ฟังเสียงเตือนจากอาการปวดเข่า 3 แบบที่แตกต่างกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594902

  • วันที่ 17 ก.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

ฟังเสียงเตือนจากอาการปวดเข่า 3 แบบที่แตกต่างกัน

อาการ “ปวดเข่า” มีหลายแบบ แต่ที่พบบ่อยคืออาการปวดเข่าจากเข่าเสื่อม กล้ามเนื้อไม่สมดุล และกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งลักษณะอาการจะแตกต่างกัน และไม่ได้เกิดกับผู้สูงอายุเท่านั้น เพราะทั้งวัยกลางคน นักกีฬา ผู้ที่บาดเจ็บจากการออกกำลังกายก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

โดยจุดเริ่มต้นอาการอาจเริ่มจากปวดหลัง ปวดก้น และลุกลามทำให้เกิดอาการปวดที่เข่า อาการปวดเข่าเช่นนื้จึงเกิดจากกล้ามเนื้อก้นอ่อนแรง หรือกล้ามเนื้อที่สะโพกไม่สมดุล

อาการปวดเข่ามีหลายแบบ แต่ที่พบบ่อยคืออาการปวดเข่าจากเข่าเสื่อม กล้ามเนื้อไม่สมดุล และกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งลักษณะอาการจะแตกต่างกัน คือ

1.อาการปวดเข่าจากเข่าเสื่อม มักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงวัยที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่พบในผู้มีน้ำหนักตัวมาก ลักษณะอาการที่แสดงว่าเป็นโรคเข่าเสื่อม คือ

– มีอาการปวดเข่า โดยปกติจะปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหว หรือมีการเดินลงน้ำหนัก เมื่อพักจะดีขึ้น หากเป็นมากจะปวดตลอดเวลา

– ข้อติดแข็ง ส่วนมากจะพบในตอนเช้าเมื่อตื่นนอนใหม่ๆ หรือเมื่อพักในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ ต่อเนื่องโดยไม่ได้ขยับ

– บวมรอบข้อ อาจพบร่วมกับอาการแดงและร้อนเมื่อลองคลำบริเวณรอบเข่า

– มีการผิดรูปของข้อเข่า ซึ่งเกิดจากผิวข้อบางลง แล้วตัวของกระดูกมีการเสียดสีกันจน เกิดกระดูกงอก ทำให้เข่าผิดรูปและขยาย ซึ่งพบว่าผู้ที่มีเข่าเสื่อมอย่างรุนแรง รอบข้อเข่าจะใหญ่ขึ้น

– มีเสียงดังภายในข้อเข่า ซึ่งเสียงที่เกิดขึ้นอาจมาจากการเสียดสีของผิวข้อภายในข้อเข่า

2. อาการปวดเข่าจากกล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุลกัน มักจะเกิดขึ้นกับนักกีฬาบางประเภทที่ต้องใช้เข่ารับน้ำหนักมาก เช่น นักวิ่ง นักปั่นจักรยาน นักบาสเกตบอล นักฟุตบอล นักกอล์ฟ ฯลฯ ลักษณะอาการ คือ

– อาการปวดจะปวดเสียวแปลบๆ ด้านนอกหรือด้านในของข้อ หรือไม่ก็ด้านหน้าเข่าใต้ลูกสะบ้า ไม่ได้ปวดลึกๆ ลงไปในข้อเข่า

– อาการปวดมักร่วมกับอาการตึงร้าวจากต้นขา หรือข้อสะโพก

– อาการปวดจะชัดเจน หลังจากที่เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายมา

3. อาการปวดเข่าจากกล้ามเนื้ออ่อนแรง มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย ทำงานอยู่ในท่าเดิมซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน และอยู่ในอิริยาบถเดิมๆ เช่น นั่งต่อเนื่องนานๆ และหากอยู่ในอิริยาบถที่ผิดแล้วด้วยก็มักทำให้เกิดอาการปวดได้ง่าย อาการจะดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ มีอาการปวดแบบล้าๆ เมื่อยๆ ไปทั้งขา มักเกิดร่วมกับอาการปวดกล้ามเนื้อก้น ปวดข้อเท้าหรือน่อง

การดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อมีอาการปวดเข่าไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ทำได้ด้วยวิธีนี้ดังต่อไปนี้

1. เมื่อเริ่มมีอาการปวดเข่า ให้สังเกตว่ามีอาการบวมแดงร้อนหรือไม่ หากมี ในวันแรกของอาการปวดควรประคบด้วยแผ่นเย็น และวางพาดขาให้สูง

2. ท่าทางใดที่ทำให้ปวดควรหยุดทำท่านั้นๆ ก่อน จนกว่าอาการจะหายดี

3. หลีกเลี่ยงการยืน เดินนานๆ เพราะจะทำให้เข่าต้องรับน้ำหนักตัวตลอดเวลา และเพิ่มอาการบาดเจ็บมากขึ้น ทั้งนี้ หากภายใน 3-5 วัน อาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางก่อนที่อาการจะลุกลาม

 

ภาพ freepik

3 เดือน “งดเหล้าเข้าพรรษา” แล้วได้อะไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594935

  • วันที่ 17 ก.ค. 2562 เวลา 08:00 น.

3 เดือน "งดเหล้าเข้าพรรษา" แล้วได้อะไร?

“งดเหล้าเข้าพรรษา” ตัวเรา-ครอบครัว-สังคมได้อะไรบ้าง?

จากการเก็บสถิติผลการสำรวจสถานการณ์การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในช่วงปี 2544-2560 พบคนไทยมีแนวโน้มการดื่มลดลง จากร้อยละ 32.7 ในปี 2544 เหลือร้อยละ 28.4 ในปี 2560 ผลคือมีคนไทย 15.9 ล้านคนที่ยังคงดื่มอยู่ และจากข้อมูลการสำรวจภาวะสุขภาพอนามัยของประชาชนไทยโดยวิธีการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 ปี 2557 มีผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ในระดับอันตรายลดลงเหลือร้อยละ 3.4 ลดจากปี 2547 ที่อยู่ที่ ร้อยละ 9.1

ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มการดื่มของคนไทยโดยรวมลดลง สอดคล้องกับข้อมูลค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ลดลงเหลือ 142,230 ล้านบาท ในปี 2560 จาก 151,607 ล้านบาท ในปี 2548

นอกจากนี้ จากการประเมินผลจากการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาต่อการลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากทุกสาเหตุและการบาดเจ็บและเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ พบว่าในเดือนที่มีการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากทุกสาเหตุลงร้อยละ 9 และการเสียชีวิตจากแอลกอฮอล์ลดลง ร้อยละ 25 และยังส่งผลให้การดื่มลดลง ร้อยละ 10 อีกด้วย

