คอนแทคเลนส์ (ตอนที่ 2) การดูแลรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569376

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 5 ก.พ. 2559 05:01

 

ก่อนหน้านี้เราได้ทราบถึงการใช้คอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธีแล้ว สัปดาห์นี้เรามาทำความเข้าใจการดูแลรักษาคอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสี่ยงและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับดวงตาของเรากันบ้าง

การดูแลรักษาคอนแทคเลนส์อย่างง่าย มีดังนี้

ก่อนอื่นต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนสัมผัสคอนแทคเลนส์และดวงตา ทำความสะอาดคอนแทคเลนส์และกล่องใส่คอนแทคเลนส์ ด้วยน้ำยาทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องตามขั้นตอน

ข้อแนะนำเกี่ยวกับการใช้คอนแทคเลนส์

– อย่าใส่คอนแทคเลนส์ตอนนอน

– อย่าใส่คอนแทคเลนส์ขณะว่ายน้ำ

– อย่าใช้น้ำประปา น้ำบาดาล หรือน้ำเกลือที่ไม่ได้ฆ่าเชื้อในการล้างหรือทำความสะอาดคอนแทคเลนส์

– อย่าใช้คอนแทคเลนส์ร่วมกับผู้อื่น

– ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ต่อเนื่องนานเกิน 8–10 ชั่วโมง/วัน ควรเปลี่ยนคอนแทคเลนส์ตามระยะเวลาที่กำหนดสำหรับคอนแทคเลนส์ชนิดนั้นๆ

– หลีกเลี่ยงการใช้ยาหยอดตาที่ไม่ได้แนะนำโดยจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

– ขณะใส่คอนแทคเลนส์ หากพบว่ามีอาการผิดปกติ เช่น ตาแดง เจ็บตา มีขี้ตา ตามัว ควรหยุดใส่คอนแทคเลนส์ และรีบพบจักษุแพทย์ทันที

การใส่คอนแทคเลนส์อย่างถูกต้องและเหมาะสม เป็นหัวใจสำคัญในการใช้คอนแทคเลนส์อย่างปลอดภัย หากไม่สามารถปฏิบัติได้ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียง เช่น โรคตาแห้ง เยื่อบุตาหรือกระจกตาอักเสบจากภูมิแพ้คอนแทคเลนส์ กระจกตาบวมขุ่น หรือมีเส้นเลือดงอกผิดปกติที่กระจกตาจากการที่กระจกตาขาดออกซิเจน และที่รุนแรงที่สุด คือ การติดเชื้อที่กระจกตา ซึ่งอาจลุกลามเข้าไปภายในลูกตา ทำให้สูญเสียดวงตาหรือการมองเห็นอย่างถาวรได้

นอกจากการดูแลรักษาคอนแทคเลนส์ที่ไม่ถูกต้องแล้ว ปัจจุบันพบว่าปัญหาสำคัญที่กำลังก่อตัวและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คือ การใช้คอนแทคเลนส์ชนิดบิ๊กอายส์ (Big eyes) เพื่อแก้ไขสายตาหรือเพื่อความสวยงาม ซึ่งคอนแทคเลนส์ชนิดนี้มักมีสีสันให้เลือกหลากหลาย ราคาไม่สูง และสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านค้าทั่วไป หรือแม้แต่สั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ต ทำให้คอนแทคเลนส์ชนิดนี้เข้าถึงได้ง่ายและเหมือนเป็นแฟชั่นตามกระแสนิยม โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียน วัยรุ่น นักศึกษา หรือคนทำงานทั่วไป อย่างไรก็ตาม คอนแทคเลนส์ชนิดนี้ส่วนใหญ่มักเป็นคอนแทคเลนส์ที่ไม่ได้รับรองโดยองค์การอาหารและยา ว่ามีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน เหมาะสมแก่การใช้งานกับดวงตาได้อย่างปลอดภัย ผู้ใช้มักเลือกซื้อใส่โดยไม่ทราบถึงขนาดความโค้งของคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมกับกระจกตาของตนเอง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อที่กระจกตา ซึ่งพบได้บ่อยกว่าปกติ

จากสถิติของโรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า มีผู้ป่วยโรคกระจกตาที่ติดเชื้อจากการใส่คอนแทคเลนส์ บิ๊กอายส์เข้ารับการรักษาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้คอนแทคเลนส์ชนิดบิ๊กอายส์ เนื่องจากอาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่กระจกตา นอกจากนี้การใช้คอนแทคเลนส์มือสองที่มีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้เช่นกัน

คงจะไม่ง่ายและไม่ยากจนเกินไปสำหรับวิธีการดูแลรักษาคอนแทคเลนส์ หากไม่ปฏิบัติตามอาจเกิดอันตรายต่อดวงตา จนสุดท้ายอาจตาบอดได้ในที่สุด

หากเกิดอาการผิดปกติจากการใส่คอนแทคเลนส์ต้องรีบพบจักษุแพทย์ทันทีก่อนที่จะสายเกินแก้ไข

แพทย์หญิงเกวลิน เลขานนท์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

10 จุดเสียวของหญิง ที่ผู้ชายต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569335

โดย Playboy Thailand 4 ก.พ. 2559 16:01

 

ว่ากันว่าในผู้หญิงแต่ละคน จุดที่สามารถจุดประกายให้คุณเดินหน้าต่อไปจนสมใจนึกนั้น แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น แผนการเดิมอาจจะไม่ได้ผล แต่การสังเกตอาการที่เกิดขึ้นกับเธอ มีความสำคัญที่สุด แต่เราก็เชื่อว่า

จุดที่สามารถทำให้ผู้หญิงติดไฟได้นั้นน่าจะอยู่ใน 10 จุดนี้แหละ

1. เท้า : ดูแล้วอาจจะน่ารังเกียจสำหรับบางคนที่มองเท้าเป็นของต่ำ แต่เชื่อเถอะว่าถ้าบรรยากาศดี แล้วคุณลองนวดเท้าเธอเล่นๆ นอกจากจะช่วยทำให้เธอผ่อนคลายแล้ว ยังอาจจะทำให้เธอติดไฟได้ง่ายๆ

2. มือ : เช่นเดียวกับเท้า มือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้กิจกรรมที่คุณหวังเป็นความจริงหรือไม่ การสัมผัสเบาๆ หรืออาจจะนวดที่ฝ่ามือเธอ เป็นวิธีขั้นต้นในการกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ได้

3. ริมฝีปาก : อันนี้คงไม่ต้องบอก เพราะนอกจากจะจูบแล้ว คุณอาจจะลองให้เธอลองดูดนิ้วของคุณ เพื่อให้เธอผ่อนคลายและปล่อยใจไปกับอารมณ์ที่กำลังเตลิด

4. บั้นท้าย : ว่ากันว่าผู้หญิงบางคนชอบที่โดนสัมผัสแบบแรงๆ หรือขย้ำบั้นท้ายแรงๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความแรงของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน ทางที่ดีค่อยๆ เพิ่มระดับแล้วสอบถามหรือดูการตอบสนองของเธอเป็นระยะจะดีกว่า

