สิ้นผู้นำนักต่อสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 25 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/700019

 

สิงคโปร์มีข่าวใหญ่ 2 ข่าว เมื่อวันที่ 22 ส.ค. นายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง วัย 64 ปี เป็นลมหน้ามืดขณะกล่าวสุนทรพจน์งานวันชาติสิงคโปร์ แต่ไม่เป็นอะไรมาก และข่าวการเสียชีวิตของอดีตผู้นำ นาย เอส.อาร์. นาธาน

นายเอส.อาร์. นาธาน มีชื่อจริงว่า “เซลลาพัน รามานาธาน” เป็นอดีตประธานาธิบดีผู้ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของสิงคโปร์ เป็นอยู่ 2 สมัย สมัยละ 6 ปี (2542-2554) เป็นคนสนิทและเป็นไม้เป็นมือของนาย ลี กวน ยิว อดีตนายกฯและรัฐบุรุษผู้ก่อตั้งสิงคโปร์ ผู้ล่วงลับ

เขาถึงแก่อสัญกรรม สิ้นลมอย่างสงบที่โรงพยาบาล “สิงคโปร์ เจนเนอรัล ฮอสปิตอล” ขณะอายุ 92 ปี หลังถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยโรคลมปัจจุบันตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค.

“เอส.อาร์. นาธาน เป็นประธานาธิบดีที่อบอุ่นเข้าถึงได้ที่คนสิงคโปร์รักใคร่ทั้งประเทศ ผู้อุทิศตนเพื่อหน้าที่และประเทศชาติ เป็นแบบอย่างของการต่อสู้จนประสบความสำเร็จ ได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในแผ่นดิน” นายกฯลี เซียน ลุง ระบุในข้อความไว้อาลัย

อดีตผู้นำคนนี้ผ่านความยากลำบากและต่อสู้เอาตัวรอดอย่างโชกโชน ต้องออกจากการเรียนกลางคัน มาหางานทำหาเงินใช้หนี้ครอบครัว กว่าจะได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็อายุ 28 ปี และเป็นประธานา– ธิบดีตอนอายุ 75 ปี

เกิดเมื่อปี 2467 เป็นเด็กเร่ร่อนตอนอายุ 16 ปี หลังทะเลาะกับแม่ ถูกไล่ออกจากโรงเรียน 2 ครั้ง ช่วงสงครามแหลมมลายูเมื่อปี 2485 ต้องนอนบนถนนแต่พยายามเรียนภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นจนหากินกับคนญี่ปุ่นได้

ส่วนตำแหน่งสำคัญทางการเมืองอื่นๆ เป็นทูตสิงคโปร์ประจำมาเลเซียและสหรัฐฯ เป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองและตำแหน่งใหญ่โตอีกหลายเก้าอี้ในภาคเอกชน

และด้วยมุ่งมั่นสู้งาน ทำให้นายลี กวน ยิว ต้องพึ่งหลายครั้งซึ่งเขาไม่เคยปฏิเสธ เช่น ช่วงหมดวาระงานต่างประเทศในปี 2525 ถูกดึงไปคุมสื่อยักษ์ใหญ่สเตรท ไทม์ส ที่เขม็งเกลียวกับรัฐบาล จนทลายแรงต้านในกลุ่มผู้สื่อข่าวได้

สมัยเป็น ผอ.สำนักข่าวกรอง มีเหตุกลุ่มก่อการร้ายจี้เรือเฟอร์รี่ในปี 2517 ตั้งเงื่อนไขให้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นตัวประกันเพื่อคุ้มครองไปที่คูเวต เอส.อาร์. นาธาน เสี่ยงเป็น 1 ใน 13 เจ้าหน้าที่รัฐร่วมบินไปกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายด้วย ส่วนบุคลิกส่วนตัวเป็นผู้นำขวัญใจคนยาก เข้าถึงง่ายและชอบช่วยเหลือผู้ลำบาก

การจากไปของเอส.อาร์. นาธาน คงเหลือไว้แต่ผลงานและคุณงามความดีที่เขาได้ทำไว้ให้กับชาวสิงคโปร์.

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

 

พลังงานกับคุณภาพชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 24 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/698769

 

ภาพรวมดัชนีมลภาวะหรือสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมของแต่ละประเทศทั่วโลก วัดจนถึงช่วงกลางปี 2559 จากพื้นที่สำรวจ 108 ประเทศ เลวร้ายที่สุด 10 อันดับแรก อัฟกานิสถาน กานา เลบานอน บังกลาเทศ อียิปต์ มองโกเลีย เมียนมา เวียดนาม จีนและเปรู

ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มกลางๆ ค่อนลงไปทางแย่ คือลำดับ 32 เทียบกับกลุ่มชาติอาเซียนถือว่าดีกว่าเมียนมา (7) เวียดนาม (8) กัมพูชา (15) อินโดนีเซีย (29) แต่แย่กว่าฟิลิปปินส์ (37) มาเลเซีย (45) และสิงคโปร์ (87)

