ส่องเกษตร : เลี้ยงไว้ไม่ให้โต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/391951

449007

ส่องเกษตร : เลี้ยงไว้ไม่ให้โต

วันพุธ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปร่วมงานเลี้ยงหลายงาน ในหลายๆ กลุ่มคน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรืออย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ ผู้ที่เข้าสู่วัยอาวุโสเช่นผมมักจะได้รับเชิญให้ไปกล่าวคำอวยพรปีใหม่ หรือกล่าวอะไรก็ได้ที่อยากจะกล่าวในงานเช่นนี้เสมอ ซึ่งก็นับว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้รับฟังข้อคิดเห็นและแนวคิดของหลายๆ ท่าน การเป็นผู้ฟังทำให้เราได้รับทราบแนวคิดที่แตกต่างไปจากมุมเดิมๆ ที่เราเป็นอยู่

หนึ่งในงานปีใหม่ที่ผมได้เข้าร่วม คือ งานของอดีตผู้บริหารธนาคารของรัฐแห่งหนึ่ง และมีอยู่ท่านหนึ่งเสนอความเห็นได้กระทบใจผมมาก ท่านได้กล่าวถึงนโยบายของรัฐที่มีต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศ สะท้อนความเป็นจริงของปี่กลองทางการเมืองที่กำลังโหมโรมอยู่ในปัจจุบัน นโยบายที่กล่าวสั้นๆว่า “นโยบายเลี้ยงไว้ไม่ให้โต”

เมื่อย้อนกลับไปพิจารณานโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางการเกษตร ในทุกครั้งที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง มักจะยกความอยู่ดีกินดีของเกษตรกรมาเป็นเป้าหมายการพัฒนาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด เพราะนักการเมืองมองทะลุว่าฐานเสียงที่สำคัญคือ เกษตรกร เกษตรกรที่พร้อมจะเชื่อมั่นต่อนโยบายที่ให้ผลประโยชน์เฉพาะหน้าในช่วง 3-4 ปี ของแต่ละกลุ่มก้อนทางการเมืองได้มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศนำเสนอ ทั้งนโยบายการประกันราคา นโยบายการรับซื้อข้าวทุกเมล็ด หรือนโยบายสินเชื่อเกษตรกรในรูปแบบต่างๆ

จะว่าไปแล้ว นโยบายเหล่านี้ เมื่อฝ่ายที่เสนอนโยบายได้เข้ามาบริหารประเทศ ก็มักจะผลักดันให้เกิดภาพที่สมบูรณ์ โดยที่เนื้อในไม่ได้ตอบโจทย์ความอยู่ดีกินดีเท่าใดนัก เกษตรกรผู้ที่ตกเป็นเครื่องมือของนโยบาย กลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และรอคอยความหวังใหม่ๆ จากกลุ่มก้อนทางการเมืองใหม่ๆ อีกต่อไป และต่อไป โดยไม่สามารถหลุดพ้นไปจากวังวนนี้ได้ เรียกได้ว่า ถูกเลี้ยงไว้ไม่ให้โต นั่นเอง

ประสบการณ์ที่ผมประสบเอง กรณีของบัตรที่รัฐออกให้เกิดขึ้นในคราวที่ผมมีโอกาสได้ไปตรวจเยี่ยมการใช้บัตรในพื้นที่จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน เกษตรกรซึ่งเป็นหญิงสูงวัยเดินทางมาร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เพื่อซื้อปุ๋ยไปใส่ในนาข้าว ผ่านกระบวนการใช้จ่ายผ่านระบบบัตรดังกล่าว ด้วยความสนใจผมเลยเข้าไปคุยด้วยว่าใช้ปุ๋ยอะไรในนาข้าวและตอนนี้ข้าวที่ปลูกอยู่ในระยะใด เกษตรกรรายนั้นตอบผมมาว่าใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในนาข้าวระยะแตกกอตามที่ร้านค้าจัดให้ พอได้ฟังคำตอบ ผมถึงกับยืนอึ้งไป เพราะปกติแล้วปุ๋ยสูตรนี้นับว่าเป็นปุ๋ยที่มีราคาค่อนข้างสูง และใช้สำหรับพืชสวนเป็นหลัก ไม่มีคำแนะนำให้ใช้ในนาข้าว มันก็แปลกดี แต่เมื่อผมทบทวนแล้ว ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการขายปุ๋ยสูตรนี้ให้เกษตรกร คงหนีไม่พ้นร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิต และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าปุ๋ย ในขณะที่เกษตรกรรายดังกล่าว ต้องรับสภาพกับการใช้ปุ๋ยที่ไม่ถูกสูตร ไม่ถูกวิธี ไม่ถูกเวลากันไป ผลตอบแทนที่ได้จากการทำนาด้วยการลงทุนใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่ถูกต้อง คงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก วัยรุ่นสมัยนี้เขาเรียกว่า ไม่พูดมาก เจ็บคอ

ในท่ามกลางนโยบายเลี้ยงไว้ไม่ให้โต ยังมีเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตัดขาดจากนโยบายดังกล่าว สามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง พัฒนาการเกษตรบนพื้นฐานของความรู้ โดยไม่หวังพึ่งนโยบายขายฝันจากกลุ่มก้อนนักการเมือง เกษตรกรกลุ่มนี้จึงสามารถเติบโตในอาชีพของตนเอง ไม่ว่านโยบายจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร โดยส่วนตัวแล้ว ผมชื่นชมกับวิธีคิดของเกษตรกรกลุ่มนี้มาก ผมไม่ขอฟันธงว่าเกษตรกรกลุ่มนี้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือเป็นเกษตรกรรุ่นเก่า เพราะเท่าที่ผมได้สัมผัสอายุไม่ได้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาให้หลุดพ้นจากวงจรเลี้ยงไว้ไม่ให้โต มันขึ้นกับว่าจะเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลง หรือ เรียนรู้ด้วยความเคยชิน

ปี่กลองการเมืองเริ่มแล้ว เราจะยอมเลี้ยงไม่โต หรือ เราจะโตกันเสียที

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ศัตรูพืชไร้พรมแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/390454

449007

ส่องเกษตร : ศัตรูพืชไร้พรมแดน

วันพุธ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มันก็แปลกดี บางคนไม่ได้ลึกซึ้งกับกับประเด็นทางเทคนิคก็สามารถฟุ้งได้เป็นวรรคเป็นเวร ในขณะที่ ผู้ที่รู้จริงได้แต่นั่งมองจากมุมห้องด้วยความสงบ อาจจะแอบยิ้มที่มุมปากแบบขำๆ และแปลกไปอีกว่า คนส่วนใหญ่ก็มักจะคล้อยตามกับกลุ่มคนที่ฟุ้งเก่งมากกว่าจะคล้อยตามกลุ่มคนที่รู้จริงแต่ไม่ฟุ้ง บ่อยครั้งที่เหตุผลทางวิชาการไม่สามารถยับยั้งความเชื่อมั่นต่อการฟุ้งของกลุ่มคนเหล่านั้นได้ พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสอนหลักกาลามสูตร ไว้ให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายพึงตระหนักก่อนที่จะปักใจเชื่อในสิ่งใด