5. สะโพกและท้องน้อย : ไม่ว่าจะใช้มือลูบ หรือริมฝีปากของคุณสัมผัสอย่างแผ่วเบา ความเสียวซ่านเกิดขึ้น กับเธออย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องทำอย่างทะนุถนอมนะ ไม่ใช่ตะกละตะกลาม

6. หลังหู : จุดพิฆาตสาวๆ เรียกว่าส่วนใหญ่แล้ว หลังหูมักจะเป็นจุดที่ทำให้เธอเกิดอารมณ์ได้มากที่สุด นอกจากคุณจะเจอผู้หญิงส่วนน้อยที่อาจจะตอบสนองคุณด้วยเสียงหัวเราะ เพราะจั๊กกะจี้ ดังนั้น อย่าเสียความมั่นใจ เมินตรงนั้นซะ แล้วหาจุดอื่นต่อ

7. แผ่นหลังช่วงล่าง : เช่นเดียวกับท้องน้อย ใช้มือและริมฝีปากและอาจจะรวมถึงลิ้น ค่อยๆ ลากเพื่อสร้างความสยิว

8. ต้นคอและซอกคอ : อย่างแรกเหมาะสำหรับการนวด โดยอาจจะค่อยๆ เริ่ม เพื่อทำให้เธอเคลิบเคลิ้ม ส่วนอย่างหลัง หลายคนคงทราบดีว่า เป็นอีกจุดที่สร้างอารมณ์ให้ฝ่ายหญิงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะถ้าคุณใช้ปากและคางที่เริ่มมีหนวดสากๆ เป็นตอโผล่ขึ้นมาสัมผัสตรงนั้น

9. หน้าอก และถัน : ไม่ต้องมานั่งอธิบายแล้วทำไม คงแนะนำได้เพียงว่า ควรทำอย่างแผ่วเบา และอย่ารุนแรงจนเกินไป

10. ต้นขาด้านใน : มือ ปาก และลิ้น คุณสามารถใช้ 3 ส่วนนี้ของคุณกระตุ้นอารมณ์ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

“10 อย่า” ขณะมีเซ็กซ์!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568903

โดย FHM 3 ก.พ. 2559 16:01

 

ไม่ว่าคุณจะตั้งใจหรือไม่? 10 ข้อต่อไปนี้ อย่าพลาดขณะมีเซ็กซ์ เดี๋ยวเกมรักจะสะดุด หรือหยุดไว้แค่ครั้งนี้!

1. อย่าลืมปิดเสียงโทรศัพท์

ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายโทรหา เพื่อนโทรตาม คนที่บ้านโทรมา ขึ้นชื่อให้เห็นกันหราอยู่บนหน้าจอ ลองคิดดูว่าขณะกำลังถึงจุดไคลแมกซ์แล้วมันจะพีคแค่ไหน

2. อย่ายกย่องแฟนเก่าเก่งกว่า

ไม่ว่าจะเป็น แฟนเก่าจูจุ๊บเก่งกว่านี้อีกนะ มันไม่ใช่เรื่องตลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือมุกที่ตั้งใจจะแซว

3. อย่ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์

ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นปากที่เหม็นเอาเรื่อง หรือกลิ่นตัวที่เหมือนไปเดินตกถังส้วมมา แล้วอ้างไปถึงฟีโรโมนโน่นแหนะ…จงมีกลิ่นกายหอมหวนชวนดม ดีกว่าจะเสียเวลามาแก้ตัว

4. อย่าอ้างสถิติเก่า

ไม่ว่าคุณจะเป็นหญิงหรือว่าชาย ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องอวดอ้าง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนคนรัก จำนวนครั้งที่เคยมีเซ็กซ์ ฯลฯ ฉะนั้น จงมีสติ…ไม่ใช่สถิติ

5. อย่าทำให้เขาเสียความมั่นใจ

“ทำอย่างนี้ มันจะเวิร์กได้ยังไง?” “หยุดก่อนได้ไหม…เดี๋ยวทำให้ดู” นี่เท่ากับหยามกันชัดๆ อย่างนี้จะพลอยให้อีกฝ่ายเข็ดขยาดเซ็กซ์เอาได้ ผู้เชี่ยวชาญเคยแนะนำไว้ว่า ให้ใช้วิธีสื่อสารด้วยท่าทางจะดีกว่าคำพูด

6. อย่าไปบังคับ

จงให้อิสระในการแสดงบทรัก อย่าบังคับให้เขาทำในเรื่องที่ต้องฝืนใจอยู่บ่อยๆ ให้ต่างฝ่ายได้ทำในสิ่งที่ชอบ เช่น ถ้าอีกฝ่ายไม่สมัครใจที่จะออรัลเซ็กซ์ให้ ก็อย่ามัวอารมณ์เสีย แต่ให้รีบหาเรื่องสนุกทำอย่างต่อเนื่อง

7. อย่าแชตขณะมีเซ็กซ์

วางโทรศัพท์หรือแท็บเล็ตลงบ้างก็ได้ ไม่ต้องธุระเยอะขนาดนั้น ถ้าสื่อออนไลน์สำคัญกว่าคนรัก ทำไมไม่แต่งงานกับแท็บเล็ต หรือมีเซ็กซ์กับโทรศัพท์ไปซะเลยล่ะ

8. อย่าพูดให้เขาหยุดภารกิจ

ทั้งที่เกมรักยังไม่จบ แต่อยากจะทำสิ่งอื่นขึ้นมามากกว่า อันนี้อาจทำให้อีกฝ่ายน้อยใจจนน้ำตาไหลได้เลยทีเดียว

9. อย่าหลุดปากอุทานชื่อผิด

“ดีมากเลย…เก๋ ” (แต่แฟนคุณชื่อ โอ๋) ปากทางนรกก็รอคุณแค่เอื้อม! ซึ่งคนมีสติมักไม่พลาด แต่ถ้ามีฤทธิ์ของแอลกอฮอล์มาบั่นทอน อันนี้ก็ไม่แน่

10. อย่าถ่ายทำสารคดี

ไม่ว่าจะเซลฟี่ขณะมีอะไรกัน หรือแอบตั้งกล้องเอาไว้ โดยไม่บอกให้อีกฝ่ายรู้ กรณีหลังถือเป็นการไม่ให้เกียรติอีกฝ่าย แถมวันดีคืนดีสิ่งที่ถ่ายไว้ อาจพลาดพลั้งตกไปอยู่ในมือคนอื่น หรือว่ามีกรณีผิดใจกันขึ้นมาภายหลัง รับรองคราวนี้จากที่จะสุขสม อาจกลายเป็นเรื่องทุกข์ระทมไปอีกนาน…

ที่มา – FHM
www.fhm.in.th

อย่าเอาแต่ฝัน! เฟิร์มหุ่นสวยด้วย 5 ท่าโยคะลดน้ำหนัก สุดจะง่ายเว่อร์!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/568917

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2559 14:05

 

