คาร์ดิโอ – เวท ศึกวัดใจใครกันแน่ผอมกว่า!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553129

โดย Women’s Health 24 ธ.ค. 2558 16:05

 

มุมน้ำเงินเจ้าถิ่นคือคาร์ดิโอตัวเต็ง ส่วนมุมแดงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้ท้าชิงจอมเล่นเวท แต่ใครกันแน่ที่จะเป็นแชมป์รีดไขมันตัวจริง? เราจะเป็นกรรมการให้ละกันนะจ๊ะ…

คาร์ดิโอ

การเผาผลาญไขมัน

แน่นอนว่าคาร์ดิโอคือจ้าวแห่งการเบิร์น ผลการวิจัยในวารสาร Applied Physiology พบว่า นักเต้นแอโรบิกสลัดไขมันที่หย่อนคล้อยออกไปได้มากกว่าถึง 4 เท่าในเวลาอันรวดเร็วกว่ายกเวทอย่างเดียว ส่วนรูปแบบการออกกำลังนั้นขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ : การออกแบบเข้มข้นอย่างต่อเนื่องเหมาะกับการลดน้ำหนัก ขณะที่ HIIT จะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อให้คงอยู่และกำจัดไขมันให้หลุดไปจากกล้ามเนื้อ เลือกกันตามสบายสาวๆ

ความอยากอาหาร

ไม่แปลกถ้าคุณจะหิวโซหลังวิ่งเสร็จ แต่มหาวิทยาลัย Western Australia พบว่า คนที่ทำคาร์ดิโอแบบ (high-intensity) จะกินน้อยลงในมื้อถัดไป และอีก 24 ชม.ให้หลัง เมื่อเทียบกับคนที่ทำแบบปานกลางหรือไม่ทำเลย คุณหมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบเผาผลาญชื่อแอนดี้ บลานนิน (Andy Blannin) อธิบายว่า “การออกกำลังระดับ intensity จะกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนในร่างกายดีขึ้น” ซึ่งหมายความว่าเลือดจะกระจายตัวออกไปจากลำไส้ คุณจึงอยากอาหารน้อยลง เราว่าแบบนี้ก็เข้าท่านะ

ความฟิตเฟิร์ม

จากการค้นคว้าของมหาวิทยาลัย Penn State ในอเมริกาพบว่า ผู้ร่วมทดสอบการลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 9 กก. จากการทำคาร์ดิโอหรือยกเวทอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ทีเด็ดคือกลุ่มคาร์ดิโอสูญเสียกล้ามเนื้อไปถึง 3 กก. ขณะที่กลุ่มเล่นเวทเสียไขมันไปล้วนๆ เลย สรุปคือ คาร์ดิโอจะลดทุกอย่างในคราวเดียว ไขมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะให้ตรงไหนไปหรือตรงไหนอยู่

การเล่นเวท

การเผาผลาญไขมัน

สาวทุกนางฟังทางนี้ อย่าเพิ่งใจร้อนกระโดดขึ้นลู่วิ่งไปเสียก่อน แม้การยกเวทจะทำให้ระบบเผาผลาญติดเครื่องช้าไป 1 ชม. หลังออกกำลังเสร็จ เพราะร่างกายเราต้องการเวลาซ่อมแซมตัวเอง “กล้ามเนื้อมีความแอ็กทีฟในการเผาผลาญไขมันมากกว่า ยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อมากเท่าไร คุณจะเผาได้มากขึ้นเท่านั้น และไขมันจะไม่กล้ามากล้ำกราย” คุณหมอนักกายภาพด้านการออกกำลังกาย ลีห์ บรีน (Leigh Breen) กล่าวไว้ เอ้า! มายกเวทกันต่อ!

ความอยากอาหาร

งานวิจัยของ American Journal of Physiology ค้นพบว่าการยกเวททำให้คุณหิวน้อยลง แต่คนละรูปแบบกับกลุ่มคาร์ดิโอ ความรู้สึกอิ่มเอมจากการออกกำลังกายจะจบลงใน 1-2 ชม. คุณจึงเริ่มหิวโซเมื่อร่างกายต้องการอาหารไปซ่อมแซมและสร้างกล้ามเนื้อ โชคร้ายหน่อยที่ผู้หญิงจะน้ำหนักขึ้นง่ายกว่า เพราะเรามีโครงสร้างร่างกายเอื้อต่อการมีบุตรและให้นมนั่นเอง

ความฟิตเฟิร์ม

“ในทางกลับกัน การเล่นเวทจะให้คุณสามารถเจาะจงได้ว่าต้องการเฟิร์มกล้ามเนื้อส่วนไหนเป็นพิเศษ” หมอลีห์กล่าว ดังนั้นหากคุณทำท่าสควอตเยอะๆ คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ต้นขาหลังและบั้นท้ายอย่างชัดเจน แต่อย่าลืมว่าต้องทำคาร์ดิโอเพื่อเน้นความชัดเจนของกล้ามควบคู่ไปด้วย อย่าเพิ่งท้อนะสาวๆ

ผู้ชนะ ผลคือเสมอกันทั้งสองฝ่าย

เมื่อเราออกกำลังกาย ร่างกายจะเริ่มใช้แอนแอโรบิกแล้วจึงย้ายไปสู่แอโรบิก ซึ่งต้องการออกซิเจน ดังนั้นคุณควรเริ่มจากการยกเวทก่อน แล้วค่อยเบิร์นต่อด้วยคาร์ดิโอ แค่นี้สาวๆ ก็ชนะใสๆ

แปลและเรียบเรียงโดย: รวีพุทธิ์ อุดมธนสกุล | ภาพ: Corbis Image

ที่มา – Women’s Health Thailand
www.womenshealththailand.com
นิตยสาร Women’s Health ฉบับเดือนพฤษภาคม 2558

โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ชวนคุณแม่พาลูกฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553188

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ธ.ค. 2558 06:01

 

ร่วมสร้างแม่ลูกสุขภาพดีรับปีใหม่ 
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ยิ่งฉีดเร็วยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพป้องกันเชื้อก่อมะเร็งปากมดลูก

ถึงแม้ว่าปัจจุบัน โรคมะเร็งปากมดลูกจะเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ แต่มะเร็งปากมดลูกยังคงเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดเป็นอันดับสองในหญิงไทย นั่นก็เป็นเพราะเรายังคงชะล่าใจและไม่ให้ความสำคัญในการป้องกันโรคดังกล่าวอย่างจริงจัง เนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ จึงอยากเชิญชวนคุณแม่พาลูกมาร่วมสร้างสุขภาพดี และแสดงความรักด้วยการพาลูกเข้ารับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัสเอชพีวีและแนวทางป้องกันที่มีประสิทธิภาพอย่างวัคซีนป้องกันเอชพีวี เพื่อรณรงค์ให้สตรีไทยใส่ใจสุขภาพและห่างไกลจากมะเร็งร้าย

