วางกฎเหล็ก! ‘ห้าม’ 4 วิธีไดเอท ยอดแย่ ทำหุ่นเสียสุขภาพพัง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562791

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2559 06:05

 

หากสาวๆ กำลังหาวิธีลดความอ้วนอยู่ ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ขอเตือนคุณอย่าได้ทำสิ่งต่อไปนี้ เพราะมันจะส่งผลให้สุขภาพ และหุ่นสวยของคุณเสียหายอย่างจัง หากแต่ลองเป็นวิธีอื่น อย่างการออกกำลังกาย และควบคุมอาหารก็ไม่เลวนะ !

1. ไดเอทด้วยการเลือกทานอาหาร
ไม่ว่าจะเป็นไข่ต้ม สลัดผัก ซุปต่างๆ โฮลวีท หรือจำพวกผลไม้ จริงอยู่ที่มันช่วยสาวๆ ลดความอ้วนได้ หากแต่สาวๆ ทานมันเป็นประจำทุกวันก็อาจทำให้เป็นโรคขาดสารอาหารได้เหมือนกัน ลองคิดดูสิ สาวๆ เน้นย้ำทานแต่อาหารลดความอ้วนอยู่แบบนั้น ทำให้ไม่ได้รับสารอาหารประเภทอื่นเข้าร่างกายเลย (ซึ่งบางทีมันก็จำเป็นกับร่างกายนะ) แล้วแบบนี้ร่างกายจะได้คุณค่าของสารอาหารครบถ้วนได้อย่างไร จำไว้ว่า คนเราต้องการสารอาหารหลากหลายประเภทนะ อาหารที่สาวๆ ทานมันอาจจะช่วยลดน้ำหนักได้ในระยะเวลาสั้นๆ ทว่าแลกกับกลายเป็นโรคขาดสารอาหาร สาวๆ ว่าคุ้มกันไหมล่ะ ?!

ทานแต่ผลไม้อย่างเดียว เสี่ยงเป็นโรคขาดสารอาหารได้นะ

2. ไดเอทด้วยการดีท็อกซ์
เพิ่งทานไปหยกๆ คุณก็คิดจะเอาอาหารออกแล้วหรอ? แบบนี้ไม่ดีมั้ง ‘ดีท็อกซ์’ คือการล้างเอาสารพิษออกจากร่างกาย หากแต่คุณหวังใช้วิธีนี้เพื่อรีดน้ำหนัก และกระชับหน้าท้องของคุณให้แบนราบ มันคงจะเป็นอะไรที่ดูโง่ที่สุด เพราะเมื่อคุณทานแล้วถ่ายออกมา ไม่เพียงคุณจะกลับมาหิวอีกครั้ง (จนต้องยัดอาหารเข้าไปอีก) ทว่าร่างกายคุณยังไม่ได้ดูดซึมสารอาหารเอาไปใช้อย่างเต็มที่ เราแนะนำว่า ปล่อยให้มันเป็นไปตามกระบวนการทำงานของร่างกายจะดีกว่านะ ถ้าคุณอยากให้หุ่นสวยเป๊ะจริงๆ ก็แค่ควบคุมอาหารให้น้อยลง และเน้นเบิร์นด้วยการออกกำลังกายแทน!

เน้นเบิร์นด้วยการออกกำลังกาย !

3. ไดเอทด้วยการอดอาหาร


มันเหมือนกันกับข้อ 1. แต่อาจจะเลวร้ายกว่า สาวๆ หลายคนคิดว่า การอดอาหารเป็นหนึ่งวิธีที่ลดน้ำหนักได้ไว และกำจัดหน้าท้องไปได้อย่างรวดเร็ว แต่จริงๆ นอกจากมันจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว มันยังทำให้คุณกลายเป็นโรคขาดสารอาหาร ตลอดจนระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายทำงานผิดปกติ ซึ่งเมื่อไหร่ที่คุณเลือกอดอาหาร และหันมาทานเป็นปกติ มันก็จะส่งผลให้ระบบเผาผลาญแปรปรวนจนเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ กลับมาอวบอ้วนอีก ฉะนั้นแทนที่คุณจะอดอาหารเปลี่ยนเป็น ‘การคุมอาหาร’ ทานแต่น้อย และทานแต่อาหารที่มีประโยชน์แทน จะดีกว่าไหม ?

ควบคุมอาหาร ทานให้น้อยลง

4. ไดเอทด้วยยามหัศจรรย์

ตัวช่วยเห็นผลไวที่สาวๆ สมัยนี้ชอบใช้กัน แต่หารู้ไม่ว่า จริงๆ แล้วมันไม่มียาตัวไหนหรอกที่สามารถช่วยลดความอ้วน-ลดหน้าท้องได้ในระยะยาว โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงกลับมา บางคนอาจมีอาการโยโย่ หุ่นดูอวบขึ้นบ้าง ใจสั่น พ่วงด้วยอาการหน้ามืด วิงเวียนตามมา แต่ก็นั่นแหละสาวๆ มักชอบทางลัดที่เห็นผลเร็วเสมอ ยิ่งบางคนทานยาเสริมไปกับการลดน้ำหนักด้วย (ทั้งทานน้อย ทั้งเลือกทาน) เราก็ได้แต่เตือนว่า ระวังสุขภาพจะเสียเอาง่ายๆ และได้สารอาหารไม่ครบหมู่เอานะ 


การรักษาด้วยคีเลชั่นคืออะไร รักษาเส้นเลือดหัวใจตีบได้หรือไม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563621

โดย หมอดื้อ 17 ม.ค. 2559 05:01

 

การรักษาคีเลชั่น (chelation) เป็นการรักษาทางเลือกนอกแบบ ที่พิสูจน์ชัดเจน คือ การขจัดโลหะหนักที่เป็นพิษออกจากร่างกาย โดยเปลี่ยนทำให้ละลายน้ำได้ ขับออกทางไตและตับ โดยมีประวัติตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อรักษาผู้ถูกก๊าซพิษที่มีสารหนู (arsenic) ออก