ถ้าสาวๆ คิดว่ามีแต่ ‘ท่าโยคะ’ ที่ยากเกินไป ทำไม่ไหวแน่ๆ วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ได้จัดท่าแบบง่ายๆ มาให้ลองทำกันดู ไม่เพียงแต่จะช่วยลดน้ำหนัก ทว่ายังเฟิร์มหุ่นของสาวๆ ให้สวยเป๊ะดั่งใจปรารถนา ไทยรัฐออนไลน์สอบถามผู้รู้ และสาวๆ โยคะเลิฟเว่อร์มาดูว่าท่าไหนอย่างไรเด็ด

ท่าหน้าวัวประยุกต์

1. ท่าหน้าวัวประยุกต์
ท่าแรกนี้สำหรับสาวๆ ที่มีปัญหาไขมันส่วนเกินบริเวณท้องแขน เริ่มจากขั้นแรกให้คุณนั่งเหมือนขัดสมาธิ แล้วค่อยๆ ยกขาขวาขึ้นมาซ้อน (ดังภาพ) เอามือขวาจับปลายผ้าขนหนูข้างหนึ่ง โดยให้ยกแขนขวาขึ้น และงอข้อศอกลงไปด้านหลังศีรษะ ส่วนแขนซ้ายแนบติดลำตัว งอแขนไว้ด้านหลังขนานกับช่วงเอว ไปจับปลายผ้าขนหนูอีกข้างหนึ่ง แล้วหายใจเข้า จากนั้นเอามือขวาออกแรงดึงผ้าขนหนูขึ้นให้แขนขวาชิดใบหูโดยสนิท และหายใจออก เอามือซ้ายดึงผ้าขนหนูลงกลับที่เดิมจนแขนซ้ายตึง (แต่ระวังอย่าให้แขนซ้ายแยกออกจากลำตัวโดยเด็ดขาด และต้องดึงผ้าให้ตึงตลอด)

ทำแบบนี้ต่อเนื่องจนครบ 10 ครั้ง และครั้งที่ 11 ให้ลดแขนทั้งสองให้ขนานกัน แล้วออกแรงดึงผ้าให้ตึง ปล่อยแขนลงผ่อนคลาย แล้วทำซ้ำอีกข้างหนึ่ง ท่านี้เราแนะนำให้สาวๆ ทำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้งนะ มันจะช่วยลดไขมันใต้ท้องแขนไปอย่างน่าอัศจรรย์

ท่าเรือกลไฟ

2. ท่าเรือกลไฟ
ชื่อนี้อาจไม่คุ้นหู แต่มันช่วยลดไขมันหน้าท้อง และบริเวณสะโพกได้ดีทีเดียว โดยเริ่มจากให้คุณนอนราบ เหยียดตรงขาทั้งสองข้างขึ้นทำมุม 45 องศากับพื้น และเปิดเท้าขึ้นให้ตั้งฉาก แล้วหายใจเข้า สักพักให้โน้มลำตัว พร้อมเหยียดตรงแขนทั้งสองข้างขึ้นมาข้างหน้า แล้วหายใจออก (ตามภาพ) ค้างไว้ประมาณ 5 นาที และค่อยๆ เอนลำตัวลงไปนอนราบตามเดิม พร้อมกลับเคลื่อนยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นค่อยๆ ลดขาทั้งสองข้างต่ำลงจนเป็นท่านอนราบปกติ เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ทำไปเรื่อยๆ แบบนี้ประมาณ 10-15 ครั้ง รับรองว่า มันจะช่วยบริหารปีกสะบักกลางหลัง และกล้ามเนื้อต้นขาให้เฟิร์มสวยเลยล่ะ

ท่าบิดลำตัว


3. ท่าบิดลำตัว


ท่าบริหารง่ายๆ ที่จะช่วยลดช่วงเอว หน้าท้อง ต้นขา และปีกสะบัก เริ่มต้นจากนั่งหลังตรง แล้วใช้ขาซ้ายไขว้ขาขวา โดยให้ปลายเท้าซ้ายวางข้างสะโพก เข่าติดชิดหน้าอก แขนขวากอดหัวเข่าซ้ายไว้ (ดังภาพ) แล้วหายใจเข้าให้ลึก จากนั้นวาดแขนซ้ายไปทางด้านหลังขนานช่วงเอว และหายใจออก แขม่วท้องบิดเอวหันหน้าไปทางด้านหลัง และหายใจเข้าหันหน้ากลับท่าเริ่มต้น ทำแบบเดิมซ้ำกัน 3 รอบ แล้วเปลี่ยนข้าง ท่านี้เราแนะนำให้คุณทำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้งเช่นกัน สลับกับท่าโยคะอื่นๆ มันจะทำให้สัดส่วนของคุณเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด!

ท่ายืดส่วนหลัง

4. ท่ายืดส่วนหลัง
การขับถ่ายไม่ปกติเหรอ? ท่านี้ช่วยคุณได้! ทั้งช่วยกระตุ้นการขับถ่าย และยังบริหารกล้ามเนื้อส่วนหลัง รวมทั้งต้นขาให้เฟิร์มเล็กลง ไร้ไขมันส่วนเกินกวนใจ (เซลลูไลท์) โดยท่านี้เริ่มจากให้คุณนั่งหลังตรง เหยียดขาทั้งสองข้างไปด้านหน้า เกร็งปลายเท้าให้ตั้งฉาก และหายใจเข้า จากนั้นยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ และหายใจออก คว่ำมือแล้วค่อยๆ โค้งตัวลงไปข้างหน้า เกร็งกล้ามเนื้อบริเวณช่วงเอว ให้ปลายนิ้วมือสัมผัสกับนิ้วเท้า หรือจะประสานมือคล้องฝ่าเท้าก็ได้ (ตามภาพ) ค้างไว้แบบนั้นสักพัก แล้วจึงค่อยๆ ก้มตัวลงอีก งอศอกเล็กน้อยค้างไว้ประมาณครึ่งนาที อย่างไรก็ดี หากคุณไม่สามารถเกี่ยวนิ้วเท้าได้ หรือยืดตัวไปไม่ถึง ก็อย่าฝืน ให้จับบริเวณใต้เข่าแต่ก้มตัว (ให้สุด) เท่าที่ทำได้ก็พอ จากนั้นให้ยืดตัวขึ้นช้าๆ…

ท่าหงส์เหิน (นาฏราชอาสนะ)


5. ท่าหงส์เหิน (นาฏราชอาสนะ)


สุดท้ายเป็นท่าที่ต้องอาศัยการเกร็งร่างกายในการทรงตัวมากเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้ล้มขณะยืนด้วยขาเดียว โดยเริ่มจากการยกขาขวาไปด้านหลัง ให้ต้นขาและน่องมีลักษณะตั้งฉากกัน แล้วเอาแขนขวาประคองไว้บริเวณข้อเท้า ในขณะที่ขาซ้ายซึ่งเป็นขาหลักเหยียดตรงจนรู้สึกตึงที่หัวเข่า (ดังภาพ) คุณจะรู้สึกว่าน้ำหนักตัวถ่ายเทลงบนเท้าข้างซ้าย จากนั้นให้คุณโน้มลำตัวไปด้านหน้า พร้อมยืดแขนซ้ายเหยียดตรงจนรู้สึกตึงในลักษณะหงายฝ่ามือ ค้างไว้ท่านั้นประมาณ 5-10 นาที แล้วค่อยสลับเปลี่ยนข้าง เคล็ดลับของท่านี้อยู่ที่การสร้างฐานยืนให้มั่นที่สุด คุณอาจจะใช้ปลายเท้าช่วยด้วยการจิกพื้นไว้ก็ได้

และสำหรับท่านี้จะช่วยกระชับทุกสัดส่วน เฟิร์มกล้ามเนื้อให้แข็งแรง-ไม่หย่อนคล้อย ยิ่งกล้ามเนื้อได้ออกแรงเกร็งมากเท่าไร มันก็ยิ่งช่วยเบิร์นไขมันดีขึ้นเท่านั้น!