ส่วนผลด้านสุขภาพ เมื่อดื่มเหล้า เซลล์ตับจะกำจัดสารพิษจากแอลกอฮอล์ทำให้ตับสูญเสียการทำงานเกิดไขมันสะสมในตับ เมื่อได้ออกกำลังกายจะดึงไขมันสะสมไปใช้ทำให้ตับทำงานได้ดีขึ้น ยิ่งดื่มมาก เซลล์ตับยิ่งทำงานหนักและถูกทำลายมากขึ้น สารพิษถูกกำจัดได้น้อยลง เอนไซม์สูงขึ้น กลายเป็นตับอักเสบและไขมันแทรกตับ ทุกครั้งที่ดื่ม เซลล์ยิ่งทำงานหนัก จนเกิดภาวะพังผืดและเป็นแผลในเนื้อเยื่อตับ และเป็นตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด

4 ได้…ใน 3 เดือน ท่องไว้เตือนตัวเอง

ช่วงเข้าพรรษา 3 เดือนถือเป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนแปลงตนเอง แน่นอนว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นย่อมส่งผลดีที่จากตอนแรก แค่ตั้งใจงดเหล้า 3 เดือน คุณอาจตัดสินใจงดเหล้าตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้

  1. ได้รักษาสุขภาพ – เข้าพรรษาถือเป็นช่วงพักดื่ม พักตับ เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้น และให้ตับฟื้นฟู ซ่อมสร้างตัวเอง สร้างเซลล์ใหม่และกำจัดสารพิษจากร่างกาย
  2. ได้ความรักจากคนรอบข้าง – คนรอบข้างมักห่วงใยสุขภาพของผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การงดดื่มเป็นการแสดงออกความรู้สึกที่มีต่อคนรอบข้าง เชื่อมความสัมพันธ์และให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น
  3. ได้เงินเก็บ – การดื่มคนเดียวหรือหลายคน ก็มีค่าใช้จ่ายสูงในแต่ละเดือน การงดดื่มช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเป็นการเก็บรักษาให้มีเงินเหลือออมมากขึ้น
  4. ได้ความปลอดภัย – อุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มแล้วขับส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น การงดดื่มช่วยลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุและการทะเลาะวิวาทกับคนรอบข้าง

ทางด้าน ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) ได้เผยประโยชน์ของการงดเหล้าเข้าพรรษาไว้ 3 ด้าน ได้แก่

  1. คนที่ลด ละ เลิกได้เอง จะทำให้สุขภาพดีขึ้น ตับได้พักผ่อน แต่ความจริงแล้วตับเป็นเพียงตัวแทนอวัยวะของร่างกาย เพราะแอลกอฮอล์ทำลายทุกอวัยวะ ซึ่งแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุกว่า 200 โรค เข้าพรรษานี้นอกจากพักตับแล้ว ยังพักทุกอวัยวะทำให้สุขภาพดีขึ้น
  2. ครอบครัว เงินจากการซื้อเหล้าก็เปลี่ยนไปเป็นอาหารที่รับประทานได้ทั้งครอบครัว และซื้อของจำเป็นอื่นๆ นอกจากนี้ก็ยังมีเวลาเหลือ เพราะเวลาที่อยู่ในวงเหล้าเปลี่ยนมาให้ครอบครัว ซึ่งหลายครอบครัวบอกว่าช่วงสามเดือนแห่งการเข้าพรรษาถือเป็นเวลาที่มีความสุขที่สุด
  3. สังคม พบว่าสถิติทางอุบัติเหตุและอาชญากรรมลดลงชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพระยะยาวไม่ใช่แค่การออกกำลังกายเพียงเท่านั้น ยังมีปัจจัยเล็กๆ น้อ ๆ ทั้งการรับประทานอาหาร การงดเหล้า การไม่สูบบุหรี่ การพักผ่อน สสส.อยากให้ทุกคนใช้โอกาสในวันเข้าพรรษา เป็นก้าวแรกของการดูแลสุขภาพ มางดเหล้า เข้าพรรษา เปลี่ยนเวลาเสี่ยงมาเป็นเวลาสร้างเสริมสุขภาพที่ดี หากใครไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ทางทีมเว็บไซต์ขอเชิญชวนทุกท่านมาเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ งดเหล้า เข้าพรรษา

รู้วิธีบริโภคให้ปลอดภัย ป้องกันพยาธิตืดฝังลิ้นเพราะการกินอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594996

  • วันที่ 16 ก.ค. 2562 เวลา 17:50 น.

รู้วิธีบริโภคให้ปลอดภัย ป้องกันพยาธิตืดฝังลิ้นเพราะการกินอาหาร

กรมควบคุมโรค แนะประชาชนให้สังเกตตัวเองหากสงสัยว่ามีตัวพยาธิในร่างกาย เช่น มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย น้ำหนักตัวลดผิดปกติ ถ้าไม่แน่ใจสามารถไปพบแพทย์ให้ตรวจวินิจฉัย เพื่อให้ยาฆ่าพยาธิที่มีประสิทธิภาพ

จากกรณีที่มีรายงานข่าวหญิงรายหนึ่งมีซีสต์หรือถุงตัวอ่อนพยาธิตืดหมูฝังอยู่ในลิ้น  น.พ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า พยาธิตืดสามารถพบได้ทั้งในคนและในสัตว์เลี้ยงที่สามารถติดต่อมาสู่คนได้ เช่น หมู สุนัข แมว วัว ควาย รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

ส่วนพยาธิตืดหมูที่พบในคนจะมีหมูเป็นตัวนำกึ่งกลางกินอาหารที่ปนเปื้อนไข่พยาธิ หรือในอุจจาระคน แล้วเกิดเป็นถุงตัวอ่อนในหมูเรียกกันว่าพยาธิเม็ดสาคูในเนื้อหมู เมื่อคนกินเม็ดสาคูในเนื้อหมูเข้าไป จะเจริญเป็นตัวเต็มวัยในลำไส้เล็ก และพยาธิตืดมีอายุในคนได้นานถึง 25 ปี ซึ่งสามารถกินยาถ่ายพยาธิตืดออกมาได้

หากคนเรากินอาหารที่มีไข่พยาธิตืดหมูที่ปนเปื้อนมากับอาหารหรือน้ำดื่ม หรืออาเจียนขย้อนพยาธินี้มาที่กระเพาะ พยาธิตัวอ่อนจะฟักจากไข่แล้วไชทะลุลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดหรือน้ำเหลืองไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น สมอง ตา กล้ามเนื้อ กระพุ้งแก้ม และลิ้น เป็นต้น ซึ่งการเกิดโรคมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตำแหน่ง จำนวน และอายุของถุงตัวอ่อนที่เข้าไปฝังอยู่ที่อวัยวะใด เช่น ฝังที่สมองอาจทำให้เกิดอาการชัก ความดันในสมองสูง เคลื่อนไหวผิดปกติ หากฝังที่ตาทำให้บวม เลือดออก มองเห็นมัว หากฝังที่กล้ามเนื้ออาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบรุนแรงในระยะแรก และบวมแดง ดังนั้น การที่ถุงตัวอ่อนพยาธิตืดเข้าไปฝังอยู่ในลิ้นตามที่เป็นข่าว จึงต้องพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย และผ่าเอาถุงตัวอ่อนพยาธิออก