หลังจากนั้นมียาคีเลชั่นหลายชนิดเพื่อใช้รักษาโรคที่เกิดจากการสะสมของธาตุเหล็ก (ในโรคเลือดกรรมพันธุ์ธาลัสซีเมีย) ปรอท ตะกั่ว ยูเรเนียม พลูโตเนียม ในเวลาต่อมา มีผู้ผันแปรเจตนาเดิมมาใช้ในการรักษาโรคหัวใจที่มีเส้นเลือดตีบ แม้กระทั่งโรคออทิสติก โดยอ้างว่าโรคออทิสติกเกิดจากสารปรอทที่ปนเปื้อนในวัคซีน (thiomerosal) ซึ่งไม่เป็นความจริง…ในสหรัฐฯมีปัญหาเกี่ยวกับการรักษาทางเลือกใหม่ เลยจัดตั้งให้มีหน่วยงานและสถาบันของรัฐการแพทย์ทางเลือก ทำหน้าที่ในการค้นหาหลักฐานข้อมูลความเป็นจริงว่ามีประโยชน์ประสิทธิภาพดีจริงหรือไม่ และมีข้อเสียที่ต้องระวังหรือไม่ รวมทั้งถ้าพิสูจน์ไม่ได้ตามที่กล่าวอ้าง ก็จะประกาศทั่วกัน

EDTA ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ในการรักษาทางเลือกใหม่เป็นกรดอะมิโน ซึ่งสามารถจับกับตะกั่ว, แมกนีเซียม, สังกะสี, แคลเซียม, ทองแดง โดยการใช้ EDTA หวังว่าจะไปจับกับแคลเซียมที่คล้ายเป็นตะกรัน ในหลอดเลือดที่ตีบ เช่น ในหัวใจ ในสมอง โดยเชื่อว่ามีกลไกทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำก่อน จะได้ไปดึงแคลเซียมที่เกาะอยู่ตามเส้นเลือดออก โดยที่ความเชื่อนี้ไม่มีการพิสูจน์ทางกระบวนการวิทยาศาสตร์ใดๆ

นอกจากนั้นยังเชื่ออีกว่าเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระและยังลดการสะสมของธาตุเหล็กในตัว ทำให้เส้นเลือดขยายตัวยืดตัวได้ดี และอื่นๆอีกมากมาย

รายงานที่ผ่านมาของการให้ EDTA คีเลชั่น เป็นการรายงานที่ไม่รัดกุมดีพอ ประกอบกับคนไข้รู้สึกดีขึ้นกระชุ่มกระชวยเองจากจิตใจ การศึกษาที่มีระเบียบรัดกุม ในผู้ป่วยเส้นเลือดตีบที่ขาปี 1994 ในวารสารหลอดเลือด (Circulation) ไม่พบว่าก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ

การศึกษา ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมแพทย์ของสหรัฐฯ (JAMA) 2002 คนไข้มีเส้นเลือดหัวใจตีบ 2 กลุ่ม กลุ่มละ 40 ราย โดยกลุ่มแรกให้การรักษา ด้วย EDTA คีเลชั่น และอีกกลุ่มให้ยาหลอกสัปดาห์ละ 2 ครั้งไปนาน 15 สัปดาห์ และต่อด้วยเดือนละครั้งไปนานอีก 3 เดือน รวม 33 ครั้ง ปรากฏว่าไม่มีผลแตกต่างกัน

ในสหรัฐฯเองมีการใช้ EDTA คีเลชั่น โดยไม่ได้รับการรับรองจาก อย.สหรัฐฯ และในเดือนแรกต้องทำคีเลชั่นตั้งแต่ 5-30 ครั้ง โดยเดือนต่อมาทำเดือนละครั้ง ตัวสาร EDTA ก็ไม่ได้ถูกรับรองให้เป็นยามาตรฐานในการรักษาโรคของเส้นเลือด มีคนทำคีเลชั่นเฉลี่ยประมาณ 111,000 รายต่อปี ในช่วงปี 2002 ถึง 2007

ทั้งนี้ ทั่วในสหรัฐฯหรือในประเทศยุโรป บริษัทประกันจะไม่รับผิดชอบในการเบิกจ่าย รวมทั้งไม่รับผิดชอบถ้าเกิดผลแทรกซ้อนจากการทำคีเลชั่น ผลแทรกซ้อนที่พบได้มีตั้งแต่เกิดไตวาย มีการกดการทำงานของไขกระดูก ความดันเลือดตกจนถึงช็อก มีลมบ้าหมู เกิดการเต้นผิดปกติของหัวใจหรือมีปฏิกิริยาแพ้จนไม่หายใจ

สำหรับเหตุการณ์เสียชีวิตจาก EDTA คีเลชั่นที่ทำให้ระดับแคลเซียมต่ำ มีตัวอย่างผู้เสียชีวิตในสหรัฐฯ รัฐเท็กซัส เพนซิลเวเนีย และโอเรกอน ระหว่างปี 2003-2005 (Mortality and Morbidity Weekly Report 2006) มีเด็กชายอายุ 5 ขวบ ในเดือนสิงหาคม 2005 เป็นโรคออทิสติกและ ได้รับการรักษาด้วย EDTA คีเลชั่น โดยแท้ที่จริงแล้ว โรคนี้ไม่ได้เกี่ยวกับความผิดปกติของสมองที่เกิดจากการสะสมของปรอทเลย หลังได้คีเลชั่น เด็กหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตในที่สุด จากการที่ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำลง ซึ่งเป็นผลจากคีเลชั่น

ในเดือนสิงหาคม 2003 สตรีอายุ 53 ปี ซึ่งไม่ได้มีโรคเส้นเลือดหัวใจหรือโรคอื่นๆ ได้รับการคีเลชั่นจากคลินิกบำบัดธรรมชาติ เพื่อขจัดโลหะหนักในร่างกาย โดยความเชื่อว่าจะทำให้สุขภาพดีขึ้น หลังทำการบำบัดได้ประมาณ 10-15 นาที ไม่รู้สึกตัวและเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งผลการชันสูตรพบว่า เกิดจากการที่หัวใจเต้นผิดปกติ อันเป็นผลจากการที่แคลเซียมต่ำจากการให้คีเลชั่น และระดับต่ำลงถึง 3.8 มก.เดซิลิตร (ค่าปกติ 4.5-5.3) แม้ว่าจะได้รับการฉีดแคลเซียมระหว่างนำส่งโรงพยาบาล และขณะทำการปั๊มหัวใจช่วยชีวิตที่ห้องฉุกเฉินก็ตาม