8 ข้อดีของการมีศรีภรรยาเป็นสาวฮา…หนุ่มๆ จงอ่านไว้!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569618

โดย Cleo Thailand 2 ก.พ. 2559 16:01

 

เมื่อวานนี้ส่องไอจีสาวกุ๊บกิ๊บกับหนุ่มบี้ ก็อดอิจฉาทั้งคู่ไม่ได้ งานแต่งงานแสนหวานชื่น อบอวลไปด้วยความรักและความสุข เคมีเข้ากันแบบดีมากกกกก เราเลยอินสไปร์ตัวเองเขียนโพสต์นี้ขึ้นมาซะเลย ว่าผู้หญิงไม่สวยเป๊ะ แต่ฮา อารมณ์ดี ขี้เล่นเหมาะกับการเป็นศรีภรรยายังไง 8 ข้อนี้เลยพวกเธอเสกให้ได้แน่นอน!

1. คุณไม่ต้องใช้สกินแคร์ Anti-Aging อะไรเลย

หัวเราะทุกวันช่วยให้เราได้บริหารกล้ามเนื้อบนใบหน้า ภรรยาคุณนี่แหละดีงามยิ่งกว่าโบท็อกซ์ เห็นผลเร็วยิ่งกว่าอัลเธรา แถมช่วยผ่อนคลายความเครียด เพิ่มเอนโดรฟีนในร่างกายด้วย ยิ่งคบกัน ยิ่งหน้าเด็ก (ถ้าคุณไม่ทำให้เธองอนซะก่อนนะ)

2. คุณไม่ต้องเสียเวลาเข้าฟิตเนส ฟิตกล้ามท้องบ่อยๆ

นอกจากบริหารหน้าแล้ว หัวเราะวันละนิด ช่วยบริหารกล้ามเนื้อท้องได้ดีด้วย เพราะเวลาเราขำทีนึง กล้ามเนื้อท้องจะหดตัวและขยายตัว เหมือนกับเวลาที่เรากำลังซิตอัพ และที่ดีงามอีกอย่างคือช่วยเบิร์นแคลอรี่ด้วย (หัวเราะ 10-15 นาที เราจะเสียพลังงานประมาณ 10-40 กิโลแคลอรี่เชียวนะ)

3. คุณจะมีรูปคู่แบบไม่ซ้ำใคร

ทั้งท่าโพสต์ การบีบหน้า ดึงหน้า she ครีเอทีฟแบบจัดเต็ม ยิ่งถ้าได้เต้นด้วยกัน เอาคะแนนความคิดสร้างสรรค์และความฮาไปเต็มๆ

4. คุณจะไม่ต้องยิ้มเจื่อนคนเดียวอีกต่อไป

เวลาเกิดสถานการณ์ “ตึกโป๊ะ” แบบไปต่อไม่ถูกจริงๆ เธอจะช่วยพลิกสถานการณ์ให้มันดีขึ้น อย่างเช่น ใครทักอะไรแปลกๆ มา แบบที่ได้ยินแล้วต้องช็อก เธอจับบิดเป็นมุกได้หมด ไม่มีเดดแอร์ให้อึ้งกันไปคนละทีแน่นอน

5. คุณไม่ต้องห่วงเลยว่าเธอจะเข้ากับเพื่อนๆ ของคุณได้มั้ย

90% ของคนตลกคือคนที่ไนซ์และมีมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องงานออกสังคมเลย she ทำได้แน่นอน แถมบางทีอาจจะกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งเพื่อนสนิทของคุณแบบไม่ทันได้รู้ตัวเพราะ…

6. ทุกคนจะรักภรรยาของคุณมากกกก

คงไม่มีใครเกลียดการหัวเราะ หรือเกลียดการอยู่ใกล้คนอารมณ์ดีหรอก เธอมีแรงดึงดูดให้ทุกคนอยากรู้จัก อยากคบหา และความน่ารัก จริงใจ มองโลกชิลๆ ของเธอนี่แหละ จะทำให้ทุกคนตกหลุมรักแบบเอ็นดูที่ซู้ดดดด

7. เวลาคุณเครียด เธอจะมีวิธีปลอบใจแบบไม่เหมือนใครเสมอ

ในวันแย่ๆ เธอจะทำให้มันดีขึ้นได้ด้วยคำปลอบใจที่ทำให้คุณต้องยิ้ม และเลิกเครียดไปได้เลยจริงๆ !!

8. จะกี่ปีๆ คุณก็จะไม่เบื่อเลยซักนิด

ทุกวันจะมีแต่ความแปลกใหม่ เรื่องสนุกๆ ให้ขำไปด้วยกัน และคุณก็จะหลงเสน่ห์ภรรยาคนนี้มากขึ้นทุกวัน เชื่อเหอะ!

**จีบสาวฮารับประกันความพึงพอใจ หากเห็นผลภายใน 30 วัน โปรดรับเลี้ยงดูทั้งชีวิต**

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com

ใครบอก ‘แอนตี้ออกซิแดนต์มีแต่ด้านดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566028

โดย Women’s Health 31 ม.ค. 2559 16:01

 

เคยได้ยินไหมที่คนพูดกันว่ามันเป็นสารอาหารดีต่อสุขภาพที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา จริงง่ะ?…ไม่เชื่อต้องอ่านหน้านี้จนจบ

มันเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่ความนิยมของสาวๆ ทุกรุ่น ทุกวัย หลายปีก่อน เราได้รับข่าวสารเกี่ยวกับแอนตี้ออกซิแดนต์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ ว่าเป็นยาอายุวัฒนะ เป็นเหมือนมนตร์วิเศษที่ช่วยกำจัดโรค ขจัดอนุมูลอิสระที่จ้องทำลายดีเอ็นเอในร่างกาย แต่ล่าสุดวงการวิทยาศาสตร์กลับพบว่า มันไม่ได้มีแต่ประโยชน์เท่านั้น หากบริโภคมากไปอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ (หือ?)