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคหนอนพยาธิและโปรโตซัวในลำไส้ของประเทศไทย ในปี 2552 เก็บตัวอย่างอุจจาระ 15,555 ตัวอย่าง ตรวจพบพยาธิตืดหมู-วัว 113 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 0.73 และในปี 2557 เก็บตัวอย่างอุจจาระ 10,140 ตัวอย่าง พบพยาธิตืดหมู-วัว 43 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 0.42

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก ได้จัดให้พยาธิตืดหมู และซิสติเซอร์โคซิส เป็นกลุ่มโรคเขตร้อนที่ไม่ได้รับความสำคัญ (เป็นโรคที่ถูกละเลย) แต่ในปี 2553 แผนงานโรคเขตร้อนที่ไม่ได้รับความสำคัญ (โรคที่ถูกละเลย) ได้จัดทำกลยุทธ์ที่จะนำไปสู่เป้าหมายในการควบคุมและกำจัดโรคพยาธิตืดหมู และซิสติเซอร์โคซิส ในประเทศที่ได้รับการเลือกจากองค์การอนามัยโลก ภายในปี 2563

กรมควบคุมโรค แนะประชาชนให้สังเกตตัวเองหากสงสัยว่ามีตัวพยาธิในร่างกาย เช่น มีปัญหาเรื่องระบบขับถ่าย น้ำหนักตัวลดผิดปกติ ถ้าไม่แน่ใจสามารถไปพบแพทย์ให้ตรวจวินิจฉัย เพื่อให้ยาฆ่าพยาธิที่มีประสิทธิภาพ เพราะอาจเป็นหนอนพยาธิชนิดอื่นๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบสุขาภิบาลและระบบสุขภาพของไทยดีขึ้นมาก การขับถ่ายอย่างเป็นระบบ ทำให้ปัญหาโรคหนอนพยาธิลดลงไปมาก

มาตรการในการป้องกันโรคพยาธิตืดหมู

  • ควรเลือกซื้อเนื้อหมู ผัก และผลไม้ ที่สด สะอาด จากแหล่งที่ถูกสุขลักษณะ
  • กรณีเนื้อหมูจะต้องล้างทำความสะอาด หรือแช่แข็งที่อุณหภูมิต่ำกว่า –5 ๐C หรือ 23 ๐F (การแช่แข็งนานติดต่อกัน 4 วัน สามารถฆ่าตัวอ่อนในถุงหุ้มซีสต์พยาธิตืดได้)
  • ควรปรุงให้สุกด้วยความร้อน
  • ดื่มน้ำสะอาด
  • ส่วนผัก ผลไม้ต้องล้างผ่านน้ำหลายๆ รอบให้สะอาดก่อนรับประทาน เพราะผักบางชนิดต้องกินสดๆ
  • ควรขับถ่ายอุจจาระลงส้วม และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร ก่อนปรุงอาหาร และหลังถ่ายอุจจาระทุกครั้ง เพราะในสิ่งแวดล้อมทั่วไปก็มีหนอนพยาธิชนิดต่างๆ ด้วยเช่นกัน

คุณแม่ตั้งครรภ์ กินซูชิ ซาชิมิ ได้หรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594901

  • วันที่ 16 ก.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

คุณแม่ตั้งครรภ์ กินซูชิ ซาชิมิ ได้หรือไม่

สำหรับว่าที่คุณแม่ที่เป็นสาวกอาหารญี่ปุ่น ผู้คลั่งไคล้ซูชิ ปลาดิบ ซาชิมิ แต่กำลังกังวลว่าตัวเองสามารถกินอาหารเหล่านั้นได้หรือต้องงดกินเพราะจะเป็นอันตรายกับลูกในครรภ์ มาดูคำตอบกัน

คุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนที่เป็นสาวกอาหารญี่ปุ่นอย่างซูชิหรือปลาดิบ อาจกังวลว่าตัวเองสามารถกินอาหารตามเดิมก่อนหน้าจะอุ้มท้องได้หรือไม่ ซึ่งบางคนก็เข้าใจผิดคิดว่าจำเป็นต้องงดกินซูชิ แต่จริงๆ แล้วซูชิที่ผ่านการปรุงสุกอย่างถูกวิธีนั้นไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพครรภ์ แล้วคุณแม่ตั้งครรภ์ควรเลือกหรือควรเลี่ยงกินซูชิประเภทไหนบ้างนั้น มาดูกันเลย

เพราะเหตุใดคนท้องถึงไม่ควรกินปลาดิบ?

คนที่กำลังตั้งครรภ์ต้องพิถีพิถันในการเลือกรับประทานอาหารเป็นพิเศษ เพราะผู้หญิงที่ตั้งครรภ์มักมีภูมิคุ้มกันลดลงจึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อและการเกิดภาวะอาหารเป็นพิษได้ง่าย แม้คนท้องจะกินซูชิได้ก็ควรเลือกซูชิแบบที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น เพราะปลาดิบรวมถึงอาหารทะเลดิบๆ เป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่คนท้องควรหลีกเลี่ยง ด้วยเหตุผลดังนี้

  1. เสี่ยงต่อการปนเปื้อนพยาธิและเชื้อจุลินทรีย์ ปลาดิบ รวมถึงกุ้งดิบ หอยดิบ หรือปูดิบ ล้วนเสี่ยงต่อการปนเปื้อนปรสิต เชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย เช่น พยาธิชนิดต่างๆ โนโรไวรัส เชื้ออหิวาต์ เชื้อซาลโมเนลลา และเชื้อลิสทีเรีย เป็นต้น ทั้งนี้ แม้ปลาดิบน้ำจืดมีโอกาสปนเปื้อนพยาธิสูง แต่ก็ใช่ว่าปลาดิบน้ำเค็มจะปลอดภัยเสมอไป ปลาน้ำเค็ม โดยเฉพาะแซลมอน เสี่ยงต่อการปนเปื้อนพยาธิอะนิซาคิส หากกินอาหารที่มีพยาธิชนิดนี้เข้าไปจะทำให้มีอาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือเกิดอาการแพ้ ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ แม้มีโอกาสค่อนข้างน้อยก็ตาม  นอกจากพยาธิแล้ว เชื้อลิสทีเรียก็เป็นแบคทีเรียอีกชนิดหนึ่งที่มักปนเปื้อนมากับปลาดิบในระหว่างกระบวนการผลิต ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าคนท้องมีโอกาสติดเชื้อลิสทีเรียสูงกว่าคนทั่วไปถึง 20 เท่า อีกทั้งเชื้อชนิดนี้ยังสามารถแพร่กระจายสู่ทารกในครรภ์ผ่านทางรกได้ แม้ว่าแม่จะไม่แสดงอาการป่วยเลยก็ตาม โดยแม่ที่ติดเชื้ออาจเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด การแท้งบุตร รวมถึงภาวะทารกตายในครรภ์ด้วย
  2. เสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารปรอท โลหะหนักชนิดหนึ่งที่เป็นพิษต่อร่างกาย มักปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำต่างๆ รวมถึงในทะเล หากร่างกายได้รับสารปรอทในปริมาณมาก อาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน และไต อีกทั้งอาจทำให้เด็กในท้องบกพร่องทางพัฒนาการ แพทย์จึงแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์หลีกเลี่ยงการบริโภคปลาที่เสี่ยงมีสารปรอทปนเปื้อนสูง อย่างปลาอินทรี ปลาฉลาม ปลากระโทงดาบ และปลาทูน่า

