งานสักไฮโซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 12 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/687492

 

นช.เดวิด กุซแมน นักโทษคดีอาญา ซึ่งถูกศาลตัดสินข้อหาฆาตกรรมเป็นเวลา 5 ปี ปัจจุบันอายุ 34 ปี โลกทั้งชีวิตจมอยู่กับเรื่องยาเสพติดและนิสัยขี้ขโมยตั้งแต่เด็กๆ แต่เมื่อต้องมาใช้ชีวิตใน เรือนจำตูลันซินโก รัฐฮิดัลโก ใกล้กรุงเม็กซิโก ซิตี้ คุกที่ขึ้นชื่อติดอันดับ 5 ของโลกโดยคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มีนักโทษแน่นและอนามัยติดลบมากที่สุด

พอได้เข้าไปทำงานโครงการฟื้นฟูสภาพร่างกายที่เรียกว่า “ศิลปะเรือนจำ” ของ นายฮอร์เก เคอโต อดีตนักโทษที่เคยอยู่ในคุกนี้

เมื่อ พ.ศ.2555 จากคดีที่ตัวเองไม่ได้กระทำผิดก่อนได้รับอิสรภาพ ซึ่งชักชวนให้นักโทษที่สนใจมาร่วมสร้างสรรค์งานสักจากตามตัวเปลี่ยนพื้นที่ไปอยู่บนกระเป๋าถือของสาวๆ แทน

ด้วยราคาขายงามๆ ใบละ 400 เหรียญยูเอส หรือราวๆ 14,000 บาท วางขายตามห้างร้านหรูๆ ระดับไฮเอนด์ในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ๆ อย่างแถวๆ ย่านโปลันโค ในเมืองสไตล์โคโลเนียล แซน มิเกล เดอ อัลเลนเด กับสถานตากอากาศติดชายฝั่งทะเลแคริบเบียน “พลาญา เดล คาร์เมน” รวมไปถึงขายทางอินเตอร์เน็ต ออนไลน์

และมีความฝันเตรียมนำสินค้าโกอินเตอร์ไปเปิดช็อปที่’เมกา กรุงลอนดอน และบนเกาะอิบิซาของสเปน

แต่ละคนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีทั้งหมด 18 คน โชว์ฝีมืองานสักสารพัดลายตามถนัด รวมลายหัวกะโหลกบนกระเป๋าหนังของผู้หญิงก็จะได้รับเงินเหนาะๆตามจำนวน

ดังว่า ซึ่ง กุซแมน มีลูกต้องเลี้ยง 2 คน รู้สึกเลยว่า นี่คือความรู้ความสามารถที่เลี้ยงชีพได้

หลายคนก็มองว่า การทำงานตรงนี้ทำให้เวลาในแต่ละวันจากที่เคยยาวนานเหลือเกิน แม้เพียง 1 นาที เหมือนโลกหมุนช้าเกินไปก็กลายเป็นสั้นลง เวลาหายไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เงยหน้าจากงานสักอีกครั้ง ก็หมดไปอีกหนึ่งวันแล้ว

และการเข้าร่วมโครงการไม่ใช่ว่าเดินเข้ามาพร้อมอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นปากกาวาดลาย เข็มเจาะและมอเตอร์เล็กๆ ที่ใช้พลังงานผ่านที่ชาร์จแบตมือถือแค่นั้นพอ เพราะคนคนนั้นจะต้องผ่านเงื่อนไขที่ระบุไว้ คือ ห่างไกลยาเสพติด เข้ารับการบำบัดดีท็อกซ์พิษยาและหักรายได้ครึ่งหนึ่งให้กับครอบครัว

หากฝีมือดี อนาคตอันใกล้ได้ออกมาใช้ชีวิตเสรี มีลูกค้าชอบผลงาน อาจจ้างสักเป็นลายหนึ่งเดียวบนโลก กลายเป็นความสามารถพิเศษของคนคุกจากที่ “ไร้ค่า” เป็น “เพิ่มมูลค่า” ได้ไม่ยาก.

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

 

ภารกิจกาวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 11 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/686482

 

อดีตประธานาธิบดีฟิเดล รามอส วัย 88 ปี ของฟิลิปปินส์ เริ่มงานในฐานะ “ทูตพิเศษ” ของนายโรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของฟิลิปปินส์แล้ว เมื่อ 9 ส.ค. โดยออกเดินทางไปเยือนฮ่องกง เขตปกครองพิเศษของจีนรวม 5 วัน เพื่อเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่าและอีกหนึ่งงานหลักคือหาทางรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับจีนขัดแย้งกันมาต่อเนื่องจากปัญหาพิพาททะเล จีนใต้ โดยเฉพาะหลังศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (พีซีเอ) ตัดสินเข้าข้างฟิลิปปินส์คัดค้านการอ้างสิทธิ ครอบครองดินแดนทะเลจีนใต้ของจีนที่ก็ประกาศไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลพีซีเอชัดเจน

“การไปฮ่องกงของนายรามอสอาจปูทางสู่การเจรจาทางการทูตในอนาคต” โฆษกนายโรดริโกแถลง

แม้จะเป็นที่รู้กันชัดเจนแล้ว แต่นายรามอส ยังออกตัวว่า ภารกิจของตนคือแค่หาทางฟื้นสัมพันธ์กับจีน ไม่ได้พูดคุยประเด็นร้อนๆอย่างคำตัดสินของศาลพีซีเอ ซึ่งเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายจะพูดคุยอย่างเป็นทางการกันเอง

ส่วนเพื่อนเก่าที่จะไปพบที่ฮ่องกง ก็เป็นอดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่ตอนนี้ทำงานอยู่ในภาคเอกชน และแน่นอนยังพอมีอิทธิพลหรือบทบาทที่จะเชื่อมโยงถึงคนใหญ่คนโตในจีนแผ่นดินใหญ่ได้

ฝ่ายจีน ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ออกมาพูดตอบรับ หรือตั้งความหวังใดๆ จะมีก็แต่บทวิจารณ์ในรายงาน ข่าวของสำนักข่าวซินหัว ที่บอกว่า รามอสน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเพื่อทำหน้าที่ลดความตึงเครียด เพราะรามอสได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะ “รัฐบุรุษ” ทั้งในฟิลิปปินส์และเอเชีย

พูดถึงสมัยที่นายรามอส เป็นผู้นำฟิลิปปินส์ คือระหว่างปี 2535-2541 ตอนนั้นจีนกับฟิลิปปินส์ก็มีเรื่องกันมาแล้ว เมื่อจีนเข้ายึดแนวหินโสโครกหรือแนวปะการัง “มิสชีฟ รีฟ” ในปี 2538 จุดประเด็นสุมเชื้อไฟให้เกิดประท้วงต่อต้านทั่วฟิลิปปินส์ ทำให้ปีต่อมา นายเจียง เจ๋อหมิน ผู้นำจีนสมัยนั้น ไปเยือนฟิลิปปินส์กระทั่งเกิดโมเมนต์ ห้วงเวลาสำคัญที่คนจดจำ นายเจียงกับรามอสได้

ร่วมเต้นรำและร้องเพลงของโลกตะวันตกด้วยกันรวมทั้งเพลง “เลิฟ มี เทนเดอร์” ของเอลวิส เพรสลีย์ ราชาเพลง “ร็อกแอนด์โรล” ผู้ล่วงลับ

ว่ากันว่าการเต้นรำร้องเพลงบนเรือสำราญในอ่าวมะนิลาของอดีตผู้นำทั้งสองคน ช่วยทำให้ความขัดแย้งตอนนั้นทุเลาเบาบางลงได้ ส่วนภารกิจล่าสุดของรามอสจะไปถึงขั้นไหน ให้เวลาผู้อาวุโสทำงานก่อนดีกว่าครับ.

“เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์”

 

งานน่าเบื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 10 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/685468

 

“คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า” ยังเป็นคำพูดเปรียบเปรยลักษณะงาน หรือสถานการณ์บางอย่างที่สื่อให้รู้ว่า ใครไม่อยู่ในสถานการณ์นั้นคงไม่เข้าใจถ่องแท้ว่าเป็นอย่างไร…

เว็บไซต์ข่าวบีบีซี กำหนดหัวข้อ “งานบางอย่างที่น่าเบื่อมากที่สุดของโลก” สอบถามผู้อ่านให้แสดงความคิดเห็นหลากหลายจากทั่วโลกน่าสนใจไม่น้อย อาทิ หนุ่มฝรั่งเศสรายหนึ่งระบุทำงานตำแหน่งผู้บริหารธุรกิจการผลิตน้ำหอมแลกรายได้ปีละ 80,000 ยูโร หรือราว 3.04 ล้านบาท รายได้เฉลี่ยตกเดือนละ 2.5 แสนบาท แต่กลับไม่มีความสุข เพราะรู้สึกว่าทำงานหนักจนสภาพร่างกายทรุดโทรมใกล้เหมือนผีดิบ…

สาวรายหนึ่งในอังกฤษบอกว่า เธอทำหน้าที่ตรวจวัดอุณหภูมิฝักถั่วแช่แข็งนานติดต่อกันตลอดช่วงฤดูร้อน ถึงขนาดหลับฝันเห็นลูกบอลสีเขียวลอยบนแม่น้ำเป็นสายยาวไกลสุดตา…

สาวอีกคนเล่าว่า เธอทำหน้าที่คัดแยกวิตามินชนิดเม็ดในโรงงานผลิตยาแห่งหนึ่ง คอยหยิบคัดแยกยาเม็ดสีเขียวไม่สมบูรณ์ออกจากสายพานการผลิตสีแดง ทำงานไม่กี่วัน นอนหลับเห็นแต่สายยาเม็ดสีเขียวเคลื่อนผ่านเกือบตลอดเวลา กระทั่งเธอถูกย้ายอยู่ฝ่ายผสมยาผงหลังจากนั้นอีก 3 สัปดาห์ อาการดังกล่าวจึงทุเลาหายไป

หนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยในอังกฤษอีกราย ทำงานหาเงินช่วงฤดูร้อนระยะหนึ่ง เป็นพนักงานตรวจสอบคุณภาพขวดพลาสติกบรรจุนมเปรี้ยว ทำงานเฉลี่ยวันละ 12 ชั่วโมง อ้างว่า แม้กลับถึงบ้านพักแล้วแต่ละวัน ยังรู้สึกได้ถึงกลิ่นนมเปรี้ยวติดจมูกตามหลอกหลอน

นักศึกษาอังกฤษอีกรายเล่าว่า งานน่าเบื่อมากที่สุดของโลกอีกอย่าง คือ การติดป้ายตราแจ้งรับประกันคุณภาพสินค้าแต่ละชนิด บ้างเคยทำงานโรงงานผลิตพิซซา ต้องได้รับกลิ่นพิซซาโรยหน้าพริกไทยแทบทุกวัน วันละหลายชั่วโมง เฉลี่ยปริมาณพิซซาวันละ 14,000 ชิ้น ถึงขนาดทำให้เกลียดขยาดกลิ่นนั้นไปอีกนานแสนนาน

พนักงานหญิงโรงงานผลิตภัณฑ์เนื้อหมูแห่งหนึ่ง เผยว่า ทำงานสายการผลิตเนื้อหมูฝอย ได้กลิ่นขนติดเนื้อหมูไหม้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ทนทำงานอยู่นาน 2 สัปดาห์ ต้องลาออกและตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาไม่เคยกินหมูฝอยอีกเลย

หนุ่มโรงงานผลิตเนยแข็งแห่งหนึ่งในอังกฤษ ถามเพื่อนร่วมงานระหว่างช่วยกันทำชีสอยู่ภายในห้องสีขาวอุดอู้ ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงแสงไฟสว่างสีขาว ทำไมตนจึงได้เข้าทำงานนั้นแทนพนักงานคนเก่า ได้รับคำตอบว่าเพราะพนักงานคนเก่าทำงานเพียง 3 เดือน อยู่ๆ ก็โมโหขว้างก้อนชีสใส่กำแพงทำให้ถูกไล่ออก ตนทำงานที่นั่นเพียง 9 วันก็ลาออก เพราะถ้าอยู่ต่อไปคงต้องทำแบบพนักงานคนนั้น

ยังอีกหลายกรณีน่าศึกษา แต่บทสรุปงานแต่ละอย่างล้วนเข้าข่าย “ในดีมีเสีย ในเสียมีดี”…

อานุภาพ เงินกระแชง

 

ถึงเวลาเริ่มต้นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ยูเรนัส 9 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/684496

 

บอกแล้วว่า ท่านไม่ใช่ผู้นำที่ธรรมดา ว่าแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีหญิง น.ส.ไช่ อิง เหวิน ของไต้หวัน ได้กล่าวขอโทษแก่บรรดาชนพื้นเมืองหลายกลุ่มที่เคยถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกกดขี่ข่มเหง หลังจากชาวจีนแผ่นดินใหญ่อพยพมาอาศัยบนเกาะไต้หวันในช่วงสงครามสมัยนายพลเจียง ไค เช็ค แห่งพรรคชาตินิยมซึ่งเสียทีให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ เหตุนี้สมัยโน้นจึงมีชาวจีนอพยพมาปักหลักสร้างชีวิตใหม่ที่ไต้หวัน ดังนั้นในช่วงดังกล่าวอาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ระหว่างผู้มาใหม่กับผู้ที่อาศัยอยู่ดั้งเดิม

ทว่าความกล้าหาญของประธานาธิบดีหญิงคราวนี้ แน่นอนว่าเป็นเพราะท่านรู้สึกสำนึกถึงความเป็นมนุษย์ของชนพื้นเมือง และอีกประการท่านเป็นผู้นำไต้หวันคนแรกที่มีเชื้อสายชนพื้นเมืองด้วย ดังนั้นในยุคของประธานาธิบดีท่านนี้จึงไม่มองข้ามคนกลุ่มนี้ เฉกเช่นรัฐบาลในยุคก่อนๆ

นอกจากนี้ ผู้นำหญิงของไต้หวันยังจะทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุที่ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับชนพื้นเมืองด้วยตัวท่านเองอีกด้วย เพื่อหวังลดความตึงเครียดแก่ชนทุกหมู่เหล่า และเพื่อให้ผู้คนในประเทศอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีชนพื้นเมืองจำนวนหลายร้อยคนมาชุมนุมประท้วงที่ด้านหน้าทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงไทเป เรียกร้องให้รัฐบาลป้องกันสิทธิการล่าสัตว์ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากที่ดินทำกินซึ่งพวกเขาได้รับเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ

ประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน ยังให้คำมั่นว่า รัฐบาลจะให้สิทธิการปกครองตนเองแก่กลุ่มชนพื้นเมืองให้มากขึ้น โดยจะคืนสิทธิในที่ดินและอนุรักษ์ภาษาของชนเผ่าพื้นเมือง

ผู้นำไต้หวันกล่าวอย่างเฉียบขาดว่า เราควรมองย้อนกลับไปในอดีตอย่างจริงจังและพูดความจริงออกมาซะที ซึ่งจะว่าไป การที่ท่านผู้นำกล้าขอโทษชนพื้นเมืองเช่นนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีต่อสัมพันธภาพของคนในชาติ โดยก่อนหน้านี้ การอยู่ร่วมกันระหว่างผู้อพยพกับผู้อยู่แต่ดั้งเดิมก็ไม่ค่อยมีปัญหารุนแรงชนิดหนักหนาสาหัสอะไร กระนั้นความคับข้องใจย่อมมีอยู่แล้ว แต่หลังจากนี้เมื่อรัฐบาลไฟเขียวคืนความสุขให้ชนพื้นเมืองเช่นนี้ ความขัดแย้งหรือไม่พอใจน่าจะเบาบางลง.

ยูเรนัส

 

สันติภาพโคลอมเบีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/683808

 

บทความ “สันติภาพคือการพัฒนาที่ยั่งยืนของสาธารณรัฐโคลอมเบีย” จาก ฯพณฯ นายอันเดลโฟ การ์เซีย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโคลอมเบียประจำประเทศไทย

หลังใช้เวลากว่า 50 ปี รัฐบาลสาธารณรัฐโคลอมเบีย ภายใต้การนำของประธานาธิบดีฮวน มานูเอล ซานโตส ประสบความสำเร็จในการเจรจาสันติภาพกับกองกำลังการปฏิวัติแห่งสาธารณรัฐโคลอมเบีย นำไปสู่การลงนามข้อตกลงวางอาวุธเมื่อ 23 มิ.ย.2559 ที่กรุงฮาวานา คิวบา ด้วยการสนับสนุนจากองค์กรนานาชาติต่างๆ

ถึงแม้จะมีความพยายามของรัฐบาลโคลอมเบียมาหลายทศวรรษในการเจรจาสันติภาพกับกองกำลังการปฏิวัติฯ แต่ด้วยความมุ่งมั่นของประธานาธิบดีซานโตสทำให้กระบวนการเจรจาสันติภาพครั้งล่าสุดที่เริ่มต้นในปี 2555 ซึ่งประสบความท้าทายและอุปสรรคมากมาย มีการเจรจากันกว่า 50 รอบ สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ใน 6 ประเด็นหลัก คือ การปฏิรูปที่ดิน การเปิดโอกาสให้ฝ่ายกองกำลังการปฏิวัติฯเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในระบบ การขจัดปัญหาลักลอบค้ายาเสพติดและปลูกพืชผิดกฎหมาย การแสวงหาความยุติธรรมให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง การวางอาวุธและการดำเนินการเพื่อให้ขั้นตอนต่างๆได้เริ่มปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรมโดยได้รับการยอมรับจากประชาชน ซึ่งรัฐบาลโดยความเห็นชอบของศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดให้มีการทำประชามติทั่วประเทศในอีกไม่กี่สัปดาห์เพื่อให้ความเห็นชอบข้อตกลงสันติภาพนี้

สำหรับโคลอมเบีย สันติภาพคือสิ่งการันตีการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ ประมาณว่าผลรวมรายได้ประชาชาติของประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุก 9 ปีเมื่อมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ขณะที่รายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน 6,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 12,000 ดอลลาร์สหรัฐฯภายในสิบปี ยอดเงินลงทุนจากต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในอีกไม่นาน เมื่อเทียบกับยอดเงินลงทุน 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2558 ปัจจุบันโคลอมเบียเป็น 1 ใน 20 ประเทศที่มียอดเงินลงทุนจากต่างประเทศสูงสุดในโลก

การบรรลุในข้อตกลงสันติภาพครั้งนี้ยังส่งผลให้โคลอมเบียซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพลำดับต้นๆ ของโลกสามารถลดผลกระทบของความรุนแรงที่มีต่อสภาพแวดล้อมซึ่งมีการประมาณการเป็นตัวเลขไว้ที่ 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี รัฐบาลไม่ต้องเสียงบประมาณในการฟื้นฟูธรรมชาติที่เกิดจากการบุกรุกป่าของฝ่ายกองกำลังการปฏิวัติฯเพื่อเพาะปลูกพืชเสพติด ลดค่าใช้จ่ายการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษปรอทจากการลักลอบทำเหมืองแร่ผิดกฎหมาย ลดความสูญเสียต่อระบบนิเวศเมื่อกองกำลังการปฏิวัติฯลอบวางระเบิดท่อส่งน้ำมัน สันติภาพสามารถคืนธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เพิ่มคุณภาพชีวิตให้ชาวโคลอมเบีย ส่งเสริมโอกาสให้กับนักลงทุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

สงครามและความรุนแรงได้สิ้นสุดลงแล้ว สันติภาพหาได้เป็นความฝันอีกต่อไป สาธารณรัฐโคลอมเบียได้แปรเปลี่ยนจากดินแดนแห่งการรบราฆ่าฟันกลายเป็นดินแดนแห่งความหวัง ดินแดนแห่งสันติสุข ที่เปิดกว้างพร้อมรับประชาคมโลกในทุกมิติ.