แพทย์หญิงณัฐยา รัชตะวรรณ สูติ-นรีแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ กล่าวว่า “หลายๆ คนคงเคยได้ยินชื่อเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) หรือ Human Papilloma Virus มาก่อน ซึ่งเชื้อไวรัสนี้สามารถติดต่อกันได้ง่ายมาก ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์จากการมีเพศสัมพันธ์ หรือการสัมผัสเชื้อโดยตรง ซึ่งเชื้อไวรัสเอชพีวีแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่มสายพันธุ์เสี่ยงสูง 14 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งปากมดลูก เช่น สายพันธุ์ 16 และ 18 และกลุ่มที่ 2 กลุ่มสายพันธุ์เสี่ยงต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ เช่น สายพันธุ์ที่ 6 และ 11 ที่เป็นสาเหตุของโรคหูดหงอนไก่ โดยปัจจุบันพบว่า โรคมะเร็งปากมดลูกพบบ่อยเป็นอันดับ 2 และมีหญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกเฉลี่ยถึงวันละ 14 คน จากการสำรวจพบว่าภาคเหนือและภาคอีสานพบผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเอชพีวีมากที่สุดประมาณร้อยละ 20-30 เนื่องมาจากเด็กวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์ค่อนข้างเร็ว ส่วนในภาคกลางมีอัตราการติดเชื้ออยู่ที่ร้อยละ 10 และภาคใต้มีอัตราการติดเชื้อน้อยที่สุดไม่ถึงร้อยละ 10 นั่นก็เป็นเพราะพฤติกรรม เนื่องจากวัฒนธรรมและความเชื่อของคนใต้ที่ค่อนข้างเคร่งครัด และไม่นิยมเปลี่ยนคู่นอน ทำให้อัตราการติดเชื้อน้อยกว่าภาคอื่นๆ โดยปกติ ร่างกายคนเราสามารถขจัดเชื้อไวรัสเอชพีวีออกไปได้ แต่หากได้รับเชื้อเป็นเวลานานจนติดเชื้อแบบคงทน ก็จะลุกลามกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ สำหรับอาการของโรคมะเร็งปากมดลูกในช่วงแรก ส่วนมากจะมีอาการตกเลือด อาจจะมีลักษณะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอยในระหว่างรอบเดือน หรือมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ บางรายอาจมีน้ำปนออกมากับเลือด หรือตกขาวปนเลือด หากเป็นหญิงวัยหมดประจำเดือนก็อาจจะมีเลือดออกมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

นอกจากนี้ ยังสามารถสังเกตได้จากอาการตกขาวที่มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ หรือมีหนองและเลือดปนออกมาด้วย แต่หากเป็นอาการในระยะลุกลาม อาจมีอาการขาบวม ปวดท้องหรือปวดหลังรุนแรง ปวดก้นกบและบริเวณต้นขา อีกทั้งยังอาจจะมีอาการปัสสาวะและอุจจาระเป็นเลือดอีกด้วย ส่วนการรักษาขึ้นอยู่กับระยะของมะเร็ง หากเป็นระยะที่ 1 สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด ซึ่งมีโอกาสหาย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หากเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะที่สองขึ้นไป การรักษาจะเป็นแบบการฉายแสง หรืออาจรักษาร่วมกับเคมีบำบัดในบางกรณี”

“อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้ อันดับแรก Primary Prevention หรือการงดการมีเพศสัมพันธ์ซึ่งฝืนธรรมชาติและเป็นไปได้ยาก ดังนั้น เราจึงแนะนำให้สตรีเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งปากมดลูก โดยหากได้รับวัคซีนก่อนการติดเชื้อวัคซีนจะมีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้ถึงร้อยละ 70-80 และมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวีสามารถทำได้ตั้งแต่ในเด็กอายุ 9 ปี จนถึงผู้ใหญ่อายุ 45 ปี แต่สำหรับผู้ใหญ่อาจจะต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขอื่นๆ เช่น เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วหรือไม่ เคยติดเชื้อไวรัสเอชพีวีมาก่อนหรือไม่ ฯลฯ โดยจะทำการตรวจภายในก่อนฉีดวัคซีนเพื่อให้มั่นใจว่ายังไม่เคยได้รับเชื้อเอชพีวีและยังไม่เคยเป็นมะเร็งปากมดลูกมาก่อน ทั้งนี้ ประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดลงหากฉีดในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว คำแนะนำอื่นๆ ในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ก็คือแนะนำให้สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้วเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ เราจะเห็นว่าโรคมะเร็งปากมดลูกถือเป็นมะเร็งชนิดเดียวที่ป้องกันได้ ทั้งนี้การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเมื่อเป็นโรคแล้ว เพราะคุ้มค่ากว่าทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ และยังเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการรักษาโรคมะเร็งด้วย” แพทย์หญิงณัฐยา กล่าวเพิ่มเติม

ด้าน แพทย์หญิงหทัยทิพย์ ชัยประภา กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ กล่าวว่า “ปัจจุบัน วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีมี 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนป้องกันเอชพีวีชนิด 2 สายพันธุ์ จะครอบคลุมสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งช่องคลอดในเพศหญิง และวัคซีนป้องกันเอชพีวีชนิด 4 สายพันธุ์ จะครอบคลุมสายพันธุ์ที่ 6, 11, 16 และ 18 ซึ่งมีข้อบ่งชี้ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก หูดหงอนไก่ ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย สามารถฉีดในเด็กตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป ซึ่งนับเป็นโอกาสดีที่คุณพ่อคุณแม่จะสามารถพาลูกสาวมาฉีดวัคซีน เพราะจริงๆ แล้วเชื้อไวรัสเอชพีวีสามารถติดได้ง่ายมาก นอกจากการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์แล้ว บางครั้งอาจเกิดจากการสัมผัสเชื้อโดยตรง เช่น ในห้องน้ำสาธารณะ ดังนั้น เด็ก วัยรุ่น หรือผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็มีโอกาสติดได้ หรือแม้แต่ในเด็กทารกก็สามารถติดเชื้อไวรัสเอชพีวีได้จากมารดาผ่านทางช่องคลอด ทำให้เกิดการอุดตันในระบบทางเดินหายใจ ดังนั้น การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีตั้งแต่เด็กจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเด็กยังไม่เคยได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวีมาก่อน และการฉีดวัคซีนในเด็กยังจะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าการฉีดในผู้ใหญ่ถึง 2 เท่า ดังนั้น เราจึงแนะนำให้เด็กฉีดวัคซีนแค่ 2 เข็มก็เพียงพอแล้ว ในขณะที่ผู้ใหญ่ต้องฉีด 3 เข็ม จะเห็นได้ว่าฉีดในเด็กให้ความคุ้มทุนมากกว่า ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากยังไม่เห็นความสำคัญของการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือมีความเชื่อผิดๆ ที่ว่าเป็นการส่งเสริมให้ลูกมีเพศสัมพันธ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การฉีดวัคซีนให้ลูกตั้งแต่เด็กจะช่วยให้ลูกมีภูมิต้านทานพร้อมเมื่อเติบโตสู่วัยเจริญพันธุ์ และยังป้องกันการติดเชื้อที่ไม่ได้มาจากเพศสัมพันธ์ด้วย”

คุณแม่เปิ้ล-นลรรพรรฎ คุณแม่ของน้องอันดา – กุณฑีรา ยอดช่าง ที่พาลูกสาวมาฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีกล่าวว่า “ปีนี้น้องอันดาอายุ 9 ปีพอดี เปิ้ลจึงพามาปรึกษาคุณหมอแล้วก็ได้รับคำแนะนำว่าควรให้น้องฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีได้เลย อย่าคิดว่าการพาลูกไปฉีดวัคซีนจะเป็นการส่งเสริมให้เขามีเพศสัมพันธ์ เพราะอย่างที่คุณหมอบอกว่าจริงๆ แล้ววัคซีนป้องกันเอชพีวีก็เหมือนวัคซีนอื่นๆ ที่สำคัญ ฉีดตอนที่น้องยังเป็นเด็กจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าด้วย เรารู้สึกว่าตอนที่เรายังดูแลเขาได้ เราก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด อะไรที่ช่วยปกป้องลูกเราได้ เราก็ต้องทำอยู่แล้วค่ะ เปิ้ลมองว่าการพาอันดามาฉีดวัคซีนเป็นการเตรียมพร้อมให้กับลูกในด้านสุขภาพเหมือนกับที่เราเตรียมเรื่องการศึกษาให้เขา เราลงทุนในวันนี้เพื่อเพิ่มโอกาสที่ดีให้ลูกให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต ส่วนตัวเปิ้ลเองก็ได้รับวัคซีนป้องกันเอชพีวีเรียบร้อยแล้วค่ะ เรามองว่าการป้องกันก่อนที่จะเป็นโรคย่อมดีกว่าเป็นแล้วรักษา และเปิ้ลอยากเชิญชวนให้คุณผู้หญิงทุกคนเข้ารับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี และหากคุณแม่ที่มีลูกสาวก็อย่าลืมพาลูกสาวไปรับวัคซีนป้องกันเอชพีวีกันนะคะ สายใยความรักของแม่สามารถส่งต่อได้ด้วยการดูแลสุขภาพของลูกค่ะ”