แม้คนท้องบางคนอาจผิดหวังที่ต้องงดกินอาหารจานโปรดอย่างซูชิหน้าปลาและอาหารทะเลดิบ แต่อย่าลืมว่าซูชินั้นก็มีอีกหลายหน้าให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้เลือกกิน อีกทั้งการกินซูชิที่ปรุงสุกและไม่มีสารหรือเชื้อโรคปนเปื้อนนั้น นอกจากไม่ทำให้เกิดอันตรายใดๆ แล้ว ยังทำให้ร่างกายคุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับสารอาหารที่สำคัญมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของตนเองและพัฒนาการของลูกน้อยในท้องด้วย

สุดท้ายแล้ว คนท้องควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสมเสมอ และควรกินปลาประมาณสัปดาห์ละ 2-3 หน่วยบริโภค แต่หากคุณแม่ตั้งครรภ์ท่านใดยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักการกินอาหารที่ถูกต้องในระหว่างที่อุ้มท้อง ควรไปพบแพทย์เพื่อขอรับคำแนะนำเพิ่มเติม

จับพิรุธ 8 จุดสังเกต “สัญญาณภาวะซึมเศร้า” ในผู้สูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594867

  • วันที่ 15 ก.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

จับพิรุธ 8 จุดสังเกต "สัญญาณภาวะซึมเศร้า" ในผู้สูงอายุ

ปัญหาใหญ่ในผู้สูงอายุที่คนในครอบครัวกังวล หนึ่งในนั้นต้องมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตอย่าง “ภาวะซึมเศร้า” แม้ไม่ใช่โรคภัยที่แสดงอาการทางร่างกายอย่างชัดเจน แต่หากปล่อยไว้ภาวะเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจและนำไปสู่ “โรคซึมเศร้า” ซึ่งส่งผลต่อความสุขในการดำเนินชีวิต รวมทั้งกระทบต่อคนรอบข้าง

8 จุดสังเกต “ภาวะซึมเศร้า” ในผู้สูงอายุส่วนใหญ่เริ่มจากอาการดังต่อไปนี้

1.กินอาหารน้อยลงหรือไม่อยากกินอาหารเลยจนน้ำหนักลดลง คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ผู้สูงอายุที่กินอาหารได้น้อยลงหรือน้ำหนักลดลง มีโอกาสที่จะขาดสารอาหาร ควรดูแลให้ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ ให้กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และไม่กระทบต่อโรคประจำตัว

2.รู้สึกเบื่อหน่าย อะไรที่เคยชอบก็ไม่อยากทำ ไม่ค่อยสนใจ หรือไม่สนใจที่จะดูแลตัวเอง จากที่เคยเป็นคนใส่ใจดูแลตนเองมาก แต่ตอนนี้กลับไม่สนใจการแต่งตัว ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล คือพยายามกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมง่ายๆ ให้เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น ควรกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำความสะอาดช่องปาก กระตุ้นให้เคลื่อนไหวร่างกาย และหากผู้สูงอายุมีปัญหาทางการได้ยิน ควรพบแพทย์เพื่อใส่เครื่องช่วยฟัง หรือหากมีปัญหาด้านการมองเห็น ควรให้ตรวจสายตาและใส่แว่นตา

3.เริ่มไม่ค่อยอยากไปไหน ชอบเก็บตัวอยู่กับบ้าน คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล กรณีผู้สูงอายุปลีกตัวจากผู้อื่น ใครชวนไปไหนก็ไม่อยากไป ถ้าปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้จะทำให้ผู้สูงอายุปลีกตัวมากขึ้น อารมณ์จะยิ่งเลวร้ายลง ควรหากิจกรรมทำ โดยควรเริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ ในครอบครัว พาไปกินข้าวนอกบ้าน ปิกนิก หรือเดินเล่นในสวนสาธารณะ

4.นอนไม่ค่อยหลับในเวลากลางคืน คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล หากผู้สูงอายุนอนกลางวันควรนอนระหว่าง 12.00-14.00 น. แล้วปลุก เพราะถ้านอนกลางวันมากเกินไป ตอนกลางคืนย่อมมีปัญหาการนอน และหากตอนกลางคืนไม่หลับ อาจชวนทำกิจกรรมเบาๆ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือฟังธรรมมะ หากนอนไม่หลับติดต่อกัน 3-4 วันขึ้นไป ควรพบแพทย์

5.พูดคุยน้อยลง คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ควรให้ความรัก ความใส่ใจความรู้สึก อารมณ์ และความคิด พร้อมทั้งให้โอกาสผู้สูงอายุพูดในสิ่งที่ต้องการ ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า ความคิดและการเคลื่อนไหวจะช้าลง ทำให้บางทีแม้อยากจะพูด แต่ก็พูดไม่ทัน จึงควรเปิดโอกาสให้พูด ไม่ควรขัดจังหวะหรือพูดตัดบท และผู้ดูแลควรเป็นฝ่ายตั้งคำถามก่อน ชวนพูดคุยเรื่องที่ผู้สูงอายุสนใจ หรือชวนคุยถึงเรื่องราวในอดีตที่มีความสุข

6.อารมณ์ขึ้นลงง่าย บางครั้งหงุดหงิดฉุนฉียว คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ไม่ควรโต้เถียงเพราะอาจทำให่ผู้สูงอายุยิ่งเกิดอารมณ์ขุ่นมัว เป็นอุปสรรคขวางกั้นความสัมพันธ์ ผู้ดูแลควรรับฟังอย่างเข้าใจ ปล่อยให้ผู้สูงอายุระบายความรู้สึกออกมาก่อน จากนั้นลดสาเหตุที่ทำให้หงุดหงิด เบนความสนใจไปยังเรื่องที่มีความสุข หรืออาจจัดให้พักผ่อนในสถานที่สงบ รับฟังอย่างตั้งใจ อาจจะจับมือและนวดเบาๆ ที่หลังมือของผู้สูงอายุระหว่างคุย จะช่วยลดอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวได้

7.บ่นว่าไม่สบาย ทั้งที่ตรวจแล้วไม่พบอะไรผิดปกติ คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล การบ่นว่าปวดคลอดเวลาเป็นสัญญาณหนึ่งที่แสดงว่าผู้สูงอายุต้องการความรักและความเอาใจใส่มากขึ้น ผู้ดูแลไม่ควรพูดตอกย้ำว่าผู้สูงอายุไม่ได้เป็นอะไร แม้แพทย์จะตรวจแล้วก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ผู้ดูแลควรพูดถึงอาการที่ผู้สุงอายุบ่น เพื่อให้เขารู้สึกว่าได้รับความเอาใจใส่จากผู้ดูแล รู้สึกว่าผู้ดูแลรับฟังและให้ความสำคัญกับปัญหาของเขา การสื่อสารด้วยความรัก คอยสัมผัสและดูแลด้วยความใส่ใจ เป็นการทดแทนหรือเติมเต็มสิ่งที่ผู้สูงอายุอยากได้รับมากที่สุด