 

(เมื่อ) จุดเด่นพลิกเป็นจุดด้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 6 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/682138

 

ดูท่าว่าบุคลิกที่มุทะลุดุดัน แลกหมัดใส่ตอบโต้คืนไม่ยั้ง ไม่ว่าคนที่วิจารณ์เขาจะเป็นคนนอกหรือคนในของนาย โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีคนดัง ผู้แทนรีพับลิกันเพื่อชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 8 พ.ย. กำลังทำให้ตัวเองลำบาก เมื่อเริ่มมีกระแสตีกลับมาทำลายคะแนน นิยมจนตามหลังนาง ฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครตมากขึ้นเรื่อยๆ

กรณีที่ทำให้ทรัมป์เสียรังวัดมากที่สุด เขาถูกทั้งคนในและคนนอกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เห็นจะเป็นการที่เขากล่าวตอบโต้ครอบครัวของนายทหารคนหนึ่งที่เสียชีวิตในสงครามอิรัก แต่หลังจากที่เขาถูกวิจารณ์เรื่องแผนห้ามชาวมุสลิมเข้าสหรัฐฯ และยังมีกรณีที่เขาพูดติดตลกแบบไม่ให้เกียรติหลังได้รับมอบเหรียญ “เพอร์เพิล ฮาร์ท” ระหว่างหาเสียงที่รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งปกติกองทัพสหรัฐฯจะมอบให้ทหารผู้บาดเจ็บในการสู้รบจนถูกกลุ่มทหารผ่านศึกออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

เห็นภัยกำลังมา! แกนนำพรรครีพับลิกันก็ทนดูต่อไปไม่ไหว ไม่เช่นนั้นคงต้องเป็นพระรองของเดโมแครตกันยาวแน่ เพราะในยุคของประธานาธิบดี บารัค โอบามา ก็อยู่ยาวมาจะครบ 2 สมัยอยู่แล้ว จึงต้องหาทางแทรกแซงพลิกสถานการณ์และดึงการหาเสียงกลับคืนสู่แนวทางที่ควรจะเป็น หันมาพูดเน้นเรื่องนโยบายต่างๆ อย่างเช่น การจ้างงานและข้อตกลงการค้า น่าจะเข้าท่ากว่าเปิดการ์ดทะเลาะกับคนนั้นคนนี้ไปทั่ว

แกนนำรีพับลิกันที่ว่าจะนำโดยประธานกรรมการแห่งชาติพรรครีพับลิกัน นาย เรนซ์ พรีบัส และพันธมิตรเหนียวแน่นของนายทรัมป์ อย่างนาย นิวต์ กิงริช อดีตประธานสภาผู้แทนฯ และนาย รูดี้ กุยเลียนี อดีตนายกเล็กมหานครนิวยอร์ก

“ตนคิดว่าบางอย่างที่ทรัมป์ทำ เป็นการทำลายตัวเองชัดๆ และจะยื่นชัยชนะให้คลินตันแทน” นายกิงริชเผย

ส่วนฝ่ายรีพับลิกันคนดังๆ ที่จะไม่เลือกทรัมป์และจะเลือกนางคลินตันแทนก็มีรวมทั้งนางเม็ก วิตแมน ซีอีโอของบริษัทด้านเทคโนโลยี ผู้บริจาคและคนหาทุนเข้าพรรครีพับลิกันคนสำคัญ เพราะไม่ชอบแนวทางของทรัมป์ ซึ่งเธอมองว่า กำลังบ่อนทำลายโครงสร้างคุณลักษณะจำเพาะของประเทศ เป็นนักกวนเมืองมากกว่านักการเมือง.

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

 

ดนตรีทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย กิรณา อินทร์ชญาณ์ 5 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/681231

 

แต่ละคืน ขณะที่ความมืดมิดค่อยๆคืบคลานกลืนกินกรุงลากอส เนื้อตัวของหนุ่มๆ สาวๆ คนรุ่นใหม่ชาวไนจีเรียก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากการออกแรงเต้นโยกย้ายไปตามจังหวะเสียงเพลงที่กำลังฮิตติดลมแถวย่านสถานบันเทิงกลางกรุง

ด้วยดนตรีคือธุรกิจที่กำลังไปได้สวยและกลายเป็นวัฒนธรรมส่งออกไปแล้ว…สำหรับไนจีเรีย ซึ่งก็เหมือนอุตสาหกรรมวงการภาพยนตร์ “Nollywood” ของประเทศนี้ที่กำลังแรงพุ่งฉิวทั่วทวีปแอฟริกา อุตสาหกรรมดนตรีก็เริ่มทีท่าแววดีไม่แพ้กัน

หลังรายได้จากการขายเพลงเมื่อปีที่แล้ว 56 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และบริษัทตรวจสอบบัญชี Pricewaterhouse Coopers (PwC) ทำนายโชคชะตาในอีก 3 ปีข้างหน้า เติบโตขึ้นเป็น 88 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

และเมื่อดูรวมๆแล้ว อุตสาหกรรมภาคบันเทิงและสื่อของประเทศนี้ เบ็ดเสร็จของปีที่ผ่านมา ปาดรายได้คร่าวๆ ราว 4,800 ล้านเหรียญ สหรัฐฯ และมีแนวโน้มตัวเลขทะยานเพิ่มสูงขึ้นเป็นราว 8,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในอีก 3 ปีข้างหน้าเช่นกัน จะกลายเป็นตลาดหลักใหญ่ๆ ที่ขยายเติบโตได้อย่างรวดเร็วที่สุดบนโลกนี้

ศิลปินนักร้องหลายคนที่ทั้งร้อง & แร็พกับ backing tracks ไฟฟ้า หรือเพลงที่ตัดเสียงร้องออก หรือที่ตอนนี้รู้จักกันว่า “Afrobeats” นั้น…ขายดีมากกก จัดคอนเสิร์ตตั๋วก็ขายเกลี้ยงทั่วทวีป แถมลามไหลไปถึงอังกฤษ+สหรัฐฯ

อย่างเมื่อเดือนพฤษภาฯ Wizkid นักร้องแนวป๊อปโคตรจะดังของไนจีเรีย ยังกระโดดข้ามทวีปไปโด่งดังเพลงซิงเกิลฮิตติดชาร์ตถึงฝั่ง’เมกา เช่นล่าสุด (31 ก.ค.) เพลง One Dance ที่ไปร้อง featuring ให้กับ Drake นั่นไง

และก็ไม่ใช่คนแรกที่สร้างชื่อเสียงไปไกล… Fela Kuti บุกเบิกเป็นตำนานไว้แล้วตั้งแต่ยุค’70 รุ่นลูก รุ่นหลาน ก็ขยายฐานแฟนเพลง ซึ่ง มร.เดจิ อะโวโกยา ผจก.ทั่วไปบริษัท Megaletrics ธุรกิจคลื่นวิทยุ 3 แห่งในกรุงลากอส และอีก 1 แห่งที่กรุงลอนดอนเมื่อ 4 เดือนก่อน มองว่า เป็นเพราะยุคนี้ที่มีสื่อออนไลน์ที่เร็วยิ่งกว่าแสง

เห็นตัวเลขที่เป็นเงินเยอะแยะอย่างนั้น ทางสำนักงานสถิติแห่งชาติไนจีเรีย กลับบอกว่า มีเพียง 0.26% เท่านั้นที่ส่งผลต่อค่าจีดีพีของประเทศ เพราะราว 80% ของแรงงานไปอยู่กับเศรษฐกิจนอกระบบหมด

ก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมรัฐบาลยังนิ่งเรื่องรายได้จัดเก็บภาษี ทั้งที่เหล่าศิลปินพร้อมจ่ายเพื่อจะได้นำเงินไปพัฒนาประเทศชาติ…

“กิรณา อินทร์ชญาณ์”

 

ไซเบอร์วอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 4 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/680336

 

ช่วงนี้รู้สึกว่า “สงครามไซเบอร์” เริ่มเป็นข่าวรายวันมากขึ้นทุกที อันหมายถึงรูปแบบการโจมตีเอาคืนหรือตอบโต้กันระหว่างคู่กรณีได้เปลี่ยนรูปแบบเข้าสู่ยุคดิจิตอลเต็มตัว…ชนิดที่ไม่ต้องแอบไม่ต้องซ่อนเร้นให้เมื่อย

โดยหลังจากกรณีที่เว็บไซต์วิกิลีกส์นำอีเมลของแกนนำพรรคเดโมแครตออกมาเผยแพร่จนพรรคเกือบแตกเมื่อรู้ว่ามีแกนนำบางคนพยายามสกัดดาวรุ่งนายเบอร์นี แซนเดอร์ส ส.ว.รัฐเวอร์มอนต์ คู่แข่งนางฮิลลารี คลินตัน ชิงตัวแทนพรรคไปชิงประธานาธิบดีในเดือน พ.ย.นี้ แต่สุดท้ายก็กล้อมแกล้มเคลียร์กันได้ก่อนชี้นิ้วไปที่รัสเซีย เป็นคนล้วงตับเจาะระบบคอมพิวเตอร์ของพรรค ซึ่งแม้ฝ่ายหลังปฏิเสธ แต่สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ก็รีบรับไม้ต่อ เดินหน้าสอบสวนเรื่องนี้แล้ว

กรณีต่อมา มีมือดีเจาะระบบจอแสดงผลตารางเที่ยวบินที่สนามบินนอย บ่ายและเติ่น เซิน ญัต ในกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์ ซิตี้ (ไซ่ง่อน) ตามลำดับ เพื่อขึ้นข้อความโจมตีเวียดนามที่อ้างสิทธิครอบครองดินแดนในทะเลจีนใต้ เจ้าหน้าที่เวียดนามไม่เสียเวลาคิดมาก ออกมาประกาศทันทีคงไม่ใช่ใครถ้าไม่ใช่จีนทำ ส่วนจะเป็นคนหรือองค์กรของรัฐบาล จีนหรือแค่กลุ่มแฮกเกอร์ทั่วไป ต้องสอบสวนกันต่อไป

เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากกรณีที่นักท่องเที่ยวชาวจีนร้องเรียนถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำสนามบินเติ่น เซิน ญัต ที่ไซ่ง่อนเขียนคำด่าหยาบคายตอนตรวจลงตราพาสปอร์ตทำให้สถาน กงสุลจีนในไซ่ง่อนออกมาแถลงประณามและจี้รัฐบาลเวียดนามให้สอบสวนเอาเรื่องผู้เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้ก็ไม่ต้องวิเคราะห์ให้ยาก เวียดนามเป็น 1 ในคู่กรณีของจีนที่แย่งชิงดินแดนน่านน้ำทะเลจีนใต้นั่นเอง และมีเรื่องกระทบกระทั่งกันจากประเด็นนี้อยู่บ่อยๆ

การเล่นงานกันผ่านจอคอมพิวเตอร์ยังเกิดขึ้นกับคู่กรณีอย่างเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือด้วย เมื่ออัยการเกาหลีใต้ออกมาเปิดเผยล่าสุดว่าองค์กรต้องสงสัยของเกาหลีเหนือลอบเจาะระบบล้วงข้อมูลอีเมลของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้สื่อข่าวและอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้ช่ำชองกิจการเกาหลีเหนือรวมหลายสิบคนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ผลของการแฮกข้อมูลครั้งนี้ มีพาสเวิร์ดของบัญชีผู้ใช้อีเมลรั่วไหลไม่ต่ำกว่า 56 บัญชี แต่ยังไม่พบว่ามีข้อมูลสำคัญถูกฉกขโมยไปหรือไม่ แต่ที่ผ่านๆมา เกาหลีเหนือก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยของเกาหลีใต้มาตลอด เคยบอกแม้กระทั่งว่าเกาหลี เหนือมีกองทัพไซเบอร์ที่มีกำลังพลมากถึง 6,000 นายเพื่อทำสงครามไซเบอร์เล่นงานกองทัพและรัฐบาลเกาหลีใต้โดยเฉพาะ ซึ่งฝ่ายถูกกล่าวหาก็ปฏิเสธมาตลอดเหมือนกัน.

“เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์”

 

เมกะโปรเจกต์แอฟริกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 3 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/679248

 

…โลกต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกนาที แต่แหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าใหม่ๆมักโดนรังเกียจถูกผลักดันอยู่ห่างไกลจากชุมชน ทำให้ต้นทุนการขนส่งพลังงานไฟฟ้าต้องสูงขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

นักลงทุนธุรกิจพลังงานจากทั่วโลกกำลังสนใจทวีปแอฟริกาเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาดแหล่งใหม่ของโลก ด้วยพื้นที่กว้างขวางราว 30.2 ล้านตาราง กม. แม้ใหญ่อันดับ 2 รองจากทวีปเอเชีย แต่ความหนาแน่นของประชากรน้อยกว่าทวีปเอเชียมาก พื้นที่ว่างเหลือเยอะ

ประชากรทวีปเอเชียมากราว 4,164 ล้านคนมากที่สุดของโลก ตามด้วยทวีปแอฟริกาประชากรราว 1,200 ล้านคน คาดว่าภายในปี 2593 หรือ 34 ปีข้างหน้า ประชากรทวีปแอฟริกาจะเพิ่มอีกเท่าตัว อยู่ที่ราว 2,400 ล้านคน

ประชากรทวีปแอฟริกาเวลานี้มากกว่าครึ่งหนึ่งหรือราว 620 ล้านคน ยังเข้าไม่ถึงแหล่งพลังงานไฟฟ้าหลัก การใช้พลังงานส่วนใหญ่ในครัวเรือนคือ หุงต้มอาหารและสร้างแสงสว่างด้วยไม้ฟืนกับถ่านหิน นั่นทำให้คนทวีปแอฟริกาล้มตายเพราะมลพิษทางอากาศในครัวเรือนเฉลี่ยปีละกว่า 600,000 คน

แหล่งพลังงานไฟฟ้าใหม่ๆที่กำลังมีบทบาทต่อชาวทวีปแอฟริกาคือ พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ครัวเรือนในทวีฟแอฟริกาใช้ไฟฟ้าผลิตจากแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากเฉลี่ย 1 เปอร์เซ็นต์เมื่อช่วงปี 2552 ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 5 เปอร์เซ็นต์

แม้อยู่ในพื้นที่ทวีปยากจนมากที่สุดของโลก แต่ชาวทวีปแอฟริกาจ่ายค่าไฟฟ้าแพงมากกว่าผู้คนในกรุงลอนดอนหรือมหานครนิวยอร์กถึงราว 60-80 เท่า

ก่อนหน้านี้ ทวีปแอฟริกาพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าหลักจากเขื่อนหรือพลังงานความร้อนใต้พิภพ แต่สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป เพราะเงินลงทุนผลิตพลังงานไฟฟ้าสะอาดจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามากมาย โดยเฉพาะเคนยาและรวันดา เทคโนโลยีผลิตพลังงานสะอาดใหม่ๆทันสมัยถูกนำไปติดตั้ง รวมถึงเทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์และกังหันลม

อนาคตอันใกล้นี้ ทวีปแอฟริกาจะ “ก้าวกระโดด” เป็นแหล่งพลังงานสะอาดยุคใหม่ของโลก….

อานุภาพ เงินกระแชง

 

ตอนจบมหาศึกชิงบัลลังก์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 2 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/678366

 

พูดถึงชื่อนี้แล้วอาจจะยังไม่คุ้นหูนัก แต่ถ้าใช้คำภาษาอังกฤษ “เกม ออฟ โทรนส์”แล้วล่ะก็ หลายคนคงถึงบางอ้อ เพราะมันคือหนึ่งในละครโทรทัศน์ที่โด่งดังที่สุดในทศวรรษนี้เลยก็ว่าได้

ในแต่ละปีที่ผ่านมา ยอดผู้รับชมก็มากขึ้นเรื่อยๆ ทำลายสถิติละครโทรทัศน์ที่ผ่านมาจนเกลี้ยง โดยตั้งแต่เริ่มออกฉายทางช่องเอชบีโอ ปี 2554 มาจนถึงตอนนี้ก็ผ่านไป 6 ซีซั่นแล้ว แบ่งเป็นซีซั่นละ 10 ตอน

ยอดเฉลี่ยคนดูตอนเปิดตัวซีซั่นแรกประมาณ 9.3 ล้านคน และเพิ่มมาเรื่อยๆ เป็น 11.6 ล้าน 14.2 ล้าน 18.6 ล้าน จนมาถึงซีซั่น 6 ประมาณ 25 ล้านคนทั่วโลก แถมนี่แค่ยอดที่วัดจากผู้ที่ รับชมผ่านช่องทางถูกกฎหมาย ไม่รวมถึงคนที่ดูในอินเตอร์เน็ตอีกเท่าไร

ขณะที่รางวัลในวงการก็คว้ามาตั้งมากมายรวมกว่า 185 รางวัล รวมถึงรางวัลเอ็มมี่และลูกโลกทองคำ แถมในเดือน ก.ย.นี้ก็ได้รับเสนอชิงรางวัลเอ็มมี่อีกตั้ง 23 รายการ

เป็นที่รับรู้กันดีสำหรับแฟนๆทั่วโลกว่า ช่วงปลายเดือน เม.ย.ในแต่ละปี คือเวลาที่ห้ามมีนัดไปทำอะไร เพราะจะต้องรอดูเกม ออฟ โทรนส์ ตามด้วยช่วงปลายเดือน มิ.ย. ที่จะเป็นช่วงเวลาแห่งความเก็บกดและความเซ็งเนื่องจากจบซีซั่นต้องรอไปอีก 1 ปี ถึงจะได้รับชมใหม่

ใครยังไม่เคยแนะนำลองไปหาชม เรื่องนี้เป็นละครแฟนตาซียุคอัศวิน การแย่งบัลลังก์ ท่ามกลางการหักหลังชิงไหวพริบเกมการเมือง ซึ่งสร้างมาจากนวนิยายของจอร์จ อาร์อาร์ มาร์ติน Song of Ice and Fire

อย่างไรก็ตาม อาจเป็นเรื่องน่าผิดหวังสำหรับคนที่อยากชมยาวๆ เพราะล่าสุดผู้บริหารช่องเอชบีโอได้ออกมายืนยันเมื่อ 31 ก.ค. แล้วว่า “เกม ออฟ โทรนส์” จะอวสานในซีซั่น 8 ปี 2561 นี้ แม้ว่าเรื่องราวในหนังสือจะยังไม่ถึงบทสรุปก็ตาม

ตามด้วยข่าวร้ายอีกอย่าง เรื่องเวลาการฉายซีซั่น 7 ในปีหน้าที่ต้องเลื่อนออกไป ไม่ใช่เดือน เม.ย.ตามปกติ เนื่องจากปัญหาสถานที่ถ่ายทำยังหนาวไม่พอตามท้องเรื่องของหนัง…ทำไมต้องหนาวลองไปรับชมเอาเองครับไม่ขอสปอยล์.

ตุ๊ ปากเกร็ด