นั่นหมายความว่า ต้องรับประทานเกินขนาดจริงๆ สารต้านอนุมูลอิสระถือเป็นสิ่งจำเป็นกับร่างกายค่ะ แต่ไม่วิเศษถึงขนาดที่คุณเคยได้ยินแน่ๆ

ลับสมอง

สารต้านอนุมูลอิสระจะกำจัดสารพิษในสมองที่เป็นสาเหตุของการสูญเสียการเรียนรู้และความจำ และช่วยลดความเสี่ยงโรคความจำเสื่อมและอัลไซเมอร์

ดูแลหัวใจ

มีผลศึกษามากมายพบว่ากินผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประจำ เช่น หอมใหญ่ ข้าวโพด คะน้า บรอกโคลี ตลอดจนผลไม้เนื้อเหลือง และเหลืองเข้มช่วยลดความดันโลหิต ระดับคอเลสเตอรอล และการตอบสนองอินซูลิน (ปัจจัยหลักของการเกิดโรคเบาหวาน)

ปกป้องสายตา

ลูทีน หนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระมีหน้าที่ปกป้องดวงตาจากรังสียูวี นอกจากนี้ยังพัฒนาการมองเห็นในที่ที่มีแสงน้อย เพียงแค่บริโภค 20 มิลลิกรัม/วัน (คะน้า 1 ถ้วย) นาน 1 ปี จะเพิ่มประสิทธิภาพให้ดวงตาทนต่อแสงจ้าได้ดีขึ้น

ชะลออายุผิว

คาเทชิน (พบในชาเขียว) วิตามินซี (พบมากในฝรั่งและมะละกอ) ส่วนวิตามินอี (พบในอัลมอนด์) จะซึมผ่านกระแสเลือดไปยังคอลลาเจนในชั้นผิว ช่วยยับยั้งการก่อตัวของสารเคมีที่เป็นสาเหตุของริ้วรอย

ภูมิคุ้มกันแข็งแรง

หากทานแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ได้จากพืชเป็นประจำ จะสามารถยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง ระวัง! อย่ากินอาหารเสริมมากเกินจำเป็น เพราะมันจะรบกวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

เสริมสร้างกล้ามเนื้อ

อนุมูลอิสระไม่ได้เลวร้ายเสมอไป เจ้านี่เป็นผลผลิตที่ร่างกายสร้างขึ้นระหว่างออกกำลังกาย ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย กำจัดของเสียออกจากร่างกายภายใน 4 ชั่วโมงหลังออกกำลังกายและเพิ่มประโยชน์ทวีคูณ

บำรุงการสืบพันธุ์

นอกจากจะเป็นเรื่องตลกแล้ว ยังไม่มีการวิจัยชิ้นไหนเชื่อมโยงว่าสารต้านอนุมูลอิสระมีประโยชน์ต่อระบบสืบพันธุ์แต่อย่างใด

กินเท่านี้ก็เพียงพอ

ปริมาณที่เหมาะสมก็คือผักผลไม้ อย่างผักโขม แบล็กเบอร์รี่ พริกไทย แครอต และมะเขือเทศ 5-9 หน่วยบริโภคต่อวัน

เรื่อง: Melissa Shedden | แปลและเรียบเรียง: maemay | ภาพ : Corbis Images

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com
Women’s Health Thailand | October 2015

หมาและไข่หมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/570387

โดย หมอดื้อ 31 ม.ค. 2559 05:01

 

หมอต้องขออนุญาตผู้อ่าน ลัดเลาะมายังเรื่องของสุนัขหรือหมาทั้งที่หลายๆท่านคงจะงงว่ามันเกี่ยวอย่างไรกับคอลัมน์สุขภาพ

หมอยังคงเป็นหมอรักษาคนเหมือนเดิมนะครับ แต่ที่เราต้องทำงานสนิทแนบแน่นกับคุณหมอสัตวแพทย์ เนื่องจากโรคที่เกิดในคนมากต่อมาก ที่สำคัญคือ โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคที่นำโดยสุนัข และการที่เรามัวแต่รับมือแก้แต่ปลายเหตุ ซึ่งแก้ก็ไม่ได้เพราะถ้าคนไข้มีอาการจะเสียชีวิต

ยาฉีดไข่ (อัณฑะ) หมาตัวผู้ โดยทำให้เป็นหมันตลอดชีวิตใช้เวลาเพียง 2 นาที ไม่ต้องฉีดยาซึมหรือให้ยาสลบ ไม่ต้องกักขังหลังฉีด และได้ผลในเวลาประมาณ 1 เดือนครึ่ง หรือ 2 เดือน โดยไม่ผลิตอสุจิ แต่ยังคงความเป็นชายชาตรี

แม้จะลดความก้าวร้าวไปบ้าง และก็ไม่เสียรูปทรง ไม่อ้วนตุ๊อย่างเช่นการผ่าตัดตัดไข่ทิ้งทั้ง 2 ลูก

การที่เรามีหมายั้วเยี้ยตามถนนหนทาง วัด ตลาด ที่ชุมชน ดังที่เห็นในปัจจุบัน เป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างยิ่ง เพราะถ้ามีหมาเพียงตัวเดียว มีเชื้อพิษสุนัขบ้าก็จะแพร่โดยการกัดเพื่อนหมาด้วยกันไปหมด ทั้งนี้ โอกาสหมาที่ถูกกัดจะกลายเป็นบ้าตามกันมีสูงอาจถึงครึ่งต่อครึ่ง โดยแต่ละตัวจะแสดงอาการ “บ้า” วิ่งกัดไปทั่ว ระยะเวลาไม่จำเป็นต้องตรงกัน เช่น บางตัวแสดงอาการใน 1 เดือน ในขณะที่ตัวอื่นๆ 2-3-4 เดือนก็ได้ และเป็นที่มาว่าหมาบ้าไม่จำเป็นต้องพบในหน้าร้อน หน้าฝน-หนาว ก็เป็นบ้าได้หมด

การที่เราจะไปฉีดยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ครอบคลุมครบ 70% ของประชากรสุนัขทั้งที่มีและไม่มีเจ้าของ จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้โดยเฉพาะในกลุ่มหมาชุมชน

ทั้งนี้ เนื่องจากประชากรหมาเหล่านี้จะเพิ่มพูนขึ้นปีละ 2 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 4 ตัว การที่จะตามฉีดยากันหมาบ้าให้หมดคงเป็นไปได้ยาก พวกเราที่รักและเมตตา หมาชุมชน เหล่านี้ต้องช่วยกัน โดย เราผู้ที่หมาเหล่านี้เชื่อใจ เพราะให้ข้าว-น้ำทุกวันจะต้องเป็นคนพาหมาเหล่านี้ให้มารวมในสถานที่ที่เตรียมไว้เพื่อให้คุณหมอได้ทำหมัน ฉีดวัคซีนได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการทำหมันก็คือขณะนี้ต้องใช้การผ่าตัดโดยในตัวผู้ตัดไข่ทิ้ง 2 ข้าง ไม่ใช่ทำแบบคนที่ผูกท่อน้ำเชื้อ และในตัวเมียตัดมดลูกทิ้ง ซึ่งต้องให้ยาซึม/สลบ มีการเลือดตกยางออก และต้องเฝ้าดูแลเขาต่ออีก 3-4 วัน และค่าใช้จ่ายยังสูงอีกเป็นเงินหลายพันบาท