กลุ่มชาติที่มลภาวะสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมน้อยที่สุดของโลก 10 อันดับ คือ ไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์ สวีเดน เอสโตเนีย นอร์เวย์ นิวซีแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย ออสเตรียและสโลวีเนีย

ดัชนีมลภาวะข้างต้นคือค่าเฉลี่ยรวมทุกประเภทของมลภาวะทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ แต่ถ้าเปรียบเทียบเฉพาะมลภาวะทางอากาศและผลกระทบต่อชีวิตผู้คน ต้องอาศัยข้อมูลจากประเทศยักษ์ใหญ่ 2 ชาติ คือ จีนกับอินเดีย มากที่สุด

ข้อมูลสำรวจวิจัยของสถาบันศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพประชากร หรือ HEI สำนักงานอยู่ในสหรัฐฯ แต่อาศัยประมวลข้อมูลร่วมกับสถาบันการศึกษาของทั้งจีนและอินเดีย พบว่าผู้เสียชีวิตเพราะเกี่ยวข้องกับมลภาวะทางอากาศในจีนกับอินเดียแต่ละปี รวมกันแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลก

เหตุผลประการหนึ่งเพราะประชากรในทั้งสองประเทศรวมกันแล้วมากกว่า 2 ใน 3 ของประชากรโลก คือประชากรจีนมากราว 1,370 ล้านคน กับประชากรอินเดียมากราว 1,300 ล้านคน

แต่ละปีชาวจีนล้มตายเกี่ยวข้องกับมลภาวะทางอากาศมากราว 366,000 คน ส่วนอินเดียน้อยกว่าจีน แต่กำลังแซงหน้าจีนเร็วๆนี้

เหตุผลเพราะในขณะที่จีนกำลังเร่งลดการพึ่งพาใช้พลังงานจากการเผาถ่านหิน ซึ่งอดีตที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงปี 2533 ถึง 2556 อัตราการใช้ถ่านหินเผาให้พลังงานของจีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เพิ่งเริ่มลดลงช่วงไม่กี่ปีหลังนี้

ส่วนอินเดียกลับสวนทาง เพราะยังจำเป็นต้องใช้ถ่านหินเผาให้พลังงานเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงพลเมือง ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ และถ่านหินคือเชื้อเพลิงราคาถูกที่สุดเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า

แม้รัฐบาลอินเดียพยายามสนับสนุนเพิ่มงบประมาณการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ทั้งปลูกต้นไม้ทดแทนช่วยดูดซับมลพิษทางอากาศจากการเผาถ่านหิน แต่สัดส่วนยังไม่สอดคล้องสมดุลกัน จึงทำให้ตัวเลขประชากรเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศในประเทศยังสูงขึ้นเรื่อยๆ

ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่กว่าจะปรับสมดุลได้ระหว่างมลภาวะทางอากาศกับคุณภาพชีวิตประชากรดีขึ้น…

อานุภาพ เงินกระแชง

 

ใครแฟนผู้นำรัสเซีย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ยูเรนัส 23 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/697693

 

เนื่องมาจากภาพที่ อิวานกา ทรัมป์ หรือ อิวานกา ทรัมป์ คุชเนอร์ บุตรสาวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกันไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งแต่งงานกับหนุ่มหล่อเชื้อสายยิว ชื่อจาเร็ด คุชเนอร์ นำมาโพสต์ จนกลายเป็นที่ร่ำลือกันไปต่างๆนานา แต่แทนที่จะบอกว่า อิวานกา อดีตนางแบบและนักธุรกิจนั้นสวย

ตรงข้าม ไม่มีการโฟกัสเรื่องสวยหรือไม่สวยเลย แต่สงสัยกันว่า ภาพที่อิวานกาโพสต์ ซึ่งเป็นภาพที่เธอกับนางเวนดี้ เติ้ง เมอร์ด็อก อดีตภรรยาของนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อก อภิมหาเศรษฐีเจ้าพ่อสื่อคนดังของโลกแห่งกลุ่มนิวส์ คอร์ป ไปเที่ยวโครเอเชียด้วยกันอย่างสนิทสนม สงสัยกันว่ารู้จักกันได้อย่างไร? อ่ะสาวงามสองคนแม้ต่างวัยกันจะรู้จักกันไม่ได้เชียวรึ? หากสตรีทั้งสองที่เป็นเพื่อนจะไปเที่ยวด้วยกันก็ไม่เห็นแปลกอะไร

แต่กลับมีข่าวลือหรือข่าวลวงหรืออาจจริงก็ได้ ว่า นางเวนดี้นั้นเป็นแฟนสาวของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ซึ่งใครได้ยินก็หูผึ่งและแสดงความเหลือเชื่อกันเป็นแถว

นัยนึง วิเคราะห์ได้ว่า บางคนพยายามโยงว่าครอบครัวทรัมป์ ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีด้านอสังหาริมทรัพย์นั้นสนิทสนมกลมเกลียวกับผู้นำรัสเซียมาก ถึงขนาดลูกสาวของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันจะเข้าไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปเที่ยวยุโรปกับแฟนสาวของท่านปูตินเชียวนะ

