ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/453463

449007

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (2)

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ครั้งที่แล้วได้นำเสนอมุมมองของการวิวัฒนาการด้านการเกษตร นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ที่เปลี่ยนระบบการเกษตรเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ จากต่างประเทศเข้ามา ทั้งการส่งนักศึกษาไปเรียนในต่างประเทศและการได้รับทุนช่วยเหลือจากประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรป ออสเตรเลีย หรือ อิสราเอล เป็นต้นหลังจากนั้น ในปี 2510 เริ่มทบทวนปัญหาในการพัฒนาการเกษตรใหม่ ด้วยเห็นว่าเทคโนโลยีมีแต่ไม่เข้าถึงเกษตรกร จึงเกิดนักส่งเสริมการเกษตรขึ้นมาทั้งในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ตาม นักส่งเสริมการเกษตร ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ไปต่างๆ จนกระทั่งงานหลักที่ทำให้เกิดนักส่งเสริมการเกษตร กลายเป็นงานลำดับท้ายๆ ของนักส่งเสริมการเกษตรในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของนักส่งเสริมการเกษตรคือ การมุ่งให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกรให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำการเกษตรของตนเอง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างเต็มศักยภาพการผลิต ในขณะที่ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบของการจำหน่ายปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และสารเคมีทางการเกษตร ขยายไปถึงสารชีวภัณฑ์ สารปรับปรุงดิน ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่าภาคเอกชนประกอบธุรกิจ ดังนั้นจึงต้องแสวงหาผลกำไร เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้ จึงต้องใช้กลไกทางการตลาดต่างๆ มาใช้กับธุรกิจของตนเอง ทั้งการสร้างความจำเพาะเจาะจง ผูกกันเป็นแพคเกท รวมไปถึงการคุ้มครองสิทธิในรูปแบบของการขึ้นทะเบียน การเป็นผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว สิ่งต่างๆเหล่านี้ส่งผลต่อตัวของผลิตภัณฑ์ ราคา คุณภาพ และมาตรฐาน และย่อมส่งผลกระทบต่อการลงทุนของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากเหตุผลดังกล่าว จึงมีความพยายามจากภาคราชการและตัวเกษตรกรที่จะแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาและให้ผลตอบแทนในระดับที่ยอมรับได้ จึงเกิดแนวคิดการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) การเกษตรแบบผสมผสานแทนการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว และการใช้เทคโนโลยีในท้องถิ่นที่พัฒนามาจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน ขยายตัวเข้าไปแทรกซึมกับการเกษตรแบบพึ่งพาผู้อื่นอย่างเต็มร้อย ผลการจากศึกษาวิจัยและการลงทุนของภาครัฐในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตรอย่างยาวนาน จะถูกนำไปปรับใช้และถ่ายทอดสู่เกษตรกรกลุ่มต่างๆ ได้อย่างไร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้พระราชทานแนวทางในการทำการเกษตรที่เรียกว่า การทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ ที่เน้นการเกื้อกูลกันในทุกๆ กิจกรรมของการทำการเกษตรของเกษตรกร ลดการพึ่งพาจากภายนอก สร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้นจากระบบการเกษตรของตนเอง และจัดการความเสี่ยงที่อาจขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องน้ำ หรือ ความหลากหลายของชนิดพืชและสัตว์ในระบบการผลิตของตนเอง ซึ่งจะสร้างความอยู่ดีกินดีให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้นั้นในทึ่สุด ประกอบหลักของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทางพระราชทานให้ จะส่งผลให้เกิดความมั่นคงในอาชีพ ลดการพึ่งพา มีภูมิคุ้มกันในตนเอง และเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ปัจจุบันจะเห็นว่าบทบาทในการส่งเสริมการเกษตรจากภาคราชการลดน้อยลงไปมาก เกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงเกษตรกรได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ผ่านช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่ต่างๆ ทำให้การชักจูงเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เช่นกัน บางกรณีเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรโดยไม่จำเป็น เช่นกรณีของเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยปกติเกษตรกรสามรถเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองได้อย่างน้อย 3 ฤดูปลูก จึงจะเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่ แต่เมื่อการส่งเสริมการขายเข้ามา รูปแบบการผลิตข้าวเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้เองแล้ว ต้องลงทุนในเรื่องเมล็ดพันธุ์ในทุกครั้งที่ปลูกข้าว แถมด้วยโฆษณาให้ฉีกพ่นฮอร์โมน์ สารเสริมโน่นนี่นั่น เต็มไปหมด ทำอย่างไรจึงจะทำให้เกษตรกรเหล่านี้รู้เท่าทันและสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องว่าสิ่งไหน คือ เทคโนโลยีที่เหมาะสม

ในขณะที่เกิดกระแสการปฏิเสธเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ยึดสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ หากการเกษตรของประเทศไทยจะย้อนกลับ ณ จุดเริ่มต้นอีกครั้ง คงต้องบอกว่าเสียดายการลงทุนในการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่กว่า 80 ปีที่ผ่านมา ทำไมไม่นำแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ผนวกกับเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยไม่ได้คิดประเด็นด้านธุรกิจมาสร้างความมั่นคงในอาชีพ ความมั่นคงทางอาหาร และการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง ผมยังหวังว่า การวิจัย พัฒนาและส่งเสริมการเกษตรจะเดินหน้าควบรวมไปสู่เป้าหมายการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนสืบไป

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/451994

449007

ส่องเกษตร : วิจัย พัฒนา ส่งเสริม กับกระบวนการพัฒนาการเกษตร (1)

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“อดีตเป็นเรื่องบอกปัจจุบันและอนาคต” ข้อความนี้ผ่านหูผ่านตาผมมานาน และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นจริง เพราะเรื่องราวของอดีตมักจะส่งผลมาถึงปัจจุบันและสะท้อนไปถึงอนาคตบ่อยครั้ง

การพัฒนาทางการเกษตรก็เช่นกัน หากพิจารณาการเกิดขึ้นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่เริ่มแรกในชื่อต่างๆ นับเป็นเวลามากกว่า 125 ปี การพัฒนาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในแต่ละช่วงเวลา ส่งผลต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยมาโดยตลอด ช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว เป็นกระทรวงที่เกิดขึ้นมาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีหน่วยงานภายใต้ในระดับกรมที่สำคัญมารองรับการปฏิบัติในขณะนั้นอยู่แล้ว ต่อมาในปี 2486 เริ่มมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาการเกษตร ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการพัฒนาการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการเพิ่มศักยภาพการผลิตเพิ่มผลผลิต เพื่อนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จึงเริ่มนำเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่มาใช้ เริ่มมีการทำการวิจัย ศึกษา ค้นคว้าอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระบบการเกษตรของประเทศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อทำหน้าที่ในการผลิตบุคลากรทางการเกษตรมาป้อนให้กับเป้าหมายการพัฒนาการเกษตรในขณะนั้น

ในช่วงเวลากว่า 20 ปีนั้น ประเทศไทยทุ่มเทด้านการวิจัยและพัฒนาทางการเกษตรสมัยใหม่อย่างหนักและต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยที่เปิดสอนทางด้านการเกษตรและเทคโลยีที่เกี่ยวข้อง เห็นความจำเป็นในการส่งต่อองค์ความรู้เหล่านี้ลงไปสู่เกษตรกรให้ได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งรับผิดชอบงานดังกล่าว จึงปรับตัวเองอีกครั้ง เพื่อให้งานวิจัยและพัฒนาสำหรับการทำการเกษตรสมัยใหม่สามารถถ่ายทอดไปสู่เกษตรกรอย่างเกิดผลเป็นรูปธรรม หน่วยงานที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้จึงเกิดขึ้น รวมงานประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ ฝึกอบรม ทุกลักษณะของกรม/กองต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยุคนั้น จัดตั้งกรมส่งเสริมการเกษตรขึ้น เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2510 เพื่อทำหน้าที่ในการนำองค์ความรู้จากทุกหน่วยงานที่ทำงานวิจัยและพัฒนาไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรนำไปปฏิบัติให้เห็นผล สร้างผลผลิตให้สูงขึ้นตรงกับความต้องการของตลาดทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ หลังจากการเกิดขึ้นของกรมส่งเสริมการเกษตร 9 ปี มีการขยายผลของการส่งเสริมการเกษตรให้กว้างขวางมากขึ้น ด้วยการกู้เงินจากธนาคารโลก จำนวน 3,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเยอะมากในยุคนั้น มาเพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีการขยายอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ขยายรูปแบบ ขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด และภาคทำงานสอดประสานกัน ภายใต้ระบบ Training and visiting ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าเมื่อมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากแหล่งวิจัยต่างๆ ให้กับเกษตรกรแล้ว เกษตรกรจะสามารถนำไปพัฒนาระบบการผลิตของตนให้ได้ตามเป้าหมาย มีการประเมินผลและการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมทั้งมีความพยายามอีกหลายๆทาง เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้มีความอยู่ดีกินดี มีความมั่นคงในอาชีพ นโยบายต่างๆ มุ่งไปยังจุดเดียวกัน ส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมีโอกาส มีการทำแปลงสาธิต อบรมให้เข้าร่วมงาน ดูงาน หรือแม้แต่คัดเลือกเกษตรกรผู้นำ (CoF) โดยยึดหลักให้เกษตรกรผู้นำเป็นผู้ช่วยของนักส่งเสริมการเกษตรในระดับพื้นที่ การคัดเลือกเกษตรกรผู้นำในยุคนั้น เป็นเกษตรกรที่มาจากคำถามว่า หากเกิดปัญหาทางเกษตรขึ้นภายในหมู่บ้าน ใครคือผู้ที่เกษตรกรเข้ามาสอบถามปัญหาหรือขอคำปรึกษามากที่สุด ผู้นั้นก็จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเกษตรกรผู้นำ เพื่อให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว และเกิดผลดีที่สุด

เวลาผ่านไปจากจุดนั้นราว 10-15 ปี เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านนโยบายและอื่นๆ ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายในการวางตำแหน่งของนักส่งเสริมการเกษตร มีการนำนักส่งเสริมการเกษตรไปใช้ในงานอื่นๆที่ไม่ใช่งานการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร กลายเป็นเครื่องมือในการทำงานของนักการเมืองแทน งานพัฒนาการเกษตรของประเทศที่ผิดไปจากกรอบและหลักการทางวิชาการที่ชัดเจนจึงเริ่มต้นและขยายวงไปอย่างรวดเร็ว เกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ขอคุยต่อตอนหน้าครับ

สมชาย  ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : After Shock!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/450483

449007

ส่องเกษตร : After Shock!!!

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นับว่าเป็นช่วงที่มีความสับสนวุ่นวายสำหรับภาคการเกษตรพอสมควรเกิดความแตกแยกและแบ่งกลุ่มกันอย่างชัดเจนในสังคม ทั้งฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายคัดค้าน กลุ่มการเมือง กลุ่มชาวบ้าน กลุ่มผู้บริโภค กลุ่มผู้ผลิตคนเมือง และ คนชนบท วาทกรรมแผ่นดินอาบสารพิษด้วยมือของเกษตรกรผู้ใช้สารเคมี เป็นผู้ร้ายในมุมของผู้ปั่นกระแสแบบไม่ลืมหูลืมตา เกิดกลุ่มคนผู้น่าสงสารที่ต้องบริโภคสารพิษ และสื่อที่สร้างความตระหนกไปไกลจนมองหาจุดเริ่มต้นกันไม่เจอ

อดีตที่ผ่านมาไม่นาน ก่อนกระแส 3 สารจะกระหน่ำ เกษตรกรมักได้รับการยกย่องให้เป็นกลุ่มคนที่สำคัญของประเทศ เป็นผู้เสียสละ ผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งประเทศ ได้รับการผลักดันให้เป็นครัวของโลกที่น่าชื่นชมเป็นกลุ่มคนที่สร้างความมั่นคงทางอาหารทำให้ประเทศเดินหน้าสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นตามมา แต่ทุกวันนี้ เกษตรกรกลับกลายเป็นผู้ร้าย เป็นผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพของผู้บริโภค สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายเศรษฐกิจของชาติ และอื่นๆ อีกมาก สุดแต่จะจินตนาการไป ผู้ที่อยากเกาะกระแสก็ออกมาให้ข้อมูลที่อยากจะให้ ผู้คนในสังคมยังคงเสพสื่อโดยขาดตรรกะ ขาดการตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริง จินตนาการสามารถกลบความรู้จนมิดสนิทและไปไกลจนกระทั่งนักวิชาการเกษตรผู้ไม่ประสากับการสร้างกระแส ถึงกับยืนงงกับปลวกกินหญ้า ความแตกแยกในสังคมไทยได้เกิดขึ้นอีกแล้ว

ประสบการณ์การทำงานในอดีตของผม ทำให้มีโอกาสเดินทางไปในประเทศต่างๆ สิ่งที่ผมเห็นในแวดวงการเกษตร คือ ทุกสังคมไม่ว่าประเทศไหนต่างให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร เพราะทุกประเทศเห็นความสำคัญของการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชาชนของตนเอง เมื่อมีอาหารอุดมสมบูรณ์ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ประเทศที่เป็นแหล่งน้ำมัน ทุกประเทศต่างก็พยายามที่จะลดการพึ่งพาอาหารจากต่างประเทศให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากเกิดอะไรขึ้นก็ยังสามารถผลิตอาหารเลี้ยงผู้คนในชาติได้ ยอมที่จะลงทุนตั้งแต่การศึกษาวิจัยไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ขึ้นมา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้คนในชาติว่าประเทศของตนมีความมั่นคงทางอาหารอย่างแน่นอน

มองกลับมาที่บ้านเราในช่วงเวลานี้ดูราวกับว่ามุ่งทำลายระบบการเกษตร เพียงเพื่อต้องการชนะตามกระแสที่ขาดเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อย่างรอบด้านมารองรับ ไม่ได้มองไปถึงผลกระทบที่จะเกิดตามมาในวงกว้าง ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนเพียงบางกลุ่ม แต่ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ต้องรับผลกระทบไปด้วยกันทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ปกติหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว มักจะเกิดเหตุการณ์หนึ่ง ตามมา เรียกว่า After Shock เหตุการณ์นี้จะรุนแรงหรือจะเกิดขึ้นเพียงบางเบาขึ้นกับความรุนแรงของแผ่นดินไหว เช่นเดียวกับกรณีการแบน 3 สาร จะว่าไปแล้วก็นับว่าเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงในภาคการเกษตรผมคาดว่าเหตุการณ์จะไม่จบลงเพียงแค่นี้หลังจากแบนแล้วจะต้องทำอะไรต่อหรือ เป็นคำถามที่ต้องมีผู้รับผิดชอบความปลอดภัยของอาหารในประเทศจะปลอดภัย 100% สุขภาพของคนไทยจะดีขึ้นไม่มีสารพิษตกค้างอย่างที่กล่าวอ้าง และสิ่งแวดล้อมจะกลับมาดีงามเพราะไม่มีการอาบแผ่นดินด้วยสารพิษอีกแล้ว วาทกรรมที่นักการเมืองระดับนโยบายท่องผ่านสื่อเป็นจังหวะเดียวกัน ทำให้คนทั้งประเทศที่ได้รับฟังและคล้อยตามมาตลอด จะเป็นจริงแล้วหรือน่าดีใจจริง แต่ผมเชื่อว่าผู้คนในวงการเกษตรที่แท้จริงไม่ได้เชื่อไปในแนวทางนั้นทั้งหมด ความปลอดภัยของอาหารไม่ได้ขึ้นกับสารเคมีทางการเกษตรเพียงอย่างเดียว สุขภาพของคนไทยก็ไม่ได้ขึ้นกับการใช้สารเคมีทางการเกษตรเท่านั้น หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมของประเทศก็ไม่ได้เสื่อมลงเพราะสารเคมีทางการเกษตร ยังมีเหตุปัจจัยต่างๆ อีกมาก อย่าได้โยนบาปให้เกษตรกรเลย

ผมมีความเห็นว่าการสร้างความปลอดภัยของอาหารให้เกิดขึ้นอย่างถาวร ควรเริ่มจากการให้ความรู้ความเข้าใจที่จะนำไปสู่การลด ละ เลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร เพราะเมื่อไม่มีคนใช้สารเคมี ผู้ผลิตก็ต้องยกเลิกการผลิตและการจำหน่ายไปในที่สุด แต่แนวทาง
ดังกล่าวเป็นงานที่ต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน และนโยบายการส่งเสริมที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ไม่ใช่นโยบายแบบสร้างภาพสวยๆ ปั่นกระแส กดดัน ข่มขู่ ขาดความรอบคอบรอบด้าน ผลที่ตามมาจะไม่สามารถปรับตัวและรับแรงกระแทกได้ อาจถึงขั้นล่มสลายกันไปทั้งระบบ ผมได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้เกิดขึ้นเลยแรงกระแทกที่ว่านั้น การออกมาของเกษตรกรเพียงเพื่อเสนอข้อเท็จจริง แต่เป็นความเห็นที่ต่างจากผู้กำหนดนโยบาย เกษตรกรก็ได้กลายเป็นผู้ร้ายตามหน้าสื่อไปแล้ว หากเกษตรกรรวมกลุ่มกันเลิกผลิตอาหารเลี้ยงคนเมือง เปลี่ยนระบบการผลิตเป็นการผลิตเพื่อเลี้ยงชีพตน แลกเปลี่ยนอยู่ในสังคมของตน ปรับรายได้หลักมาสู่งานนอกภาคการเกษตร คนเมืองที่ต้องการบริโภคอาหารปลอดภัยจะใช้ชีวิตแบบคนเมืองอย่างไร เป็นประเด็นที่น่าติดตามมาก ยังไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับวงการอื่นๆ จากแรงกระเพื่อมที่ไม่สนใจข้อเท็จจริงดังกล่าว มาติดตามกันว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นจาก After Shock ครั้งนี้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/449007

449007

ส่องเกษตร : ปฏิรูปประเทศ

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นยุทธศาสตร์ที่ผลักดันขึ้นในรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศได้ประสานและดำเนินการให้เป็นไปตามที่กําหนดในพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 จนถึงขั้นตอนสุดท้าย และได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ ทั้ง 11 ด้าน เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561 ผ่านทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา

ภายใต้แผนการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ไม่มีด้านใดที่ระบุชัดเจนว่าเป็นด้านการเกษตร แต่ไปซุกอยู่ในแผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นส่วนใหญ่ โดยส่วนของแผนปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นสร้างมาตรฐานการผลิต เน้นพัฒนานวัตกรรม และแก้ไขปัญหาความยากจน โดยมองว่าภาคการผลิคจะต้องมีผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันในระดับประเทศสูงขึ้น มุ่งเน้นการใช้ระบบมาตรฐานและนวัตกรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศลดความเหลื่อมลํ้าทางเศรษฐกิจของประชาชนกลุ่มต่างๆประเด็นการปฏิรูปด้านนี้มี 2 ประเด็น คือ ปรับปรุงกลไกการแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำของไทย และการปฏิรูปสถาบันด้านการส่งเสริมผลิตภาพการมาตรฐานและนวัตกรรม

สำหรับด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าหมาย ฟื้นฟู ขยายและสร้างฐานทรัพยากรเพื่ออนาคตของทุกคน โดยภาพรวมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับการรักษาฟื้นฟูให้สมบูรณ์และยั่งยืนเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทั้งทรัพยากรทางบก ทรัพยากรนํ้า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งประเด็นการปฏิรูปมี 2 ประเด็น คือ การบริหารจัดการเชิงพื้นที่และขยายผลแบบอย่างความสำเร็จผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงของประเทศ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงการพิจารณางบประมาณประจำปี 2563 ซึ่งนับว่าล่าช้าจากที่ควรจะเป็นตามปกติ โดยหลักการ การจัดสรรงบประมาณของส่วนราชการจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและเป็นไปตามแผนการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ซึ่งแผนงาน/โครงการต่างๆ ที่ส่วนราชการเสนอจะต้องสอดรับกัน เพื่อผลักดันให้ประเทศเดินไปในทิศทางที่วางไว้ในระยะยาว สำหรับปีงบประมาณ 2563 ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงเทไปงานด้านการชลประทานเหมือนเข่นทุกปี โดยที่แผนปฏิรูปประเทศที่เน้นไปสู่การสร้างนวัตกรรม การสร้างมาตรฐานการผลิต กลับเป็นงานที่ได้รับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณลำดับรองๆลงมาและบางแผนงานโครงการหลุดออกจากการจัดสรรงบประมาณไปตั้งแต่ขั้นตอนของสำนักงบประมาณ ยังไม่สู่การพิจารณาของสภาฯ เลยก็มี บางแผนงานโครงการเป็นโครงการเดิมๆ ที่ทำกันมาโดยตลอด ไม่ว่าแผนชาติ แผนปฏิรูปจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แผนงาน/โครงการนั้น ก็ยังคงอยู่และได้รับการจัดสรรงบประมาณเสมอ จะว่าไปแล้ว นับว่าผู้ที่จัดทำคำของบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเชี่ยวชาญด้านนี้เป็นพิเศษ สามารถเขียนความเชื่อมโยง สร้างความเชื่อถือ ปรับเปลี่ยนเป้าหมายให้สอดคล้องกับทิศทางที่เปลี่ยนไปได้เช่นกัน ไม่ธรรมดา ผมจีงได้แต่หวังว่ายุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศจะไม่ใช่แค่ตัวหนังสือที่เขียนไว้สวยๆ หากเป็นภาพในอนาคตที่เราจะช่วยกันให้ประเทศเราไปอยู่ ณ จุดนั้นให้ได้

สมชาย  ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เป็น อยู่ คือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/445923

449007

ส่องเกษตร : เป็น อยู่ คือ

วันพุธ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ทุกวันนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในวงการเกษตร ที่อาจดูว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เรื่อยๆ เงียบบ้าง ดังบ้างในสังคม แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะการเกษตรเป็นกิจกรรมพื้นฐานของการสร้างหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญของการดำเนินชีวิต นั่นคือ อาหาร ทั้งยังเกี่ยวไปยังวิถีวัฒนธรรม ศิลปะ และประเพณีต่างๆ ของสังคมไทยด้วย

การทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรในทางตรงและทางอ้อม ต่างมุ่งสู่ตัวของเกษตรกรเป็นสำคัญ เพราะปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาใดๆ คือ การพัฒนาคน งานบางงานหากคนได้รับการพัฒนาแล้ว เทคโนโลยีต่างๆ จะตามมาเอง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เทคโนโลยีนำการพัฒนาแต่อย่างใด เพราะบางสถานการณ์เทคโนโลยีที่คิดว่าดีงามแล้ว อาจไม่เหมาะกับสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าก็เป็นได้ ดังนั้นการสนับสนุนเงินทุน อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ จะเป็นการสูญเปล่าทันที หากคนไม่ได้รับการพัฒนา คำโบราณท่านว่าไว้ เหมือนลิงได้แก้ว

ปัจจุบันยังพบเห็นความพยายามดังกล่าวอยู่มากในการพัฒนาด้านการเกษตร มีการทุ่มเทปัจจัยต่างๆ ลงไป โดยที่คนยังไม่มีความพร้อม ผลสำเร็จจึงไม่มีวันเกิดขึ้น วีธีการทำงานหรือแนวคิดดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าตัวของเจ้าหน้าที่เองก็ต้องได้รับการพัฒนาด้วยไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรเท่านั้น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตร ถือได้ว่าเป็นกลไกสำคัญของภาครัฐในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เห็นผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ทำงานเสร็จ ต้องเป็นผู้ที่ทำงานให้สำเร็จด้วย เจ้าหน้าที่จึงต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่นเสียสละ ทำงานเพื่อส่วนร่วม เพื่อประเทศชาติเป็นหลัก มองภาพกว้างให้เป็น มองผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ปฏิบัติตนเป็นข้าราชการที่ดี ทำงานอย่างมุ่งมั่น สร้างสรรค์ ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้ ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีอำนาจในทางที่ผิดที่พยายามแสดงบทบาทว่าเป็นผู้เสียสละ ห่วงใยบ้านเมือง แท้จริงแล้วเบื้องหลังรอยยิ้มและความห่วงใยที่แสดงออกอย่างจริงใจ กลับไม่มีความจริงใดในความห่วงใยนั้น

สังคมไทยในทุกวันนี้ เป็นสังคมตามกระแส ผู้ที่เก่งกาจในการสร้างภาพ สร้างกระแส ชนะผู้ที่มีข้อมูลที่ถูกต้องแต่สร้างกระแสไม่เป็น เมื่อกระแสไปสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถูกบิดเบือนกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งที่ถูกต้องกลายเป็นสิ่งผิด เพราะกระแสไม่เกิด สังคมที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูล จึงมีโอกาสสูงที่สังคมนั้นจะเดินไปในทางที่ผิด และยิ่งประเด็นระดับชาติที่กระทบผู้คนเป็นจำนวนมาก หากตัดสินใจผิดพลาดจากข้อมูลที่บิดเบือน ผลประโยชน์ที่สังคมได้รับ จึงตกแก่กลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ตกแก่ส่วนรวมแต่อย่างใด สังคมตามกระแสจึงเป็นรูปแบบของสังคมที่น่ากลัวมาก ยิ่งผู้มีข้อมูลที่ถูกต้องไม่ได้รับการปกป้อง ยิ่งทำให้ไม่มีใครออกมาแสดงตัวตน เมื่อทุกคนก้มหน้ายอมรับกระแสที่บิดเบือน จึงมีกลุ่มคมที่พยายามปั่นกระแสเพื่อผลประโยชน์แห่งตนและพวกพ้องเสมอ

สังคมที่สาละวนกับการสร้างกระแส ทำให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงบางอย่างหลุดรอดออกไปจากความใส่ใจของสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องน้ำน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำมูลและแม่น้ำชีในปีนี้ โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี แสดงให้เห็นถึงปัญหาของการจัดการน้ำกับผังเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นโอกาสอันนี้ที่จะวิเคราะห์ประเด็นปัญหา และวางแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว หากสถานการณ์น้ำฝนในลุ่มน้ำดังกล่าวเป็นเหมือนเช่นปีปัจจุบัน ในขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน เขื่อนหลักและอ่างเก็บน้ำที่สำคัญมีปริมาณน้ำกักเก็บเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และการทำการเกษตรของฤดูแล้งที่จะมาถึงหรือไม่ ซึ่งสถานการณ์ในปีนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบได้ออกมาให้ข้อมูลเบื้องต้นกับฝ่ายนโยบายแล้วว่าฤดูแล้งที่จะถึงนี้น่าจะมีปัญหา ถ้าไม่มีมาตรการในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง หากฝ่ายนโยบายไม่ได้มองภาพรวมของประเทศ บิดเบือนข้อมูลนำไปเป็นประโยชน์กับกลุ่มตน ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ย่อมส่งผลกระทบกับผู้คนในวงกว้างอย่างแน่นอน และผลที่ได้มันจะไม่คุ้มกับผลเสียที่ตามมา

สังคมที่อยู่และเป็นบนกระแสที่สร้างได้ ทำให้ประเด็นที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญหลุดหายออกไปจากความใส่ใจของสังคม เกิดช่องว่างให้ผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์เข้ามาใช้อำนาจในการดำเนินการโดยไม่ใส่ใจกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม เป็นตัวอย่างความสำคัญของการพัฒนาคน ลำดับแรกที่ควรเกิดขึ้น คือ โปรดตั้งคำถามกับทุกกระแส ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อของกระแส มารักษาผลประโยชน์ชาติไปด้วยกันครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : สุดท้ายต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/444456

449007

ส่องเกษตร : สุดท้ายต้องอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

วันพุธ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ท่ามกลางสังคมที่ซับซ้อนและสับสน ข้อมูล ข่าวสารไหลเข้ามาจากทุกทาง สร้างการรับรู้หลายรูปแบบ หลายลักษณะยิ่งถ้าเป็นข่าวที่สร้างความตระหนก ตื่นกลัว ยิ่งง่ายต่อการกระจายข่าวออกไป อย่างไร้ขีดจำกัด และผู้รับสารเหล่านี้ มักจะขาดวิจารณญาณในการรับข่าวสาร ทำให้ข่าวลวง ข่าวหลอก ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว

ภาคการเกษตรนับว่าเป็นภาคการผลิตที่มุ่งผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรโลก โดยเฉพาะตำแหน่งของประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร ภูมิอากาศจึงเป็นแบบร้อนชื้น มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นชนิดของพืช สัตว์ จุลินทรีย์ ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในบางครั้งที่เมื่อเราเร่งผลิตพืชบางชนิด เพื่อต้องการผลผลิตนำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้การเร่งการออกดอกติดผล เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตชของพืชเหล่านั้น และส่งผลต่อความอ่อนแอในการต่อสู้กับศัตรูธรรมชาติต่างๆ พร้อมกันไปด้วย ในบางครั้งที่ธรรมชาติขาดความสมดุล จึงมักจะเกิดการระบาดของโรคแมลงศัตรูพืชอย่างรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อโรคแมลงศัตรูพืชระบาด มนุษย์ซึ่งต้องการผลผลิตจากพืชเหล่านั้น จึงต้องปกป้องพืชที่ต้องเผชิญกับการทำลายของโรคแมลงด้วยวิธีการต่างๆ หากพื้นที่ไม่มากอาจใช้การไล่ การจับทำลาย หรือกำจัดต้นพืชที่ถูกโรคแมลงทำลายทิ้งไป เหลือไว้เท่าที่สามารถอยู่รอดให้ผลผลิตได้ แต่หากพื้นที่การผลิตมากขึ้น ความต้องการผลผลิตจากพืชมาบริโภคมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากประชากรที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้น จึงมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเทคโนโลยีเหล่านี้ได้มาจากการวิจัยและพัฒนาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้นคือ สารเคมีทางการเกษตร ด้วยเป้าหมายที่ต้องการกำจัดโรคแมลงศัตรูพืชได้เด็ดขาด รวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และคุ้มค่าต่อการนำไปใช้ สารเคมีในทางการเกษตร จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมและมีการใช้อย่างกว้างขวาง

สารเคมีทางการเกษตรเหล่านี้ ไม่ใช่จะใช้กำจัดศัตรูพืชเพียงอย่างเดียว ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกด้วย โดยเฉพาะมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีในระบบการผลิตทั้งพืชและสัตว์ด้วยและหากไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตร แล้วใช้วิธีการอื่นๆ ทดแทน ก็สามารถทำได้ แต่ต้องพิจารณาผลกระทบ ต้นทุน ผลตอบแทน ให้ชัดเจน

การใช้สารเคมีทางการเกษตร มีโอกาสที่สารเคมีเหล่านี้จะตกค้างอยู่ในผลผลิตหรือสิ่งแวดล้อม หรืออาจสะสมในห่วงโซ่การผลิตได้เช่นกัน โดยเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกันแต่สาเหตุที่สำคัญคือการใช้ผิดประเภท ผิดเวลา ผิดวิธี ผิดอัตรา นั่นหมายถึงผู้ใช้สารเคมีทางการเกษตรไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจึงส่งถึงสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงตัวของผู้ผลิตเองก็ไม่รอดจากผลกระทบเหล่านี้

ดังนั้น จะเห็นได้ถึงความจำเป็นทั้งสองด้าน ทั้งความจำเป็นที่ต้องใช้สารเคมีเข้ามาในระบบการผลิต แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นความจำเป็นที่ต้องดูแลผู้นำผลผลิตเหล่านั้นไปบริโภค ทุกฝ่ายต้องพึ่งพาอาศัยกัน ถ้าทุกคนเห็นความจำเป็น มีความรับผิดชอบ ต่อทั้งตนเองและสังคม ปัญหาจะบรรเทาลงไปได้ ไม่ต้องปล่อยข่าว สร้างข่าว ทำลายล้างซึ่งกันและกัน โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยกับบทความของ ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2562 ประเด็นที่ว่า หากไม่ใช้สารเคมีเลยจะได้ไหม เปลี่ยนโลก เปลี่ยนประเทศ ให้ทำการเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมีอันตรายไปเลย จะได้ปลอดภัยไร้กังวล เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการปนเปื้อนในวัตถุดิบที่จะนำมาประกอบอาหารเพื่อบริโภค แต่คำถามที่คนเขาคิดและหาคำตอบกันคือ แล้วเกษตรปลอดสารเคมี จะเลี้ยงคงทั้งโลกได้จริงไหม

ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ามีความจำเป็นทั้ง 2 ด้าน หรือทุกด้านที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำให้ผู้คนในสังคมต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ เกิดผลดีกับทุกฝ่าย คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก โดยไม่มีประโยชน์ส่วนตน กลุ่มผลประโยชน์แอบแฝง เป็นเป้าหมายหลักของการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด หรือจะมีผมเองก็ไม่อาจจะทราบได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : กล้าเปลี่ยน ความสำเร็จรออยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441150

449007

ส่องเกษตร : กล้าเปลี่ยน ความสำเร็จรออยู่

วันพุธ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเดินทางเป็นเรื่องที่คู่กับชีวิตของผมก็ว่าได้ ซึ่งผมถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้ผมมีโอกาสได้พบเจอผู้คนหลากหลายอาชีพในระหว่างการเดินทาง เป้าหมายในการเดินทางในแต่ละครั้งอาจจะซ้ำที่เดิมบ้าง แตกต่างไปจากเดิมบ้าง แต่การเตินทางในแต่ละครั้ง ทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ ผมจึงรู้สึกยินดีทุกครั้งที่จะออกเดินทาง และยินดีมากขึ้นเมื่อเป้าหมายในการเดินทางแต่ละครั้ง คือ พี่น้องเกษตรกร ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีคิดและรูปแบบการทำการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรในแต่ละถิ่น

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสเดินทางไปพูดคุยกับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เป็นการไปเยี่ยมกันในสวนเลยทีเดียว หากบอกว่าเป็นสวนเงาะและสวนลองกอง หลายท่านอาจว่าผมเข้าใจอะไรผิดเป็นแน่ ผลไม้สองชนิดนี้น่าจะปลูกแถวภาคตะวันออกและภาคใต้ของไทย มากกว่าจะมาโผล่ที่จังหวัดอุดรธานีแต่ที่นี่คืออำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานีและปลูกมานับสิบปีแล้ว เกษตรกรที่ได้พูดคุยกันนั้นมีเงาะมีจำนวน 900 ต้น ราคาเฉลี่ยที่ขายได้ในปีนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท ถือว่าสร้างรายได้ให้ดีพอสมควร ในขณะที่รอบๆ สวนแห่งนี้ยังคงเป็นไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย นาข้าว และยางพารา เป็นส่วนใหญ่

ผมประทับใจแนวคิดของเกษตรกรรายนี้มาก จากการเป็นคนขับรถบรรทุกตระเวนส่งของจากกรุงเทพฯ ไปยังภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้หรือภาคตะวันออกซึ่งไปมาแทบทุกจังหวัด ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ทำหน้าที่คนขับรถส่งของ สังเกตเห็นว่าคนในภาคเหล่านั้น ไม่มีการปลูกข้าว เห็นแต่ไม้ผล เป็นสวนผลไม้เป็นหลัก และผู้คนก็มีฐานะ เศรษฐกิจดี ไม่จำเป็นต้องปลูกข้าวก็มีข้าวกินได้ แถมไม้ผลเหล่านี้ ปลูกครั้งเดียว สามารถเก็บผลผลิตได้นานหลายปี ช่วงนั้นเริ่มมีการก่อสร้างฝายกั้นน้ำใกล้ๆกับพื้นที่แห่งนี้ จึงคิดว่าน่าจะนำกล้าไม้ผลจากภาคใต้และภาคตะวันออกลองมาปลูกในพื้นที่อำเภอนายูง โดยลองนำมาปลูกหลายชนิดทั้ง เงาะ ลองกอง ทุเรียน และมังคุด ใช้โอกาสที่ขับรถไปส่งของพูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชุมพรและจันทบุรีบ้าง เพื่อให้ได้ข้อมูลในการดูแลรักษาไม้ผลแต่ละชนิด ซึ่งวางแผนไว้ก่อนแล้วว่าคงต้องเลิกอาชีพขับรถส่งของในไม่ช้า แล้วกลับมาปักหลักทำสวนผลไม้อย่างจริงจัง ในบ้านเกิดของตนเอง ทดลอง เรียนผิดเรียนถูกไปและคิดเสมอว่าต้องทำได้ พอเข้าปีที่ 4ไม้ผลที่นำมาปลูกเริ่มให้ผล จึงคิดว่ามาถูกทางแล้ว ระยะแรกนำผลผลิตที่ได้มาขายในตลาดก่อน และเมื่อเป็นรู้จักมากขึ้นก็ไม่ต้องนำออกไปจำหน่ายเอง เพราะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวน ดังนั้น เมื่อเห็นว่าการทำสวนผลไม้ในพื้นที่บ้านเกิดเป็นไปได้แน่นอน จึงซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเพื่อขยายสวนออกไปอีก รายได้จากการทำสวนสามารถที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสินอีกต่อไป

ตัวอย่างของเกษตรกรรายนี้เป็นตัวอย่างของเกษตรกรผู้ที่กล้าเปลี่ยนแปลง จากการมีโอกาสได้เห็นได้เรียนรู้โดยตรงผ่านประสบการณ์และการสังเกต ตัดสินใจผันตัวเองจากการเป็นลูกจ้างคนขับรถบรรทุกกลับมายังบ้านเกิด พลิกทุนที่มีอยู่คือ ที่ดิน ลองทำอาชีพใหม่ๆ คือ การทำสวนผลไม้ เป็นความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งนอกจากจะสร้างอาชีพใหม่ที่มีความยั่งยืนแล้ว ความรักความผูกพันในครอบครัวก็มีมากขึ้นจากผลของการกลับมาทำการเกษตร ได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ในบรรยากาศของครอบครัวอย่างแท้จริง

การพัฒนาการเกษตรด้วยการลงมือทำ มุ่งมั่น และขยันหมั่นเพียร ความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้ ในทางกลับกัน หากไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ทำแบบเดิมๆ สิ่งที่ได้มาก็ไม่พ้นแบบเดิม ผมเองเคยถูกเกษตรกรบางรายต่อว่า ตั้งแต่เกิดมาก็ปลูกแต่ข้าว แล้วจะให้ไปปลูกอะไรได้ เพราะเป็นชาวนาต้องทำนาถึงจะถูก วิธีการคิดลักษณะนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีแน่ ผมหวังว่าบทพิสูจน์จากเกษตรกรที่นายูงจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหลายๆราย ลองเปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนวิธีทำ ผลที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนไปจากเดิมไม่มากก็น้อย ขอเพียงแต่ต้องขยัน อดทนสู้กับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ อย่างมุ่งมั่นทุ่มเทความสำเร็จในการทำอาชีพเกษตรรออยู่แน่นอน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : มากกว่าตัวเลข คือชีวิตจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439550

449007

ส่องเกษตร : มากกว่าตัวเลข คือชีวิตจริง

วันพุธ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รายงานของสภาพัฒน์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ไตรมาสที่ 2/2562 ของไทยขยายตัวร้อยละ 2.3ชะลอตัวจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสที่ 1/2562 ปัจจัยสำคัญมาจากการชะลอตัวของอุปสงค์ในประเทศและการลดลงของภาคต่างประเทศ ด้านการผลิต ภาคเกษตรลดลงร้อยละ 1.1 จากการขยายตัวร้อยละ 1.7 ในไตรมาสแรก ขณะที่ภาคนอกเกษตรขยายตัวร้อยละ 2.6 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 2.9 ในไตรมาสก่อนหน้าสรุปจากตัวเลขจะเห็นทิศทางที่ชะลอตัวลงทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร

ในทางเศรษฐศาสตร์ตัวเลข GDP จะใช้เป็นเกณฑ์ในการชี้มาตรฐานในการครองชีพของประชากรในประเทศนั้น สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว ตัวเลขสัดส่วน GDP ภาคการเกษตร ต่อ GDP รวมของทั้งประเทศ ตัวเลขจะไม่สูงมาก อยู่ประมาณ 1-5 เป็นส่วนใหญ่ สำหรับประเทศไทยตัวเลขสัดส่วน GDPภาคการเกษตร ปัจจุบันลดลงไปมาก น่าจะอยู่ประมาณ 10 ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิดแต่สัดส่วนแรงงานไทย ประมาณกว่าครึ่งอยู่ในภาคการเกษตร ถ้ามองเฉพาะตัวเลข จะเห็นว่า แรงงานเหล่านี้เป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพต่ำมาก เพราะสร้างผลผลิตได้ออกมากน้อยมาก เมื่อเทียบกับแรงงานที่มี ซึ่งความหมายของนักเศรษฐศาสตร์ แรงงานคือส่วนหนึ่งของทุนนั่นเอง

ด้วยมุมมองดังกล่าว ฝ่ายนโยบายจึงใช้จุดอ่อนเรื่องประสิทธิภาพต่ำ จำนวนแรงงานมีเป็นจำนวนมากกว่าครึ่ง มากำหนดนโยบายที่เอาง่ายเข้าว่า คือ ใช้ภาคการเกษตรเป็นทางผ่านของเม็ดเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ในลักษณะของการกระตุ้นการบริโภค เพราะเชื่อแน่ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ไม่เก็บเงินไปใช้เป็นทุนอย่างแน่นอน มีแต่จะนำเงินเหล่านี้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แล้วเม็ดเงินดังกล่าวก็หมุนกลับไปสู่ทุนใหญ่ เพื่อให้ทุนใหญ่ขยายตัวใหญ่ขึ้นไปอีก สิ่งเหล่านี้คือโศกนาฏกรรมของทุนที่ไร้หัวใจ

การนำตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวมากำหนดทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตร อาจไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ เนื่องจากภาคการเกษตร เป็นเรื่องราวของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของเกษตรกร เรื่องราวของสังคมนั้นๆ ภาคอุตสาหกรรมอาจไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเวลาเก็บผลผลิตแล้ว แต่ยังไปงานบุญกันอยู่ ไม่รีบเก็บเกี่ยวให้แล้วเสร็จ วิธีการบริหารจัดการในแต่ละพื้นที่จึงมีความแตกต่างกัน ยิ่งอายุเฉลี่ยของเกษตรกรย่างเข้าสู่หลักห้า วิธีคิดและการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สร้างขึ้นยิ่งลำบากมากขึ้น การใช้ภาคการเกษตรเป็นทางผ่านของเม็ดเงิน จึงเป็นตรรกะง่ายๆ ในการดึงแรงบริโภค เพื่อให้ GDP เติบโต

ในส่วนตัวผมมีความเห็นว่าภาคการเกษตรเป็นภาคที่ทุกภาคส่วนของสังคมมองว่าเป็นภาคที่อ่อนแอ ทั้งที่จริงแล้วสังคมใช่หรือไม่ที่ทำให้ภาคการเกษตรอ่อนแอ มองในอีกมุมหนึ่งเมื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายกลับไม่มองไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคการเกษตรตลอดห่วงโซ่ แต่มองไปที่การใส่เม็ดเงินเข้าไปในภาคการเกษตรเพื่อให้เม็ดเงินกระจายออกไป แต่ท้ายสุดแล้วกลับมารวมที่ทุนใหญ่ ทำไมนโยบายไม่มองไปที่การกระจายทุน เพื่อเพิ่มทุนให้ภาคการเกษตร ให้สามารถบริหารจัดการทุน พัฒนาระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรอย่างแท้จริง วิธีคิดสำหรับการพัฒนาภาคการเกษตรจึงไม่ใช่วิธีคิดแบบคำนวณตัวเลข แต่เป็นวิธีคิดแบบคำนวณจากความสุขแทน เพราะภาคเกษตรไม่ใช่ภาคที่อ่อนแอ แต่เป็นภาคที่ถูกทำให้อ่อนแอผมเชื่อว่าเป็นเช่นนี้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : คิดได้ ไปต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/437906

449007

ส่องเกษตร : คิดได้ ไปต่อ

วันพุธ ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สืบเนื่องจากเรื่องเล่าของชาวนาเกลือ มาสู่เรื่องราวของแปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรี ระหว่างที่พูดคุยกันกับกลุ่มเกษตรกรชาวนาเกลือ อาชีพที่เหลือน้อยลงไปทุกปี กลุ่มแปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรีได้เปิดประเด็นปัญหาของกลุ่มตัวเองและวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน พอได้ฟังเรื่องราวของแปลงใหญ่โคเนื้อแล้ว ผมอยากขยายเรื่องราวเหล่านี้ให้เกษตรกรกลุ่มอื่นๆ ได้คิดต่อ เผื่อจะได้ไปต่อกัน

แนวคิดในการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เกิดขึ้นในยุคที่นายปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ต่อเนื่องกับยุคของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลักคิดของแปลงใหญ่เป็นหลักคิดเดียวกับหลักของสหกรณ์ แต่ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ชัดเจนเหมือนกับสหกรณ์ที่มีกฎหมายมารองรับชัดเจน ลักษณะเป็นระบบส่งเสริมการเกษตรที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก(area-based approach) ดำเนินงานในลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีผู้จัดการแปลงเป็นผู้บริหารจัดการในทุกกิจกรรมตลอด supply chain ด้วยการสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มทำการผลิต การบริหารจัดการร่วมกันและรวมกันจำหน่ายโดยมีตลาดรองรับที่แน่นอนสามารถลดต้นทุนการผลิตผลผลิตเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพได้มาตรฐาน รวมถึงเกษตรกรสามารถเป็นผู้จัดการ บริหารจัดการการผลิต ผลผลิต และการตลาดได้

สำหรับแปลงใหญ่โคเนื้อในจังหวัดเพชรบุรี กรมปศุสัตว์เป็นผู้ส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มแปลงใหญ่นี้ให้มีความเข้มแข็ง โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อได้รวมตัวกันพัฒนาการผลิต ในลักษณะโคเนื้อครบวงจรในรูปแบบเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเห็นว่าการพัฒนาโคเนื้อแบบครบวงจรจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่ต้นทาง คือ พ่อแม่พันธุ์ กลางทาง คือ โคขุน และปลายทาง คือ เนื้อโคขุน การจะทำให้วงจรของโคเนื้อหมุนไปและสามารถเจริญเติบโตได้ การกระจายผลประโยชน์ต้องทั่วถึง ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับวงจรนี้ต้องอยู่ได้ เป็นหลักคิดที่น่าชื่นชมมาก

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ แปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรี ไม่ได้มองแค่ผลิตเนื้อคุณภาพเท่านั้น แต่ยังมองไปที่การเพิ่มมูลค่าของผลผลิต ด้วยการแปรรูปเป็นมัสมั่นกระป๋อง ภายใต้ความร่วมมือของโรงงานผลิตอาหารกระป๋องที่มีมาตรฐานในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร การคัดเกรดของเนื้อเพื่อผลิตส่งไปยังตลาดต่างๆ ตามความต้องการที่ชัดเจน โดยเนื้อคุณภาพสูงจะจำหน่ายไปยังโรงแรม/ภัตตาคารต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อทำเป็นเนื้อสเต๊ก โดยมีแปลงใหญ่ผักร่วมด้วย กลายเป็นจานสเต๊กที่สมบูรณ์แบบ ส่วนเนื้อที่คุณภาพรองลงมาจะจำหน่ายไปอีกตลาดหนึ่ง นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับกลุ่มแปรรูปอาหารฮาลาล แปรรูปเป็นอาหารฮาลาลรูปแบบต่างๆ ทำให้การผลิตและจำหน่ายมีความครบวงจรอย่างแท้จริงเป็นการกระจายรายได้ กระจายผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นร่วมกัน ไม่ใช่ผลประโยชน์ตกอยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เมื่อทุกคนในวงจรการผลิตโคเนื้อสามารถอยู่ได้ สังคมของโคเนื้อก็สามารถเติบโตไปได้เช่นกัน

หลักคิดการกระจายผลประโยชน์ร่วมกันและหลักคิดการผลิตแบบครบวงจร เป็นหลักคิดที่ผมอยากเห็นเกษตรกรทุกคนนำไปคิด เพื่อพัฒนาและต่อยอดกิจกรรมทางการเกษตรของตนเองให้มีความเข้มแข็ง หากไม่สามารถคิดคนเดียวได้ ต้องมารวมตัวกันช่วยคิด โบราณว่าสองหัวดีกว่าหัวเดียว ยิ่งกิจกรรมทางการเกษตรด้วยแล้ว เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยต่างๆ เป็นจำนวนมาก และเกี่ยวข้องกับหลายๆ ฝ่าย การจับมือกันให้ครบวงจร ตลอดห่วงโซ่ผลิตภัณฑ์ย่อมสามารถผลักดันกันและกันไปสู่จุดหมายได้ง่ายขึ้น

ส่วนตัวผมเอง ยังหวังต่อไปว่าแปลงใหญ่โคเนื้อเพชรบุรีจะสามารถพัฒนาตนเองให้เติบโตต่อไป สามารถที่จะผลักดันเมืองเพชรบุรีให้เป็นเมืองคาวบอยตะวันตก สร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาให้โดดเด่นมากกว่าที่เป็นอยู่ คิดได้ขนาดนี้ ไปต่อได้แน่นอน ติดตามและเป็นกำลังใจครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เกลือต้องไม่เป็นหนอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/436274

449007

ส่องเกษตร : เกลือต้องไม่เป็นหนอน

วันพุธ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปพบกับพี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเพชรบุรี นับเป็นโอกาสอันดีที่ได้นั่งรับฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องเกษตรกรตัวจริงเสียงจริง ทำให้ได้รับทราบประเด็นปัญหาและแนวคิดของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ รวมถึงเป็นโอกาสที่จะถ่ายทอดข้อมูลที่ถูกต้องระหว่างกัน ในช่วงที่ข่าวลวงเฟื่องฟู เรื่องบางเรื่องภาครัฐลงมือทำไปไกลแล้ว แต่พี่น้องยังไม่ได้รับรู้รับทราบ รอยต่อที่ว่านี้ยังต้องหาวิธีการเชื่อมให้สนิทมากยิ่งขึ้น ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตน มองกันอยู่คนละมุม จึงยังมาเชื่อมกันไม่ได้สักที

วันนั้นประเด็นการทำนาเกลือ ถูกหยิบยกขึ้นมา พูดคุยกัน หลังจากที่ชาวนาเกลือเข้ามาอูยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2554 โดยก่อนหน้านั้นการทำนาเกลือไม่จัดว่าเป็นกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม ทำให้ผู้ที่ทำนาเกลือตกหล่นไปจากนโยบายความช่วยเหลือภาคการเกษตร ไม่มีหน่วยงานใดกำกับดูแลอย่างเป็นกิจจะลักษณะหลังจากมาอยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว ก็ยังคงมีประเด็นปัญหา เพราะไม่แน่ใจว่าควรจะอยู่ภายใต้หน่วยงานใดในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กิจกรรมการทำนาเกลือ ไม่ใช่การปลูกพืช ไม่ใช่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และไม่ใช่กิจกรรมทางด้านปศุสัตว์ มองไปมองมา การทำนาเกลือสามารถดำเนินการในลักษณะของกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์ได้ชาวนาเกลือจึงเข้ามาสู่การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ด้วยเหตุดังกล่าว เรียกได้ว่ามาอยู่ด้วยกันไปก่อน

การเข้ามารวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ ในระยะก่อตั้ง ทำให้กิจกรรมต่างๆ ของสหกรณ์เหล่านี้ ยังไม่ราบรื่นเท่าที่ควร มาตรการต่างๆ ที่รัฐกำหนดเงื่อนไขในการช่วยเหลือ สหกรณ์ชาวนาเกลือเหล่านี้จึงไม่สามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของทุน การจัดการสินค้า หรือแม้แต่ปัญหาด้านราคา รวมถึงการสนับสนุนต่างๆ ที่ต้องมีเงื่อนไขเฉพาะด้าน

ผู้คนภายนอกอาจมองว่าการทำนาเกลือไม่น่าจะมีปัญหามากนัก เป็นเพียงการนำน้ำทะเลมาทำให้แห้ง เพื่อให้ได้เกลือ แต่ความเป็นจริงแล้ว เรื่องมันไม่ได้ง่ายเลย ในวันนั้นชาวนาเกลือจังหวัดเพชรบุรีเสนอมา 2ประเด็น ซึ่งผมฟังแล้วเห็นว่าน่าสนใจมากประเด็นแรก คือ มีการนำเข้าเกลือทะเลจากอินเดียมาขายในราคาที่ถูกมาก กิโลกรัมหนึ่งไม่ถึงบาท เป็นราคาที่ถูกแบบเหลือเชื่อ ใน
ขณะที่ราคาเกลือที่เพชรบุรีตกราคากิโลกรัมละ 2-3บาท ไม่รวมค่าขนส่ง แค่ต้นทุนการขนส่งจากกรุงเทพฯ ไปถึงเชียงใหม่ก็อยู่ราว 90 สตางค์แล้วมีสิ่งใดแอบแฝงอยู่หรือไม่ เป็นประเด็นที่ชาวนาเกลือไม่เข้าใจ ทำไมราคาเกลือนำเข้าถึงถูกมากประเด็นที่ 2 การเติมไอโอดีน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เกลือบริโภคต้องมีปริมาณไอโอดีนไม่น้อยกว่า 20 มิลลิกรัม และไม่เกิน 40 มิลลิกรัมต่อเกลือบริโภค 1 กิโลกรัม โดยชาวนาเกลือกลุ่มนี้ เล่าว่า หากเป็นเกลือสินเธาว์ที่เรียกกันว่า หินเค็ม จะให้เติมไอโอดีนเข้าไปเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่สำหรับเกลือทะเลซึ่งมีไอโอดีนอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว รวมถึงธาตุอาหารที่มีคุณค่ามากกว่า 84 ชนิด ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเติมไอโอดีนลงไปอีก และผู้บริโภคอาหารทะเลก็ได้รับไอโอดีนอีกทางหนึ่งแล้ว รวมถึงเกลือทะเลมีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากการบริโภคด้วย ดังนั้น จึงมีข้อเสนอเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคว่า ถ้าเป็นเกลือสินเธาว์ ให้เติมไอโอดีนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ส่วนเกลือทะเล จะเติมไอโอดีนหรือไม่เติมก็ได้ โดยให้ผู้บริโภคเป็นคนเลือกเองให้เหมาะสมกับอาหารที่ผู้บริโภครับประทาน หรือนำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมก็ว่ากันไป สำหรับการนำเข้าเกลือจากอินเดีย ควรมีการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงให้มีความชัดเจน ระหว่างนี้ควรระงับการนำเข้าไว้ก่อน

เส้นทางสายเกลือ ระหว่างแม่กลองไปเพชรบุรี เริ่มเห็นการใช้พื้นที่ที่เปลี่ยนไป จำนวนพื้นที่การทำนาเกลือลดลง กลายเป็นโรงงานมากขึ้น พ่อค้าแม่ค้าขายเกลือริมถนน ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า อาชีพการทำนาเกลือจะลดลงไปเรื่อยๆ สู้ราคาและต้นทุนไม่ไหว จึงมีชาวนาเกลือขายที่นาให้สร้างโรงงาน หมู่บ้านจัดสรร หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ราคาที่ดินย่านนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้เกลือทะเลไทยคงต้องสูญหายไปหมดในไม่ช้า เป็นประเด็นที่ชาวนาเกลือเป็นกังวลมาก เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว ไม่มีใครอยากขายที่นาของตน หากยังสามารถประกอบอาชีพทำนาเกลือให้สามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ นอกจากนี้เกลือยังเป็นสินค้าเพื่อความมั่นคง ประเด็นการสูญสลายไปของอาชีพการทำนาเกลือจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลมิน้อย

ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้คนในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คิดกันอย่างไร ทั้งฝ่ายประจำและฝ่ายการเมือง เพราะเข้าใจได้ว่าทุกคนคงสาละวนกับการทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายหลักที่ใช้หาเสียงยิ่งต้องเร่งให้เกิดผลโดยเร็ว แล้วประเทศชาติโดยรวมจะเป็นอย่างไร จะกลายเป็น 1 กระทรวง 4 นโยบายหรือไม่ ขออย่าปล่อยให้เกลือเป็นหนอนเลยครับ

สมชาย ชาญณรงค์กุล