อย่าล้อเล่นกับโสมแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/610606

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 26 เม.ย. 2559 05:01

 

จากที่เคยเป็นตัวโจ๊กให้ชาวบ้านเขาปรามาศ วิพากษ์วิจารณ์ดูหมิ่น แต่มาวันนี้กลับไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว สำหรับกองทัพ “ประชาชนเกาหลีเหนือ”

โดยความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธจาก “เรือดำน้ำ” ในทะเลญี่ปุ่น พร้อมคุยโม้โอ้อวดตามสไตล์ว่านับจากนี้ก็สามารถโจมตีกรุงโซลของเกาหลีใต้ รวมถึงสหรัฐอเมริกาได้ทุกเมื่อ

อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงข่าวตามปกติก็จะดูเหมือนเรื่องธรรมดาไป เพราะเกาหลีเหนือในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ก็ได้มีความพยายามในการทดสอบขีปนาวุธปล่อยจากฐานยิงบนบกหลายต่อหลายครั้ง

แต่ถ้ามองในเชิงความมั่นคงแล้ว กรณีนี้ถือเป็นเรื่องน่าจับตาอย่างมาก เพราะหากเกาหลีเหนือมีศักยภาพในการยิงจรวดจากเรือดำน้ำจริง ก็เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มขีดความสามารถกองทัพในการชิงโจมตีก่อน

เรือดำน้ำถือเป็นเครื่องจักรสงครามที่น่าสะพรึงกลัวมาตั้งแต่อดีต ไล่ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เรืออูโบ๊ตนาซีเยอรมนีครองมหาสมุทรแอตแลนติก ยุคสงครามเย็นการวางเรือดำน้ำตามจุดยุทธศาสตร์ทางทะเล ที่ทำให้ทั้งสหรัฐฯและสหภาพโซเวียตจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า มาจนถึงยุคปัจจุบันการใช้เรือดำน้ำโจมตีเป้าหมายทางการทหาร ทั้งในสงครามอิรัก และปฏิบัติการถล่มกองกำลังรัฐอิสลามไอเอส

ถ้าพูดภาษาบ้านๆคือ หากมีเรือดำน้ำที่มีศักยภาพสูงไว้ในครอบครอง จะต่อยก่อนก็ได้เปรียบ หรือจะเก็บไว้เป็นเครื่องข่มขู่ว่าข้าสามารถเล่นเอ็งได้ทุกเมื่อ ซึ่งสำหรับกรณีเกาหลีเหนือก็เคยโชว์ลูกบ้าให้โลกเห็นแล้ว เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2553 จมเรือพิฆาตปราบเรือดำน้ำ “โชนัน” ของเกาหลีใต้ ลูกเรือเสียชีวิต 46 ศพ บาดเจ็บ 56 คน

แม้การทดสอบยิงจรวดครั้งนี้ จะมีบางส่วนระบุว่าล้มเหลว เพราะยิงได้ไกลแค่ 30 กิโลเมตร แต่แค่นั้นก็น่าคิดแล้วหรือไม่ว่า มันเพียงพอสำหรับการโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัว!?

ตุ๊ ปากเกร็ด

อย่างไรกันแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/610220

โดย ยูเรนัส 25 เม.ย. 2559 05:01

 

ไต้หวัน กับบ้านเราตั้งอยู่ห่างกันไม่ไกลใช้เวลาเดินทางโดยเครื่องบินเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ส่วนค่าเงินกับค่าครองชีพก็ใกล้เคียงกัน จึงมีคนไทยบางคนเดินทางไปพักผ่อนที่ไต้หวันบ่อยๆ ซึ่งถือเป็นความชอบส่วนบุคคล แต่ที่แน่ๆเดือนหน้า ไต้หวันจะมีประธานาธิบดีคนใหม่เป็นสตรีที่ชื่อ ไช่ อิง เหวิน ที่จะสาบานตนเข้ารับตำแหน่งแทนนายหม่า อิง จิว วัย 65 ปี

จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ ไต้หวันที่มีสุภาพสตรีเป็นประธานาธิบดี ซึ่งไช่ อิง เหวิน วัย 59 ปี มีความสามารถด้านการเจรจาต่อรอง แต่ไต้หวันยังไม่ทันมีผู้นำคนใหม่ ก็งานเข้าซะแล้ว

เมื่อตำรวจเคนยาส่งตัวพลเมืองไต้หวันจำนวนหนึ่งไปให้ทางการจีน หลังคนกลุ่มนี้ตก เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฉ้อโกงในธุรกิจเทเลคอมซึ่งโดยรวมแล้วน่าจะเป็นคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายให้แก่ชาว จีนที่ตกเป็นเหยื่อ และมีการอ้างตัวเลขความ เสียหายนับพันล้านดอลลาร์ จนเหยื่อบางรายถึงกับหนีปัญหาด้วยการฆ่าตัวตายก็มีรายงานของเคนยาระบุว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวถูกจับฐานอยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมาย และใช้ที่พักนอกกรุงไนโรบี เป็นฐานดำเนิน การหลอกลวงเหยื่อในต่างประเทศผ่านทางโทรศัพท์ โดยเหยื่อส่วนใหญ่อยู่ในจีน

คำถามก็คือ ไฉนเคนยาจึงส่งผู้ต้องสงสัยชาวไต้หวันไปให้จีน ทั้งที่ถ้าจะมีการเนรเทศคนชาติไหนก็ควรส่งกลับไปชาตินั้น แต่เนื่อง จากเคนยาไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน ขณะที่จีนก็อ้างว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน เหตุนี้เคนยาจึงส่งผู้ต้องสงสัยไปจีนแทน

ประเด็นนี้จึงถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งสำหรับผู้นำคนใหม่ของไต้หวันว่าจะแก้ ปัญหานี้อย่างไร? และเป็นไปได้ว่า กรณีนี้อาจมีอะไรอยู่เบื้องหลังเบื้องลึกรึเปล่า? เนื่องจากสมัยประธานาธิบดีหม่า อิง จิว จากพรรคก๊กมินตั๋งนั้น เป็นที่ทราบกันว่า มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปักกิ่ง แต่พอไต้หวันจะมีผู้นำคนใหม่ที่เป็นตัวแทนของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (ดีพีพี) ซึ่งมีจุดยืนต่างจากพรรคก๊กมินตั๋ง จึงอาจเป็นการ “รับน้อง” รึเปล่าไม่รู้

ที่ผ่านมาว่ากันว่า ผู้นำหญิงอยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับจีนคงสถานะเดิมเอาไว้ กระนั้นต้องรอให้มีการรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการซะก่อน และปัญหานี้คงมีทางออกอย่างสันติ.

ยูเรนัส

ไม่ประมาทไวรัสซิกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/609367

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 23 เม.ย. 2559 05:01

 

กลายเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมกันอีกยาว กรณีการแพร่ระบาดของไวรัส “ซิกา” ในภูมิภาคอเมริกาใต้และอเมริกากลาง

เพราะจากการตรวจสอบ มีการพบด้วยว่าไม่ใช่เพียงแค่ยุงเท่านั้นที่เป็นพาหะนำโรค แต่ยังรวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง ไปจนถึงชายและชาย

แม้ผู้ได้รับเชื้อจะมีอัตราแสดงอาการป่วยเพียง 1 ใน 5 ราย แถมอาการก็มิได้รุนแรงนัก แค่มีไข้ เคืองตา ปวดหัว ปวดข้อ และผดผื่น อย่างไรก็ตาม หากพินิจพิเคราะห์ดีแล้วๆ ก็สามารถมองได้เช่นกันหรือไม่ว่า เจ้าซิกาตัวนี้ ถือเป็นภัยคุกคามต่อเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ

เนื่องจากกลุ่มคนที่เสี่ยงอันตรายที่สุดคือหญิงตั้งครรภ์ มีการพบว่าเด็กทารกที่มารดาได้รับเชื้อจะมีโอกาสลืมตาดูโลกมาในลักษณะ “ไมโครเซฟาลี” หรือศีรษะเล็กแต่กำเนิด ส่งผลต่อการพัฒนาเติบโต กรณีนี้เท่ากับว่าไม่ทำลายปัจจุบันแต่เป็นการทำลายอนาคตเจเนอเรชั่นต่อไป

ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 เม.ย. สำนักงานควบคุม และป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ หรือซีดีซี ประกาศว่า ถึงซิกาจะยังไม่มีการแพร่ระบาด นอกเหนือจากภูมิภาคอเมริกาใต้และอเมริกากลาง

แต่ก็มีความเป็นไปได้จะเกิดการแพร่ระบาดในภูมิภาคอื่นด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่เขตร้อนชื้นเส้นศูนย์สูตร อาทิ แอฟริกาตะวันตก อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยมีการทำแผนที่เสร็จสรรพ ซึ่งดูแล้วไทยก็ถือว่าอยู่ในพื้นที่สีแดง และปกติก็มีการแพร่ระบาดของโรคที่มียุงเป็นพาหะอยู่แล้ว อย่างไข้เลือดออกเดงกี และชิคุนกุนยา

จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาและควรค่าแก่การกังวล เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวชาวอเมริกาใต้ที่เดินทางมาไทยก็ถือว่าไม่ใช่น้อย ดูจากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองปี 2558 ก็เห็นได้ว่าชาติที่มีการแพร่ระบาดก็แห่กันมา อย่างบราซิลตลอดปีที่แล้ว 3,464 คน เม็กซิโก 1,947 คน โคลอมเบีย 599 คน และอื่นๆอีกรวมกันเป็นหลักพันคน

ถึงจะดูเหมือนน้อย แต่โรคติดต่อก็เริ่มจากคนคนเดียวเสมอ หรือที่เรียกว่า เพเชียน ซีโร่ (Patient zero) ไม่ควรประมาทย่อหย่อนแต่ประการใด.
ตุ๊ ปากเกร็ด

ชีวิตแรงโน้มถ่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/608764

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 22 เม.ย. 2559 05:01

 

พรหมลิขิตหรือโชคชะตาขีดเส้นไว้ ที่ทำให้คนแปลกหน้าสองคนได้มีโอกาสโคจรมาเจอกัน ถึงขั้นยกร้านขายขนมปังในเมืองโดล ฝั่งตะวันออกของฝรั่งเศสในราคา (ที่เจ้าของบอกเป็นเหมือนเงินก้นถุง) เพียง….1 ยูโร!!!

“อะไรสำคัญกว่า ระหว่าง “เงิน” กับ “ชีวิต”? คำถามที่เหมือนจะไม่ต้องการคำตอบกลับของ มร.มิเชล ฟลาม็องต์ ซึ่งสืบทอดกิจการของตระกูลมาตั้งแต่อายุ 14 ปี จากที่เคยฝันในวัยเด็กว่า โตขึ้นอยากเป็นคนขับรถบรรทุก

กลายเป็นวันๆแทบไม่ได้เดินห่างออกจากร้านไปไหนไกล นอกจากง่วนงานตั้งแต่เที่ยงคืนยันเที่ยงวัน สัปดาห์ละ 6 วัน ปิ้ง-อบ-ขายขนมปังบาแกตต์ ครัวซองต์และพาสตรีส์หลากหลายชนิด อบอวลกลิ่นขนมปังหอมใหม่ๆ จนลืมเวลาปัจจุบัน อายุ 62 ปี โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้โหยหาทำงานหลังพวงมาลัย

กระทั่งวันหนึ่งฟ้าบันดาล เมื่อเดือนธันวาฯ ปีที่แล้ว ขณะยุ่งอยู่หน้าเตาอบขนมปัง ลุงฟลาม็องต์ ก็ไม่ได้สังเกตหรือได้กลิ่นผิดปกติจากแก๊สที่รั่วออกมา แล้วบังเอิญที่ มร.เจโรเม ออก็องต์ คนร่อนเร่ อายุ 37 ปี นั่งขอทานอยู่หน้าร้าน (ความจริงสองคนนี้เจอกันประจำ แล้วคุณลุงก็มักให้กาแฟกับครัวซองต์ทุกเช้า) สังเกตเห็นท่าทางลุงฟลาม็องต์ยืนโงนเงน โซเซคล้ายจะเป็นลมฟุบหน้าเตา

เจโรเม เห็นท่าไม่ดี เลยแจ้งหน่วยฉุกเฉิน ซึ่งวันนั้น วันที่ ลุงฟลาม็องต์ สูดก๊าซคาร์บอนฯ หรือกึ่งๆรมแก๊สเข้าไป ทำให้ต้องนอนซมอยู่ที่รพ.นาน 12 วัน พอหายดีก็กลับไปเปิดกิจการ แต่ครั้งนี้ไม่ได้ทำงานเพียงลำพังแล้ว

เพราะ ลุงผมสีดอกเลา ชวนคนจรจัดนี้มาทำงานพาร์ตไทม์ด้วย แต่ละวันมองจากหน่วยก้านท่วงท่าปั้น ปั่น ผสมแป้งที่ทะมัดทะแมง เวลาสอนอะไรก็หัวไว เรียนรู้เร็วจนคุณลุงอดชื่นชมไม่ได้แล้ว

จึงตัดสินใจเตรียมยกมรดกวิชาชีพให้กับเทวดามอซอที่ช่วยชีวิตในเดือนกันยาฯนี้ เพราะลูกสาวทั้ง 3 เองก็ไม่ได้มีใจมายืนเหงื่อย้อยทุกวันแทบไม่มีวันหยุด

“ผมไม่ได้เป็นคนรวย และก็ไม่สนด้วย สิ่งที่ผมต้องการคืออิสระ แล้วอีกอย่างตัว “เจโรเม” ก็เป็นคนขยัน อยากประสบผลสำเร็จในชีวิต แล้วดูมีความสุขกับงานด้วย จึงสมควรได้รับสิ่งนั้น”

ฝั่ง เจโรเม เองก็พร้อมน้อมรับกับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ของขวัญ” ที่สัมผัสได้จริง จากแต่ก่อนที่มีแต่งานเล็กงานน้อยตามแฟร์ต่างๆ อนาคตที่เคยมืดมนก็เริ่มส่องแสงและใกล้สว่างเรืองรอง.

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

70 ปี “ศาลโลก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/608161

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 21 เม.ย. 2559 05:01

 

“70 ปี” ถ้าเป็นคนก็ถือว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน หากจะเป็นสถาบันหรือองค์กรก็เช่นกัน โดยเฉพาะสถาบันหลักระดับ

โลกด้วยแล้ว เรื่องราวประวัติศาสตร์ก็คงผ่านมือ มาเยอะ อย่างเช่น ผู้ตัดสินคดีความของโลกอย่าง “ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ” (ไอซีเจ) หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “ศาลโลก”

ไอซีเจอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์และมีพิธีเปิดศาลพิเศษเพื่อเป็นเกียรติที่กรุงเฮกของเนเธอร์แลนด์ โดยมีนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เข้าร่วมด้วย เมื่อวันพุธ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา

ไอซีเจก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2489 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 มีผู้พิพากษาจากนานาชาติ 15 คน วาระ 9 ปี ทำหน้าที่ชี้ขาดความขัดแย้งระหว่างรัฐ เป็นคนกลางตัดสินโดยไม่เลือกข้างเมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งขึ้นระหว่างเพื่อนบ้าน

คดีแรกของไอซีเจมีขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2490 อังกฤษฟ้องแอลเบเนียกรณีเรือพิฆาตของอังกฤษ 2 ลำถูกทุ่นระเบิดโจมตีระหว่างสงครามช่องแคบคอร์ฟู คร่าชีวิตทหาร 45 นาย แอลเบเนียถูกตัดสินให้รับผิดชอบค่าชดเชยในเหตุที่เกิดขึ้นแต่ก็ได้ตัดสินว่าอังกฤษละเมิดอธิปไตยของแอลเบเนียที่เข้าไปทำลายทุ่นระเบิดถึงในน่านน้ำแอลเบเนีย

และนับแต่นั้นก็มีคดีหรือการฟ้องร้องราว 200 คดีที่ไอซีเจได้มีคำตัดสินมา ซึ่งล้วนเกิดจากปัญหาขัดแย้งทวิภาคี เพื่อนบ้านทะเลาะกันซึ่งก็รวมทั้งกรณีพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร ซึ่งไทยกับกัมพูชาขัดแย้งกันมายาวนาน ไอซีเจได้ตัดสินเมื่อปี 2556 ผลเป็นอย่างไรคงรู้กันดีแล้วและเมื่อคู่กรณีต่างยอมรับคำตัดสินของ “ศาลโลก” เรื่องเลยสงบ

ไอซีเจยังรับบทบาทสำคัญ ทำคดีการ ทดสอบนิวเคลียร์ของโลก หลังประเทศหมู่เกาะ มาร์แชล เขตทดสอบนิวเคลียร์นานาชาตินำโดยสหรัฐฯ ได้ฟ้องมหาอำนาจนิวเคลียร์โลกต่อการทดสอบนิวเคลียร์ เรื่องอยู่ระหว่างพิจารณา

เมื่อปี 2557 ไอซีเจยังเคยมีคำตัดสินซึ่งดูจะเป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม เมื่อตัดสินว่าการล่าวาฬประจำปีในมหาสมุทรแอนตาร์กติกของญี่ปุ่น เป็นการล่าเพื่อการพาณิชย์มากกว่าศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ตามที่ญี่ปุ่นอ้าง แม้ว่าญี่ปุ่นเพิ่งเดินหน้าล่าวาฬต่ออีกเมื่อเดือนที่แล้ว

กรณีหลังนี้แสดงให้เห็นว่าคำตัดสินศาลโลกจะศักดิ์สิทธิ์ก็ต่อเมื่อประเทศคู่ขัดแย้งยอมรับอำนาจศาลเท่านั้น.
เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

วงแหวนไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/607580

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 20 เม.ย. 2559 05:01

 

แผ่นดินไหวเขย่าเอกวาดอร์ ชาติภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือทวีปอเมริกาใต้ ริมมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ 16 เม.ย.2559 ตามเวลาท้องถิ่น ขนาดแรงสั่นสะเทือน 7.8 แมกนิจูด…

ก่อนหน้านั้น 14 เม.ย.แผ่นดินไหวขนาด 6.4 แมกนิจูด ตามด้วยแผ่นดินไหวอีกครั้งแรงขึ้นขนาด 7.1 แมกนิจูดเมื่อวันเสาร์ 16 เม.ย. เขย่าพื้นที่ภาคกลางบนเกาะคิวชู ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นในทวีปเอเชีย…

ธรณีพิโรธรุนแรงที่เกิดขึ้นในทั้งสองประเทศ แม้อยู่ห่างคนละซีกโลก แต่ทั้งสองชาติต่างตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนของเปลือกโลกที่เรียกกันว่า “Ring of Fire” หรือ “วงแหวนไฟ”

“วงแหวนไฟ” หรือแนวรอยเลื่อนของเปลือกโลกบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ไล่เลาะเป็นรูปทรงเกือกม้าขนาดใหญ่ ความยาวโดยรวมราว 40,000 กม. พื้นที่นี้มีภูเขาไฟปะทุตั้งอยู่ 452 ลูก หรือมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของภูเขาไฟปะทุที่มีอยู่บนผิวโลก แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบนผิวโลกราว 90 เปอร์เซ็นต์ รุนแรงที่สุดราว 81 เปอร์เซ็นต์ เกิดขึ้นบนแนววงแหวนไฟแห่งนี้

เฉพาะแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดของโลกถึงขนาด 9.0 แมกนิจูด ล้วนเกิดขึ้นบนแนววงแหวนไฟ ไล่ตั้งแต่ 22 พ.ค.ปี 2503 แผ่นดินไหว 9.5 แมกนิจูด เขย่าภาคใต้ชิลี คร่าผู้คน 1,716 ชีวิต // 28 มี.ค.ปี 2507 แผ่นดินไหว 9.2 แมกนิจูด เขย่ารัฐอลาสกา คร่าผู้คน 131 ชีวิต // 26 ธ.ค.ปี 2547 แผ่นดินไหว 9.1 แมกนิจูด เขย่าอินโดนีเซียและเกิดสึนามิ คร่าชีวิตผู้คน 230,000 ชีวิต // 11 มี.ค.ปี 2554 แผ่นดินไหว 9.0 แมกนิจูด เขย่าพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือญี่ปุ่น คร่าผู้คนกว่า 18,000 ชีวิต

ประเทศหรือดินแดนบนแนวรอยเลื่อน “วงแหวนไฟ” ไล่ตั้งแต่ทวีปเอเชียจากนิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี อินโดนีเซีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น รัสเซีย แอนตาร์กติกา แคนาดา สหรัฐฯ เม็กซิโก คอสตาริกา เอกวาดอร์ เปรู โบลิเวีย และชิลี แต่ใช่ว่า ที่อื่นจะปลอดภัยไร้กังวล

ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยดิ โอเพ่น ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ ศาสตราจารย์เดวิด โรเธอรี ชี้ว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นกับเอกวาดอร์คราวนี้ไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันโดยตรง แต่แผ่นดินไหวในเอกวาดอร์ขนาด 7.8 แมกนิจูด ได้ปลดปล่อยพลังงานรุนแรงมากกว่าแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นขนาด 7.1 แมกนิจูด เมื่อวันเสาร์ถึงราว 6 เท่า เพราะแผ่นดินไหวในเอกวาดอร์เกิดนานและรุนแรงกว่าที่ญี่ปุ่น

แผ่นดินไหวที่เอกวาดอร์ยังเกิดใต้ผิวดินตื้นกว่าญี่ปุ่น ยิ่งทำให้ความเสียหายที่เอกวาดอร์มากกว่าญี่ปุ่น นอกเหนือจากระบบโครงสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างในเอกวาดอร์ด้อยกว่าญี่ปุ่นมาก

บทเรียนจากแผ่นดินไหวในเอกวาดอร์ สิ่งสำคัญที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการพัฒนายกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างอาคารและการจัดระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานให้มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น

ส่วนญี่ปุ่นต้องเพิ่มระแวดระวังผลกระทบดินถล่มหลังเหตุแผ่นดินไหวและจัดการกลุ่มคนปล่อยข่าวลือ ข่าวร้าย ข่าวลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ปลุกเร้าสถานการณ์ให้แย่ลงอีก…

อานุภาพ เงินกระแชง

ใครจะมาวินรอบ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/607139

โดย ยูเรนัส 19 เม.ย. 2559 05:01

 

หลังเป็นที่ทราบกันแน่ชัดแล้วว่า นางเคอิโกะ ฟูจิโมริ บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีอัลแบร์โต ฟูจิโมริ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีเปรูที่จัดให้มีขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ โดยมีคะแนนมาเป็นอันดับ 1 ขณะที่ นายเปโดร คุกซินสกี อดีตรัฐมนตรีคลังและนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเคยทำงานให้ธนาคารโลกตามมาเป็นอันดับ 2 และ นางเวโรนิกา เมนโดซา สมาชิกสภาผู้แทนฯ ฝ่ายซ้ายตามมาเป็นอันดับ 3

แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่มีใครได้รับคะแนนเกินครึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง จึงต้องมีการเลือกตั้งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีเปรูกันอีกครั้งในรอบตัดเชือกหรือรอบสองซึ่งกำหนดให้มีขึ้นในมิถุนายน ศกนี้ ทั้งนี้ ผู้เข้าชิงที่ได้รับคะแนนเป็นอันดับ 1 และ 2 จากคราวที่แล้วสามารถเดินหน้ารณรงค์หาเสียงกันต่อไป เพื่อเอาชนะใจชาวเปรูที่มีสิทธิ์ออกเสียงให้เลือกตนให้ได้ หากการเลือกตั้งรอบ 2 ใครเป็นฝ่ายชนะ? ผู้นั้นจะได้เป็นประธานาธิบดีทันที

งานนี้ ผู้สันทัดกรณีกล่าวว่า นางเคอิโกะนั้นได้เปรียบนายเปโดรอยู่หลายประการ สิ่งแรก นางอายุน้อยกว่า (วัย 40 ปี) เมื่อเทียบกับอดีตรัฐมนตรีคลังคู่แข่งที่อายุปาเข้าไป 77 ปีแล้วแต่ยังดูแข็งแรงดี มีราศีจับ

อีกอย่างนางเคอิโกะซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคกองกำลังประชานิยมของเปรู มีชื่อเสียงในฐานะที่เคยเป็นอดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของเปรูสมัยที่บิดาของเธอครองอำนาจ และเป็นที่นิยมของคนยากไร้ ซึ่งประชาชนเหล่านี้เชื่อว่า นโยบายของนางจะทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นมาได้ ซึ่งจริงหรือไม่จริงก็บ่ฮู้ อย่าลืมว่านางทำงานการเมืองมานาน แล้วนักการเมืองน่ะเป็นไงก็รู้กันอยู่

กระนั้น นางเคอิโกะพยายามอย่างหนักที่จะพาตัวเองให้หลุดพ้นจากร่มเงาของบิดา ซึ่งในภาพรวมถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร แต่ระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นางยังถูกคู่แข่งอ้างมาตลอดว่า ถ้าเลือกนางเคอิโกะจะทำให้เปรูกลับเข้าสู่ภายใต้อิทธิพลของอดีตประธานาธิบดีจอมอื้อฉาวอีกครั้ง ขณะที่นางเคอิโกะก็ปฏิเสธตลอดมาว่า ถ้านางได้รับเลือกจากประชาชน นางก็จะเป็นผู้นำด้วยตัวเอง ไม่ได้เป็นหุ่นเชิดของใคร

ส่วน ข้อดี หากประชาชนเลือกนายเปโดร มาบริหารประเทศ เขาชูนโยบายการค้าเสรี, เก่งด้านเศรษฐกิจ, จะขจัดคอร์รัปชัน และยับยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่อาจติดปัญหาเรื่องอื้อฉาวปานามา เปเปอร์สก็ได้.

ยูเรนัส

เหยื่อวันเทศกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/607056

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 18 เม.ย. 2559 05:01

 

กลายเป็นเรื่องน่าเศร้าสลดใจเหมือนทุกปี กรณีอุบัติเหตุวันสงกรานต์ในบ้านเรา

สำหรับปี 2559 นี้ ยอดผู้เสียชีวิตขณะที่เขียนคอลัมน์นี้อยู่ที่ 338 คน บาดเจ็บ 2,891 คน ทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่อาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากคนยังทยอยกลับบ้านกันไม่หมด

แม้จะมีการรณรงค์ ออกมาตรการเข้มงวด ที่อาจจะลดเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงลง แต่ท้ายสุดแล้วคงเป็นเรื่องยากที่จะคุมได้ เพราะแน่นอนว่าในช่วงงานเทศกาลย่อมทำให้คนคึกคะนองกันเป็นพิเศษ ได้ปลดปล่อย และก็มักจะนำไปสู่การดื่มสุราทั้งที่จะต้องขับขี่ยานพาหนะ

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ไทยเพียงอย่างเดียว แต่ที่เมืองนอกเขาก็เป็นกันเช่นนี้ อย่างในสหรัฐอเมริกา ที่สถิติคนเสียชีวิตจากเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาลก็สูงไม่แพ้กันกับเรา

โดยเฉพาะวันที่คนต้องเดินทางกลับบ้านไปหาครอบครัว ไปจนถึงช่วงปิดเทอมหน้าร้อน ที่บรรดาวัยรุ่นจะรวมตัวไปเที่ยวสังสรรค์ เฮฮาปาร์ตี้กันจนเมาเละเทะ

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานความปลอดภัยจากจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ หรือเอ็นเอชทีเอสเอ เปิดเผยว่าวันอันตรายที่สุดของสหรัฐฯคือช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving) ที่พบคือ เกิดอุบัติเหตุที่ส่งผลให้ถึงแก่ความตาย 764 ครั้ง

นอกจากนี้ ยังเกิดอุบัติเหตุทางถนนเกือบ 50,000 ครั้งในวันเดียวกัน ในจำนวนนี้ผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 40 เปอร์เซ็นต์ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมาแล้วขับ ขณะที่อีก 60 เปอร์เซ็นต์ มาจากการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

ส่วนวันอันตรายรองลงมาอันดับ 2 คือ วันแรงงาน พบสถิติ 694 ครั้ง ตามด้วยวันเทศกาลคริสต์มาส 654 ครั้ง แต่วันส่งท้ายปีเก่า 31 ธ.ค. กลับน้อยมากมีบันทึกไว้เพียง 58 ครั้ง ก่อนพุ่งขึ้นมาอีกในช่วงวันปีใหม่ 1 ม.ค. 370 ครั้ง

ขณะที่กลุ่มวัยรุ่นก็ไม่แพ้กัน โดยที่เมาแล้วขับนั้น 5.8 เปอร์เซ็นต์ เป็นวัยรุ่นอายุ 16-17 ปี ส่วน 15.1 เปอร์เซ็นต์ เป็นวัยรุ่นอายุ 18-20 ปี ในจำนวนทั้งหมดนี้ 2 ใน 3 เป็นผู้ชาย ส่วนรถที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งที่สุดคือ รถเก๋ง รถบรรทุกขนาดเล็ก ตามด้วยจักรยานยนต์

อย่างที่ว่ากันครับ เมาไม่ขับดีที่สุด เพราะการเกิดอุบัติเหตุมันไม่ใช่เรื่องดีแต่อย่างใด อีกทั้งไม่ใช่แค่เราได้รับเคราะห์เท่านั้น จะทำคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ซวยไปด้วยบาปกรรมแท้ๆ.

ตุ๊ ปากเกร็ด

หญิงเดี่ยวเลือกตั้ง’ปินส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/606048

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 16 เม.ย. 2559 05:01

 

ชีวิตของ นางเกรซ โป ซึ่งดูๆไป ดราม่ายิ่งกว่าละครน้ำเน่า เพราะตั้งแต่เกิดก็ถูกแม่แท้ๆ ทิ้งไว้ที่โบสถ์คาทอลิกแห่งหนึ่ง ไม่นาน เฟอร์นานโด โป จูเนียร์ หรือเอฟพีเจ เจ้าของฉายา “บิดาแห่งภาพยนตร์ฟิลิปปินส์” อดีตดาราที่โคตรจะดังของประเทศนี้ ก็เอาไปเลี้ยงดั่งลูกในไส้ ชื่อเสียงของตระกูลหนุนนำให้ปัจจุบันลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังจะมีขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาฯนี้ และกลายเป็นดาวดวงเด่นอย่างรวดเร็ว

แต่ยังถือว่าหน้าใหม่ เพราะเข้าไปนั่งเก้าอี้ตำแหน่งวุฒิสมาชิกได้เพียง 3 ปี อายุก็แค่ 47 เล่นชูนโยบายลั่นผ่านไมโครโฟนให้กองเชียร์ฟัง ซึ่งล้วนเอาใจคนจนว่า จะลดภาษี กวาดล้างอาชญากรรม เสนอให้การศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลวิทยาลัยกับประชาชนที่ยากจนฟรี!!!

ตั้งโครงการอาหารกลางวันตามโรงเรียนและศูนย์สาธารณสุขฟรี, เปิดโอกาสในการทำงานให้กับผู้หญิงและช่วยเหลือชาวเกษตรกรให้มากขึ้น, เพิ่มความเร็วเน็ต ซึ่งติดอันดับอืดเอื่อยที่สุดในเอเชีย (จริงของเขาค่ะ), ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อส่งเสริมการลงทุนต่างชาติ

ซึ่งเนื้อหาในการหาเสียงส่วนใหญ่ก็เอามาจากบทหนังที่พ่อตัวเองมักเล่นเป็นคนด้อยค่า หรือ “underdog” คอยต่อสู้กับอิทธิพลของอีกฝ่ายเพื่อชัยชนะของคนยากจนและการกดขี่ในสังคม แล้วนายเอฟพีเจก็เคยลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้นำประเทศเมื่อปี พ.ศ.2547 แต่ไม่ถึงฝัน ท่ามกลางเสียงเม้าท์เล่าลือว่าโกงเลือกตั้ง กระทั่งเสียชีวิตในอีกไม่กี่เดือนต่อมา

ไม่เท่านั้น โปยังโดนกระแสเรื่องสัญชาติ เพราะมีสามีและลูกเป็นพลเมืองอเมริกัน ต่อมาก็ยกเลิกพาสปอร์ตอเมริกันเพื่อยอมรับตำแหน่ง ส.ว. กระทั่งเมื่อเดือนมีนาฯ ศาลสูงสุดตัดสินให้เธอมีคุณสมบัติลงสมัครได้

บางคนก็หาว่าเงินสนับสนุนที่เธอได้นั้น มาจากนักธุรกิจที่ร่ำรวยจากการเก็บภาษีชาวสวนปลูกมะพร้าวสมัยอดีตจอมเผด็จการเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส บางคนก็จมูกมดว่าเธอเป็นลูกนอกสมรสของมาร์กอสที่ไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับน้องสาวแม่บุญธรรม

แต่โปซึ่งคงเอกลักษณ์ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวนุ่งยีนส์ ก็ไม่เคยยี่หระกับความเคลือบแคลงสงสัยที่ยังลอยฟุ้งตามลมปากคน ขอเดินหน้าเป็นผู้นำหญิงคนที่ 3 ของประเทศต่อไป…

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

ลุ้นเลขาฯยูเอ็น (คนใหม่)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/605677

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 15 เม.ย. 2559 05:01

 

เมื่อนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จะอยู่ครบวาระ 2 ช่วงปลายปีนี้ ก็เป็นที่ลุ้นกันว่าใครจะขึ้นมาแทนจากกลุ่มคนที่ประกาศชัดเจนแล้วว่าสนใจรับเก้าอี้นี้ 9 คน มีทั้งอดีตผู้นำและอดีต รมว.ต่างประเทศ

และเมื่อดูจากรายชื่อทั้งหมดก็เริ่มเห็นเค้าแล้วว่าโลกอาจได้เลขาธิการยูเอ็นคนแรกมาจากแถบยุโรปตะวันออกและอาจได้ผู้หญิงเป็นเลขาธิการคนแรกในประวัติศาสตร์ก่อตั้งยูเอ็นมา 70 ปีก็เป็นได้

ลองหันไปดูรายชื่อชัดๆก็ดูจะมีตัวเต็งอยู่ 2-3 คนที่น่าพูดถึง เว้นแต่จะมีม้ามืดถูกส่งเข้าประกวดช่วงท้าย

คนแรกคือนาง อิรินา โบโควา อายุ 63 ปี ผู้อำนวยการองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่นั่งคุมมาตั้งแต่ปี 2552 ก่อนหน้านั้นเคยเป็น รมว.ต่างประเทศบัลแกเรียช่วงสั้นๆในปี 2539-2540 และเป็นอดีตทูตบัลแกเรียประจำฝรั่งเศสและโมนาโก นางโบโควาถือเป็นผู้สมัครตัวเต็งจากฝั่งยุโรปตะวันออก ที่มีโอกาสสูงที่จะได้มาแทนนายบัน

แต่โบโความีภาพติดตัวเป็นพวกนิยมรัสเซีย (โปรรัสเซีย) พ่อของเธอเคยเป็นอดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์พรรคคอมมิวนิสต์บัลแกเรียในยุคอดีตสหภาพโซเวียต และการที่ยอมรับปาเลสไตน์เข้าเป็นภาคีของยูเนสโกในปี 2554 ทำให้สหรัฐฯไม่พอใจเลยพาลตัดงบสนับสนุนยูเนสโกไปด้วย

เรื่องนี้อาจยังเป็นประเด็นทำนางโบโควาไปไม่ถึงฝั่งก็เป็นได้

ผู้สมัครตัวเต็งคนต่อมาคือนาง เฮเลน คลาร์ก วัย 66 ปี อดีตนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่ง นานที่สุดของนิวซีแลนด์ (2542-2551) ปัจจุบันเป็น ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) ตั้งแต่ปี 2552

แต่โอกาสนางคลาร์กยังไม่ชัดเจน นักการทูตบางคนมองว่าเธอเป็นผู้สนับสนุนยุโรป ขาดการสนับสนุนแบบวงกว้างในประชาคมการทูตโลกของยูเอ็น ผู้สมัครตัวเต็งอีกคนคือนาย อันโตนีโอ กูเตียร์เรซ วัย 66 ปี อดีตข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) คร่ำหวอดกับงาน ยูเอ็นเอชซีอาร์มากว่า10 ปีก่อนหมดวาระปลายปีที่แล้ว

ปีนี้ยังถือเป็นหนแรกที่เปิดให้ผู้สมัครได้ แสดงวิสัยทัศน์ต่อสาธารณะในเรื่องวิกฤติโลก ตั้งแต่ภาวะโลกร้อนไปจนถึงปัญหาตะวันออกกลาง แม้สุดท้ายผู้ตัดสินจะเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) และสมาชิกถาวรยูเอ็น 5 ประเทศ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย และ สหรัฐฯก็ตาม แต่น่าจะมีผลข้างเคียงบ้าง

ส่วนใครจะเข้าวิน! หลังช่วงเดือน ก.ย.คงรู้กัน.
เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์