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2005 เด็กหญิงวัย 2 ขวบ ได้รับการรักษาด้วย EDTA คีเลชั่น เนื่องจากตรวจพบว่าน่าจะมีตะกั่วสะสมในตัวจนเกิดโลหิตจาง หลังจากได้คีเลชั่น เด็กหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตในที่สุดจากแคลเซียมต่ำ…ไม่ใช่แต่เพียงสมาคมโรคหัวใจในสหรัฐอเมริกาทั้งสองสมาคมเท่านั้นที่ไม่ยอมรับวิธีการรักษาด้วย EDTA คีเลชั่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) สหรัฐฯ สมาคมแพทย์สหรัฐฯ สถาบันสุขภาพ หัวใจ ปอด และเลือด ต่างก็ไม่เห็นด้วยกับการรักษาคีเลชั่นที่ไม่ได้ถูกรับรองเช่นนี้
ถึงกระนั้นก็ตาม เนื่องจากมีการใช้อย่างแพร่หลายในสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม 2002 สถาบันสุขภาพสหรัฐฯ โดยศูนย์การรักษาทางเลือกและ สถาบันโรคหัวใจ ปอด และเลือด ได้ประกาศทำการศึกษาถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยด้วยการรักษา EDTA คีเลชั่นในโรคหัวใจขาดเลือด ในผู้ป่วยที่อายุ 50 ปีขึ้นไปและเคยมีหัวใจวาย ทั้งนี้ โดยที่มีสถาบันหรือโรงพยาบาลในการศึกษานี้ทั่วประเทศ การศึกษาดังกล่าวเริ่มตั้งแต่เดือน มีนาคม 2003 และเสร็จสิ้นในปี 2010 ผลการศึกษาที่เริ่มทยอยรายงานตั้งแต่ปี 2013 จนปัจจุบัน มีคนอยู่ในการศึกษาท้ายสุดจำนวน 1,708 ราย พบว่าได้ผลเฉพาะในคนที่มีเบาหวานและมีโรคหัวใจเท่านั้น

โดยกลุ่มนี้จะมีอยู่ประมาณหนึ่งในสาม โดยที่ลดความเสี่ยงลงได้ 40% จากการมรณะจากโรคหัวใจ จากการเกิดอัมพฤกษ์ และลดการเกิดซ้ำของหัวใจล้มเหลวได้ 52% และลดการมรณะจากเหตุใดๆได้ 43% ทั้งนี้ การให้ร่วมกับวิตามินขนาดสูงและเกลือแร่จะได้ผลดีขึ้น

อย่างไรก็ดี กระบวนการในการให้ ไม่ว่าจะเป็นคีเลชั่นจริง หรือหลอกซึ่งต้องมีการให้สารละลายทางเส้นเลือดมีผลแทรกซ้อนข้างเคียง โดย 16% ที่ได้จริงและ 15% ที่ได้หลอก ต้องหยุดให้กลางคัน และรุนแรง 2 ราย ในแต่ละกลุ่ม (รวม 4 ราย) 1 รายในแต่ละกลุ่มเสียชีวิต อาการข้างเคียงที่เกิดได้มีตั้งแต่แสบร้อนบริเวณที่ให้ทางเส้นเลือด ไข้ ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ที่รุนแรงขึ้นคือ หัวใจวาย ช็อก แคลเซียมต่ำ หัวใจหยุดเต้น ไตวาย

ทั้งนี้ ย้ำจากการศึกษานี้ที่มีผู้เชี่ยวชาญเฝ้าดูแลอย่างรัดกุม การทำคีเลชั่น ต้องระมัดระวังสูงสุด ถึงตายได้ถ้าการทำไม่มีความชำนาญไม่มีผู้เชี่ยวชาญที่จะแก้ไขผลแทรกซ้อนวิกฤติ ขณะทำ หรือหลังทำ และคนที่เป็นเบาหวานเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ โดยอธิบายกลไกไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร.

หมอดื้อ

ซึมเศร้า
 ตอนที่ 1 โรคที่ต้องเข้าใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561712

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 15 ม.ค. 2559 05:30

 

โรคซึมเศร้าพบได้มากในปัจจุบัน เห็นได้จากข่าวการฆ่าตัวตายตามสื่อต่างๆ โดยมากเรามักเข้าใจกันว่า โรคซึมเศร้าเกิดจากความกดดัน แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ความกดดันจากครอบครัว การทำงาน การเรียน สามารถทำให้เสียใจ เศร้าใจ จนมีความรู้สึกหมองหม่นได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นโรคซึมเศร้าเพราะสาเหตุนี้

คนที่เป็นโรคนี้มักจะเป็นคนที่มีความเสี่ยงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเมื่อเจอความกดดันต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ก็อาจทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า คือ พันธุกรรม ซึ่งเป็นผลจากความผิดปกติของยีน อีกทั้งยังเกิดจากฮอร์โมน ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้มากกว่าผู้ชาย นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น หากมีการพลัดพรากจากพ่อแม่ในวัยเด็ก ก็มีแนวโน้มที่จะมีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ในร่างกายเรามีสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า ซีโรโทนิน ซึ่งหากมีค่าต่ำกว่าปกติจะส่งผลให้การสื่อสารของเซลล์ประสาทนั้นทำงานได้ไม่ดี และยังมีสารอีกหลายตัวที่ส่งผลต่อการทำงานของสมอง แต่ ซีโรโทนิน จะเป็นสารตัวหลักที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้

คนในครอบครัวควรจะเอาใจใส่สมาชิกภายในครอบครัวให้มากๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า หากไม่แน่ใจหรือเป็นกังวล ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อลดปัญหาหรือหาทางแก้ไขสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับสมาชิกภายในครอบครัวของท่านต่อไป

ศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

อยากสวยต้องรู้! แผนการกินเพื่อหุ่นฟิตเฟิร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558405

โดย Women’s Health 14 ม.ค. 2559 16:01

 

ออกกำลังเสร็จก็ถึงเวลาเติมพลังและเสริมสร้างกล้ามเนื้อด้วยอาหาร และนี่คือแผนการกินของอลิซ่า เฮนส์ลีย์ (Alisa Hensley) ที่ช่วยให้ภารกิจของเธอลุล่วงทันเวลาถ่ายทำ

*อลิซ่า เฮนส์ลีย์ (Alisa Hensley) สาวสวยดีกรีเก่งกาจขนาดเป็นนักเทควันโดสายดำ มีทรวดทรงเทียบเท่าดาวดังระดับโลกที่ร้อนแรงที่สุด และยังเป็นนักแสดงแทนฉากบู๊ในหนังแอ็กชั่นที่ล้วนแต่ดังเปรี้ยงปร้างของวงการ

มื้อเช้า

ออมเล็ตไข่ขาว 1 ฟอง และอกไก่ย่างเลาะหนังออก

ทั้งไข่และไก่มีโปรตีนสำคัญ ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายหลังออกกำลังกาย ไก่มีฟอสฟอรัสซึ่งจำเป็นต่อประสาทส่วนกลาง

