ระเบิดเวลาการเมืองปินส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/617001

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 9 พ.ค. 2559 05:01

 

ขณะที่บรรยากาศการเลือกตั้งสหรัฐฯกำลังเข้าสู่ช่วงน่าจับตานั้น บรรยากาศในภูมิภาคอาเซียนก็กำลังเข้มข้นไม่แพ้กัน โดยที่ “ฟิลิปปินส์” จะมีการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 9 พ.ค.นี้

เรียกได้ว่าเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกจริงๆ เพราะการเลือกตั้งของฟิลิปปินส์จะมีขึ้นทุกๆ 6 ปี แต่ส่วนตัวยังรู้สึกว่านายเบนิกโน อาคีโน เพิ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานาธิบดีต่อจากนางกลอเรีย อาร์โรโย ได้ไม่นาน

ซึ่งคราวนี้จะเป็นใครที่ได้รับเลือกมาขึ้นแท่นผู้นำคนใหม่ ถือว่าค่อนข้างน่าติดตามทีเดียว เพราะตัวเต็งจากผลโพลล่วงหน้า ชี้ว่าอาจเป็นนาย “โรดริโก ดูเตอร์เต” นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา วัย 71 ปี ฉายาโดนัลด์ ทรัมป์แห่งตะวันออก ชอบพูดอะไรโผงผาง

คะแนนโพลพุ่งมาเป็นอันดับ 1 ประมาณ 33 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อันดับ 2 และ 3 ยังคงคู่คี่กันระหว่างนายมานูเอล โรแซส เด็กปั้นผู้นำเบนิกโน อาคีโน และอดีตรัฐมนตรีวัย 51 ปี กับนางเกรซ โป สมาชิกวุฒิสภาฟิลิปปินส์วัย 47 ปี คะแนนประมาณ 22-20 เปอร์เซ็นต์ สลับกันไปมา

หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผลการเลือกตั้งก็คงออกมาตามเช่นนี้ เนื่องจากระบบการเลือกตั้งฟิลิปปินส์มีความเป็นลักษณะเฉพาะตัว คือใครได้คะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุด ก็จะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีไปเลย ไม่จำเป็นต้องเสียงเกินกึ่งหนึ่งหรืออะไร สตาร์ตบริหารประเทศตอนเที่ยงวัน วันที่ 30 มิ.ย.ทันที

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเกี่ยวกับนายดูเตอร์เตนี่แหละ ที่จะเป็นปัญหาต่อการเมืองฟิลิปปินส์ในอนาคต เพราะนอกจากวาจาเหมือนคนพูดไม่คิด เหมือนก่อนหน้านี้เคยแสดงความเห็นที่กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ มิชชันนารีออสเตรเลียถูกข่มขืนฆ่าเสียชีวิต แต่กลับพูดแซวว่าน่าเสียดาย ตนน่าจะได้แอ้มก่อนโจรพวกนั้น

ยังรวมไปถึงนโยบายสุดโต่ง อย่างการประกาศจะฆ่าล้างพวกก่อคดีอาชญากรรมทั่วประเทศ หรือแผนการตั้งรัฐบาลปฏิวัติเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ การยุบระบบรัฐสภาไปจนถึงชนักปักหลังเล่มใหญ่เรื่องการพัวพันคอร์รัปชัน ที่อาจนำไปสู่กระบวนการทางคดีความหลังจากได้ขึ้นเป็นผู้นำ จากกรณีถูก ส.ว. ยื่นฟ้องร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่านำเงินหลวงไปจ่ายเงินเดือนพนักงานอัตราจ้าง 11,000 คน ที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง คิดเป็นมูลค่ากว่า 708 ล้านเปโซ หรือราว 523 ล้านบาทอีกด้วย

เอาเป็นว่าไม่ทันจะได้เริ่มอะไรก็แผลเต็มตัวเสียขนาดนี้ หากได้ขึ้นมาบริหารงานเป็นผู้นำตัวจริงแล้ว จะฟัดกันดุเดือดเลือดพล่านขนาดไหน ดูแล้วน่าหวาดเสียว เหมือนกุมระเบิดเวลาลูกย่อมๆไว้เลยทีเดียวสำหรับการเมืองฟิลิปปินส์.

ตุ๊ ปากเกร็ด

ชนะทรัมป์!งานไม่ง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616182

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 7 พ.ค. 2559 05:01

 

อนาคตทางการเมืองของนายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีจอมโผงผาง เข้าใกล้จุดพีกได้อย่างไม่น่าเชื่อ! หลังนายเท็ด ครูซ ส.ว.รัฐเท็กซัส และนายจอห์น คาซิช ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ ทยอยประกาศถอนตัวจากการชิงตัวแทนพรรครีพับลิกันไปสู้เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯในเดือน พ.ย. ทั้งนี้หลังรู้ผลเลือกตั้งที่รัฐอินเดียนาเมื่อวันที่ 3 พ.ค.

