมักไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ แต่ภาวะความดันโลหิตต่ำบางครั้งอาจเป็นผลมาจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หรือมีความผิดปกติเกิดขึ้นภายในร่างกาย ผู้ป่วยจึงอาจพบอาการเหล่านี้ชั่วคราว

  • วิงเวียนศรีษะ หน้ามืด เป็นลม
  • ทรงตัวไม่อยู่
  • มองเห็นภาพไม่ชัด
  • ใจสั่น ใจเต้นแรง
  • อาการมึนงง สับสน
  • คลื่นไส้
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • หายใจตื้นและถี่
  • กระหายน้ำ
  • ตัวเย็น ผิวซีด หนาวสั่น

สำหรับผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำระดับไม่รุนแรงและมีสุขภาพแข็งแรง สามารถควบคุมภาวะความดันโลหิตต่ำได้ด้วยการปฏิบัติตนตามคำแนะนำทั่วไป ดังนี้

  • หากเกิดอาการอันเนื่องมาจากภาวะความดันโลหิตต่ำ ควรนั่งพักหรือนอนลงทันทีที่มีอาการ โดยพยายามยกเท้าให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจ
  • ควรเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงเช้าของวัน เพื่อเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย เช่น ยืดเส้นยืดสายทุกเช้าก่อนลุกขึ้นมาทำกิจกรรมอื่นๆ ของวัน อาจเป็นการบิดตัว ไข้วขา เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการยืนเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันภาวะโลหิตต่ำที่เกิดจากการสื่อสารผิดระหว่างหัวใจและสมอง
  • สวมใส่ถุงเท้าประเภทที่ช่วยเพิ่มความดัน ซึ่งเป็นถุงเท้าที่ทำมาจากผ้ายืดมีความยืดหยุ่นและรัดแน่น เพื่อช่วยระบบการไหลเวียนของเลือดและเพิ่มความดันโลหิต แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ เพราะอาจไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยทุกราย
  • ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนในตอนกลางคืน และจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจไปกระตุ้นให้เกิดภาวะความดันต่ำได้มากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ในมื้อเดียว แต่ควรแบ่งรับประทานอาหารทีละน้อยในแต่ละมื้อ

วิธีการป้องกันภาวะความดันโลหิตต่ำ

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ เกลือแร่ และเพิ่มปริมาณเลือดให้สูงขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน เน้นอาหารประเภทผัก ผลไม้ ธัญพืช เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน
  • การลุกหรือนั่งไม่ควรเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็วมากเกินไป
  • ตรวจเช็กความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละมื้อ โดยแบ่งรับประทานเป็นมื้อย่อย ๆ หลายมื้อ และควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น มันฝรั่ง ข้าว พาสต้า และขนมปัง ในปริมาณมาก เพื่อป้องกันความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็วหลังรับประทานอาหาร

 

ภาพ freepik

พิษร้าย ‘ไซบูทรามีน’ สารอันตรายที่พบในยาลดความอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595445

  • วันที่ 21 ก.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

พิษร้าย 'ไซบูทรามีน' สารอันตรายที่พบในยาลดความอ้วน

เป็นที่ทราบกันว่า “ไซบูทรามีน” เป็นสารอันตรายเพราะส่งผลกระทบต่อหัวใจและความดันโลหิต แต่ยังมีความเป็นพิษมากกว่านั้นหากอยู่ในอาหารเสริมที่กินทุกวัน

จากกรณีข่าวเผยผลตรวจพิสูจน์สารประกอบในยาลดน้ำหนักที่สาวแม่ลูกอ่อนชาว จ.อ่างทอง กินแล้วเสียชีวิตนั้น พบสารไซบูทรามีนและสารอันตรายอีกหลายชนิด จึงอยากให้เราฉุกคิดถึงการบริโภคยาเสริมอาหารกันให้มากขึ้น

มีข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี 3 ปี คือในปี 2558-2560 พบว่า มีผู้ที่เจ็บป่วยจากผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักทั้งหมด 244 ราย ร้อยละ 80 เป็นผู้หญิง ร้อยละ 20 เป็นผู้ชาย ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 13-48 ปี ถึงร้อยละ 86 และ อายุน้อยกว่า 12 ปี ร้อยละ 14 โดยค่ากลางของอายุผู้ป่วยจะอยู่ในช่วงวัย 20 ปี

ซึ่งหากพูดถึงอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมมากในไทย คงจะหนีไม่พ้น “อาหารเสริมลดน้ำหนัก” แม้ว่าการลดน้ำหนักนั้นสามารถทำไก้หลากหลายวิธี แต่อาหารเสริมลดน้ำหนักก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ดี เพราะวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่นั้นไม่ค่อยมีเวลาที่จะไปออกกำลังกาย หรือควบคุมอาหาร ทำให้ต้องใช้ตัวช่วยอย่างอาหารเสริมลดน้ำหนัก ซึ่งถ้าเราโชคร้ายอาจเจอกับอาหารเสริมลดน้ำหนักที่ใส่สารต้องห้ามอย่าง “ไซบูทรามีน”

ไซบูทรามีน คืออะไร?

ไซบูทรามีนคือเคมีอินทรีย์ที่ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลางที่ทำให้คุณไม่รู้สึกหิว และอิ่มเร็วจึงเป็นที่นิยมในการลักลอบใส่ในอาหารเสริมลดน้ำหนัก

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยสำหรับคนที่กินยาที่มีส่วนผสมของไซบูทรามีน ได้แก่ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆ ได้แก่ ปากแห้ง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และท้องผูก

ยานี้ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตได้ไม่ดี ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ ผู้ป่วยโรคตับ ผู้ที่มีโรคต้อหิน รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

9 อันตรายจากไซบูทรามีน

  1. รู้สึกปากแห้ง คอแห้ง แม้จะกินน้ำก็ไม่หายรู้สึกปากแห้ง
  2. กินอาหารไม่อร่อย ไม่รู้รสชาติอาหารไม่อร่อย
  3. เวียนหัว คล้ายๆ คนมีอาการเมา
  4. ปวดหัว เพราะความดันโลหิตสูง
  5. รู้สึกคลื่นไส้มากๆ จนถึงขั้นอาเจียน
  6. ท้องผูก ระบบขับถ่ายรวน
  7. นอนไม่หลับ รู้สึกไม่สบายตัว
  8. เกิดอาการใจสั่น ใจเต้นเร็วผิดปกติ
  9. ปวดตัว รู้สึก ปวดแขน ปวดขา ปวดข้อ