ของว่างยามสาย

มูสลี่ 30 กรัม และบลูเบอร์รี่สด 1 กำมือ

มูสลี่มีไฟเบอร์สูง ดีต่อระบบทางเดินอาหาร แต่ต้องแน่ใจว่าคุณเลือกยี่ห้อที่ไม่ผสมน้ำตาลมาก

 

มื้อกลางวัน

ทูน่าสเต๊กและสลัดหน่อไม้ฝรั่ง

สาวใดอยากสร้างกล้ามเนื้อ ทูน่าคือตัวเลือกอันดับต้น ๆ เลยค่ะ เพราะมีโปรตีนและโอเมก้า 3 สูง หน่อไม้ฝรั่งมีสารลดอาการอักเสบและวิตามินเคเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง อลิซ่าเติมมะกอก โหระพา และมะเขือเทศในสลัดด้วยเพื่อเพิ่มวิตามินที่ช่วยเร่งการเผาผลาญ

ของว่างยามบ่าย

โปรตีนเชค

เลือกเวย์โปรตีนที่ไม่มีสารให้ความหวานหรือเคมีสังเคราะห์ เพื่อเพิ่มสารอาหารอย่าลืมเติมเนยถั่ว 1 ช้อนโต๊ะ เขย่าให้เข้ากัน ใส่กล้วยและทับทิมลงไปจะได้อยู่ท้องนานๆ และเสริมสารต้านอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย

มื้อเย็น

เบอร์เกอร์ไก่ไร้มันและมันหวานเผา

เนื้อไก่อุดมด้วยไดเปป์ไทด์ที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ลดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ป้องกันการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย มันหวานมีโพแทสเซียมสูงซึ่งจำเป็นต่อการยืดหดตัวของกล้ามเนื้อ อลิซ่าเหยาะน้ำมันมะกอกเล็กน้อย โรยผงพริกเพิ่มรสชาติอีกนิด เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญ
ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com
นิตยสาร Women’s Health ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2014

5 ลีลาเด็ด เปลี่ยนเกมรักให้เปรี้ยวเข็ดฟัน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558396

โดย FHM 13 ม.ค. 2559 16:01

 

มาเป็นหนุ่มนักปฏิวัติ จัดระเบียบสังคมเรื่องบนเตียงกันดีกว่า ว่าด้วยเรื่องจัดเธอให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนมองออกไปนอกหน้าต่าง เหมือนกำลังนั่งๆ นอนๆ อยู่บนสรวงสวรรค์!!

เก้าอี้ตัวเดียวก็เสียวได้ 

เชื่อเถอะว่า เก้าอี้เพียงตัวเดียว ก็ทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียวได้ ทำไมน่ะเหรอ? เมื่ออีกฝ่ายนั่งฉีกทุเรียนบนเก้าอี้ จะทำให้เส้นประสาทภายในช่องคลอดถูกกระตุ้นได้ง่ายขึ้นอีกด้วย และช่วยให้เธอถึงจุดสุดยอดง่ายขึ้น 
เลือกเก้าอี้แบบที่มีพนักสูง ให้ฝ่ายหญิงคุกเข่าบนเก้าอี้และจับพนักไว้ สำหรับฝ่ายชายอยู่ทางด้านหลัง กระทั่งสามารถเคล้าคลึงหน้าอก และกระตุ้นคลิตอริสของเธอได้ ท่านี้ช่วยให้การรุกล้ำได้ลึกขึ้น แนะนำให้รุกล้ำแบบช้าๆ ฝ่ายหญิงสามารถใช้มือดันเก้าอี้ไว้ เพื่อกดตัวเข้าหาฝ่ายชายได้ด้วย

กรรไกรเสน่หา 

ท่านี้ต้องอาศัยความแข็งแรงสักหน่อย ให้ฝ่ายหญิงคุกเข่าลงหน้าเก้าอี้ เท้าข้อศอกลงบนที่นั่งและจับพนักเก้าอี้เอาไว้ ผู้ชายเป็นฝ่ายยกขาของเธอขึ้น โดยให้ขาเธอรั้งเกี่ยวเหนี่ยวเอวของฝ่ายชายเอาไว้ ก่อนจะรุกล้ำเธอ แม้จะกระตุ้นจีสปอตและคลิตอริสไม่มากเท่าท่าที่แล้ว แต่ให้ความรู้สึกพิเศษสุด นั่นคือสามารถทำให้คู่รักถึงจุดสุดยอดได้อย่างพร้อมเพรียงเช่นกัน

ท่ายากบนโซฟา

จากที่เคยนั่งหันหลังคร่อมเฉยๆ คราวนี้ให้เธอลองนั่งหลังตรงบนโซฟา แค่คุณทำหน้าที่เป็นโซฟาแทนเท่านั้นเอง!! ก่อนอื่นให้หุบขาทว่าต้องสมดุล ตั้งท่อนรักให้ตรงเด่เข้าไว้ รองรับองศาของเครื่องตอกเสาเข็ม ตกลงกันไว้ก่อนเลยว่า ยิ่งถ้าเธอโยกแรงเท่าไร คุณก็จะใช้มือคลึงเคล้นสองเต้าให้รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น…จะนั่งหันหน้าหรือว่าหันหลังก็ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าสมมติวันหนึ่งฝ่ายใดเกิดเบื่อโซฟา จะเปลี่ยนมาเป็นเบาะหลังรถแทนดูบ้างก็ได้!!!

รถเข็นล้อเดียว

เคยเห็นรถเข็นล้อเดียวแถวไซต์ก่อสร้างมั้ย? แบบนั้นเลย! ท่านี้ฝ่ายหญิงเองก็ต้องใช้พลังเยอะ เพราะต้องใช้ศอกเลี้ยงตัวเองไม่ให้หล่นจากขอบเตียงขณะที่ฝ่ายชายเดินเครื่องเต็มสูบ แต่คนที่เหนื่อยกว่าก็คือฝ่ายชาย เพราะนอกจากจะต้องใช้กำลังแขนเลี้ยงสมดุลไว้ไม่ให้เธอหล่นหน้าทิ่มพื้นแล้ว ยังต้องซอยเอวเข้าออกในอัตราที่ค่อนข้างคงที่ด้วยความเมามัน ผลคือเหงื่อไหลเป็นโอ่ง ใช้พลังงานเปลืองสุดๆ