หลังเมื่อแต่ก่อนแรกเริ่มประกาศร่วมลงสมัครชิงตัวแทนพรรครีพับลิกัน มีแต่คนสบประมาทว่าทรัมป์คงไปไม่ได้ไกล แต่ในสนามจริง! ทรัมป์ค่อยๆไล่เก็บชัยชนะทีละรัฐๆจนไล่ทุบนักการเมืองที่ประสบการณ์และชั้นเชิงระดับเขี้ยวลากดินพ้นหมดกระดาน คู่แข่งร่วม 16 คนเลยไม่เหลือรวมทั้งนายเจ๊บ บุช ลูกชายและน้องชายอดีตผู้นำสหรัฐฯ

ทรัมป์ยังเสนอนโยบายสุดโต่ง ทั้งจะเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายพ้นสหรัฐฯและจะสร้างกำแพงกั้นพรมแดนดักกันผู้อพยพไหลทะลักมาจากเม็กซิโก เป็นต้น ซึ่งก็เล่นเอาครางฮือกันทั้งบางว่าช่างกล้าคิดกล้าพูดออกมาได้ และด้วยบุคลิกพูดจาโผงผางปะฉะดะไม่เลือกหน้า ทรัมป์จึงมีคนรักพอๆกับคนเกลียดไม่เว้นแม้แต่ในพรรครีพับลิกัน

แต่ไม่ว่าใครจะเอาหรือไม่เอา ความจริงก็คือ ทรัมป์ต้องการคะแนนผู้เลือกตั้ง (เดเลเกต) อีกไม่ถึง 200 คะแนน ก็จะการันตีเป็นผู้แทนพรรคและเดินเข้าประชุมใหญ่พรรครีพับลิกันในเดือน ก.ค.อย่างสง่าผ่าเผย เว้นแต่จะมีอุบัติเหตุทางการเมืองครั้งใหญ่ แรงสั่นสะเทือนระดับ 7 แมกนิจูดขึ้นไป ซึ่งตามธรรมเนียมการเมืองสหรัฐฯถือว่าเกิดขึ้นได้ยาก แต่เมื่อมีคลื่นใต้น้ำในพรรครีพับลิกันอยู่ โอกาสเกิดน้อยนิดก็ตัดทิ้งไม่ได้

ทรัมป์รู้ดีว่าการหาเสียงด่าทอโจมตีกันไปมาได้สร้างความแตกแยกขึ้นในพรรค เพราะแต่ละคนก็มีกองเชียร์ เลยประกาศจะรวมรีพับลิกันเป็นเอกภาพ ส่วนจะทำได้แค่ไหนก็ต้องรอดูผลงานต่อไป

อีกเรื่องที่มีเสริมเข้ามา คือ (ว่าที่) ผู้สมัครคู่หู ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของนายทรัมป์ที่ก็ได้บอกคุณสมบัติออกมาชัดเจนแล้วว่าอยากได้คนมีประสบการณ์ทางการเมืองมาอุดช่องโหว่ตัวเอง ส่วนรายชื่อที่ลอยออกมาแล้วก็เช่น นายร็อบ พอร์ตแมน ส.ว.รัฐโอไฮโอและนายนิคกี ฮาเลย์ ผู้ว่าการรัฐเซาท์แคโรไลนา หรือแม้แต่นายคาซิช ที่นายทรัมป์เองก็บอกว่าอาจพิจารณาจับคู่กับนายคาซิช แต่เจ้าตัวออกมาปฏิเสธความเป็นไปได้แล้ว

เมื่อทรัมป์พิสูจน์แล้วว่ามวยวัดชนะมวยค่ายดังๆได้ งานยากเลยมาตกที่ตัวเต็งค่ายเดโมแครต อย่าง ฮิลลารี คลินตัน ผู้แม้มีเลือดนักการเมืองเข้มกว่าและมีประสบการณ์ทางการเมืองมากกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะกินหมู! ชนะผ่านทรัมป์ได้ง่ายๆ.

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

อิสรภาพของสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/615708

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 6 พ.ค. 2559 05:01

 

ช่วงระยะหลังมานี้ เห็นข่าวที่เกี่ยวกับคุ้มครองสิทธิสัตว์ มองเห็นคุณค่าในตัวสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น ตั้งแต่เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ทาง สวนน้ำซี เวิลด์ของสหรัฐฯ ประกาศเลิกใช้งานและผสมพันธุ์วาฬเพชฌฆาตออร์กาอย่างเด็ดขาด เพราะทนแรงบีบคั้นจากกลุ่มเพต้าที่ทยอยรายงานนำเสนอการทารุณกรรม หรืออุบัติเหตุซ้ำๆ ทั้งจากตัววาฬออร์กาและเจ้าหน้าที่ถึงขั้นเสียชีวิต

ต่อมา กลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน จากองค์กร “Humane Society International” ที่เข้าช่วยเหลือสุนัขเกือบ 200 ตัว ทั้งพันธุ์โกลเดน รีทรีฟเวอร์, ไซบีเรียนฮัสกี, ร็อตไวเลอร์ และอื่นๆอีกมากมาย ให้หลุดพ้นจากการเป็นอาหารของชาว เกาหลีใต้ที่คิดว่าโอชะ จากทุกปีที่ต้องถูกเชือด 1.5-2.5 ล้านตัว และน่าจะถือว่าเป็นข่าวดีของสุนัขในประเทศนี้ ที่ธุรกิจกำลังล้มหายตายจาก เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ปรารถนาลิ้มลองเหมือนคนรุ่นเก่า

แล้วปฏิบัติการกู้ชีพบรรดาสิงโตของ องค์กรคุ้มครองสัตว์สากล ADI จากละครสัตว์เถื่อนในโคลอมเบีย (9 ตัว) กับในเปรู (24 ตัว) ทั้งตัวผู้ตัวเมียรวมๆแล้ว 33 ตัว ให้ได้ไปใช้ชีวิตของตัวเองอยู่ใน เขตสงวนพันธุ์แมวยักษ์ อีโมยา ทางภาคเหนือของแอฟริกาใต้ ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา

ส่วนสัตว์ป่าตัวอื่นๆ ก็แยกย้ายคืนกลับไปใช้ชีวิตในป่า เพราะกฎหมายของสองประเทศนี้เพิ่งมาห้ามไม่ให้ใช้สัตว์ป่าในละครสัตว์เมื่อช่วงปี 2554-2556

แต่ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าของสิงโตเหล่านี้ ที่อาจอยู่ยากแม้ได้กลับรังธรรมชาติแล้ว เพราะส่วนใหญ่อยู่ในสภาพพิการ ตาบอดบ้าง ถูกเลาะกรงเล็บ เลาะฟันจนแทบจะเคี้ยวเนื้อไม่ได้บ้าง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ต้องคอยดูห่างๆอย่างห่วงๆ ให้สัญชาตญาณของสัตว์หน้าขนเหล่านี้จากที่เคยถูกบังคับเป็นแมวเชื่องๆกับคนฝึกมาตลอด จนชีวิตและจิตใจน่าจะหลอนๆหน่อย กลับมาผงาดเป็นเจ้าป่า คุ้นชินเหยียบผืนดิน เห็นผืนป่า วิ่งไล่ล่าสัตว์

ไม่ใช่เดินวนเวียน นั่งจมอยู่ในกรงขังรอเศษอาหารอีกต่อไป…

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

นโยบายอาเซียนของญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/615191

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 5 พ.ค. 2559 05:01

 

…ย่างก้าวประชาคมอาเซียน–ASEAN Community รวมตัวกันอย่างเป็นทางการมาได้กว่า 4 เดือน นับตั้งแต่ 31 ธ.ค.ปีที่แล้ว 2558 ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสำหรับตลาดขนาดใหญ่ประชากรมากกว่า 600 ล้านคน กำลังกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและบริโภคที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

ความสำคัญของอาเซียนไม่ใช่เฉพาะแง่เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแค่ 1 ใน 3 เสาหลักที่แทบทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญเรื่องการค้าและผลประโยชน์ปากท้องดูเหมือนมากกว่าอีก 2 เสาหลักคือ เสา การเมืองและเสาสังคมกับวัฒนธรรม เพราะทำเลที่ตั้งของอาเซียนอยู่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย คล้ายกับเป็นหัวใจของทวีปเอเชีย

อาเซียนจึงเป็นแกนของกรอบการเมืองแห่งเอเชียตะวันออก ซึ่งจะมีบทบาทหลักเรื่องส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงแห่งทวีปเอเชีย

ข้อความที่ว่ามาข้างต้นคือส่วนหนึ่งจากสุนทรพจน์ “นโยบายอาเซียน” ของ “ฟูมิโอะ คิชิดะ” รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น ระหว่างภารกิจเยือนอาเซียน 4 ประเทศ อันได้แก่ ไทย เมียนมา สปป.ลาว และเวียดนาม ระหว่างวันที่ 1-6 พ.ค.

นายฟูมิโอะ คิชิดะ รับตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่นนานแล้ว 3 ปีครึ่ง ภารกิจเยือน 4 ชาติอาเซียนครั้งนี้ทำให้ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่นได้เดินทางเยือนครบ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนแล้ว อันแสดงถึงหลักระยะทางสำคัญทางการทูตต่ออาเซียน ทำให้เห็นถึงท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่นถืออาเซียนเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ภายใต้องค์ประกอบ 4 เสาหลัก คือ “สันติภาพและเสถียรภาพ”– “ความมั่งคั่ง”–“คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” และ “ใจถึงใจ”…

ตั้งแต่ปี 2556 อาเซียนคือจุดหมายการลงทุนต่างประเทศของญี่ปุ่นมากที่สุดในทวีปเอเชีย ขณะเดียวกัน ผู้คนจากชาติอาเซียนเดินทางเข้าญี่ปุ่นตลอดช่วง 2 ปีนับตั้งแต่ปี 2556 เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า จาก 1.17 ล้านคน เป็น 2.1 ล้านคนเมื่อปีที่แล้ว

ความช่วยเหลือชาติประชาคมอาเซียนผ่านความร่วมมือด้านการพัฒนาอย่างเป็นทางการของญี่ปุ่น หรือ ODA–Official Development Assistance กับการสนับสนุนอาเซียนผ่านกองทุน Japan-ASEAN Integration Fund (JAIF) ช่วยตอกย้ำความสัมพันธ์ญี่ปุ่นกับอาเซียนอย่างมากตลอดช่วงเวลา 3 ปีครึ่งที่ผ่านมา

จุดยืนของรัฐบาลญี่ปุ่นแห่งการสถาปนาประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการในปีนี้ มุ่งสนับสนุนอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ร่วมแก้ไขช่องว่างภายในภูมิภาค ภายใต้กรอบความเคารพ “ความหลากหลาย” บนหลักการพื้นฐานแห่ง “ความเป็นเอกภาพ” และ “การเป็นศูนย์กลาง” ตลอดจนมุ่งส่งเสริม “ความเชื่อมโยง” ช่วยเติมเต็มศักยภาพของอาเซียนสู่เป้าหมาย ASEAN Community Vision 2025–“วิสัยทัศน์อาเซียน 2568”…

อานุภาพ เงินกระแชง

ศึกสายเลือดหรืออะไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/614175

โดย ยูเรนัส 3 พ.ค. 2559 05:01

 

กำลังอยู่ในระหว่างการรณรงค์หาเสียงการเลือกตั้งในศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเปรูรอบที่2 ซึ่งเป็นรอบตัดเชือก วัดคะแนนนิยมและเสียงสนับสนุนจากประชาชนว่า ใครจะได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไป

แต่ขณะที่ นางเคอิโกะ ฟูจิโมริ ซึ่งเป็นตัวเก็งที่โพลหลายสำนักเชื่อว่าจะพิชิตศึกหนนี้ เกิดมีปัญหาหนักอกขึ้นมาซะก่อนที่การเลือกตั้ง ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นต้นเดือนมิถุนายนจะเริ่มขึ้น เพราะสมาชิกในครอบครัวของเธอเองไม่ยอมสงบปากสงบคำและเชื่อฟังนางเคอิโกะในฐานะที่เป็นพี่สาวคนโต

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า นายเคนจิ ฟูจิโมริ น้องชายวัย 35 ปีของนาง ดันพูดออกมาแบบไม่ทันคิด หรือคิดมานานแล้ว และตั้งใจอยู่แล้วก็บ่ฮู้นะ ว่า เขาจะสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเปรูในปี 2021 ถ้านางเคอิโกะหรือพี่สาวของเขาไม่ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีในปีนี้

ฟังแล้วเหมือนเคนจิหวังดีกับพี่สาว เพราะอยากช่วยให้คะแนนนิยมของนางเคอิโกะเพิ่มขึ้น แต่เอาเข้าจริงๆ นางกลับมองว่า เป็นการทำลายภาพลักษณ์ที่เธอพยายามรักษาชื่อเสียงของตระกูลฟูจิโมริไม่ให้เสียหายมากไปกว่านี้มากกว่า เพราะก่อนหน้านี้นางเคยประกาศชัดเจนแล้วว่า ไม่ว่าผลการเลือกตั้งในปีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร? (ไม่ว่านางจะแพ้หรือชนะ) ก็จะไม่มีสมาชิกในตระกูลฟูจิโมริลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 2021 แน่นอน ทว่าหลังจากเธอประกาศไม่นาน น้องชายก็ทวิตเตอร์หาผู้สนับสนุนตามที่เล่าให้ฟังข้างต้น

ซึ่งนอกจากเป็นการพูดไปคนละทางกับพี่สาวแล้ว ยังเท่ากับไม่เคารพการตัดสินใจของหัวหน้าพรรคกองกำลังประชานิยมของเปรู (Fuerza Popular) ที่นางเคอิโกะเป็นผู้นำ จนนางเคอิโกะต้องขู่น้องชายว่า จะไล่เขาออกจากพรรค ถ้ายังขืนพูดอะไรส่งเดชแบบนี้ออกมา

การที่นางโกรธน้องชายนั้น เข้าใจนะว่า นางเคอิโกะนั้นพยายามอย่างมากที่จะสลัดตัวเองให้หลุดออกจากความรู้สึกของประชาชนที่คิดว่า นางยังอยู่ภายใต้ร่มเงาของบิดาซึ่งเป็นอดีตประธานาธิบดีจอมอื้อฉาวนายอัลแบร์โต ฟูจิโมริ ที่ตอนนี้รับกรรมในเรือนจำเนื่องจากความผิดฐานฉ้อโกงและละเมิดสิทธิมนุษยชน

อีกอย่าง หลายฝ่ายคิดว่า ตระกูลฟูจิโมริไม่ควรผูกขาดการสืบทอดอำนาจทางการเมือง แม้คนที่รักจะมีแต่คนเกลียดก็เยอะ จึงส่งผลดีกับนายเปโดร ปาโบล คักซินสกี วัย 77 ปี คู่แข่งที่รอบรู้ด้านเศรษฐกิจไปเลย.

ยูเรนัส

ฝันสูงสุดของยอดนักสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/613796

โดย บวร โทศรีแก้ว 2 พ.ค. 2559 05:01

 

อีกแค่ 1 สัปดาห์ (9 พ.ค.) จะถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีและเลือกตั้งทั่วไปของฟิลิปปินส์ นอกจากจะลุ้นกันว่าใครจะได้เป็นผู้นำคนใหม่ ชาวโลกยังลุ้น “แมนนี ปาเกียว” วีรบุรุษนักชกผู้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน

“เดอะ แพ็กแมน” วัย 37 ปี นักชกชาวเอเชียคนแรกที่ได้ครองแชมป์โลกถึง 8 รุ่น เพิ่งประกาศแขวนนวมถาวร หลังเอาชนะ “ทิโมธี แบรดลีย์” เมื่อ 10 เม.ย. หนนี้เขาลงสมัครชิงเก้าอี้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในจังหวัดซารังกานี หลังเคยเป็น ส.ส.มาแล้ว 2 สมัย

โพลล่าสุดชี้ว่าปาเกียวจะคว้าเก้าอี้ ส.ว. ซึ่งมีการชิงชัยกัน 12 ที่นั่ง จากทั้งหมด 24 ที่นั่งได้ค่อนข้างแน่นอน แม้จะเสียรังวัดไปบ้าง หลังเขาเปรียบเปรยเมื่อเดือน ก.พ.ว่า พวกรักร่วมเพศ “เลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์” จนถูกนานาชาติรุมสวดยับ และ “ไนกี้” บริษัทเครื่องกีฬายักษ์ใหญ่ ถอนตัวจากการเป็นสปอนเซอร์

แต่ในฟิลิปปินส์ เรื่องนี้กระทบปาเกียวแค่จิ๊บจ๊อย ยิ่งหลังเอาชนะแบรดลีย์ได้ คะแนนนิยมกลับพุ่งขึ้นอีกจนมาอยู่อันดับ 3 ในบรรดาผู้ลงชิงเก้าอี้ ส.ว.ทั้งหมด

ขณะไปหาเสียงในเขตซาน ปาโบล เมื่อ 28 เม.ย. ปาเกียวยืนยันจะเลิกชกมวยอาชีพแน่นอน หันมาเป็นนักการเมืองเต็มตัว แม้จะมีเงินมหาศาลล่อใจให้ไปชกกับฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ อีกครั้งก็ไม่เอา

“เอ็มมานูเอล ดาปิดราน ปาเกียว” เกิดเมื่อ 17 ธ.ค.2521 ในครอบครัวที่ยากจนสุดๆ ในเมืองบูคิดนอนทางภาคใต้ เป็นลูกชายคนที่ 2 ในลูกๆ ทั้งหมด 4 คน พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังเล็กๆ

ปาเกียวเคยทุกข์ยากถึงขั้นนอนข้างถนน อดมื้อกินมื้อ ต้องหยุดเรียนชั้นมัธยมปลายออกมาหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการชกมวยมาตลอด ขึ้นชกมวยสากลอาชีพครั้งแรกในปี 2538 ที่กรุงมะนิลา ได้ค่าตัวแค่ 100 เปโซ (ราว 75 บาท) ด้วยปูมหลังเช่นนี้ ทำให้เขาเป็นขวัญใจของคนยากจนอย่างเหนียวแน่น

ในช่วงหาเสียง ปาเกียวเน้นจุดขายในฐานะ “ดวงประทีปแห่งความหวังของผู้ยากไร้” ซึ่งแทบไม่ได้รับอานิสงส์อะไรจากเศรษฐกิจที่เติบโตในยุครัฐบาลประธานาธิบดีเบนิกโน อาคีโน ปาเกียวยังให้สัญญาว่าจะขึ้นเงินเดือนให้ครู ให้ทุนการศึกแก่นักเรียนที่ยากจน ให้เงินสนับสนุนชาวไร่ชาวนา ฯลฯ

เขายังกระตุ้นไม่ให้คนยากจนสูญสิ้น กำลังใจ ตนเคยยากจนยิ่งกว่าพวกเขามากมาย ไม่มีทั้งบ้านที่ดินเป็นของตัวเอง บ่อยครั้งไม่มีอะไรยาไส้ แต่พระเจ้ายังอุ้มชูให้ร่ำรวยยิ่งใหญ่ได้ คนยากจนจึงเห็นปาเกียวเป็น “ฮีโร่” และ “ความ หวัง” หลายคนเชื่อมั่นว่าปาเกียวจะ “รวยแล้วไม่โกง” และจะเอาเงินเดือนมาแจกคนยากจนด้วย

ฟิลิปปินส์มีวัฒนธรรมทางการเมืองที่มีเอกลักษณ์พิเศษ คนดังๆแต่ด้อยการศึกษา เช่นอดีตดาราหนังอย่างนายโจเซฟ เอสตราดา ยังเป็นประธานาธิบดีได้

เป้าหมายระยะยาวของปาเกียว คือเก้าอี้ “ประธานาธิบดี” จึงไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน!

บวร โทศรีแก้ว

“ค่าไถ่” กับ “มนุษยธรรม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/612965

โดย บวร โทศรีแก้ว 30 เม.ย. 2559 05:01

 

กบฏมุสลิมหัวรุนแรง “อาบู ไซยาฟ” ทางภาคใต้ฟิลิปปินส์ ซึ่งสหรัฐฯขึ้นบัญชีดำเป็นกลุ่มก่อการร้าย ก่อเหตุสะเทือนขวัญอีกครั้ง ด้วยการฆ่าตัดคอนายจอห์น ริดส์เดล ชาวแคนาดา วัย 68 ปี และนำศีรษะไปทิ้งบนเกาะโจโล

ริดส์เดลถูกลักพาตัวไปพร้อมเหยื่ออีก 3 คน เป็นชายชาวแคนาดา นอร์เวย์ และสตรีชาวฟิลิปปินส์ จากเรือยอชต์ที่ท่าจอดเรือบนเกาะซามาล ใกล้เมืองดาเวา ตั้งแต่ 21 ก.ย.2558

อาบู ไซยาฟ เรียกค่าไถ่เหยื่อคนละ 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนลดเหลือ 6.4 ล้านดอลลาร์ ในวีดิโอล่าสุด ริดส์เดลระบุว่าตนถูกฆ่าแน่ถ้าไม่จ่ายค่าไถ่ตามเส้นตายใน 25 เม.ย.

อาบู ไซยาฟ อ้างว่าเคยได้รับเงินค่าไถ่ก้อนโตกว่า 5 ล้านดอลลาร์ในปี 2557 แลกกับการปล่อยตัวสามีภรรยาชาวเยอรมัน เชื่อว่าอาบู ไซยาฟ ยังจับตัวประกันชาวต่างชาติอยู่อีกกว่า 20 คน รวมทั้งชาวอินโดนีเซียและมาเลเซีย 18 คน อีกคนเป็นนักดูนกชาวดัตช์

อาบู ไซยาฟ ในภาษาอารบิกแปลว่า “ผู้ถือดาบ” เป็นกลุ่มหัวรุนแรงกลุ่มเล็กๆ มีสมาชิกไม่กี่ร้อยคนแยกตัวออกมาจากกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดน “แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโร” (MNILF) ในปี 2534 โดยมีเครือข่ายก่อการร้าย “อัล เคดา” สนับสนุนด้านการเงิน มีฐานที่มั่นบนเกาะโจโลและเกาะใกล้เคียง อ้างว่ามีอุดมการณ์แยกดินแดนตั้งรัฐอิสลาม แต่พักหลังๆกลับมุ่งเน้นหาเงินจากการลักพาตัวเรียกค่าไถ่และขู่ กรรโชกทรัพย์มากกว่า

อาบู ไซยาฟ เคยลอบวางระเบิดในหลาย เมือง รวมทั้งระเบิดเรือเฟอร์รีในอ่าวมะนิลาในปี 2547 มีผู้เสียชีวิตกว่า 100 คน และเมื่อ 9 เม.ย. ยัง ฆ่าทหารฟิลิปปินส์ 18 นายบนเกาะบาสิลัน เมื่อ เร็วๆนี้แกนนำอาบู ไซยาฟ ยังประกาศสวามิภักดิ์ต่อกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส)

การฆ่าตัดศีรษะนายริดส์เดล จุดประเด็นถกเถียงเรื่องการจ่าย “ค่าไถ่” ให้ผู้ก่อการร้ายขึ้นมาอีกครั้ง โดยหลายประเทศ รวมทั้งแคนาดา สหรัฐฯ อังกฤษ ยึดมั่นนโยบายไม่ยอมจ่ายเด็ดขาดแม้เหยื่อจะถูกฆ่า เพราะเห็นว่าเงินค่าไถ่จะยิ่งทำให้กลุ่มก่อการร้ายเข้มแข็ง มีพิษสง ปราบได้ยากยิ่งขึ้น

การจ่ายค่าไถ่ให้เครือข่าย “อัล เคดา” และสาขา ยังเป็นการละเมิดมติ 1904 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แต่บางประเทศหรือองค์กรยังยอมจ่ายค่าไถ่เพื่อช่วยชีวิตตัวประกัน แต่ปกปิดเป็นความลับ

การไม่ยอมสยบให้ผู้ก่อการร้าย กับ “มนุษยธรรม” จึงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่รู้จบ!

บวร โทศรีแก้ว

มาไม่มังสากันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/612416

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 29 เม.ย. 2559 05:01

 

วันเอิร์ธเดย์เมื่อ 22 เมษาฯ ปีนี้ถือเป็นวันมงคลโลก เพราะจีนกับสหรัฐฯ รวมแล้ว 171 ประเทศ ลงนามสัญญากรุงปารีสเรื่องเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน และยังรับปากว่า เซ็นชื่อแล้วก็จะทำทุกอย่างให้เห็นผลเร็วด้วย

ส่วน คุณแอชลีย์ ฟรูโน นักรณรงค์ตัวแทนจากองค์กรเพต้า ซึ่งเพนต์สีบนเรือนร่างเป็นผืนโลกของภาพทวีปและมหาสมุทร เพื่อสื่อความหมายว่า โลก คือ แม่พระธรณี ก็ทำหน้าที่ออกมาเดินชักชวนชาวกรุงเทพฯ ตามภาพประกอบ พร้อมชูป้ายข้อความว่า “ทุกๆวันควรเป็นวันคุ้มครองโลก มาเป็นมังสวิรัติกันเถอะ”

เพราะทางองค์กรฯเห็นว่า อุณหภูมิโลกเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ทั้งน้ำเสีย เน่าเหม็น อากาศเป็นพิษ ทรัพยากรธรรมชาติทยอยหมด แผ่นดินบางประเทศที่เป็นเกาะก็เริ่มจะจมหายไปในทะเล

ล้วนมาจากการบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งนางแบบประสีบนตัวกล่าวว่า “การเป็นนักมังสวิรัติ เป็นวิถีทางที่ดีที่สุด เพื่อสุขภาพของตัวเรา เพื่อการไม่เบียดเบียนสัตว์ และเพื่อสิ่งแวดล้อม”

เธอยังกล่าวต่อไปว่า “ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิโลกที่เปลี่ยนไป การใช้ทรัพยากรพื้นโลกอย่างเกินขอบเขต ทั้งน้ำและอากาศเป็นพิษ พื้นดินที่ถูกกัดกร่อน เป็นผลพวงมาจากความหายนะที่มนุษย์ทำกับโลกใบนี้”

ฝั่งนักวิทยาศาสตร์ต่างสรุปว่า อาหารเนื้อสัตว์คุกคามต่อสภาพแวดล้อม สถาบันสอดส่องโลกก็ประเมินว่า ร้อยละ 51 ของภาวะเรือนกระจกทั่วโลกมาจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ รายงานยูเอ็นชี้ถึงจุดความจำเป็นแล้วว่า การบริโภคอาหารทั่วโลกต้องเอนเอียงไปทางมังสวิรัติเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกที่เลวร้ายที่สุด

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกได้เปรียบเทียบว่า หากมนุษย์เปลี่ยนจากการบริโภคเนื้อสัตว์เป็นมังสวิรัติ จะมีส่วนช่วยไม่ให้โลกร้อนมากกว่าการเปลี่ยนจากการขับรถมาตรฐานทั่วไปเป็นรถไฮบริด!!!

สิ่งปฏิกูล ยาฆ่าแมลงและยาปฏิชีวะสัตว์จากอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ทำให้เกิดน้ำเสีย นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ยังก่อให้เกิดอุจจาระจากสัตว์ถึง 13,000 ล้านตัน/ปี มากกว่าอุจจาระมนุษย์ถึง 48 เท่า

การบริโภคเนื้อสัตว์ของมนุษย์นั้น ต้องใช้เชื้อเพลงในการผลิตปุ๋ย เพื่อปลูกพืชผักเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ ใช้น้ำมันรถยนต์ในการขนสัตว์ไปโรงเชือด ใช้ไฟฟ้าในการฟรีซเนื้อสัตว์เพื่อเก็บรักษาสภาพ ทุกขั้นตอนมีแต่ใช้เชื้อเพลิงในการผลิตอาหารทั้งสิ้น แล้วโปรตีนจากสัตว์ 1 แคลอรีต้องผลาญเชื้อเพลิงมากกว่าโปรตีนจากพืชถึง 10 เท่า.

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

การเมืองเรื่องสัมปทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/611771

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 28 เม.ย. 2559 05:01

 

โดยพลันที่บริษัทต่อเรือ “ดีซีเอ็นเอส” ของรัฐบาลฝรั่งเศส เป็นผู้ได้สัมปทานโครงการต่อเรือดำน้ำ 12 ลำ ให้กองทัพเรือออสเตรเลีย มูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อใช้แทนเรือดำน้ำชั้น “คอลลินส์” ที่เก่าใช้งานมาคุ้มแล้ว ซึ่งดีซีเอ็นเอสชูเรือดำน้ำพลังงานดีเซล-ไฟฟ้า ชั้น “บาร์รากูดา” ระวางขับน้ำ 4,500 ตัน ซึ่งใกล้เคียงกับเรือดำน้ำที่กองทัพเรือฝรั่งเศสใช้อยู่แล้วเพียงแต่เวอร์ชั่นของฝรั่งเศสเป็นพลังงานนิวเคลียร์

ฝ่ายที่แสดงความผิดหวังอย่างชัดแจ้งที่สุดเห็นจะเป็นญี่ปุ่น

เมื่อ นายเก็น นากาทานิ รมว.กลาโหมญี่ปุ่น บอกผลประมูลออกมาน่าผิดหวังและจะขอความกระจ่างจากออสเตรเลียเพื่อหาเหตุผลที่เรือดำน้ำดีเซล ชั้น “โซเรียว” ของญี่ปุ่นแพ้ประมูลเพื่อจะนำไปปรับปรุงในอนาคตเช่นเดียวกับ บริษัทมิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรีส์ ผู้แข่งประมูลจากญี่ปุ่นผิดหวังอย่างแรงไม่แพ้กัน

เหตุที่ญี่ปุ่นต้องเก๊กซิมขนานใหญ่เพราะหวังไว้เยอะ! เพราะตอนแรกเปิดประมูล นายโทนี แอ็บบอร์ต อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียสนิทชิดเชื้อกับ นายกฯชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น เป็นอย่างดี สัมปทานนี้จึงไม่น่าจะหลุดมือ

อีกทั้งญี่ปุ่นเพิ่งแก้รัฐธรรมนูญในปี 2557 เพื่อให้ส่งออกอาวุธยุทธภัณฑ์ทางการทหาร งานนี้จึงมีความหมายมาก ทั้งจะเป็นสัมปทานแรกที่ญี่ปุ่นได้ และถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของนายอาเบะ ซึ่งต้องการกระชับความร่วมมือทางทหารกับออสเตรเลียเพื่อต่อสู้รับมือกับอิทธิพลของจีน

ขณะที่นายแอ็บบอร์ตตอนนั้นคิดแต่ว่าการให้ญี่ปุ่นได้ประมูล จะส่งผลดีทางยุทธศาสตร์ ได้ผูกสัมพันธ์กับทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ แต่ก็มีหลายฝ่ายเตือนว่าการร่วมมือระยะยาวกับญี่ปุ่นจะส่งผลกับการเลือกเกาะกลุ่มพันธมิตรที่อาจผลักให้ออสเตรเลียกลายไปเป็นคู่ขัดแย้งกับจีน (ไปด้วย) ที่จะไม่เป็นผลดีแน่นอน

เพราะก็อย่างที่รู้ๆกัน จีนเป็นหุ้นส่วนการค้าที่สำคัญที่สุดของออสเตรเลีย พอมาถึงยุคนายมัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ นายกฯคนใหม่ ออสเตรเลียเลยเลือกบริษัทฝรั่งเศส