8.รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและไม่อยากอยู่เป็นภาระของลูกหลาน คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ปัญหาเรื่องผู้สูงอายุคิดอยากทำร้ายตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผู้ดูแลต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยสัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ การที่ผู้สูงอายุชอบบ่นว่าไม่ไหว ไม่อยากอยู่แล้ว เบื่อโลก เบื่อชีวิต พูดฝากฝังลูกและครอบครัวไว้กับคนใกล้ชิด จัดการสมบัติ ทำพินัยกรรม ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาอันควร รู้สึกสงสัยว่าตนเองเกิดมาทำไม ในเมื่อเกิดมาแล้วก็เป็นภาระให้คนอื่น

ส่วนการเฝ้าระวังเมื่อผู้สูงอายุมีพฤติกรรมดังกล่าว คือการเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดพยายามไม่ให้คลาดสายตา การระวังสิ่งของที่ใช้เป็นอาวุธได้ เช่น เชือก มีด กรรไกร ปืน ยาฆ่าแมลง หรือยารักษาโรค ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุจะมียาหลายชนิดอยู่กับตัว บางทีเกิดความคิดอยากจะหลับไปเลยไม่อยากตื่นขึ้นมา ก็จะกินยาทั้งหมดที่มี ที่สำคัญคือหมั้นพูดคุย สัมผัส และแสดงถึงความรักความใส่ใจอยู่เสมอ

งานวิจัยชี้ “ดื่มน้ำผลไม้” เชื่อมโยงกับ “โรคมะเร็ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594859

  • วันที่ 15 ก.ค. 2562 เวลา 07:50 น.

งานวิจัยชี้ “ดื่มน้ำผลไม้” เชื่อมโยงกับ “โรคมะเร็ง”

รู้หรือไม่ ดื่มน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่น้ำตาลทุกวันอย่างน้อย 1-2 แก้ว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคและหนึ่งในนั้นคือ “มะเร็ง” แล้วจะเลือกดื่มน้ำผลไม้อย่างไรให้ได้ประโยชน์?

สื่อนอกรายงานผลงานวิจัยในวารสารทางการแพทย์ British Medical Journal ล่าสุด ระบุจากผลงานวิจัยในหัวข้อ Sugary drink consumption and risk of cancer หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลทั้งจากการปรุงแต่งและจากธรรมชาติ รวมไปถึงน้ำผลไม้ พบความเกี่ยวโยงกันระหว่าง “น้ำผลไม้” กับ “โรคมะเร็ง” หรือการดื่มน้ำผลไม้อาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

โดยทำการศึกษากับคนวัย 42 ปีที่มีสุขภาพดีจำนวน 101,257 คน และติดตามการดื่มเครื่องดื่มที่มีความหวานจากน้ำตาลการปรุงแต่งกว่า 94 ชนิด ทั้งน้ำอัดลม เกลือแร่ น้ำผลไม้ รวมไปถึงเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานอีก 12 ชนิด พบว่า หากดื่มเครื่องดื่มในปริมาณ 100 มิลลิลิตรเท่ากัน โดยเฉพาะกับน้ำอัดลม และน้ำผลไม้ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่ไม่แตกต่างกัน

ทั้งนี้้ การดื่มน้ำอัดลม 100 มิลลิลิตร มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง 18% ขณะที่การดื่มน้ำผลไม้ 100 มิลลิลิตร มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง 12% นอกจากนี้ ในงานวิจัยยังระบุอีกว่า ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ได้ดื่มน้ำผลไม้ทุกวันก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ดื่มน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่น้ำตาลทุกวันอย่างน้อย 1-2 แก้ว ก็จะถือว่ามีความเสี่ยงที่นำไปสู่โรคอื่นๆ ได้มาก และหนึ่งในนั้นคือ “มะเร็ง” ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ได้ทำการวิจัยร่วมด้วยแต่ก็ปราศจากน้ำตาล คือ น้ำเปล่า ชาที่ไม่มีรสหวาน กาแฟ ก็ไม่มีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ระบุให้ชัดว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้การดื่มน้ำผลไม้จะมีส่วนในการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง แต่ก็พอจะสรุปได้ว่าสิ่งนั้นน่าจะเป็น “น้ำตาล” จากน้ำผลไม้นั่นเอง

แล้วจะเลือกดื่มน้ำผลไม้อย่างไรให้ได้ประโยชน์?

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบหรือเลือกดื่มน้ำผลไม้ ควรควบคุมปริมาณให้พอเหมาะ โดยไม่ควรดื่มเกินวันละ 1 แก้วเล็ก หรือ 150 มิลลิลิตร และดื่มพร้อมมื้ออาหารแล้วแปรงฟันทุกครั้ง เนื่องจากน้ำผลไม้นั้นมีน้ำตาลสูง เสี่ยงทำให้ฟันผุได้ รวมทั้งเลือกดื่มน้ำผลไม้ที่มั่นใจได้ว่าสดใหม่และมีคุณค่าทางสารอาหาร ดังนี้

  • น้ำผลไม้คั้นสด แต่ต้องคั้นโดยไม่ผ่านความร้อน เพื่อไม่ให้สูญเสียคุณค่าทางสารอาหาร ซึ่งน้ำผลไม้ที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะคงความสดและแร่ธาตุวิตามินต่าง ๆ ได้มากกว่า และผู้บริโภคยังมั่นใจได้ว่าไม่มีการเติมน้ำตาล สารให้ความหวาน หรือสารเติมแต่งกลิ่นรสใด ๆ หากซื้อจากร้านน้ำผลไม้ปั่นหรือคั้นสดก็ควรสั่งแบบหวานน้อยหรือแบบไม่เติมน้ำตาล และอาจดื่มแบบผสมผักผลไม้หลากหลายชนิดเพื่อเพิ่มคุณค่าทางสารอาหาร

  • เครื่องดื่มสมูทตี้ เป็นการปั่นรวมผักผลไม้และส่วนผสมหลายอย่างเข้าด้วยกัน เช่น นม โยเกิร์ต โปรตีน เมล็ดแฟล็กซ์ เมล็ดเจีย เป็นต้น ซึ่งนับเป็นทางเลือกที่ดีในการช่วยเปลี่ยนผักหรือผลไม้ที่ไม่ชอบให้เป็นเมนูอร่อยและได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ หากปกติไม่ชอบกลิ่นเหม็นเขียวของผักใบเขียว อาจนำผักโขมมาปั่นรวมกับผลไม้ตระกูลเบอร์รี่หรือพีชที่มีกลิ่นหอมเพื่อกลบกลิ่นเขียว ตามด้วยนมหรือโยเกิร์ต ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย และควรเลือกโยเกิร์ตธรรมชาติไขมันต่ำ รวมทั้งควบคุมปริมาณผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงอย่างกล้วย และส่วนผสมอื่น ๆ ด้วย เพราะอาจทำให้ได้รับแคลอรี่มากเกินไปได้

ทั้งนี้ การเลือกดื่มน้ำผลไม้ที่ปั่นแบบไม่แยกกากจะให้คุณค่าทางสารอาหารและมีกากใยมากกว่า ทั้งยังทำให้รู้สึกอิ่มด้วย ในขณะที่น้ำผลไม้คั้นแยกกากนั้นไม่ได้ช่วยให้รู้สึกอิ่ม จึงทำให้ต้องรับประทานอาหารอื่นๆ เพิ่ม ส่งผลให้ได้รับแคลอรี่สูงขึ้นในแต่ละวัน นอกจากนี้ หลังจากคั้นหรือปั่นก็ควรดื่มให้หมดภายในครั้งเดียว เพราะหากปล่อยไว้ แบคทีเรียจะค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น ส่งผลให้มีอาการท้องไส้ปั่นป่วนหรือถ่ายท้องตามมาได้ ส่วนน้ำผลไม้คั้นสดในบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ก็ควรเลือกที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์มาแล้ว

ข้อดี vs ข้อเสียพวงเครื่องปรุง ปรุงแล้วได้อะไร…ไปดู?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594830

  • วันที่ 14 ก.ค. 2562 เวลา 17:30 น.

ข้อดี vs ข้อเสียพวงเครื่องปรุง ปรุงแล้วได้อะไร...ไปดู?

เราต่างมีรสชาติอาหารที่ถูกปากเป็นของตัวเอง บางคนชอบรสหวาน เค็ม เผ็ด เปรี้ยว ส่วนบางคนก็ไม่ชอบปรุงรสอะไรเพิ่มเลย แล้วรู้ไหมว่ารสชาติต่างๆ ที่เราปรุงในอาหารนั้นมีข้อดีข้อเสียกับร่างกายอย่างไร

เติมน้ำปลาเพิ่มรสเค็ม

ข้อดี – โซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของเกลือ ทำหน้าที่ควบคุมความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ควบคุมระดับความเป็นกรด-ด่างของเลือด ช่วยขับร้อน ลดเลือดออกตามไรฟัน บำบัดอาการท้องเฟ้อ

ข้อเสีย – เมื่อร่างกายมีโซเดียมจากเกลือสูงกว่าปกติ จะพยายามขับออกทางปัสสาวะ ทำให้รู้สึกคอแห้งกระหายน้ำ ร้อนใน หรือรุนแรงถึงขั้นภาวะขาดน้ำได้ นอกจากนี้ รสเค็มจะทำให้เลือดในร่างกายไหลเวียนช้า ทำให้ความดันโลหิตสูง และหัวใจทำงานหนักขึ้น

เติมน้ำตาลเพิ่มรสหวาน

ข้อดี – น้ำตาลจัดอยู่ในอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานกับร่างกายโดยทันที จึงรู้สึกสดชื่นกระปรี้ประเปร่า ส่งเสริมการทำงานของกระเพาะอาหารและม้าม มีสรรพคุณทางยารักษาอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ แก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงกำลัง และแก้กระหาย

ข้อเสีย – เมื่อกินรสหวานมากๆ ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน เพราะการได้รับน้ำตาลมากเกินไป ร่างกายจะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้ ทำให้อ้วนเพราะร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคไต ฟันผุ คนเป็นเบาหวานยิ่งกินหวานมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้ตับอ่อนทำงานหนักและเป็นอันตรายมากเท่านั้น

เติมน้ำส้มเพิ่มรสเปรี้ยว

ข้อดี – ความเปรี้ยวช่วยในการกระตุ้นตับและถุงน้ำดีให้ปล่อยน้ำย่อย ช่วยในการดูดซึมอาหารของร่างกาย ฟอกเลือด เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยขับเสมหะ แก้เลือดออกตามไรฟัน

ข้อเสีย – การกินอาหารรสเปรี้ยวมากเกินไป มักทำให้ท้องเสีย ร้อนใน และระบบน้ำเหลืองในร่างกายมีปัญหา จึงทำให้แผลหายช้า และเป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดฟันผุ

เติมพริกเพิ่มรสเผ็ด

ข้อดี – อาหารรสเผ็ดช่วยให้การทำงานของปอดและลำไส้เป็นไปตามปกติ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ และยังช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อเสีย – ก่อให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ อาหารรสเผ็ดจำพวกเครื่องแกงมักมีส่วนผสมของเกลือ กะปิ ผงชูรส ซึ่งมีโซเดียมอยู่มาก จึงเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตและความดันโลหิตสูง แถมก่อให้เกิดสิว เพราะความเผ็ดจะทำให้ต่อมไขมันทั่วร่างกายทำงานหนักกว่าปกติ

เครื่องแกงไทย สุดยอดอาหารสุขภาพใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594826

  • วันที่ 14 ก.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

เครื่องแกงไทย สุดยอดอาหารสุขภาพใกล้ตัว

ส่วนประกอบของอาหารไทยอย่าง “เครื่องแกง” นอกจากจะแฝงไปด้วยนานาสมุนไพรไทย ยังอัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย

อาหารไทยนอกจากจะมีความอร่อยจนได้รับความนิยมไปทั่วโลกแล้ว ยังเป็นอาหารที่เหมาะสมกับสุขภาพ เพราะมีความหลากหลายของชนิดอาหาร และมีครบถ้วนแทบทุกหมู่ จึงให้สารอาหารค่อนข้างครบถ้วน โดยส่วนประกอบของอาหารไทยจะมีพริกเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ซึ่งถือว่ามีความโดดเด่นในด้านประโยชน์เชิงสุขภาพ

นอกจากนี้ ตำรับแกงและผัด หรือพริกแกง แต่ละชนิดของไทยจะมีส่วนประกอบหลักที่เหมือนกัน คือ พริก หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ข่า และผิวมะกรูด (kaffir lime peels) นำมาตำให้ละเอียดจนได้พริกแกงแล้วยังให้คุณสมบัติในการป้องกันโรคต่างๆ

คุณประโยชน์ต่างๆ ของ “เครื่องแกงไทย”

“พริก” มีคุณสมบัติที่มีส่วนช่วยในระบบไหลเวียนของเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้า ป้องกันการเกิดมะเร็ง

“กระเทียม” มีฤทธิ์ในการลดระดับคอลเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต

“ตะไคร้” มีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด ลดความดันโลหิต ตลอดจนป้องกันการเกิดมะเร็ง

“หอมแดง” ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

“ข่า” มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา แบคทีเรีย และยีสต์ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกมะเร็ง

“ผิวมะกรูด” มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดความดันโลหิต เป็นต้น นอกจากนี้การนำเครื่องเทศสมุนไพรดังกล่าวมาบดตำด้วยกันทำให้สารพฤกษเคมี หรือสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพต่างๆ ออกมาผสมรวมกันและออกฤทธ์ทั้งเสริมหรือต้านกันจนก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อสุขภาพด้วย

ทั้งนี้ ยังผลการศึกษาวิจัยพบว่า อาหารไทยหลากชนิดล้วนเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ มีผลดีต่อสุขภาพโดยเฉพาะเมนูที่มีพริกแกงและน้ำพริก ซึ่งล้วนใช้พริกเป็นวัตถุดิบจึงเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารไทยที่มีส่วนประกอบของเครื่องแกงเหล่านี้ จึงถือเป็นอีกวิธีที่จะช่วยสร้างสุขภาพได้ ซึ่งต้องควบคู่ไปกับการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมด้วย

ไขปริศนา ‘ชานมไข่มุก’ ทำไมยิ่งกิน ยิ่ง(เสพ)ติด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/594785

  • วันที่ 14 ก.ค. 2562 เวลา 12:05 น.

ไขปริศนา 'ชานมไข่มุก' ทำไมยิ่งกิน ยิ่ง(เสพ)ติด?

นักวิชาการ ถอดรหัสลับความฟินชานมไข่มุก 1 แก้วแม้จะให้พลังงานเท่ากับ เย็นตาโฟ หนึ่งชาม แต่คุณค่าและสารอาหารที่ได้รับนั้นมันแตกต่างกัน

ใครที่ชื่นชอบในรสชาติ ความหวาน มัน หอม ของตัวชานม ยิ่งได้ความหนึบหนับของเม็ดไข่มุกมาช่วยเพิ่มความฟินขึ้นไปอีกระดับ ที่หลายคนรู้ทั้งรู้ว่ากินบ่อยๆแล้วอาจทำให้อ้วนขึ้นมาง่ายๆ แต่ก็ยังไม่สามารถหักห้ามใจได้ จนกลายเป็นทาสชานมไข่มุก ที่แม้ว่าอยากจะเลิก(กิน)แต่ก็ยังทำไม่ได้ เรามาดูกันว่า อะไรคือสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้หลายคนหลงใหลในเครื่องดื่มเมนูนี้

ชานมไข่มุก 1 แก้ว เท่ากับเย็นตาโฟ 1ชาม

ไชยสิทธิ์ พันธุ์ฟูจินดา อาจารย์ประจำสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธ.) เปิดเผยว่าการบริโภคชานมไข่มุก 1 แก้วให้พลังงาน 240-360 กิโลแคลอรี (Kcal) แบ่งออกเป็น คาร์โบไฮเดรต 45-62 กรัม ไขมัน 0-14 กรัม โปรตีน 0.4-2 กรัม ขึ้นอยู่กับชนิดของส่วนผสมวัตถุดิบ เช่น ครีมเทียม ชนิดของไข่มุก และปริมาณของน้ำตาลที่ให้ความหวาน ขนาดของแก้วชานมไข่มุกที่แตกต่างกัน

การบริโภคชานมไข่มุก 1 แก้ว เปรียบได้กับการรับประทานอาการเมนู เย็นตาโฟ 1 ชาม ซึ่งให้พลังงาน 326 กิโลแคลอรี แบ่งออกเป็น คาร์โบไฮเดรต 41 กรัม,ไขมัน 8 กรัม, โปรตีน 21 กรัม หรือเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำตาลที่ได้รับจากชานมไข่มุก เท่ากับข้าว 3-4 ทัพพี

ทำไมกินชานมไข่มุกถึงมีอาการ(เสพ)ติด

การบริโภคขึ้นอยู่กับความพึงพอใจในรสชาติที่ผู้บริโภคต้องการ ทำให้เกิดการรับประทานซ้ำ จนเกิดการรับประทานทุกวัน จึงนำไปสู่การเสพติดในรสชาติ ทำให้สมองมีการจดจำรสชาติ เกิดความพึงพอใจในรสชาติที่ได้รับอย่างที่ผู้บริโภคต้องการ

เนื่องจากสารที่ประกอบในชานมไข่มุกจะประกอบไปด้วย น้ำตาล แป้ง และไขมัน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมได้ทันที ทำให้ผู้ที่บริโภครู้สึกสดชื่น

แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่มีการกิน หรือฝืนต่อความต้องการรับประทาน ก็จะทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ถึงผู้บริโภคจะรู้ว่าการรับประทานอาหารที่มีรสชาติหวานส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่ก็ยังมีความต้องการ

อย่างไรก็ตาม ไขมันเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกแปรสภาพไปเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ (Thiglycerides) ซึ่งร่างกายจะนำไปสะสมไว้ตามอวัยวะส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามผนังหลอดเลือด จึงทำให้เสี่ยงต่อโรคกลุ่มเรื้อรังไม่ติดต่อ (honestdocs) เช่น โรคเบาหวาน

คำเตือน ควรดื่มชานมไข่มุกไม่เกินวันละ 1 แก้ว

ไชยสิทธิ์ กล่าวว่าล่าสุดจากข้อมูลของนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ทำการศึกษาชานมไข่มุก 25 ยี่ห้อ ที่ไม่ใส่น้ำแข็ง พบว่า 23 ยี่ห้อ มีปริมาณของน้ำตาลเกินกว่าที่องค์การอนามัยโลก แนะนำให้บริโภค คือ ไม่ควรบริโภคเกิน 24 กรัม หรือ 6 ช้อนชา ต่อวัน และมีเพียง 2 ยี่ห้อเท่านั้น ที่ไม่เกินเกณฑ์

และมีการตรวจเม็ดไข่มุกของปริมาณสารกันบูด มีการตรวจพบแต่ไม่เกินตามเกณฑ์ที่กำหนดคือ 1,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โดยพบมากสุด 551 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แต่หากกินในปริมาณที่มากและกินร่วมกับอาหารชนิดอื่นที่มีสารกันบูด ก็อาจส่งผลต่อระบบขับถ่าย และการทำงานที่หนักของตับและไตในการขับของเสียออกจากร่างกาย

สำหรับการบริโภคชานมไข่มุก คือ ควรรับประทานให้พอเหมาะ โดยปกติพลังงานเฉลี่ยของวัยรุ่นชาย/หญิง วัยทำงานจะอยู่ที่ 2000 kcal โดยเมื่อบริโภคชานมไข่มุก 1 แก้ว 360 กิโลแคลอรี จะเทียบเท่ากับพลังงาน 1 ใน 4 ของพลังงานที่ได้รับต่อวันซึ่งเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงเทียบเท่าอาหารจานเดียว 1 จาน

ขณะที่สารอาหารของชานมไข่มุกส่วนใหญ่จะเป็นพลังงานที่ได้รับจากน้ำตาล ในการเติมสารให้ความหวาน และตัวไข่มุกที่ทำจากแป้งมันสำปะหลัง กับน้ำตาลทรายแดง และผงโกโก้

โดยบางผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้ชานมสำเร็จรูปแบบผงอาจมีการเติมไขมัน ชนิดอื่นๆ ที่ให้พลังงานที่สูง แต่ไม่มีข้อมูลทางโภชนาการที่บ่งชี้ส่วนประกอบหรือคุณค่าทางโภชนาการที่ชัดเจน ว่าไขมันที่ใช้เป็นไขมันประเภทอะไร มีประโยชน์หรือโทษกับสุขภาพหรือไม่อย่างไร