ทั้งนี้ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ จึงอยากเชิญชวนคุณสุภาพสตรี และคุณแม่ที่รักและห่วงใยสุขภาพของลูกๆ พาลูกมาฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี และเพื่อร่วมสร้างสุขภาพดีให้คุณแม่และคุณลูกรับเทศกาลปีใหม่ 2559 ทางโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ มีบริการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีสำหรับคุณแม่ โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-022-2222

ภาพจากซ้ายไปขวา : แพทย์หญิงณัฐยา รัชตะวรรณ สูติ-นรีแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์, คุณเปิ้ล-นลรรพรรฎ และน้องอันดา – กุณฑีรา ยอดช่าง, แพทย์หญิงหทัยทิพย์ ชัยประภา กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

แพทย์หญิงณัฐยา รัชตะวรรณ สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

แพทย์หญิงหทัยทิพย์ ชัยประภา กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

คุณแม่เปิ้ล-นลรรพรรฎ และน้องอันดา – ด.ญ. กุณฑีรา ยอดช่าง

คุณแม่เปิ้ล พาน้องอันดา เข้ารับคำปรึกษาจากคุณหมอก่อนเข้ารับวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวี

คุณแม่เปิ้ล-นลรรพรรฎ ยอดช่าง เข้ารับคำปรึกษาจากคุณหมอก่อนเข้ารับวัคซีนป้องกันเอชพีวีด้วยเช่นกัน

จับตาย 6 เทคนิค กระตุ้น ‘เซ็กซ์’ เผ็ดแซ่บสะท้านเตียง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/551607

โดย FHM 23 ธ.ค. 2558 16:05

 

หนุ่มๆ หลายคนมัวแต่สนใจเรื่องใหญ่ๆ ที่เห็นได้ชัดเจนกว่า จนทำให้ลืมเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ซึ่งหารู้ไม่ว่า มันก็ช่วยทำให้เซ็กซ์ร้อนแรง และถึงฝันได้ไม่แพ้กัน เผลอๆ อาจแซ่บซี๊ดยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ!

1. ต้องการอะไรก็บอกตรงๆ

คุณอาจจะมองว่าผู้หญิงมักดูเรียบร้อย ไม่พูดจาทะลึ่งตึงตัง แต่ถ้าลองสังเกตดูดีๆ คุณจะเห็นว่าเวลาเธอเฝ้าหน้าจอแล้วเห็นข่าวดารา หรือแม้แต่คุยกันในลิฟต์ พวกเธอก็จะพูดกันแบบตรงไปตรงมา บางทียังพูดตรงยิ่งกว่าผู้ชายด้วยกันเองเสียอีก หรือเวลาจะจีบเธอ เธอมักชอบชายที่กล้าแสดงความรู้สึกตรงๆ และกล้าจีบเธอตรงๆ มากกว่าฝากเพื่อน เพราะผู้หญิงเกือบ 60% ชอบเรื่องราว หรือประสบการณ์ตรงที่ชวนตื่นเต้นเร้าใจมากกว่า แต่สิ่งที่ยากก็คือ คุณจะเริ่มต้นอย่างไรล่ะ? ง่ายๆ เลย ก็เริ่มต้นจากการถามเธอตรงๆ นี่แหละ!

ต้องการอะไรก็บอกเธอไปเลยตรงๆ

2. บอกล่วงหน้า ผลลัพธ์มักดีขึ้น


การไม่บอกล่วงหน้าอาจเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ ทว่าการบอกไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สร้างผลดีได้ไม่แพ้กัน เพราะนิสัยผู้หญิงมักชอบคาดหวังเสมอ และอยากทำอะไรให้ออกมาดี ดังนั้นบอกเธอไปเลยว่า คุณอยากจะมีอะไรกับเธอ บางทีเธอก็ต้องการเวลาเตรียมพร้อมมากกว่าจู่โจมนะ หรือบอกให้เธอรู้ล่วงหน้าแค่ 5 นาที การพูดตรงๆ สามารถให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เช่น ไม่ต่อต้านแบบตื่นตกใจ หรือมีเวลาอาบน้ำ และพรมน้ำหอมเป็นอย่างดีด้วยกันทั้งคู่

3. ควรมีเวลา “วอร์มอัพ”

อย่างเช่น การวอร์มกล้ามเนื้อลิ้นของคุณ ด้วยการแลบลิ้นเข้าๆ ออกๆ เพื่อให้คุณสามารถควบคุมลิ้นได้ดั่งใจปรารถนา หรือยืดแข้งยืดขา เพื่อให้กล้ามเนื้อยืดขยายเหมือนก่อนออกกำลังกายปกติ ช่วยลดความเสี่ยงกับอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ หรือเป็นตะคริวเมื่อเกร็งตัวผิดจังหวะ คุณอาจวอร์มอัพสัก 5-10 นาที ก่อนถึงเวลาใช้งาน ก็รับประกันความพร้อมได้แล้วล่ะ!

วอร์มอัพลิ้นก่อนใช้งาน

4. ปิดตากระตุ้นอารมณ์
หนุ่มสาวทั่วไปรับข้อมูลเข้าสู่สมองผ่านการมองเห็นมากถึง 60-90% แต่เมื่อไรที่ตาคุณโดนปิด จะทำให้ความต้องการ และความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเมื่อคุณกระตุ้นเธอด้วยสิ่งของนุ่มๆ อย่างขนนก หรือพู่กัน แปรงไล้ไปตามลำตัว มันก็จะทำให้อารมณ์เสน่หาของเธอค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว…

5. การจับมือ คือสิ่งที่ชายหลายคนมองข้าม!


คุณอาจมองแค่ว่า การจับมือมันธรรมดาเกินไป แต่สำหรับผู้หญิงแล้ว การสอดนิ้วประสานมือเข้าไปยังอีกฝ่ายถือเป็นการแสดงออกซึ่งความรัก เช่นเดียวกับ ตามองตา การประกบปากจูบ หรือเนื้อแนบเนื้อ เมื่ออวัยวะเดียวกันสัมผัสกัน มันเป็นสัมผัสพิเศษที่แผ่พลังต่อกันและกันเสมอ

สอดนิ้วประสานมือกันบ้าง…

6. เทคนิคกระตุ้นปากถ้ำ แค่ 1 ใน 3  


ถือเป็นการยั่วให้เธอเกิดอารมณ์ได้มากขึ้น เหมือนอาการค้างๆ คาๆ และเธอก็รออยู่ว่า เมื่อไรเวลานั้นจะมาถึง เพราะการสอดใส่แบบเต็มๆ อาจทำให้ขาดความเร้าใจในทันที ฉะนั้นลองหยั่งเชิงสัก 1 ใน 3 ของของลับที่มี เมื่อไรที่เธอร้องขอจากคุณก็จงดึงจังหวะอีกสักหน่อย ถือเป็นการเพิ่มเวลาเล้าโลมเธอได้นานมากขึ้น รับรองว่าเมื่อถึงเวลาสอดใส่ไปเต็มที่ อารมณ์สุขสมจะล้นปรี่จนเธอพึงพอใจ!