พูดถึงฝรั่งเศสแล้ว ชื่อชั้นก็ใช่ด้อย เป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ส่งออกระดับโลกจึงพออธิบายได้ว่าทำไมจึงไม่เลือกญี่ปุ่นที่อีกทางอาจถูกมองว่าไม่มีประสบการณ์ในตลาดนี้ แม้จะครองตลาดสินค้าเทคโนโลยีอยู่ก็ตาม

ถือเป็นอีกหนึ่งงานประมูลที่หลุดมือญี่ปุ่นเพราะมีจีนเป็นตัวแปร หลังเพิ่งแพ้ประมูลสร้างรถไฟความเร็วสูงให้อินโดนีเซีย แม้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงมาตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกแล้ว.
เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

นิว โซมาเลีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/611145

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 27 เม.ย. 2559 05:01

 

น่านน้ำโซมาเลีย ชายฝั่งตะวันออกทวีปแอฟริกาเป็นข่าวครึกโครมตลอดหลายปีก่อนจากปัญหาโจรสลัดจี้ปล้นจับตัวประกันเรียกค่าไถ่วุ่นวายเดือดร้อนถ้วนทั่ว

สถานการณ์ทุเลาลงเรื่อยๆหลังเกิดความร่วมมือแก้ปัญหาอย่างแข็งขันจากนานาประเทศร่วมภารกิจส่งเรือรบลาดตระเวนน่านน้ำ บ้างจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยส่งเจ้าหน้าที่ติดอาวุธคุ้มกันเรือ ขณะที่โซมาเลียยังเป็นดินแดนไร้ขื่อแป รัฐบาลกลางยังควบคุมบริหารประเทศได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว หัวหน้ารัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงอินโดนีเซีย “ลูฮุต ปันด์ไจตัน” แถลงระบุน่านน้ำภาคใต้ฟิลิปปินส์ พรมแดนอินโดนีเซีย มาเลเซียและฟิลิปปินส์ หวั่นว่ากำลังกลายเป็น “นิว โซมาเลีย” หรือน่านน้ำอันตรายจากกลุ่มโจรปล้นจี้เรือจับตัวประกันเกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุด ลูกเรือชักลากชาวอินโดนีเซียถูกโจรสลัดจับกุมตัวเรียกค่าไถ่อยู่มากกว่า 18 คน กลุ่มติดอาวุธอาบู ไซยาฟ กองกำลังอิสลามิกหัวรุนแรงที่อ้างตัวเป็นพันธมิตรกองกำลังรัฐอิสลาม หรือไอเอสในอิรักและซีเรีย ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ทางภาคใต้ฟิลิปปินส์ อ้างอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการจี้จับตัวประกัน ขอเงินค่าไถ่ตัว 50 ล้านเปโซ หรือราว 40 ล้านบาท

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางทะเลแนะรัฐบาลอินโดนีเซียอย่าโอนอ่อนยอมจ่ายเงินค่าไถ่ หาไม่แล้วนั่นคือการเปิดประตูน้ำให้สถานการณ์จี้จับตัวประกันในพื้นที่เกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้น่านน้ำภาคใต้ฟิลิปปินส์กลายเป็นดินแดน “นิว โซมาเลีย” เร็วขึ้น ขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ช่วยอะไรแทบไม่ได้

ข้อมูลเรื่องความปลอดภัยด้านการเดินเรือประจำปี 2559 ของกลุ่มบริษัทประกันภัยชั้นนำของโลก ชี้ว่า น่านน้ำแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดคดีโจรสลัดบุกจี้มากที่สุดของโลกถึงราว 60 เปอร์เซ็นต์ น่านน้ำอันตรายที่สุดของโลกคือ แถบอินโดนีเซีย

เฉพาะเหตุโจรสลัดจี้ปล้นเรือแถบน่านน้ำนอกชายฝั่งเวียดนามช่วงปีที่แล้ว เพิ่มสูงขึ้นถึง 288 เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับเมื่อช่วงปี 2557 นั่นทำให้ภาพ “นิว โซมาเลีย” ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางทะเลอีกฝ่ายมองว่า น่านน้ำภาคใต้ฟิลิปปินส์และแถบอินโดนีเซีย สถานการณ์ยังไม่เหมือนน่านน้ำโซมาเลีย เพราะโจรสลัดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านมามักใช้วิธีจี้ปล้นแล้วหนี แต่โจรสลัดโซมาเลียมักยึดทั้งเรือและจับตัวประกันไว้นานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เพื่อต่อรองค่าไถ่จนถึงที่สุด

ไม่ว่าโจรสลัดใช้วิธีการใดๆ ก็ส่งผลถึงความมั่นคงในน่านน้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมาก เพราะช่องทางเดินเรือแถบนี้เป็นเส้นทางการค้าสำคัญกว่า 1 ใน 3 ของโลก

ความพยายามเจรจาหาความร่วมมือกันของ 3 ชาติในภูมิภาคคืออินโดนีเซีย มาเลเซียและฟิลิปปินส์ ที่กรุงจาการ์ตา วันที่ 3 พ.ค.นี้ น่าติดตามดูว่าจะได้ข้อสรุปทางออกอย่างไร….

อานุภาพ เงินกระแชง