มาดื่ม Vodka เพื่อสุขภาพกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/556268

โดย Playboy Thailand 8 ม.ค. 2559 16:01

 

Vodka ถือเป็นอีกเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมจากนักดื่มทั่วโลก แต่แน่นอนว่ามันยังมีอีกหลายสิ่ง ที่นักดื่มหลายคนยังไม่รู้ และนี่คือสิ่งที่หลายคนที่แม้ว่าจะชอบดื่ม Vodka แต่อาจจะไม่รู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มประเภทนี้ก็ได้

1. กินแล้วไม่อ้วน

เชื่อสิว่าทำได้ โดยทุกๆ ชอตของ Vodka ประมาณ 1.5 ออนซ์ จะมีแคลอรีเพียง 90 แคลอรีเท่านั้น และถือเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่มีแคลอรีต่ำ ซึ่งจากการเปิดเผยของกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา พบว่า ในเบียร์ส่วนใหญ่ที่ขายอยู่ในตลาด จะมีจำนวนแคลอรีมากถึง 153 แคลอรี และ Vodka ในตลาดมีเพียง 64 เท่านั้น และเมื่อต้องดริงก์ การเลือก Vodka แบบเพียวๆ หรือผสมกับโซดา แทนที่จะเป็นเบียร์ หรือคอกเทลหวานๆ จะช่วยคุณในเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้

2. ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์

มหาวิทยาลัย Loyola ในชิคาโก วิจัยเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 1977 จากการหาความสัมพันธ์ของกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 365,000 คน กับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยมีผลการศึกษามากถึง 143 งานวิจัยที่ยืนยันเรื่องนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มตัวอย่างที่ดื่มเหล้าอย่างพอเหมาะ เพราะมีโอกาสที่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะสมอง จะซ่อมแซมหรือฟื้นตัวนั้น ทำได้ดีกว่าพวกที่ดื่มอย่างหนัก หรือดื่มทุกวันถึง 23%

3. ช่วยลดความเครียด

เชื่อหรือไม่ แต่มีงานวิจัยหลายชิ้น ชี้ว่า Vodka เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยทำให้ผู้ดื่มผ่อนคลาย และลดความเครียดได้ ซึ่งจากรายงานของ Journal of Psychopharmacology ระบุว่า Vodka เป็นเครื่องดื่มที่ทำหน้าที่ในการลดความเครียดของร่างกาย และสมองได้ดีกว่าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประเภทอื่นๆ รวมถึงไวน์แดงด้วย

แต่นั่นหมายความว่า ต้องดื่มในระดับที่พอเหมาะ ไม่ใช่เมาแบบหัวราน้ำ โดยการดื่มวันละชอตสำหรับผู้หญิง และ 2 ชอตสำหรับผู้ชาย จะช่วยทำให้ลดความเสี่ยงของการเกิดหัวใจวายได้ด้วย

4. เป็นเครื่องดื่มที่ปราศจาก Gluten

แม้ว่า Vodka จะผลิตจากธัญพืชที่มีแนวโน้มว่าจะมี Gluten ตามธรรมชาติ แต่ทว่า Vodka มีหลากหลายแบบ และใช้วัตถุดิบในการผลิตที่หลากหลายตามสูตร และสไตล์ของแต่ละยี่ห้อ ซึ่งบางยี่ห้อใช้ข้าวโพด มันฝรั่ง หรือแม้แต่องุ่นในการผลิต ซึ่งทำให้ Vodka เหล่านี้ไม่มี Gluten ผสมอยู่ เหมือนกับ Vodka ที่ผลิตจากธัญพืช ดังนั้น ก่อนดื่มควรดูก่อนว่า Vodka ที่หยิบมานั้นผลิตมาจากอะไร

ที่มา – Playboy Thailand
www.playboy.co.th
www.facebook.com/playboythailand

อย่าคิดว่ามันโอเค! 5 พฤติกรรมชายสุดยี้ ทำเลดี้ ‘เซ็งเป็ด’ ส่ายหน้าหนี !

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558292

โดย FHM 8 ม.ค. 2559 15:05

 

ใครๆ ก็มีจุดบอดด้วยกันทั้งนั้น แล้วจุดบอดของคุณล่ะ? โดยเฉพาะหนุ่มๆ ถ้ายอมรับความจริงได้ก่อน ลดศักดิ์ศรีที่ถืออยู่ และยอมอ่อนข้อลงมือเปลี่ยนแปลงในทันที เชื่อสิว่า เธอจะแอบกรี๊ดกับความใจเด็ดของคุณ!!

1. ผู้ชายที่ชอบหนีเธอไปดูดบุหรี่  


ราวๆ ร้อยละ 25 จากผลการสำรวจ นับเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้สาวๆ ถอยออกห่าง เพราะผู้หญิงคิดว่าการ ‘ติดบุหรี่’ ของผู้ชายมักจะทำให้เขาติดอย่างอื่น (ในด้านไม่สู้ดีนัก) ตามไปด้วย เช่น การพนัน แอลกอฮอล์ สารเสพติด หรือกระทั่งติดสาวอื่น ฯลฯ ทั้งๆ ที่ผู้ชายคิดว่าสิ่งนี้ มันช่างเท่ และปลดปล่อยความเครียดได้พร้อมๆ กัน ทว่าหารู้ไม่ มันเป็นสิ่งที่ผู้หญิงอยากจะหนีไปให้ไกลๆ ไม่อยากพบเจอ ส่วนคุณผู้ชายที่ติดงอมแงมแล้วอยากจะเลิก แต่ไม่รู้จะเลิกบุหรี่ได้ยังไง ลองเลิกเพราะเหตุผล “รักคนใกล้ตัวมากกว่าตัวเอง” ดูสิ … สิ่งนี้อาจทำให้คุณดูเท่พอๆ กับการเริ่มต้นสูบก็ได้ !

เลิกสูบบุหรี่เพื่อคนที่คุณรัก !