ความพยายามที่จะโยงใยความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างตระกูลทรัมป์กับผู้นำรัสเซียนั้นมีมานานพอสมควร โดยเฉพาะฟากฝั่งเดโมแครตบางคนจับ 2 คนนี้มายำเป็นเรื่องเดียวกันซะเลย

ซึ่งหากพูดอย่างเป็นกลางในฐานะนักธุรกิจระดับโลกอย่างตระกูลทรัมป์ ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา หากจะรู้จักบุคคลชั้นนำของประเทศต่างๆ ทั้งไฮโซด้วยกันหรือนักการเมืองคนสำคัญของประเทศต่างๆ

แต่การบอกว่า นางเวนดี้เป็นแฟนสาวของผู้นำรัสเซีย ยังไม่มีการคอนเฟิร์มว่า เป็นเรื่องจริงเท็จมากน้อยเพียงใด นอกจากจะมีแหล่งข่าวไม่ประสงค์ออกนามยืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนางเวนดี้กับท่านปูตินนั้นไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่ขณะเดียวกันก็จับต้องไม่ได้เพราะไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ ใช่ว่าผู้นำรัสเซียจะไม่มีข่าวเรื่องสาวๆ หลังจากท่านหย่าร้างกับภรรยานางลุดมิลา ปูตินา เมื่อปี 2014 ก็มีข่าวท่านปูตินออกเดตกับนักกีฬายิมนาสติก อลินา คาบาเยวา จนมีบุตรด้วยกัน แต่ทางเครมลินปฏิเสธข่าวนี้ และดูเหมือนเรื่องส่วนตัวของผู้นำรัสเซียถือว่าเป็นส่วนตัวจริงๆ ไม่ค่อยมีข่าวด้านนี้อย่างเป็นทางการ นอกจากการพูดกันไปเอง ซุบซิบกันไปเรื่อย.

ยูเรนัส

 

เสียงสะอื้นจากเหยื่อทมิฬ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย บวร โทศรีแก้ว 22 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/696739

 

ชื่อกลุ่มมุสลิมสุดโต่ง “โบโก ฮารัม” ซึ่งในภาษาฮัวซาแปลว่า “การศึกษาแบบตะวันตกเป็นสิ่งต้องห้าม” ในไนจีเรีย ตกเป็นข่าว

ใหญ่อีกครั้ง หลังรัฐบาลนำตัว น.ส.อมินา อาลี เอ็นเคคิ วัย 21 ปี นักเรียนหญิงคนแรกในเกือบ 300 คน ที่ถูกโบโก ฮารัม ลักพาตัวไปเมื่อกว่า 2 ปีก่อน มาให้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกเมื่อ 16 ส.ค.

อาลีซึ่งเป็นเหยื่อคนแรกที่ถูกช่วยกลับมาได้พร้อมลูกสาววัย 4 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค. เผยทั้งน้ำตาว่า อยากกลับบ้าน ไม่รู้ว่าจะได้เรียนต่อหรือไม่ และคิดถึงสามี “พ่อของลูก” คือนายโมฮัมเหม็ด ฮายาตู นักรบของโบโก ฮารัม ที่ถูกจับดำเนินคดี เธอยังเผยว่า เพื่อนๆ นร.หญิงที่ถูกลักพาตัวไปอดอยากสุดๆ ต้องกินข้าวโพดดิบประทังชีวิต หลายคนล้มตายบาดเจ็บ หรือหูหนวกเพราะเสียงระเบิดในการสู้รบ

อาลีเป็น 1 ใน นร.หญิง 276 คน ที่ถูกลักพาตัวไปจากโรงเรียนมัธยมต้นในเมือง “ชิบ็อค” รัฐบอร์โน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อ 14 เม.ย.2557 แต่เหยื่อราว 50 คนหนีออกมาได้ ยังเหลืออยู่อีก 219 คน ขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีกู้ดลัค โจนาธาน ช่วยอะไรไม่ได้ จนเกิดกระแสรณรงค์ทางโซเชียลมีเดีย ภายใต้แฮชแท็ก “#BringBackOurgirls” (นำเด็กหญิงของเรากลับมา)

หัวหอกรณรงค์ รวมทั้งนางมิเชล โอบามา สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ และ น.ส. มาลาลา ยูซาฟไซ นักต่อสู้เพื่อสิทธิในการศึกษาของเด็กผู้หญิงชาวปากีสถาน เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพปี 2557 ซึ่งเคยถูกกลุ่มตอลีบานบุกจ่อยิงศีรษะปางตาย

โบโก ฮารัม เริ่มต่อสู้เพื่อแยกดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็น “รัฐอิสลาม” ตั้งแต่ปี 2552 มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 15,000 คน พลัดถิ่นฐานกว่า 2 ล้านคน “แอมเนสตี้ อินเตอร์แนชเนิล” ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2557 โบโก ฮารัม ลักพาตัว นร.หญิงและชายไปแล้วราว 2,000 คน เหยื่อถูกใช้เป็นคนทำอาหาร ทาสกาม นักรบ และมือระเบิดพลีชีพ