ที่มา : fhm.in.th

รู้หรือไม่ ? สีที่ชอบ บอกถึงเซ็กซ์ที่ใช่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549405

โดย GQ Thailand 21 ธ.ค. 2558 16:05

 

คุณอาจจะเคยเห็นการจับคู่สีกับนิสัย หรือบุคลิกของคน คราวนี้เราจะมาจับคู่สีที่คุณชอบกับเรื่องเซ็กซ์ ผ่านไอเท็มชิ้นโปรดของคุณไม่ว่าจะเป็นเชิ้ต เสื้อยืด กางเกง หรือสูทก็ตาม บอกเลยว่าเสื้อผ้าสีไหนก็ตามที่คุณชอบใส่เป็นประจำ ผู้หญิงสามารถวิเคราะห์ไปได้ถึงเรื่องเซ็กซ์ของคุณเลยทีเดียว…

สีแดง – เป็นสีที่แสดงพลังทางเพศสูงมาก คนที่ชอบใส่เสื้อผ้าสีแดงจะชอบเซ็กซ์ที่ร้อนแรง เป็นคนใส่ใจในจุดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ มักปรับปรุงเรื่องเซ็กซ์ให้ดีอยู่เสมอ แต่อาจจะเซ็กซ์จัดไปเสียหน่อย

สีดำ – คุณอาจมีปมด้อยเรื่องเซ็กซ์ และนั่นคือจุดอ่อนของคุณ ไม่มั่นใจ แม้ภายนอกดูเข้มแข็งก็ตาม ขณะเดียวกันเซ็กซ์ของคุณไม่เคยมีความนุ่มนวล ออกแนวก้าวร้าวมากกว่า

สีส้ม – คุณคือผู้ชายผู้หิวโหยเรื่องเซ็กซ์แบบไม่เคยพอ เป็นนักล่าผู้หญิงตัวยง

สีเขียว – ชอบใส่เสื้อผ้าสีเขียว ฟันธงได้เลยว่าเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์กับเรื่องเซ็กซ์สูงมาก อาจชอบหาสิ่งใหม่ๆ มาเล่น ท่าใหม่ๆ ไม่ให้จำเจ ขณะเดียวกันเป็นเซ็กซ์ที่ดูผ่อนคลาย นุ่มนวล และปลอดภัย

สีเหลือง – คุณผู้หญิงที่มีแฟนชอบสีเหลืองบอกเลยว่าโชคดีมากๆ คุณได้ผู้ชายที่มีเซ็กซ์แบบอบอุ่น เป็นสุภาพบุรุษ แต่ก็มีความตื่นเต้นในคราวเดียวกัน แถมเป็นเซ็กซ์แบบมองโลกในแง่ดีด้วยนะ

สีฟ้า – เซ็กซ์ของผู้ชายที่ชอบสีฟ้า ค่อนข้างทำแบบไม่รีบร้อน เล้าโลมนานๆ และให้ความผ่อนคลาย บันเทิงใจ

สีขาว – โชคร้ายหน่อยสำหรับคุณผู้หญิงที่มีแฟนชอบใส่เสื้อผ้าสีขาว เพราะเขาจะเป็นคนเรียบร้อยกับเรื่องเซ็กซ์ ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สักเท่าไร ประมาณว่ามีก็ได้ ไม่มีก็ยิ่งดี

ที่มา : GQ Thailand
www.gqthailand.com

อาหารเสริม จากไวน์ สู่เส้นทางอมตะ ตอนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/551251

โดย หมอดื้อ 20 ธ.ค. 2558 05:01

 

ตอนที่แล้ว เป็นการบรรยายถึงกลไกในการควบคุมอายุให้ยืนยาวและแข็งแรงโดยผ่านยีนต่างๆ บทความในวารสาร Scientific American 2012 จนนิตยสารไทม์ 2015 ในเส้นทางสู่การมีอายุยืน และในวารสาร Nature 2015 พบว่าสารสกัดจากองุ่น ไวน์ คือ Resveratrol สามารถสร้างเซลล์สมองใหม่ได้ในหนู

ล่าสุด ในวารสารทางสมองของสหรัฐฯ Neurology 2015 ศึกษาในคนไข้อัลไซเมอร์มากกว่า 100 ราย และตรวจน้ำไขสันหลังเป็นระยะ ตลอด 1 ปีพบว่าสารพิษตัวการ ApoE และ Amyloid ลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ปริมาณที่ใช้ต้องมากถึง 2,000 มก.ต่อวัน เนื่องจากการดูดซึมจากลำไส้เข้าร่างกายไม่ดีนัก

จากกลไกการยืดอายุให้ยืนยาว จะเห็นได้ว่าระดับ NAD+ ที่สูงขึ้นเป็นแกนกลางสำคัญ โดยจะเพิ่มปริมาณและการทำงานของยีน SIRT1 ส่งผลควบคุม ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ PARP (Poly-ATP-Ribosome Poly merase) ซึ่งเป็นตัวสำคัญในกลไกที่ทำให้เซลล์ตาย หรือในทางกลับกันมีการซ่อมแซมของเซลล์

เพราะฉะนั้นในหนูที่ขาดพลังงานจากกลูโคส แม้ได้รับไขมันเพิ่มก็ตาม กลับผอมเพรียวขึ้น และไม่มีความเสี่ยงในการเกิดเบาหวาน โดยในเซลล์จะมีจำนวนไมโตคอนเดรียเพิ่มขึ้นและตัวใหญ่ขึ้น เป็นการใช้พลังงานในเซลล์อย่างฉลาด สมเหตุสมผล และมลพิษในเซลล์น้อยลง กำจัดขยะได้ง่ายขึ้น

ในการศึกษาต่อมายังพบว่า SIRT1 ยังมีบทบาทแม้แต่ในภาวะที่อาหารเหลือเฟือ และการที่มี SIRT1 มากขึ้น ยังช่วยบรรเทาอาการของหนู ที่เป็นโรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ และโรคสมองเสื่อมที่มีการเคลื่อนไหวและสติปัญญาบกพร่อง คือ โรค Huntington ตัว SIRT1 ยังมีผลต่อรูปร่างความผิดปกติของตัวอสุจิ (sperm)

ทั้งนี้ ถ้าปรับพันธุกรรมของหนูให้เซลล์อัณฑะขาด SIRT1 ตัวอสุจิจะผิดปกติ นอกจาก SIRT1 ยังมี SIRT3 ซึ่งปรับระดับของออกซิเจนพิษในเซลล์และเมตาบอลิซึมในกรดไขมัน ซึ่งมีผลในโรคที่เกิดจากความผิดปกติของไขมัน เบาหวาน อ้วน เป็นต้น รวมทั้งจากการที่ SIRT3 เป็น Sirtuin หลักที่อยู่ในไมโตคอนเดรีย ดังนั้น SIRT3 จะสามารถควบคุมมะเร็งทั้งขนาดและการกระจายโดยผ่านโมเลกุลออกซิเจนพิษ

จนถึงตรงนี้อาจยังนึกภาพไม่ออกว่าอาหารเสริมจะช่วยอะไร Resveratrol มีความเกี่ยวพันกับ Sirtuin ต่างๆ และระดับของ NAD+ ซึ่งเป็นตัวตั้งต้นของกระบวนการปรับความสมดุลของพลังงาน คงความมั่นคงแข็งแรงของโรงงานในเซลล์ คือ ไมโตคอนเดรีย ปรับสภาพเซลล์ให้คงทนอยู่ได้ และซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย และส่งผลในการบรรเทาโรคที่เกี่ยวข้องกับเมตาบอลิซึมทั้งหลาย รวมทั้งเบาหวาน โรคไขมันสูง เป็นต้น