คุกเข่าเขย่ารัก

เมื่อเริ่มต้น ฝ่ายชายอยู่ในท่าคุกเข่าที่ขอบเตียง ฝ่ายหญิงนั่งที่ขอบเตียงแล้วแยกขาออก ใช้แขนเท้าไปด้านหลังเพื่อยกถ้ำให้เข้าใกล้ท่อนเอ็นมากขึ้น เธอพลางโยกรับจังหวะกระแทกกระทั้นของคุณจนซ่านเสียว นอกจากขอบเตียงแล้วคุณอาจประยุกต์ไปใช้กับขอบอ่างอาบน้ำ โซฟา หรือแม้แต่เก้าอี้ธรรมดา แต่อาจต้องใช้หมอนช่วยหนุนเข่าของคุณให้สูงขึ้นตามไปด้วย…

ที่มา – FHM
www.fhm.in.th

ประโยชน์จาก โคเอนไซม์ คิวเทน สารสร้างพลังงานพื้นฐานของเซลล์ต่างๆในร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561489

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ม.ค. 2559 05:45

 

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ยังคงเป็นวลีที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ดังนั้น การดูแลสุขภาพของตัวเราเองและสุขภาพของคนที่เรารักจึงเป็นเรื่องสำคัญ ภญ.วิชชุลดา ผรณเกียรติ์ ผู้เชี่ยวชาญจากเมก้า วีแคร์ เผยว่า ปัจจุบันพบว่าคนไทยเป็นโรคหัวใจกันมาก และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติของ ก.สาธารณสุขปี พ.ศ.2556 พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจปีละกว่า 50,000 คน หรือเฉลี่ย 6 คนในทุก 1 ชั่วโมง และจากการศึกษายังพบว่า เพศชายมีอัตราการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตันได้มากกว่าเพศหญิง 3 เท่า และยังมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าเพศหญิงถึง 5 เท่า เราจึงควรหันมาใส่ใจสุขภาพคุณพ่อตั้งแต่วันนี้ เริ่มจากให้ท่านงดและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ เช่น อาหารที่อุดมด้วยไขมันและเกลือ งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ หมั่นตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำทุกปี ที่สำคัญ เลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารสำคัญ อย่างโคเอนไซม์ คิวเทน

ภญ.วิชชุลดา

ในทางการแพทย์พบว่า โคเอนไซม์ คิวเทน เป็นสารที่พบได้ในทุกเซลล์ของร่างกายที่มีชีวิต และมีความสำคัญในการสร้างพลังงานพื้นฐานของเซลล์ ทำให้เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆของร่างกายทำงานเป็นปกติ และยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อีกมากมาย อาทิ ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด มีส่วนช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานดีขึ้น ช่วยลดความดันโลหิตในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ประโยชน์ต่อสมอง ช่วยให้อาการต่างๆ ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ และพาร์กินสันดีขึ้น และยังชะลอการดำเนินของโรคให้ช้าลงอีกด้วย ลดผลข้างเคียงของยาลดไขมันคอเลสเทอรอลในเลือดกลุ่มสแตติน จากการวิจัยพบว่า ยาลดไขมันคอเลสเทอรอลในเลือดกลุ่มดังกล่าว ทำให้ปริมาณโคเอนไซม์ คิวเทนในร่างกายลดลง นำไปสู่อาการกล้ามเนื้อแขน-ขาอ่อนแรง ปวดกล้ามเนื้อ หากขาดรุนแรงจะมีผลกระทบทำให้หัวใจและตับทำงานผิดปกติ แต่เมื่อให้โคเอนไซม์ คิวเทน จะช่วยลดผลกระทบเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยัง ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดจากรังสียูวี และช่วยลดริ้วรอยและชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ผิวอีกด้วย

ทั้งนี้ ร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์โคเอนไซม์ คิวเทนได้เอง จากอาหารที่รับประทานเข้าไปจนถึงอายุ 21 ปี หลังจากนั้นร่างกายจะสามารถสังเคราะห์โคเอนไซม์ คิวเทน ได้ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งหากร่างกายขาดโคเอนไซม์ คิวเทน จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจหรือเซลล์สมองลดลง ภูมิคุ้มกันหรือเซลล์เสื่อมก่อนวัยได้ จึงต้องเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยโคเอนไซม์ คิวเทน เช่น เนื้อสัตว์ ปลาทะเล เครื่องในสัตว์ ถั่วเปลือกแข็ง ฯลฯ และการได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน จากอาหารเสริมก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน.

กาแฟเนี่ยแหละ ที่ทำเรานมเล็ก!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558388

โดย Cleo Thailand 12 ม.ค. 2559 16:01

 

เจอข่าวนี้แล้ว หันไปมองแก้วคาปูชิโน่ร้อนที่ตั้งบนโต๊ะข้างคอมพิวเตอร์ แก้วที่สองของวันนี้แล้ว!

ชีวิตสาวออฟฟิศเพิ่งจะกระจ่างก็วันนี้ ชัดเลยค่ะ! ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยหนักๆ โด๊ปคาเฟอีนเข้าไปแทบจะดื่มแทนน้ำ ก็งานมันเสร็จไม่ทัน ตาก็ต้องเบิ่งออกมาคิดงานหนิเนอะ เฮ้ออออออ เอาล่ะ พร้อมฟังข่าวร้ายกันรึยัง! เริ่ม!

มีการศึกษาจากประเทศสวีเดน ค้นพบเลยว่า การดื่มกาแฟเยอะๆ ทำให้น่มน๊มของเราหดเล็กลงได้จริงจริงงงงง!!!

คือเรื่องมันเริ่มมาจาก การทดลองในผู้หญิง 270 คน ตอนแรกแค่จะศึกษาความเชื่อมโยงของผู้หญิงที่หน้าอกใหญ่ กับความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม แล้วก็เลยไปถึงความเชื่อมโยงระหว่างหน้าอกและกาแฟ เพราะเขาพบว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้ แล้วคนที่ชอบดื่มกาแฟมากๆ หลายคนจะมียีนตัวนี้นี่ล่ะ ที่ทำให้หน้าอกเราหดเล็กลงนิดๆ

แต่ถ้าคิดในแง่ดี นมเล็ก ก็เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเต้านมน้อยลง… เลือกเอาแล้วกัน ฮื้อ

“ถึงหน้าอกจะเล็กลง แต่มันก็ไม่ได้จะหายไปเลยหรอกจ้ะ” นักวิทยาศาสตร์คนนั้นปลอบใจเราเบาๆ…

ที่มา – Cleo Thailand
www.cleothailand.com

ฉี่เล็ด ปัญหาคาใจที่แก้ไขได้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/561025

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ม.ค. 2559 05:15

 