ดังนั้นการแก้ไขอาจจะรับประทานเพียงชาที่ไม่มีการใส่นม หรือใส่น้ำตาล เพื่อเป็นการคงคุณค่าของคุณประโยชน์ของชาได้เต็มที่ แต่ก็ไม่ควรทานชาในปริมาณที่มากเพราะอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อร่างกาย ลดพลังงานโดยเปลี่ยนส่วนผสมอาจจะใช้เป็นนมสดแท้ หรือนมสด Low fat แทนการใช้ครีมเทียมผงสำเร็จรูป

รวมถึงเปลี่ยนเม็ดไข่มุกที่ทำจากแป้ง มาเป็นไข่มุกที่ทำจากบุก ก็จะทำให้พลังงานลดลงและมั่นใจในคุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์

ดังนั้นควรรับประทานในปริมาณที่จำกัด ไม่ควรเกินวันละ 1 แก้วต่อวัน หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค คือ รับประทานทานหวานน้อยลง หรือรับประทาน ทานวันเว้นวัน หรืออาทิตย์ละครั้ง หรือนานๆ

กินชาไข่มุกแล้วไปออกกำลังกายซะ

อย่างไรก็ตาม การกินชานมไข่มุก หรือ ของหวานชนิดอื่นๆ ต้องหมั่นดูแลสุขภาพร่างกาย โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง หรือคอยตรวจเช็คน้ำหนักของตนเองเสมอ เมื่อน้ำหนักมีการเพิ่มขึ้น ก็ควรงดการรับประทาน หรือ รับประทานให้น้อยลง

กลุ่มประชากรในยุคปัจจุบันมีการบริโภคชานมไข่มุกในปริมาณที่มาก และควรใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการบริโภคชานมไข่มุก เช่น ควรเป็นภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติและย่อยสลายได้มาใช้ทดแทนภาชนะพลาสติกหรือหลอดที่ใช้บริโภค

ไชยสิทธิ์ ระบุข้อมูลดังกล่าว ส่วนหนึ่งอ้างอิงจาก ทิวาพร มณีรัตนศุภร เจาะลึกเบื้องหลังชานมไข่มุก:คุณหรือโทษ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล, ภาสวิชญ์ แก้วกัลยา “ชานม” ว่าอ้วนแล้ว เพิ่ม “ไข่มุก” นั้นอ้วนกว่า, กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ พชร แก้วกล้า, นักวิชาการด้านอาหาร มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค “ชาไข่มุก” เครื่องดื่มสุดฮิต กินยังไงไม่ให้อ้วน? อาการเสพติดน้ำตาลและภาวะติดหวาน อาการ อันตราย วิธีการเลิก http://www.honestdocs.co/sugar-addiction-and-sweeteners , http://www.lovefitt.com/healthy-fact/กินเท่าไหร่ถึงพอดี-ปริมาณอาหารของคนแต่กลุ่มใน-1-วัน

Royal Project celebrates 50th anniversary with health-giving fair

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30374456

Royal Project celebrates 50th anniversary with health-giving fair

Aug 08. 2019
By The Nation

303 Viewed

Thailand’s Royal Project turns 50 this year and is joining up with Central Pattana to mark the occasion with the “Royal Project 50” event, which gets underway tomorrow (August 9) at CentralWorld’s Eden Zone.

The fair, which continues through August 18, will also pay tribute to His Majesty King Rama X, honour the memory of the late King Rama IX, the founder of the Royal Project, and celebrate the 87th birthday of Her Majesty Queen Sirikit, the Queen Mother on August 12.

It will also serve to publicise the work of the Royal Project Foundation throughout its 50 years and promote products from 20 royal family members’ projects and support units.

The event will be fully decorated with ‘Yellow Star’ flowers, their bright golden colour reflecting the peaceful golden land of Thailand. About 839 crops and products will be available at the event with seven of them under the spotlight for their health properties. One of these is the Peterson avocado, a yellow-green round avocado with a great taste, rich in vitamins and minerals as well as protein. It contains low sugar and unsaturated fats with no cholesterol, and is suitable for diabetics.

Highland Kai-Pa wild rice, known as the hilltribe Pakakayo’s rice, has a long and slender grain similar to Jasmine rice. It contains antioxidants and is high in potassium, which works with sodium to control the balance of water in the body and helps to normalise the heartbeat. The rice also contains vitamin B1, which helps to maintain a healthy nervous system and treat Beriberi.

Highland Yellow wild rice or Pakakayo and Lawa rice has a short and slender grain. It is fragrant and very soft when cooked and contains Gamma Oryzanol, which helps reduce the risk of Alzheimer’s disease. It also has antioxidants and helps to reduce bad cholesterol and blood pressure. It is rich in potassium which helps to control the water balance in the body and is rich in iron. HaaoLeTin brown rice is a short and large grain Lawa rice that is rich in protein, calcium and sodium which helps to normalise the nervous system and muscle functions.

Quinoa is a superfood containing nine amino acids that our body cannot create. It is high in fibre, protein, gluten-free and rich in magnesium, vitamin B, vitamin E, iron, potassium, calcium and phosphorus and anti-oxidants; Perilla seeds are widely grown in northern Thailand and the oil in the seed helps to reduce fat in the blood and reduce cholesterol levels. Perilla seed oil contains both Omega 3 and 6, with 40 times more phosphorus and 20 times more calcium than other plants. It contains vitamin B and sesamol, which helps to prevent cancer and slow down the ageing process; Navy beans are rich in protein and fiber and contain phaseolamin, which has the ability to inhibit the activity of amylase enzymes by up to 66 per cent, preventing carbohydrate being ingested from absorption. It can be used in many different dishes: boiled and eaten as part of a salad, and used for navy bean milk.

Other recommended products include five-flavour tea from the Royal Project, Lingzhi and Jiaogulan mixed herbal tea, herbal toothpaste and exclusive premium gift sets including 380 sets of Royal Project Arabica Coffee Single Origin, 1,000 sets of Chamomile Vetiver and Chamomile Lavender, and 500 sets of Isaria Nourish Skin products.

Shoppers can also visit the exhibition, “Background and Progress of 50 Years”, which showcases the activities of the Royal Project from its first decade of pioneering research to today; an exhibition of the Royal Project Foundation’s new plant innovations at the Central Court area; cooking and handicraft demonstrations using crops and products from the Royal Project; and a wealth of handicrafts that make perfect gifts.

Doi Kham will introduce three new products, namely a Fingerroot extract drink with honey and lemon – which helps to nourish the body and balance the hormones, and is high in calcium thereby helping to prevent osteoporosis; Tri Pha La herbal drink – with the power of ‘three great Thai herbs’ comprising Indian gooseberry (high in vitamin C), Myrobalan (to improve intestinal microbial balance) and Belleric Myrobalan (to help boost the immune system); and low sodium tomato sauce sweetened with stevia instead of sugar.