2 ปี MH 370

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/587651

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 9 มี.ค. 2559 05:01

 

8 มีนาคม 2559 ครบรอบ 2 ปี ปริศนาเที่ยวบิน MH 370 ของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เครื่องบินโบอิ้ง 777-200 ER เส้นทางบินกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปกรุงปักกิ่ง พร้อมผู้โดยสารจาก 15 ชาติ จำนวน 227 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนกับมาเลเซียและลูกเรือชาวมาเลเซียอีก 12 คน รวม 239 ชีวิต หายสาบสูญหลังทะยานขึ้นบินออกสู่ทะเลจีนใต้ได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมง เมื่อ 8 มี.ค.ปี 2557…

เชื่อกันว่า เที่ยวบิน MH 370 ถูกนำพาออกนอกเส้นทางบินแล้ววกลงใต้ไปตกมหาสมุทร อินเดียตอนใต้ ห่างจากชายฝั่งภาคตะวันตกของออสเตรเลียเกือบ 2,000 กม.

หลักฐานเครื่องบินที่พบและพอจะเชื่อถือว่า “อาจเป็นไปได้” จนถึงวันนี้มีเพียง 2 ชิ้น คือชิ้นส่วนปีกเครื่องบินขนาด 2 เมตร ถูกพบลอยติดชายฝั่งเกาะเรยูนิยง อดีตอาณานิคมฝรั่งเศสในมหาสมุทรอินเดียเมื่อ 29 ก.ค.ปีที่แล้ว กับชิ้นส่วนหางขนาดราว 1 เมตร เพิ่งถูกพบลอยติดชายฝั่งประเทศโมซัมบิก อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ทวีปแอฟริกาเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้ว

สาเหตุการหายสาบสูญของเที่ยวบิน MH 370 มีหลายทฤษฎี รวมถึงนักบินฆ่าตัวตายและเครื่องบินถูกจี้ก่อการร้าย ส่วนภารกิจความพยายามค้นหาซากเครื่องบินยังดำเนินการต่อเนื่องแต่แผ่วลงมาก หัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ของภารกิจค้นหาคือ ออสเตรเลีย ตามด้วยจีนในฐานะมีผู้โดยสารเที่ยวบินมรณะมากกว่าเพื่อน ทั้งๆที่ความกระตือรือร้นของภารกิจค้นหาซากเครื่องบินมากที่สุดน่าจะเป็นมาเลเซีย…

คำถามที่ยังค้างคาใจชาวโลกคือ ถ้าพบซากเครื่องบินใต้ทะเลลึกแล้วจะทำอย่างไร

คำตอบจากหัวหน้าคณะทำงานตามหาซาก MH 370 จากออสเตรเลีย บอกว่าถ้าซากเครื่องบินอยู่ลึกใต้ผิวน้ำมากกว่า 6.5 กม.คงนำขึ้นมาไม่ได้ทั้งหมด แต่ต้องพยายามกู้ “กล่องดำ” บันทึกข้อมูลการบินและคำสนทนาของนักบินกับหอควบคุมการบินขึ้นมาให้ได้ เพื่อใช้เป็นแนวทางวิเคราะห์สาเหตุเครื่องบินตก

ส่วนทุนรอนในภารกิจเก็บกู้หลักฐานถ้าพบซากเครื่องบินแล้วไม่ต้องห่วง เพราะสามารถหาระดมได้จากนานาประเทศ รวมถึงอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย

คำถามที่ตามมาอีกคือ แล้วข้อมูลในกล่องดำจะช่วยไขปริศนาเครื่องบินตกได้หรือไม่และอย่างไร

คำตอบเรื่องนี้อาจพบปัญหา เพราะกล่องบันทึกข้อมูลการสนทนาของนักบินกับหอบังคับ การบินมีรอบการบันทึกข้อมูลจำกัดนานแค่ 2 ชั่วโมงเป็นไปตามมาตรฐานสากล แต่เที่ยวบิน MH 370 เชื่อแน่ว่าบินเดินทางนานกว่า 2 ชั่วโมงก่อนพบจุดจบ ทำให้ข้อมูลบันทึกรอบแรกอาจถูกลบไปแล้ว ปัญหานี้ทำให้ระเบียบข้อบังคับใหม่ของเครื่องบินโดยสารผลิตตั้งแต่ 1 ม.ค.ปี 2564 กล่องบันทึกเสียงสนทนาของนักบินต้องบันทึกได้ยาวนานถึง 25 ชั่วโมง

อีกคำถามสำคัญคือ แล้วอนาคตมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เป็นอย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ผู้คนคงแทบไม่รู้สึกว่าอะไรหายไป…

อานุภาพ เงินกระแชง

ใกล้ถึงวันเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/587176

โดย ยูเรนัส 8 มี.ค. 2559 05:01

 