ช่องคลอดปกติ – ช่องคลอดยื่นย้อย

ช่องคลอดไม่กระชับ!! นับเป็นปัญหากลัดกลุ้มของผู้หญิงเราที่ไม่กล้าจะหันหน้าไปปรึกษาใคร ต้องเก็บไว้เป็นปัญหาหนักใจ พออายุมากขึ้นจะส่งผลพวงให้เกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือปัสสาวะเล็ดนั่นเอง ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการเข้าสังคม

นพ.วรพล สุขีวัฒนา เจ้าของด็อกเตอร์โทนี่คลินิก ขันอาสาช่วยแก้ปัญหา โดยบอกว่า ภาวะปัสสาวะเล็ด กลั้นไม่อยู่ควบคุมไม่ได้ เกิดขึ้นได้ในผู้หญิงเกือบทุกช่วงวัย โดยสาเหตุหนึ่งมาจากช่องคลอดไม่กระชับ สำหรับคนวัยสาวมักเกิดจากอุปนิสัยบางอย่าง เช่น ดื่มน้ำน้อย กลั้นปัสสาวะบ่อยๆ เป็นเวลานาน ทำให้กระเพาะปัสสาวะเกิดการบีบตัวผิดปกติ จนกลั้นไม่อยู่ ส่วนคนที่เคยตั้งครรภ์หรือเคยผ่าตัดมดลูกมาก่อน อาจมีการเสื่อมของหูรูดและการหย่อนยานของผนังช่องคลอด รวมทั้งบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะปิดไม่สนิทเกิดอาการปัสสาวะรั่วออกมาได้

นพ.วรพล

ในวัยสูงอายุและประจำเดือนหมดแล้ว ฮอร์โมนเพศหญิงจะลดลง ทำให้เยื่อบุในท่อปัสสาวะขาดความยืดหยุ่น ระบบการปิดกลั้นของท่อปัสสาวะลดลง ทำให้ปัสสาวะรั่วซึมได้ อาการของปัสสาวะเล็ด ได้แก่ มีความรู้สึกว่าจะต้องปัสสาวะ แต่ไปได้ทัน หรือเวลา ไอ จาม มีปัสสาวะเล็ดออกมา ปัสสาวะราดโดยไม่รู้ตัว ปัสสาวะรดที่นอน หรือปัสสาวะหยดหลังปัสสาวะแล้ว ในการรักษานั้นมีอยู่ 3 วิธี คือ บำบัด รักษาทางยา และการผ่าตัด ผู้ที่มีอาการไม่มากสิ่งที่ช่วยได้ คือการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ด้วยการขมิบหูรูด ลักษณะเหมือนตอนที่กลั้นปัสสาวะ ทำอย่างน้อยวันละ 100 ครั้ง แล้วเพิ่มจำนวนครั้งขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามีอาการมาก จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ตกแต่งขนาดของช่องคลอดให้เล็กลง (รีแพร์) ซึ่งเป็นวิธีที่เจ็บและแก้ปัญหาไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

แต่ปัจจุบันมีโปรแกรมรักษากระชับช่องคลอด ที่เรียกว่า ThermiVa โดยใช้เวลาเพียงสั้นๆ ที่พัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานในบริเวณเนื้อเยื่อช่องคลอด โดยจะส่งพลังงานไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ภายในบริเวณเนื้อเยื่อโดยรอบ และตลอดแนวลึกของช่องคลอด ทำให้ผนังช่องคลอด หดเล็กลง และให้ความแข็งแรง กระชับตึง ลดอาการแห้งของช่องคลอด หลังจากทำการรักษา สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกาย.

ตั้งสติก่อนหยิบอาหารเข้าปาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558357

โดย Women’s Health 11 ม.ค. 2559 16:01

 

บางครั้ง อาหารสมองจัดเป็นเรื่องที่ดีเอามากๆ เคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญคือ ‘ต้องมีสติอยู่กับตัวเสมอ’ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า มันมีส่วนช่วยให้หุ่นผอมเพรียวยิ่งขึ้น

เซ็ตสมองใหม่

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านยืนยันว่า วิธีขจัดปัญหาเหล่านี้อยู่ที่การทานอาหารอย่างมีสติ รู้ตัวอยู่ตลอดว่ากลืนอะไรลงท้องไปบ้าง หรือก่อนที่คุณจะป้อนอะไรเข้าปาก และต้องรู้ตัวตลอดทั้งมื้อ การมีสติจะช่วยให้คุณรู้เท่าทันปัจจัยภายนอกและภายในอยู่เสมอ และทั้งหมดนี้คุณไม่ต้องใช้ความพยายามในการเปลี่ยนหรือประเมินสิ่งต่างๆ ทั้งนั้น คุณแค่ต้องสังเกตให้เห็นสิ่งเหล่านั้น และไม่ปล่อยให้มันมารบกวนลักษณะการกินของคุณเอง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเกิดอยากกินอะไรขึ้นมากะทันหัน จนต้องวิ่งไปเปิดตู้เย็นเพื่อควานหาอาหาร ยั้งใจไว้ก่อน แล้วถามตัวเองสักนิดว่าคุณรู้สึกอย่างไรในตอนนั้น ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น คำตอบเป็นได้หลายอย่าง เช่น คุณรู้สึกขายหน้าที่ถูกหัวหน้าประจานระหว่างประชุมพนักงาน พอคุณรู้ถึงสาเหตุทุกอย่างแล้ว สามารถทำความเข้าใจถึงเหตุผลที่อยากจะหยิบช็อกโกแลตเข้าปากละก็ คุณจะควบคุมร่างกายให้กินแต่สิ่งที่จำเป็นได้ เมื่อใดที่รู้สึกว่าตัวเองเครียดมากๆ และรู้สึกอยากออกไปเดินเล่นดีกว่าเขมือบไอศกรีม บางครั้งคุณอาจคิดไปเองว่าร่างกายต้องการขนม แต่อันที่จริงแค่กินผลไม้สดก็น่าจะเพียงพอ

เริ่มต้นอย่างช้าๆ

ระหว่างพยายามฝึกวินัยในการกินอยู่นั้น ควรละนิสัยการกินจุบจิบซะก่อน วิธีง่ายๆ ที่จะสร้างแรงจูงใจก็คือวางอุปกรณ์ทุกอย่างที่ใช้ตักขนมเข้าปาก แล้ววางมือไว้บนหน้าตักระหว่างกิน ทำเป็นกิจวัตรจนกว่าจะติดเป็นนิสัย เมื่อชินแล้วคุณจะทำได้รวดเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติ

PUT YOUR FOOD ON DISPLAY

เมื่อคุณยัดอาหารลงท้องติดต่อกันโดยไม่หยุดคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
(1) คุณเขมือบไม่หยุดจนกว่าพุงจะกาง
(2) คุณไม่รู้ตัวว่าสูบอาหารเข้ากระเพาะไปมากเท่าไหร่ “คนเราสามารถซึมซับแคลอรี่ได้มากกว่าปกติ ถ้าไม่สังเกตว่าสิ่งที่กินเข้าไปมีอะไรบ้าง” เลสลีย์ ลูธส์ (Lesley Lutes) รองศาสตราจารย์ประจำสาขาจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอีสต์ คาโรลิน่า กล่าวว่า ภาพอาหารและปริมาณเมนูนั้นๆ อาจทำให้คุณอิ่ม ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะกินเยอะหรือน้อยแค่ไหน ให้ใช้จานหรือไม่ก็ถ้วยเป็นภาชนะแทน ทริกอีกอย่างหนึ่งก็เช่น เหลืออาหารไว้บนจานสักนิด จากนั้นไม่นานจะเริ่มตาสว่าง ว่าไม่ควรตัดสินว่าตนเองอิ่มต่อเมื่ออาหารบนจานหมดแล้ว

กำจัดสิ่งล่อตาล่อใจทั้งหลาย

คนเราต่างก็อาศัยอยู่ในโลกที่สามารถทำงานหลายๆ อย่างพร้อมกันได้นับว่าน่าทึ่งและสมควรใส่เข้าไปในประวัติการทำงาน แต่การกินไปด้วยทำงานไปด้วย ตอบอีเมลหรือทำกิจกรรมอื่นๆ วุ่นวายไปหมด เป็นปัจจัยผลักดันให้กินเยอะกว่าที่ควรเป็น ผลศึกษาที่พิมพ์ลงใน American Journal of Clinical Nutrition ย้ำว่าคนที่เล่นไพ่ระหว่างกินอาหารเที่ยงจะรู้สึกว่าตัวเองอิ่มน้อยกว่า คนที่กินโดยไม่มีอะไรขัดจังหวะ โดยคนกลุ่มแรกมักกินคุกกี้เยอะกว่าคนกลุ่มที่สองมากๆ หลังจากอิ่มมื้อเที่ยงเพียงครึ่งชั่วโมงให้หลัง ดังนั้นคุณต้องแน่ใจว่าตัวเองมีสมาธิอยู่กับการกินเพียงอย่างเดียว ไม่สนโทรทัศน์ แทบเล็ต โทรศัพท์ หรือเอาหนังสือออกจากโต๊ะจนกว่าจะกินข้าวเสร็จ

ขอบคุณอาหารตรงหน้า

ฟังแล้วเหมือนนอกเรื่องไปหน่อย แต่ก่อนลงมือกินหรืออยู่ในระหว่างมื้ออาหาร ลองใช้เวลาสักครู่คิดย้อนไปว่า อาหารตรงหน้ามาจากไหน จินตนาการว่าแอปเปิลในมือคุณงอกจากเมล็ดจนกลายเป็นผลไม้อย่างที่เห็น จากนั้นจึงผ่านกระบวนการต่างๆ จากสวนจนมาอยู่บนโต๊ะอาหาร ยิ่งกว่านั้น มันง่ายที่จะค้นหาแหล่งกำเนิดของอาหารสดๆ มากกว่าอาหารผ่านกระบวนการผลิต ทำเอาคุณรู้สึกแปลกๆ ที่จะนึกถึงก็เป็นได้ นี่แหละตัวช่วยให้คุณเลือกกินอาหารสะอาดกว่าแทน

มโนว่าเป็นนักวิจารณ์อาหาร

พยายามหาความแตกต่างของรสชาติอาหารทุกจานแม้เพียงเล็กน้อย รวมถึงความอร่อยที่ได้ลิ้มลอง “ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณกัดเนื้อองุ่น น้ำภายในเกิดกระเซ็นออกมา นี่คือสัมผัสที่คุณพลาดไม่ได้ หากแค่หยิบองุ่นเต็มกำมือเข้าปากในคราวเดียวกันเยอะๆ สรุปแล้วคุณต้องหมั่นสังเกตองค์ประกอบและกลิ่นของขนม รวมถึงความคิดที่ผุดขึ้นมาระหว่างกินด้วย

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com
นิตยสาร Women’s Health ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2015

ถึงเวลาต้องเอาวิตามินบีรวม กลับมากินใหม่มั้ย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/560317

โดย หมอดื้อ 10 ม.ค. 2559 05:01

 

วิตามินบี เช่น บี 1–6–12 แต่ก่อนจะให้ทานกันเป็นประจำทั่วไป ในเด็ก ผู้ใหญ่ และคนป่วยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ในระยะเวลาที่ผ่านมาไม่กี่ปี ปรากฏว่ามีการถอดวิตามินบีออกจากรายการยาที่ไม่เสียเงินที่จ่ายแก่คนป่วยและประชาชนทั่วไป และต้องระบุสาเหตุที่ต้องเบิกจ่าย

ทั้งนี้นัยว่า ในคนไทยอาหารการกิน ผักผลไม้ก็ยังอุดมสมบูรณ์พอควร และเป็นไปไม่ได้ที่จะขาดวิตามินจนเกิดโรค อีกทั้งความเชื่อที่ว่า วิตามินบี 12 และวิตามินโฟลิค (บี 9) สามารถป้องกันเส้นเลือดตีบได้ (ปี 2000) ก็ถูกหลักฐานโต้แย้ง รวมทั้งการที่อาการชาจากเส้นประสาทผิดปกติ เช่น จากเบาหวาน วิตามินไม่สามารถรักษาได้

ที่กล่าวมานั้นถูกต้อง จนหมอมาเจอคนป่วยแขนขาชา อัมพาต อ่อนแรง หัวใจวาย จากการขาดวิตามินบี 1 ในปีนี้เอง (อ่านหมอดื้อ ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 8 พ.ย.2558) ทำให้ต้องคิดใหม่ว่า การกินอาหารของเราในปัจจุบัน บิดเบี้ยวไปจนเกิดเป็นโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินได้จริงๆและโยงย้อนกลับไปยังวิตามินบี 12 ที่เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อม

โรคสมองเสื่อมอันมีอัลไซเมอร์เป็นพระเอกสำคัญ เป็นโรคน่ากลัว

ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องจากป้องกันก็ไม่ได้ เมื่อเป็นไปแล้วอาการจะค่อยๆเลวร้ายลงเรื่อยๆ กล่าวคือเริ่มจากความจำสั้นเรื่อยไปจนถึงความผิดปกติทางความคิด ความอ่าน การใช้ภาษา การตัดสินใจ จนช่วยตัวเองไม่ได้ แม้แต่กระทั่งแต่งตัว ทานข้าว เข้าห้องน้ำ และมีอาการผิดปกติของการเคลื่อนไหวและอารมณ์แปรปรวน