โลกได้รับทราบสรรพคุณของไวน์ที่มีผลต่อสุขภาพจากรายงานของฝรั่งเศสในปี 1992 ในไวน์มีระดับแอลกอฮอล์ 11-14% และมีสารประกอบ Polyphenols ซึ่งตัวเสริมสุขภาพในไวน์นั้นได้จากทั้งแอลกอฮอล์ (ดังที่ดื่มวิสกี้ วอดก้า บรั่นดี ไวน์ขาว ในปริมาณชาย 2 หญิง 1 แก้ว ก็ดีทั้งนั้น) และได้จากสาร Polyphenols Resveratrol อยู่ในเปลือกขององุ่น (ในไวน์แดง) และผลไม้นานาชนิด เช่น Cranberry, Mulberry, Lingonberry, Bilberry, Partridgeberry, Sparkleberry, Blueberry, Jackfruit, Peanut

แม้กระทั่งใบและดอกของต้นไม้หลายชนิด Resveratrol ที่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ในปัจจุบันเตรียมจากรากแห้งของ Polygonum Cuspidatum ในญี่ปุ่นและจีน โดยที่สมุนไพรที่สกัดจาก Polygonum ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อรา โรคผิวหนัง โรคตับ และโรคหัวใจมาแต่โบราณกาล ในส่วนที่เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ถัดจากกลไกระดับในเซลล์ออกมา คือ Resveratrol ยับยั้งกระบวนการ LDL (ไขมันเสีย) Peroxidation ซึ่งนำสู่เส้นเลือดตีบ และเพิ่มไขมันดี HDL และกระตุ้นให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่น ขยายขนาดได้มากขึ้น โดยผ่านทาง nitric oxide ยับยั้ง Endothelin

ซึ่งทำให้เส้นเลือดหดตัว และอาจมีผลทำให้เลือดไม่หนืด และการล้นทะลักของเลือดกลับเข้ามามากเกินไป มายังเนื้อเยื่อที่ขาดเลือด และปรับสภาพการทำงานของหัวใจ (Pre-Condi tioning) ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการปกป้องหัวใจจากโรค ในส่วนของสมองและระบบประสาท Resveratrol ยังสามารถซึมผ่านเข้าสมอง ทั้งๆที่สมองจะมีระบบป้องกันเข้มงวดจากผนังปราการที่หลอดเลือด (Blood Brain Barrier) และส่งผลปรับการทำงานของเซลล์ Astrocyte ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Glutamate และการอักเสบที่เกี่ยวพันกับโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน นอกจากนั้น ยังมีผลต่อการฟื้นฟูสภาพ และการปรับเพิ่มพูนประสิทธิภาพของระบบประสาท และการหลั่งของสารสำคัญคือ trophic factor S100B

ที่กล่าวมายืดยาว เป็นเครื่องแสดงว่าการคัดสรรอาหารเสริมไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และต้องท่องขึ้นใจว่าอาหารเสริมไม่ถึงกับเป็นของวิเศษ ไม่เป็นยา อาจช่วยใช้รักษาโรค ป้องกันโรค เป็นของเสริม ตราบใดที่ไม่สามารถมีข้อมูลชัดเจนถึงประสิทธิภาพการรักษาว่าลดการเจ็บป่วย การตายได้เพียงใด ป้องกันการเกิดโรคได้กี่เปอร์เซ็นต์ จะใช้ขนาดเท่าใดจึงจะเริ่มเห็นประสิทธิภาพ มีผลข้างเคียงระดับใด ก็ยังจัดเป็นยาไม่ได้ อาจจะใช้เป็นของ “บำรุง” ได้

และถึงแม้ Resveratrol จะดู “เก่ง” เพียงใด แต่ในทางสู่อมตะ แม้ว่าจะมีผลในการยืดอายุของหนูที่ให้อาหารไขมันสูงก็ตาม แต่ในหนูที่ได้อาหารปกติกลับอายุไม่ยืนกว่าเดิมตามที่คาด แม้ว่ากลไกในการปกป้องเซลล์จะคงมีอยู่ก็ตาม เพราะฉะนั้นตอนต่อไปเตรียมตัวพบเส้นทางอมตะเส้นใหม่ ชื่อว่า TOR นะครับ.
หมอดื้อ

โรคไบโพลาร์ (ตอนที่ 1) รู้จักโรคไบโพลาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/549394

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 18 ธ.ค. 2558 05:31

 

มีคำถามมากมายว่าโรคไบโพลาร์คืออะไร ลักษณะอาการเป็นอย่างไร ตัวเองมีโอกาสเป็นโรคที่ว่านี้ได้หรือไม่ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนแต่มีโอกาสน้อยมาก ไปทำความรู้จัก โรคไบโพลาร์พร้อมๆ กันเลย

โรคไบโพลาร์ หรือ Bipolar Disorder คือ โรคที่มีความผิดปกติทางอารมณ์ ผู้ที่เป็นจะมีอารมณ์ และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ลักษณะอารมณ์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปมีสองแบบ แบบแรกมี ลักษณะอารมณ์และพฤติกรรมแบบซึมเศร้า แบบที่สองมีลักษณะคึกคัก พลุ่งพล่าน ซึ่งเรียกว่า เมเนีย (mania) โดยสามารถอธิบายได้จากภาพกราฟอารมณ์จากการตรวจของแพทย์ ซึ่งจะแสดงการเปลี่ยนแปลง ของอารมณ์เป็นช่วงๆ คือ ช่วงซึมเศร้าแล้วตามด้วยช่วงเวลาที่เป็นปกติดี จากนั้นอาจเกิดอาการแบบเมเนียขึ้นมา หรือบางคนอาจเริ่มด้วยอาการแบบเมเนียก่อนก็ได้ และไม่จำเป็นต้องตามด้วยอาการด้านตรงข้ามเสมอไป เช่น อาจมีอาการแบบซึมเศร้า-ปกติ-ซึมเศร้า-เมเนีย สลับกันไป

สาเหตุของโรค ไม่ได้เกิดจากผู้ป่วยมีจิตใจอ่อนแอหรือคิดมาก แต่เกิดจากความผิดปกติทางสมอง ผู้ป่วยจะมีการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทในสมอง และสารเคมีในสมองแปรปรวนไป ผู้ที่เป็นโรคไบโพลาร์ มักมีประวัติญาติเป็นโรคทางอารมณ์ ทำให้บุตรที่เกิดมามีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไปถึง 8 เท่า สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นโรค หากพบเหตุกดดันทางจิตใจ เช่น ตกงาน ญาติเสียชีวิต หรือมีการเสพยาต่างๆ ก็มีแนวโน้มไปกระตุ้นให้แสดงอาการออกมา อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนก็เป็นโรคนี้โดยไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ เช่นเดียวกับโรคความดันหรือโรคเบาหวาน ที่บางครั้งก็เกิดจากกรรมพันธุ์แต่บางครั้งก็ไม่ใช่ ทางการแพทย์จึงไม่ถือว่าโรคนี้เป็นโรคทางกรรมพันธุ์

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ได้รับรู้ถึงการเกิดโรคไบโพลาร์อย่างคร่าวๆ คงจะพอมีแนวทางการสังเกต เพื่อเตรียมการเฝ้าระวังโรคดังกล่าวได้ไม่ยาก อย่าลืมติดตามอาการของโรคนี้ในศุกร์สุขภาพสัปดาห์หน้ากันนะครับ

รองศาตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

‘อย่า’ ไม่เอานะ! เพียง 5 ข้อ ที่เลดี้ร้องขอบนสังเวียนรัก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/548782

โดย FHM 16 ธ.ค. 2558 16:05

 

5 สิ่งต่อไปนี้จะทำให้สาวคนรักข้างกายของคุณ ขุ่นเคืองอารมณ์ สะสมความสะอิดสะเอียนไว้ ถ้าหนุ่มๆ เข้าขั้นทำร้ายสาวคนรักจนเกินพอดี !