ในราวเดือนเมษายนนี้ จะมีการเลือกตั้งครั้งสำคัญเกิดขึ้นที่สาธารณรัฐเปรู หรือที่รู้จักกันสั้นๆว่า ประเทศเปรู นั่นเอง ครั้งนี้ตัวเต็งอันดับหนึ่งยังคงเป็น นางเคอิโกะ ฟูจิโมริ วัย 40 ปี บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีอัลแบร์โต ฟูจิโมริผู้อื้อฉาว ซึ่งก่อนหน้าการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีนี้ เธอเคยสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งผู้นำเปรูมาแล้วเมื่อปี 2011 แต่ตอนนั้นพ่ายแพ้ให้แก่พันโทโอญันตา อูมาลา ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบัน กระนั้นแม้จะเคยแพ้การเลือกตั้งมาแล้ว นางเคอิโกะก็ไม่เคยท้อ ปีนี้จึงลงสมัครอีกครั้ง และมีแววว่า จะเป็นปีทองของเธอซะด้วย

หนำซ้ำฐานเสียงของเธอก็มีเยอะพอสมควร รวมทั้งผู้ที่ยังมีความนิยมชมชอบบิดาของเธอก็ส่งเสียงเชียร์เป็นระยะ จึงสร้างความหวังให้ตระกูลฟูจิโมริว่าอาจจะได้หวนคืนถิ่นทำเนียบประธานาธิบดีอีกครั้ง

แต่แม้นางเคอิโกะจะเป็นนักการเมืองชื่อดังและมีผู้ศรัทธาในแนวทางนโยบายช่วยเหลือผู้ยากไร้ เนื่องจากตะลุยหาเสียงในย่านคนยากคนจนจนได้รับความนิยมไม่น้อย ทว่าการที่เกิดมาเป็นบุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีที่ถูกจองจำอยู่ในคุกด้วยข้อหาคอร์รัปชัน, ใช้อำนาจในทางมิชอบและละเมิดสิทธิมนุษยชน ฯลฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อนางเคอิโกะทั้งในด้านบวกและด้านลบ ดังนั้น การเป็นลูกของอดีตประธานาธิบดีจอมอื้อฉาว จึงได้ทั้งประโยชน์จากความมีชื่อเสียงแต่ก็เหมือนถูกคำสาปไปพร้อมๆกัน

อย่างกรณีของนางเคอิโกะ แม้เธอจะตั้งหน้า ตั้งตาหาเสียงด้วยการลงพื้นที่พบปะประชาชนและได้รับเชิญไปออกรายการตามสื่อต่างๆ แน่ละว่า เธอย่อมได้รับความสนใจจากใครๆในฐานะที่เคยเป็นอดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 สมัยที่พ่อของเธอเคยเป็นประธานาธิบดี

แต่อีกด้านนึง บางคนยังคงตั้งข้อสงสัยว่า เธอจะเจริญรอยตามบิดาในการบริหารประเทศหรือไม่ หากเธอได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป?, ถ้าเธอได้เป็นผู้นำประเทศแล้วไซร้ เธอจะประกาศนิรโทษกรรมให้แก่บิดาไหม? และพ่อของเธอจะเข้ามาก้าวก่ายการบริหารประเทศถ้าบุตรสาวได้เป็นประธานาธิบดีหรือเปล่า? คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในชีวิตของนางเคอิโกะตลอดเวลา

ซึ่งเธอยืนยันว่า ถ้าได้รับเลือกตั้งละก็ เธอจะบริหารประเทศเอง หากใครที่ชอบอยู่แล้วก็คงชอบต่อไป แต่ถ้าไม่ชอบก็ไม่แน่ว่าจะเปลี่ยนมาชอบไหม?

ยูเรนัส

ผู้นำเสพติดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/586839

โดย บวร โทศรีแก้ว 7 มี.ค. 2559 05:01

 

ผู้นำประเทศที่มีอายุมากที่สุดในโลกขณะนี้ คือประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ แห่งซิมบับเว ซึ่งมีอายุครบ 92 ปี เมื่อ 21 ก.พ.ปีนี้ แต่เพิ่งจัดงาน เฉลิมฉลองวันเกิดสุดยิ่งใหญ่อลังการ เมื่อ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา

ปาร์ตี้วันเกิดของมูกาเบ จัดขึ้นที่เมืองมาสวิงโก ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ มีประชาชน นักการเมือง ข้าราชการ และสมาชิกพรรค “ซานูพีเอฟ” พรรครัฐบาล เข้าร่วมคับคั่งกว่า 50,000 คน

ปาร์ตี้หลักจัดขึ้นที่เต็นท์ในเขตซากปรัก หักพัง “มหาซิมบับเว” (Great Simbabwe) สร้างสมัยศตวรรษที่ 13 สมัยอาณาจักรมุนฮูมูตาปา ซึ่งยูเนสโกยกให้เป็นมรดกโลก มีการฆ่าวัวควายและสัตว์ป่าหลายพันตัว

สื่อของรัฐบาลจะประโคมข่าวสดุดีมูกาเบเลิศลอย แต่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐไป บังคับเรี่ยไรเงินจากครูและชาวบ้านในเมืองมาสวิงโก เพื่อนำมาจัดงานปาร์ตี้วันเกิดให้ท่านผู้นำ