ยาต่างๆนานาที่มีในขณะนี้ล้วนแล้วแต่เป็นยาช่วยทางอ้อม ในการกระตุ้นสมองให้กระชุ่มกระชวย ไม่ได้ช่วยแก้ไขสาเหตุ ทั้งนี้ โดยหวังว่าจะทำให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันต่างๆและช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้นและจะสามารถบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับจิต อารมณ์แปรปรวนได้ ซึ่งทำให้ลดภาระของผู้ดูแลได้

ยาที่ใช้กันทั่วโลกในขณะนี้อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า Cholinesterase Inhibitor ซึ่งทำให้สาร Acetylcholine เพิ่มในสมอง และเป็นยาที่ถูกยอมรับให้ใช้ทั่วโลก ปรากฏว่า ยาในกลุ่มนี้ไม่มีผลต่อการชะลอการดำเนินของโรคสู่ระยะที่ต้องการคนช่วยตลอดเวลาในการทำกิจวัตรประจำวัน หรือช่วยเหลือในการเคลื่อนย้ายจากเตียงหรือเก้าอี้ได้ไม่มาก

ทั้งนี้ไม่รวมถึงผลข้างเคียงจากตัวยาเอง ซึ่งอาจทำให้บางรายมีความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดปกติ หกล้ม กระดูกหัก และบางรายแทนที่จะช่วยบรรเทาอาการทางจิตอารมณ์ กลับมีลักษณะแปรปรวนมากขึ้น หรือมีภาพหลอน ทำให้กลับต้องใช้ยาโรคจิต ซึ่งมีผลข้างเคียงคือเกิดอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ สั่น แข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ หรือมีอาการของโรคพาร์กินสัน อัตราที่ผู้ป่วยต้องเข้าสถานพักฟื้นคนชรา

ในต่างประเทศ (วารสาร Archives of Internal Medicine 2009 และ Lancet 2004) หลังจากที่ใช้ยาไป 3 ปี เท่ากับกลุ่มที่ไม่ได้รับยา และอาการทางพฤติกรรม จิต อารมณ์ ก็ไม่ได้ดูดีกว่ากลุ่มที่ใช้ยา จากที่กล่าวทั้งหมด จะเห็นได้ว่าทั้งคนไข้และหมอเองไม่มีทางเลือกมาก

รายงานของผู้วิจัยมหาวิทยาลัย Oxford โครงการชื่อ “VITACOG” (วารสาร PLoS One 2010) ซึ่งมีการติดตามผู้สูงอายุปกติที่แข็งแรงดี อายุมากกว่า 70 ปี จำนวน 271 คน และแบ่งเป็นกลุ่มได้วิตามิน B รวมและมี B12 ขนาดสูงมากกว่าปริมาณตามปกติ 300 เท่า (B12 ขนาด 0.5 มก./วัน; B6 ขนาด 20 มก./วัน และ Folic acid 0.8 มก./วัน) และกลุ่มที่ได้ยาหลอก (Placebo) โดยไม่มีใครทราบว่าคนไหนได้วิตามินหรือได้ยาหลอก และทำการติดตามใน 2 ปี ทำการตรวจคอมพิวเตอร์สมองแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) อย่างละเอียดด้วย

โดยวิเคราะห์ปริมาณของเนื้อสมองเป็นระยะใน 85 รายที่ได้วิตามินจริงและ 83 รายที่ได้ยาหลอก อัตราเฉลี่ยของเนื้อสมองฝ่อต่อปีในกลุ่มได้วิตามินมีค่าเท่ากับ 0.76% (0.63–0.90) เทียบกับ 1.06% (0.94–1.22) ในกลุ่มได้ยาหลอก

และเนื่องจากการได้วิตามินจะทำให้ของเสียในเลือดที่ชื่อว่าสารโฮ–โมซิสเทอีน (homocysteine) ต่ำลงด้วย เมื่อทำการวิเคราะห์ผลของการชะลอหรือป้องกันสมองฝ่อในกลุ่มที่มีปริมาณของเสียที่มากในเลือด (มากกว่า 13μ mol/L) จะพบว่าวิตามินยิ่งแสดงประโยชน์มากขึ้น โดยมีอัตราสมองฝ่อน้อยกว่ากลุ่มไม่ได้วิตามินถึง 53% การทดสอบประสิทธิภาพความเฉลียวฉลาด (Neuropsychological testing) ในด้านต่างๆ ทั้งความจำ สมาธิและการปฏิบัติ (episodic และ semantic memory, executive function และ selective attention) ปรากฏผลพ้องต้องกันกับปริมาตรสมองที่ฝ่อ กล่าวคือ กลุ่มได้วิตามิน ความเฉลียวฉลาดไม่ได้เลวลง หลังจาก 2 ปีไปแล้ว ในขณะที่กลุ่มไม่ได้วิตามิน สติปัญญาเลวลงอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ความเสื่อมถดถอยของปัญญาไม่ได้ขึ้นกับอายุ เพศ ระดับการศึกษา หรือพันธุกรรม ที่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอัลไซเมอร์ (Apo-lipo protein E ε4) และผลดีของวิตามินต่อสติปัญญาจะเห็นได้ชัดในกลุ่มที่มีสารพิษมากในเลือด โครงการ VITACOG ได้รายงานซ้ำในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (USA) (2013) ยังยืนยันผลดีเช่นเดิม

การศึกษาก่อนหน้านี้ชื่อ NORVIT ไม่พบผลดีในการป้องกันสติปัญญาที่จะเสื่อมลงเมื่ออายุมากขึ้น (วารสาร นิวอิงแลนด์ 2006) และในปี 2014 มีรายงานจากคนละคณะของมหาวิทยาลัย Oxford (American Journal of Clinical Nutrition) ว่าไม่มีผล ซึ่งได้มีการโต้แย้งในหลักฐานจากคณะวิจัยก่อนหน้า ตีพิมพ์ในปี 2015

ในอนาคต วิตามินจะดีจริง ออกหัว ออกก้อย อย่างไรก็ตาม ราคาค่างวดแน่นอนถูกกว่ายาสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ที่กล่าวข้างต้น ซึ่งตกอย่างน้อย 5,000–9,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ วิตามินขนาดสูงมีผลิตในประเทศไทยมีราคาประมาณ 2–3 บาทต่อวันเท่านั้น.

หมอดื้อ