1. อย่า … บังคับให้เธอเป็นฝ่ายเริ่มออรัลเซ็กซ์ก่อน 


ถือเป็นวิธีเริ่มต้นเกมรักที่แย่มาก ถ้าเธอรู้ว่าคุณต้องการให้เธอลูบหัวน้องชายด้วยปากในทันทีทันใด แต่ในทางปฏิบัตินั้น คุณต้องทำให้เธอรู้สึกมีอารมณ์ร่วมขึ้นมาก่อน อย่าเริ่มต้นด้วยการบังคับกันถ้าเธอยังไม่พร้อม ทว่าต้องทำให้เธอรู้สึกอยากจะจัดการกับน้องชายของคุณเอง นั่นจึงถือว่าเป็นศิลปะชั้นยอด ทางที่ดีคือคุณควรเริ่มเล้าโลมให้เธอได้เห็นเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน คุณจะดูแมนมากในสายตาเธอ ถ้าคุณทำได้ดีมีเหรอที่เธอจะไม่ตอบสนองกลับมา!

อย่าบังคับให้เธอเริ่ม ‘ออรัลเซ็กซ์’ ก่อน

2. อย่า … ลืมสัมผัสส่วนอื่นๆ

ผู้ชายบางคนจ้องแต่จะปั้นอารมณ์ให้แข็ง แล้วก็ยัดเยียดความเป็นชายทะลุทะลวงเข้าไป ทั้งที่การสัมผัสระหว่างปาก และลิ้นของชายกับหญิง นับเป็นสัมผัสที่วาบหวิว และดูดดื่มที่ส่งพลังงานแห่งความรักได้ดี เมื่อปากของคนสองคนประสานเป็นหนึ่งเดียว ดวงตาแลกเปลี่ยนความเป็นเจ้าของกันและกัน แล้วหนุ่มๆ จะมองข้ามเพื่อมุ่งหน้าไปปากอ่าวทันที ก็นับว่าใจร้ายเกินชายไปหน่อยล่ะ

3. อย่า … ทิ้งร่องรอยฟกช้ำไว้บนกาย


นี่อาจเป็นความสะใจของหนุ่มบางราย แต่รู้ไหมว่า มันกลับกลายเป็นความอับอายของเธอเสียมากกว่าที่ใครเกิดพบเห็นมันเข้า ทำนองใครเห็นก็ย่อมรู้ว่าร่องรอยนี้เธอได้แต่ใดมา ถ้าฝ่ายชายมีรอยฟกช้ำอาจดูไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะจากพื้นฐานนิสัยที่ค่อนข้างโลดโผน แต่ฝ่ายหญิงที่มีรอยฟกช้ำอยู่นอกเหนือร่มผ้า อย่างต้นคอ และต้นแขนนี่สิ อาจทำให้เธอต้องสวมเสื้อคอเต่าแขนยาวไปทั้งอาทิตย์เลยก็ได้

อย่าทิ้งร่องรอยฟกช้ำไว้บนกายเธอ


4. อย่า … เห็นภาพยนตร์บิ้วอารมณ์ดีกว่าเธอ

เพราะท่านชายไม่ได้อยู่คนเดียว และไม่ได้กำลังช่วยตัวเองสักหน่อย ดังนั้นถือเป็นการผิดมหันต์ ถ้าจะเปิดภาพยนตร์รัก 18+ แล้วโฟกัสอารมณ์ไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่น แทนที่จะเป็นเธอ !! การบิ้วอารมณ์ด้วยภาพยนตร์หวาบหวิวในตอนเริ่มต้นนั้นไม่ใช่เรื่องผิด ทว่าเมื่อได้ที่แล้วก็ควรจะปิดมากกว่าเปิดทิ้งไว้นะ

5. อย่า … รุนแรงอกสั่นจนเธอขวัญผวา


ถ้าถามผู้หญิงทุกคนว่า อะไรที่เป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวที่สุดในการมีเซ็กซ์แต่ละครั้ง พวกเธอก็มักจะตอบว่า ความบ้าดีเดือดของผู้ชายที่ชอบทำอะไรแผลงๆ หรือผิดวิถีมนุษย์คนอื่น วิธีที่แปลกออกไปแบบรุนแรง ก้าวร้าว หรือประหลาดล้ำ จนทำให้ขวัญผวาแบบรู้สึกไม่สบายใจ ก่อนอื่นคุณผู้ชายควรทำความเข้าใจระหว่างความรู้สึกแบบ ‘ละมุนละไมแต่เดาทางไม่ได้’ กับ ‘รุนแรงจนไม่อยากจะเดา’ นั้น มีความต่างกันอยู่มากนัก!

อย่ารุนแรงกับเธอมากจนเกินไปนัก …

ที่มา : fhm.in.th

อาหารเสริมจากไวน์ สู่เส้นทางอมตะ ตอนที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/548089

โดย หมอดื้อ 13 ธ.ค. 2558 05:01

 

เวลาเที่ยงพักกินข้าวเป็นเวลาที่ผู้เขียนมีความสุขมาก นอกจากกินข้าวกล่องที่ซื้อจากโรงอาหาร ก็จะเป็นเวลาที่ได้อ่านและรับชม-ฟัง นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ หรือผู้ได้รับรางวัลโนเบลมาพูดให้ฟังโดยผ่านทางอินเตอร์เน็ต สถาบันที่ผู้เขียนเป็นสมาชิกมากว่า 20 ปี คือ New York Academy of Science (www.nyas.org) ซึ่งเราสามารถ รับรู้ข้อมูล และดูวีดิโอการบรรยายได้เหมือนกับไปนั่งฟังจริงๆ

ที่ทึ่งมากเป็นพิเศษและเป็นที่มาของบทความนี้ คือการเสนอผลงานค้นคว้าเกี่ยวกับสาร ซึ่งมีใน “ไวน์แดง” ที่มีชื่อว่า Resveratrol และตีพิมพ์ในเดือนมกราคม 2011 และหลังจากนั้นมีการประชุมเป็นระยะทุกปี จนถึงปี 2015 และมีบทความในวารสาร Scientific American 2012 จนนิตยสาร ไทม์ 2015 ในเส้นทางสู่การมีอายุยืน และในวารสาร Nature 2015 พบว่าสร้างเซลล์สมองใหม่ได้ในหนู

ล่าสุด ในวารสารทางสมองของสหรัฐฯ Neurology 2015 ศึกษาในคนไข้อัลไซเมอร์ มากกว่า 100 ราย และตรวจน้ำไขสันหลังเป็นระยะ ตลอด 1 ปี พบว่าสารพิษ ApoE และ Amyloid ลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และปริมาณที่ใช้ต้องมากถึง 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เนื่องจากการดูดซึมจากลำไส้เข้าร่างกายไม่ดีนัก

ความเป็นอมตะ คือมีชีวิตยืนยาวสุขภาพดีสมองไม่เสื่อม ไม่มีโรคเกี่ยวเนื่องกับอายุขัย เป็นสิ่งที่มนุษย์ (โดยเฉพาะตั้งแต่เลข 4 ขึ้นไป) แสวงหากลไกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดที่ทำให้อายุยืนยาวแต่ไม่มีใครทำคือทำให้ตกอยู่ในภาวะอดอาหาร โดยเฉพาะขาดกลูโคสหรือน้ำตาล (Starvation และ Caloric Restriction) ซึ่งพิสูจน์ได้ในสัตว์ทดลองเช่นหนู ตั้งแต่ 80 ปีมาแล้วโดย Clive McCay และ Mary Crowell จากมหาวิทยาลัย Cornell และเป็นจริงในลิงเช่นกัน ในราวปี 1950 เป็นต้นมา Denham Harman ที่มหาวิทยาลัย California, Berkley ได้พัฒนาความรู้โดยเชื่อมโยงกับกระบวนการเกิดออกซิเจนพิษ (oxygen free radical species) ในร่างกาย

ซึ่งในปัจจุบันก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกลไกทั้งหมดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวงดูจะมุ่งไปสู่ Sirtuins ซึ่งเป็นโปรตีนควบคุมกระบวนการในร่างกาย ซึ่งโดยปกติจะนิ่งเงียบกบดานอยู่ (silent information regulator หรือ SIR) และพบได้ตั้งแต่ในยีสต์ถึงมนุษย์ โดยกลุ่มของ Leonard Guarente และได้ตีพิมพ์ผลงานในปี 1995 ในวารสาร Cell

และพบว่า SIRT 4 มีบทบาทในการยืดอายุของยีสต์

ในช่วงเวลา 10 ปี จากปี 2000-2011 มีงานวิจัยเกี่ยวกับ SIR และเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องเกือบ 1,200 ฉบับ โดยการประชุมซึ่งจัดโดย NYAS มีนักวิทยาศาสตร์จาก Weill Cornell Medical College จาก Ecole Polytechnique Federale Lausanne จาก MIT และจาก Gladstone Institute (UCSF) รวมทั้งจาก Harvard Medical School

นอกจากที่ Sirtuins จะเกี่ยวพันถึงกระบวนการอดอาหาร (ให้อายุยืน แข็งแรง) ยังเชื่อมโยงไปถึงโมเลกุลขนาดเล็กที่ชื่อว่า Resveratrol ในระบบการรับรู้ของเซลล์ ในการปรับผันการใช้น้ำตาล

กลูโคสหรือไกลโคเจน (Glycogen) เมื่ออยู่ในภาวะอดอาหาร ขาดพลังงาน และหันไปใช้กรดไขมันเป็นแหล่งพลังงานแทน ทั้งนี้จะผ่านทางเอนไซม์หลัก 3 ตัว คือ AMPK (AMP-activated protein kinase) จะตอบสนองต่อ AMP และ ATP ในขณะที่ SIRT1 ต้องการ NAD+/NADH และ GCN5 จะตอบสนองต่อ Acetyl-CoA ทั้ง 3 ตัวหลักจะมีผลต่อการทำงานของ PGC-1α

ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นหรือควบคุมการทำงานของโรงงานของเซลล์ คือ ไมโตคอนเดรีย (mitochondria)

ทั้งนี้ SIRT1 จะกระตุ้น PGC-1α ในบทบาทของเอนไซม์ deacetylase และ acetylase จะยับยั้ง PGC-1α Resveratrol เกี่ยวกับโรงงานของเซลล์ โดยผ่านทาง AMPK ซึ่งทำให้ระดับของ NAD+เพิ่มขึ้น และทำให้เกิดการกระตุ้น SIRT1 ส่งผลควบคุม PGC-1α (ร่วมกับ GCN5 และ SRC3) และ SIRT1 ยังมีผลต่อ FOXO (Foxhead Box Transcription Factor Type 0)

ทั้งหมดนี้จะควบคุมการทำงานของไมโตคอนเดรียและความสมดุลของพลังงานระดับเซลล์ [กระบวนการซับซ้อนสามารถเปิดอ่านและดูแผนภูมิประกอบได้ในเว็บไซต์ของเราครับ www.cueid.org ในหมวด Articles วันที่ 19 ธันวาคม 2011 เรื่อง Sirtuins, Longevity and Adaptations to Nutrient Availability]

ตอนนี้เป็นวิชาการมากเหลือเกินครับ อย่าเพิ่งต่อว่า แต่อยากให้ทราบที่มาที่ไปของการเลือกกินเลือกใช้อาหารเสริมแต่ละชนิด ต้องหนักแน่นในวิชาการพอควร ตอนต่อไปจะเป็นเรื่องต้นตอของไวน์และองุ่นแล้วครับ.

หมอดื้อ

ปาร์ตี้หนักแฮงค์เว่อร์! 8 ตัวช่วยแก้เมาค้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/547131

โดย GQ Thailand 11 ธ.ค. 2558 16:05

 

ความจริงก็คือไม่มีสิ่งแก้อาการเมาค้างหรือแฮงค์โอเวอร์ได้ผลชะงัด เรื่องนี้เราพูดจริง เพราะมีผลการศึกษาหลายชิ้นยืนยันว่าวิธีแก้อาการเมาค้างที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการไม่ดื่ม (โถ ชีวิต) หรืออะลุ่มอล่วยให้ดื่มได้แต่พอประมาณ เพราะต่อให้ดื่มน้ำเปล่าเป็นลิตรก่อนหรือหลังก็ไม่ช่วย

“คนส่วนมากรวมทั้งตัวผมโตขึ้นมาพร้อมความคิดที่ว่าคุณต้องดื่มน้ำปริมาณมากหากดื่มแอลกอฮอล์ ข้อดีคือช่วยลดปริมาณการดื่มสุรา แต่มันไม่ได้ช่วยลดผลกระทบจากการเมาค้าง” กล่าวโดยศาสตราจารย์ Kypros Kypri ประจำ University of Newcastle ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองล่าสุดของชาวดัตช์ที่ช่วยยืนยันอีกเสียงว่าการดื่มน้ำเปล่าไม่ช่วยอะไร นอกจากชดเชยน้ำที่สูญเสียไปจากการดื่มเหล้า แต่ไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวหรือคลื่นไส้

ดังนั้นหากไม่อยากเมาค้างควรป้องกันแต่เนิ่นๆ เริ่มจากกินอาหารรองท้อง เอาให้แน่ใจว่ามีคาร์โบไฮเดรตและไขมัน เช่น อาหารตามสั่งสักจานหรือจะพาสต้าก็ไม่ว่ากัน เพื่อชะลอการดูดซึมแอลกอฮอล์ อย่าดื่มปนกันมั่วหรือริผสมผเสองุ่นกับข้าว นักดื่มที่ดีควรแยกให้ออกระหว่างไวน์กับบรั่นดีและเบียร์กับวิสกี้ ดื่มน้ำเปล่าสลับกับเหล้า (อัตราส่วน 1:1 แก้ว) เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์สีเข้มเพราะมีคอนจีเนอร์ (congener) ที่ทำให้เมาค้าง ยิ่งสีเข้มยิ่งมีเยอะ ยิ่งราคาถูกยิ่งมีมากตามไปด้วย แนะเป็นไวน์ขาว ยิน หรือวอดก้า เหล่านี้คือเคล็ดลับที่พอช่วยคุณได้ในกรณีที่ยังไม่เมาขาด แต่หากสติหลุดไปแล้ว ลองสต๊อกตู้เย็นด้วยอาหารเหล่านี้ที่แม้ไม่ช่วยให้หายขาด แต่ก็พอบรรเทาไปได้มาก

1. น้ำมะพร้าว

ใช่ว่าจะดีเฉพาะหลังออกกำลังกาย แต่น้ำมะพร้าวยังแก้เรื่องเมาค้างได้ด้วย เพราะช่วยลดการขาดน้ำ เพิ่มเกลือแร่ มีโพแทสเซียมสูงกว่ากล้วยซึ่งเป็นสารอาหารหลักที่ช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น รสชาติอร่อยไม่จืดชืดเหมือนน้ำเปล่าที่กระเดือกไม่ลงเวลาแฮงค์โอเวอร์จัดๆ แถมยังให้ความหวานที่เป็นประโยชน์กว่าน้ำหวานตั้งเยอะ