10 ปีที่แล้ว คณะของเราโดยการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (สวทช.) ในการศึกษาการทำหมัน ได้พัฒนาต่อยอดวิธีการ “ฉีดไข่แบบการุณย์” ทั้งนี้ โดยที่ตัวยาแท้จริงเป็นของบริษัทสหรัฐฯ ได้รับการรับรองการใช้และจำหน่ายจาก อย.สหรัฐฯในปี 2003

ทางคณะเรา โดยคุณหมอเฮนรี่ ไวลด์ น.สพ.วีระ เทพสุเมธานนท์ และ น.สพ.บุญเลิศ ล้ำเลิศเดชา ได้ติดต่อไปปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวไม่สนใจที่จะนำมาเผยแพร่ในไทย เนื่องจากใช้ในหมาจรจัด ไม่คุ้ม แต่ผลิตภัณฑ์ไม่มีสิทธิบัตรในไทย ทางหมอและคณะจึงได้ติดต่อบริษัท M&H ซึ่งเป็นบริษัทผลิตยาคนช่วยวิเคราะห์ส่วนประกอบของตัวยานี้ ซึ่งขายหลอดละ 50 เหรียญสหรัฐฯ หลังจากวิเคราะห์แล้ว จึงได้สังเคราะห์และผลิตตัวยาดังกล่าวโดยราคาถูกลงมหาศาล และคุณหมอวีระ และบุญเลิศ ได้นำมาศึกษาในหมาที่มีการ ติดตามดูแลอย่างดีตลอด 1 เดือน ดูอาการ วัดไข้ การกินอาหารรวมทั้งการอักเสบที่ลูกอัณฑะ ซึ่งการอักเสบนี้ถือเป็นปฏิกิริยาปกติที่จะหายไปภายใน 2 สัปดาห์หลังการฉีด โดยการอักเสบที่เกิดขึ้นจะทำลายเนื้อเยื่อที่ผลิตอสุจิ และเนื้อเยื่อบางส่วนที่สร้างฮอร์โมนชาย อย่างไร ก็ตามการฉีดที่ถูกต้องประณีตเป็นเรื่องสำคัญ การฝึกอบรมการฉีดใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้นและต้องใช้ปริมาณยาที่เหมาะสมกับขนาดของอัณฑะ

การศึกษาต่อยอดของเราพบว่า ยานี้สามารถใช้ได้ในหมาตัวผู้ ไม่จำกัดอายุ กล่าวคือ อายุแก่กว่า 1 ขวบปีก็ยังใช้ได้ หลังจากที่พบว่ายาปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เราได้ขยายการใช้งานลงในพื้นที่ที่ตำบลสวนส้มจังหวัดสมุทรสาคร จากการทำหมันฉีดอัณฑะสุนัข 98 ตัว ได้มีการตรวจสอบติดตามสุขภาพหลังการฉีด ที่แม้หมาชุมชน 2 ตัว จะมีการอักเสบมาก ก็ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ความสำเร็จและการยอมรับของชุมชนสวนส้ม ได้ขยายผลต่อโดยคุณหมอ ส.พญ.นัยนา อภิชาติพันธุ์ สัตวแพทย์ประจำเทศบาลนครสมุทรปราการ ขยายผลการทำหมันด้วยวิธีนี้ไปสู่หมาไม่ต่ำกว่า 3,000 ตัวจนถึงปัจจุบัน และได้รับการติดต่อจากอำเภอ และอีกหลายจังหวัด

การฉีดไข่ทำหมันวิธีนี้ ควรจะได้รับการยอมรับใช้ให้แพร่หลาย ทางคณะได้พยายามผลักดันมาตลอด 10 ปี แต่ทางกรมปศุสัตว์ไม่เห็นด้วย แม้จะแสดงให้คณะผู้เชี่ยวชาญได้ชมถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยให้เหตุผลว่า “หมามันร้อง เวลาถูกฉีด” เท่านั้น

ถึงจุดนี้แล้ว ขอให้พวกเรานึกถึงว่าหมาไม่ได้อยากอยู่อย่างยากจนข้นแค้น แย่งอาหารจากเศษอาหารกันกิน อยู่อย่างอดอยาก และไม่มีหมาตัวใดอยากตายจากโรคพิษสุนัขบ้า ถ้าเราสามารถคุมประชากรเขาให้พอเหมาะ ไม่ต้องแย่งชิง ต่อสู้อาหาร ไม่เป็นโรค สามารถฉีดยา ได้ทั่วถึง เราก็จะอยู่กันอย่างเป็นสุข มีเมตตาธรรม ไม่ต้องฆ่าสุนัขจรจัด ฝากผู้กุมนโยบายและ อย. ด้วยนะครับ พวกเราที่ทำมาทั้งหมดจนถึงจุดนี้ ไม่มีใครได้ประโยชน์แม้แต่บาทเดียวครับ.

หมอดื้อ

บริหารน้องชาย “เพิ่มขนาดตัว” กันดีกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565977

โดย Playboy Thailand 29 ม.ค. 2559 16:01

 

เรื่องของน้องชายมักจะเป็นปมที่เกิดขึ้นกับคุณผู้ชายมาทุกยุคทุกสมัย และหลายคนเชื่อว่า การมีน้องชายทั้งตัวใหญ่และยาวย่อมดีกว่าอย่างแน่นอน แต่จะทำอย่างไรดีละที่จะพาน้องชายตัวเล็กๆ ไปให้ถึงจุดนั้นได้

แน่นอนว่าผู้ชายหลายคนมักจะไม่ค่อยพอใจกับของที่ได้มาจากธรรมชาติสักเท่าไร และถ้าได้ใหญ่ หรือยาวกว่านั้นจะดีกว่า ดังนั้น จึงค้นหาวิธีและแนวทางต่างๆ ในการที่จะเพิ่มขนาดของน้องชายกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจว่า สิ่งที่เราได้มานั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติและการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อ-แม่มาสู่ตัวเรา ดังนั้น ขนาดอวัยวะจะเล็กหรือใหญ่เป็นเรื่องที่กำหนดไม่ได้ ความเข้าใจแรก คือ ต้องทำใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน

หากคุณต้องการทางลัด การเพิ่มขนาดให้อวัยวะเพศชายของตัวเองด้วยวิธีการฉีดสิ่งแปลกปลอมเข้าไป รวมถึงการผ่าตัดคือ ทางเลือกแบบทันใจสำหรับคนใจร้อน แต่นั่นหมายความว่า คุณจะมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง และวิธีนี้ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

แต่ถ้าไม่ใจร้อน และมีเวลาเหลือเฟือ รวมถึงไม่อยากเสียทรัพย์จนเกินไป การบริหารด้วยวิธีทางธรรมชาติ คือ อีกทางออก