2. ผู้ชายจอมเขมือบ 


หนุ่มบางคนหน้าตาดีถึงดีมาก มีฐานะ มีการศึกษา มีชาติตระกูลเพียบพร้อม แต่ติดอยู่อย่างคือ เรื่องการกินเขมือบ เพราะคุณผู้หญิงเห็นว่า “คนที่กินเยอะมักขาดระเบียบวินัย” คำนึงปากท้องตัวเองเป็นหลัก แถมไม่ดูแลรักษาร่างกายตัวเองให้ดี แล้วอย่างนี้จะมาดูแลเธอได้ยังไง!! (แต่ถ้าอ้วนหลังจากจีบเธอติด หรือฝ่ายหญิงก็อ้วนเช่นกัน อันนี้คนละประเด็น!) คงไม่ต้องรอให้เธอลงดาบ พร้อมก่นด่าตัวเองว่าเป็นเพราะอะไรๆๆ เธอถึงชิ่งจากคุณไป คุณยังไม่รู้ตัวเองอีกหรือ … ก็เพราะคุณกินเยอะจนไม่ไว้หน้าเธอเลยยังไงเล่า! ขืนยังเป็นแบบนี้นิสัยเสียอย่างอื่นจะตามมาขบวน (ขี้น้อยใจ ไม่ชอบออกกำลังกาย ล้มเลิกอะไรได้ง่ายๆ สมาธิสั้น ฯลฯ)

รู้ไหมว่า ทัศนคติระหว่างคนรักษาร่างกายกับคนกินเยอะนั้นแตกต่างราวฟ้ากับเหว ตัดสินใจ 5 วินาทีลองไปฟิตเนสดูสิ ไปเห็นของจริงเลย แล้วทัศนคติของคุณจะเปลี่ยนไป เคยสังเกตไหมทำไมนักฟุตบอลแต่ละคนถึงมีแฟนสวยเซ็กซี่หยดย้อยขนาดนั้น โดยไม่ต้องมีชาติตระกูลเพียบพร้อม คิดได้แล้วก็เริ่มเช็กหุ่นตัวเองกันซะตอนนี้เลย !

เขมือบมันซะทุกอย่างเลย …

3. ผู้ชายขาเหวี่ยง 


จ้องแต่จะโวยวายเสียงดัง หงุดหงิด ถามอะไรนิดๆ ก็สบถออกมาเป็นคำๆ บางครั้งเธออยู่ด้วยก็ไม่วายมักทำให้เธอเผลอสะดุ้ง ถ้าวันหนึ่งเธอเกิดทำให้ท่านชายไม่พอใจ แล้วเธอจะถูกด่าว่าอะไรล่ะ ? อีนั่นอีนี่อย่างนี้หรือเปล่า ? เธอจะไม่ต้องกลายเป็นผู้หญิงที่คอยรองรับอารมณ์หนุ่มๆ หรอกหรือยังไง อย่างไรก็ดี อาการหุนหันพลันแล่นนี้สามารถรักษาให้หายได้ อาจเริ่มต้นด้วยจากการฟังเพลงคลาสสิก หรือไม่ก็ลองลงเรียนดนตรีแบบจริงๆ จังๆ หรือเข้าศูนย์ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิสำรวจจิตใจ (ข้อหลังนี้อาจยากไปสักหน่อย) รับรองได้ว่า คุณจะมีสติ-ใจเย็นลงได้เยอะ เธอจะได้มีชีพจรสงบๆ เมื่อได้อยู่ใกล้คุณ และคิดว่าคุณไม่ใช่สิ่งที่น่าหวาดผวาสำหรับเธออีกต่อไป …



4. ผู้ชายขี้บ่น


ผู้ชายประเภทนี้ติดอันดับผู้ชายที่น่าเบื่อมากที่สุดในโลก เพราะปกติผู้หญิงมักมีนิสัยนี้อยู่แล้ว เมื่อคนขี้บ่นโคจรมาหากัน ก็เหมือนกับพึมพำต่อปัญหาจนมองไม่เห็นทางออกด้วยกันทั้งคู่ เพราะต่างฝ่ายต่างคอยจะพูดเรื่องของตัวเอง เธอก็จะเริ่มรู้สึกเซ็งเหมือนได้เจอคู่แข่ง จากที่เคยเป็น “นักพูด” ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็น “นักฟัง” ซึ่งนั่นก็ต้องใช้เวลาปรับตัวพอสมควรล่ะ แต่อาจจะแก้ด้วยวิธีดื่มน้ำดักคอเมื่อมีเรื่องอยากพูด ฝึกกลั้นหายใจได้เป็นเวลานานๆ ฟังเพลงช้าให้มากๆ งดฟังเพลงแร็พหรือฮิพฮอพชั่วคราว อาการขี้บ่นของหนุ่มคนนั้นก็น่าจะทุเลาลง

ขี้บ่นจนเป็นนิสัย !

5. ผู้ชายที่เป็นผู้นำแบบสุดโต่ง


แสดงออกถึงความเป็นผู้นำ หรือส่งสัญญาณว่า “ผมสามารถปกป้อง ดูแลคุณได้นะ” ถือเป็นพฤติกรรมปกติของผู้ชาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาวะความเป็นผู้นำจากที่เคยเป็นข้อดีกลับกลายเป็นข้อเสียซะงั้น เข้าข่ายนำไปซะทุกอย่างจนกลายเป็นชายขี้เอาแต่ใจ! เมื่อเธอเสนอความเห็นอะไรก็มักคิดว่าเป็นการลดบทบาทความเป็นผู้นำของตัวเองลงไป จึงไม่ฟัง หรือหาเรื่องทะเลาะมันไปซะเลย ดังนั้นทางออกที่จะทำให้เธอรักคุณไปนานๆ ก็คือ ลองปล่อยให้เธอนำคุณบ้าง เปลี่ยนทัศนคติในตัวคุณซะใหม่ให้เธอมีส่วนร่วมอะไรหลายๆ อย่าง อย่าเอาแต่ความคิดของคุณเป็นที่ตั้ง ลองเล่นบทบาทผู้ตามที่น่ารักดูบ้าง เผื่อคู่รักอื่นๆ จะแอบอิจฉาคุณเล่นยังไงล่ะ!

ที่มา : fhm.in.th

โรคไบโพลาร์ (ตอนที่ 4) การรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549400

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 8 ม.ค. 2559 05:30

 

นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ หากจะไม่กล่าวถึงวิธีการรักษาก็คงจะไม่ได้ เพราะการรักษาถือเป็นสิ่งสำคัญ การกินยาเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาหลัก โดยแพทย์จะจ่ายยาร่วมกับการช่วยเหลือให้คำปรึกษา ทางจิตใจ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัวให้เข้ากับสังคมและจัดการกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตได้ดีขึ้น

สำหรับอาการระยะเมเนีย ยาที่นิยมใช้ ได้แก่ ลิเทียม (Lithim) วาลโปรเอท (Valproate) และคาร์บามาซีปีน (carbamaxepine) โดยยา 2 ชนิดหลังเป็นยากันชักที่พบว่าสามารถใช้รักษาโรคนี้ได้ดี ส่วนการออกฤทธิ์ของยาอาจต้องใช้เวลา 1–2 สัปดาห์ขึ้นไป ในบางคนที่มีอาการทางจิตหรือวุ่นวาย จิตแพทย์อาจให้ยารักษาเพื่อคุมอาการ ซึ่งยารักษาอาการทางจิตขนานใหม่ๆ สามารถใช้รักษาโรคนี้ได้เช่นกัน