“ยูนิเซฟ” เผยว่า เฉพาะปี 2558 โบโก ฮารัมใช้เด็กเป็นมือระเบิดพลีชีพในแอฟริกาตะวันตกถึง 44 คน เทียบกับปี 2557 ที่มีเพียง 4 คน เด็กที่ถูกใช้เป็นมือระเบิดพลีชีพส่วนใหญ่เป็นเด็กหญิง บางคนอายุแค่ 8 ขวบ

ปีที่แล้ว โบโก ฮารัม ซึ่งยึดพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไนจีเรียได้กว้างใหญ่เท่าๆ ประเทศเบลเยียม ได้ประกาศสวามิภักดิ์ต่อกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) แต่พักหลังๆ กองทัพไนจีเรียและพันธมิตรบุกโจมตีโบโก ฮารัม อย่างหนักจนถอยร่น ขณะที่เกิดการแตกแยกภายในจนมีการเปลี่ยนตัวผู้นำ

แต่ โบโก ฮารัม จะถูกเผด็จศึกหรือไม่ เมื่อใด ยังเป็นคำถามที่ไร้คำตอบ!

บวร โทศรีแก้ว

 

จากวันนั้นสู่เลขาฯUN

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 20 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694877

 

คนที่ประสบความสำเร็จแต่ละคนมักมีจุดเปลี่ยนกันทุกคน เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ใครคนนั้นๆรู้จักตัวตน รู้ว่าตัวตนชอบอะไร ทางไหน แล้วเริ่มมุ่งมั่นให้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้ เช่นเดียวกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่มีจุดเปลี่ยนเมื่อได้โอกาสมาสหรัฐฯครั้งแรก สมัยเป็นนักเรียนมัธยม เมื่อ 54 ปีก่อน

และเมื่อเร็วๆนี้ นายบัน คี มูน ที่กำลัง หมดวาระช่วงปลายปีนี้ พาภริยาไปเยี่ยมครอบครัวอุปถัมภ์ (โฮสต์ แฟมิลี่) ที่เมืองโนวาโต รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ที่เขาเคยมาอยู่ด้วยช่วงสั้นๆเมื่อครั้งเดินทางมาสหรัฐฯครั้งแรกตอนเรียนมัธยม อายุ 18 ปี เมื่อ 54 ปีก่อน หลังจากชนะประกวดเขียนบทความภาษาอังกฤษของหน่วยกาชาดสหรัฐฯ

เมื่อไปถึงบ้านเก่าที่เคยอยู่ นายบันได้โผเข้ากอดนางลิบบา แพทเตอร์สัน ผู้ที่นายบันเรียกว่าแม่ชาวอเมริกันของเขา ซึ่งขณะนี้อายุ 99 ปีแล้ว ด้วยความคิดถึงกับความเมตตาที่เขาได้รับ

ลิบบาแม้อายุมากแล้วแต่ยังจดจำเรื่องราวในอดีตได้ดี เธอเล่าทั้งน้ำตาด้วยความปีติยินดี พูดถึงตอนที่หนุ่มคีมูนมาอยู่กับครอบครัว ช่วงสั้นๆเมื่อปี 2505 เธอได้ให้ความรักเมตตาถือเสมือนเป็นลูกคนหนึ่ง

“ไม่ว่าจะเจริญในหน้าที่การงานได้เป็นถึงเลขาธิการยูเอ็น แต่ยังเป็นคี มูน ลูกชายของพวกเรา” ลิบบากล่าว

นายบันตอบกลับว่าตนยังเป็นลูกชายของลิบบาเสมอ ตนมีแม่ 2 คน คนหนึ่งอยู่เกาหลีใต้และคนหนึ่งอยู่ที่นี่ พร้อมยังเล่าย้อนถึงตอนมาสหรัฐฯครั้งแรกในชีวิตด้วยว่าตอนนั้นรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับชีวิตสมัยใหม่ของชาวอเมริกันเมื่อเทียบกับเกาหลีตอนนั้นที่ยังยากจนและเกิดภัยสงคราม

ช่วงที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตมากที่สุดคือตอนได้ไปเยือนทำเนียบขาวและได้รับการต้อนรับจาก จอห์น เอฟ. เคนเนดี อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯผู้ล่วงลับ ซึ่งสมัยนั้นถือเป็นผู้นำที่เป็นแรงบันดาลใจของผู้คนทั้งโลกและยังจดจำคำพูดของประธานาธิบดีเคนเนดีได้ขึ้นใจที่ว่า “เหล่าผู้นำโลกไม่ค่อยถูกกันนัก แต่พวกคุณที่ยังหนุ่มสาว เรื่องพรมแดนไม่มีความหมาย ขอแค่มีใจพร้อมยื่นมือช่วยเหลือคนอื่น”

ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้นายบันคิดหาทางทำประโยชน์เพื่อประเทศที่ตอนนั้นยังยากจนและเกิดสงคราม ตีกรอบอนาคตได้ชัดขึ้นว่าจะเป็น “นักการทูต” จึงศึกษาเล่าเรียนจนจบคณะ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัย “โซล แนชนัล ยูนิเวอร์ซิตี้” เริ่มเป็นนักการทูตในปี 2513 ผ่านงานเป็นเอกอัครราชทูต รมว.ต่างประเทศ และเก้าอี้ใหญ่ “เลขาธิการยูเอ็น” มา 2 สมัยดังกล่าว.

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

 

คนโกงกับการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย กิรณา อินทร์ชญาณ์ 19 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/693849

 

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผลการจัด 100 อันดับสุดยอดมหาวิทยาลัยโลกประจำปี…มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดของสหรัฐฯ ยังนอนมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 14 ปี และเป็นสถาบันที่นักศึกษาทั่วโลกฝันจะเข้าไปศึกษา หาความรู้

และหากใครอยู่ในวัยเล่าเรียน อยากเรียนต่อสหรัฐอเมริกา ก็ต้องรู้จัก ACT.Inc. หรือ American College Testing Assesment ศูนย์การออกข้อสอบที่ได้มาตรฐาน เพื่อใช้ยื่นสมัครเรียนต่อในระดับปริญญาตรีตามมหาวิทยาลัยชื่อเด่นชื่อดังในดินแดนพญาอินทรี

เพราะมหา’ลัยที่นั่น บางแห่งต้องการผลคะแนนจาก Scholastic Aptitude Test (SAT) บางแห่งก็ต้องการของ ACT ซึ่งข้อสอบทั้งสองนั้น… มหาหินผสมแกรนิต & อัคนีทีเดวเชว!!!

จึงมักเป็นข่าวคราวเรื่องการโกงข้อสอบของเหล่านักเรียน บางทีก็ไหลลามสาเหตุมาจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่อยากเห็นบุตรหลานไปเสริมฐานความรู้ยังประเทศมหาอำนาจ จนทาง ACT ปลดแบบฟ้าผ่าเจ้าหน้าที่ระดับสูง พร้อมเตรียมไล่เช็กศูนย์การสอบเกือบ 200 แห่ง หลังสำนักข่าวรอยเตอร์แฉกลโกงข้อสอบอย่างกว้างขวางกับโครงการเตรียมเอ็นท์ที่เป็นของ ACT เอง

เช่น นางราเชล เชอร์นนิก ซึ่งดูแลลูกน้อง 14 คน ที่รับผิดชอบเรื่องการรักษาความปลอดภัยศูนย์สอบ ACT หลายพันแห่งใน 177 ประเทศเป็นหนึ่งในอีกหลายๆคนที่เตรียมเก็บข้าวของออกจากองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรแห่งนี้ภายในเดือน ก.ย.

เรื่องของเรื่อง เหตุเกิดเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ข้อสอบของ ACT ซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ที่เมืองไอโอวา รัฐไอโอวาของสหรัฐฯ รั่ว จนต้องสั่งยกเลิกการสอบทั้งหมดในฮ่องกงและเกาหลีใต้ ซึ่งช่วงนั้นหน่วยงานที่ราเชลรับผิดชอบได้รับการแจ้งเตือนหลายครั้งให้เฝ้าระวังและคุมเข้มอย่างหนัก แต่กลับเพิกเฉย

ส่วนหลักสูตร GAC หรือ Global As- sessment Certificate ของ ACT ซึ่งมีนักเรียนจาก 197 ศูนย์เรียนกวดวิชา ACT ราว 5,000 คน ชำนาญด้านการสอน การทดสอบนักเรียน ซึ่งหากใครจบไป เปอร์เซ็นต์ที่จะได้เข้าเรียนต่อในสถาบันที่มีชื่อของสหรัฐฯก็สู้งงงง

แต่ศูนย์ที่เปิดหลักสูตรนี้ 6 แห่ง ที่จีน 5 แห่ง กับที่เกาหลีใต้ 1 แห่ง รอยเตอร์ระบุว่า มีการเสนอชั้นเรียนเตรียมสอบเชิงพาณิชย์ ทั้งที่นโยบายของ ACT ห้าม ทาง นางแคทเธอลีน จอห์นสัน ซุสกี ผู้อำนวยการฝ่ายแอดมิชชัน ประจำมหาวิทยาลัยรัฐไอโอวา บอกว่า ตั้งแต่ปี 2552 ทางมหา’ลัยรับเด็กจาก GAC แล้ว 132 คน ซึ่งต่อไปคงต้องเคี่ยวหนัก

ขณะที่ทางโฆษกฝ่ายบริหาร แม้แต่พนักงานระดับสูงที่ถูกปลด ขอรูดซิปปากไม่ขอให้สัมภาษณ์ใดๆ!!!

กิรณา อินทร์ชญาณ์

 

ตุรกีที่เปลี่ยนไป…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 17 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/691693

 

…ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา “นครอิสตันบูล” หรือชื่อเดิม “คอนสแตนติโนเปิล” เมืองประชากรมากที่สุดของประเทศตุรกี คือราว 14.16 ล้านคน ตั้งอยู่บริเวณ 2 ฝั่งช่องแคบบอสฟอรัส ยาว 31 กิโลเมตร เชื่อมทะเลดำกับทะเลมาร์มารา ทำให้นครอิสตันบูลถูกแบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือฝั่งทวีปยุโรปและฝั่งทวีปเอเชีย จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญแห่งหนึ่งของโลก เป็นศูนย์รวมแทบทุกด้าน รวมถึงผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม การค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว

นครอิสตันบูลติดอันดับเมืองน่าเที่ยวมากที่สุดลำดับต้นๆของโลกมายาวนาน ตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้าตุรกีช่วงปี 2556 เกือบ 35 ล้านคน อยู่เยือนนครอิสตันบูลมากกว่า 15.5 ล้านคน

วันนี้ สถานการณ์เปลี่ยน เกมเปลี่ยน ตุรกีและรวมถึงนครอิสตันบูล ไม่ใช่เมืองน่าเที่ยวมากมายสำหรับชาวโลกส่วนหนึ่งอีกต่อไป นครอิสตันบูลกลายเป็นดินแดนน่าขยาด ข่าวคราวครึกโครมเกี่ยวกับสถานการณ์ในตุรกีและนครอิสตันบูล ทำให้ผู้คนที่จะไปเยือนต้องคิดทบทวนชั่งน้ำหนักซ้ำแล้วซ้ำอีกจะไปหรือไม่ไปดี…

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ตุรกีคือเส้นทางผ่านหลักอีกทางหนึ่งของเหล่าผู้อพยพจากแอฟริกา ตะวันออกกลางและเอเชีย “พึ่งใบบุญ” ผ่านทางลี้ภัยไปสู่ทวีปยุโรป ตุรกียังเป็นพื้นที่เป้าหมายกบดานและเคลื่อนไหวของสมาชิกกลุ่มหัวรุนแรง รวมถึงกลุ่มรัฐอิสลามหรือไอเอส ซึ่งมีฐานใหญ่อยู่ในซีเรียและอิรัก นอกเหนือจากความขัดแย้งรุนแรงระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับกบฏชาวเคิร์ด

เฉพาะช่วงเดือน มี.ค.ปีนี้ เหตุคนร้ายระเบิดฆ่าตัวตายถล่มเป้าหมาย 2 แห่ง ไล่ตั้งแต่ในกรุงอังการา ตามด้วยเหตุระเบิดถล่มสนามบินนานาชาติในนครอิสตันบูล คร่าชีวิตผู้คนรวมเกือบ 50 ศพ บาดเจ็บรวมเกือบ 500 คน ยิ่งทำผู้คนขวัญผวา ไม่นับรวมถึงเหตุกบฏเคิร์ด โจมตีเป้าหมายฝ่ายทหารรัฐบาลอีกเล็กๆ น้อยๆ ทั่วประเทศหลายระลอก

ตามด้วยเหตุพยายามก่อรัฐประหารโค่นอำนาจประธานาธิบดีเรเจป ตอยยิพ เออร์โดกัน เมื่อช่วงคืน 15 ถึงช่วงเช้า 16 ก.ค. แม้รัฐประหารไม่สำเร็จ แต่ก็ส่งผลต่อความเชื่อมั่นไว้วางใจของชาวโลกกับสถานการณ์ในตุรกีไม่น้อย

ปรากฏการณ์ผลกระทบที่เกิดขึ้น วัดง่ายๆจากแหล่งท่องเที่ยวย่าน “อิสทิกัล อะเวนิว” หรือความหมาย “ถนนอิสรภาพ” พื้นที่รวมทุกสิ่งอย่างใจกลางนครอิสตันบูล ตั้งแต่แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน ย่านช็อปปิ้ง สถานบันเทิงเริงรมย์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟมากมาย นักท่องเที่ยวพากันหายวูบ จนธุรกิจการค้าบนถนนสายนั้นที่มีความยาวราว 1.5 กม. แทบอยู่กันไม่ได้…

จากเคยขายสินค้าและบริการอย่างเทน้ำเทท่า กลับกลายเงียบเหงาหงอยเซื่องซึม ราคาค่าเช่าพื้นที่ค้าขายที่สูงเฉลี่ยถึงเดือนละ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 14.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากราคาค่าเช่าเมื่อกว่า 10 ปีก่อนมากกว่า 10 เท่าตัว แม้ราคาค่าเช่าเริ่มลดลงมากแล้ว แต่ปัญหาคือแทบไม่มีผู้เช่า

สถานการณ์คล้ายๆกันนี้ดูเหมือนมีให้เห็นในหลายประเทศ…

อานุภาพ เงินกระแชง

 

อึกทึกที่ไครเมีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 16 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690607

 

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ระหว่างรัฐบาลยูเครนกับรัฐบาลรัสเซีย ได้เข้าสู่ภาวะจ้องตาไม่กะพริบอีกครั้ง หลังกองทัพบกยูเครนเคลื่อนกำลังรบจ่อ “ไครเมีย” คาบสมุทรบนทะเลดำที่ถูกรัสเซียผนวก กลับสู่อ้อมอกมาตุภูมิไปนานกว่า 2 ปี

ทั้งรถถังประจัญบาน ยานเกราะเคลื่อนที่เร็ว ตามด้วยกำลังพลหน่วยรบติดจรวดต่อต้านรถถัง ขณะที่ทัพรัสเซียในไครเมียก็ไม่แพ้กัน ส่งกำลังประชิดพร้อมเฮลิคอปเตอร์และโดรนตรวจการณ์

แม้นักวิเคราะห์ตะวันตกจะเชื่อว่า ไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่บางส่วนที่มองความเป็นไปได้แง่ร้ายที่สุด ต่างแสดงความวิตกกังวลว่าจะมีปฏิบัติการทางทหารเกิดขึ้น

โดยเฉพาะฝ่ายยูเครนกลัวว่า รัสเซียยังคงมองหา “เงื่อนไข” บางอย่างในการขยายอาณาเขตจากไครเมียให้เชื่อมกับพื้นที่ยูเครนตะวันออก ที่ทหารอาสาสมัครรัสเซียและกบฏยูเครนกำลังร่วมรบพุ่งชิงดินแดน

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา รัสเซียมีพฤติกรรมการทำสงครามเฉพาะตัว ชอบปฏิบัติการรุกใหญ่ในเดือน ส.ค. มาตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

ขณะที่ปัจจุบันเคยใช้ช่วงเวลาที่ชาติตะวันตกกำลังสนใจอยู่กับกีฬาโอลิมปิก กรุงปักกิ่งจีน ลงมือโจมตีมาแล้วในสงครามจอร์เจีย ปี 2551 มาปีนี้ประจวบเหมาะโอลิมปิก นครริโอ เด จาเนโร บราซิล?

ส่วนฝ่ายรัสเซียมองกลับกันว่า ยูเครนกำลังจะเปิดแนวรบใหม่ในไครเมีย? สืบเนื่อง จากเหตุการณ์วันที่ 7 ส.ค. ทหารรัสเซียเสียชีวิต 2 นาย หลังการปะทะจับกุมกลุ่มอาสาสมัครยูเครนลักลอบเข้ามาในไครเมีย พร้อมวัตถุระเบิดหลากหลายชนิด สอบสวนสารภาพเป็นหน่วยก่อวินาศกรรม!

ตุ๊ ปากเกร็ด

 

ยูเอ็นบุกฮอลลีวูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ยูเรนัส 15 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/690203

 

องค์การสหประชาชาติมีสำนักงานใหญ่อยู่ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา แต่เมื่อเร็วๆนี้นายบัน คี มููน เลขาธิการสหประชาชาติบุกเข้าหาฮอลลีวูดถึงถิ่นแคลิฟอร์เนีย เนื่องจากมีประเด็นอยากเชิญชวนให้คนในวงการบันเทิงช่วยเหลือโลกของเราและเพื่อนมนุษย์ รวมทั้งปัญหาต่างๆที่รอการแก้ไข โดยเชื่อว่า ฮอลลีวูดจะไม่ทอดทิ้ง หรือนิ่งเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลกเป็นแน่

การเดินทางไปยังฮอลลีวูดของนายบัน คี มูนหนนี้ แหงละว่า ท่านต้องอยากพบกับสตูดิโอสร้างภาพยนตร์ รวมผู้เกี่ยวข้องทั้งที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง เพื่อรณรงค์หาเงินบริจาคเข้ากองทุนหลายแห่งที่สหประชาชาติรับผิดชอบ โดยเฉพาะ การหารายได้เข้ากองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ยากจนที่มีอยู่ทั่วโลก

เมื่อเป็นเรื่องของการกุศล ชาวฮอลลีวูดจึงไม่นิ่งดูดาย นายนอร์แมน เลียร์ ผู้บุกเบิกรายการโทรทัศน์ซึ่งมีบารมีไม่น้อยหน้าใครให้การรับรองนายบัน คี มูน เลขาฯสหประชาชาติด้วยการเลี้ยงอาหารกลางวันต้อนรับ ก่อนมีการจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อการกุศลซึ่งรองรับแขกวีไอพีได้ 200 คน ในจำนวนนี้มี เบร็ต แรทเนอร์ ผู้กำกับฯ, โปรดิวเซอร์และมือเขียนบทเจ้าของผลงานเรื่อง Rush Hour ที่มีเฉิน หลง แสดงนำ มีนักดนตรีอย่าง สตีวี่ วอนเดอร์, นักร้องสาวใหญ่ มารายห์ แครีย์ และ คอร์ทนีย์ เลิฟ ไปจนกระทั่ง ชารอน สโตน ที่เดี๋ยวนี้หันมาทำงานด้านการกุศลมากขึ้น รวมทั้งผู้บริหารของสตูดิโอทั้งหลายมาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

ไฮไลต์ของงานไม่ใช่แค่มาทานอาหารค่ำด้วยกันแล้วขอรับเงินบริจาคอย่างเดียว แต่งานนี้ ท่านเลขาฯบัน คี มูนได้กล่าวปราศรัยให้เห็นภาพรวมการทำงานของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติที่กระจายกันอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ส่วนใหญ่เข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม, ด้านอนามัยและการแพทย์แก่ชุมชนคนยากจน รวมทั้งจัดหาอาหารไปให้แก่ผู้หิวโหยและผู้ที่อยู่ในสถานที่ทุรกันดาร

นายบันกล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่เรื่องความขัดแย้งในหลายพื้นที่, การเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของกลุ่มก่อการร้าย ที่บางครั้งก็คาดเดาไม่ได้ว่าจะลงมือเมื่อไหร่? ตลอดจนการเลือกปฏิบัติต่อสตรี, เกย์และชนกลุ่มน้อย, การละเมิดสิทธิมนุษยชน

ที่สำคัญนายบันระบุว่า พลังดาราและนักสร้างภาพยนตร์นี่แหละ ที่สามารถส่งสารไปยังผู้ชมให้ช่วยกันทำโลกของเราให้น่าอยู่ขึ้นได้ ดูเหมือนท่านเลขาฯฉลาดมากที่เข้าหาฮอลลีวูด ขนาดนักการเมืองยังต้องการความร่วมมือของคนในวงการบันเทิงเลย.

ยูเรนัส

 

“ฮิงลีย์ พอยต์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย บวร โทศรีแก้ว 13 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/688451

 

“ไม่ธรรมดา” เมื่อนายหลิว เสี่ยวหมิง เอกอัครราชทูตจีนประจำอังกฤษ เขียนบทความลง นสพ. “ไฟแนนเชียล ไทมส์” เมื่อ 9 ส.ค. บีบให้รัฐบาลอังกฤษรีบอนุมัติโครงการ “ฮิงลีย์ พอยต์ ซี” ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของอังกฤษในยุคใหม่ ที่เมืองซอมเมอร์เซต ทางภาคใต้โดยเร็วที่สุด

นายหลิวสำทับว่า ขณะนี้ความสัมพันธ์จีน-อังกฤษอยู่ใน “ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์” ควรอุ้มชูความไว้วางใจกันมากขึ้นและหวังว่าอังกฤษจะเปิดประตูรับจีนต่อไป

ที่มาที่ไปของเรื่องนี้ต้องย้อนไปสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไปเยือนอังกฤษปีที่แล้ว ซึ่งรัฐบาลนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ต้อนรับสุดยิ่งใหญ่ และทั้งสองฝ่ายชี้ว่านี่คือ “ยุคทอง” ความสัมพันธ์จีน-อังกฤษ มีการลงนามข้อตกลงการค้าการลงทุน รวมทั้งสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฮิงลีย์ พอยต์ด้วย

คาเมรอนยังชูให้อังกฤษเป็น “ประตู” ของการลงทุนจากจีนสู่โลกตะวันตก ทั้งเสนอให้กรุงลอนดอนเป็น “ศูนย์กลางการซื้อขายเงินหยวนนอกชายฝั่งระหว่างประเทศ” สร้างความหวั่นวิตกให้ชาติพันธมิตรตะวันตก รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ซึ่งกลัวว่าจะเปิดประตูรับการแผ่ขยายอิทธิพลของจีนเกินไปหรือไม่

แต่หลังอังกฤษลงประชามติถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) เมื่อ 23 มิ.ย. คาเมรอนต้องลาออก และอังกฤษได้รัฐบาลใหม่ มีนางเทเรซา เมย์ อดีต รมว.มหาดไทยเป็นนายกฯ รัฐบาลอังกฤษก็ประกาศเมื่อ 23 ก.ค.ว่า ขอทบทวนและเลื่อนการตัดสินใจอนุมัติโครงการฮิงลีย์ พอยต์ ออกไปจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง หรือราวเดือน ก.ย.

นางเมย์อาจหวาดระแวงภัยคุกคามด้าน “ความมั่นคง” จากจีน เพราะถ้าจีนมีเอี่ยวในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อาจทำให้เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์สำคัญ ถึงขั้นปิดการผลิตไฟฟ้าของอังกฤษได้ ขณะที่หน่วยข่าวกรอง “เอ็มไอ 5” ของอังกฤษเชื่อว่าหน่วยข่าวกรองจีนพยายาม “ล้วงตับ” อังกฤษอยู่อย่างต่อเนื่อง

โครงการฮิงลีย์ พอยต์ มีมูลค่า 18,000 ล้านปอนด์ (ราว 805,000 ล้านบาท) มีบริษัทพลังงาน “อีดีเอฟ” ของฝรั่งเศสถือหุ้นใหญ่ และ “บรรษัทพลังงานนิวเคลียร์ทั่วไปของจีน” (ซีจีเอ็น) ถือหุ้นราว 1 ใน 3

แต่หลังถอนตัวจากอียูจนต้องเจรจาความสัมพันธ์กันใหม่ อังกฤษจำเป็นต้องพึ่งการค้าการลงทุนจากจีน เพราะใน 5 ปีหลัง บริษัทจีนเข้าไปลงทุนมหาศาลในอังกฤษมากกว่าในเยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลีรวมกัน

น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าอังกฤษจะตัดสินใจอย่างไร!

บวร โทศรีแก้ว