ส่วนฝ่ายค้านและประชาชนจำนวนมากโจมตีว่างานวันเกิดนี้หรูหราฟุ่มเฟือยเกินเหตุ เพราะ ใช้งบประมาณอย่างน้อย 8 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ (เกือบ 30 ล้านบาท) ทั้งที่ซิมบับเวเพิ่งประกาศภาวะภัยพิบัติ เนื่องจากเผชิญภัยแล้งรุนแรงและขาดแคลนอาหารอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ

งานฉลองวันเกิดครบรอบ 91 ปี ของมูกาเบเมื่อปีที่แล้วก็ถูกก่นด่าคล้ายๆกัน เพราะมีการ
ทำ “เค้กวันเกิด” สุดหรูหราขนาด 200 ปอนด์ (91 กก.) ด้วย!

มูกาเบเคยเป็นผู้นำกองโจรมาร์กซิสม์สมัยซิมบับเวยังเป็น “โรดีเซียใต้” หลังซิมบับเว ได้รับเอกราชจากอังกฤษ เขาขึ้นมาเป็นนายกฯ 2 สมัย ก่อนชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี และกุมอำนาจมายาวนานถึง 36 ปีแล้ว

ยุคแรกๆ มูกาเบทำให้เศรษฐกิจซิมบับเวรุ่งโรจน์เฟื่องฟูด้วยการเกษตร จนได้ฉายา “อู่ข้าว อู่น้ำของแอฟริกา” ต่อมาเขาสั่งกวาดล้างกบฏใน จ.มาตาเบเลแลนด์ อย่างโหดเหี้ยม มีคนตาย หลายพัน จึงถูกมหาอำนาจตะวันตกคว่ำบาตร ซิมบับเวยิ่งถูกโดดเดี่ยวหนักขึ้นหลังมูกาเบสั่งยึดไร่นาของคนผิวขาวมาแจกจ่ายให้คนผิวดำชน ส่วนใหญ่ในปี 2543 โดยไม่มีแผนรองรับ ส่งผล ให้การเกษตรล่มสลาย เกิดวิกฤติด้านอาหารและ เงินเฟ้อรุนแรง

ปี 2551 ซิมบับเวมีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดในโลกถึง 2,000,000% อัตราคนว่างงานสูงกว่า 80% มีอัตราคนติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก ชาวซิมบับเวต้องหนีไปอาศัยชาติเพื่อนบ้านหลายล้านคน

ทุกวันนี้ซิมบับเวก็ยังทุกข์ยาก แต่มูกาเบก็ยังนั่งบัลลังก์ต่อไป แถมยังไม่ตั้งทายาทอำนาจ ทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจในพรรคซานูพีเอฟ ระหว่างรองประธานาธิบดีเอมเมอร์สัน เอ็มนางากวา กับนางเกรซ ภริยาของมูกาเบ

มูกาเบชอบกล่าวสุนทรพจน์ยืดยาว มัก ด่าทอชาติตะวันตก แต่ด้วยความแก่ชราจึงเลอะเลือนเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว เขาอ่านสุนทรพจน์ ในรัฐสภา แต่เป็นสคริปต์สุนทรพจน์เก่าที่เคยอ่านมาแล้วเมื่อ 1 เดือนก่อน

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของผู้นำที่ “เสพติดอำนาจจนถึงวันตอกฝาโลง” ตัวจริงเสียงจริง!
บวร โทศรีแก้ว

กินฟรี–อยู่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585998

โดย ตติกานต์ เดชชพงศ 5 มี.ค. 2559 05:01

 

ทุกครั้งที่เกิดปัญหา “ข้าวยากหมากแพง” ก็มีแนวโน้มสูงที่คนในสังคมจะพร้อมใจ “รัด เข็มขัด” และหันไปบริโภคสินค้าราคาถูกเพื่อบริหารต้นทุนทางการเงินที่มี และพฤติกรรมการ บริโภคอาหารราคาถูกก็ส่งผลต่อสุขภาวะของคนจำนวนมาก เนื่องจากอาหารราคาถูกไม่ค่อยมีความหลากหลาย และไม่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากนัก แถมยังอุดมไปด้วยสารเคมีและไขมันที่สะสมในร่างกายและส่งผลทำลายสุขภาพในระยะยาว ทำให้ “คนจน” ที่จำต้องกินอาหารราคาถูก เสี่ยงต่อการเป็น “โรคอ้วน” มากกว่าคนมีอันจะกินทั้งหลาย

กระแสการกินอาหารปลอดสารพิษที่เกิดขึ้นทั่วโลกจึงเป็นหนึ่งในคำตอบของการกินเพื่อสุขภาพ แต่ติดอยู่ที่ว่าอาหารปลอดสารพิษราคาแพงกว่าอาหารทั่วไป นักวิจัยของสถาบัน American Heart Association ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ประชากรเป็นโรคอ้วนและโรคเกี่ยวกับหัวใจจำนวนมากจึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการเก็บภาษีเพิ่มแก่อาหารที่เป็นภัยต่อสุขภาพ เช่น ขนมขบเคี้ยวหรืออาหารสำเร็จรูปที่มีน้ำตาล, เกลือโซเดียม และไขมันสูง แต่เพิ่มเงินอุดหนุนทางการเกษตรแก่ผู้ผลิตอาหารปลอดสารพิษแทน เพื่อช่วยให้อาหารที่มีประโยชน์มีราคาถูกลง โดยงานวิจัยของ AHA เผยว่า การเพิ่มอาหารที่มีกากใย 10 เปอร์เซ็นต์ของมื้ออาหารในแต่ละวัน จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและ
โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดต่างๆแก่ประชากรอเมริกันได้

หลายชุมชนในสหรัฐฯได้เริ่มขยับนำหน้ารัฐบาลไปแล้ว เพราะกลุ่มนักกิจกรรมและประชาชนบางส่วนร่วมกันจัดตั้งขบวนการปลูกพืชกินได้ในพื้นที่สาธารณะตามเมืองต่างๆ โดยที่เมืองซานดิเอโกมีอาสาสมัครปลูกพืชผักตามริมถนน เพื่อให้ประชาชนเก็บเกี่ยวผลผลิตไปกินได้ฟรีๆ ส่วนในเมืองซีแอตเติลมีการปลูกพืชสวนครัวตามสวนสาธารณะของเมือง เช่นเดียวกับการปลูกพืชริมถนนในนครลอสแอนเจลิส, บอสตัน, และเมืองอิซซากวาห์ในรัฐวอชิงตัน รวมถึงการปลูกพืชบนที่ว่างบนหลังคาตึกสูงในย่านบรู๊กลิน นครนิวยอร์ก ซึ่งมีหนังสือคู่มือการทำสวนบนหลังคาออกมาวางจำหน่ายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่าการร่วมกันปลูกพืชในพื้นที่สาธารณะของคนในชุมชนช่วยให้เยาวชนมีกิจกรรมทำมากขึ้น และช่วยลด สถิติอาชญากรรมในหมู่วัยรุ่นที่อาศัยอยู่ในย่านชุมชนแออัดบางแห่งของสหรัฐฯด้วย.

ตติกานต์ เดชชพงศ

โลจิสติกส์อาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/585490

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 4 มี.ค. 2559 05:01

 

จากปัญหาราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เคย “ไฮโซ” ดูแพง ลดลงมาจนมีแววราคาตลาดนัด ธุรกิจโลจิสติกส์จึงดูเหมือนจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมหภาคอย่างเต็มๆ

ก็เป็นจังหวะพอดีที่ไปร่วมฟังการบรรยาย “โครงข่ายคมนาคมอาเซียน” โดยคุณวิจิตร นิมิตรวานิช นักวิชาการขนส่งทรงคุณวุฒิ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ประจำกระทรวงคมนาคม ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ซึ่งมาบอกกล่าวโครงข่ายเส้น ทางการขนส่ง

ทำให้รู้ว่าถนนทางหลวงทั่วประเทศที่มีอยู่ 4 แสนกิโลฯ รับภาระเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่เชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จึงต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายไปด้วย ซึ่งบริโภคน้ำมัน 2.12 บาท/ตัน-กม. แพงกว่าทางรถไฟและทางเรือ (ทางอากาศไม่ต้องพูดถึง) แต่ถ้าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศนิยมใช้ทางน้ำมากที่สุด เพราะต้นทุนต่ำ (0.65 บาท/ตัน-กม.)

สิ่งที่ตามมากับการใช้รถใช้ถนนสายหลักที่ไม่มีจุดพักรถเป็นหลักแหล่งและได้มาตรฐาน ประเทศไทยจึงเป็นอันดับ 2 ของโลกที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุดคือ 44 ศพต่อสัดส่วนประชากร 100,000 คน/ปี หรือประมาณ 2 คน/ชม. = 22,000-24,000 คน/ปี ขณะที่ประเทศติดอันดับอื่นๆ ส่วนใหญ่อยู่แถบแอฟริกา…

นั่นหมายถึงมีเราเป็นประเทศเดียวในเอเชีย!!!

แล้วในโอกาสที่ปีนี้เข้าสู่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ไทยก็เพิ่งเสร็จสิ้นการเป็นเจ้าภาพจัดการ ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM Retreat) ครั้งที่ 22 ที่ จ.เชียงใหม่ มีการหารือกันในหลายๆเรื่องที่เกี่ยวกับการให้บริการขนส่งสินค้า

แต่เมื่อน้ำมันดีเซลถูกลงกว่าเก่า 10% การแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของเราก็บี้บดกันราวสงครามแย่งเนื้อเพื่อความอยู่รอด หลายๆบริษัทพลิกกลยุทธ์ “ใหญ่ๆไม่ เล็กๆทำ” หันไปรุกเศรษฐกิจจุลภาคแทน หรือผู้ประกอบการขนาดกลางกับขนาดเล็กที่ต้องการขยายตลาดสินค้าตัวเองผ่านระบบออนไลน์ บริการรับ-ส่งสินค้าข้ามอำเภอข้ามจังหวัดไปจนถึงข้ามประเทศที่อยู่ไม่ไกล