ถ้าอาหารเสริมที่ซื้อมาทำให้เกิดอาการเหล่า แสดงว่าอาจมีสารต้องห้ามหรือสารอันตรายในอาหารเสริมอย่างไซบูทรามีนเป็นส่วนผสม เพื่อความแน่ใจและปลอดภัยของผู้บริโภคควรเช็กหรือตรวจสอบเลขหมาย อย. จากเว็บไซต์ นอกจากนี้ ยังมีสารอันตรายอื่นๆในยาลดความอ้วนที่ต้องระวัง อย่างออริสแตท หากทานยาลดความอ้วน หรือยาลดน้ำหนักมีอาการข้างต้น ควรหยุดยาและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยด่วน

 

ภาพ freepik

ข้อดี-ข้อเสียของสารให้ความหวานสำหรับคนอยากลดน้ำตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595439

  • วันที่ 21 ก.ค. 2562 เวลา 12:50 น.

ข้อดี-ข้อเสียของสารให้ความหวานสำหรับคนอยากลดน้ำตาล

รู้ว่าติดหวานมากมันไม่ดี แต่กินของหวานทั้งทีก็ต้องมีรสชาติที่สุนทรีย์บ้าง แล้วถ้าอยาก “ลดน้ำตาล” จะเลือกสารให้ความหวานแบบไหนปลอดภัยกว่า

กลุ่มคนที่จำเป็นต้องใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิต ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล ปัจจุบันมีสารให้ความหวานที่ปลอดภัยใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งยังเป็นทางเลือกของผู้รักสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก ส่วนจะมีแบบไหนที่นิยมใช้กันบ้าง มาดูกัน

แอสปาร์แตม (Aspartame)

คือสารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมที่ทำจากสารเคมีเป็นส่วนใหญ่ ให้ความหวานกว่าน้ำตาลธรรมชาติ “200 เท่า” มีรสชาติใกล้เคียงกับน้ำตาลทราย แต่จะทิ้งรสขมเล็กน้อยหลังจากกิน ไม่ก่อให้เกิดภาวะฟันผุ และไม่กระตุ้นน้ำตาลในเลือด จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในเครื่องดื่ม น้ำอัดลม และคนไข้โรคเบาหวานแอสปาร์แตมไม่มีพลังงานจึงไม่มีผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

ส่วนข้อเสียของแอสปาร์แตม คือโครงสร้างของแอสปาร์แตมจะเปลี่ยนไปเมื่อโดนความร้อนสูง จึงไม่ควรใช้ปรุงอาหารที่ตั้งไฟร้อนๆ และไม่ควรเก็บไว้นาน นอกจากนี้ กากบริโภคในปริมาณมากอาจเกิดสารเคมีตกค้าง ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เพราะแอสปาร์แตมประกอบด้วยสารเคมี 3 ชนิด คือ กรดแอสปาร์ติก ฟีนิลอะลานีน และเมธานอล ถ้าร่างกายได้รับสารเคมีพวกนี้เป็นจำนวนมาก จะไม่สามารถกำจัดออกจากร่างกายได้หมด จนอาจเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ และทำให้ DNA ในร่างกายได้รับความเสียหาย กระทั่งอาจพัฒนากลายเป็นความผิดปกติของเซลล์รวมทั้งเป็นโรคมะเร็งในที่สุด

ซูคราโลส (Sucralose)

เป็นสารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน โดย 1 ส่วนของซูคราโลสให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายขาวประมาณ “600 เท่า” ดังนั้น ถ้าชงกาแฟ 1 ถ้วยถ้าใช้น้ำตาลทรายขาว 2 ช้อนชา ก็จะให้ความหวานเท่ากับซูคราโลส 0.00333 ช้อนชา (หรือน้ำตาลทรายขาวเพียง 5 เม็ดเท่านั้น)

ข้อดีคือซูคราโลสให้ความหวานแต่ไม่ให้พลังงาน ซึ่งถูกสร้างจากการใช้น้ำตาลซูโครสเป็นสารตั้งต้น แล้วแทนที่กลุ่มไฮดรอกซิล 3 ตำแหน่งด้วยอะตอมสารคลอไรด์ ทำให้มีสูตรโครงสร้างคล้ายกับน้ำตาล แต่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ แต่ยังคงให้รสชาติหวานและไม่มีรสขมติดลิ้นใกล้เคียงน้ำตาล ซึ่งองค์การอนามัยโลก รวมทั้งองค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติรับรองความปลอดภัย นิยมใช้กับขนม ชา กาแฟที่โฆษณาว่าดื่มเพื่อลดน้ำหนัก ใช้ปรุงอาหารและขนมทุกชนิดที่ต้องใช้ความร้อนสูงได้ ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดหรือระดับอินซูลิน ผู้ป่วยเบาหวานใช้ได้ตามปกติเช่นเดียวกับสารให้ความหวานอื่นๆ ไม่ทำให้ฟันผุ และเก็บรักษาเช่นเดียวกับน้ำตาล

ข้อเสียคือ การผลิตซูคราโลสทำโดยการเพิ่มคลอรีนเข้าไปในโมเลกุลน้ำตาล ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้กระเพาะของเราไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น และอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะในบางคน

 

หญ้าหวาน (Stevia)

เป็นสารแทนความหวานที่ดีที่สุดและเป็นธรรมชาติที่สุด ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล “250-300 เท่า” แต่ไม่ถูกย่อยให้เกิดพลังงานจึงทำให้มีพลังงานน้อยมาก หญ้าหวานจะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายเล็กน้อยและรสหวานจะจางหายไปช้ากว่าน้ำตาลทราย

ข้อดีคือทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียส โดยไม่สลายตัว จึงใช้ใส่ในเครื่องดื่ม หรือใช้ปรุงอาหารที่ต้องผ่านความร้อนได้ดี ซึ่งคนญี่ปุ่นและเกาหลีใช้กันมานานทั้งในการหมักเนื้อ หมักปลา หมักผักดอง เครื่องดื่ม รวมไปถึงยาสีฟัน

ข้อเสียคือมีบางงานวิจัยกล่าวว่าการบริโภคหญ้าหวานในปริมาณมากจะทำให้จำนวนสเปิร์มลดลง และอาจทำให้เป็นมะเร็งได้ จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่องค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (FDA) สั่งห้ามใช้เป็นสารปรุงแต่งในอาหาร ต่อมาได้มีการทดลองค้นคว้าถึงข้อเสียและพิษของหญ้าหวานซ้ำหลายครั้ง ผลที่ได้พบว่าไม่มีพิษ หรืออาจมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น องค์การอนามัยโลกจึงประกาศว่าการใช้พืชชนิดนี้ไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด

กระทั่งในปี ค.ศ. 2009 ประเทศสหรัฐ ได้ประกาศและให้การยอมรับว่าหญ้าหวานเป็นพืชที่ปลอดภัย ส่วนในประเทศไทยเองก็มีทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ศึกษาถึงผลเสียและอันตรายของหญ้าหวาน ซึ่งได้ให้ข้อสรุปว่ามีความปลอดภัย สามารถใช้บริโภคเพื่อทดแทนความหวานของน้ำตาลได้

แต่ทั้งนี้ การเลือกบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเทียมนั้น เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยในการลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลลงได้ โดยน้ำตาลเทียมแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป ซูคราโรสถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก หรือเป็นโรคเบาหวาน แต่อย่างไรก็ตามเราควรใช้ตามความจำเป็น ควรทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

ฉี่บ่อย-ตื่นบ่อย ส่อปัญหาสุขภาพหรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595365

  • วันที่ 21 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

ฉี่บ่อย-ตื่นบ่อย ส่อปัญหาสุขภาพหรือไม่

กลางคืนดึกดื่นต้องคอยตื่นมาปัสสาวะบ่อยๆ นอกจากจะขัดขวางการนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผิดปกติบางอย่างของร่างกายอีกด้วย

โดยปกติแล้วร่างกายของคนวัยทำงาน หรือตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยกลางคน จะสามารถกลั้นปัสสาวะได้ขณะหลับโดยไม่รู้สึกปวดและไม่ปัสสาวะราด ส่วนผู้สูงอายุอาจมีลุกเข้าห้องน้ำช่วงกลางคืนบ้าง 1-2 ครั้งนับว่าเป็นเรื่องปกติ แต่คนวัยรุ่นหนุ่มสาวที่มีชอบปวดปัสสาวะหลายครั้งในเวลากลางคืน หรือปวดจนรู้สึกตัวตื่นมาเข้าห้องน้ำขณะที่นอนหลับไปแล้ว อาจส่อแววสัญญาณของโรคบางอย่าง

ฉี่บ่อยแค่ไหนถึงเข้าขั้นว่าผิดปกติ?

อาการฉี่บ่อยสังเกตได้ง่ายๆ จากจำนวนครั้งที่ปัสสาวะในแต่ละวัน ซึ่งโดยปกติภายใน 24 ชั่วโมง คนเราจะปัสสาวะอย่างน้อย 6-8 ครั้ง แต่ถ้าหากมากกว่านี้อาจต้องกลับไปดูที่สาเหตุว่าเกิดจากอะไร หากเกิดจากการดื่มน้ำมาก หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีนมากเกินไปก็ทำให้ฉี่บ่อยได้เช่นกัน แต่ถ้าไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำ อาจเป็นความผิดปกติที่ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด

สาเหตุที่ทำให้ฉี่บ่อย

  • การใช้ยาและสารบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ การดื่มแอลกอฮอล์และกาเฟอีนในปริมาณมาก ๆ รวมทั้งภาวะแคลเซียมสูงในร่างกายสูงผิดปกติ (Hypercalcemia) เนื่องจากการรับประทานแคลเซียมมากเกินไป
  • ปัญหาเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ ได้แก่ เนื้องอกที่อุ้งเชิงกราน การรักษาด้วยรังสีบำบัดที่บริเวณเชิงกราน ช่องคลอดอักเสบ หรือปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมากในเพศชาย
  • ระบบทางเดินปัสสาวะ อาทิ การติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ (UTI) กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบเรื้อรัง มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะบีบตัวมากเกินปกติ (Overactive Bladder Syndrome) และโรคไต
  • โรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคเบาจืด โรคหลอดเลือดสมอง ตับวาย
  • การตั้งครรภ์
  • ปัญหาสุขภาพจิต ได้แก่ ภาวะกระหายน้ำผิดปกติเนื่องจากอาการทางจิต (Psychogenic Polydipsia)

ฉี่บ่อยตอนกลางคืนร่างกายกำลังฟ้องอะไร?

  • มีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือทางเดินปัสสาวะอักเสบ อาจทำให้ปัสสาวะขัด ปัสสาวะขุ่น และรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยได้ ซึ่งมักเกิดร่วมกัน หากมีการติดเชื้อถึงส่วนบน หรือกรวยไตอักเสบ คือ มีไข้ หนาวสั่น ปวดบริเวณช่วงหลังลงมาได้
  • โรคเบาหวาน เนื่องจากร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จึงจำเป็นต้องมีการขับน้ำตาลพร้อมกับน้ำออกทางปัสสาวะมาก ผู้ป่วยหลายคนจึงมีอาการปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน จนบางครั้งอาจมีปัสสาวะรดที่นอน และมักมีมดมาขึ้นบนที่นอนที่เปื้อน เนื่องจากปัสสาวะนั้นมีน้ำตาลปนออกมา ดังนั้น หากพบอาการแบบนี้ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวัดน้ำตาลในเลือดโดยเร็ว
  • มีเนื้องอกที่มดลูกหรือรังไข่ ทำให้กระเพาะปัสสาวะถูกกดทับ จนรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยๆ
  • ต่อมลูกหมากโต และไปเบียดทับทางเดินปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะต้องบีบตัวแรงขึ้น จนกล้ามเนื้อผนังกระเพาะปัสสาวะหนาตัวขึ้น ส่งผลให้เก็บปัสสาวะได้ปริมาณน้อยลง
  • มีความผิดปกติของไต ทำให้บางครั้งไตไม่สามารถดูดน้ำกลับสู่ร่างกายได้ ปริมาณปัสสาวะที่ขับออกจึงมากขึ้นตาม
  • โรคเบาจืด ซึ่งเป็นความผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิด ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกกระหายน้ำมากและปัสสาวะบ่อยขึ้น
  • เป็นผลจากยาบางชนิด เช่น ยาลดความอ้วน ยาขับปัสสาวะ
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มคาเฟอีน ซึ่งสารเหล่านี้มีผลต่อฮอร์โมนที่ควบคุมการหลั่งปัสสาวะ
  • ดื่มน้ำมากเกินไป หากช่วงเวลาก่อนนอนเราดื่มน้ำมาก อาจทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะกลางดึกได้เป็นเรื่องปกติ

 

ภาพ freepik

How to หนึ่งวันต้านโรคแบบเวชศาสตร์ชะลอวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595366

  • วันที่ 20 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

How to หนึ่งวันต้านโรคแบบเวชศาสตร์ชะลอวัย

คุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพที่แข็งแรงไร้โรคา จิตใจที่แจ่มใส เป็นสิ่งที่ใครๆ ต่างถวิลหา ลองมาดู How to หนึ่งวันต้านโรคแบบเวชศาสตร์ชะลอวัย วิธีปฏิบัติตัวง่ายๆ ที่มีแต่ได้กับได้พร้อมๆ กัน

ตั้งแต่ตื่นนอนควรดื่มน้ำเปล่าที่อุณหภูมิห้องปกติ 1 แก้ว (250 ซีซี) เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารให้ขับถ่ายได้ดี ส่วนในระหว่างวันควรมีวินัยในการดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำอย่างน้อย 2 ลิตร (8 แก้ว)/วัน ยกเว้นคนที่มีปัญหาโรคไต ควรจำกัดน้ำตามคำแนะนำของแพทย์ประจำตัว และควรฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาในตอนเช้า

ฝึกชั่งน้ำหนักทุกเช้า เราควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามองค์การอนามัยโลก โดยดัชนีมวลกาย (BMI) ไม่ควรเกิน 23 (kg/mยกกำลัง 2) ในคนเอเชีย สูตรคำนวณ BMI=น้ำหนักตัว/ส่วนสูงยกกำลัง 2 ดูแลอย่าให้พุงใหญ่เกินไป ควรลดพุงตามเกณฑ์ของ WHO โดยกำหนดให้เพศชายมีเส้นรอบเอว 102 ซม. และหญิง 88 ซม.

ออกกำลังกายและฝึกการหายใจ เพื่อสุขภาพหัวใจและปอด อย่างน้อย 3-5 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที จะออกกำลังตอนไหนก็ได้ที่มีเวลาว่าง โดยใน 1 สัปดาห์จะต้องประกอบด้วยออกกำลังกายแบบแอโรบิค เช่น วิ่ง เดินเร็ว ว่ายน้ำ สลับกับออกกำลังกายแบบยืดหยุ่น

กินอาหารให้ตรงเวลา โดยเฉพาะอาหารเช้าที่สำคัญ การไม่กินตอนเช้าจะทำให้ร่างกายนำเอาอาหารที่สะสมไว้ที่ตับและไขมันออกมาใช้ ซึ่งจะทำให้เกิดกรดแลคติคที่จะไปทำลายอวัยวะต่างๆ ให้เสื่อมทีละน้อย

อาหารมื้อเย็นอย่าให้เกินเวลา 19.00 น. และไม่ควรกินมากเกินไป เพราะหลังจากกินอาหารแล้วบางคนอาจเอนตัวลงนอนดูทีวี ทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนและทำให้อ้วนลงพุง โดยควรลุกขึ้นเดินย่อยอาหารสัก 15 นาที ก็จะเป็นการช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น

ควรเข้านอนตั้งแต่ 22.00 น. เพราะกว่าเราจะนอนหลับสนิทต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชม. ก็จะเข้าสู่เวลาประมาณเที่ยงคืน ซึ่งเวลานี้เป็นเวลาที่เริ่มมีการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ที่จะป้องกันการแก่ชรา การนอนหลับสนิทก่อนเที่ยงคืนจึงเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เกิดความสมดุลของฮอร์โมนต่างๆ

ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายเกิดการอักเสบหรือมีการติดเชื้อเรื้อรัง เช่น เป็นหวัดบ่อยๆ อาการภูมิแพ้กำเริบ ท้องเสีย หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อยๆ ควรเสริมภูมิต้านทานจากการกินผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงๆ เช่น ฝรั่ง เสาวรส มะขามป้อม ส้ม และพุทรา

การฝึกคิดในแง่บวก จะมีผลในการต่อต้านความชราได้เป็นอย่างดี เพราะเราก็จะเป็นคนใจเย็น ไม่โกรธง่าย ส่งผลให้ไม่แก่เร็ว ช่วยให้ห่างไกลโรคภัยอีกด้วย

 

ภาพ freepik

หยุดเติมเค็มเต็มไต ส่อง 6 อาหารโซเดียมเยอะอันตรายใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595233

  • วันที่ 19 ก.ค. 2562 เวลา 11:00 น.

หยุดเติมเค็มเต็มไต ส่อง 6 อาหารโซเดียมเยอะอันตรายใกล้ตัว

อย่าปล่อยให้ความเค็มถูกเติมจนเต็มไต มาดู 6 แหล่งที่มาของโซเดียมที่ซ่อนอยู่ในอาหารใกล้ตัวที่กินกันบ่อยๆ พร้อมวิธีง่ายๆ ในการหลีกเลี่ยงการได้รับปริมาณโซเดียมเกินความจำเป็น

แม้เราจะรู้อยู่แล้วว่าการกินหวาน มัน เค็ม ในปริมาณเกินกว่าที่ร่างกายต้องการส่งผลต่อสุขภาพ ทั้งยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ แต่น้อยคนนักที่จะยอมหลีกเลี่ยง อาจด้วยรสชาติ ความอร่อย และหาซื้อได้ง่าย ปีศาจร้ายที่มาในรูปแบบอาหารจึงคืบคลานมาทำร้ายสุขภาพเราในที่สุด

“โซเดียม” เป็นอีกหนึ่งส่วนผสมที่มักแฝงตัวมากับอาหารหลากหลายรูปแบบ ซึ่งโซเดียมมีประโยชน์ต่อระบบทำงานของร่างกายหลายอย่าง เช่น ช่วยปรับสมดุลของเหลวและเกลือแร่ในร่างกาย ช่วยให้การส่งกระแสไฟฟ้าไปตามเส้นประสาททำงานได้เป็นปกติ ช่วยการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ และช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจ

แต่หากกินมาเกินไปโซเดียมก็จะทำลายร่างกายได้เช่นเดียวกัน เพราะอาหารที่มีรสเค็มทำให้โซเดียมเข้าสู่ร่างกายและปนเปื้อนในเลือด เป็นสาเหตุที่ทำให้เลือดเสียสมดุล หลอดเลือดจึงพยายามดูดน้ำเข้ามาเจือจางโซเดียม จนทำให้แรงดันเลือดสูงขึ้น

โซเดียมซ่อนตัวอยู่ในอะไรบ้าง

  • โซเดียมมีอยู่ทั้งในอาหารธรรมชาติ เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ ผักและผลไม้ทุกชนิด ธัญพืชและถั่วเมล็ดแห้ง
  • อาหารแปรรูป เช่น ไส้หรอก หมูยอ ลูกชิ้น ปลาเค็ม อาหารกระป๋อง
  • โซเดียมแฝง จากผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่มีรสเค็ม แต่มีโซเดียม เช่น ผงชูรส ซุปก้อน ผงปรุงรสต่างๆ และผงฟูซึ่งอยู่ในขนมปัง พาย ซาลาเปา เค้ก โดนัท รวมถึงสารกันบูดในอาหารสำเร็จรูปต่างๆ

6 อาหารใกล้ตัวที่อุดมไปด้วยโซเดียม

1.เครื่องปรุงรส เริ่มจากเครื่องปรุงรสที่ให้ความเค็มต่างๆ ที่เราเติมเพื่อให้ได้รสชาติที่จัดจ้านขึ้น ได้แก่ น้ำปลา ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส ซอสถั่วเหลือง ซอสหอยนางรม เต้าเจี้ยว ซอสพริก ซอสเปรี้ยว ซอสมะเขือเทศ ซีอิ๊วหวาน ฯลฯ รวมไปถึงซุปก้อน ซุปผง ผงปรุงรส เนยเค็ม เนยเทียมเค็ม ชีส เป็นต้น

2.อาหารกระป๋อง มีโซเดียมสูง เป็นอาหารรสเค็มจัดที่ผู้บริโภคควรระมัดระวังในการกิน ไม่ว่าจะเป็นปลากระป๋อง ปลาทูน่าในน้ำเกลือ หอยลายกระป๋อง อาหารปรุงสำเร็จอัดกระป๋อง เป็นต้น โดยปลากระป๋อง 100 กรัม มีโซเดียม 3,000 มิลลิกรัม

3.ขนมขบเคี้ยว อาทิ มันฝรั่งทอด สาหร่ายทอด ขนมข้าวโพดอบกรอบ ป๊อปคอร์น ฯลฯ พวกนี้ก็มีปริมาณไขมันและโซเดียมสูง ควรระมัดระวังในการเลือกซื้อมาบริโภคเช่นกัน โดยมันฝรั่งแผ่น 100 กรัม มีโซเดียม 500 มิลลิกรัม

4.อาหารกึ่งสำเร็จรูป เมนูที่เป็นเหมือนเพื่อนยามยากของชาวหออย่างนักศึกษาและพนักงานออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งแบบซองและแบบถ้วย ซุปซอง โจ๊กซอง ฯลฯ อาหารเหล่านี้มีโซเดียมสูง โดยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 100 กรัม มีโซเดียม 2,480 มิลลิกรัม

5.อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง หมูหยอง หมูยอ หมูแผ่น หมูยอ เนื้อแห้งปรุงรส เนื้อทุบ หมูทุบ ปลาเส้นปรุงรส แหนม เป็นต้น

6.อาหารตากแห้ง ของหมักดอง อาหารที่ผ่านการถนอมอาหารโดยการหมักดอง แช่อิ่ม ตากแห้ง เช่น ไข่เค็ม กะปิ กุ้งแห้ง ปลาแห้ง ปลาเค็ม เต้าหู้ยี้ เต้าเจี้ยว ผักดองเปรี้ยว หอยดอง ไส้กรอกอีสาน ปลาร้า ปลาเจ่า ปลาจ่อม ผลไม้ดอง เป็นต้น

วิธีง่ายๆ ในการหลีกเลี่ยงการได้รับปริมาณโซเดียมเกินความจำเป็น อาทิ

  • หลีกเลี่ยงผงชูรสและผงปรุงรส เพราะถึงแม้จะมีปริมาณโซเดียมน้อยกว่าเกลือ แต่ผงชูรสไม่มีรสชาติเค็มเหมือนเกลือ จึงทำให้คนปรุงอาหารกระหน่ำใส่ลงไปโดยไม่ยั้งมือ เพราะเชื่อว่าจะช่วยชูรสอาหารให้ดีขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุให้ได้รับปริมาณโซเดียมที่เพิ่มขึ้น ฉะนั้นหากตั้งใจจะดูแลสุขภาพการงดผงชูรสในการปรุงอาหารจึงเป็นการหลีกเลี่ยงโซเดียมที่ดีอีกอีกวิธีหนึ่งทีเดียว
  • ลดความจัดจ้านของรสชาติอาหาร เพราะอาหารยิ่งมีรสจัด เปรี้ยวจัด เผ็ดจัด หวานจัด ยิ่งต้องใส่เครื่องปรุงรสเค็มและผงชูรสมากขึ้นเพื่อให้อาหารครบรส หากชอบกินอาหารรสจัด ควรค่อยๆ ลดความจัดจ้านลง หรือกินอาหารรสจัดสลับกันไป
  • รับประทานอาหารสด หลีกเลี่ยงอาหารที่เก็บไว้นาน เพราะมีโอกาสได้รับโซเดียมเพิ่มโดยไม่จำเป็นจากสารกันบูด
  • หลีกเลี่ยงการกินน้ำซุป หรือกินน้อยลง เพราะน้ำซุปมีปริมาณโซเดียมสูงมากจากเครื่องปรุงรสหรือซุปก้อน
  • สังเกตปริมาณโซเดียมจากฉลากโภชนาการ และแบ่งกินให้พอเหมาะ เพราะการรู้จักสังเกตฉลากนอกจากจะทำให้รู้ว่าเราได้รับพลังงานจากอาหารมากน้อยเพียงใด ยังบอกถึงปริมาณโซเดียมที่ได้รับอีกด้วย ซึ่งอาหารมื้อหลักไม่ควรให้โซเดียมเกิน 600 มก./วัน ส่วน อาหารว่างไม่ควรมีโซเดียมเกิน 200 มก./วัน
  • ใช้เกลือทดแทน อย่าวางใจปลอดโซเดียม เพราะเกลือทดแทนยังมีโซเดียมอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นให้ใส่แต่พอประมาณ

 

ภาพ freepik

จับตา ‘ไข้เลือดออก’ สังเกตอาการเบื้องต้น รีบรักษาก่อนอันตรายถึงชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595209

  • วันที่ 18 ก.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

จับตา 'ไข้เลือดออก' สังเกตอาการเบื้องต้น รีบรักษาก่อนอันตรายถึงชีวิต

สถานการณ์โรคไข้เลือดออกระบาดหนัก ในปี 2562 พบผู้ป่วยกว่า 4 หมื่นราย ตายแล้ว 62 ราย หมอแนะวิธีสังเกตอาการเบื้องต้น รีบทำการรักษา ก่อนเกิดอันตรายถึงชีวิต“ไข้เลือดออก” เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี โดยมี “ยุงลาย” เป็นพาหะ โรคนี้จะระบาดอย่างหนักในช่วงฤดูฝนเนื่องจากเป็นช่วงฤดูที่ยุงลายวางไข่ เมื่อยุงไปกัดผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัส และไปกัดอีกคนหนึ่ง ยุงจะปล่อยเชื้อทางน้ำลาย ซึ่งเชื้อไวรัสนี้มี 4 สายพันธุ์ สามารถติดเชื้อในคนได้ 4 ครั้ง และหากเป็น 1 ครั้ง ร่างกายก็จะมีภูมิของสายพันธุ์นั้นๆ และถึงแม้จะเป็นโรคนี้แล้วก็มีโอกาสเป็นได้อีกจากสายพันธุ์อื่น

มีข้อมูลที่น่าสนใจ จากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับสถานการณ์ระบาดของโรคไข้เลือดออก โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–9 กรกฎาคม 2562 พบว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกแล้วประมาณ 44,671 ราย ในสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม มีผู้ป่วย 4,269 ราย คิดเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้น 1.6 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว คาดการณ์ว่าในปีนี้ความรุนแรงของการระบาดจะมากกว่าทุกปี โดยขณะนี้มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 62 ราย นับเป็นโรคอันตรายที่สามารถคร่าชีวิตได้ทุกเมื่อ ซึ่งทีมแพทย์จากกลุ่มโรงพยาบาลพริ้นซ์ กลุ่มโรงพยาบาลพิษณุเวช และโรงพยาบาลอื่นๆ ในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด ได้แนะนำวิธีสังเกตตัวเองเบื้องต้นว่ามีความเสี่ยงจากโรคไข้เลือดออกหรือไม่หากโดนยุงกัด ดังนี้

วิธีสังเกตตัวเองเบื้องต้นเมื่อถูกยุงกัด

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงของโรคไข้เลือดออก เริ่มต้นจะมีไข้สูง 38-40 องศาเซลเซียส ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดข้อ มีผื่นขึ้นตามร่างกาย นอกจากนี้ ยังมีอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร อาเจียน และอาจมีภาวะเลือดออกหรือไม่มีก็ได้ ซึ่งอาจเป็นเลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดา หรือบางรายอาจมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร สังเกตได้จากเมื่ออาเจียนออกมาเป็นเลือดหรือเป็นสีดำๆ

ความรุนแรงของโรค

เมื่ออาการเริ่มรุนแรงขึ้น จะมีอาการปวดท้อง ปวดใต้ลิ้นปี่ ใต้ชายโครงอย่างรุนแรง มีเลือดออกมาก จนกระทั่งเข้าสู่ภาวะช็อค นั่นคือ มีอาการปลายมือปลายเท้าเย็น กระสับกระส่าย หรือไข้ลดอย่างรวดเร็ว ความดันตก วัดชีพจรไม่ได้ และเสียชีวิตในที่สุด

แนวทางการรักษา

หากมีไข้ขึ้นสูงภายในระยะเวลา 1-2 วัน แล้วไข้ยังไม่ลด ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง โดยเฉพาะยาแอสไพริน เนื่องจากจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนมีเลือดออกมาก ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยในทันที โดยแพทย์จะทำการเจาะเลือด ในบางรายที่ยังไม่แสดงเชื้อแพทย์อาจจะนัดตรวจซ้ำ หรือให้นอนสังเกตอาการที่โรงพยาบาล และหาก 2-3 วันแล้วไข้ไม่ลด แพทย์จะเจาะเลือดซ้ำเพื่อตรวจหาเชื้อ และทำการรักษาต่อไป

วิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออก

หลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด โดยเฉพาะยุงลาย รวมทั้งกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้าน เช่น บริเวณที่มีน้ำขัง ฉีดพ่นหมอกควันไล่ยุง ปิดมุ้งลวด ใส่เสื้อแขนยาว ขายาว ทายาสำหรับป้องกันยุง

วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ใช้ได้ในเด็กและผู้ใหญ่ อายุ 9-45 ปี เป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัย หากแต่โดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถป้องกันโรคได้ประมาณ 65% โดยผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วอาจสามารถติดเชื้อไวรัสเดงกีได้อีก จากการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนจะให้ผลดีในผู้ที่เคยเป็นโรคไข้เลือดออกแล้ว กล่าวคือ เคยติดเชื้อไปแล้ว 1 ครั้ง และมารับวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ซึ่งการฉีดวัคซีนดังกล่าวควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ซึ่งหากไม่จำเป็นแพทย์จะไม่ฉีดวัคซีนไข้เลือดออกพร้อมกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงกับผู้ที่รับวัคซีนได้

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคไข้เลือดออก

กลุ่มที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน ไขมัน หัวใจขาดเลือด ไทรอยด์ หอบหืด โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีน้ำหนักตัวมาก จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรครุนแรงได้มาก นอกจากนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน หากจำนวนเชื้อไวรัสในเลือดของคุณแม่สูง ก็สามารถส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้

สุขยาวๆ แบบคนมีคู่ จะสู้ #โสดแล้วสุข ได้หรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595155

  • วันที่ 18 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

สุขยาวๆ แบบคนมีคู่ จะสู้ #โสดแล้วสุข ได้หรือไม่

ศูนย์ Customer Insights by TMB Analytics เผยผลการศึกษาคนมีครอบครัวมีความสุขมากกว่าคนโสด แม้แบกภาระทางการเงินอ่วม แต่ถ้ามีการวางแผน บริหารจัดการหนี้ เตรียมความพร้อมให้ชีวิต ก็สามารถมีความสุขได้ยาวๆ

“อัตราการเพิ่มขึ้นของคนโสดมีเยอะก็จริง แต่กลุ่มคนแต่งงานยังเป็นโครงสร้างหลักของครอบครัวไทย” จากรายงาน UNFPA ล่าสุดพบว่ากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมาโครงสร้างครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทั้งขนาดของครอบครัวที่เล็กลง และลักษณะครอบครัวอยู่คนเดียวหรือที่กลุ่มคนโสดมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่โครงสร้างที่อยู่เป็นครอบครัวยังมีถึง 84% ในขณะที่คนโสดมีเพียง 13.9%

“แต่งงานหรือมีครอบครัวแล้วต้องแบกภาระหนัก ทำให้ไม่มีความสุข” เป็นคำกล่าวที่เราได้ยินคุ้นหูโดยเฉพาะกลุ่มคนที่ปักธงอยู่ฝั่งคนโสด เหตุมองคนแต่งงานมีครอบครัวแล้ว มักไม่ค่อยมีความสุขในชีวิตเพราะมีภาระทางการเงินสูง ไม่สามารถใช้ชีวิตแบบสายช็อป สายเที่ยว สายกิน ได้เต็มที่ ต้องใช้ชีวิตตามแบบแผนตลอด

 

แต่จากการศึกษากลุ่มคนที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน พบว่า “คนแต่งงานแล้ว มีความสุขมากกว่าคนโสด” โดยพบว่า 60% ของคนแต่งงานบอกรู้สึกมีความสุขในชีวิต ในขณะที่คนโสดทั้งแท่งมีความสุขแค่ 45% นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่าร้อยทั้งร้อย คนจะมีความสุขได้ต้องมีความสุขทางการเงินมาก่อน เราจึงมาเจาะดูว่าคนแต่งงานที่มีความสุขและไม่มีความสุข มีพฤติกรรมทางการเงินแตกต่างกันอย่างไร

เริ่มจากพฤติกรรมการใช้จ่าย พบว่ากลุ่มที่มีความสุขและไม่มีความสุข มีค่าใช้จ่ายพื้นฐาน และค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น อย่างท่องเที่ยว ช็อปปิ้งที่ไม่แตกต่างกัน แต่กลุ่มคนที่ไม่มีความสุขพบว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากภาระเลี้ยงดูและค่าเล่าเรียนบุตร และค่าใช้จ่ายในการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เป็นสัดส่วนที่สูงกว่า

แต่ไม่ใช่ว่ามีหนี้แล้วจะมีความสุขไม่ได้ เพราะจากผลสำรวจพฤติกรรมการเป็นหนี้ พบว่า กลุ่มคนที่มีความสุขก็มีการก่อหนี้เช่นกัน แต่มีการบริหารจัดการหนี้ที่ดีกว่า เช่น เลือกวิธีการผ่อนชำระที่ไม่มีดอกเบี้ย หรือจ่ายหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงๆก่อน อีกทั้ง ส่วนใหญ่ยังมีรายการผ่อนที่โดนคิดดอกเบี้ยเพียง 1-2 รายการ ขณะที่เกือบครึ่งของคนที่ไม่มีความสุข มีรายการที่ต้องผ่อนชำระแบบเสียดอกเบี้ยมากกว่า 3 รายการขึ้นไป และมักเลือกวิธีการชำระหนี้แบบจ่ายแค่ขั้นต่ำ แถมยังมีบางส่วนจ่ายหนี้ช้ากว่ากำหนดด้วย

พฤติกรรมการออม พบว่าในกลุ่มคนที่มีความสุข มีสัดส่วนคนที่มีเงินออม สูงกว่าในกลุ่มคนที่ไม่มีความสุขถึง 3 เท่า อีกทั้งยังมีรูปแบบในการเก็บออมบางอย่างที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ทั้งสองกลุ่มมีการออมสำหรับพอไว้ใช้ยามฉุกเฉินเป็นพื้นฐาน แต่เราพบว่ากลุ่มคนมีความสุขมีรูปแบบการออมเพื่อวัยเกษียณกับการเก็บออมเพื่อลงทุนเป็นสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มคนที่ไม่มีความสุขถึง 2 เท่า

คนมีความสุขมีการเตรียมความพร้อมในชีวิตที่ดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล แม้ทั้งสองกลุ่มจะเลือกใช้ เงินตัวเองจ่ายก่อนเป็นพื้นฐาน แต่ในกลุ่มมีความสุขจะมีการซื้อประกันสุขภาพไว้มากกว่ากลุ่มไม่มีความสุข ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มมีความสุขมีการป้องกันความเสี่ยงในด้านค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วยไว้รองรับ โดยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับประกันสุขภาพและประกันอื่นๆเฉลี่ยต่อปีอยู่ 24,100 บาท มากกว่ากลุ่มไม่มีความสุขสองเท่า และกลุ่มที่มีความสุขเกือบทั้งหมดก็มีการวางแผนเกี่ยวกับเงินที่จะใช้ยามเกษียณแล้ว ขณะที่กลุ่มไม่มีความสุขเป็นจำนวนกว่า 11% สารภาพว่ายังไม่รู้จะเอาเงินจากที่ไหนมาใช้ในยามเกษียณ

“ศูนย์ Customer Insights by TMB Analytics เป็นศูนย์วิเคราะห์มุมมองใหม่ๆด้านการพฤติกรรมทางการเงิน เพื่อสร้างการตระหนักรับรู้ ความเข้าใจ เพื่อนำไปสู่การวางแผนการเงินส่วนบุคคลให้เหมาะสมยิ่งขึ้น” นำเสนอผลการศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเงินของคนไทยตลอดเส้นทางทั้งการออม การใช้จ่าย การลงทุน ตลอดจนการป้องกันความเสี่ยง ซึ่งสามารถสะท้อนอะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อพฤติกรรมในด้านต่างๆ

ปวดหัวแบบไหน…เข้าข่ายไมเกรน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/595151

  • วันที่ 17 ก.ค. 2562 เวลา 19:50 น.

ปวดหัวแบบไหน...เข้าข่ายไมเกรน?

เป็นคำถามที่น่าจะถูกเสิร์ชหามากที่สุดสำหรับคนที่มีอาการปวดหัว ว่าอาการอย่างไรที่เข้าข่ายเป็นปวดหัวไมเกรน เพราะอาการปวดหัวมีหลายแบบ หลายสาเหตุ และหลายวิธีการรักษา

ส่วน “ไมเกรน (Migraines)” เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรงชนิดหนึ่ง ที่จะทำให้รู้สึกปวดตุบๆ รุนแรง โดยมักปวดบริเวณศีรษะข้างเดียว หรือปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดสองข้าง ในขณะที่ปวดก็มักมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย และอาจมีความรู้สึกไวต่อเสียงและแสงสว่างมากกว่าปกติ

ปวดหัวอย่างไร เข้าข่ายไมเกรน

1.ปวดข้างเดียว สองข้าง หรือสลับข้าง

ไมเกรนเป็นโรคปวดหัวที่เป็นได้ทั้ง ข้างเดียว หรือสองข้าง แต่เมื่อใดก็ตามมีการปวดหัวสลับข้าง คือบางครั้งซ้าย และก็อาจมีบางครั้งขวา ก็มีแนวโน้มเป็นไมเกรน

2.อาการค่อยๆ ปวด แล้วก็ค่อยๆ หาย

ไมเกรนเป็นโรคเรื้อรังทีจะเป็นๆ หายๆ แล้วแต่ว่าใครจะเป็นบ่อยแค่ไหน แต่หากเป็นแล้วหาย แล้วก็มาเป็นเหมือนเดิมอยู่อย่างนั้น โอกาสเป็นไมเกรนก็จะสูง เพราะถ้าเป็นโรคปวดหัวชนิดอื่นส่วนใหญ่ไม่เป็นแล้วหาย ไม่กลับมาเป็นบ่อยๆ

3.ปวดมากๆ จนอาจคลื่นไส้อาเจียน

ไมเกรนจะมีกลไกไปกระตุ้นศูนย์อาเจียน ขึ้นกับอาการปวดหัวว่ามากหรือน้อย ดังนั้น หากปวดหัวมากจนอาเจียนก็มีความเป็นไปได้จะเป็นไมเกรน เมื่ออาเจียนแล้วอาการจะดีขึ้น

4.ปวดทุกครั้งเมื่อมีสิ่งกระตุ้นจำเพาะ

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่หมอจะถามว่า ก่อนปวดหัวมีอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้ปวดหัว เพราะไมเกรนมีสิ่งกระตุ้นได้หลากหลาย เช่น กลิ่น ความร้อน ความเครียด อดนอน ซึ่งอาจเป็นสิ่งกระตุ้นเฉพาะแต่ละคน

สาเหตุของไมเกรน

ไมเกรนเป็นผลจากความผิดปกติชั่วคราวในการทำงานของสมองที่มีผลกระทบต่อเส้นประสาท สารเคมี และหลอดเลือดในสมอง แต่สาเหตุที่แท้จริงของไมเกรนนั้นไม่เป็นที่แน่ชัด ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยตามสิ่งกระตุ้น ดังนี้

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

ผู้หญิงอาจเป็นไมเกรนในช่วงที่มีประจำเดือน (Menstrual Migraine) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย เช่น เอสโทรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง) โดยไมเกรนชนิดนี้ มักเกิดในช่วง 2 วันก่อนมีประจำเดือน ไปจนถึงวันที่ 3 ของการมีประจำเดือน ในบางรายพบว่าเป็นไมเกรนแค่ช่วงเวลานี้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยเพศหญิงบางราย ก็จะพบว่าเป็นไมเกรนในช่วงเวลาอื่่นที่ไม่ได้เป็นประจำเดือนได้เช่นกัน และในผู้หญิงหลายคนก็พบว่าอาการไมเกรนที่เกิดขึ้นนั้นมาจากหลังวัยหมดประจำเดือน (Menopause) ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อันส่งผลต่ออารมณ์และร่างกาย และสามารถกระตุ้นไมเกรนได้ หรืออาจทำให้เกิดอาการที่รุนแรงได้ในบางราย

ตัวกระตุ้นที่เกี่ยวกับอารมณ์

  • ความเครียด ภาวะตึงเครียด
  • ความวิตกกังวล
  • อาการตกใจ หรือช็อก
  • ภาวะซึมเศร้า
  • ความตื่นเต้น

ตัวกระตุ้นทางกายภาพ

  • ความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย
  • นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • ทำงานเป็นกะ ไม่เป็นเวลาปกติ
  • มีความตึงที่คอหรือไหล่
  • อาการอ่อนเพลียจากการเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นเวลานาน (Jet Lag)
  • ภาวะเลือดมีน้ำตาลน้อย (Hypoglycaemia)
  • ออกกำลังกายที่ต้องใช้พละกำลังมาก

ตัวกระตุ้นเกี่ยวกับอาหาร

  • รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา
  • ภาวะขาดน้ำ
  • ดื่มแอลกอฮอล์
  • อาหารที่มีสารไทรามีน (Tyramine) ซึ่งเป็นส่วนประกอบธรรมชาติของอาหาร เช่น เนยแข็ง
  • เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา หรือกาแฟ
  • อาหารบางประเภท เช่น ช็อกโกแลต ผลไม้ตระกูลส้ม และชีส

ตัวกระตุ้นที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

  • แสงสว่างจ้า
  • แสงจากจอโทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์
  • การสูบบุหรี่ หรือได้รับควันบุหรี่ โดยเฉพาะในห้องแบบปิด
  • เสียงดัง
  • สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ความชื้น หรืออุณหภูมิที่เย็นจัด
  • ได้รับกลิ่นที่รุนแรง
  • บรรยากาศที่อบอ้าว

การใช้ยารักษาโรค

  • การใช้ยานอนหลับบางชนิด
  • การใช้ยาคุมกำเนิด
  • การใช้ฮอร์โมนทดแทน (Hormone Replacement Therapy) ในสตรีวัยหมดประจำเดือน

 

ภาพ freepik