2. ไข่

นอกจากจะย่อยง่ายและอ่อนโยนต่อกระเพาะหลังผ่านสงคราม ไข่ยังอุดมด้วยโปรตีนและซิสเทอีนช่วยดับพิษสุรา รวมถึงวิตามินบีลดอาการเมาค้าง แต่หากเมื่อคืนคุณดื่มหนักไปหน่อยซึ่งอาจส่งผลต่อรอบเอว แนะว่าให้กินไข่ขาวมากกว่าไข่แดง สูตรคือไข่ขาว 4 ฟองต่อไข่แดง 2 ฟอง เคียงด้วยหน่อไม้ฝรั่งที่ช่วยเร่งการขจัดแอลกอฮอล์และลดการเสื่อมถอยของเซลล์ในร่างกาย

3. ซุปมะเขือเทศ

เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ บอกให้กินน้ำมะเขือเทศผสมเบียร์ แต่ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แนะให้คุณเปลี่ยนมาเป็นซุปมะเขือเทศหรือซุปไก่ปรุงรสด้วยเกลือ เพื่อทดแทนน้ำและสารอาหารที่เสียไป ทั้งยังทำให้กระเพาะไม่ว่างหลังการอ้วกมาทั้งคืน สองอย่างนี้มีโพแทสเซียมและโซเดียมที่ช่วยดึงอิเล็กโทรไลต์กลับสู่ร่างกาย อีกทั้งเกลือที่ใส่ไปยังช่วยให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้นและทำให้คุณกระหายน้ำ ถือเป็นการบังคับให้ดื่มน้ำเปล่าบ่อยๆ

4. กล้วย

อ่านมาหลายข้อจะเห็นว่าเราพูดถึงโพแทสเซียมบ่อยครั้งก็เพราะมันดีต่อคนเมาจริงๆ แอลกอฮอล์ทำให้คนเราปัสสาวะบ่อยและโพแทสเซียมจะถูกขจัดออกมาทางนั้น ส่งผลให้รู้สึกล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง ความดันโลหิตขึ้น ซึ่งล้วนเป็นอาการของคนเมาค้าง ในขณะที่กล้วยมีโพแทสเซียมสูง ราคาถูก อยู่ท้อง ย่อยง่าย ทั้งยังปอกกินสะดวกไม่ว่าจะเมาหัวทิ่มขนาดไหน

5. ชาเขียว

มากด้วยสารต้านแก่ ชะลออายุเซลล์ ช่วยบำรุงอวัยวะต่างๆ เช่น ‘ตับ’ ทำให้คุณฟื้นตัวได้เร็วขึ้น หากคุณมีอาการคลื่นไส้พะอืดพะอมรวมอยู่ด้วย ลองเพิ่มโรสแมรี่หรือลาเวนเดอร์อบแห้งลงไป วิธีนี้จะช่วยให้ลดอาการท้องไส้ปั่นป่วนได้ดีขึ้น

6. กาแฟ

ตำราบางเล่มไม่แนะให้ดื่มกาแฟ แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีสิ่งใดเลวร้ายไปกว่าการเมาค้างที่มาพร้อมความ ‘อยาก’ กาแฟ ในกรณีที่คุณเป็นคอกาแฟอยู่แล้ว ดื่มไปเถอะ เพราะกาเฟอีนช่วยขยายหลอดเลือดทำให้อาการปวดหัวตุบๆ ทุเลาลง กระตุ้นการทำงานของสมองให้ตื่นตัว พูดคุยกับคนอื่นรู้เรื่อง แต่หากไม่ดื่ม ลองเปลี่ยนมาเป็นน้ำขิงร้อนๆ ช่วยลดอาการคลื่นไส้และอยากอ้วกอันแสนทรมาน

7. เครื่องดื่มชูกำลัง

โดยปกติเราไม่แนะนำให้ดื่มหากไม่ได้ออกกำลังกาย แต่การเมาค้างถือเป็นกรณียกเว้นเพราะเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อต่างๆ ล้วนมีสารจำเป็นต่อการฟื้นตัว เช่น อิเล็กโทรไลต์และน้ำตาล เหมาะสำหรับฟื้นฟูร่างกายหลังดื่มไปหลายแก้ว

8. สไปรท์

อึ้งกันไปเมื่อนักวิจัยชาวจีนพบว่าสไปรท์เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแอลกอฮอล์ได้ดีขึ้น เมื่ออาการเมาค้างไม่ได้เกิดจากตับ แต่เป็นผลพวงของสารอะเซทัลดีไฮด์ที่เกิดจากการพยายามสลายแอลกอฮอล์ของตับ เจ้าสไปรท์จะเข้าไปเร่งให้ ALDH หรือสารที่ช่วยขับไล่สารนี้ทำงานได้ดีขึ้น คุณเลยหายเมาค้างได้เร็วขึ้น

ที่มา : GQ Thailand

www.gqthailand.com

โบท็อกซ์ (ตอนที่ 3) เหมาะสมและไม่เหมาะสมกับใครบ้าง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/541635

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 11 ธ.ค. 2558 05:30

 

“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ก็คงไม่มีใครเถียง หากแต่ต้องได้รับการชี้แนะจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น จึงจะเชื่อถือได้อย่างไร้กังวล สำหรับศุกร์นี้มาศึกษาถึงสารดังกล่าวกันว่า เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับใครบ้าง

การฉีดสารโบทูลินุ่มท็อกซิน เหมาะกับผู้ที่มีริ้วรอยที่เกิดจากการขยับโดยเฉพาะ รอยบริเวณใบหน้าส่วนบน เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยขมวดคิ้ว รอยหางตา ผู้ที่มีกล้ามเนื้อบริเวณกรามใหญ่จนทำให้ใบหน้าใหญ่ รวมทั้งผู้ที่มีปัญหาเหงื่อออกมาก เช่น เหงื่อออกใต้วงแขนหรือฝ่ามือ จนเสียบุคลิก และผู้ที่กำลังมองหาการรักษาริ้วรอย ชนิดที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และเห็นผลเร็ว

ส่วนผู้ที่ไม่เหมาะสมที่จะได้รับการรักษาด้วยสารโบทูลินุ่มท็อกซิน ได้แก่ ผู้ที่มีโรคความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อประสาท รวมถึงผู้ที่ได้รับยาบางชนิดที่อาจทำให้การออกฤทธิ์ของสารผิดแผกไป

สำหรับสารโบทูลินุ่มท็อกซินสามารถใช้ได้ทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัย 80-90 ปี ปัญหาที่พบบ่อยในกลุ่มวัยรุ่น ได้แก่ กล้ามเนื้อมัดใหญ่บริเวณกราม ทำให้ใบหน้ากว้าง ส่วนวัยที่อายุมากมักมีปัญหาเรื่องริ้วรอย อย่างไรก็ตาม ปัญหาบางอย่างอาจต้องทำการรักษาควบคู่กับวิธีอื่น เช่น การใช้เลเซอร์ การใช้เครื่องยกกระชับใบหน้า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของผู้ป่วยในแต่ละรายว่าต้องการมากน้อยเพียงใด

ข้อมูลและสาระที่เป็นประโยชน์อย่างนี้ ติดตามได้ในศุกร์สุขภาพเป็นประจำทุกวันศุกร์ ติดตามและพบกันในศุกร์หน้านะคะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์วาสนภ วชิรมน
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี