ส่องเกษตร : เกษตรกรผู้ร้องขอ-เกษตรกรผู้ให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434615

449007

ส่องเกษตร : เกษตรกรผู้ร้องขอ-เกษตรกรผู้ให้

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อปี่กลองทางการเมืองเริ่มต้น เส้นทางการแสวงหาผลประโยชน์จากเกษตรกรก็เริ่มต้นเช่นกัน ผมพยายามทำความเข้าใจว่าเพราะบริบทของสังคมแบบไทยๆ เป็นเช่นนี้เอง เกษตรกรไทยจึงคุ้นเคยกับการเป็นผู้ร้องขอ คุ้นเคยกับการเป็นผู้รับ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใดๆ ของตน เพราะยังเชื่อว่าทำการเกษตรไปเถอะ อย่างน้อยก็มีกิน หากมีปัญหาเดี๋ยวก็มีคนมาช่วย เมื่อเริ่มต้นวิธีการคิดแบบนี้ ผลที่ออกมาจึงเป็นอย่างที่เห็น

สำหรับส่วนราชการเองก็คุ้นเคยกับการเป็นฝ่ายที่คิดเอง ทำเอง ตัดสินใจเอง จนบางทีก็ลืมคิดไปว่าปัจจัยแวดล้อมที่ราชการคิดกับปัจจัยแวดล้อมของเกษตรกรไม่เหมือนกัน ผมเจอปัญหากับตัวเอง เมื่อมีโอกาสคุยกับเกษตรกรหลายคน เคยถามเกษตรกรว่าทำไมไม่ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้เป็นแบบที่ทางราชการแนะนำ คำตอบที่ตอบมาตรงๆ คือ ทำไม่ได้หรอก ไม่ได้มีโน่นนี่นั้นเหมือนราชการมี จนบางครั้งต้องกลับมาคิดใหม่ว่า วิธีการคิดและการทำงานของส่วนราชการทำให้เกษตรกรอ่อนแอจริงหรือเปล่า เป็นการทำงานที่ส่งเสริมให้เกษตรกรกลายเป็นผู้ร้องขอ ด้วยการตอกย้ำลงไปว่า เกษตรกรคือกลุ่มคนที่สังคมไทยต้องให้ความช่วยเหลือ เกษตรกรคือกลุ่มคนที่อ่อนแอในสังคมยุคปัจจุบัน การพูดซ้ำๆ สื่อออกไปซ้ำๆ ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่เชื่อและเข้าใจไปโดยอัตโนมัติว่าตนเองคือกลุ่มคนที่อ่อนแอ และผู้คนในสังคมต้องให้ความช่วยเหลือ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมด

ผมไม่ปฏิเสธว่ายังมีเกษตรกรบางส่วนที่ไม่พร้อมจะปรับตัวเข้าสู่ระบบการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งเป็นระบบการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เกษตรกรกลุ่มนี้ยังคิดแบบเดิมๆ และทำแบบเดิมๆ ผลที่ได้จึงออกมาแบบเดิม ได้แต่อาศัยโชคชะตาช่วยให้ผ่านพ้นไปในแต่ละฤดูกาลผลิต และเช่นกันยังมีเกษตรกรอีกกลุ่มใหญ่ที่ก้าวพ้นวังวนของการร้องขอ มาสู่การเป็นผู้ประกอบการทางเกษตรแบบมืออาชีพ เกษตรกรกลุ่มนี้ มักมีวิถีของตนเอง มีแนวคิดและวิธีคิดที่แตกต่างไปจากเกษตรกรกลุ่มเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการผลิตล่วงหน้า การวางแผนการตลาด การเพิ่มมูลค่าของผลผลิต และการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบการผลิตของตนเอง เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในฤดูกาลผลิตนั้นๆ เกษตรกรกลุ่มนี้จึงเป็นเกษตรกรที่สามารถลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามในสังคม โดยไม่ต้องร้องขอใดๆ จากส่วนราชการ หรือการร้องขอผ่านกลุ่มคนใด ขอเพียงแต่ให้ส่วนราชการอำนวยความสะดวกตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น

จุดเปลี่ยนของวิธีคิดเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งส่วนราชการและตัวเกษตรกรเอง ถ้าอยากเห็นว่าการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากส่วนราชการลงไปยังตัวเกษตรกรด้วยวิธีการแบบเกษตรกรทำเองภายใต้ปัจจัยแวดล้อมของตัวเกษตรกรที่แท้จริง สามารถเข้าไปศึกษาและเรียนรู้ได้ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเจ้าภาพหลัก และหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมดำเนินการ เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรที่ดำเนินการในพื้นที่และจัดการโดยตัวเกษตรกรเอง ส่วนราชการเข้าไปมีบทบาทเฉพาะในส่วนของการเสริมสร้างองค์ความรู้ตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานเท่านั้น ตัวอย่างของการถ่ายทอดเทคโนโลยีในลักษณะเช่นนี้ ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างส่วนราชการกับเกษตรกรโดยตรง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งต่อส่วนราชการที่สามารถทราบประเด็นปัญหาที่แท้จริงในการนำเทคโนโลยีลงสู่พื้นที่เกษตรกร ปัญหาการบริหารจัดการในสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ วิธีคิด วิธีการแก้ปัญหา และเกษตรกรเองจะได้มีโอกาสพัฒนาระบบการผลิตของตนเองให้ก้าวผ่านจากเกษตรกรผู้ร้องขอ กลายเป็นเกษตรกรผู้ให้และตอบแทนต่อสังคม อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรอีกกลุ่มได้หันกลับมาพิจารณาวิธีการของตนเอง เรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยน สร้างความเชื่อที่ว่าเมื่อเพื่อนทำได้ เราก็ต้องทำได้เช่นกันผมจึงมีความหวังเสมอว่าเกษตรกรผู้ให้จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นกว่าเกษตรกรผู้ร้องขอในสักวัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ข้าวสินเหล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433283

ส่องเกษตร : ข้าวสินเหล็ก

ส่องเกษตร : ข้าวสินเหล็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข้าวสินเหล็ก เป็นข้าวที่เกิดจากผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งลักษณะพิเศษของข้าวชนิดนี้ คือ เป็นข้าวกล้องสีครีมและมีกลิ่นหอม รูปร่างเมล็ดเรียวยาว มีดัชนีน้ำตาล ต่ำ-ปานกลาง เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยที่ผ่านมาได้มีการนำข้าวสินเหล็กมาทดลองให้กลุ่มผู้ป่วยเบาหวานบริโภค พบว่า สามารถช่วยแก้ปัญหาเบาหวานได้ ทำให้สภาวะดื้อต่อinsulin ลดลงและการทำงานของตับอ่อนดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด ตลอดจนมีธาตุเหล็กในเมล็ดสูง ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย ป้องกันอาการอ่อนเพลียของร่างกาย เสริมความต้านทานต่อการเจ็บป่วย ป้องกันและรักษาภาวะโลหิตจาง ช่วยทำให้สีผิวพรรณดูเรียบเนียนอีกด้วย

ดังนั้น ข้าวสินเหล็กจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่งหากใครสนใจต้องการซื้อไปบริโภค หรือซื้อไปฝากญาติผู้ใหญ่ สามารถติดต่อได้ที่สหกรณ์การเกษตรดอนตูม จำกัดเลขที่ 63/1 ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม 73150 โทร.03-496-8700หรือสามารถสั่งซื้อได้ที่https://www.co-opclick.com

ส่องเกษตร : สร้างได้ถ้ามุ่งมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433007

449007

ส่องเกษตร : สร้างได้ถ้ามุ่งมั่น

วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมมีโอกาสได้คุยกับชาวสวน หลายคนเริ่มให้ข้อคิดเห็นและตั้งข้อสังเกตโดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกรชาวจังหวัดจันทบุรี เริ่มมีความเป็นห่วงว่าวงจรราคาผลไม้โดยเฉพาะทุเรียน จะกลับเข้าสู่วังวนเดิม ราคาตกทุกฤดูกาลผลิต อย่างที่เคยประสบในหลายๆปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุว่ามีการขยายพื้นที่ปลูกออกไปมากแทบทุกภูมิภาค ทั้งแหล่งปลูกเดิมและแหล่งปลูกใหม่ เกรงว่าอีกสัก 5-6 ปีข้างหน้าทุเรียนในแหล่งที่ขยายไปเริ่มผลิดอกออกผล ในขณะที่แหล่งปลูกเดิมให้ผลผลิตเต็มที่ ราคาทุเรียนจะดิ่งลงเหว ตามหลัก Demand – Supply ที่เป็นที่รู้กัน

หลายวันก่อนผมมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมพี่น้องเกษตรกรในเขตภาคตะวันตกมีแม่ค้านำทุเรียนพายเรือมาจำหน่ายที่ตลาดน้ำ ราคากิโลกรัมละ 90 บาท ถามได้ความว่าเป็นทุเรียนจากภาคใต้ ดูจากสภาพผลทุเรียนแล้วเป็นทุเรียนลูกเล็กมาก น่าจะเป็นทุเรียนที่ถูกคัดทิ้งมาหลายรอบ น้ำหนักไม่น่าจะเกิน 1-2 กิโลกรัม/ผล ตอนแรกผมยังเข้าใจว่าเป็นทุเรียนจากสวนย่านนี้ แม่ค้ารีบแจ้งทันทีว่าหากเป็นสวนทางภาคตะวันตกราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 150 บาท หลังจากออกจากตลาดน้ำ เข้าสู่ถนนสายหลัก เห็นแผงขายทุเรียนมาตั้งขาย จากเดิมไม่เคยมีแผงขายทุเรียน สอบถามเห็นว่าเป็นทุเรียนใต้เช่นกัน แต่ขนาดผลใหญ่กว่าทุเรียนที่ขายที่ตลาดน้ำ ราคาจึงสูงกว่า ตกกิโลกรัมละ 120 บาท ขณะที่ทีมงานที่มาด้วยกันเล่าให้ฟังว่า หากเป็นทุเรียนป่าละอูแล้ว ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 300-400 บาท ตกผลละไม่ต่ำกว่า 800 บาท ซึ่งไม่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป ถ้าใครอยากทานต้องไปสั่งซื้อที่ป่าละอูเท่านั้น

ในเชิงการตลาดแล้ว สินค้าบางอย่างก็ไม่ได้ขึ้นกับ Demand-Supply หากขึ้นกับความพึงพอใจระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับผลไม้เช่นทุเรียนหรืออาจเป็นผลไม้ชนิดอื่นก็ตาม หากสามารถสร้างอัตลักษณ์ หรือที่เขาเรียกว่า Unique ให้เกิดขึ้น มีความโดนเด่น มีอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น อีกทั้งผลผลิตออกไม่ตรงกับแหล่งอื่น สร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคได้ทราบว่า หากอยากทานผลไม้ชนิดนี้ที่มีลักษณะแตกต่างโดดเด่นแบบนี้ จะต้องมาจากแหล่งผลิตนี้เท่านั้น ประเด็นเรื่องราคาจะเป็นประเด็นรองลงไปในทันที อย่างกรณีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลาของกรมวิชาการเกษตร เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และได้พบกับชาวสวนทุเรียนที่ปลูกทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองซึ่งจำหน่ายได้ราคาดี เนื่องจากผลผลิตออกไม่ตรงกับแหล่งผลิตหลักและมีลักษณะเฉพาะตัว จึงไม่เคยประสบปัญหาราคาทุเรียนตกต่ำแต่อย่างใด เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความมีอัตลักษณ์

ดังนั้น แนวทางหนึ่งในการพัฒนาการตลาดสินค้าเกษตร คือ การพัฒนาอัตลักษณ์ของสินค้าตนเองให้เป็นหนึ่งเดียว จะเป็นด้วยสภาพภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝน ลักษณะดิน การติดดอกออกผลที่แตกต่างไปจากแหล่งผลิตอื่น หรือ ผลจากการใช้เทคโนโลยีการผลิตร่วมด้วย เชื่อได้ว่าผู้บริโภคยังมีความพึงพอใจในการบริโภคสินค้าเกษตรนั้นๆ โดยไม่เกี่ยงเรื่องราคา ยิ่งถ้าผลไม้หากมีการกระจายผลผลิตออกตลอดทั้งปี ร่วมกับมีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว เชื่อได้ว่าตลาดภายในประเทศยังมีกำลังซื้อเพียงพอ โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศเพียงตลาดเดียว ที่ส่งผลกระทบต่อวงจรผลไม้และวีถีชีวิตของชาวสวนมายาวนาน วันนี้เราต้องเป็นตัวของเราเอง ทั้งผู้ผลิต คือ พี่น้องเกษตรกร และ ผู้บริโภค คือ คนในประเทศของเรา นิยมไทย ไทยเจริญ ผมเชื่อสร้างได้ถ้าเรามุ่งมั่น

สมชาย  ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : อะไรคือจุดเริ่มต้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431431

449007

ส่องเกษตร : อะไรคือจุดเริ่มต้น

วันพุธ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมีประชากรราว 45 ล้านคน ในปีปัจจุบันประชากรไทยเพิ่มขึ้นเป็น 70 ล้านคน เช่นเดียวกับประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าในปี 2593 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านคน จากปัจจุบันที่ประชากรโลกมีอยู่ประมาณ 7,600 ล้านคน สิ่งที่ตามมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรคือความต้องการด้านที่อยู่อาศัย และแน่นอนพื้นที่ของโลกไม่เพิ่มขึ้น พื้นที่ของประเทศไทยยังคงเดิม การใช้ประโยชน์ที่ดินย่อมเปลี่ยนแปลงไป พื้นที่การเกษตรถูกปรับเป็นพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่เพื่อการพาณิชย์ พื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรม ในขณะที่พื้นที่ป่าถูกรุกรานกลายเป็นพื้นที่เพื่อการเกษตรและบางส่วนกลายเป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ไป จากข้อจำกัดของพื้นที่และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเกษตรที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ความต้องการอาหารก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนของประชากรเช่นกัน การทำการเกษตรแบบเดิมๆ ไม่สามารถจะอยู่รอดได้ ต้องมุ่งสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อหน่วยพื้นที่ให้มากขึ้น ตัวเกษตรกรเองต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและรูปแบบความต้องการอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป

ย้อนกลับไปยังทุ่งรังสิต เมื่อครั้งอดีตนับว่าเป็นอู่ข้าวหล่อเลี้ยงคนเมืองหลวง รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาให้ขุดคลองและจัดวางระบบการส่งน้ำ เพื่อให้มีน้ำเข้าถึงพื้นที่ปลูกข้าวอย่างทั่วถึง และโปรดเกล้าฯให้ตั้งสถานีทดลองข้าวรังสิตเป็นแห่งแรก เพื่อทำการค้นคว้าทดลองทางวิชาการ สนับสนุนการทำนาของเกษตรกรให้สามารถผลิตข้าวได้อย่างเพียงพอ ประสบความสำเร็จสร้างตำนานเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ในปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ยังคงเหลือร่องรอยของความรุ่งเรืองแห่งการเป็นคลองรังสิตเพื่อการทำนาอยู่บ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การเกษตรจะประสบความสำเร็จอย่างดีนั้น น้ำคือปัจจัยสำคัญควบคู่ไปกับความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้อง

ยุคปัจจุบันการทำการเกษตรเพื่อสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย เกษตรกรต้องปรับรูปแบบการผลิต ชนิดของสินค้า ระบบการจำหน่ายให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บิรโภคเป็นสำคัญ การใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ ต้องนำมาใช้ให้เหมาะสม
ครบถ้วน ถูกต้อง จึงจะทำให้การทำการเกษตรประสบความสำเร็จ ใช่แต่เพียงมีที่ดินแล้วจะสามารถทำการเกษตรให้ประสบความสำเร็จได้ โดยเฉพาะในยุคสมัยที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างน่าตกใจ การทำการเกษตรที่ประสบความสำเร็จบางที่อาจไม่จำเป็นต้องมีที่ดินเลยก็เป็นได้

อิสราเอล เป็นประเทศที่มีที่ดินเป็นทะเลทราย ไม่เหมาะที่จะทำการเกษตร แต่ก็สามารถทำการเพาะปลูกได้ ด้วยการใช้ความรู้เป็นสำคัญ มีการนำหลักการจัดการฟาร์ม การบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของพืชที่ปลูก และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด สัดส่วน GDP ภาคการเกษตรของอิสราเอลสูงกว่าไทยถึง 20 เท่า หากคิดเทียบในสัดส่วนพื้นที่ทางการเกษตรที่เท่ากัน เหตุผลสำคัญที่อิสราเอลสามารถทำได้คือ การจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงมากแห่งหนึ่งของโลก การนำนวัตกรรมมาใช้ในการจัดการและการดำเนินการด้านการผลิตและการตลาดภาคการเกษตรทุกขั้นตอน สอดรับกับความต้องการของตลาดและศักยภาพของตนเอง ในขณะที่ไทยเราพร้อมจะปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรในพื้นที่ 130 ล้านไร่ ให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด ด้วยแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพหรือไม่ ข้อมูลAgriMap ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า เกษตรกรทำการเกษตรที่ไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางการเกษตรของตนเองถึง 16.62 ล้านไร่ โดยเป็นข้าวสูงสุด 11.2 ล้านไร่ ส่งผลให้เกษตรกรต้องลงทุนมากขึ้น ในขณะที่ผลตอบแทนไม่เพิ่มขึ้นเกษตรกรบางราย เมื่อทราบผลการวิเคราะห์แล้ว กลุ่มที่เป็นคนหัวไวใจสู้ได้ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตของตนเองให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของตนเอง ร่วมกับการวิเคราะห์ทางการตลาด เกษตรกรกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สามารถอยู่รอดได้ เช่น กลุ่มเกษตรกรที่เลาขวัญ กาญจนบุรี และกลุ่มเกษตรในจังหวัดสระแก้ว ได้ปรับไปเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ เช่น แพะ และโคเนื้อ แทน เกษตรกรอีกจำนวนไม่น้อย ปรับไปสู่การทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่สูงกว่าการทำการเกษตรตามรูปแบบของความเคยชิน

การทำการเกษตรให้ประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญ คือ ตัวเกษตรกรเองที่ต้องการพัฒนาและยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ด้วยการใช้ความรู้และลงมือทำอย่างจริงจัง แบบที่เรียกกันว่า เกษตรกรมืออาชีพ ผมหวังว่าจะพบเกษตรกรมืออาชีพเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นในอนาคตอันไม่ไกลนัก

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : เมื่อศัตรูพืชไล่ล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429727

449007

ส่องเกษตร : เมื่อศัตรูพืชไล่ล่า

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในช่วงปี 2558-2559 มีรายงานการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV จากประเทศเพื่อนบ้าน ห่างจากพรมแดนไทยไปราว 400 กิโลเมตร ความรุนแรงของโรคนี้ถึงกับทำให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังล่มสลายกันได้เลยทีเดียว ผมจำได้ว่าเมื่อกรมวิชาการเกษตร ทราบข่าวก็ได้เร่งสร้างการรับรู้ให้กับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนเผยแพร่ข่าวไปยังสื่อต่างๆ รวมถึงตรึงแนวพรมแดนไม่ให้มีการนำท่อนพันธุ์มันสำปะหลังซึ่งเป็นพาหะของโรคเข้ามาในเขตแดนไทย ส่วนของแมลงหวี่ขาวยาสูบที่เป็นแมลงพาหะของโรคก็ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน

ต่อมาผมได้รับทราบข่าวว่าพบการระบาดของโรคในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยตำแหน่งแล้วไม่น่าจะเกิดจากแมลงหวี่ขาวยาสูบนำเข้ามาแน่ น่าจะเกิดจากท่อนพันธุ์มากกว่า เห็นว่ากรมวิชาการเกษตรถึงขั้นต้องประกาศเป็นเขตควบคุมศัตรูพืช ท่ามกลางความไม่เข้าใจของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากดูด้วยสายตาต้นมันก็ดูสวยงามเป็นปกติดี แต่รัฐมาบังคับให้ทำลาย จึงเป็นเรื่องที่ทำใจกันไม่ได้ กว่าจะเคลียร์กันเรียบร้อยก็กินเวลาหลายเดือน ประเด็นที่น่าสนใจคือเกษตรกรไม่เชื่อว่าโรคดังกล่าวจะสร้างความเสียหายได้จริง และไม่เห็นว่ามีผลกับผลผลิตอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อธิบายยากสำหรับนักวิชาการกับเกษตรกร ยิ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสด้วยแล้ว อาจจะต้องเทียบกับการเป็นหวัดของคนเรา ถ้าเราแข็งแรง หวัดก็ทำอะไรเราไม่ได้ แต่ถ้าเราอ่อนแอก็เตรียมกันให้ดี ดังนั้นความรุนแรงของโรคจึงขึ้นกับหลายปัจจัย ทั้งระยะการเข้าทำลาย ทั้งระยะการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง รวมไปถึงความสมบูรณ์ของต้นมันด้วย

ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรจะนำไปศึกษาอย่างยิ่ง เพราะงานลักษณะเช่นนี้ โดยกรมวิชาการเกษตรหน่วยงานเดียวไม่สามารถเอาอยู่แน่นอน และผมคิดเองว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์พ่วงกับกระทรวงพาณิชย์คงไม่กล้าเอาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังที่มีมูลค่านับหมื่นล้านมาแลกกับต้นทุนในการควบคุมและกำจัดโรคดังกล่าวอย่างแน่นอน ในส่วนของเกษตรกรเองหากยังไม่ตระหนัก และยังคงมองเพียงผลประโยชน์เฉพาะหน้า ท่อนพันธุ์ที่เห็นว่าสวยๆ อาจทำให้การปลูกมันสำปะหลังที่เห็นว่าเป็นเรื่องง่ายๆ กลายเป็นเรื่องยากจนเกินเยียวยา กฎหมายกักพืชของกรมวิชาการเกษตรเองก็ไม่ได้มีบทลงโทษรุนแรงและไม่ได้ครอบคลุมการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องคุยกันให้ชัด จะใช้เครื่องมือใดในการควบคุมการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไรก็ขอให้ลงมือทำกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ออกมาให้ข่าวตีปี๊บ เพราะอย่าลืมว่ากฎหมายที่ไม่มีสภาพบังคับไม่อาจถือว่าเป็นกฎหมายได้

ผมไม่อยากให้เป็นเหมือนกรณีหนอนหัวดำหรือแมลงดำหนามที่เห็นว่าแมลงเข้ามาในประเทศเพียงตัวสองตัวไม่เห็นจะเป็นอะไร แต่เมื่อแมลงดังกล่าวเข้ามาตั้งรกรากได้ ทำลายสวนมะพร้าวในประเทศเป็นจำนวนมาก ภาครัฐต้องลงทุนในการจำกัดที่เห็นเป็นตัวเงินชัดๆ ก็ไม่น่าต่ำกว่า 500 กว่าล้านบาท แต่ใช่ว่าแมลงตัวนี้หมดสิ้นไป เพียงแต่สามารถควบคุมประชากรไม่ให้สร้างความเสียหายได้ เหตุที่ตามมาจากการระบาดของหนอนหัวดำและแมลงดำหนาม คือ ต้องนำเข้ามะพร้าวมาใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปมะพร้าว กลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันได้อีกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้นำเข้ามะพร้าวจนราคามะพร้าวในประเทศตกต่ำ เป็นการแก้ปัญหาที่นำมาซึ่งปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง สาเหตุจากแมลงเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น

คงถึงเวลาแล้วที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องจริงจังกับการจัดการศัตรูพืชต่างถิ่นที่แว่วว่าทยอยเข้ามาเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็นหนอนกระทู้ลายจุดในข้าวโพด หรือโรคตายพรายในกล้วย ผมไม่อยากเห็นการรอตั้งรับแต่เพียงอย่างเดียว คงต้องหาแนวทางป้องกันที่เป็นรูปธรรม มีระบบการเฝ้าระวังที่ชัดเจน มีข้อมูลของศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงอยู่ในมือพร้อมใช้ได้ทันที ไม่ใช่ยืนงงลองผิดลองถูกกันไป และที่สำคัญที่สุดคือคนไทยทุกคนต้องตระหนักเสมอว่าหากรักประเทศจริง รักสิ่งแวดล้อมจริง รักระบบนิเวศของไทย จงอย่าหยิบอย่าแอบนำพืชทุกชนิด ดิน หรือแม้แต่แมลง สัตว์ต่างๆ เข้ามาในประเทศเลย เพราะเมื่อไม่สามารถจัดการได้ ท่านจะเป็นผู้ทำลายชาติด้วยมือของท่านเอง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ว่าด้วยเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428310

449007

ส่องเกษตร : ว่าด้วยเกษตรอินทรีย์

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อันที่จริงแล้วเรื่องเกษตรอินทรีย์ เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำทั้งในทางที่ดีและทางที่ร้ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กว่า 40 ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอยู่ในทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากรัฐมนตรีท่านใดก็ตาม แต่ผลที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมที่สามารถกล่าวอ้างได้ว่าเป็นบทบาทของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงไม่ชัดเจน นอกจากเครื่องหมายรับรอง Organic Thailand และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่พัฒนาออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ แต่เมื่อสืบลึกลงไปถึงเกษตรกรผู้อยู่ในระบบเกษตรอินทรีย์จริงๆ กลายเป็นว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ทำเกษตรกรอินทรีย์เพราะการสนับสนุนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่เป็นเพราะเกษตรกรเหล่านั้น เล็งเห็นประโยชน์ของการทำเกษตรอินทรีย์ด้วยตนเองมากกว่า

ปัญหาของความเข้าใจต่อระบบการผลิตแบบอินทรีย์ในระดับนโยบาย จึงส่งผลให้การกำหนดนโยบายเกษตรอินทรีย์มีความบิดเบี้ยว เกิดอนุสาวรีย์จากนโยบายเกษตรอินทรีย์หลายอย่างที่สร้างตราบาปให้กับผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ หรือการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเกษตรอินทรีย์เป็นทางผ่านของความชอบธรรมในการกำหนดนโยบายเพื่อให้เกิดการจัดซื้อ จัดจ้าง จัดหา ที่ไม่ตอบโจทย์ข้อเท็จจริงของเกษตรอินทรีย์ แต่อาจตอบโจทย์ของผู้กำหนดนโยบายนั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

ในขณะที่ฝ่ายที่อยู่ด้านการตลาด มักจะให้ข้อมูลเสมอว่าตลาดของเกษตรอินทรีย์ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก มีความต้องการแน่นอน ผลิตมาเท่าใดก็ขายได้แน่นอน เป็นการตอกย้ำข้อมูลจนกลายเป็นความเชื่อที่ว่าทำเกษตรอินทรีย์เถอะขายได้ เมื่อมองกลับมายังฝ่ายผลิต จะพบว่ามีเกษตรกรที่อยู่ในระบบเกษตรกรอินทรีย์ไม่มาก ทั้งที่ๆ ทุกยุคทุกสมัยต่างเห็นว่าเป็นนโยบายสำคัญ และออกนโยบายมาสนับสนุนหลากหลายรูปแบบ การเพิ่มพื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ของประเทศก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย มันมีความผิดพลาดใดในนโยบายเหล่านั้น

เมื่อเกษตรอินทรีย์ไม่คืบ สิ่งที่คืบหน้าชัดเจนคือการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรและปุ๋ยเคมีเข้ามาในประเทศ เป็นปริมาณเพิ่มขึ้นแทบทุกปี แสดงว่าแผนการตลาดของบริษัทขายปุ๋ย-ขายยาแรงกว่าแผนการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ของภาครัฐหรือไม่ หรือเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองเพื่อจะทุบหัวใคร ประเด็นนี้ก็ไม่อาจทราบได้

มุมหนึ่งที่น่าคิดคือ เกษตรอินทรีย์มีหลายทฤษฎีหลายสำนัก แต่ละทฤษฎีแต่ละสำนักก็มีวิธีดำเนินการที่แตกต่างกันไป ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค บางครั้งความน่าเชื่อถือก็ถูกทำลายโดยบางองค์กร ที่ออกมาประโคมข่าวทางลบตลอดเวลา จริงบ้างเท็จบ้างก็ว่ากันไป เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการหางบประมาณมาดำเนินกิจกรรมขององค์กรตนเอง วนๆกันไป ในที่สุดแล้ว ผลการกระทำของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็กระทบลงที่ประเทศไทย ณ จุดเดียว ตกลงแล้วประเทศไทยจะยอมให้เกษตรอินทรีย์เป็นเพียงการสร้างภาพ สร้างความน่าเชื่อถือ แต่กลับซ่อนไว้ด้วยผลประโยชน์จำนวนมหาศาล ความล้มเหลว และปัญหาที่ต้องตามแก้กันไม่รู้จักจบสิ้น แต่ที่ต้องจบแน่ๆ คงหนีไม่พ้นเกษตรกรและการเกษตรของไทย

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : คือต้นไม้ ต้นเดียวกัน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426811

449007

ส่องเกษตร : คือต้นไม้ ต้นเดียวกัน?

วันพุธ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากประสบการณ์ของผม เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการทำการเกษตร ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำการเกษตรเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ในฟาร์มของเกษตรกรจะประกอบด้วยหลายกิจกรรมรวมกัน ไม่ได้แยกกิจกรรมออกจากกันโดยเด็ดขาด เกษตรกรที่เก่งๆ ระดับผู้นำหลายๆ ราย จึงมีป้ายของแทบทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ติดแทบจะไม่มีที่จะให้ติด ยังไม่รวมถึงป้ายจากกระทรวงอื่นๆ อีก ซึ่งชี้ให้เห็นว่างานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นงานที่มีความหลากหลาย แต่มีเป้าหมายเดียวกัน

จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ให้เจริญงอกงามติดดอกออกผลได้ ผู้ปลูกก็ต้องเข้าใจว่าต้นไม้ที่ปลูกนั้นเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมอย่างไร ช่วงเวลาไหนจะให้ผล สภาพดินจะต้องมีแร่ธาตุอาหารแบบไหน ชอบดินร่วน ดินทราย หรือดินเหนียว ปริมาณน้ำจะต้องประมาณไหน ช่วงไหนต้องการน้ำมาก ช่วงไหนต้องการน้ำน้อย ช่วงไหนไม่ต้องการน้ำเลย หากมีโรคแมลงศัตรูพืชจะต้องจัดการดูแลต้นไม้ต้นนี้อย่างไร เมื่อให้ผลผลิตออกมาแล้ว ถ้าปลูกไว้กินเอง จะต้องมีการจัดการอย่างไรให้เก็บไว้ได้นาน หรือถ้าผลผลิตออกมามากจะนำไปจำหน่ายที่ไหนอย่างไร ซึ่งก็ต้องมีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทุกกระบวนการของต้นไม้ต้นนี้จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กันไปทั้งหมด ไม่สามารถแยกส่วนออกจากกันได้

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็เช่นกัน ผ่านการออกแบบระบบการบริหารงานให้เป็นหน่วยงานในระดับกอง/สำนักที่สอดคล้องเกี่ยวเนื่องกันไป เป้าหมายการพัฒนาการเกษตรไม่สามารถเบ็ดเสร็จในหน่วยงานเดียว ดังนั้น การบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีความชัดเจนในตนเอง เป็นความชัดเจนที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ และเป็นความชัดเจนบนสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นระหว่างกัน ภาษาชาวบ้านก็คือ มีกรมดิน กรมพืช กรมสัตว์ กรมปลา กรมน้ำ กรมฝน ซึ่งเป็นกรมทางเทคนิค แล้วมีกรมที่ทำการตลาดมาสนับสนุนให้การทำการเกษตรของเกษตรกรบรรลุเป้าหมาย ร่วมมือร่วมแรงกันพัฒนาเกษตรกร จะมีปัญหาทับซ้อนกันในการดำเนินการร่วมกันไม่มาก หากทุกหน่วยงานเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของตนเอง ไม่ใช่ให้กรมน้ำไปเลี้ยงสัตว์ ให้กรมสัตว์ไปปลูกพืช ก็คงวุ่นวายกันพอสมควร

ผมทราบข่าวมาว่า การแบ่งงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกลายเป็นกระทรวงเกรด A ในใจของนักการเมืองยุคนี้ เป็นกระทรวงที่หลายพรรคแย่งชิงเก้าอี้กันเข้ามา เพื่อจะได้มีโอกาสดูแลเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมจึงรู้สึกยินดีมากที่เกษตรกรเป็นที่รักของนักการเมืองถึงกับต้องชิงกันเข้ามาบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมกับนโยบายของพรรคตนเองที่หาเสียงไว้ และได้มีจัดแบ่งการบริหารและกำกับดูแลกรมต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นไปตามนโยบายที่พรรคตนเองรับผิดชอบ ผมยังนึกไม่ออกว่าการแยกส่วนของการทำการเกษตรออกจากกัน จะสามารถพัฒนาการเกษตรให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร เหมือนการดูแลต้นไม้ให้ออกดอกติดผล โดยไม่ได้สนใจความสัมพันธ์ของดิน ปุ๋ย น้ำ โรคแมลง และการบริหารจัดการต่างๆ ในที่สุดแล้วแทนที่ต้นไม้จะออกดอกติดผล ต้นไม้ต้นนี้อาจเหี่ยวแห้งและตายไปในที่สุด เหลือเพียงซากพังๆ เป็นอนุสาวรีย์ให้กล่าวถามถึงก็เป็นได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ปฏิรูปภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425259

449007

ส่องเกษตร : ปฏิรูปภาคเกษตร

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของการปรับเปลี่ยนหลายๆอย่าง ผมเองได้มีโอกาสศึกษายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อย่างจริงจัง พร้อมกับได้อ่านเรื่องราวแผนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งในนั้นมีประเด็นของการปฏิรูปภาคการเกษตร ในมุมมองของผม การจะปฏิรูปใดๆก็ตามจะต้องทำให้ดีขึ้น เกิดประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ปฏิรูปแล้วดีสำหรับคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้การดำเนินการตามเป้าหมายของการปฏิรูปจะต้องมีแผนปฏิบัติการ แผนติดตามและประเมินผลที่ชัดเจน มีเกณฑ์วัดที่ตรวจสอบได้ ประเด็นที่เป็นจุดอ่อนของการดำเนินการเห็นจะเป็นการขาดการมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ขาดความเป็นเจ้าของร่วมกันในแผนปฏิรูปดังกล่าว นับรวมถึงการขาดการสร้างการรับรู้ทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน

การปฏิรูปภาคการเกษตรมีการกล่าวถึงการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าเกษตรในลักษณะต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในความคิดของผม อันที่จริงแล้วเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการมาเป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปีได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการด้านมาตรฐานการผลิตทางการเกษตรเกษียณอายุไปหลายท่าน ซึ่งก็รวมตัวผมเองด้วย คำถามที่มักจะถูกถามเมื่อนำมาตรฐานการผลิตไปจับกับระบบการผลิตใดๆ คือ ทำแล้วได้อะไร ยุ่งยาก เสียเวลา แถมพอจะขายราคาก็ไม่แตกต่างจากคนอื่น สู้ทำไปแบบเดิมๆ สบายๆ ทำตามที่เคยทำก็ยังขายได้ คำถามเหล่านี้ผมเชื่อว่าต้องผ่านหูของเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทบทุกคน มาตรการส่งเสริมต่างๆ จากภาครัฐถูกนำมาใช้หลายๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน GAP GMP Organic ทั้งหมดนี้ ในรายที่ประสบความสำเร็จเกิดจากความต้องการของผู้ประสงค์จะขอการรับรองเอง อาจจะด้วยเล็งเห็นประโยชน์ที่ได้จากการรับรองระบบด้งกล่าว ซึ่งนับเป็นส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนทั้งหมด

คำพูดที่ว่า หากเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเราเอง ก็ต้องมีอะไรมาบังคับให้เราเปลี่ยนเสมอ การถูกบังคับกับการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง เป็นวิถีที่แตกต่างกันมาก เช่นเดียวกับประเด็นคุณภาพ เมื่อลูกค้าต้องการสินค้าคุณภาพที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานของภาครัฐ จากที่เคยสบายๆ ก็ถึงคราวลำบากเหมือนเช่น กรณีการส่งออกทุเรียนไปจีน หลังจากที่จีนกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียนสวน GAP และบรรจุในโรงคัดบรรจุที่ได้มาตรฐาน GMP โดยระบุในฉลากให้ชัดเจน บรรดาโรงคัดบรรจุก็ไปกดดันเจ้าหน้าที่ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบรับรองโรงคัดบรรจุให้ได้การรับรอง GMP โดยอ้างว่าจะไม่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร กดราคารับซื้อ และสร้างกระแสการรับซื้อผลผลิตจากแปลงที่ผ่านการรับรอง GAP ในราคาที่สูงกว่าราคาทั่วไป ทำให้เกษตรกรเร่งให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจรับรอง ทั้งที่จริงแล้ว GAP และ GMP เป็นการตรวจสอบรับรองระบบการผลิต ไม่ใช่การรับรองผลผลิต จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบรับรองในระบบงาน เพื่อมั่นใจได้ว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด หากการดำเนินการตรวจสอบรับรองไม่รอบคอบ และตรวจพบปัญหาตามมา ผลที่เกิดขึ้นจะกระทบกับคนส่วนใหญ่ทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงรายใดรายหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก โดยเฉพาะประเด็นความน่าเชื่อถือในระบบตรวจสอบรับรองของรัฐบาลไทย

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปที่ต้องยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร แต่ทุกภาคส่วนขาดการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง มองประโยชน์เฉพาะหน้าของตนเองเป็นสำคัญ ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น ทุกคนทุกภาคส่วนในระบบที่เกี่ยวข้อง ต้องเข้าใจและให้ความร่วมมือกันตลอดทุกขั้นตอน จึงจะทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

ส่องเกษตร : ผลไม้ตะวันออก ผลไม้แดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423790

449007

ส่องเกษตร : ผลไม้ตะวันออก ผลไม้แดนใต้

วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมืองไทยโชคดีหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ สมกับเป็นแดนที่ได้ชื่อว่าสุวรรณภูมิ ยกตัวอย่างเช่นผลไม้ ไม่ว่าฤดูกาลไหนเราก็ไม่เคยไม่มีผลไม้ให้รับประทานกัน ไม่เหมือนบางประเทศที่ต้องรอฤดูกาลถึงจะมีผลไม้ให้รับประทาน ซึ่งนอกจากจะต้องรอฤดูกาลแล้ว ยังมีอยู่ไม่กี่ชนิด เหมือนมองกลับมายังบ้านเรา ตลอดฤดูกาลไม่ว่าจะฝน หนาว หรือฤดูร้อน คนไทยก็ไม่เคยอด แถมผลไม้ยังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาล บางชนิดก็มีให้รับประทานได้ตลอดทั้งปี เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของคนรักผลไม้กันเลยทีเดียว

เมื่อกล่าวถึงผลไม้ ทุเรียน นับเป็นราชาแห่งผลไม้ ในขณะที่มังคุดเป็นราชินีแห่งผลไม้ ผลไม้สองชนิดนี้ เป็นที่รู้จักของต่างประเทศเป็นอย่างดี จึงทำให้สามารถส่งออกไปจำหน่ายในหลายๆ ประเทศ โดยลูกค้าหลักของทุเรียน คือ ชาวจีน ที่ชื่นชอบทุเรียนมากขึ้นส่งผลให้ช่วง 2-3 ปีหลัง ความต้องการทุเรียนในตลาดจีนเพิ่มมากขึ้นจนน่าตกใจ

ธรรมชาติของทุเรียน มังคุด และเงาะ ตัวละครเอกแห่งผลไม้ ผลผลิตจะเริ่มออกไล่จากภาคคะวันออกของไทย ประมาณปลายเดือนเมษายน – มิถุนายน จากนั้นก็จะเริ่มย้ายลงไปสู่ภาคใต้ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน- สิงหาคม-กันยายน อยู่ประมาณนี้ เป็นวัฏจักร ขึ้นกับสภาพดินฟ้าอากาศในแต่ละปี เป็นอันทราบกันในหมู่ของผู้ค้าและผู้บริโภคผลไม้ ในขณะที่จีนซึ่งเป็นประเทศผู้ซื้อทุเรียนรายใหญ่ของไทย หรืออาจจะเรียกว่าเป็นตลาดแบบผูกขาดก็ว่าได้ ได้ปรับตัวกำหนดมาตรฐานของทุเรียนนำเข้าหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนต้องมาจากสวนที่ได้รับ GAP ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมวิชาการเกษตร โรงคัดบรรจุก็ต้องได้มาตรฐาน GMP และขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรด้วยเช่นกัน เมื่อจะส่งออกต้องผ่านการตรวจสอบศัตรูพืชและได้รับการรับรองสุขอนามัยพืชจากกรมวิชาการเกษตรว่าปลอดจากแมลง ศัตรูพืชติดไป

ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาคือ แปลง GAP และโรงคัดบรรจุ GAMจะพัฒนาตนเองให้สามารถรองรับการส่งออกไปจีนได้หรือไม่เมื่อถึงฤดูการส่งออกหากเดินทางไปแถบจังหวัดจันทบุรี จะพบโรงคัดบรรจุเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ บางเส้นทางตั้งอยู่ห่างกันไม่ถึง 100 เมตร ปัญหาที่เกิดขึ้นคือมาตรฐานของโรงคัดบรรจจุและปัญหาด้านแรงงาน ไม่นับรวมถึงการแย่งกันซื้อทุเรียนจากแปลง GAP ส่งผลให้เกิดการสวมสิทธิ์กันเกิดขึ้นและเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลของผลไม้ภาคตะวันออกก็ถึงเวลาแห่งการเคลื่อนย้ายโรงคัดบรรจุเหล่านี้ไปยังพื้นที่ภาคใต้ ปิดโรงในภาคตะวันออกไว้ ถ้าใครได้ไปเห็นในช่วงที่ปิดฤดูผลไม้ภาคตะวันออก อาจจะเข้าใจไปว่าเป็นโรงคัดบรรจุที่ร้าง เจ้าของอาจรอประกาศขายอยู่ แต่ความเป็นจริงแล้ว เจ้าของโรงคัดบรรจุกำลังวุ่นวายกับการรับซึ้อผลผลิตชุดใหม่ในพื้นที่ภาคใต้

อันที่จริงแล้ว ปัญหาลักษณะเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นหากทุกฝ่ายรู้จักควบคุมและวางแผนให้ดี เพราะถ้ามองกันในภาพรวมทั้งระบบและทุกคนในระบบช่วยกันแก้ไข มีส่วนร่วมกันอย่างเต็มที่ ทั้งตัวเกษตรกร ผู้รวบรวม พ่อค้าคนกลาง เจ้าของโรงคัดบรรจุ เจ้าของทุนเจ้าหน้าที่ และภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเกษตร พาณิชย์ ฝ่ายปกครอง หรือฝ่ายความมั่นคง เพราะในขณะที่อีกฝ่ายพยายามแก้ไขอย่างสุดกำลัง แต่ผู้เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอน เพิกเฉยเสียซ้ำร้ายยังมองแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า คำนึงประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการส่งออกยิ่งฤดูผลไม้ภาคตะวันออกที่ผ่านมา ผลไม้มีราคาดี โรงคัดบรรจุจึงเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ต่างแข่งกันรวบรวมผลผลิตเพื่อส่งออกและทำกำไรมากๆโดยไม่ได้คำนึงถึงเงื่อนไขใดๆนอกจากธุรกิจตัวเอง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจากการกระทำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงรายเดียว กลับกลายเป็นปัญหาของประเทศที่ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ยังไม่นับรวมถึงปัญหาแรงงานอีกปัญหาหนึ่งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ ไม่มีการวางระบบและคนในระบบไม่ได้ร่วมมืออย่างจริงจัง จึงยากที่จะแก้ไขปัญหาผลไม้อย่างยั่งยืน ขณะที่ผลไม้จากแดนใต้กำลังออกสู่ตลาด แล้วยังจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเช่นเคยอีกหรือ ถึงเวลต้องทบทวนกันให้ดีๆ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส่องเกษตร : ระบบการปลูกพืชต้องอาศัยเมล็ดพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/422152

449007

ส่องเกษตร : ระบบการปลูกพืชต้องอาศัยเมล็ดพันธุ์

วันพุธ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน คนเมืองหลวงอาจจะบ่นฟ้าฝนกันไปบ้าง แต่สำหรับเกษตรกรแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ทำการเกษตรที่อาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว คงเฝ้ารอฝนอย่างใจจดใจจ่อ ลุ้นว่าถึงเวลาเพาะปลูกได้แล้วหรือยัง ยิ่งนาข้าวที่อาศัยน้ำฝนแล้ว พอฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลก็ยิ้มรอแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของฤดูฝน ยังตกมาในช่วงต้นฤดู แล้วจะทิ้งช่วงไปอีกระยะ ก่อนที่จะตกมาอีกครั้งช่วงปลายฤดู ถึงกับมีคำกล่าวไว้ว่า ข้าวหอมมะลิอันโด่งดังของไทย เป็นข้าวที่ไวต่อช่วงแสง จะต้องปลูกวันแม่ แล้วเกี่ยววันพ่อ คือ ปลูกในช่วงวันที่ 12 สิงหาคม แล้วเก็บเกี่ยวในช่วงวันที่ 5 ธันวาคม ถ้าทำได้เช่นนี้ รับรองได้ผลผลิตแน่นอน

แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว ผมสังเกตเห็นว่า ชาวนาบางส่วนพอฝนลง มีน้ำก็เริ่มหว่านไถกันเลยตั้งแต่ต้นพฤษภาคม พอเข้ากรกฎาคม ฝนจะเริ่มทิ้งช่วง บางพื้นที่อาจรุนแรงถึงขั้นต้องไถปลูกใหม่กันก็บ่อยครั้ง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นไปอีก อันที่จริงข้อมูลเหล่านี้ เป็นข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่ในมือแทบทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหาอยู่ที่ทำอย่างไรเกษตรกรจะเชื่อข้อมูลที่มีอยู่ เกษตรกรในยุคก่อน ฉลาดในการทำการเกษตรพอสมควร โดยจัดระบบการปลูกพืชในพื้นที่ของตนเอง ในช่วงต้นฝนน้ำน้อย ไถเสร็จก็หว่านถั่วเขียว ปล่อยให้ถั่วเขียวเติบโตและเก็บผลผลิตได้ภายใน 45-60 วัน ก็ไถกลบ ตามด้วยการปลูกข้าวนาปี หลังการเก็บเกี่ยวข้าวจะหว่านถั่วเขียวอีกรอบหนึ่ง หรือบางพื้นที่สภาพดินเหมาะสมกับการปลูกถั่วลิสงก็จะสลับมาปลูกถั่วลิสง หรือพืชอื่นๆ ตามความเหมาะสมของพื้นที่หมุนเวียนกันไปกับปริมาณน้ำที่มีในแปลงของตนเอง

ปัจจุบันหาเกษตรกรที่วางแผนระบบการปลูกพืช ถั่วเขียว-ข้าวนาปี-ถั่วเขียว/ถั่วลิสง ได้น้อยลงไปมาก ด้วยข้อจำกัดหลายๆ ประการ ทั้งด้านแรงงาน ผลตอบแทน และนโยบายของภาครัฐเอง เพราะพืชตระกูลถั่วเหล่านี้เป็นพืชที่ถูกเรียกว่า พืชคนจน จึงไม่มีภาคเอกชนสนใจที่จะเข้าเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายให้เกษตรกร ในขณะที่ภาครัฐก็หลงทางไปไกล ยุบศูนย์ขยายพันธุ์พืชฯ ของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งทำหน้าที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์จำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว ถั่วลิสง ถั่วเขียว มันสำปะหลัง หรือ อ้อย เป็นต้น กลายร่างเป็นศูนย์ขยายพันธุ์ข้าว ขึ้นกับกรมการข้าว แทน บรรดาพืชตระกูลถั่วจึงตกม้าตายแต่เมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายของกรมวิชาการเกษตร ไม่สามารถส่งมาให้กรมส่งเสริมการเกษตรผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์จำหน่ายได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน ทั้งกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานที่เผชิญปัญหาดังกล่าวอยู่ จะพยายามฟื้นงานผลิตเมล็ดพันธุ์ให้กลับคืนมา เพื่อช่วยให้ระบบการปลูกพืชของเกษตรกรสามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มประสิทธิภาพมากนัก เมื่อเกิดปัญหาที่จำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ หรือ ปัญหาศัตรูพืชระบาดรุนแรง เมล็ดพันธุ์ที่สำรองอยู่ไม่เพียงพอและถึงขั้นขาดแคลนกันเลยทีเดียว ยิ่งนำเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายซึ่งมีต้นทุนการผลิตสูง มาให้เกษตรกรปลูกเลยโดยไม่ผ่านการนำมาเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์จำหน่าย ยิ่งเป็นการลดจำนวนเมล็ดพันธุ์ที่จะสามารถผลิตได้ในฤดูต่อไปลงไปอีกจึงเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัวมากสำหรับประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตร และหากประเด็นดังกล่าวถูกมองข้ามไปจากผู้กำหนดนโยบายที่ไม่เข้าใจระบบการปลูกพืชอย่างแท้จริง ปัญหาเหล่านี้จะขยายและนำไปสู่ปัญหาที่มีความซับซ้อนและยากจะแก้ไขขึ้นไปอีก ผมมองว่าอย่างนั้น

สมชาย ชาญณรงค์กุล