ส่วนอาการระยะซึมเศร้าแพทย์จะรักษาด้วยยาแก้ซึมเศร้า ร่วมกับยาป้องกันอาการเมเนีย เนื่องจากผู้ป่วยบางรายหากกินยาแก้ซึมเศร้าขนานเดียว อาการอาจพลิกกลับไปเป็นเมเนียได้ โดยทั่วไปจะให้ผู้ป่วย กินยานานประมาณ 2 ปี เพราะหากหยุดยาเร็วจะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงแพทย์อาจให้ยานานถึง 5 ปี บางคนที่มีประวัติทางพันธุกรรมหรือเป็นหลายๆ ครั้ง อาจต้องกินยาไปตลอดชีวิต

การปฏิบัติตัวที่สำคัญสำหรับโรคนี้ ได้แก่ การกินยาอย่างสม่ำเสมอ และการรักษาสมดุลในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการนอน จากการศึกษาพบว่าการนอนน้อยติดต่อกันหลายวันทำให้อาการแกว่งไกวได้ จึงควรเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการนอนดึกและการดื่มสุรา

ไม่ว่าอาการจะอยู่ในขั้นไหน สิ่งที่ดีที่สุดก็คือการเฝ้าระวังและสังเกตอาการของคนรอบข้าง หากผิดปกติไปจากเดิม สิ่งที่ทำได้ในระยะแรกก็คือนำผู้ป่วยรายนั้นไปปรึกษาแพทย์ เพื่อจะได้เป็นการเยียวยาตั้งแต่ เริ่มต้น การมีสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งที่โชคดีที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” พบกันใหม่ในศุกร์สุขภาพในสัปดาห์หน้า

รองศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

5 ลีลาเมกเลิฟที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ “ไม่โอเค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/556233

โดย FHM 6 ม.ค. 2559 16:01

 

สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง หากหนุ่มๆ จะผิดพลาด คลาดเคลื่อน เลื่อนหลุด ช่วงเวลาสุดประทับใจ จะกลายช่วงเป็นเวลาที่เลวร้าย ซึ่งจะมีลีลาไหนไปรู้กัน!

ท่าที่ 1 – ผลักเธอลงแล้ว ทำในสิ่งที่เธอรู้สึกไม่ O.K.

“ถ้าคุณคิดจะเลือกและฝืน ใช้ท่าแบบเดียวกับที่ดารา AV บางคนทำแล้วล่ะก็ โปรดลืมมันไปซะ!”…แล้วก็กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง โดยเริ่มด้วยความรู้สึกที่สบาย สำหรับผู้หญิงแล้วมีอยู่ 2 อย่าง

แรกสุดคือ ร่างกายของเธอต้องรู้สึกสบาย เธอคงรู้สึกไม่มีความสุข ถ้าคุณขอให้เธอวางเท้าไว้ที่หูในขณะมีเซ็กซ์! นั่นหมายรวมถึงคุณอาจต้องหลีกเลี่ยงบางท่าที่คุณสามารถส่ง ‘น้องชาย’ เข้าฐานทัพได้ลึกสุดๆ แต่มันอาจกระแทกเข้ากับปากมดลูกอย่างจัง และทำให้เธอรู้สึกเจ็บอย่างรุนแรง

ประการที่สอง อารมณ์ความรู้สึกของเธอ การที่คุณปฏิบัติต่อเธอดุจนางเอกหนังโป๊ เธอไม่มีทางรู้สึกดีและมีความสุขแน่ และคุณก็จะไม่ได้รับเชิญขึ้นเตียงอีก! พฤติกรรมที่ทำแล้วเธออาจอารมณ์เสียยังมีอีก เช่น การหลั่งน้ำรักบนตัวของเธอโดยไม่ได้รับความยินยอมพร้อมใจจากเธอ ใช้คำพูดทะลึ่งดูหมิ่นเธอ ตบก้นโดยที่เธอไม่ยินดี และปฏิบัติราวกับเธอเป็นวัตถุทางเพศแทนที่จะเป็นมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่ง

ท่าที่ 2  : เป็นสุภาพบุรุษเกินไป ในการทิ้งน้ำหนักตัว

ในขณะที่ปฏิบัติการรักกับเธอในท่ามิชชันนารี คุณอาจคิดว่าไม่ควรทิ้งน้ำหนักลงไปที่เธอ ซึ่งมันก็อาจจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง แต่คุณเคยลองถามเธอถึงสิ่งที่เธอต้องการไหม? มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยชอบให้คู่รักทิ้งน้ำหนักตัวลงมาที่ตัวเธอระหว่างมีเพศสัมพันธ์ เพราะมันทำให้พวกเธอรู้สึกปลอดภัย เป็นที่รัก และท่าที่ผู้ชายเป็นฝ่ายอยู่ด้านบนนี้ยังทำให้เธอรู้สึกได้ถึงพละกำลังของอีกฝ่ายด้วย แต่ถ้าคุณทำมากกว่าที่เธอต้องการ คุณอาจจะบดเธอได้ ดังนั้นใช้วิจารณญาณ แต่สุภาพบุรุษทั้งหลาย ในขณะที่คุณใช้ท่ามิชชันนารี โปรดทำให้เธอรู้สึกถึงน้ำหนักของคุณเถอะ แล้วเธอจะรู้สึกดี

ท่าที่ 3 – อย่านอนนิ่งหรือหยุด เมื่อเธอกำลังสนุกสุดเหวี่ยง 


ถ้าเธอเปลี่ยนตำแหน่งกับคุณ ย้ายตัวมาอยู่ด้านบนและ ‘ขี่’ คุณ จำไว้ว่าคุณยังสามารถเคลื่อนไหวระหว่างมีเซ็กซ์ในท่านี้ได้ แม้ว่ามันจะทำได้เพียงเล็กน้อยก็ตาม คุณสามารถขยับสะโพกของคุณให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของเธอ ยกหัวเข่าของคุณเพื่อปรับเปลี่ยนมุมให้ไอ้หนูของคุณเข้าปากถ้ำของเธอได้ดีขึ้น สัมผัสหน้าอกของเธอและคลิตอริส ถ้าเธอหันหน้ามาหาคุณในขณะที่ปฏิบัติกิจ

ท่าที่ 4 – ก้าวร้าวเกินไประหว่างเมกเลิฟ

แม้ผู้หญิงบางคนชอบมีเซ็กซ์แบบรุนแรงเร่าร้อนตลอดเวลา หรือดุเดือดได้บ้างเป็นบางครั้ง แต่สำหรับผู้หญิงทั่วไป เซ็กซ์เป็นอะไรที่ให้ความรู้สึกพิเศษและพวกเธอก็ชอบให้คุณปฏิบัติไปในทิศทางนั้นด้วย มันหมายความว่าคุณไม่ควรกระโดดเข้าไปอย่างก้าวร้าว โดยปราศจากความยินยอมของเธอ และไม่ย้ายเธอไปรอบๆ ระหว่างปฏิบัติการรัก ถ้าคุณต้องการแสดงให้เธอรู้ว่าคุณเจ๋ง ก็จง ‘ทำ’ ด้วยความหนักแน่นแต่อ่อนโยน แทนที่จะเหวี่ยงเธอไปรอบเตียงเหมือนเธอเป็นตุ๊กตายาง

ท่าที่ 5  – ทำแต่ท่าเดิมๆ ทุกครั้งที่คุณร่วมรัก 


คุณไม่ต้องพยายามเล่นท่ายากและท้าทาย ที่คุณหาได้ตามอินเทอร์เน็ต แต่เปลี่ยนแปลงแค่เล็กน้อย เพิ่มสีสันให้กับเซ็กซ์บ้าง แม้ว่าคุณจะชอบท่าที่ตนเองอยู่ด้านบนมากก็ตาม ตัวอย่างเช่น มีเซ็กซ์ที่เข้าจากด้านหลัง (ไม่ใช่ประตูหลังนะ) หรือท่าที่ตะแคงข้างก็จะช่วยให้คุณเห็นบางสิ่งในมุมที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งบางท่าจะกระตุ้นได้มาก และให้สัมผัสที่แตกต่างกับคุณทั้งคู่…ลองดู!