ช่วงหลังมานี่ ผมมักจะได้รับข่าวสารต่างๆ จากหลายแหล่ง ทั้งบรรดาญาติมิตรพี่น้องที่อยากให้ผมรู้เรื่องกับเขาไปด้วย
ทั้งที่บางเรื่องผมก็ใช่ว่าจะอยากรู้สักเท่าไหร่ พออายุมากขึ้นหน่วยความจำของผมก็เริ่มมีปัญหาบ้าง อาศัยได้พูดคุยสนทนาตามกาล ก็พอจะฟื้นฟูความรู้ที่ร่ำเรียนมา แต่ไม่ได้ใช้โดยตรงสักทีขึ้นมาได้บ้าง ปีที่ผ่านมาช่วงปลายๆปี มีความแตกตื่นเรื่องการเข้ามาของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อ Sri Lanka Cassava Mosaic Virus (SLCMV) ซึ่งโรคนี้ทำให้มันสำปะหลังในแอฟริกา แทบหายไปจากพื้นที่ ก่อนที่โรคนี้จะเคลื่อนที่มาเรื่อยๆ ผมจำได้ว่าเมื่อปี 2559 ตอนที่ผมกลับมาทำหน้าที่อธิบดีกรมวิชาการเกษตร รอบที่ 2 มีรายงานพบการระบาดของโรคนี้ที่กัมพูชา กรมวิชาการเกษตรได้เฝ้าระวังและตรึงแนวพรมแดนอย่างเข้มงวด ก็ยังไม่มีรายงานการเข้ามา ซึ่งต้องเข้าใจลักษณะของแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวก่อนว่าสามารถติดเข้ามากับส่วนขยายพันธุ์ของมันสำปะหลัง และมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะ เพราะเชื้อไวรัสไม่สามารถแพร่กระจายด้วยตัวของมันเอง ต้องอาศัยกับสิ่งมีชีวิตอื่น และในที่สุดปี 2561 ผลจากการเฝ้าระวังก็พบว่ามีต้นมันสำปะหลังที่มีอาการใบด่างคล้ายโรคใบด่างที่เกิดจากเชื้อ SLCMV ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของไทย ใกล้แนวพรมแดนไทย-กัมพูชา นักวิชาการหลายท่านสันนิษฐานว่ามันต้องติดมากับท่อนพันธุ์แน่ๆ การทำลายและสนับสนุนให้ใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรคจะเกิดผลอย่างไร ฝนนี้คงได้เห็นกัน เพิ่งผ่านไปฤดูเดียว อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเอาอยู่

อีกด้านหนึ่ง อันนี้ก็น่าสนใจ ทำให้ผมนึกถึงสมัยใช้เครื่องบินพ่นกำจัดตั๊กแตนปาทังก้าในข้าวโพดขึ้นมาทันที แต่ยุคนี้คงทำลำบาก ที่เป็นไปได้คงต้องใช้โดรนพ่นมากกว่า แมลงตัวนี้มาได้จังหวะ หนอนกระทู้เจาะข้าวโพด Fall Armyworm เดิมอยู่ในอเมริกา ก่อนย้ายมาแอฟริกา เข้ามาทางเอเชียตะวันออก โดยปี 2561 มีรายงานพบที่อินเดีย ไม่ทันใดก็โผล่ที่เมืองไทยฝั่งตะวันตกเรียบร้อย น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ด้วยวงจรชีวิตหนอนตัวนี้เพียง 30-40 วัน ตัวเมียหนึ่งตัววางไข่ได้ราว 1,500-2,000 ฟอง ระยะไข่เพียง 2-3 วันเท่านั้น ตัวเต็มวัยมีอายุราว 10-21 วัน ความสามารถพิเศษคือ บินได้ไกลเฉลี่ย 100 กิโลเมตรต่อคืน ศักยภาพแบบนี้จึงทำให้เป็นหนอนกระทู้ที่น่ากลัวมาก ไม่รวมถึงความสามารถในการดื้อยาและพฤติกรรมการหลบซ่อนตัว หากมีการใช้สารเคมีไม่ถูกต้อง ยิ่งทำให้การควบคุมยากขึ้นไปอีก รวมทั้งการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาของภาครัฐ เป็นการสร้างแหล่งอาหารของหนอนตัวนี้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าอาหารการกินอุดมสมบูรณ์

นอกจากข้าวโพดจะเป็นอาหารโปรดของหนอนชนิดนี้แล้ว หนอนกระทู้ดังกล่าวยังมีพืชอาศัยกว่า 80 ชนิด โดยเฉพาะข้าว หากฝนนี้ขยับลงไปหาข้าว คงเป็นเรื่องที่น่าตื่นกลัวสำหรับชาวนา เพราะไม่เพียงแต่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ยังมีหนอนตัวใหม่มาให้จัดการกัน ชาวนาในฤดูกาลนี้ไม่อาจเป็นชาวนามือถือได้อีกต่อไป ปลูกข้าวก็ต้องเอาเงาไปทาบต้นข้าวกันบ้าง

คำกล่าวที่ว่า โลกไร้พรมแดน ทำให้ผมเชื่อแล้วว่า นอกจากโลกจะไร้พรมแดน ศัตรูพืชก็ไร้พรมแดนเช่นกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เมื่อความเปลี่ยนแปลงไล่ล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/389110

449007

ส่องเกษตร : เมื่อความเปลี่ยนแปลงไล่ล่า

วันพุธ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อไม่นานมานี้ ด้วยภาระหน้าที่ผมได้ออกเดินทางไปแถวๆกรุงเก่า เมืองมรดกโลกที่มีความย้อนแย้งสูงมาก เมื่อมีโอกาสผมมักจะเอ่ยปากเสมอว่า การเปลี่ยนอยุธยาให้เป็นเขตอุตสาหกรรม เป็นวิธีคิดที่ขาดไปในหลายๆมิติ และมันก็สะท้อนกลับมาอย่างรุนแรง คนกรุงเก่าจริงๆ เริ่มจะอยู่ที่กรุงเก่าไม่ได้แล้ว สังคมเปลี่ยน วิถีชีวิตเปลี่ยน ผู้คนหลากหน้าหลายตาเข้ามาในกรุงเก่า และจากไปพร้อมผลประโยชน์ เหลือเพียงซากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของคนแปลกหน้าเท่านั้น ตัวเลข GDP กับดัชนี้วัดความสุข ไม่ได้แปรผันตามกัน

เส้นทางถนนพหลโยธิน ตั้งแต่รังสิต ยาวไปนวนคร เลี้ยวซ้ายเข้าเขตอยุธยา พื้นที่นาหายไปเกือบหมดแล้ว กลายเป็นย่านโรงงานอย่างเต็มรูปแบบ ผู้คนหลายเชื้อชาติเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว การออกเดินทางช่วงเช้าจะพบเห็นขบวนรถบัสโดยสารขนาดใหญ่รับ-ส่งพนักงานในโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ รถติดไม่แพ้เมืองกรุงเช่นกัน ในขณะที่เส้นทางเข้ากรุงเทพฯ ช่วงเวลาเช้ามืด จะเป็นขบวนรถขนส่งพืชผลทางการเกษตร เพื่อนำเข้ามาจำหน่ายยังตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง ในขณะที่เมื่อครั้นอดีตจะต้องไปส่งถึงปากคลองตลาด หรือตลาดมหานาค วิธีขนส่งพืชผลทางการเกษตรเหล่านี้ ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปเท่าที่ควร ยังคงขนส่งตะกร้า ใส่ถุงพลาสติก หรือวางเรียงกองมา ขึ้นกับชนิดของพืชผลการเกษตรเหล่านั้น ก่อนที่จะจำหน่ายออกไปยังตลาดอื่นๆ ต่อไปความฝันของผมที่จะเห็นการตัดแต่งพืชผลทางการเกษตรอย่างถูกสุขอนามัย มีระบบการขนส่งที่รักษาคุณภาพของสินค้าเหล่านั้น พร้อมจำหน่ายให้กับผู้บริโภค คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะครอบคลุมทุกตลาด แต่ผมยังรู้สึกดีเสมอเมื่อได้ซื้อพืชผักผลไม้ที่ผ่านกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยวที่มีคุณภาพ อารมณ์และรสชาติของพืชผักผลไม้ที่สัมผัสมันต่างกันจริงๆ เห็นความตั้งใจและความใส่ใจอยู่ในนั้น ไม่ใช่การบริโภคเพื่อให้ได้ชื่อว่าบริโภคแล้วเท่านั้นเราไม่มีทางเลือก หรือเราเลือกไม่ได้ การจะได้เลือกคงต้องเพิ่มต้นทุนอีกใช่หรือไม่

ผมยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าพืชผลทางการเกษตรที่ขนๆ กันเข้ามาในตลาดค้าส่งหลักๆ นั้นเมื่อมาถึงก็ต้องมีการตัดแต่ง คัดแยก บรรจุใหม่ เรียกได้ว่าขนมาทิ้งกันก็ว่าได้ ทำไมถึงไม่จัดการกระบวนการเหล่านี้ตั้งแต่ในแหล่งผลิต พื้นที่บรรทุกก็จะเพิ่มขึ้น ไม่ต้องขนมาทิ้งกันอีก รวมทั้งยังคงคุณภาพความสดใหม่ของพืชผลเหล่านั้นจนถึงมือผู้บริโภค เศษซากที่เหลือก็ยังสามารถนำกลับไปเป็นปุ๋ยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ผลิตได้อีก ไม่สิ้นเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ อย่างไรเสียของเสียที่คัดแยกตัดแต่งในตลาดค้าส่งเหล่านี้ ก็ถูกผลักให้เป็นภาระของผู้บริโภคอยู่แล้ว เกษตรกรในฐานะผู้ผลิตใช่ว่าจะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ผมชื่นชมกับระบบการผลิตทางการเกษตรที่เกษตรกรขายตรงให้กับผู้บริโภคมาก มีกลุ่มผู้บริโภคหลายกลุ่มที่ต้องการผลผลิตทางการเกษตรที่พวกเขาเชื่อมั่นต่อคุณภาพของผลผลิต บริโภคได้อย่างสนิทใจ สิ่งที่ขาดคือตัวเชื่อมระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตกับผู้บริโภคทำอย่างไรถึงจะมาจับมือกันได้ เริ่มจากวงเล็กๆของใครของมัน ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ ยิ่งระบบการค้าขาย online พัฒนาขึ้นเท่าใด การเชื่อมโยงกันน่าจะง่ายเข้า มีกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เรียกกันว่า Young Smart Farmer พยายามเชื่อมระบบเหล่านี้เข้าหากันซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านพระราชทานแนวทางการพัฒนาดังกล่าวมานานมาแล้วรูปแบบดังกล่าว คือ โครงการหลวง นั่นเอง

ณ จุดนั้น จะกลายเป็นจุดจบของพ่อค้าคนกลาง คุณภาพและมาตรฐานการผลิตจะเกิดขึ้นด้วยระบบความไว้วางใจกันระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ตลาดเสมือนจะเป็นของจริง ถึงเวลาเมื่อความเปลี่ยนแปลงไล่ล่า

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ไม่ใช่คนแรก และไม่ใช่คนสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/387611

449007

ส่องเกษตร : ไม่ใช่คนแรก และไม่ใช่คนสุดท้าย

วันพุธ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ย้อนไปเมื่อราว 50 ปีที่แล้ว สมัยที่เขื่อนเจ้าพระยาเริ่มทำหน้าที่ แนวคิดเมื่อสามารถกักเก็บน้ำได้ จะทำอย่างไรให้ใช้น้ำที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเกิดการรวมตัวกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แทบทุกหน่วยงานในพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ส่งเสริมให้ขยายการทำนาปรัง และการปลูกพืชฤดูแล้ง เกิดการจัดระบบการปลูกพืชให้กับเกษตรกรในพื้นที่ชลประทานลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง มีการปลูกถั่วลิสงหลังนาในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี แถวอำเภออินทร์บุรี พื้นที่บริเวณโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชัณสูตรจะเป็นพื้นที่ของการปลูกถั่วเขียว ด้านตอนบนของเขื่อนเจ้าพระยา บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ ช่วงอำเภอบรรพตพิสัย เป็นพื้นที่ของถั่วเหลือง ช่วงอำเภอท่าตะโก ตาคลี และพยุหะคีรี เป็นพื้นที่ของถั่วเขียว ส่วนพื้นที่อำเภอลาดยาว และหนองบัว เป็นพื้นที่ของถั่วลิสงหลังนา

วันเวลาผ่านไป จะด้วยนโยบายของภาครัฐหรือสิ่งใดก็ตาม พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง กลายเป็นแหล่งปลูกข้าวนาปรังแหล่งใหญ่ ไม่ใช่การทำนาปีละ 2 ครั้ง กลายสภาพเป็นการทำนา 2 ปี 5 ครั้งก็มี ไม่ว่าปริมาณน้ำจะมีน้อยมีมากอย่างไรเกษตรกรก็ยังเลือกที่จะทำนาเสมอ ในขณะที่ถั่วเหลืองได้หายออกไปจากพื้นที่ ถั่วลิสงยังคงเหลืออยู่ประปราย มีการค้าขายในตลาดท้องถิ่นเป็นหลัก ส่วนถั่วเขียวยังคงอยู่บางส่วนเพื่อรองรับโรงงานวุ้นเส้นและธุรกิจถั่วงอก ซึ่งก็จำกัดอยู่ในวงแคบๆ สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้นไม่ปรากฏในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวโพดที่ปลูกในช่วงต้นฝนในพื้นที่ไร่ เช่น บริเวณอำเภอตากฟ้า ไพศาลี หนองบัว ของจังหวัดนครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ลพบุรี เป็นเขต corn belt ที่สำคัญของไทย สามารถผลิตได้มากจนส่งออกจำหน่ายยังต่างประเทศได้ ต่อมา corn belt ก็เริ่มล่มสลายไป เมื่อเกษตรกรประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง corn belt จึงขยับขึ้นไปสู่พื้นที่สูงที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ของดิน กลไกที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือ ผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ และ ผู้รวบรวมผลผลิต โดยมีเกษตรกรเป็นเครื่องมือ จนกระทั่งป่าข้าวโพดได้บุกป่าไม้จริง ส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ตามมา

ในระยะ 10 ปีหลัง หลายฝ่ายเริ่มตระหนักว่าหากยังปล่อยให้ป่าข้าวโพดบุกป่าไม้จริง คงไม่ดีแน่ อีกทั้งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ความต้องการใช้ข้าวโพดเพื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์ยังคงอยู่ การย้ายพื้นที่ปลูกข้าวโพดลงมายังพื้นที่ด้านล่างเริ่มผลักดันจริงจังมากขึ้น ต้องเข้าใจก่อนว่าข้าวโพดเป็นพืชที่ไม่เหมาะสมกับสภาพดินเหนียว และดินเหนียวส่วนใหญ่จะเป็นดินนา สภาพดินที่เหมาะสมของข้าวโพดต้องเป็นดินร่วนปนทราย การระบายน้ำดี ดังนั้น หากจะย้ายพื้นที่ลงมาจากพื้นที่สูง พื้นที่นาดอนจึงเป็นพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ โดยเริ่มตั้งแต่เขตพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ขึ้นไป ในปี 2559 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา โดยมีเป้าหมายทั้งหมด 2 ล้านไร่ แต่ทำได้จริงราว 2 แสนไร่