จะว่าไปแล้ว น้องชายของเราก็เหมือนกับอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น แขนและขา ซึ่งจะมีขนาดเพิ่มขึ้น หากได้รับการออกกำลังกายที่ถูกวิธี เช่นเดียวกับการกินอาหารตามหลักโภชนาการ

ตามหลักการของการเพิ่มขนาดอวัยวะเพศด้วยวิธีนี้ คือการเพิ่มปริมาณเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีการขยายของเนื้อเยื่ออวัยวะเพศเหมือนกับคนที่เล่นกล้ามเมื่อบริหารบ่อยกล้ามเนื้อก็โตขึ้น และทุกอย่างก็ต้องใช้เวลา ไม่ใช่ว่าจะเห็นผลทันตา และควรความใจเย็นในการจัดการ

วิธีนี้คือหลักการเพิ่มเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของอวัยวะเพศโดยเฉพาะส่วน Corpora Cavernosa and the Corpus Spongisum ซึ่งเป็นส่วนที่เลือดไปเลี้ยงมากที่สุด เมื่อเลือดไปคั่งในส่วนนี้จะทำให้อวัยวะเพศแข็งตัว หากมีเลือดไปเลี้ยงมากก็จะทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

วิธีการบริหารไม่ยุ่งยาก ก่อนที่จะบริหารให้อาบน้ำอุ่นให้กับอวัยวะเพศ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ไปยังอวัยวะเพศ การทำการบริหารจะทำขณะที่อวัยวะเพศแข็งตัวไม่มาก เหมือนการรีดนมวัว โดยการกำมือรอบองคชาตบริเวณโคนแล้วรีดจากโคนไปส่วนปลายของอวัยวะเพศแนะนำให้ใช้เวลารีด 1-2 วินาที ให้ทำ 100 – 200 ครั้ง หรือประมาณ 30 นาที และให้ทำเป็นประจำ

ข้อสำคัญคือไม่ควรรีดขณะอวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่ และควรจะใช้ครีมหล่อลื่นทา หากมีอาการเจ็บให้หยุดทันที

ที่มา – Playboy
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

คอนแทคเลนส์ (ตอนที่ 1) การใช้งานให้ถูกวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/569360

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 29 ม.ค. 2559 05:01

 

หลายคนคงรู้จัก “คอนแทคเลนส์” ว่าเป็นวัสดุที่ไว้สัมผัสบริเวณดวงตา เพื่อใช้แก้ไขปัญหาเรื่องต่างๆ ทางสายตา แล้วรู้หรือไม่ว่า คอนแทคเลนส์ทำมาจากอะไร มีวิธีการใช้งานและการดูแลรักษาอย่างไร รวมไปถึงชนิดของคอนแทคเลนส์ เช่น บิ๊กอายส์ มีอันตรายหรือไม่ ไปค้นหาคำตอบกับจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติกับตนเอง ตลอดจนสามารถแนะนำญาติหรือคนคุ้นเคยได้อย่างถูกวิธี

คอนแทคเลนส์ คือ แผ่นพลาสติกรูปวงกลมที่มีลักษณะบาง มีความโค้งจำเพาะ และทำจากวัสดุพลาสติกชนิดพิเศษ ซึ่งถูกออกแบบมาให้ใช้วางบนกระจกตาหรือตาดำ โดยทั่วไปวัตถุประสงค์หลักของการใช้คอนแทคเลนส์ คือ ใส่เพื่อแก้ไขสายตาที่ผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง เช่นเดียวกับการใช้แว่นตา นอกจากนี้คอนแทคเลนส์ยังมีประโยชน์ในการรักษาโรคเกี่ยวกับกระจกตา หรือโรคของผิวหน้าดวงตาบางชนิดได้

ปัจจุบันคอนแทคเลนส์ที่ใช้เพื่อแก้ไขสายตา แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ตามวัสดุที่ใช้ในการทำ ได้ดังนี้

1. คอนแทคเลนส์แบบกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง หรือที่รู้จักกันในชื่อ RGP ซึ่งย่อมาจาก Rigid Gas Permeable Lens คอนแทคเลนส์ชนิดนี้จะค่อนข้างแข็ง ทำจากวัสดุพลาสติกชนิดพิเศษที่สามารถให้ออกซิเจนในอากาศซึมผ่านตัวเลนส์ไปสู่กระจกตาได้ในปริมาณสูง

2. คอนแทคเลนส์แบบนิ่ม หรือที่เรียกกันว่า Soft Lens เป็นคอนแทคเลนส์ที่ทำจากวัสดุพลาสติกจำเพาะอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำสูงกว่าชนิด RGP ทำให้ตัวเลนส์มีความนิ่มและยืดหยุ่นกว่า ใส่สบายกว่า และยังคงมีการซึมผ่านของออกซิเจนในอากาศผ่านตัวเลนส์ไปยังกระจกตาได้ในปริมาณที่เพียงพอ

คอนแทคเลนส์แบบนิ่มสามารถแบ่งย่อยตามคุณสมบัติในการแก้ไขสายตาได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่

1. ชนิดที่ใช้ในการแก้ไขสายตาสั้นหรือยาว ที่เป็นตั้งแต่เด็ก
2. ชนิดที่ใช้แก้ไขสายตาเอียง
3. ชนิดที่ใช้เพื่อแก้ไขสายตายาวที่เป็นตามวัย นอกจากนี้ยังแบ่งตามรูปแบบการใช้งานได้เป็น 5 กลุ่ม คือ

1. คอนแทคเลนส์รายวันคือ ใส่ถอดและเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ทุกวัน
2. คอนแทคเลนส์รายสัปดาห์คือ ใส่และถอดออกทุกวัน และเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ 
ทุกๆ 1-2 สัปดาห์
3. คอนแทคเลนส์รายเดือนคือ ใส่และถอดทุกวัน และเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ทุก 1 
เดือน
4. คอนแทคเลนส์รายปีคือ ใส่และถอดทุกวัน และเปลี่ยนคอนแทคเลนส์อันใหม่ทุกปี ซึ่งในปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้ เนื่องจากการดูแลทำความสะอาดค่อนข้างยุ่งยาก และต้องเข้มงวดกว่า 3 แบบข้างต้น
5. คอนแทคเลนส์ชนิดใส่ต่อเนื่องคือ ใส่ต่อเนื่องโดยไม่ต้องถอดออกเป็นเวลา 2–4 สัปดาห์ จากนั้นถอดทิ้งแล้วเปลี่ยนอันใหม่ ซึ่งโดยปกติไม่แนะนำการใช้คอนแทคเลนส์รูปแบบนี้ เนื่องจากพบอัตราการติดเชื้อที่กระจกตาได้สูงกว่าการใช้แบบถอดออกทุกวัน

ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนการเลือกใช้คอนแทคเลนส์ คือ ความจำเป็นในการใช้คอนแทคเลนส์ เช่น มีสายตาผิดปกติ ไม่ต้องการใส่แว่นตา หรือมีปัญหาในการใช้แว่นตา เป็นต้น โดยที่ต้องไม่มีโรคตาหรือสภาวะผิดปกติทางร่างกายที่เป็นข้อห้ามในการใช้คอนแทคเลนส์ นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การใช้คอนแทคเลนส์เกิดประโยชน์และมีความปลอดภัยคือ การเข้าใจและปฏิบัติตนให้ถูกต้องเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นในการใส่ การถอด และการเปลี่ยนคอนแทคเลนส์ รวมไปถึงการดูแลรักษา ส่วนการเลือกใช้คอนแทคเลนส์ประเภทใดนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับและชนิดของค่าสายตาที่ผิดปกติ สุขภาพดวงตา สิ่งแวดล้อม และสุขนิสัยของผู้ใช้คอนแทคเลนส์ เป็นต้น

ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้คอนแทคเลนส์ ได้แก่ ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ดวงตาบ่อยๆ ผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้ที่ดวงตา ผู้ที่มีโรคตาแห้ง ผู้ที่ทำงานในสภาวะแวดล้อมที่มีฝุ่นควันในปริมาณมาก และผู้ที่ไม่สามารถดูแลรักษาคอนแทคเลนส์ได้อย่างถูกวิธี

ศุกร์สุขภาพครั้งต่อไป ท่านจะได้รู้จักวิธีการดูแลรักษาคอนแทคเลนส์อย่างง่ายและปลอดภัย เพื่อประโยชน์ต่อตัวท่านและคนรอบข้าง

แพทย์หญิงเกวลิน เลขานนท์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

7 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับชุดชั้นใน (ที่เราเชื่อมาตลอดชีวิต) !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/565964

โดย Cleo Thailand 28 ม.ค. 2559 16:01

 

เราถือคติที่ว่า “หน้าอกที่ดี เริ่มต้นที่โครงชุดชั้นในที่ดี” และก็มีความเชื่อหลายๆ อย่างที่เราปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดมาทั้งชีวิต แต่ขอบอกเลยว่า 7 ข้อที่สาวๆ จะได้อ่านต่อไปนี้ ล้มล้างทฤษฎีทุกอย่างที่เราเคยเชื่อมา ถึงขั้นที่ต้องร้อง “Oh Em Gee” ออกมาดังๆ!!!

1. การใส่ชุดชั้นในเวลานอนทำให้เราเสี่ยงเป็นมะเร็ง และทำให้หน่มน๊มไม่โต

จำได้เลยว่าช่วงที่ใส่เฟิร์สบรา เป็นช่วงที่ข่าวลือนี้แพร่กระจายว่า “ใส่บรานอน เป็นมะเร็งนะแก” เรานี่กลัวจนแทบจะแก้ผ้านอน แต่ ดร.แอมเบอร์ กัธ ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดมะเร็งเต้านม ออกมาคอนเฟิร์มว่า ​”ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่ออกมาพิสูจน์ว่าการใส่บราตอนนอนไม่ดีหรืออันตราย” ยกเว้นแต่ว่าจะอึดอัดอย่างเดียว เพราะฉะนั้นข้อนี้ข่าวลือชัวร์ๆ

2. แต่การใส่ชุดชั้นในตอนนอนจะทำให้นมไม่ยาน

ผิดถนัด!! การใส่ชุดชั้นในไม่ได้มีผลต่อเซลล์ หรือช่วยให้หน้าอกของเราไม่คล้อยยานได้ ดร.แดน มิลส์ ประธานกรรมการ American Society for Aesthetic Plastic Surgery บอกว่า “บราจะช่วยรักษาทรวดทรงของเต้านมให้อยู่ในเชพที่ดี แต่ว่าไม่สามารถช่วยเรื่องการยานได้ เพราะนั่นคือแรงโน้มถ่วงของโลก” สาวไม้กระดานก็รอดตัวจากข้อนี้ไป

3. ใส่บราแบบมีโครง = มะเร็ง

ความเชื่อนี้มาจากหนังสือเรื่อง Dress to Kill ปี 1995 ของซิดนีย์ รอส ที่บอกว่าการใส่บราแบบเสริมโครงเหล็กจะทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งได้ แต่จากวารสาร The Scientific America ย้ำว่าไม่มีข้อมูลอะไรที่ซัพพอร์ตทฤษฎีที่ว่านี้ และหลุยส์ บรินตัน หัวหน้าสาขาฮอร์โมนและการสืบพันธุ์ ประจำศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งชาติของอเมริกา ก็คอนเฟิร์มว่า “เป็นความเชื่อผิดๆ ที่ไม่มีข้อเท็จจริงซัพพอร์ต”

4. การออกกำลังกายเพิ่มขนาดนมได้

เนื้อบริเวณหน้าอกคือไขมันซะส่วนใหญ่ และเราไม่สามารถจัดรูปหรือบังคับไซส์ของมันด้วยการออกกำลังกายได้ เพราะนมไม่ใช่กล้ามเนื้อ ทางที่ถูกคือต้องเพิ่มไขมัน ถ้าอยากอัพไซส์ หรือถ้าอยากให้กระชับ ก็ใช้วิธีออกกำลังกาย

5. ไม่จำเป็นต้องซักบราทุกวัน อาทิตย์ละครั้งก็พอ

อันนี้ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แต่สำหรับสาวๆ บ้านเราที่ต้องเจอกับเหงื่อ มลพิษ ความร้อน น้ำมันจากร่างกาย ขอแนะนำให้ซักบราหลังจากที่ใส่แล้ว 2-3 ครั้ง หรือถ้าวันไหนที่เหงื่อออกเยอะๆ ก็ซักเลยวันนั้นเถอะ เพื่อสุขอนามัยเนาะ

6. บราแบรนด์ไหนๆ ก็ไซส์เหมือนกันแหละ

ประสบการณ์ตรงของเราก็คืออยู่ไทย ใส่คัพ B แต่พอเข้าร้านชุดชั้นในที่ญี่ปุ่น พนักงานกลับบอกให้ใส่คัพ D เฉยเลย! สาวๆ ทุกคนจ๋าาาา จงรู้ไว้ใช่ว่า บราของแต่ละแบรนด์ ทำไซส์ออกมาไม่เหมือนกัน และถึงจะแบรนด์เดียวกัน แบบที่ทำออกมาก็มีไซส์ที่ไม่สแตนดาร์ด เพราะฉะนั้นเวลาซื้อบราใหม่ทุกครั้ง กรุณาลองให้พอดีก่อนจ่ายเงิน จะได้คุ้มค่า

7. การใส่บราที่ถูกต้องคือสวมเข้าไปก่อนแล้วติดตะขอ ห้ามหมุน!

เป็นประเด็นที่ยังถกเถียงกันถึงตอนนี้ว่าการใส่ชุดชั้นในที่ถูกต้องที่จริงแล้วคือแบบไหน แต่ที่แน่ๆ คือมีหลายเวย์ จะสวมเข้าไปแล้วเอื้อมมือไปติดตะขอด้านหลัง จะติดด้านหน้าก่อนแล้วค่อยหมุน หรือจะช้อนทีละข้างแล้วกระชับยกทรงก็ได้ ครีเอทีฟกันไป ไม่มีผิด!!

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com