ที่มา – FHM
www.fhm.in.th

อาหารเสริม มุ่งสู่ ทอร์ เส้นทางสู่อมตะ (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/557246

โดย หมอดื้อ 3 ม.ค. 2559 05:01

 

ต่อจากตอนที่แล้ว ยีน TOR เป้าหมายของอายุยืน อยู่ดี มีสุข

นอกจาก TOR จะปฏิบัติตัวเป็นผู้ควบคุมกระบวนการของเซลล์สนองต่อสภาวะของการได้รับอาหาร TOR ยังเป็นตัวรับสัญญาณ (sensor) ต่อความเครียดอื่นๆ เช่น ในภาวะที่ระดับออกซิเจนลดต่ำลง และภาวะที่มี DNA ถูกทำลาย TOR เมื่อสำเหนียกถึงอันตรายก็จะลดบทบาทและสวิตช์เซลล์ให้อยู่ในภาวะพอเพียง กบดานและซ่อมแซม DNA ที่เสียหาย การศึกษาใน fruit flies พบว่าเมื่ออยู่ในสภาวะอันตราย การสร้างโปรตีนจะอยู่ในโหมดจำเพาะเจาะจงที่โปรตีนไมโตคอนเดรียบางตัวเท่านั้น

สภาพจำศีลของเซลล์เมื่ออยู่ในภาวะอดอยาก ความจริงเป็นที่สังเกตมาตั้งแต่ ค.ศ.1935 โดย Clive McCay นักโภชนวิทยา ณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล (Cornell) โดยพบว่าหนูที่ปล่อยให้อยู่ในสภาพอดอยากขาดอาหารจะโตช้า แต่ตายยาก มีอายุยืนเป็นพิเศษ ปรากฏการณ์นี้พบได้ตั้งแต่ยีสต์ แมงมุม หมา รวมทั้งลิง

โดยที่ถ้าจำกัดพลังงาน (calorie intake) ลง 30% ตั้งแต่อายุน้อยๆจะทำให้อายุยืนยาวต่อไปอีก 30-40% มิหนำซ้ำลิงที่ถูกจำกัดพลังงานให้อดอยาก กลับมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์เป็นเลิศ และดูอ่อนกว่าวัยด้วยซ้ำ จากข้อมูลหลักฐานนี้เองเป็นที่มาให้นักวิทยาศาสตร์สนใจที่จะยืดชีวิตมนุษย์ โดยที่ยังดูหนุ่มสาวอยู่ตลอดโดยไม่ต้องอดอาหาร ผอมหัวโต (แต่หล่อสวย) และไม่ต้องทรมานกับความหิวโหย

เริ่มในปี 2000 เป็นต้นมา นักวิจัยเริ่มยอมรับว่าการลดการทำงานของ TOR จะก่อให้เกิดผลต่อเซลล์เสมือนที่ได้จากภาวะจำกัดพลังงาน ในปี ค.ศ.2003 นักวิจัยฮังกาเรียน Tibor Vellai ซึ่งมาทำงาน ณ มหาวิทยาลัย Freiburg สวิตเซอร์แลนด์ ได้ดัดแปลงพันธุกรรมของไส้เดือน โดยยับยั้งการสร้าง TOR เป็นผลให้ไส้เดือนมีอายุยืนเป็น 2 เท่า

ในปีต่อมา Pankaj Kapahi แห่ง California Institute of Technology (ขณะนี้ย้ายมาอยู่ที่ Buck Institute for Research on Aging, Novato, California) ได้ทำการพิสูจน์เช่นกัน โดยการกดการทำงานของ TOR ใน fruit flies ซึ่งผลยังช่วยป้องกันผลร้ายที่เกิดจากการให้อาหารมากเกินพอดี และในปี 2005 Brian Kennedy และคณะ (University of Washington) พิสูจน์ผลจากการลดการทำงานของ TOR ในเซลล์ยีสต์

จากผลของการศึกษาที่กล่าวมา ยังชี้ถึงประเด็นที่น่าจะมียีนควบคุมความแก่ (Gerontogenes) ด้วย ทั้งนี้โดยที่ “ยีนแก่” ตัวแรกพบในไส้เดือนตัวกลม โดยที่ไส้เดือนจะอายุยาวเป็น 2 เท่า ถ้ายับยั้งยีนดังกล่าว และเกี่ยวพันกับการทำงานของอินซูลิน หลังจากไส้เดือนมีการค้นพบยีนแก่หลายตัวในหนู ในช่วงปลายทศวรรษของ 1990 จนต้นทศวรรษนี้ สุดยอดของผลการค้นพบที่เกี่ยวกับอินซูลิน (Insulinlike Growth Factor 1) ในปี 2003 นำไปสู่หนู อายุยืนได้ถึงเกือบ 5 ปี ทั้งๆที่ปกติอยู่ได้เพียง 30 เดือน

อุปสรรคสำคัญในการใช้ Rapamycin ที่จะยืดอายุ อยู่ที่ความเป็นพิษและการที่มีผลในการกดภูมิคุ้มกัน (ดังที่กล่าวในตอนที่แล้ว) แม้กระนั้นในปี 2009 ห้องปฏิบัติการ 3 แห่ง (Randy Strong จาก Barshot Institute, University of Texas Health Science Center at San Antonio; David E. Harrison จาก Jackson Laboratory; และ Richard A. Miller จาก University of Michigan at Ann Arbor) ต่างก็สามารถยืดอายุของหนูเพศเมียได้ 14 เปอร์เซ็นต์และเพศผู้ได้ 9 เปอร์เซ็นต์ จากการใช้ Rapamycin ไม่นานต่อมาผู้วิจัยจาก University College London ได้ขัดขวางการทำงานของยีน S6K1 ซึ่งควบคุมการสร้างโปรตีนของยีน TOR ยังผลให้หนูเพศเมียอายุยืน โดยปราศจากโรคภัยจากความชรา มิหนำซ้ำ Rapamycin ยังคงประสิทธิภาพ แม้เมื่อให้ในหนูเด็ก อายุ 9 เดือน หรือเริ่มแก่ อายุ 20 เดือน