ต่อมาในปี 2560 โครงการดังกล่าวยังดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายลดลงเหลือ 7 แสนไร่ ทำได้จริงราว 6.4 แสนไร่ และในปี 2561 เป้าหมายยังคงอยู่ที่ 2 ล้านไร่ เป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ต้องระดมกำลังกันหาพื้นที่ให้ได้ตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายของใครก็ตาม แต่ก็ตกลงไปที่กลุ่มผู้ปฏิบัติงานกลุ่มเดียว ยิ่งการขยายพื้นที่ไปในพื้นที่ของภาคอีสานที่ข้าวโพดเป็นพืชที่เกษตรกรไม่คุ้นเคย ยกเว้นพื้นที่ที่บริษัทยักษ์ใหญ่เข้าไปส่งเสริมเท่านั้น แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว พื้นที่ที่เหมาะสมของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ถูกบีบด้วยเงื่อนไขอื่นๆ อีกมาก ทั้งประเด็นการจัดสรรน้ำระหว่างนาข้าวกับแปลงข้าวโพด ความเชื่อมั่นต่อราคารับซื้อ ความคุ้นเคยของเกษตรกร และที่สำคัญเกษตรกรยุคนี้ไม่ใช่เกษตรกรที่ทางการเขาสั่งมาว่าอีกต่อไป เมื่อคิดสะระตะแล้ว ผลตอบแทนจากการทำนา ภายใต้นโยบายต่างๆของรัฐบาลที่ให้กับชาวนายังคงดึงดูดใจได้มากกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในขณะที่ฝ่ายนโยบายยังคงมุ่งมั่นกับเป้าหมายที่ 2 ล้านไร่ ความยากลำบากและความท้าทายจึงตกมายังเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ ด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดทั้งตัวพืชเองและสภาพพื้นที่ จึงเป็นการยากที่จะบรรลุเป้าหมาย และเป็นความท้าทายเช่นกัน ผลที่เกิดขึ้นจากการออกตัวแรงในครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นเกษตรกรที่ต้องเสี่ยงกันอีกครั้ง

อดีตยังคงส่งผลต่อปัจจุบันเสมอขอให้พึงตระหนักกันไว้ เมื่อนโยบายยังไม่ได้มองระบบการเกษตรเป็นองค์รวม เรื่องราวดังกล่าวจึงยังคงวนเวียนอีกต่อไป ไม่ใช่คนแรกที่ทำ และไม่ใช่คนสุดท้ายเช่นกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ข้าวลำพระเพลิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381010

449007

ส่องเกษตร : ข้าวลำพระเพลิง

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เพื่อสุขภาพจากพื้นที่การผลิต ลุ่มน้ำลำพระเพลิง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นผลผลิตที่สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง หนุนสมาชิก สร้างแหล่งผลิตและจำหน่ายข้าวไรซ์เบอร์รี่ พร้อมส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รักษาความสมดุลของธรรมชาติ โดยสหกรณ์ควบคุมการผลิต ตั้งแต่การคัดเมล็ดพันธุ์ กรรมวิธีการผลิตด้วยการดำนาปลูกข้าวแบบประณีต ไม่ใช้สารเคมี เพื่อความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภคเป็นข้าวคัดคุณภาพพิเศษ เพื่อสุขภาพที่ดี

ใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ข้าวลำพระเพลิง นับว่าเป็นอีกสินค้าทางเลือก ที่สามารถใช้เป็นของขวัญเพื่อส่งแทนความห่วงใยให้กับญาติผู้ใหญ่หรือเพื่อนสนิทได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ หากหน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อโดยตรงไปได้ที่ สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด 4 หมู่ 8 ถนนสืบศิริ ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย นครราชสีมา 30150 โทร. 04-444-1060 04-445-1639 โทรสาร ต่อ 108 หรือสามารถสั่งซื้อและจัดเป็นกระเช้าของขวัญได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-2610-7842 ซึ่งกรมฯมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ส่องเกษตร : พันธุ์หอมมะลิ105 เวอร์ชั่น 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379585

449007

ส่องเกษตร : พันธุ์หอมมะลิ105 เวอร์ชั่น 2

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มาว่ากันต่อจากสัปดาห์ก่อนเรื่อง“คุณภาพข้าวหอมมะลิ” และข้อเรียกร้องปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน ที่อยากเห็นการพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2 ได้แล้ว!

ย้ำอีกที ปัญหาคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยที่ถูกมองว่า “ความหอมลดลง” จนแพ้ข้าวหอมเขมรและข้าวหอมญวนในการประกวดล่าสุด ขนาดนายกฯลุงตู่ต้องสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งแก้ไข ขณะที่รมว.เกษตรฯกฤษฎา บุญราชก็สั่ง 3 กรมที่เกี่ยวข้องทันที คือ กรมการข้าวให้วิจัยเรื่อง “พันธุ์ข้าว”, กรมวิชาการเกษตรศึกษาการปลูก และกรมพัฒนาที่ดินดูเรื่องดินที่ใช้ปลูก…

ทางกรมการข้าวโดยรองอธิบดีกฤษณพงศ์ ศรีพงศ์พันธุ์กุล ซึ่งรักษาราชการแทนอธิบดีฯก็ได้ออกมาชี้แจงถึงผลวิจัยของกรมฯยืนยันว่า พันธุกรรมของพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมล็ดพันธุ์แท้จากกรมการข้าว ไม่มีปัญหาแปรปรวน เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด พิสูจน์แล้วว่า“ยังมีความหอมเหมือนเดิมไม่น้อยลง!” แต่ผลวิจัยการปลูกทั้งภาคเหนือและอีสานที่คุณภาพและความหอมแปรปรวนไปนั้น พบว่า เป็นเพราะปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม, การจัดการในแปลงนาและการจัดการหลังเก็บเกี่ยว

(หมายเหตุ…ข้าวหอมมะลิไทยที่เราส่งออกจนเป็นอันดับ 1 ของโลกมานานหลายสิบปีนี้ คือ“พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105” รองลงมาก็เป็นพันธุ์ กข.15)

อธิบายโดยสรุปได้ว่า“ความหอม”เกิดจากสารในข้าวชื่อ “2-acetyl-1-pyroline”ที่ระเหยได้ ดังนั้นตลอดกระบวนการตั้งแต่การปลูก,ตากแห้ง,การสี,เก็บรักษา จนถึงบรรจุและส่งออก จึงต้องดูแลพิถีพิถัน ควบคุมปัจจัยต่างๆให้ได้“อุณหภูมิ”และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สำคัญมากๆ!! มิเช่นนั้น สารสำคัญในข้าวตัวนี้จะระเหยหายไป เมื่อถึงมือผู้บริโภคนำไปหุงต้ม ก็จะหอมน้อยหรือไม่หอมเลย

จึงมีข้อแนะนำตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกที่ถูกต้องควรทำเช่นไร ต้องใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพเท่านั้น อีกทั้งจะเก็บเกี่ยวอย่างไร จะตากแห้งแบบไหน เก็บรักษาให้ดีได้ไง ฯลฯ ล้วนมีผลต่อปัจจัยความหอมของข้าวทั้งสิ้นแต่ผมคงไม่ลงในรายละเอียด เพราะท่านรักษาการอธิบดีกรมการข้าวก็สั่งให้ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ ไปทำความเข้าใจกับเกษตรกรแล้ว เพื่อปลูกข้าวให้ได้คุณภาพดี

ขอย้ำจากคำอธิบายคุณกฤษณพงศ์ว่า พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ยังคงคุณภาพความหอมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ที่ผลผลิตหอมน้อยลง มีปัญหาได้จากสภาพแวดล้อมและการดูแลตั้งแต่ปลูกจนถึงมือผู้บริโภค….อย่างไรก็ตามโลกทุกวันนี้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปมาก สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนจาก“ภาวะโลกร้อน”เกิดภาวะที่ไม่พึงประสงค์มากมาย ดังนั้นแม้พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทยยังดี ยังหอมอยู่เหมือนเดิม แต่ก็มิควรปล่อยให้“หยุดนิ่ง”อยู่เช่นนี้ ควรจะต้องพัฒนาสายพันธุ์ให้มีทั้งคุณภาพและความหอมดี แล้วยังทนทานหรือปรับตัวไปตามสภาวะแวดล้อมอันเลวร้ายได้ หรือที่สำคัญก็คือ พัฒนาพันธุ์ข้าวที่รักษาสารความหอม“2-acetyl-1-pyroline”ได้ดียิ่งขึ้นๆ

จะเรียกว่าเป็น “พันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105”เวอร์ชั่น 2 แบบที่ ดร.รณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล ผอ.สำนักงานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์อีสาน ผู้เป็น“ปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน”กำลังเรียกร้องอยู่ ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น

ทั้งนี้ดร.รณวริทธิ์ให้สัมภาษณ์หลังมีข่าวหอมมะลิไทยพ่ายแพ้การประกวดข้าวดีที่สุดในโลกปี 2018 ให้กับข้าวหอม“มาลี อังกอร์”ว่า ที่ข้าวกัมพูชาได้ครองแชมป์ เพราะความพยายามปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวให้บริสุทธิ์ ขยายพื้นที่ปลูกข้าวและพัฒนาคุณภาพสายพันธุ์ รวมทั้งส่งเสริมการสีข้าวให้ได้มาตรฐาน ดังนั้นถ้าไทยไม่สามารถพัฒนาคุณภาพได้ ข้าวไทยก็จะร่วงจากเวทีโลก!

