หลังบ้านทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/605295

โดย ยูเรนัส 14 เม.ย. 2559 05:01

 

ศึกเฟ้นหาตัวแทนของพรรคการเมือง 2 พรรคใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกากำลังน่าจับตามอง ว่าใครจะได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันและตัวแทนของพรรคเดโมแครต? เพื่อไปลงสมัครแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกที ซึ่งตัวเก็งของพรรครีพับลิกันหนีไม่พ้นมหาเศรษฐีปากจัด “นายโดนัลด์ ทรัมป์” ขณะที่ “นางฮิลลารี คลินตัน” อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 เป็นต่อคู่แข่งในพรรคเดโมแครต แต่การหยั่งเสียงเพื่อหาตัวแทนของพรรคทั้ง 2 ตามรัฐต่างๆยังดำเนินต่อไป และเริ่มคาดเดายากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากบางรัฐมีผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ

กระนั้นดาวเด่นในแวดวงการเมืองสหรัฐฯ เวลานี้ขอยกให้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ดูจากการ เตรียมความพร้อมในศึกเลือกตั้งหนนี้ ปู่ทรัมป์พร้อมมากกว่าครั้งใดๆ ไม่งั้นคงไม่ทุ่มหาเสียงสุดตัว ขนทั้งครอบครัวมาช่วยกันหรอก

แต่ความโด่งดัง, ความร่ำรวยและวิธีการหาเสียงที่เรียกเสียงฮือฮาได้บ่อยๆของนายทรัมป์ กลับทำให้คนใกล้ตัวอย่าง นางเมลาเนียภรรยาสาวสวยอดีตนางแบบซึ่งมีเชื้อสายสโลวีเนีย วัย 45 ปี แทบไม่มีบทบาทอะไรในฐานะเพื่อนคู่คิดของนายทรัมป์เอาซะเลย ทั้งๆที่คนใกล้ชิดของทั้งสองยืนยันว่า เธอตระเวนช่วยสามีหาเสียงตามรัฐต่างๆด้วย แต่มักไม่เป็นข่าว

นางเมลาเนียกล่าวถึงนายทรัมป์ สามีตัวเก็งแห่งพรรครีพับลิกันไว้น่าสนใจหลายด้านด้วยกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอเงียบมาก และปรากฏตัวต่อสาธารณะเพียงช่วงสั้นๆ

แล้วใครว่า สาวสวยมักไม่ค่อยมีสมอง เห็นจะต้องมองเมลาเนียซะใหม่ เธอเกริ่นถึงสามีสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า เขาเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่และปฏิบัติต่อทุกคนอย่างให้เกียรติและเท่าเทียมกัน

เธอยังบอกด้วยว่า รู้สึกภูมิใจในตัวสามี, เขาเป็นคนทำงานหนัก, มีน้ำใจ, เห็นอกเห็นใจผู้อื่น, เขาเป็นคนหนักแน่นแข็งแกร่งและฉลาดซะด้วย

เท่านี้ยังไม่พอ นางยังบรรยายถึงสรรพคุณของสามีต่อไปว่า เขาเป็นนักสื่อสาร, เขาเก่งในการเจรจาต่อรอง, เขาพูดความจริง ซึ่งทำให้เขาสามารถเป็นคนยิ่งใหญ่ได้ในอนาคต แถมเป็นคนแฟร์ๆและยุติธรรม

“หากใครโจมตีเขาละก็ เขาจะอัดคนนั้นกลับไปหนักกว่าที่เขาโดนถึง 10 เท่า” ทั้งเมลาเนียและนายทรัมป์มีบุตรชายวัย 10 ขวบ ชื่อบาร์รอน ที่เป็นแก้วตาดวงใจ เธอพูดได้มากกว่า 5 ภาษา ถือว่าไม่สมองกลวงนะ.

ยูเรนัส

ลาวประธานอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/604794

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 13 เม.ย. 2559 05:01

 

…ช่วงปลายปีนี้ สปป.ลาวเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน 2016 ในฐานะประธานหมุนเวียนตามตัวอักษรนำชื่อประเทศภาษาอังกฤษพอดีช่วงเวลา “ประชาคมอาเซียน” ––ASEAN Community สมาชิก 10 ประเทศ เพิ่งประกาศรวม ตัวกันอย่างเป็นทางการแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นมาตั้งแต่ 31 ธ.ค.ปี 2558

แก่นการประชุมสุดยอดอาเซียนปีนี้ คือ “Turning Vision into Reality for a Dynamic ASEAN Community” ความหมายคร่าวๆคือ “เปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นจริงเพื่อความสอดคล้องกันในหมู่ประชาคมอาเซียน”

สปป.ลาวเคยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 10 เมื่อปี 2547 การประชุมสุดยอดอาเซียนปีนี้ยังมุ่งสู่เป้าหมาย “ASEAN Community Vision 2025” เร่งลดช่องว่างพัฒนาการเหลื่อมล้ำในหมู่ชาติสมาชิกและส่งเสริมกระตุ้นการค้าระหว่างกัน

โอกาสดีเมื่อ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกับสมาคมนักข่าวแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้ร่วมสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหัวข้อ “ความสัมพันธ์สื่อมวลชน ไทย–ลาว” ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นำไปสู่การส่งเสริมความเข้าใจระดับประชาชนและสนับสนุนบทบาทซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรอบภูมิภาคอาเซียน

ท่านสะหวันคอน ราชมนตรี รองรัฐมนตรีกระทรวง แถลงข่าววัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สปป.ลาว และประธานสมาคมนักข่าว สปป.ลาว หัวหน้าคณะเยือนไทย บอกว่า ความร่วมมือกันระหว่างสมาชิกอาเซียนควรเน้นไปในทางสร้างสรรค์ ยึดมั่นจิตวิญญาณ ปัญหาอุปสรรคต่างๆต้องเริ่มจากความเข้าอกเข้าใจกันก่อนและต้องใช้เวลาค่อยๆแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับสหภาพยุโรปก็มีปัญหา

เฉพาะวิสัยทัศน์ของ สปป.ลาว อยู่ระหว่างเร่งส่งเสริมพัฒนาการลงทุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีอยู่มากถึง 96 เปอร์เซ็นต์ มุ่งพัฒนาด้านท่องเที่ยวและเร่งเชื่อมโยงสอดคล้องกันในหมู่ชาติสมาชิกอาเซียน บนพื้นฐานอัตลักษณ์อาเซียนและการพัฒนาสีเขียว ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติและเป็นอนาคตชัดเจนกว่าแนวนโยบายของบางประเทศปรับเปลี่ยนกันแบบวันต่อวัน

กวี จงกิจถาวร สื่อมวลชนอาวุโสฝ่ายไทย บอกว่า สปป.ลาวเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนปีนี้ ท่ามกลางเรื่องตึงเครียดในภูมิภาคโดยเฉพาะปัญหาพิพาทหมู่เกาะทะเลจีนใต้ ทำให้ชาติมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของโลกต้องพยายามเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคอาเซียนกันยิ่งขึ้น

จุดยืนของอาเซียน ไม่อ่อน ไม่แข็ง เหมือนหมากฝรั่ง ไม่สนับสนุนลัทธิความเป็นเจ้าโลก ขณะที่ท่าทีของ สปป.ลาวต่อปัญหาทะเลจีนใต้คือพยายามลดความตึงเครียด เพราะลาวแทบไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องเรื่องนี้โดยตรง แต่ใครๆก็ต้องเกรงอกเกรงใจ สปป.ลาวเสมือน “เสือตัวน้อย”…
อานุภาพ เงินกระแชง

เสียงจากโมเลนบีค(2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/604310

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 12 เม.ย. 2559 05:01

 

แม้ประเด็นการเหยียดเชื้อชาติในย่าน “โมเลนบีค” กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม จะถูกตั้งธงว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้กลุ่มวัยรุ่นมุสลิม เบนเข็มความคิดไปในทางหัวรุนแรงนั้น

แต่ขณะเดียวกัน ก็มีเสียงส่วนหนึ่งจากแกนนำในชุมชนที่มองด้วยว่า กรณีนี้หากไม่มีตัวเร่งปฏิกิริยาก็ทำไม่ได้ ที่ว่านี้คือบรรดาเครือข่ายนักสอนศาสนาหัวรุนแรง

ยกตัวอย่างหนึ่งในนั้นคือนายคาหลิด เซอร์คานี วัย 42 ปี ที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มักนัดพูดคุยจัดวงเสวนากับกลุ่มวัยรุ่นมุสลิม สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ จากนั้นจึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งคนที่มีศักยภาพลักลอบเข้าไปในซีเรีย

ถึงเจ้าตัวจะถูกจำคุกไปแล้ว แต่จากการสอบถามหลายครอบครัวในชุมชนพบหลักฐานสอดคล้องกันว่า เด็กวัยรุ่นจำนวนมากได้เปลี่ยนพฤติกรรมไปอย่างสิ้นเชิง หลังได้พูดคุยกับนายเซอร์คานี อาทิ จากเคยชอบของแบรนด์เนม ก็กลายเป็นคนเคร่งศาสนาสวมแต่ผ้าคลุมขาว และพูดถึงแต่การทำสงครามที่ซีเรีย

โดยคุณแม่รายหนึ่งเปิดเผยว่า “ลูกชายของตนชื่อว่าโยนิ เมน วัย 23 ปี ถือเป็นหนึ่งในเหยื่อของนายเซอร์คานี ถูกล้างสมองไปทำสงครามในซีเรียเมื่อปี 2556 จากนั้นพอกลับมาก็ถูกกดดันให้ไปอีก ตนไปแจ้งตำรวจก็ไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด จนสุดท้ายลูกชายก็เสียชีวิตที่ซีเรียในปีต่อมา”

ยังจำได้ว่าคนที่เป็นผู้ร่วมเดินทางไปกับลูกคือนาย “อับเดลฮาหมิด อาบาอูด” ลูกศิษย์ของนายเซอร์คานี ซึ่งต่อมาภายหลังนายอาบาอูด ก็คือผู้วางแผนก่อการร้ายกรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2558 นั่นเอง

ทั้งนี้ จากการเปิดเผยข้อมูลของเบลเยียมปรากฏด้วยว่า เครือข่ายเผยแพร่คำสอนหัวรุนแรง ได้เริ่มฝังรากลึกในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชารีอะห์ 4 เบลเยียม หรืออิสลามโมรอกโกจีไอซีเอ็ม ที่พัวพันกับเหตุก่อการร้ายสำคัญ อาทิ เหตุระเบิดรถไฟกรุงมาดริด สเปน ปี 2547 หรือมือระเบิดพลีชีพหญิงชาวเบลเยียมที่อิรัก ในปี 2548

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสอนศาสนาบางส่วนอย่าง “บีบีเอคลับ” ในย่านโมเลนบีค ก็พยายามช่วยหาทางออกตรงจุดนี้ โดยระบุว่าโจทย์คือการทำให้บรรดาวัยรุ่นมีความเชื่อมั่นในตัวเอง และมีจุดยืนที่ถูกต้อง

กระนั้น กำแพงใหญ่ก็วกกลับมาเรื่องเดิม คือการได้รับการยอมรับในสังคม ไปต่างแดนพวกเขาคือชาวเบลเยียม แต่อยู่ที่นี่พวกเขากลับถูกมองว่าเป็นต่างด้าว ประเด็นนี้จะแก้กันเช่นไร!?

ตุ๊ ปากเกร็ด

เสียงจากโมเลนบีค (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/603845

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 11 เม.ย. 2559 05:01

 

“โมเลนบีค” ย่านชุมชนใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ได้กลายเป็นที่รู้จักของชาวโลก นับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาในฐานะเป็นแหล่งกบดานของสมาชิกก่อการร้าย

โยงใยคดีโศกนาฏกรรมกราดยิงระเบิดพลีชีพกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2558 ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 130 ศพ บาดเจ็บนับไม่ถ้วน

ตามด้วยคดีสะเทือนขวัญระเบิดพลีชีพในอาคารผู้โดยสารสนามบินนานาชาติซาเวนเทม และสถานีรถไฟใต้ดินมาเอลบีคในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อล่าสุดวันที่ 22 มี.ค. เหยื่อเคราะห์ร้ายเสียชีวิตอีก 32 ศพ

โดยยิ่งทางการสืบสวนลึกไปก็ยิ่งพบว่า เครือข่ายสมาชิกผู้ก่อเหตุล้วนมีที่มาจากย่านโมเลนบีคทั้งสิ้น ไม่ว่าทีมระเบิดพลีชีพกรุงปารีส สองพี่น้องตระกูล “อับเดสลาม” หรือที่เพิ่งถูกจับกุมไปสดๆร้อนๆ นายโมฮาเหม็ด อาบรีนี ที่เชื่อว่าเป็นหนึ่งในทีมโจมตีสนามบินนานาชาติซาเวนเทม ก็มีภูมิลำเนาจากถิ่นนี้

และที่สำคัญสมาชิกทีมพัวพันก่อการร้ายแทบจะทุกคน ต่างก็มีประวัติอาชญากรรมมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีลักเล็กขโมยน้อย ไปจนถึงคดีใหญ่อย่างพยายามฆ่า

แม้ว่าการหาคำตอบแรงจูงใจจะเป็นเรื่องที่ยากยิ่งโดยเฉพาะสำหรับคดีก่อการร้าย แต่กระนั้นก็ยังมีผู้พยายามอธิบายถึงที่มาที่ไปอย่างชีค บัสซาม อายาชี นักสอนศาสนาเชื้อสายซีเรียวัย 70 ปี ในโมเลนบีค ที่เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีมองว่า เรื่องนี้มันเริ่มมาจากปัญหาภายในสังคมของเบลเยียมเอง

โมเลนบีคถือเป็นหนึ่งในสามย่านเสื่อมโทรมภายในกรุงบรัสเซลส์ อีก 2 ย่านคือลาเอเคนและเชียร์บีค เรียกว่า “เขตยากจนพระจันทร์เสี้ยว” อัตราคนว่างงานในย่านนี้คือ 40 เปอร์เซ็นต์ ทั้งเต็มไปด้วยปัญหาเหยียดเชื้อชาติ บริษัทต่างๆพอรู้ว่ามาจากย่านโมเลนบีคก็ไม่อยากรับทำงานแล้ว ยิ่งเป็นเชื้อสายมุสลิมยิ่งแย่ไปใหญ่

“สิ่งพวกนี้มันสั่งสมเรื่อยมา และจากนั้นพอกลุ่มวัยรุ่นไม่มีงานทำก็หันไปก่อคดี ถูกจับติดคุก และพอติดคุกก็มักหาที่พึ่งทางใจคือศาสนาเพื่ออยากจะไถ่บาป แต่ภายในใจก็ยังมีความรู้สึกเกลียดชังสังคมอยู่”

อย่างไรก็ตาม จากการที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สัมภาษณ์กลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นเพื่อนของพี่น้องอับเดสลาม ระบุต่างกันว่า ประเด็นที่กล่าวมาขั้นต้นไม่น่าจะใช่เสียทีเดียว พวกเราทุกคนล้วนมีปัญหากับสังคม มีปัญหากับตำรวจอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่เห็นจะกลายเป็นกลุ่มหัวรุนแรงแต่อย่างใด

แต่สำหรับพี่น้องอับเดสลามตอนเป็นเจ้าของกิจการผับส่วนตัว ก็ชอบนั่งสูบกัญชาดูคลิปของกองกำลังรัฐอิสลามไอเอส และมักพล่ามแนวคิดหัวรุนแรงให้เราฟังประจำ แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะจริงจังอะไร ไม่มีใครใส่ใจในคำพูดของเขาสักนิดเดียว.

ตุ๊ ปากเกร็ด

เริ่มไม่แน่ไม่นอนแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/602910

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 9 เม.ย. 2559 05:01

 

กลายเป็นประเด็นโดนใจฝ่ายต่อต้านนายโดนัลด์ ทรัมพ์ มหาเศรษฐีปากร้ายวัย 69 ปี สำหรับความพ่ายแพ้ศึกเลือกตั้งในรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา

งานนี้เรียกว่าแฟนๆสายปฏิปักษ์รอมานาน วันที่นายทรัมพ์จะตายเพราะปากตนเอง ดันไปกล่าวสบถว่าหญิงทำแท้งควรถูกลงโทษ ผลลัพธ์ก็คือสูญเสียฐานเสียงสตรี จนนำไปสู่ความปราชัยในรัฐดังกล่าวในที่สุด

และแน่นอนคนที่ยิ้มร่าไปพร้อมๆกัน คือบรรดาแกนนำพรรครีพับลิกัน ที่ต้องการให้รูปการณ์ออกมาเป็นเช่นนี้ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือทำอย่างไรก็ได้ ให้นายทรัมพ์ไม่ได้เสียงสนับสนุนจากคณะผู้แทนถึง 1,237 เสียง

เพราะถ้าหากเสียงไม่ถึงเกณฑ์แล้ว ระบบการคัดเลือกตัวแทนก็จะตกเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการพรรคว่าจะกำหนดรูปแบบกันเช่นไร ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจะให้คณะผู้แทนที่มาเข้าร่วมประชุมโหวตกันตามอิสระ ไม่จำเป็นต้องยึดเอาตามที่เลือกตั้งกันมาว่าคณะจากรัฐนี้สนับสนุนใคร

ผลสรุปคือไม่ว่าใครก็เป็นตัวแทนพรรคได้ทั้งนั้น จะไปปัดฝุ่นงัดนายมิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครปี 2555 กลับมาลงแข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯอีกก็ย่อมทำได้

งานนี้สำหรับนายทรัมพ์เองก็ใช่ว่าจะอ่านไม่ออก พูดด่าปาวๆอยู่ทุกวันว่าแกนนำพรรครีพับลิกันพยายามจะใช้ทุกวิถีทางในการ “ขโมย” ตำแหน่งตัวแทนพรรคไปจากตน

ดังนั้น ศึกเลือกตั้งตัวแทนพรรครีพับลิกันในช่วงเวลา 2 เดือนหลังจากนี้ จึงน่าจับตายิ่งนักว่าเกมจะออกมาในรูปแบบใด

โดยจากการคำนวณแล้ว นายทรัมพ์ขาดคะแนนสนับสนุนอีกเพียง 497 เสียงในการได้เป็นตัวแทนพรรค เท่ากับว่าในการเลือกตั้งจากนี้คำนวณแล้ว นายทรัมพ์ต้องได้อย่างน้อย 11-12 รัฐ จากศึกเลือกตั้ง 16 รัฐที่เหลือ

เช่นเดียวกับรัฐสำคัญอย่างนิวยอร์กในวันที่ 19 เม.ย.นี้ ตามด้วยเพนซิลเวเนียในวันที่ 26 เม.ย. จะต้องเอามาให้หมด มิฉะนั้นเผลอๆจะไม่รอดเอา.

ตุ๊ ปากเกร็ด

นักข่าวหัวเห็ดวัย 9 ขวบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/602345

โดย บวร โทศรีแก้ว 8 เม.ย. 2559 05:01

 

โลกยุคการสื่อสารไร้พรมแดน อินเตอร์เน็ต และโซเชียลมีเดียครองเมือง “นักข่าวพลเมือง” ผุดโผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ด แม้แต่เด็กหญิงตัวเล็กๆ อายุแค่ 9 ขวบก็เป็น “นักข่าวหัวเห็ด” กับเขาได้เหมือนกัน แม้บางครั้งจะ “ทำอะไรเกินตัว” จนจุดชนวนถกเถียงอื้ออึง

ด.ญ.คนที่ว่า ชื่อ “ฮิลเด เคท ไลเซียก” เป็นชาวเมืองเซลินส์โกรฟ เมืองเล็กๆ ในรัฐเพนซิลเวเนียในสหรัฐฯ อยู่ห่างเมืองฟิลาเดลเฟีย 150 ไมล์ เธอมีเว็บไซต์ข่าวชื่อ “ออเรนจ์ สตรีท นิวส์” เป็นของตัวเองตั้งแต่ปี 2557 ขณะอายุแค่ 7 ขวบเศษ โดยมีนายแมทธิว ไลเซียก อดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์ “นิวยอร์ก เดลี่ นิวส์” ผู้เป็นบิดา และ ด.ญ.อิซาเบล โรส พี่สาววัย 12 ขวบ คอยช่วยเหลือ โดยโรสทำหน้าที่จัดการด้านภาพถ่ายและวีดิโอ

สมัยไลเซียกเป็นนักข่าว มักกระเตงโรสและเคทลูกสาวไปทำงานด้วย ทำให้ 2 พี่น้องซึมซับจิตวิญญาณนักข่าวลึกซึ้งโดยไม่รู้ตัว ทั้งคู่ชอบซอก แซกถามนั่นถามนี่ไม่หยุด ปานเป็นนักข่าวแทนพ่อ

เคทเริ่มเป็นนักข่าวจิ๋วด้วยการทำหนังสือพิมพ์ของครอบครัว ลงมือเขียนข่าวเองด้วยดินสอสี จนต่อมากลายเป็นแหล่งข่าวของชุมชน เธอจึงเปิดเว็บไซต์ข่าว และเว็บเพจข่าวใน “เฟซบุ๊ก” และ“ยูทูบ”

บิดาของเคทเผยว่า แรกๆเคทได้รับการตอบรับจากผู้อ่านดีมาก เมื่อเธอเขียนข่าวเล่าเรื่องแบบกุ๊กกิ๊กน่ารัก แต่ผ่านไป 6 เดือน เธอมั่นอกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เริ่มออกจากบ้านไปตระเวนหาข่าวเอง และข่าวที่เธอนำเสนอส่วนใหญ่มี “คอมเมนต์” ด้านบวก เธอจึงยิ่งมีกำลังใจหลงใหลงานข่าวยิ่งขึ้นทุกวันแต่แล้วเมื่อ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา เคทได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีคดี “ฆาตกรรม” เกิดขึ้นที่ถนนสายที่ 9 ในเมืองเซลินส์โกรฟ เธอรีบบึ่งไปทำข่าวถึงจุดเกิดเหตุ นำมาเขียนและโพสต์คลิปวีดิโอลงเว็บไซต์แบบฉับไวในวันนั้น

แต่ปฏิกิริยาครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ เพราะเคทและครอบครัวถูกผู้อ่านรุมจวกซะเละ ในเฟซบุ๊กและยูทูบ บางคนแนะให้เธอ “เล่นตุ๊กตา” หรือ “จัดงานปาร์ตี้น้ำชา” กับเพื่อนๆอยู่ที่บ้านจะดีกว่า แถมยังลามปามไปด่าพ่อแม่ว่าปล่อยให้ลูกน้อยออกไปทำข่าวเสี่ยงอันตรายยังงี้ได้ไง!

พ่อของเคทเผยว่า ปกติลูกสาวไม่ซีเรียสต่อคอมเมนต์จากผู้อ่านมากนัก แต่คราวนี้เธอหงุดหงิดมาก ถึงขั้นถ่ายวีดิโอตัวเองอ่านคอมเมนต์ของผู้ที่โจมตีเธอว่าควรเล่นตุ๊กตาและจัดงานปาร์ตี้น้ำชาอยู่ที่บ้านดังๆ นำไปโพสต์ลงในเว็บไซต์ “ออเรนจ์ สตรีท นิวส์” ซะเลย

เคทยังตอกกลับว่าเธอถูกปรามาสเพียงเพราะเป็นเด็ก 9 ขวบแค่นั้นหรือ ถ้าต้องการให้เธอหยุดทำข่าว คุณก็ลุกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ออกไปทำข่าวเองสิ ดูซิว่าจะเท่พอสำหรับคุณอ๊ะป่าว? เธอยังยืนยันว่าจะเกาะข่าวคดีฆาตกรรมนี้ต่อไป ให้รอดูข่าวต่อเนื่องก็แล้วกัน

เอากะแม่สิ…เล่นกับใครไม่เล่น ไม่รู้ซะแล้วว่าไผเป็นไผ!

บวร โทศรีแก้ว

ภาวะโลกร้อนกับหน้าที่สื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/601899

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 7 เม.ย. 2559 05:01

 

พูดถึง “สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง” (Climate Change) หรือ “ภาวะโลกร้อน” เป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังพยายามชะลอหรือแก้ปัญหา เพราะต่างตระหนักกันแล้วว่าภัยพิบัติธรรมชาติทั้งพายุ น้ำท่วมและภัยแล้งนับวันหนักหนาสาหัสซึ่งล้วนเป็นผลมาจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น

ที่ผ่านมา ได้มีประชุมระดับโลกหลายเวที แต่ล้วนไร้ผล เพราะติดขัดการพัฒนาเศรษฐกิจ

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีหวัง! การประชุมภาวะโลกร้อนครั้งล่าสุดที่กรุงปารีสของฝรั่งเศสเมื่อปีที่แล้ว เห็นชอบเพื่อรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส (จากระดับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม) และเมื่อเร็วๆนี้ สหรัฐฯและจีนเพิ่งตอบโอเค (เสียที) ว่าจะลงนาม “ข้อตกลงปารีส” ในที่ประชุมที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ใน 22 เม.ย.นี้

เมื่อพี่ใหญ่ 2 คน ขยับ! ประเทศอื่นๆก็คงเซ็นไม่ยาก

และก็บังเอิญได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงด้านภัยพิบัติสำหรับบุคลากรด้านสื่อมวลชน” ที่กรมประชาสัมพันธ์ (30-31 มี.ค.) เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บสื่อมวลชนให้รายงานข่าวด้านนี้อย่างถูกต้อง (มากขึ้น)

การประชุม 2 วันถือว่าไม่มากไม่น้อยได้ทั้งความรู้พื้นฐานเรื่องภาวะโลกร้อนและอัพเดต ข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยมีทีมวิทยากรจาก สนง.ว่าด้วยกลยุทธ์ระหว่างประเทศเพื่อการลดภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ (UNISDR) และศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC)

แต่ที่ถือว่าทั้งสนุกและได้ความรู้ประสบการณ์ เฉพาะหน้าก็คือการได้ทำงานกลุ่มย่อย ให้รายงานข่าวเรื่องภัยพิบัติตามเวลาที่กำหนดให้ (สั้นๆ) แต่ละ กลุ่ม (ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรของกรมประชาสัมพันธ์ทั้งสื่อวิทยุและโทรทัศน์) ต่างงัดวิชามาสู้กันแบบไม่มีเม้มเพราะมีประสบการณ์อยู่แล้ว งานนี้เลยทั้งฮา เพื่อนๆทั้งลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวตัวเอง

ส่วนตัวผู้เขียนที่ไปจากสื่อหนังสือพิมพ์ก็ยอมรับ (ตรงๆ) ว่า รายงานข่าวไม่เก่งเท่าคนของกรมประชาสัมพันธ์ จึงได้แต่ช่วยแชร์ไอเดียซึ่งขายได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนและลับสมอง ปรับภูมิทัศน์ความรู้เพิ่มเติมที่ต้องรายงานหรือเขียนข่าวนี้แบบครอบคลุมทั้งข้อมูลจริง ข้อมูลจากทางเจ้าหน้าที่รัฐและข้อมูลอื่นๆ

และเชื่อแน่ว่าเพื่อนร่วมประชุมเวิร์กช็อปน่าจะหอบความรู้กลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง ได้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ เพื่อว่าเรื่องนี้จะไม่ถูกมองเป็น (แค่) เรื่องวิชาการอีกต่อไป.

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

ซิตี ออฟ โกลด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/601326

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 6 เม.ย. 2559 05:01

 

…“ดูไบ” นครรัฐหนึ่งในเจ็ดแห่งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พื้นที่ราว 4,000 ตาราง กม. ประชากรราว 2 ล้านคน เป็นเมืองท่าสำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งมีอัตราการเติบโตของเมืองเร็วมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วย

นอกจาก “นครรัฐดูไบ” ถูกผลักดันเป็นศูนย์กลางแหล่งท่องเที่ยวแห่งตะวันออกกลาง ด้วยจำนวนผู้คนเดินทางผ่านเข้าออกและพักค้างแรมอย่างน้อย 1 คืนเฉพาะปีที่แล้วถึงกว่า 14 ล้านคน ดินแดนแห่งนี้ได้ถูกขนานนาม “ซิตี ออฟ โกลด์” หรือ “นครรัฐทองคำ” อีกชื่อหนึ่ง…

WGC–เวิลด์ โกลด์ เคาน์ซิล หรือ “สภาทองคำโลก” ระบุช่วง 10 หรือ 15 ปีก่อน นครรัฐดูไบแค่มีชื่อเสียงเป็น “ตลาดค้าทองคำ” แต่หลังได้รับการพัฒนาและยกระดับการค้าการลงทุน ทำให้ “ตลาดค้าทองคำ” กลายมาเป็น “นครรัฐทองคำ” จากปริมาณการค้าทองคำ
ของทั้งโลกหมุนเวียนผ่านนครรัฐดูไบถึงราว 30-40 เปอร์เซ็นต์ จากแหล่งหมุนเวียนการ
ค้าทองคำมากที่สุดของโลกอยู่ในจีนกับอินเดีย

เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ “นครรัฐดูไบ” ได้เพิ่มชื่อเสียงเป็น “นครรัฐทองคำ” เพราะการซื้อขายไม่ต้องเสียภาษี ทำให้ปริมาตรทองคำที่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนหรือแปรรูปได้มูลค่าเต็มๆ นั่นคือแม่เหล็กดึงดูดเหล่านักลงทุนจากทั่วโลกได้อย่างมากมาย

ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆของครอบครัวเศรษฐีชาวไนจีเรียรายหนึ่งบอกว่า เดินทางเข้าออกนครรัฐดูไบแค่ปีละครั้ง แต่ละปีจะนำทองคำเก่าจากบ้านเกิดไนจีเรียมาหลอมแปรรูปเป็นเครื่องประดับรูปแบบทันสมัยนำกลับไปขายที่ไนจีเรียได้ราคาอย่างงาม เพราะกระบวนการแปรรูปทองคำที่ดูไบถูกกว่าและดีกว่าไนจีเรีย เพียงใช้เวลารอคอยตามขั้นตอนแค่ 1 หรือ 2 วัน แถมได้ใช้เวลาเที่ยวช็อปปิ้งสินค้าปลอดภาษีเต็มอิ่ม

สาวไนจีเรียอีกรายเผยว่า เพื่อนของเธอใช้วิธีแปรรูปและซื้อขายทองคำจากดูไบสู่ไนจีเรีย ได้กำไรใช้เป็นทุนการศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย เพราะราคาทองคำดูไบถูกกว่า ไนจีเรียเฉลี่ยกรัมละราว 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 180 บาท ถ้าทองคำน้ำหนัก 1 กก. ก็ได้กำไรกว่า 1.8 แสนบาท

เพราะชาวไนจีเรียให้ความสำคัญกับทองคำมาก ทองคำคือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง ทองคำมีมูลค่าในตัวเอง ธรรมเนียมชาวไนจีเรีย มารดาจะมอบทองคำและเครื่องนุ่งห่มให้ลูกสาว ส่วนลูกชายจะได้ถือครองอสังหาริมทรัพย์และที่ดิน

แต่สิ่งที่ต้องจำไว้เสมอเมื่อทำธุรกรรมทองคำในดูไบคือ ใช้หนังสือเดินทางทุกครั้งและต้องเก็บใบเสร็จทุกรายการไว้ให้ดี ทั้งต้องทำธุรกรรมกับร้านอัญมณีที่มีชื่อเสียงและอย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ…

อานุภาพ เงินกระแชง

ปัญหายาวเป็นหางว่าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/600783

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 5 เม.ย. 2559 05:01

 

หลังรอกันมานานแสนนาน ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ “เมียนมา” ก็เริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

แน่นอนว่าด้วยความที่อยู่ใต้ร่มเงาท็อปบูตมานานกว่า 50 ปี ย่อมมีเสียงแซ่ซ้องตามมา ว่านี่คือชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของประชาชน และ “ประชาธิปไตย” ในเมียนมากำลังได้รับโอกาสเบ่งบานครั้งสำคัญ

แต่ในขณะเดียวกัน ความคาดหวังที่ตามมาก็ใหญ่ยิ่งด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะต่อผลงานของรัฐบาลเอ็นแอลดีชุดนี้ ไล่ตั้งแต่ปัญหาปากท้อง การศึกษา ค่าครองชีพ ไปจนถึงเศรษฐกิจและการลงทุน

เช่นเดียวกับนางอองซาน ซูจี ที่จะถูกสะกดรอยตามทุกฝีก้าว ในฐานะ “ผู้นำเงา” ของรัฐบาล ประกอบกับภาระอันหนักอึ้ง จากการนั่งถ่างขา ควบมันทีเดียวถึง 4 กระทรวง

เป็นทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ รัฐมนตรีกระทรวงไฟฟ้าและพลังงาน รัฐมนตรีสำนักประธานาธิบดี และรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ

ฟังแล้วรู้สึกพิลึกชอบกล เกิดมาไม่เคยเห็นใครเก่งขนาดนี้ น่าจะเรียกว่าเทพแห่ง มัลติ-แทสกิ้ง (Multi-tasking) ทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาพร้อมๆกัน

หรือนี่คือสัญญาณที่บ่งชี้ว่า พรรคเอ็นแอลดีมีปัญหาเรื่องขาดบุคลากรที่มีความสามารถ ไร้คนรุ่นใหม่ไฟแรงหรือไม่ เห็นได้จากคณะรัฐมนตรีชุดนี้ก็อายุเกิน 60 ปีกันทั้งนั้น?

ยังไม่รวมถึงบรรดา “ข้าราชการ” เขี้ยวลากดิน เคยชินกับระบบเก่าผลประโยชน์ใต้โต๊ะ ที่พร้อมจะรอต้อนรับบรรดารัฐมนตรีหน้าใหม่ไร้ประสบการณ์ หลายคนไม่เคยทำงานในตำแหน่ง ส่วนอีกหลายคนก็เพิ่งได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่กี่วันว่าจะได้เป็นรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ดูยาวเป็นหางว่าวนี้ ก็เป็นเพียงแค่ความกังวลเบื้องต้นในสิ่งที่อาจเกิดขึ้น รัฐบาลเอ็นแอลดียังมีเวลา “พิสูจน์” อีกเหลือเฟือครับ ว่าจะทำผลงานไปได้ไกลมากน้อยแค่ไหน.

ตุ๊ ปากเกร็ด

บอดี้การ์ดตัวแสบ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/600407

โดย ยูเรนัส 4 เม.ย. 2559 05:01

 

เอาแล้วไง เซอร์เอลตัน จอห์น นักร้องและนักแต่งเพลงชื่อดัง ก็ถูกอดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือบอดี้การ์ดประจำตัวชงเรื่องฟ้องต่อศาลในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ฐานล่วงละเมิดทางเพศ แต่ทีมทนายของฝ่ายนักร้องอาวุโสเจ้าของเพลงดัง ยัวร์ ซอง และแคนเดิล อิน เดอะ วินด์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกกรณี แถมยังบอกด้วยว่าอดีตบอดี้การ์ดรายนี้มีแต่หลักฐานเลื่อนลอย และเชื่อถือคำพูดใดๆไม่ได้

เอาละสิ เมื่อ นายเจฟฟรีย์ เวนนิงเกอร์ อดีตบอดี้การ์ดส่วนตัวของเซอร์เอลตัน จอห์นโดนหมัดสวนกลับเข้าอย่างนี้ จึงยังไม่มีวี่แววว่าจะทำอย่างไรต่อ ซึ่งก่อนที่จะฟ้องหรือพูดอะไรขึ้นมาก็น่าจะคิดถึงผลที่ตามมาอย่างไรอยู่แล้วนะ

ดังนั้น การที่นายเวนนิงเกอร์ออกมาเปิดโปงและกล่าวหานักร้องมากความสามารถ จึงทำให้เขาถูกมองไปแล้วว่า เพราะต้องการเงินจากศิลปินเพลงรายนี้ ซึ่งตามข้อเท็จจริงนายเวนนิงเกอร์ก็เรียกร้องค่าเสียหายและค่าชดเชยจริงๆนั่นแหละ กระนั้นการฟ้องร้องเรียก ค่าเสียหายและค่าเจ็บช้ำน้ำใจคราวนี้เป็นมูลค่า เท่าไหร่ ตอนที่เขียนข่าวยังไม่มีการแจ้งตัวเลขที่แน่ชัด ซึ่งไม่แน่ว่า เพราะนายเวนนิงเกอร์ ไม่ยอมบอกตรงๆหรืออยากรอให้ทีมทนายของท่านเซอร์ตกใจจนยอมมาเจรจาประนีประนอมกันหลังไมค์…เอ้ย หลังจากนี้ก็บ่ฮู้

อย่างไรก็ตาม อดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชาวอเมริกันรายนี้ เคยเป็นตำรวจในนครลอสแอนเจลิส อ้างว่า นักร้อง ดาวดังวัย 69 ปี แสดงกิริยาที่ไม่สุภาพกับเขาหลายครั้งตลอดหลายปีที่เขาทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้ ตามประวัติเขาได้รับการว่าจ้างเมื่อปี 2002 จนถึงปี 2014 รวมแล้วทำงานให้นาน 12 ปี

ซึ่งในช่วงเวลาที่เขาถูกล่วงละเมิดทางเพศนั้น เกิดขึ้นบ่อยหลังจากปี 2010 เป็นต้นมา ที่โดนนักร้องดังพูดจาเป็นนัยๆทางเพศ แตะ เนื้อต้องตัวและลูบไล้เรือนร่างจนทำให้เขารู้สึกอึดอัดส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึก

มีครั้งหนึ่ง ขณะที่เขานั่งรถไปกับท่าน เซอร์เพื่อเดินทางไปที่สนามบินในนครลอสแอนเจลิส เขาถูกจอห์นแตะต้องตัวอย่างไม่เต็มใจ เมื่อเดือน มี.ค.2014 พอเดือน ก.ย.ปีเดียวกันเขาก็ถูกปลดจากงาน

ด้านทีมทนายของท่านเซอร์บอกกรณีนี้ไม่สมควรจ่ายใดๆทั้งสิ้น อีกอย่างท่านเซอร์ก็มีความสุขกับครอบครัวดี แต่บอกตามตรงไม่ใช่ว่าคนดังทำผิดไม่ได้นะ ทว่าผิดจริงหรือเปล่าต้องมีหลักฐานไม่ใช่กล่าวหากันลอยๆ.

ยูเรนัส