แม้ว่า TOR จะเสมือนเป็นประตูเปิด-ปิดความชรา แต่ก็ยังมีกลยุทธ์ที่จะเข้าถึงประตูแห่งความสำเร็จ โดยใช้วิธีทางอื่นๆผ่านอินซูลินและโปรตีน FoxO รวมทั้ง Sirtuins ซึ่งน่าจะร่วมในกระบวนการยับยั้ง TOR (อ่านบทของไวน์แดง Resveratrol)

ความที่ยีน TOR กำหนดชีวิตของเซลล์ โดยเกี่ยวข้องกับการกำจัดขยะหรือของเสียที่อยู่ในเซลล์ (cytoplasm) โดยการนำไปทำลายทิ้ง (macroatutophagy) โดยที่ความชราจะมีการกำจัดขยะลดลง และยิ่งมีความแปรปรวนอย่างมากในโรคสมองเสื่อม แมลงหวี่ที่ปรับแต่งพันธุกรรมให้มีตัวรับฮอร์โมนเพศชายของคน (human androgen receptor) และมีรหัส glutamine repeats เพิ่มขึ้น (เหมือนกับโรค Kennedy ในคนที่มีเซลล์กล้ามเนื้อในไขสันหลังและสมองพิการ) เมื่อได้รับฮอร์โมน DHT (dihydrotertosterene) ซึ่งจะกระตุ้น receptor ดังกล่าว จะทำให้เส้นประสาทตาพิการ โดยมีการกดการทำงาน macroautophagy และจะทำให้โรคเลวลงไปอีก

ในขณะที่ถ้าการทำงาน macroautophagy นี้เพิ่มขึ้น ความพิการจะลดลง ดังนั้นการลดการกำจัดขยะ (หรือการที่ TOR ทำงานมาก) อาจมีผลร้ายมากขึ้น โดยทำให้มีการเบ่งบานเพิ่มจำนวนทวีคูณของเซลล์ และในขณะเดียวกันทำให้เซลล์ตายเร็วขึ้น

วงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์จะประสบความสำเร็จหรือไม่ในการยืดชีวิตผ่านทางประตูต่างๆ เช่น TOR การกระตุ้นผ่านยีน Sirtuin โดย Resveratrol เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าธรรมชาติกำหนดมนุษย์ให้ผ่านความเยาว์วัยสดใสของเด็ก-หนุ่มสาว และให้เติบโตจวบจนถึงอายุที่สมควร ยีนต่างๆจะกำหนดให้มนุษย์มีการพัฒนาจนจุดหนึ่งที่มีการเสื่อม โดยจำกัดให้มีพฤติกรรมสมวัย

แม้ในอนาคตมนุษย์จะมีอายุยืนกว่า 100 ไม่มีโรคภัยร้ายแรง แต่ก็คงงกๆเงิ่นๆอยู่ดี เพราะ ฉะนั้นเราควรเผชิญความตายอย่างสมศักดิ์ศรี และตลอดเวลาที่อยู่ไม่สร้างภาระให้ใครน่าจะดีกว่านะครับ.

หมอดื้อ

คลิกเลย! 10 อันดับเซ็กซ์มาแรงสุดแห่งปี แซ่บซี้ดจนต้องร้อง…โอ้ว! (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554762

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ม.ค. 2559 06:05

 

เข้าโค้งสุดท้ายแล้ว เคานต์ดาวน์กันต่ออย่างตื่นเต้น ท็อปไฟว์มาแรงจะเป็นเรื่องไหนไปลุ้นๆ พร้อมๆ กันเลย แต่ขอย้ำว่าทุกเรื่องจะทำให้คุณสยิวซ่านจนนั่งไม่ติดที่…

อันดับ 5 : ส่องของลับ ! 7 สิ่งที่คุณ (อาจ) ไม่เคยรู้

คอลัมน์ที่หนุ่มๆ ทั้งหลายห้ามพลาด เพราะมันเป็นความรู้เกี่ยวกับ ‘ช้างน้อย’ ล้วนๆ ทั้งในเรื่องของ (ปัญหา) การแข็งตัว การสร้างอารมณ์ ตลอดจนไซส์ขนาดของช้างน้อย รับรองว่าหนุ่มๆ อ่านแล้วจะถึงบางอ้อ ดีไม่ดีอาจค้นพบตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เซ็กซ์ของคุณเผ็ดแซ่บยิ่งขึ้นก็ได้!

อันดับ 4 : คุณกำลังคิดอะไรอยู่…? เผย 5 ความคิดผู้ชายระหว่างมีเซ็กซ์แบบเรียลไทม์
เคยไหมในระหว่างที่สาวๆ กำลังเลิฟซีน ก็แอบคิดในใจไปพลางๆ ว่า ‘อีกฝ่ายหนึ่งกำลังคิดอะไรอยู่นะ?’ หรือ ‘เขาจะคิดว่าเซ็กซ์ครั้งนี้เป็นยังไงบ้างนะ ?’ แน่นอนว่าคุณจะไม่มีทางรู้ความคิดของเขาหรอก ถ้าเขาไม่แสดงอาการ หรือบอกให้คุณรู้เอง ทว่าคอลัมน์นี้จะเป็นการล้วงความคิดเรียลๆ และความรู้สึกของผู้ชายขณะมีเซ็กซ์ ว่าจริงๆ แล้วพวกเขาคิดอะไรอยู่กันแน่ ให้สาวๆ ได้เดาใจเขาออกง่ายขึ้น (ว่าเขาต้องการอะไร) และสร้างความประทับใจวิเศษสุดในครั้งต่อไป…

คุณกำลังคิดอะไรอยู่นะ ?!

อันดับ 3 : สุภาพบุรุษฟังไว้! สิ่งที่เลดี้ปรารถนา ‘หลังมีเซ็กซ์’
มีหนุ่มๆ จำนวนไม่น้อยที่ลงจากสังเวียนทันทีหลังจากเสร็จกิจแล้ว ซึ่งหารู้ไม่ว่า อารมณ์ของเธอยังคงค้างคาอยู่ และอยากให้คุณตอบสนองสิ่งเหล่านั้นให้ คุณลองคิดดูสิ เธอจะรู้สึกแย่ขนาดไหนหากคุณละเลยกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอต้องการ เพื่อให้เซ็กซ์กลายเป็นโมเมนต์ที่น่าจดจำสำหรับเธอในครั้งหน้า เราแนะนำว่า คุณควรรู้ในสิ่งที่เธอ ‘คาดหวัง’ จากคุณนะ

อย่าปล่อยให้เธออารมณ์ค้างคา

อันดับ 2 : สยิวซี้ดจนเสียงหลง! 7 กระบวนท่า ‘ออรัลเซ็กซ์’ เร่าร้อนแทบหยุดหายใจ
เล่นเสียวแต่ลีลาเดิมๆ ไม่เบื่อบ้างหรอ? จะดีกว่าไหม ถ้ามีกระบวนท่าใหม่ๆ มาให้คุณได้ตื่นเต้นลองสนุกกัน อย่างคอลัมน์นี้ ที่จัดเต็มนำเสนอสุดยอดกระบวนท่า ‘ออรัลเซ็กซ์’ ทั้งหมดมาให้คุณได้เร่าร้อน สะดุ้งกันจนตัวเกร็ง มีทั้งสารพัดท่าง่าย-ท่ายาก ที่รับประกันว่าคุณจะเผลอร้องครางเสียงหลงไม่รู้ตัว!

ลองกระบวนท่า ‘ออรัลเซ็กซ์’ เหล่านี้หน่อยไหม ?

และอันดับ 1 : กระตุก 7 ข้อห้าม จำขึ้นใจ! ก่อนจุดไฟรักลุกโชน สะกดเกมรักไหลลื่น
คอลัมน์ที่ติดชาร์ตคนอ่านมากที่สุด หากคุณอยากเล่นเพลงรักแบบไม่สะดุด (อารมณ์) กลางคัน เคล็ดลับดีๆ เหล่านี้ช่วยคุณได้นะ ซ้ำยังทำให้เพลงรักของคุณร้อนแรงทะลุปรอท และเพิ่มดีกรีความเสียวซ่านเป็นทวีคูณ!

เป็นยังไงบ้างกับสุดยอดเซ็กซ์ส่งท้ายปีที่เราเอามาฝากกัน มีเรื่องที่คุณแอบลุ้นติดท็อปเท็นอยู่รึเปล่าเอ่ย ?

โรคไบโพลาร์ (ตอนที่ 3) ตัวเราหรือคนรอบข้างเป็นโรคนี้หรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549397

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 1 ม.ค. 2559 05:30

 

จากสัปดาห์ที่ผ่านมาได้นำเสนอเกี่ยวกับการจำแนกอาการโรคไบโพลาร์ สำหรับศุกร์นี้ไปสังเกตคนรอบข้างหรือสมาชิกภายในบ้านว่ามีอาการหรือเข้าข่ายโรคดังกล่าวหรือไม่

สำหรับอาการระยะซึมเศร้าจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป มักเป็นหลังจากที่มีเรื่องกระทบกระเทือนใจ เช่น สอบตก เปลี่ยนงาน มีปัญหาครอบครัว แต่จะต่างจากปกติคือ มีอาการซึมเศร้าเป็นเวลานาน งานการทำไม่ได้ ขาดงานบ่อยๆ ส่วนอาการระยะเมเนียมักเกิดขึ้นเร็ว และเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนภายใน 2–3 สัปดาห์ อาการจะเต็มที่ อารมณ์รุนแรง ก้าวร้าว จนต้องพาไปโรงพยาบาล อาการในครั้งแรกๆ จะเกิดขึ้น หลังมีเรื่องกดดัน แต่หากเป็นหลายๆ ครั้ง มักจะเป็นขึ้นมาเองโดยไม่มีสิ่งใดมากระตุ้น

หากสงสัยว่าคนรอบข้างเป็นโรคไบโพลาร์หรือไม่ ให้สังเกตอาการในระยะเมเนีย ซึ่งผู้ป่วยเองจะไม่คิดว่าตัวเองผิดปกติ แต่จะมองว่าช่วงนี้ตัวเองอารมณ์ดีหรือใครๆ ก็ขยันกันได้ แต่หากเป็นระยะซึมเศร้า คนที่เป็นก็จะพอบอกได้ว่าตนเองเปลี่ยนไปจากเดิม และหากคนใกล้ชิดสนใจก็สังเกตเห็นได้ไม่ยาก เพราะผู้ป่วยจะดูซึมๆ อมทุกข์ สำหรับอาการแบบเมเนียจะบอกได้ยากกว่า โดยเฉพาะในระยะแรกๆ ที่อาการยังไม่แสดงออกไม่มากนัก เพราะดูเหมือนเป็นแค่คนขยัน อารมณ์ดีเท่านั้นเอง แต่ถ้าสังเกตจริงๆ จะเห็นว่าลักษณะแบบนี้ไม่ใช่ตัวตนของเขา

สำหรับอัตราการพบผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ พบได้ประมาณร้อยละ 1 เป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ส่วนมากจะมีอาการครั้งแรกระหว่างอายุ 15-24 ปี แต่บางรายอาจมีอาการเมื่ออายุ 50-60 ปี ก็ได้

เป็นไงกันบ้างครับ พอจะเห็นแนวทางในการสังเกตคนรอบข้างหรือสมาชิกภายในครอบครัวเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์กันแล้ว อย่างไรก็ตาม หากไม่มั่นใจหรือข้องใจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะเป็นผู้ที่สามารถ บอกท่านได้อย่างดีที่สุด

รองศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

คลิกเลย! 10 อันดับเซ็กซ์มาแรงสุดแห่งปี แซ่บซี้ดจนต้องร้อง…โอ้ว ! (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554628

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ธ.ค. 2558 15:05

 

หลังจาก ไทยรัฐออนไลน์ นำเสนอคอลัมน์เซ็กซ์มาตลอดทั้งปี ซึ่งมีทั้งคนที่ชอบ และไม่ชอบบ้าง วันนี้เราได้รวบรวม 10 อันดับเซ็กซ์สุดฮอต (ที่มียอดคนคลิกอ่านมากที่สุด) มาจัดเต็มความฟินส่งท้ายปีให้เพื่อนๆ ได้ซู่ซ่ากัน รับรองว่าแต่ละเรื่องจะทำให้คุณเร่าร้อนจนแทบอดใจไม่ไหวเลยล่ะ!

อันดับ 10 : หนุ่มๆ รู้ไว้ก็ดีนะ ! 7 ความต้องการ ‘ออรัลฯ’ ของเลดี้
นอกจากการเล้าโลมอารมณ์ด้วยมือแล้ว บางครั้งเธอก็ต้องการให้คุณใช้ ‘ปากทำรัก’ ให้ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ และกระตุ้นความสยิวเสียวมากขึ้น หากแต่คุณอาจติดที่ยังเคอะเขิน ไม่รู้เทคนิควิธี หรือจุดกระตุ้นความเสียว คอลัมน์นี้จะเป็นตัวช่วยบอกใบ้หนุ่มๆ ถึงความต้องการของเธอ ว่าจริงๆ แล้วเธอต้องการอะไร หรืออยากให้หนุ่มๆ ทำอะไรให้บ้าง โดยเฉพาะตรงจุดเสียวสยิวที่เธอปรารถนา!