“เราได้ข้าวหอมมะลิพันธุ์ 105 แล้วก็ดีใจ ไม่ได้พัฒนาต่อมาตั้งแต่ปี 2502 เราอยู่กับข้าวหอมมะลิ 105 มานาน ถึงเวลาที่ควรต่อยอดเป็นข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2 พัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้น ซึ่งจะทำอย่างไรก็ได้ นักวิทยาศาสตร์ในศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์เก็บรักษาพันธุกรรมข้าว หรือ gene bank น่าจะรู้ อย่าหยุด! เพราะเมื่อหยุดเมื่อไหร่ไทยแพ้ทันที!”

อีกไม่นานคุณกฤษณพงศ์จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 กรมการข้าวอย่างเต็มตัว ถ้าในยุคของท่านสามารถพัฒนาต่อยอดให้เกิด“ข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2”ได้เป็นผลสำเร็จ จะถือเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่ในชีวิตเช่นเดียวกับดร.สุนทร สีหะเนิน อดีตข้าราชการกรมการข้าวที่ถูกจารึกชื่อว่า เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาจนเกิดข้าวหอมมะลิ 105 ที่โลกชื่นชมมาเกือบ 60 ปี

ขอเอาใจช่วยท่านว่าที่อธิบดีกรมการข้าวคนใหม่ ทำให้สำเร็จนะครับ

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : มารผจญ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378060

449007

ส่องเกษตร : มารผจญ!!

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข้าวไทยโดยเฉพาะ“หอมมะลิ”ยังคงราคาดีอย่างต่อเนื่องน่าชื่นใจ แต่ช่างเป็นเวรกรรมของชาวนาไทยเสียจริง ที่ดูจะได้รับอานิสงส์นี้ไม่ทั่วถึง“ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย” แล้วยังมี “มารผจญ”คอยซ้ำเติมอีก

ที่กล่าวเช่นนี้เพราะขณะที่ข้าวหอมมะลิกำลังราคาดี แต่หลายพื้นที่ปลูกสำคัญโดยเฉพาะเขตทุ่งกุลาร้องไห้ หลายจังหวัดภาคอีสาน กลับเผชิญความแห้งแล้งที่มาเร็ว(อย่างที่ผมเขียนไปสัปดาห์ก่อนว่า ตั้งแต่ปลายปีนี้ต่อเนื่องไปตลอดปี2562 ไทยจะเจอ“ภัยแล้ง”หนักแน่ ด้วยอิทธิพลปรากฏการณ์เอลนีโญที่เวียนกลับมาถึง) ส่งผลให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิได้รับความเสียหายไปเป็นจำนวนมาก

คุณจริยา สุทธิไชยา เลขาฯ สศก.-สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พร้อมผู้แทนทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย,สมาคมโรงสีข้าวไทย รวมถึงภาคเกษตรกร เพิ่งลงพื้นที่ไปสำรวจ 8 จังหวัด ที่พิษณุโลก,นครสวรรค์,ขอนแก่น,ร้อยเอ็ด,สุรินทร์,บุรีรัมย์,นครราชสีมาและอุบลราชธานี พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบปัญหาภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ทำให้ต้นข้าวแห้งตาย เสียหายเป็นวงกว้าง จึงคาดว่าปริมาณข้าวหอมมะลิปี 2561/62 จะลดลงมาก สวนทางกับราคาที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ จากราคาข้าวที่สูงมาก แต่ผลผลิตมีน้อย จึงน่าห่วงว่าอาจเกิดปัญหา“การปลอมปนข้าว”นำข้าวสายพันธุ์อื่นมาผสมหอมมะลิ ทำให้คุณภาพลดลง รวมทั้งต้องระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวงเกษตรกร มีพฤติกรรมชักจูงว่า จะรับซื้อข้าวเปลือกราคาสูงกว่าท้องตลาด แล้วจ่ายเงินเพียงบางส่วนก่อนหรือจ่ายเงินเชื่อ ก็อาจถูกฉ้อโกงได้ ดังนั้น เลขาฯสศก.จึงแนะนำชาวนาให้ตรวจสอบราคารับซื้อข้าวเปลือกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือพาณิชย์จังหวัด สายด่วน 1569 ก่อนตัดสินใจขาย

ขณะเดียวกันมีข่าวด้วยว่า หลายพื้นที่เช่น จ.กาฬสินธุ์ได้เจอ“ภัยโจร”ขโมยข้าวเปลือกหอมมะลิที่เพิ่งเก็บเกี่ยวนำมาตากในแปลงนา ลานตากและถนนในหมู่บ้าน ซ้ำเติมชาวนาที่ประสบภัยแล้ง ได้ผลผลิตข้าวน้อยอยู่แล้ว ทำให้ชาวนาที่มีข้าวหอมมะลิพากันหวาดผวาหนัก ต้องจัดเวรยามเฝ้ากลางคืน รวมทั้งขอร้องตำรวจให้เพิ่มการกวดขันดูแลป้องกันภัยโจรขโมยข้าวหอมมะลิด้วย

นี่แหละ เป็นเวรเป็นกรรมของชาวนาไทยเสียจริง ข้าวหอมมะลิกำลังราคาดี น่าจะลืมตาอ้าปากกันได้ ก็มาเจอภัยแล้งจากธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตเสียหายจำนวนมาก ได้ข้าวไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ซ้ำยังเจอ“ภัยคน-ภัยโจร”ทั้งฉ้อฉลคดโกง จนถึงปล้น ลักขโมยหน้าด้านๆ เป็นมารผจญที่ชั่วช้าแท้ๆ!

ภัยแล้งที่ทำลายผลผลิตนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรมว.-กฤษฎา บุญราช บอกว่า กรณีที่ทางจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ เกษตรกรก็จะได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลัง แต่ถ้าไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติ ภาครัฐ
ที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาช่วยเหลือตามความเหมาะสมต่อไป…เรียกว่ายังคงแนวทางช่วยเหลือเฉพาะหน้าแบบเดิมๆ แต่เอาเถอะ ขอให้ความช่วยเหลือถึงเร็วก็แล้วกัน

อีกเรื่องใหญ่คือ คุณภาพข้าวหอมมะลิที่หลายฝ่ายเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะความหอมที่ลดน้อยลง ผมก็เขียนกระตุ้นตอกย้ำมาหลายครั้ง โดยเฉพาะล่าสุดที่มีสัญญาณร้ายจากการที่ข้าวหอมมะลิไทยพ่ายแพ้ให้ข้าวหอมอังกอร์ของกัมพูชาและข้าวหอมเวียดนามในการประกวด“ข้าวดีเด่นโลก”- The Best Rice of the World  2018 ที่กรุงฮานอย เมื่อเดือนที่แล้ว ขนาดทำให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังต้องสั่งให้กระทรวงเกษตรฯเร่งแก้ไข

เรื่องนี้ รมว.กฤษฎาระบุว่า ได้สั่งหน่วยงานต่างๆเร่งวิจัย ปรับปรุงคุณภาพข้าวหอมมะลิแล้ว เช่น กรมการข้าวให้วิจัยเมล็ดพันธุ์ว่ายังคงมีลักษณะทางพันธุกรรมตามเดิมหรือไม่ รวมทั้งปรับปรุงคุณลักษณะที่ดียิ่งขึ้น,ให้กรมวิชาการเกษตรศึกษาวิธีปลูกว่า ทำอย่างไรจะได้ข้าวที่เมล็ดสมบูรณ์และผลผลิตต่อไร่สูง ส่วนกรมพัฒนาที่ดินวิจัยการปลูกข้าวซ้ำๆในพื้นที่เดิม ส่งผลให้สูญเสียอาหารธาตุในดินหรือไม่ จะต้องปรับปรุงคุณภาพดินอย่างไร…

เรื่องคุณภาพความหอมของหอมมะลิ ก็มีเสียงตอบมาจากกรมการข้าว โดยท่านรองอธิบดีกฤษณพงศ์ ศรีพงศ์พันธุ์กุล ซึ่งรักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว แต่รายละเอียดคงจะว่ากันตรงนี้ไม่พอแล้ว ขอยกยอดไปสัปดาห์หน้าอีกตอนก็แล้วกัน เพราะยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่น่าเขียนถึงด้วย เมื่อมีปราชญ์เกษตรของแผ่นดินออกมากระทุ้งล่าสุดว่า ถึงเวลาที่จะต้องเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2 ได้แล้ว! หลังจากหยุดนิ่งมานานหลายปี

เรื่องนี้ต้องขยายต่ออีกตอน สัปดาห์หน้าครับ

สาโรช  บุญแสง

ส่องเกษตร : พระบิดาแห่งฝนหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376593

449007

ส่องเกษตร : พระบิดาแห่งฝนหลวง

วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันพุธที่ 14 นี้เป็น“วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 20 สิงหาคม 2545 ที่ได้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้เป็น“พระบิดาแห่งฝนหลวง” ทั้งกำหนดให้ 14 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง

“ฝนหลวง”เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 “ผู้สถิตอยู่ในใจคนไทยชั่วนิรันดร์” ได้พระราชทานให้ อันเป็นประโยชน์ใหญ่หลวงต่อเกษตรกร ตลอดจนปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าตราบทุกวันนี้และยังจะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต รวมทั้งเผื่อแผ่ถึงชาวโลกหลายๆประเทศในดินแดนที่ลำบากแห้งแล้ง ได้ขอนำเอาโครงการ“ฝนหลวง”ไปดำเนินการ…โอกาสนี้ ผมขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอีกครั้ง โดยย้อนที่มาโครงการ“ฝนหลวง”กันสักหน่อย

ที่ครม.กำหนดให้ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวัน“พระบิดาแห่งฝนหลวง” เพราะตรงกับวันที่พระองค์เริ่มทรงมีพระราชดำริเรื่องโครงการ“ฝนหลวง”ขึ้นครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2498 ด้วยทรงห่วงใยพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดารที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปพบทุกภูมิภาค ทอดพระเนตรเห็นทุกข์ยากจากภาวะแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและใช้เพื่อการเกษตร ทรงพบว่า
ความผิดปกติของฤดูกาล ภาวะแห้งแล้งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเพราะการตัดไม้ทำลายป่า จนธรรมชาติเปลี่ยนแปลงเร็ว สร้างความเดือดร้อนแก่ทุกภาคประเทศ ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจชาติโดยรวมเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี

หลังมีพระราชดำริแล้วก็ทรงทุ่มเท คิดค้นวิจัยทั้งด้านวิชาการ อุตุนิยมวิทยาและการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนหลวง ปีต่อมา พ.ศ.2499 จึงได้พระราชทานโครงการพระราชดำริ“ฝนหลวง”ให้ม.ล.เดช สนิทวงศ์ รับสนอง ไปร่วมมือกับ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ และม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญการวิจัยประดิษฐ์ด้านเกษตรวิศวกรรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนากรรมวิธีการทำฝนให้บังเกิดผลโดยเร็ว ซึ่งในปีถัดมาทรงโปรดเกล้าฯให้หาลู่ทางทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้า

วันที่ 20 กรกฎาคม 2512 เป็นวันปฐมฤกษ์ปฏิบัติการทดลองทำฝนเทียมกับเมฆในท้องฟ้าเหนือภาคพื้นดินบริเวณวนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยใช้น้ำแข็งแห้ง(Dry-Ice) โรยที่ยอดกลุ่มก้อนเมฆ ปรากฏว่าหลังจากนั้นราว 15 นาที ก้อนเมฆเกิดการรวมตัวกันหนาแน่นเห็นได้ชัด สังเกตได้จากฐานเมฆเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเทาเข้ม และการติดตามผลโดยสำรวจทางภาคพื้นดิน ได้รับรายงานยืนยันจากราษฎรว่า เกิดฝนตกลงบริเวณวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด

การทดลองน่าพอใจ ทั้งเป็นนิมิตหมายที่ดี บ่งชี้ให้เห็นว่า การบังคับเมฆให้เกิดฝน เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพียงแต่ยังไม่อาจควบคุมให้ฝนตกในบริเวณที่ต้องการได้ ต่อมาจึงพระราชทานคำแนะนำเพิ่มต่อเนื่อง โดยให้เปลี่ยนพื้นที่ทดลองไปยังจุดแห้งแล้งอื่นๆ เช่น ที่อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เป็นต้น ส่งผลให้มีการพัฒนา ปรับปรุงต่อยอด กระทั่งสำเร็จ ช่วยประเทศชาติรอดพ้นวิกฤติภัยแล้งมาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยผลสำเร็จโครงการฝนหลวง ในพ.ศ.2518 รัฐบาลยุคนั้นจึงตราพระราชกฤษฎีกาก่อตั้ง “สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง” ขึ้นในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทั่งมาเป็น“กรมฝนหลวงและการบินเกษตร”ในทุกวันนี้

“วันพระบิดาแห่งฝนหลวง”ปีนี้ กระทรวงเกษตรฯโดยกรมฝนหลวงฯได้จัดงานน้อมรำลึกมาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 12 จนถึงวันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายนนี้ ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ มีทั้งนิทรรศการเรื่องเล่าโครงการ“ฝนหลวง” พันธกิจและภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงและเทคนิคดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์พระราชาที่เผยแพร่ไปยัง 8 ประเทศ,นิทรรศการโครงการพัฒนาอากาศยานไร้นักบิน(UAV) เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวงเป็นต้น ทั้งมีไฮไลท์ แลนด์มาร์คเปิดตัวภาพวาดสีน้ำมันในหลวงรัชกาลที่ 9 ขณะทรงงานโดยศิลปินชื่อดัง อ.เกริกบุระ ยมนาค ให้ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก…ก็อยากเชิญชวนไปร่วมชมกัน

ขณะเดียวกัน ก็ต้องฝากถึงท่านอธิบดีกรมฝนหลวงฯ-สุรสีห์ กิตติมณฑล ด้วยว่า ภารกิจในการทำ“ฝนหลวง” นับจากนี้ไปคงต้องเตรียมการให้ดียิ่ง เพราะผมได้ข่าวมาว่า ปรากฏการณ์“เอลนีโญ”เริ่มคุกคามเข้ามา มีรายงานคาดการณ์ทั้งของกรมอุตุนิยมวิทยาและภาควิชาการว่า ตั้งแต่ธันวาคมนี้ไปจนตลอดทั้งปี 2562 ในภูมิภาคด้านประเทศไทยเรานี้ จะประสบภาวะแห้งแล้งหนัก

คาดว่า “ภัยแล้ง” จะรุนแรงไม่แพ้ปี 2558 ที่เคยหนักหนาสาหัสสากรรจ์เลยทีเดียว ฉะนั้น ภารกิจ “ฝนหลวง”จะยิ่งทวีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและคนไทยทั้งปวง!

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : ข้าวสดใส…อย่าหลงกลผลาญชาติอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375171

449007

ส่องเกษตร : ข้าวสดใส…อย่าหลงกลผลาญชาติอีก

วันพุธ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มาว่ากันต่อจากสัปดาห์ก่อน เรื่อง“ยางพารา”
และ“ปาล์มน้ำมัน” 2 พืชเศรษฐกิจหลักโดยเฉพาะของภาคใต้ที่ปีนี้ราคา“ย่ำแย่”เป็นอย่างยิ่ง และดูเหมือนอนาคตก็ยังมืนมน!!!

ปลายต.ค.ที่ผ่านมา น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาฯสศก.-สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แถลงว่า
ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนก.ย. 2561 ลดลง
จากก.ย.ปีก่อน 4.04% เป็นผลจากการที่สินค้าเกษตรหลายตัว ราคาลดลงมากโดยเฉพาะยางพาราและปาล์มน้ำมัน ซึ่งเดือนต.ค.ก็ยังไม่ดีขึ้น

ส่วนนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ก็จี้รัฐบาลเร่งแก้ไขสินค้าเกษตรภาคใต้ที่ราคาร่วงยกแผง โดยเฉพาะยางฯและปาล์มน้ำมันร่วมถึงมะพร้าวด้วย ส่งผลให้เศรษฐกิจภาคใต้กำลังทรุดหนัก ขณะที่กลุ่มชาวสวนปาล์มขยับเคลื่อนไหวหลายจังหวัด เรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ไข ปัญหาราคาที่ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 10 ปี ขายผลปาล์มได้แค่กก.ละ 2.50 บาท ต้องขาดทุนเพราะต้นทุนอยู่ที่ 3 บาทกว่า จนเริ่มขู่จะก่อม็อบ
เข้ามากดดันที่ทำเนียบรัฐบาลบ้างแล้ว

ราคาปาล์มน้ำมันที่ตกต่ำนี้ มีข่าวว่า รัฐบาลโดยคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เตรียมเสนอครม.ขยายเวลาหลายมาตรการแก้ปัญหาไปถึง ก.พ.2562 อาทิ ของบฯกลาง 525 ล้านบาท ใช้สนับสนุนค่าขนส่งและค่าบริหารจัดการให้ผู้ประกอบการ
กก.ละ 1.75 บาท เพื่อช่วยผลักดันส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ 3 แสนตัน ภายใน 3 เดือน หวังลดสต๊อกในประเทศที่มีสูงถึง 3.5-3.8 ล้านตัน ซึ่ง
“สูงกว่า” ปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่ควรจะมีไม่เกิน 250,000 ตัน ทั้งจะให้กระทรวงพลังงานเร่งผลักดันใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ในรถบรรทุกและรถไฟ เพื่อดูดซับน้ำมันปาล์ม “ส่วนเกิน” ให้มากขึ้น เป็นต้น…หวังว่ามาตรการเหล่านี้จะดึงราคาผลปาล์มขึ้นเป็นกก.ละ 3.00- 3.20 บาท

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มชี้ว่า การใช้งบฯสนับสนุนกก.ละ 1.75 บาท
หวังผลักดันส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ 3 แสนตันนั้น “ไม่ใช่เรื่องง่าย” เพราะตอนนี้ตลาดสำคัญอย่างสหภาพ
ยุโรป หรือ อียู ออกมาตรการลดนำเข้าน้ำมันปาล์มลงมา
อีกตลาดสำคัญคืออินเดียก็เพิ่มภาษีน้ำเข้าเพื่อคุ้มครอง
ปาล์มในประเทศ ส่งผลให้ “ซัพพลายโลกล้น” จนราคา
ดิ่งหนัก ส่วนมาตรการกระตุ้นการใช้ B20 ก็ยังอืดมาก
จากที่กระทรวงพลังงานเปิดโครงการเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2561 มีการใช้ไปแล้ว เพียง 6-7 ล้านลิตร คิดเป็นปริมาณน้ำมันปาล์มดิบเพียง 1,199 ตันเท่านั้น

ซึ่งอันที่จริง อนาคตน้ำมันปาล์มน่าห่วงมากๆ เพราะอียูนอกจากลดนำเข้าลงเรื่อยๆ ยังกำหนดเป้าหมายจะเลิกนำเข้าทั้งหมดภายในปี 2020 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า ไม่ว่าใช้อุปโภคบริโภคหรือพลังงานทดแทน เพราะเล็งเห็นอันตรายการ“กิน”ที่เสี่ยงหลายโรคต่อหัวใจและหลอดเลือด ทั้งการปลูกปาล์ม 2 ประเทศผู้ส่งออกใหญ่โลก คือ อินโดนีเซียและมาเลเซีย ยังถาง“ทำลายป่า”เป็นสำคัญ

สำหรับ“ยางพารา”นั้น ในสายตาประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ-ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ จัดเป็นสินค้าเกษตรที่น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะปัญหารุนแรงและยืดเยื้อมานาน ทำให้ราคาน้ำยางลดลงเหลือแค่ 3 กิโล 100 บาทแล้ว!

ก่อนหน้านี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ผลักดันหลายมาตรการดูแลเสถียรภาพราคายางฯที่ผ่านครม.ไป แต่ปรากฏว่าทุกมาตรการยังคงอืดอาดล่าช้า ไม่ว่าโครงการส่งเสริมการใช้ยางฯในภาครัฐ 4 กระทรวงใหญ่ ที่ตั้งเป้า 145,500 ตัน แต่ช่วง 9 เดือน(มกราคม-กันยายน) เพิ่งรับมอบยางเพียง 1,129.10 ตัน,โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อลดพื้นที่ปลูกยางฯเป้า 150,000 ไร่ เกษตรกร 30,000 ราย ก็อนุมัติไป 93,062 ไร่ 14,623 ราย ต่ำกว่าเป้ามาก เป็นต้น…และแม้รัฐบาลจะประกาศนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ก็ยังไม่เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมเสียที

ล่าสุดปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลวิจัย“วาระแห่งชาติ ยางพาราไทย : อุปสรรคและทางรอด” เบื้องต้นชี้ว่าทิศทางราคายางฯปีหน้า แนวโน้มยัง“ทรงตัว” ก็คือยังไม่ดีเหมือนตอนนี้แหละ จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้ความต้องการใช้ลดลง แต่หลายประเทศยังเพิ่มการผลิต และสต๊อกโลกมีมากถึง 1 ล้านตัน ทั้งยังเสนอรัฐบาล 14 ข้อ ในการปรับตัวเพื่อสร้างทางรอดให้กับ“ยางฯไทย”

ไม่ว่าจะมีข้อเสนอแนวทางหรือมาตรการที่ดีแค่ไหนก็ตาม ที่ผมเป็นห่วงยิ่งคือ ภายใต้กลไกรัฐ ระบบราชการที่ยังทำงาน“ด้อยประสิทธิภาพ”ไม่เปลี่ยน แม้อยู่ในยุค คสช.ที่มีอำนาจพิเศษเด็ดขาด อนุมัติโครงการไปมากมาย ก็ยังอืดอาดขนาดนี้ แล้วหลังเลือกตั้งปีหน้า ได้รัฐบาลใหม่ อำนาจพิเศษจืดจางไป….มาตรการที่วิเศษแค่ไหน ก็คงช่วยให้อนาคต“ยางพารา”และ“ปาล์มน้ำมัน”สดใสขึ้นได้ยากแน่!

สาโรช บุญแสง

ส่องเกษตร : จากข้าวถึงยางและปาล์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373598

449007

ส่องเกษตร : จากข้าวถึงยางและปาล์ม

วันพุธ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน ผมเขียนกระตุ้นอีกครั้ง ให้เร่งดูแลปัญหาคุณภาพข้าวหอมมะลิ โดยเฉพาะเรื่อง “ความหอม” ที่น้อยลง กระทั่งทำให้ปีนี้ เราต้องเสียแชมป์ข้าวอร่อยที่สุดในโลกให้ข้าวหอม “อังกอร์” กัมพูชา ทั้งถูกข้าวหอมมะลิ “เวียดนาม” แซงขึ้นที่ 2 จนหอมมะลิไทยตกไปอยู่อันดับ 3 เป็นสัญญาณไม่ดีต่อข้าวระดับพรีเมียมไทย ที่จะถูกเพื่อนบ้านคู่แข่งแย่งตลาดไปได้ โดยเฉพาะตลาดสำคัญอย่างจีน ด้วยข้าวหอมกัมพูชาและเวียดนาม คุณภาพไล่ขึ้นมาตีคู่ ขณะที่ราคาถูกกว่าถึง
ตันละ 200 ดอลลาร์

ก็มีข้อมูลอัพเดทเพิ่มเติมที่นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ตอนนี้การส่งออก“ข้าวหอม”ของเวียดนามแซงไทยแล้ว! โดยจากช่วง 10 ปีที่แล้ว เวียดนามส่งออกข้าว“พรีเมียม”ระดับแค่หมื่นตัน แต่มาถึงปีนี้ 2561 คาดว่า จะส่งออกทั้งปีได้มากถึง 1.95 ล้านตัน มากกว่าไทยที่ส่งออกข้าว “พรีเมียม” ปีนี้ได้ราว 1.7 ล้านตันเท่านั้น…ส่วนข้าวหอมกัมพูชาที่เคยส่งออกไม่เท่าไหร่ ปีนี้ก็ส่งออกพุ่งสูงถึง 7 แสนตัน!

เป็นสัญญาณ“อันตราย”ต่อตลาดข้าวพรีเมียมไทย ที่กำลังถูกแย่งส่วนแบ่งตลาด“ข้าวพรีเมียม” มากขึ้นแล้ว

ทั้งยังมีคู่แข่งอีกหลายชาติ โดยเฉพาะมหาอำนาจที่เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยเพียบพร้อมอย่างสหรัฐก็วิจัยได้ 3 พันธุ์ข้าวหอมใหม่จัสมิน“Aroma17”-จัสมิน“CLJ 01”และจัสมิน “Calaroma 201” ที่ล้วนมีคุณภาพและกลิ่นหอมทัดเทียมหอมมะลิไทย แต่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าหลายเท่า หรือจีนเอง ตอนนี้ก็มีข้าวหอมพันธุ์ “อู๋ ชาง (Wu Chang Rice)” ที่ตอบสนองรสนิยมคนจีนแทนหอมมะลิได้ดี เป็นที่ภาคภูมิใจของชาวจีนด้วย…จากเดิม 2 ประเทศนี้เคยเป็นตลาดสำคัญของไทย เวลานี้ไม่เพียงลดนำเข้าลง ซ้ำในอนาคตอาจส่งออกข้าวเหล่านี้มาแข่ง-แย่งตลาดโลกกับข้าวไทยอีกด้วย ดังที่ผมเคยเขียนเล่าไปแล้ว

ถึงจุดนี้ต้องตอกย้ำอีกครั้งว่า แม้ภาพรวมปีนี้ไทยยังครองแชมป์ส่งออกข้าวทุกชนิดสูงถึง 11 ล้านตันและยังมีความต้องการข้าวหอมมะลิไทยสูง ออเดอร์สั่งซื้อต่อเนื่อง จนข้าวหอมมะลิไทยราคาสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลดีต่อชาวนา…แต่ถ้าชะล่าใจ ไม่เร่งรัดทั้ง“รักษา” และ“ยกระดับ”คุณภาพบวกความหอมของข้าว ให้อยู่ดี ยั่งยืน อนาคตข้าวพรีเมียมไทย อาจ“สลด”ลงได้ในอีกไม่ช้า ก็เป็นได้

ก็ต้องฝากย้ำอีกครั้ง ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมการข้าว ที่ต้องดูแลให้ดี จนถึงพี่น้องชาวนาไทยเอง ที่ต้องพิถีพิถันในการผลิตอย่างเต็มที่

ว่าจะเขียนเรื่อง“ข้าว”สั้นๆ กลายเป็นยาวไปไม่น้อย เหลือที่ให้เขียนถึงพืชสำคัญอีก 2 ตัวคือยางพาราและปาล์มน้ำมันไม่มากนัก เอาเป็นสรุปๆ เท่าที่มีเนื้อที่ก่อน แล้วค่อยขยายกันต่อสัปดาห์หน้า

ปีนี้ทั้งปาล์มน้ำมันและยางพารา ล้วน“ไม่ดี” โดยเฉพาะราคายางพารานับว่า“จมจ่อม”อย่างยิ่ง

ตั้งแต่นายกฤษฎา บุญราช ขึ้นเป็นรมว.เกษตรฯพร้อมอีก 2 รมช.คนใหม่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว ก็ประกาศจะเร่งรัดมาตรการต่างๆ เพื่อดึงราคายางฯที่ตกต่ำมานานให้ขึ้นถึง กก.ละ 60 บาทให้ได้ ตอนแรกประกาศจะเริ่มเห็นผลบ้างภายใน 3 เดือน แต่ผ่านมาเกือบครบปี ราคายางฯก็ยัง“ทรง”กับ“ทรุด” เฉลี่ยแต่ละเดือนๆ อยู่ที่ กก.ละ 42-43 บาท ยิ่งล่าสุดเดือนตุลาคมนี้ปริ่มๆ อยู่ที่ 40 บาทเท่านั้น

มาตรการดูแลเสถียรภาพราคายางฯที่กระทรวงเกษตรฯผลักดันผ่านครม. เพื่อดึงราคาขึ้น จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เช่น โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ 4 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรฯ คมนาคม กลาโหม และมหาดไทย เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ในประเทศ ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ช่วง 9 เดือนแรก(ม.ค.-ก.ย.) เพิ่งรับมอบยางฯแค่ 1,129.10 ตัน ยังไม่รับมอบ 40,607.38 ตัน จากเป้าหมาย 145,500 ตัน…โครงการอื่นๆก็ “อืด”เช่นกัน

ส่วนราคาปาล์มน้ำมันปีนี้ นับว่า ตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว ดูจากตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ราคาผลปาล์มน้ำมันที่ชาวสวนขายได้ เฉลี่ยแต่ละปีอยู่ที่ 4-5 บาทกว่า บางปีที่ต่ำกว่า 4 บาทก็ยังอยู่ในระดับ 3.50 บาทขึ้นไป แต่ปีนี้ตั้งแต่ม.ค.ถึงก.ย.ได้เฉลี่ยแค่กก.ละ 3.02 บาทเท่านั้น!

ทั้งยางฯและปาล์มเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ พื้นที่อ่อนไหว ผู้คนตื่นตัวทางการเมืองสูง การเคลื่อนไหวประท้วงราคาที่ตกต่ำไม่เคยขาด แต่เพราะยุครัฐบาล คสช.เข้มงวดกฎหมาย จึงขยับไม่ได้มาก แต่สถานการณ์หลังเลือกตั้งปีหน้า ทั้งม็อบยางฯ, ม็อบปาล์ม น่าห่วงแน่! จึงต้องว่ากันต่อสัปดาห์หน้า

สาโรช บุญแสง