ซึ่งนอกจากจะต้องอ่านเกมคู่แข่งภายในประเทศแทบเส้นสมองตึงแล้ว ยังต้องไม่ลืมสำรวจคู่แข่งจากประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมาและเวียดนาม) ที่เราอาจดูเหนือในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เป็นรองแค่มาเลเซียกับสิงคโปร์ แต่เรื่องค่าแรง ค่าขนส่งที่ถูกกว่านี่สิ…

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

อาเซียนกลมเกลียว?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584440

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 2 มี.ค. 2559 05:01

 

เมื่อเร็วๆนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของ 10 ประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ประชุมกันที่กรุงเวียงจันทน์ของ สปป.ลาวซึ่งก็เป็นประธาน (หมุนเวียน) อาเซียนในปีที่เข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2558 ปรากฏความแตกต่างอย่างชัดเจนชนิดที่หลายคนอาจงงได้ว่านี่คืออาเซียนจริงๆเหรอ

เมื่อที่ประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซียนระบุเป็นเสียงเดียวกันในแถลงการณ์ “แสดงความเป็นห่วงอย่างมาก (เข้าขั้นซีเรียส)” เกี่ยวกับ ปัญหาตึงเครียดในทะเลจีนใต้ที่จีนอ้างสิทธิครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่และได้ก่อสร้างอาคารถาวรรวมทั้งลานบินบนเกาะแก่งต่างๆที่จีนถมทะเลขึ้นมา โดยมีคู่กรณีในชาติอาเซียนร่วมแย่งชิงพื้นที่ทะเลจีนใต้ด้วยมีทั้ง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไนฯและเวียดนาม

“การอ้างสิทธิครอบครองที่ดินและขยับขยายสร้างทำกิจกรรมต่างๆได้เพิ่มความตึงเครียด และอาจบ่อนทำลายสันติภาพ ความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค” แถลงการณ์อาเซียน ระบุ

แม้แต่กัมพูชาซึ่งเมื่อหลายปีก่อนสมัยเป็นประธานอาเซียน กัมพูชาไม่ยอมใส่ถ้อยคำที่พูดพาดพิงถึงปัญหาทะเลจีนใต้ลงในแถลงการณ์จนถูกวิพากษ์วิจารณ์มาแล้ว ครั้งนี้เป็นคนละเรื่อง เมื่อนายฮอร์ นัมฮง รมว.ต่างประเทศกัมพูชา บอกเองว่าอาเซียนเห็นชอบร่วมกันที่จะหาช่องทาง การพูดคุยเรื่องนี้และปัญหาอื่นๆกับจีน

แต่เพราะจีนยืนยันมาตลอดจะคุยแก้ปัญหา เป็นรายกรณีแบบทวิภาคี ไม่คุยแบบกลุ่มหรือไม่สนการแก้ปัญหาจากเวทีกฎหมายระดับโลก อีกทั้งจีนยังมีอิทธิพลอยู่มากและเป็นคู่ค้าสำคัญของหลายประเทศในอาเซียน เรื่องนี้คงไม่ง่ายเหมือนพูด

โดยเฉพาะ สปป.ลาวที่ต้องชั่งน้ำหนักและรักษาระดับความสัมพันธ์กับจีนและเวียดนามซึ่งเป็นอีกประเทศอาเซียนต่อจากฟิลิปปินส์ที่ชูท่าทีแข็งกร้าวสู้กับจีนในปัญหาทะเลจีนใต้ แต่นาย ทองลุน สีสุลิด รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศของ สปป.ลาว กลับมองเป็นเรื่องที่น่าจะพอจัดการได้

“พวกเรา (สปป.ลาว) เป็นเพื่อนสนิทเวียดนามและจีน พวกเราจะพยายามแก้ปัญหากันแบบเพื่อนแบบมิตร และแม้จะอยู่ตรงกลาง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา” นายทองลุนกล่าว

ท่าทีเป็นหนึ่งเดียวต่อปัญหาทะเลจีนใต้ มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยนอกจากอาเซียนเพิ่งได้ยาดีมาจากที่ประชุมที่ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ของสหรัฐฯได้เชิญเหล่าผู้นำอาเซียนไปคุยถึงถิ่นมาช่วงกลางเดือน ก.พ. ส่วนโอบามาก็มีคิวกลับมาเยือน สปป.ลาวเพื่อร่วมประชุมสุดยอดประจำปีของอาเซียนอีกในเดือน ก.ย.นี้ด้วย…

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

ได้เลี้ยงลูกร่วมกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583973

โดย ยูเรนัส 1 มี.ค. 2559 05:01

 

เป็นผู้หญิงที่มีชีวิตเต็มไปด้วยความอลหม่าน วุ่นวายไม่รู้จักจบ เมื่อ บริสตอล เพลิน บุตรสาวของ นางซาราห์ เพลิน อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสมัยนายจอห์น แมคเคน ได้รับ การเสนอชื่อเข้าชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯในนามของพรรครีพับลิกัน เมื่อปี 2008 กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง คราวนี้บริสตอล วัย 25 ปี ปั้นหน้าตกใจและโพสต์ข้อความน่าเคลือบแคลงในเครือข่ายสังคมออนไลน์หนึ่งวัน หลัง นายเลวี จอห์นสตัน อดีตคู่หมั้น เปิดเผยว่า เขาชนะในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ยื่นขอเป็นผู้ปกครองร่วมกับบริสตอลเพื่อช่วยกันดูแล เด็กชายทริปป์ อีสตัน จอห์นสตัน บุตรชายวัย 7 ขวบ ของนายเลวี่ที่เกิดกับบริสตอลนั่นเอง

นายเลวี่ชี้แจงว่า ใช้เวลานานถึง 7 ปี และเสียค่าใช้จ่ายไปราว 1 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 3 ล้าน 5 แสนบาทไปกับการร้องขอเป็นผู้ปกครองร่วม ซึ่งในที่สุดความพยายามของเขาก็สัมฤทธิผล

เขาบอกว่า มีความสุขมากที่ได้ลูกชายเข้า มาในชีวิต แม้ต้องเปลี่ยนทนายในการว่าความนี้ไป 3 คน และต้องอาศัยความอดทนเพื่อให้ได้สิ่ง ที่เขาหวัง เขาก็รู้สึกว่า คุ้มค่ากับการรอคอยแต่ดูเหมือนว่า อาการดีใจของนายเลวี่กลับทำให้บริสตอลซึ่งเคยเป็นคนรักเก่า และเคยรักๆ เลิกๆกันไม่รู้กี่ครั้งรู้สึกอึดอัดใจกับการที่นายเลวี่ได้เป็นผู้ปกครองของเด็กชายทริปป์ร่วมกัน ซึ่ง เป็นเพราะอะไรนั้น ทางสาวบริสตอลไม่ยอมบอก ตรงๆซะด้วยว่า ทำไมเธอถึงไม่ดีใจกับนายเลวี่ด้วย?

เมื่อย้อนกลับไปในอดีตตอนโน้นที่นายเลวี่ทำบริสตอลตั้งครรภ์ พวกเขายังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายในอลาสกา ที่นางซาราห์ เพลิน เป็นผู้ว่าการ รัฐฯ เข้าทำนองท้องก่อนสมรส และมีลูกในวัยที่ ยังไม่พร้อม

แต่เมื่อเหตุการณ์ดำเนินไปถึงขั้นนี้แล้ว นางเพลินซึ่งเป็นนักการเมืองจึงพาบริสตอลและเลวี่ออกงานเพื่อรณรงค์ป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยทีนซะเลย

พูดถึงการที่ทั้งบริสตอลและเลวี่ได้กลับมา เป็นผู้ปกครองร่วมกันของเด็กชายทริปป์ซึ่งเป็น บุตรทางสายเลือดของทั้งคู่น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับ เด็กมากกว่า เพราะได้มีพ่อและแม่ช่วยกันเลี้ยง,ช่วยกันดูแล

กระนั้นเรื่องน่าฉงนของบริสตอลยังมีอีก เนื่องจากเธอไม่ได้มีลูกเพียงคนเดียว แต่เธอยังมีบุตรสาววัยเบบี๋ ชื่อเซเลอร์ เกรซ อีกคนที่พ่อของ เด็ก (เป็นคนละคนกับนายเลวี่) และอยากเข้ามามีส่วนในชีวิตของหนูน้อยเช่นกัน ถือว่าบริสตอลโชคดีนะ อย่างน้อยอดีตแฟนเก่าก็ไม่ทิ้งให้ เลี้ยงลูกตามลำพัง.

ยูเรนัส

เอาเปรียบเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583974

โดย แม่ลูกจันทร์ 1 มี.ค. 2559 05:01

 

มีแนวโน้มว่าโครงการร่วมทุนรถไฟไทย-จีน จะเริ่มก่อสร้างไม่ทันเดือนพฤษภาคมปีนี้ อย่างที่ฉายหนังโฆษณา

เผลอๆ อาจจะยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน หรือหลายปี

หรือถ้าจะให้ดี น่าจะเก็บเข้าตู้เย็นไปเลย!!

“แม่ลูกจันทร์” กราบเรียนว่า โครงการรถไฟสายนี้นอกจากไม่คุ้มค่าการลงทุนฝ่ายไทยยังโดนพี่ใหญ่จีนเอาเปรียบทุกประตู

ยิ่งการเจรจายืดเยื้อ ฝ่ายจีนก็ยิ่งเพิ่มเงื่อนไขเอาเปรียบฝ่ายไทยมากขึ้นๆ เป็นทวีคูณ

ถ้าหากรัฐบาลจะดันทุรังเดินหน้าโครงการรถไฟไทย–จีนต่อไป จะขาดทุนริดสีดวงบานเป็นกลีบมะไฟอีกหลายสิบปี

สู้เอาเงินภาษีประชาชนไปเร่งสร้างรถไฟรางคู่ทั่วประเทศยังจะได้ประโยชน์มากกว่าหลายเท่าตัว

ฟันธง…รถไฟรางคู่นี่แหละ คือการพัฒนาการขนส่งระบบรางที่เหมาะสมกับประเทศไทยอย่างแท้จริง

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า โครงการรถไฟไทย-จีน “หนองคาย-โคราช-แก่งคอย-กรุงเทพฯ-มาบตาพุด” ระยะทาง 845 กม. เป็นโครงการร่วมทุนจีทูจีที่แปลกประหลาดมากที่สุดที่เคยเจอ

โดยมีความแปลกพิลึกกึกกือถึง 5 ประการดังนี้คือ

แปลกข้อ 1, ตอนแรกฝ่ายจีนตกลงจะก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (220 กม.ต่อ ชม.)

แต่สุดท้ายกลายเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง (180 กม.ต่อชั่วโมง)

แปลกข้อ 2,โครงการนี้ฝ่ายจีนได้ประโยชน์เกิน 80 เปอร์เซ็นต์

แต่จีนขอลงขันแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ โยนให้ไทยเป็นฝ่ายลงทุน

ถ้าเรายอมรับเงื่อนไขนี้ไทยก็เสียเปรียบเต็มเปา

แปลกข้อที่ 3, ฝ่ายจีนเป็นผู้สำรวจออกแบบและก่อสร้างครบวงจร แถมเคาะราคาแพงหูฉี่ถึง 5.3 แสนล้านบาทขาดตัว

(เฉลี่ย 600 ล้านบาท ต่อระยะทาง 1 กม.)

เมื่อเปรียบเทียบกับโครงการรถไฟความเร็วสูงประเทศอื่นแล้ว ราคาที่จีนเสนอมาแพงอื้อซ่าเกินควร

แปลกข้อที่ 4, ฝ่ายไทยเจรจาต่อรองขอให้จีนลดราคาลงอีก 20 เปอร์เซ็นต์ ฝ่าย จีนใจปํ้ายอมลดราคาจาก 5.3 แสนล้านบาทเหลือ 3.7 แสนล้านบาทขาดตัว

แต่จีนขอลดสเปกรถไฟทางคู่ (ช่วงหนองคาย–โคราช) เหลือรางเดียว!!

ถ้าเหลือแค่รางเดียว…รถไฟวิ่งสวนกันไม่ได้ ต้องจอดรอสับหลีกเหมือนรถไฟธรรมดา

ถ้ายอมรับเงื่อนไขจีน เราก็บ้องตื้นอย่างแรง

แปลกข้อ 5, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม หัวหน้าทีมเจรจาฝ่ายไทย เพิ่งเปิดเผยความลับว่า หลังจากฝ่ายไทยขอให้จีนเพิ่มสัดส่วนร่วมทุนจาก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็น 70 เปอร์เซ็นต์

ฝ่ายจีนเสนอเงื่อนไขแลกเปลี่ยน “แบบยื่นหมูยื่นแมว”

จีนขอสิทธิ์ทำประโยชน์ที่ดิน 2 ข้างทางรถไฟตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง

หมายความว่า จีนมีสิทธิ์เอาที่ดิน 2 ข้างทางรถไฟไปหาประโยชน์ได้ตลอดระยะทาง 845 กม.

แถมจีนยังขอสิทธิ์จัดการพื้นที่สถานีรถไฟเองตลอดอายุสัญญา

หมายความว่า จีนมีสิทธิ์แบ่งพื้นที่สถานีรถไฟให้เอกชนเช่าทำศูนย์การค้าได้อย่างสะดวกโยธิน

เป็นไง…เงื่อนไขแบบนี้พอรับไหวมั้ยคุณ??
“แม่ลูกจันทร์”

ธุรกิจ (มืด) ข้ามชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/583550

โดย ตติกานต์ เดชชพงศ 29 ก.พ. 2559 05:01

 

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีบารัค โอบามา เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่สหรัฐฯ เมื่อกลางเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา อาจบ่งชี้ได้ว่าการรวมตัวของ 10 ประเทศ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสำคัญมากพอที่ประเทศมหาอำนาจอยากสานสัมพันธ์ด้วย ซึ่งเป็นหมุดหมายอันดีและสอดคล้องกับการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่ผ่านมา

แต่นอกเหนือจากแง่มุมดีๆ ก็ยังมีข้อควร ระวังที่มาควบคู่กัน และผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายก็เตือนล่วงหน้ามาได้ระยะหนึ่งแล้ว รวมถึงสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งเผยรายงานประเมินสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เมื่อวันที่ 25 ก.พ. โดยยูเอ็นโอดีซีระบุว่า การเปิด เสรีทางการค้าและเปิดพรมแดนเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจและคมนาคมภายในประชาคมอาเซียนจะส่งผลให้สถิติอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่มีทางเลี่ยง เพราะการเคลื่อนย้ายสิ่งผิดกฎหมายต่างๆก็ทำได้ง่ายดายขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด, ไม้เถื่อน, สินค้าปลอม หรือแม้แต่การลักลอบค้ามนุษย์

ยูเอ็นโอดีซีเตือนว่า เมียนมาเป็นแหล่งปลูกฝิ่นและเฮโรอีนมากเป็นอันดับ 2 ของโลก และการลำเลียงยาเสพติดข้ามพรมแดนระหว่างประเทศอาเซียนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางน้ำ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ทำให้สิ่งของ (และคน) ผิดกฎหมายไหลข้ามพรมแดนไปได้โดยง่าย และยูเอ็นโอดีซี ประเมินว่าการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์สินค้าในอาเซียนแต่ละปีมีจำนวนกว่า 500 ล้านตู้ แต่การ ตรวจสอบตู้สินค้าจำนวนมหาศาลนี้ทำได้แค่ไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะขาดกำลังคน

เช่นเดียวกับไม้เถื่อน ซึ่งถูกลักลอบตัด และขนส่งข้ามแดนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน รวมถึง ขบวนการ “ค้ามนุษย์” อาศัยจุดอ่อนที่มาตรการควบคุมหรือป้องกันการลักลอบขนของผิดกฎหมายในเมียนมาและประเทศเพื่อนบ้านไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีการทุจริตรับเงินสินบน อันเป็นปัญหาเรื้อรังในกลุ่มประเทศแถบนี้มานาน และเม็ดเงินที่ไหลเวียนอยู่ใน “ตลาดมืด” แถบอาเซียนสูงถึงประมาณปีละ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 105 ล้านล้านบาท) ทำให้กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจมืดทั้งหลายใช้เงินหว่านและลอยนวลจากการจับกุมไปได้.

ตติกานต์ เดชชพงศ

สินค้า (สวย) เสี่ยงภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/582752

โดย ตติกานต์ เดชชพงศ 27 ก.พ. 2559 05:01

 

“รูปลักษณ์ดูดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” เป็น เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมทั่วโลก ทำให้ผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆ เป็นสินค้าขายดีไม่มีแผ่ว แต่บางครั้งการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคร้ายแรงกว่าที่คิด และข้อเท็จจริงที่น่าหนักใจนี้ถูกตีแผ่โดยองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคของฝรั่งเศส UFC-Que Choisir ซึ่งแถลงเตือนผู้บริโภคในประเทศตัวเองให้ระวังภัยสารเคมีที่แฝงอยู่ในผลิตภัณฑ์เพื่อความงามประมาณ 185 ชนิดว่าอาจส่งผลให้เกิดสารพิษสะสมในร่างกาย ทำให้เกิดอาการแพ้และภาวะผิดปกติของต่อมไร้ท่อ โดยผู้บริโภคที่สนใจ สามารถดูรายชื่อสินค้าฉบับ เต็มได้ที่ http://test-comparatif.que choisir.org/ingredients-indesirables-167993/

จากรายงานดังกล่าวพบว่าสินค้าสุ่มเสี่ยงเหล่านี้เป็นของใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ทั้งแชมพู ยาสีฟัน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว ครีมบำรุง รองพื้น สเปรย์ดับกลิ่น ไปจนถึงผ้าอนามัย แต่ผู้ผลิตไม่มีการแปะฉลากเตือนให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงภัยแฝงของสารเคมีที่ถูกใช้เป็นส่วนผสม ขณะที่สหพันธ์ผู้ผลิตเครื่องสำอางฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทผู้ผลิตสินค้าทั้งหลาย ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์เพื่อความงามที่จำหน่ายในฝรั่งเศสผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยของรัฐบาลมาแล้วทั้งสิ้น ผู้บริโภคจึงต้องชั่งใจกันเอาเอง เพราะข้อมูลของทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม องค์กร UFC-Que Choisir ยอมรับว่าแม้จะมีฉลากระบุชื่อสารเคมีที่เป็นอันตรายหรือคำเตือนที่ชัดเจนแปะอยู่กับสินค้าต่างๆ ในอนาคตข้างหน้า ก็ยังมีแนวโน้ม (สูงมาก) ว่าผู้บริโภคจะไม่ใส่ใจคำเตือนดังกล่าว เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคไม่ค่อยสนใจรายละเอียดปลีกย่อยเท่าไหร่ แต่จะจดจำสรรพคุณที่รับรู้จากโฆษณาตามสื่อต่างๆมากกว่า และตัวอย่างชัดๆที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ก็เห็นจะได้แก่กระแสเฟื่องฟู ของสินค้าเสริมความงามที่โฆษณาผ่านเครือข่าย สังคมออนไลน์ในไทย แต่กลับขายดีเทน้ำเทท่าทั้งๆที่ไม่มีตรา อย.รับรองแต่อย่างใด.

ตติกานต์ เดชชพงศ