อันดับ 9 : 4 วิธี กระตุ้นปุ่มสวรรค์อย่างถูกจุดยุทธศาสตร์ !
อยากส่งเธอขึ้นสวรรค์ชั้น 7 ก็ต้องรู้จักวิธีกระตุ้นจุดยุทธศาสตร์ ถ้าหลายครั้งที่หนุ่มๆ โหมโรงเธอ ไม่ว่าจะด้วยนิ้วมือ หรือลิ้นอันแข็งแรง ทว่าเธอกลับไม่มีอารมณ์ร่วมด้วย ซ้ำยังส่อแววสังเวียนล่มซะอย่างนั้น นั่นอาจเพราะคุณกระตุ้นความเสียวไม่ถูกจุดรึเปล่า? ลองอ่านเคล็ดลับ 4 ข้อนี้ดู มันจะบอกคุณว่าการกระตุ้นแบบถูกจุดถูกใจ (ของเธอ) อยู่ตรงไหน รับรองเลยสวรรค์ชั้น 7 ที่คุณและเธอฝันถึงจะอยู่ไม่ไกลอีกต่อไป …

อันดับ 8 : ‘อย่า’ ไม่เอานะ! เพียง 5 ข้อ ที่เลดี้ร้องขอบนสังเวียนรัก !
เรื่องบนเตียงเป็นเรื่องความต้องการของคนสองคน จะเอาอารมณ์ใครคนหนึ่งเป็นที่ตั้งก็คงจะไม่ได้ ยิ่งบังคับกัน อีกฝ่ายก็มีแต่จะยิ่งถอยหนี และขุ่นเคืองอารมณ์ในใจ ดังคอลัมน์นี้ที่สาวๆ อยากจะร้องขอบรรดาหนุ่มๆ ว่า ‘อย่า’ บังคับกันเลยบนสังเวียน เพราะเธอนั้น ‘ไม่โอเค’ อย่างแรง!

อันดับ 7 : ลองแล้วจะติดใจ…7 หมัดเด็ด อัพเซ็กซ์ซู่ซ่า !
เปลี่ยนเซ็กซ์ธรรมดาๆ ให้ซู่ซ่าเร้าใจมากกว่าเดิม ด้วยกลเม็ดที่คุณอาจไม่เคยรู้! คอลัมน์นี้จะตอบ​โจทย์ใครหลายคนที่อยากลองอะไรใหม่ๆ และทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งแต่ละเคล็ดลับจะปลุกความเร่าร้อน บิ้วอารมณ์ความเสียวในตัวคุณจนแทบหยุดหายใจ!

อันดับ 6 : ล้วงลับ! 7 เรื่องบนเตียงที่หนุ่มๆ อยากเอ่ยปากบอกมากที่สุด…แต่ไม่กล้า !

ฟังเสียงสาวๆ กันมาเยอะแล้ว ทีนี้ลองมาฟังเสียงหนุ่มๆ กันบ้างดีกว่า กับที่สุดเรื่องบนเตียงที่เขาต้องการ (จากสาวข้างกาย) เพราะใช่ว่าทุกครั้งหนุ่มๆ จะอยากเป็นฝ่ายนำ แล้วให้สาวๆ นอนนิ่งคล้อยตามอารมณ์เสมอไป หากบางทีเขาก็อยากให้เธอเป็นฝ่ายพลิกเกมขึ้นนำบ้าง หรือปลุกเร้าอารมณ์ด้วยลีลากระบวนท่าต่างๆ ลองอะไรใหม่ๆ เพื่อไม่ให้สังเวียนรักจืดชืดจนน่าเบื่อ …

อาหารเสริม ทอร์ เส้นทางสู่อมตะ (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554566

โดย หมอดื้อ 27 ธ.ค. 2558 05:01

 

จากตอนที่แล้ว เส้นทางสู่อมตะผ่านยีน Sirtuins ซึ่งมีสาร Resveratrol ทำหน้าที่ในการควบคุมให้ร่างกาย รวมทั้งสมองแข็งแรง โดยที่แม้จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากพอสมควร สามารถลดของเสีย สารพิษอัลไซเมอร์ในคนป่วยได้

แต่หลักใหญ่ใจความ ต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกาย พักผ่อน อาหารหลักเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว ปลา

ถ้ามีโรคประจำตัวให้คุมด้วยยามาตรฐานให้ถึงขีดสุด และอาหารเสริมควรนึกถึงเป็นตัวช่วยเท่านั้น ในเรื่องของอายุยืนอย่างมีคุณภาพ Resveratrol แม้จะช่วยระงับผลร้ายไปบ้างที่ทำให้อายุในหนูที่เลี้ยงด้วยอาหารไขมันสูงยาวลง แต่ในหนูปกติกลับไม่ช่วยยืดอายุนัก

แต่กระนั้น อนาคตของความเป็นอมตะเริ่มสดใสอีกครั้ง เมื่อมีการประกาศจากห้องปฏิบัติการพร้อมกัน 3 แห่ง ซึ่งได้รับทุนวิจัยจากสถาบันศึกษาธรรมชาติของอายุขัยและศึกษากระบวนยืดอายุชราอย่างมีคุณภาพ (National Institute of Aging, http://www.nia. nih.gov) ว่า Rapamycin ยืดชีวิตออกไปได้

Rapamycin ถูกค้นพบตั้งแต่ปี 1972 มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา โดยทั้งนี้เป็นผลผลิตจากแบคทีเรีย ซึ่งนำมาศึกษาจากเกาะ Easter (ภาษาพื้นเมือง Rapa Nui) ในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากชิลี 2,200 ไมล์ ตั้งแต่ปี 1964 Rapamycin ยืดชีวิตของหนูออกไปได้อีก 12 เปอร์เซ็นต์ และยังได้ผลกับหนูที่ชราแล้ว

ทั้งๆที่เครื่องใน อวัยวะต่างๆน่าจะเสื่อมไปแล้ว

เป้าหมายของ Rapamycin มีการตั้งชื่อว่า “โปรตีนทอร์” (TOR, Target of Rapamycin) ซึ่งพบได้ทั้งในสัตว์และคน โดยยังมีฤทธิ์ในการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่มาพร้อมอายุขัยที่มากขึ้น ซึ่งรวมถึงมะเร็ง โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม เบาหวานในผู้ใหญ่ (ชนิดที่ 2) กระดูกผุบาง และจอประสาทตาเสื่อม

ความเป็นมาของ Rapamycin นับแต่ห้องปฏิบัติการในมอนทรีออล (Montreal) ชื่อ Ayerst พบสรรพคุณในการยับยั้งเชื้อรา และก็ยังได้ทำการศึกษาต่อจนพบว่า Rapamycin ยังมีฤทธิ์กดระบบภูมิคุ้มกัน และสามารถนำไปใช้ป้องกัน ปฏิกิริยาต่อต้านอวัยวะที่ปลูกถ่ายใหม่ โดยในปี ค.ศ.1999 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯขึ้นทะเบียน Rapamycin ให้ใช้ได้ในผู้ป่วยปลูกถ่ายไต และในปี 2007 บริษัทยา Pfizer ได้ขึ้น ทะเบียนยา Temsirolimus และบริษัทยา Novartis ได้ขึ้นทะเบียนยา Everolimus เป็นยารักษามะเร็งหลายชนิด

บนเส้นทางคู่ขนานกับการค้นพบสรรพคุณในการรักษามะเร็ง ความที่ Rapamycin สามารถคุมและกดการทำงานของยีน ซึ่งมีผลในการเติบโตของเซลล์ทั้งจำนวนและขนาดในช่วงที่กำลังแบ่งตัว โดยยีนนี้มีทั้งในยีสต์จนถึงมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ Michael N.Hall และคณะที่มหาวิทยาลัย Basel สวิตเซอร์แลนด์ ในปี ค.ศ.1991 ค้นพบยีนเป้าหมาย 2 ตัว ของ Rapamycin ในยีสต์และตั้งชื่อว่า TOR1 และ TOR2

หลังจากนั้น 3 ปี Stuart Schriber แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ David Sabatini แห่งสถาบัน White Head Institute for Biochemical Research มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ต่างค้นพบยีน TOR ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้พร้อมกัน และเป็นที่รู้กันในระยะไม่นานนี้ว่ายีน TOR เป็นยีนดึกดำบรรพ์ที่ควบคุมการเติบโตของทั้งในไส้เดือน แมลง และพืช ความรู้ในเวลาต่อมาคือ ยีน TOR สร้างเอนไซม์ (catalytic protein) ภายในเซลล์ในส่วน cytoplasm และโปรตีนนี้จะรวมกันกับโปรตีนอีกหลายชนิดเกิดเป็น TORC1 ทำหน้าที่คุมการโตของเซลล์นั้นๆ Rapamycin มีฤทธิ์ต่อ TORC1 ด้วย (TORC2 ยังไม่ทราบหน้าที่การทำงานชัดเจน)

โปรตีน TOR ทำงานสัมพันธ์กับภาวะของความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร เมื่อใดก็ตามที่มีอาหารเหลือเฟือ TOR จะทำงานเยอะขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างโปรตีนเพิ่มในเซลล์และการเกิดการเพิ่มจำนวนเซลล์ เมื่ออาหารขาดแคลน TOR จะลดบทบาทและเกิดภาวะประหยัด ลดการสร้างโปรตีนและลดการแบ่งตัวลง แต่จะอาศัยขบวนการที่เรียกว่า autophagy ในการป้อนพลังงานให้เซลล์

ทั้งนี้โดยหันไปใช้โปรตีนเสียและขยะเหลือทิ้งจากโรงงานไมโตคอนเดรียในเซลล์เป็นวัตถุดิบ ลักษณะของปรากฏการณ์ไม้กระดกเช่นนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา แปรผันตามความพอเพียงของอาหาร (อาหารน้อย TOR ลดบทบาท autophagy เข้าสวมรอยผลิตพลังงานแทน)

TOR ยังมีบทบาทเกี่ยวพันกับอินซูลิน (insulin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากตับอ่อน ทำหน้าที่ในการดูดซึมกลูโคสจากเลือดเข้ากล้ามเนื้อและเซลล์ และอินซูลินยังเป็นตัวร่วมในการกำหนดให้เซลล์โตและเพิ่มจำนวนเมื่อมีอาหารพอเพียง โดยทำงานร่วมกับ TOR แต่เมื่อมีภาวะอาหารเกินเหลือ เฟือซ้ำซาก อ้วนก็จะนำไปสู่การกระตุ้น TOR อย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อนั้น TOR จะทำให้เซลล์ไม่ตอบสนองต่ออินซูลินและเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินในโรคเบาหวาน และจุดชนวนให้เกิดโรคแทรกตามมารวมทั้งโรคหัวใจ เมื่อมีอายุมากขึ้นหรือโรคไม่ได้ควบคุมเป็นเวลานานๆ.

หมอดื้อ

โรคไบโพลาร์ (ตอนที่ 2) อาการของโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549396

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 25 ธ.ค. 2558 05:30

 

ศุกร์สุขภาพที่ผ่านมาได้กล่าวถึงสาเหตุของการเกิดโรคไบโพลาร์กันแล้ว สำหรับศุกร์นี้จะได้รู้เกี่ยวกับอาการของผู้ที่เป็นโรคไบโพลาร์ ติดตามไปพร้อมๆ กันเลยนะครับ

ในทางจิตเวชจัดว่าโรคไบโพลาร์เป็นโรคทางอารมณ์ ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการหลงผิด ประสาทหลอน แต่พบไม่บ่อยและเป็นไม่นาน ลักษณะของอาการสามารถจำแนกได้เป็น 2 ระยะ ดังนี้

1. ระยะซึมเศร้า ผู้ป่วยจะรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมด จากเดิมชอบอ่านหนังสือพิมพ์ ติดละครหรือดูข่าวก็จะไม่สนใจติดตาม บางคนจะซึมเศร้า อ่อนไหว ร้องไห้บ่อย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ความจำแย่ลง หลงๆ ลืมๆ ใจลอย ไม่มั่นใจในตนเอง จะมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบไปหมด คิดว่าตัวเองเป็นภาระของคนอื่น ไม่มีใครสนใจตนเอง บางครั้งอาจคิดถึงเรื่องการตาย

2. ระยะเมเนีย ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ดีเกินกว่าปกติ รู้สึกมั่นใจในตัวเองมาก มองว่าตนเองเก่ง มีความคิดมากมาย คิดเร็ว พูดมาก พูดเก่ง คล่องแคล่ว มนุษยสัมพันธ์ดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น ในระยะนี้ ผู้ป่วยมักใช้เงินเก่ง ใช้จ่ายเกินตัว ขยันขันแข็ง อยากทำโน่นทำนี่ นอนดึกตื่นเช้า เพราะมีเรื่องให้ทำเยอะแยะไปหมด และด้วยความที่ตัวผู้ป่วยเองสนใจสิ่งต่างๆ มากมาย ทำให้เกิดอาการวอกแวกมาก ไม่สามารถอดทนทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้นานๆ สิ่งที่ตามมาก็คือ ความยับยั้งชั่งใจของผู้ป่วยจะมีน้อยมาก เช่น นึกอยากจะทำอะไรต้องทำทันที หากมีใครมาห้ามจะโกรธอย่างรุนแรง หากเป็นมากๆ อาจถึงขั้นอาละวาดได้

ลองประเมินตัวเองและคนรอบข้างซิครับ ว่าเข้าข่ายอย่างที่กล่าวมาหรือไม่ หรือว่าคิดมาก คิดเยอะเกินไป หากท่านไม่มั่นใจว่าเราเข้าข่ายโรคไบโพลาร์หรือไม่ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อการวินิจฉัย และการแนะนำที่ถูกต้องก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้นะครับ

รองศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี