ปัญหาระดับชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ยูเรนัส 1 ส.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/677681

 

เหมือนเป็นบุคคลอันตรายที่ไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ท่านคือ อดีตประธานาธิบดีอัลแบร์โต ฟูจิโมริ แห่งเปรู นั่นเอง วันก่อนมีผู้สื่อข่าวไปถาม ประธานาธิบดีออลแลนตา ฮูมาลา ซึ่งกำลังครบวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเปรูว่า จะใช้ช่วงเวลาใกล้หมดเทอมของการเป็นผู้นำเพื่อนิรโทษกรรมให้อดีตประธานาธิบดีผู้อื้อฉาวอย่างนายฟูจิโมริหรือไม่?

ทำเอาประธานาธิบดีฮูมาลาอึ้งไปเล็กน้อย แล้วรีบบอกปัดว่า กรณีนี้ควรให้ผู้นำคนใหม่ที่จะมาเป็นประธานาธิบดีแทนเขาเป็นคนพิจารณาเรื่องนี้ดีกว่า ขนาดผู้นำที่จะลงจากตำแหน่งยังไม่เอาด้วย คงเห็นละมั้งว่า การนิรโทษกรรมให้อดีตประธานาธิบดีฟูจิโมรินั้น 1.เป็นเรื่องเซนซิทีฟที่อ่อนไหวต่อการเมืองและชาวเปรู และ 2.นายฮูมาลาคงคิดว่า เอาช่วงเวลาใกล้หมดอำนาจไปทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองในเรื่องอื่นดีกว่า ซึ่งก็ฉลาดดี

จะมัวมาเปลืองตัวกับกรณีนี้ทำไม? ดังนั้นผู้ที่รับไม้ต่อซึ่งเป็นประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งคนต่อไป คือ นายเปโดร พาบโล คุตซินสกี นักการเมืองสายกลางที่จะถูกใครๆเพ่งเล็งว่า จะนิรโทษกรรมให้อดีตผู้นำเปรูวัย 78 ปี ที่ตอนนี้ถูกจองจำอยู่ในคุก จนดูคล้ายคนแก่หมดสภาพ แต่กรรมใดใครก่อก็ต้องชดใช้กันไปนะ

ก่อนหน้านี้ นายเปโดร คุตซินสกี (ขอเรียกสั้นๆ) เคยให้สัมภาษณ์ทางรายการวิทยุเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมให้นายฟูจิโมริหรือไม่? ท่านว่า คำร้องขอให้ผู้นำเปรูนิรโทษกรรมแก่นายฟูจิโมริเป็นสิ่งที่ไม่ควรรีบตัดสินใจ และต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งเพื่อกลั่นกรองให้รอบคอบว่า สิ่งไหนควรทำและสิ่งใดไม่ควรทำ?

แต่แน่นอนว่า ตามคำร้องของนายฟูจิโมริจะมีการนำรายงานด้านสุขภาพตลอดจนความประพฤติในช่วงที่เขาอยู่ในเรือนจำมาใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาไปพร้อมกันแน่นอน

พูดถึง อดีตประธานาธิบดีฟูจิโมรินั้น ตลอดการครองอำนาจนานราว 10 ปี ระหว่างช่วง 1990-2000 ท่านได้สร้างประโยชน์ให้ชาติไม่น้อย แต่พอมีอำนาจอยู่ในมือนานเข้า ไม่รู้เป็นไง ท่านถูกจับและถูกศาลสั่งให้จำคุกโทษฐานคอร์รัปชันและใช้อำนาจในทางมิชอบด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดนไปเบาะๆ จำคุก 15 ปี ตั้งแต่เมื่อปี 2007

นายคุตซินสกีเคยแจ้งผู้สื่อข่าวว่า ท่านยังไม่อยากคิดถึงเรื่องการนิรโทษกรรมให้อดีตผู้นำอื้อฉาวเป็นอันดับแรก แต่อยากโฟกัสไปที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจในชาติก่อน อย่างไรก็ตาม ยังมีทางออกให้นายฟูจิโมริอยู่ดี เพราะประธานาธิบดี มีสิทธิ์เซ็นอนุมัติให้ผู้ต้องขังที่สูงอายุย้ายจากเรือนจำไปควบคุมตัวที่บ้านได้.

“ยูเรนัส”

 

เตรียมตัวโปเกมอน โก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 30 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/676116

 

กลายเป็นกระแสฮิตถล่มทลายไปทั่วโลก กรณีเกม “โปเกมอน โก” จนรัฐบาลหลายประเทศต้องออกคำเตือน อย่ามัวแต่ก้มหน้าจ้องโทรศัพท์มือถือ ระวังจะเกิดอุบัติเหตุ

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ยังไม่รู้ว่าคืออะไร เกมโปเกมอน โกนั้น คือเกมไล่จับสัตว์ประหลาดน่ารักๆ ผ่านมือถือสมาร์ทโฟน เพื่อเอามาเลี้ยงขุนให้เก่ง ก่อนที่จะเอาไปประลองกันระหว่างผู้เล่น

แต่ที่มันพิเศษเหนือกว่าเกมมือถือทั่วๆไป เป็นเพราะว่าผู้เล่นจะต้องจับสัตว์ประหลาดผ่านทางกล้องมือถือจริงๆ ด้วยระบบที่เรียกว่าแต่งเติมโลกความเป็น เออาร์ (Augmented Reality)

สมมติตัวอย่าง เกมแจ้งพิกัดจีพีเอสมาว่า มีโปเกมอนโผล่ขึ้นมาบนดาดฟ้าอาคารสำนักงาน สิ่งที่ต้องทำก็คือขึ้นไปบนดาดฟ้าและเปิดกล้องมือถือมองหาว่ามันหลบอยู่ตรงไหน บางทีก็หลังประตู หรือใต้แท็งก์น้ำ และก็จะเป็นอย่างนี้ในอีกหลายสถานที่ ทั้งซอยหน้าบ้าน สวนสาธารณะ ไปจนถึงอาคารรัฐบาล ฯลฯ

และที่สำคัญโปเกมอนในสถานที่ต่างๆ ก็จะมีความสามารถต่างกันไปอีกด้วย อย่างตัวนี้ใช้ไฟ ตัวนี้ใช้น้ำ ตัวนี้ใช้สายฟ้า ไปจนถึงตัวที่กลายเป็นกรณีในโปแลนด์ที่มีการขอให้ทางบริษัทลบออกเสีย หลังตัวที่ปล่อยพิษเป็นอาวุธ ดันไปโผล่ในห้องรมแก๊สนักโทษ ในค่ายกักกันเอาชวิตซ์ของนาซีเยอรมนี

ทั้งนี้ โปเกมอนมีจุดกำเนิดแรกเริ่มจากไอเดียของนายซาโตชิ ทาจิริ นักผลิตเกมชาวญี่ปุ่น เมื่อปี 2538 มาจากการสนธิระหว่างคำว่า “พ็อกเก็ต” (Pocket) กับ “มอนสเตอร์” (Monster) เข้าด้วยกัน จนกลายเป็นคำเรียกสั้นๆ (Pokemon) ที่ติดหู ได้รับความนิยมไปทั่วโลกในที่สุด มีตัวละครหลักเป็นสัตว์ประหลาดน่ารักคล้ายๆกระต่ายสีเหลืองหางรูปสายฟ้า นามว่า พิคาจู

สำหรับคนไทยที่สนใจ มีข่าวมาแล้วว่าทรูจะนำเกมมาเปิดให้บริการในบ้านเราประมาณเดือน ก.ย.นี้ ฟิตซ้อมร่างกายรอไว้เดินเหินปีนป่ายกันได้เลย

แต่ขอย้ำอย่างที่เขาเตือนๆครับ กรุณาใช้ความระมัดระวังมองทางด้วย มีคลิปโผล่มาเยอะแล้ว ล้มหัวทิ่มหน้าคะมำเอย เดินชนเสาไฟเอย.

“ตุ๊ ปากเกร็ด”

 

ธุรกิจนั่งฟัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย กิรณา อินทร์ชญาณ์ 29 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/675109

 

ญี่ปุ่น น่าจะเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีธุรกิจหลายอย่างชวนให้รู้สึก “ทึ่ง” & “อึ้ง” แต่ก็สะท้อนถึงสังคม หลายคนต้องประสบปัญหากับภาวะอึดอัด พูดไม่ออก บอกไม่ได้ หลายคนพยายามคิดหาทางแก้ ถ้าไม่เจอ หรือยอมแพ้ตั้งแต่เริ่มต้นกับการใช้ชีวิตจริง ก็อาจเลือกวิธีตัดขาดโลกภายนอก หรือที่เรียกว่าโรคทิ้งสังคม “ฮิคิโคโมริ” จมอยู่แต่ในห้อง เอาตัวเองกลืนไปกับโลก “เสมือน” ไปจนถึง…ฆ่าตัวตาย

ใครหัวใสมองความมืดหม่นพลิกให้เกิดความสดใส ก็เลยเกิด “เมด คาเฟ่” รับจ้างนอนข้างกัน หรือช่วยนวด-กอด-หนุนตัก ให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย, “คาเฟ่สาว (เทียม)” ชายแท้แต่งเป็นหญิงเมดให้ลูกค้าทั้งหญิง-ชาย เข้ามานั่งพูดคุยหัวข้อที่ตัวเองสนใจ, “ฮาเร็มของสาวๆ” ซึ่งทำงานกลางคืนจนเหนื่อยล้า แล้วต้องการเป็นฝ่ายปลดปล่อยบ้าง แม้แต่ “บริการสาวเพี้ยน” ซึ่งดูรวมๆแล้ว…ไม่มีเสน่ห์ให้กับลูกค้า (นิสัยเพี้ยนจัดๆ)

และธุรกิจ “เช่าผู้ชาย” ของ มร.ทากาโนบุ นิชิโมโต กับเพื่อนร่วมงานรุ่นลุง อายุ 45-55 ปี หรือที่ญี่ปุ่นเรียกลุงว่า “โอจิซัง” ซึ่งไม่ต้องทำอะไรมาก

แค่นั่งฟังลูกค้านั่งบ่นๆๆๆๆๆ ซึ่งคิดค่าบริการ ชม.ละ 1,000 เยน

“ผมเกิดไอเดียนี้เมื่อ 4 ปีก่อน แล้วตอนนี้ก็มีคนมาร่วมงานในเครือราว 60 คน ทั่วประเทศ แรกเริ่มเลยคือ ผมต้องการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของผู้ชายวัยอย่างผมเนี่ย (48 ปี) ที่อาจไม่คิดซีเรียสกับเรื่องอะไรแล้ว”

ซึ่งตัวอาจารย์ฝ่ายประสานงานด้านแฟชั่นคนนี้ย้ำเลยว่า เดือนๆนึงรับนั่งฟังลูกค้า 30-40 ราย ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 เป็นผู้หญิง ขอเช่าเวลาให้อยู่เป็นเพื่อนราว 1-2 ชม. เช่น รายหนึ่งอายุราว 80 ปี จะจองตัวเขาทุกอาทิตย์ให้ไปเดินเล่นเป็นเพื่อนรอบๆสวนสาธารณะ

ยังมีชาวประมงที่เบื่อกับการนั่งรอปลาติดเหยื่อท่ามกลางความเงียบ–นักศึกษาที่ฝันอยากทำธุรกิจการแสดงโชว์แต่ที่บ้านไม่สนับสนุน–พนักงานบริษัทที่ไม่รู้จะทำตัวยังไงกับซุปเปอร์ไวเซอร์ที่อยู่รอบตัวเขา กรณี โนโดกะ เฮียวโดะ อายุ 24 ปี บอกว่า มันสร้างความต่างของตัว “ฉัน” ที่อยู่กับเพื่อน กับครอบครัว หรือกับแฟน…ฉันต้องสร้างตัว “ฉัน” เพื่อสัมพันธ์กับพวกเขา แต่กับที่นี่…ไม่มี เพราะฉันกำลังพูดกับคนที่ไม่รู้จัก ทำให้ฉันเข้าใจตัว “ฉัน” เองดีขึ้น

“ความเครียดที่รอการระบาย” ได้ผลแน่ แค่อยู่ที่กับใคร, ที่ไหน และอย่างไร.

“กิรณา อินทร์ชญาณ์”

 

ปัญหาใหญ่เยอรมนี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 27 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/673035

 

…ช่วงเวลาสัปดาห์เดียว เยอรมนีเกิดความรุนแรงระดับเรียกว่า “ก่อการร้าย” ติดต่อกันถึง 4 ครั้ง รวมผู้เสียชีวิต 11 ราย บาดเจ็บ 34 คน

ไล่ตั้งแต่ 18 ก.ค. หนุ่มผู้ลี้ภัยชาวอัฟกานิสถาน วัย 17 ปี ใช้ขวานและมีดไล่ทำร้ายผู้คนบนขบวนรถไฟสายใต้ ผู้เคราะห์ร้ายนักท่องเที่ยวจากฮ่องกง 4 คน บาดเจ็บ และสตรีชาวเยอรมนีอีก 1 รายบาดเจ็บด้วย ก่อนมือขวานและมือมีดถูกตำรวจเยอรมนียิงจับตาย

ผ่านเลยมาไม่กี่วัน 22 ก.ค. หนุ่มเยอรมนีเชื้อสายอิหร่าน วัย 18 ปี บุกยิงผู้คนกลางย่านห้างสรรพสินค้าในเมืองมิวนิก คร่าชีวิตผู้คนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ 9 ราย บาดเจ็บ 16 คน ก่อนมือปืนยิงกระสุนปลิดชีพตัวเองหนีความผิด จบคดีความ

24 ก.ค. หนุ่มผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย วัย 21 ปี ใช้มีดดาบยาวหั่นเคบับฟันสังหารสตรีชาวโปแลนด์ในพื้นที่เมืองทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ทั้งนี้มีผู้คนบาดเจ็บด้วยอีก 3 ราย คดีนี้ผู้ก่อเหตุเพียงถูกจับกุมและเจ้าหน้าที่ไม่ถึงขนาดระบุเป็นเรื่องก่อการร้าย แต่ให้เป็นเรื่องอาชญากรรมเฉพาะหน้า

วันเดียวกัน 24 ก.ค. พื้นที่ภาคใต้ หนุ่มชาวซีเรียผู้พยายามขอลี้ภัยอยู่เยอรมนี จุดชนวนระเบิดถล่มงานเทศกาลดนตรีกลางแจ้ง ไม่มีใครเสียชีวิตนอกจากมือระเบิด แต่ทำให้มีผู้บาดเจ็บด้วยมากกว่า 12 ราย

ทางการเยอรมนีเบื้องต้นพยายามชี้เหล่าผู้ก่อเหตุรุนแรงมีประวัติป่วยทางจิตซึมเศร้าเดียวดาย ขณะที่เครือข่ายก่อการร้ายกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือไอเอส พยายามประโคมข่าวโหนกระแสเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงด้วยข้ออ้างผู้ก่อเหตุเหล่านั้น คือ “ทหาร” หรือ “แนวร่วม” แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันสมอ้างเหล่านั้นอย่างชัดเจน

ข้อมูลหลักฐานของทางการเยอรมนีขุดคุ้ยเผยแพร่ตามมา พบความเกี่ยวข้องโยงใยผู้ก่อเหตุร้ายแต่ละรายไม่ได้มีปัญหาป่วยทางจิต กรณีผู้ต้องหาก่อเหตุกราดยิงบริเวณห้างสรรพสินค้าเมืองมิวนิก พบว่า มือปืนเตรียมแผนก่อเหตุร้ายมานานกว่า 1 ปี ทั้งพบด้วยว่ามือปืนก่อเหตุกราดยิงผู้คนที่เมืองมิวนิกรู้จักและเคยติดต่อกับหนุ่มอัฟกัน มือขวานและมือมีดบุกฟันทำร้ายผู้คนบนขบวนรถไฟ

แม้หลักฐานยืนยันเรื่องนี้อย่างกระจ่างคงเป็นไปไม่ได้เพราะผู้ก่อเหตุรุนแรงทั้งสองคนสิ้นชีวิตดับดิ้นไปแล้ว แต่ทางการเยอรมนีจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเหล่านี้ประมวลเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน

ช่วงปีที่ผ่านมา เยอรมนีอ้าแขนรับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศมากกว่า 1 ล้านคน ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่มาจากอัฟกานิสถาน ซีเรียและอิรัก ขณะที่ทางการเยอรมนีไม่ต้องการให้มาตรการตรวจสอบคุมเข้มการเคลื่อนไหวของผู้ลี้ภัยต้องตกอยู่ภายใต้สภาพกดดันเหมือนถูกเลือกปฏิบัติ

หาไม่แล้ว สถานการณ์อาจยิ่งเลวร้ายลงอีก…

“อานุภาพ เงินกระแชง”

 

บ๊ายบายเทปวีดิโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 26 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671961

 

เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยน แปลงอยู่ตลอดเวลา ของบางชิ้นคนรุ่นหนึ่ง รู้จัก แต่พอไปถามคนอีกรุ่น กลับงงเป็นไก่ตาแตกว่ามันคืออะไร

มีเรื่องราวขำขันมากมายถูกนำมาเล่าแลกเปลี่ยนกัน มีคนถูกรุ่นน้องถาม ปุ่มเซฟในโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด (เวอร์ชั่นเก่า) มันคือรูปแผ่นอะไร? ซึ่งถ้าเป็นคนที่โตมาทันก็จะรู้ทันทีว่า มันคือแผ่นฟลอปปี้ ดิสค์ ที่มีขนาดความจุเพียง 1.4 เมกะไบต์

นึกถึงแต่ก่อนจะก๊อบปี้ข้อมูลไฟล์ใหญ่ๆให้กันต้องใช้กันทีละ 10 กว่าแผ่น สมัยนี้ใช้แฟลชไดรฟ์ ยูเอสบีที่จุได้มากกว่าพันเท่าหมื่นเท่า หลักกิกะไบต์ เทราไบต์

ที่พูดถึงเรื่องนี้ ก็เพราะว่าในสิ้นเดือน ก.ค.นี้ ก็จะเป็นอีกครั้งที่เทคโนโลยีรุ่นเก่าจะตายหายไปอีกชิ้นแล้ว นั่นก็คือเครื่องเล่นบันทึกเทปวีดิโอ ที่ใช้เล่นม้วนวีดิโอวีเอชเอส (VHS)

โดยบริษัทฟุนาอิ อิเลคทริก ของญี่ปุ่น ผู้รับผลิตให้แก่บริษัทซันโย ตลอด 33 ปีที่ผ่านมา ประกาศว่าจะหยุดผลิตอย่างเป็นทางการ หลังจากยอดขายมีแต่ร่วง ปี 2558 ที่ผ่านมา จำหน่ายได้เพียง 750,000 เครื่องเท่านั้น ต่างกับยุคทองในอดีตที่เคยทำยอดได้สูงสุด 15 ล้านเครื่องต่อปี

แน่นอนว่า คนที่อยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านย่อมจำได้ เทปวีดิโอที่ว่านี้คืออุปกรณ์ความบันเทิงภายในบ้านที่เจ๋งที่สุดในช่วง 30 ปีก่อน ดูหนังกันแบบส่วนตัวไม่ต้องไปเบียด เสียดกับใครในโรงภาพยนตร์ หรือใช้อัดโทรทัศน์รายการโปรด ไปจนใช้บันทึกวีดิโอช่วงเวลาสำคัญของชีวิต วันเกิดลูก งานแต่ง และอีกสารพัดมากมาย

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีแผ่นดีวีดี (DVD) ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงปี 2540 นำไปสู่การเปลี่ยนถ่ายทีละเล็กละน้อย จนสามารถครองตลาดมาจนถึงบัดนี้ได้ในที่สุด

ตามคำพระท่านว่าไว้ครับ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป.

ตุ๊ ปากเกร็ด

 

ไม่ฟ้องแต่ตั้งมูลนิธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ยูเรนัส 25 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671306

 

คงจำข่าวน่าหวาดเสียวกันได้ เมื่อจระเข้โผล่มาจากไหนไม่รู้ คาบเด็กชายวัย 2 ขวบคนหนึ่งหายลงน้ำไป ขณะครอบครัวของเหยื่อที่น่าสงสารพากันไปเที่ยวที่ดิสนีย์ เวิลด์ รีสอร์ต ในรัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ผลปรากฏว่า เด็กชายเลน กราเวส เสียชีวิต และผลจากการชันสูตรศพพบว่าจมน้ำ ถือ เป็นเรื่องสะเทือนขวัญสำหรับผู้ได้ยินข่าวนี้เป็นอย่างยิ่ง

ล่าสุด ทางครอบครัวกราเวสตัดสินใจไม่ดำเนินการฟ้องร้องกับทางดิสนีย์แล้ว เพราะคงคิดสรตะว่า ถึงฟ้องไปก็ไม่ได้ลูกกลับคืนมา ดังนั้นแทนที่จะนำเรื่องไปขึ้นโรงขึ้นศาล ก็เปลี่ยนเป็นจัดตั้ง มูลนิธิ เดอะ เลน โธมัส ขึ้นมาเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นในอนาคตดีกว่า แม้ในขณะนี้สมาชิกของครอบครัวกราเวส ได้แก่ นายแม็ตต์และนางเมลิสซา ซึ่งเป็นพ่อแม่ของเด็กชายเลน ยังอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจจากการสูญเสียบุตรชายอันเป็นที่รักไปอย่างกะทันหัน ก็ต้องประคบประหงมจิตใจกันไปเรื่อยๆก่อน

เชื่อเลยว่า เหตุการณ์ระทึกขวัญสั่นประสาทคราวนี้ ไม่มีทางที่คนเป็นพ่อและแม่ของเด็กชายเลนจะลืมได้ลง แต่ต้องขอขอบคุณ ญาติสนิท มิตรสหาย รวมทั้งผู้ที่ได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของน้องเลน ได้ส่งกำลังใจมาให้อย่างท่วมท้นในสังคมออนไลน์ ทั้งที่รู้และไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำให้ครอบครัวกราเวสรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นยิ่งนัก

ในแถลงการณ์ของครอบครัวผู้สูญเสียกล่าวว่า ทั้งเมลิสซาและแม็ตต์ต่างก็หัวใจแตกสลาย เราทั้งคู่ต้องต่อสู้ดิ้นรนจากความเจ็บปวดกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของบุตรชายอันเป็นที่รัก พวกเรายอมรับว่า แต่ละวันผ่านไปอย่างยากลำบากและความเจ็บปวดยิ่งฝังรากลึกกว่าเดิม กระนั้นพวกเรารู้ว่า ต้องทำใจรับกับการสูญเสียให้ได้ รู้แต่ว่า เลนยังคงอยู่ในใจของพ่อกับแม่ตลอดไป… น่าเห็นใจจริงๆ

พูดถึงฝันร้ายที่สวนสนุกดิสนีย์ เวิลด์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งมีชายฝั่งทะเลที่สวยงาม ชายหาดบางแห่งติดประกาศห้ามผู้คนลงเล่นน้ำในทะเลสาบเซเวน ซีส์ ใกล้กับแกรนด์ ฟลอริเดียน รีสอร์ท แอนด์ สปา แต่ข้อน่าสังเกตที่ทำให้หลายคนแปลกใจ ได้แก่ ทำไมไม่มีการติดป้ายเตือนเรื่องมีจระเข้ ไว้ด้วย

หลังเกิดเหตุไม่คาดฝัน เจ้าหน้าที่ทีมค้นหาจระเข้ควานหาตัวสร้างปัญหากันให้วุ่น หวังว่า หลังจากนี้จะไม่มีเหตุสยองขวัญทำนองนี้เกิดขึ้นอีกละกันนะ.

ยูเรนัส

 

หุ้นกระเทียม (ต่อ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย กิรณา อินทร์ชญาณ์ 23 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/669661

 

ในเมื่อใครๆก็รู้ว่า กระเทียมเป็นพืชที่ปลูกขึ้นง่าย โตเร็ว แล้วห้องเย็นแบบโมเดิร์นสมัยนี้ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าสนามฟุตบอล สามารถเก็บรักษาความสดใหม่ไว้ได้นานสุด 2 ปี

ด้วยกระเทียมเป็นปัจจัยหลักในการประกอบอาหารของคนเอเชีย (จะว่าไปน่าจะทั่วโลกนะ) จะกินสดๆก็ได้ หรือจะทอด จะผัด จะตุ๋น หรือแม้แต่ทำเป็นขนมของหวานเครื่องเคียง แถมคุณประโยชน์ทางยาล้นกลีบ เพราะสรรพคุณที่มีสารประกอบคุณค่าต่อร่างกายถึง 202 ชนิด จนถูกนำไปประกอบเป็นรูปของแคปซูล เพื่อให้ง่ายต่อการรับประทาน

หากย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2552 กลุ่มนักลงทุนสุมหัวคิดปั่นราคา ด้วยการโหมโฆษณา ชวนเชื่อช่วงที่ โรคไข้หวัดหมู เอช 5 เอ็น 1 (Swine Flu) ระบาดหนักว่า กินกระเทียมแล้วช่วยให้หายจากไข้หวัดนี้เป็นปลิดทิ้ง!!! ส่งผลให้ราคาที่จีนพุ่งพรวด 15 เท่า จนมีโรงเรียนหนึ่งที่เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ทิศบูรพา ถึงกับกว้านซื้อไปตุนไว้ 200 กก. เพื่อให้พอสำหรับทำกับข้าวมื้อเที่ยง

แต่การลงทุนกับ “หุ้นกระเทียม” ก็ไม่ใช่ว่าจะอร่อยหอเจี๊ยะแบบคงที่ เพราะตลาดกระเทียมในเมืองจีนนั้นจะว่าไป…ตามยาก เพราะไม่มีข้อมูลของทางการ หรือพื้นที่ปลูกที่ชัดเจน แม้แต่ราคากลางก็ไม่มี ก็เลยทำให้ราคากระเทียมแกว่งไปแกว่งมา หรือตลาดซื้อขายอนาคตดูๆแล้วเหมือนเล่นพนัน

มร.หลี่ ซึ่งบอกแต่ชื่อสกุลตัวเอง เม้าท์ให้ฟังว่า “รัฐบาลจินเซียงเองก็เฝ้าดูการตั้งราคากันอยู่ แต่ไม่มีกฎกติกาข้อบังคับและควบคุมตลาด มีแต่คอยเป็นไกด์ช่วยเรื่องเพาะปลูกกับค้าขายยังไงเท่านั้น”

แต่ไม่ว่าใครจะพูดข้อพึงระวังกระเทียมล้นบ้านล้นเมืองยังไง มร.หวัง เสี่ยวยิง นักลงทุนเจ้าของโกดัง 4 แห่งในจินเซียงก็ยังเชื่อมั่นว่า “ลื้อยังซื้อได้อีกเยอะ ทำเงินได้อีกงามๆ ถ้าลื้อลงทุนเป็นล้าน ลื้อก็ได้เงินเป็นล้าน”

เหลียวมองกระเทียมไทย (ที่ไม่มีเทรนด์เล่นปั่นหุ้นเหมือนจีน) ซึ่งมีกลีบเล็ก มีความเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอมมากกว่า แต่ราคาตลาดบ้านเราตก กก.ละ 150-180 บ. ซึ่งก็ไม่ใช่ราคาหน้าสวน เทียบกับของตั่วเฮียแดนมังกรที่เข้ามาตีตลาดแล้วดั๊มพ์ราคาถูกกว่าเราตั้งครึ่ง คุณภาพไม่ต้องพูดถึง

สุดท้ายก็เลยไม่ต้องมองไปไหนไกล ถามตัวเองแล้วตัดสินว่า…ควรกินของใครก็พอ?

กิรณา อินทร์ชญาณ์

 

หุ้นกระเทียม ตอนที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 22 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/668659

 

ภาพREUTERS

มณฑลจินเซียง…ถือว่าเป็นศูนย์กลางแห่งการปลูกกระเทียมของจีน เฉพาะปีที่แล้วผลผลิต 1.69 ล้านตัน หรือราวร้อยละ 7 ของผลผลิตทั้งประเทศมากกว่าเกาหลีใต้ทั้งประเทศซึ่งอยู่อันดับ 3 ของโลก ขณะที่จีนผลิตราว 25 ล้านตัน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นเจ้าแห่งการปลูกกระเทียม เพราะส่งไปทั่วโลกราว 25 ล้านตัน

ว่าไปเศรษฐกิจกระเทียมที่กำลังบูม ด้วยจำนวนประชากรที่มีอยู่ราว 640,000 คน ซึ่งไม่เคยอวดอ้างมาก่อนว่ามณฑลตัวเองขึ้นชื่อว่าบ่อเกิดแห่งกระเทียม ทั้งที่ปลูกหัวหอมใหญ่กับเมล็ดพริกไทยด้วย

และด้วยกำลังการผลิตเป็นหนึ่งในแผ่นดิน แถมยังเพิ่มเป็นเท่าตัวช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ฐานะและความเป็นอยู่ดีขึ้น มีหมู่บ้านสร้างใหม่พึ่บพั่บ นายหน้าค้ากระเทียมและคลังร้านค้าปลีกที่ทันสมัย

การลงทุนเล่นหุ้นกระเทียมจึงเกิดขึ้นแบบที่เรียกว่า “one way bet” หรือกำไรแน่ๆ ไม่มีปัจจัยเสี่ยง ก็เลยล่อกิเลสกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ หรือแมลงเม่าทั้งหลาย ที่เห็นราคากระเทียมเมื่อเดือน มี.ค. กระโดดขึ้นไปถึง กก.ละ 13.4 หยวน หรือ 71.7 บาท มากกว่าปีก่อนหน้า

หลายคนก็เลยผันตัวเองหาเล่นหุ้นธุรกิจนี้ ยอมใช้เงินหมดไปกับการกว้านซื้อกระเทียม เช่น มร.หยาน เจียนหัว นายหน้ารายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ปีนี้ราคากระเทียมงามจริงๆ มีคนนึงมาจากมณฑลกวางตุ้งบอกอยากตุนกระเทียมเก็บไว้ซัก 5,000 ตัน เพราะปีที่แล้วเขาตุนไว้ไม่ถึง 1,000 ตันเลย

แม้แต่ อาหยาง เฟย อายุ 34 ปีเองก็กลายเป็นเสี่ยบ้านไร่ หยิบเงินล้าน คว้าเงินแสนได้เป็นกอบเป็นกำในแต่ละปีอย่างสบายๆ กับผลประกอบการจากการปลูกกระเทียม

อาซู่ สิ่วหลิง ชาวสวนกระเทียมซึ่งหาเงินพิเศษจากการปอกกระเทียมที่ตลาดแห่งหนึ่ง บอกว่า กระเทียมเป็นบุญคุณกับชาวมณฑลจินเซียงมากกก…ทุกคนร่ำรวยมีอันจะกินขึ้นกว่า 2 ปีก่อน ความเจริญก็เข้ามาเกิดการเปลี่ยนแปลงมากๆ ถนนก็กว้างขวางขึ้น ชาวเกษตรกรมีเงินก็สร้างบ้านหลังใหญ่โตบ่งบอกถึงฐานะ

อาเจิ้ง เซียง นักลงทุนจากมณฑลเฉิงตู ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ยังนั่งเครื่องบิน 2 ชม.ไปซินเจียงเพื่อพบกับนายหน้า เช็กสภาพพืชผลและเช็กราคาตลาดกระเทียม อย่างเมื่อปีกลาย อาเจิ้งลงทุนไป 300,000 หยวน หรือ 1,500,000 บาท ปีนี้ก็ว่าจะขยับเพิ่มซัก 2 ล้านหยวน เพื่อชดเชยเงิน 60,000 หยวนที่ขาดทุนไปกับการเก็งกำไรซื้อหุ้นที่ดิน…

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

 

เล็งเจาะตลาด “ไมซ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 21 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667917

 

วันนี้ยังขออยู่ที่เวียดนามต่ออีกวันครับ ยังมีเรื่องน่าสนใจที่ยังเล่าไม่หมด เพราะช่วงที่ไป (สัปดาห์สุดท้ายเดือน มิ.ย.) นั้นเป็นงานโปรโมตการท่องเที่ยว “ทราเวล มาร์ท” ตามที่เขียนเล่าไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน เลยยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่อยากนำมาเผยแพร่บอกต่ออีกบางส่วน

เป็นการสะท้อนมุมมองที่ผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องวงการท่องเที่ยวท้องถิ่นจากงานสัมมนาหัวข้อเกี่ยวกับการมุ่งพัฒนาเพื่อเป็นฮับหรือศูนย์กลางการท่องเที่ยวแบบไมซ์ (M.I.C.E.) หรือ “การท่องเที่ยวสันทนาการบนชายหาดและการจัดประชุมบริษัทข้ามชาติ การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การประชุมนานาชาติและการจัดนิทรรศการ” เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีคุณภาพและมียอดการใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ทำให้เมืองดานังและภาคกลาง พยายามผลักดันตัวเองให้เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวไมซ์ หลังปล่อยให้เพื่อนบ้านอาเซียนอื่นๆ โกยรายได้เข้าประเทศกันเยอะแล้ว

ส่วนเจ้าตลาดไมซ์ในอาเซียน ตอนนี้มี 3 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซียและไทย เพราะมีความพร้อมมากกว่าเพื่อน ทั้งอาคารสถานที่ ทรัพยากรและบุคลากรรองรับทัวร์ไมซ์ รวมทั้งภาครัฐก็ดูจะให้การสนับสนุนเต็มที่

โดยส่วนหนึ่งที่ผู้เข้าร่วมเวทีสัมมนาเสนอขึ้นก็มีทั้งขอให้ภาครัฐ (เวียดนาม) เร่งพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้ได้คุณภาพและเพียงพอรองรับการพัฒนาตลาดท่องเที่ยวไมซ์ที่กำลังจะมีตามมา

ขณะที่ภาครัฐก็อย่านิ่งดูดาย ปล่อยให้ระดับล่างทำกันเอง ต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงช่วยอีกทางโดยการอนุมัติสิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งด้านภาษีหรือส่วนลด เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยดึงดูดลูกค้าและช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจเร็วขึ้น

ข้อเสนออื่นๆก็เช่น ให้ใช้ข้อตกลงการค้าเสรี “ทีพีพี” ที่เวียดนามเป็นภาคีอยู่ด้วยให้เป็นประโยชน์ พยายามดึงหรือเชิญการประชุมไมซ์ใหญ่ๆ มาจัดที่ดานัง และต้องอำนวยความสะดวกรวมทั้งจัดรถชัตเติลบัสรับส่งจากที่พัก-สถานที่จัดงาน ไม่เว้นเรื่องอาหารการกิน เช่น อาหารฮาลาลก็จำเป็นต้องเร่งพัฒนาให้พร้อมไว้ด้วย

สุดท้ายแล้ว ผู้เชี่ยวชาญที่เชิญมาพูดเน้นย้ำตลาดไมซ์ในเวียดนามจะเกิดขึ้นได้ ทุกคนต้องมีส่วนร่วม อย่าให้เป็นหน้าที่แค่กลุ่มโรงแรมหรือภาคบริการ และต้องสร้างคนให้มีความรู้ด้านท่องเที่ยวบริการเพื่อจะทำงานได้จริงๆ.

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

 

อเมริกันอลเวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 20 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667331

 

ตำรวจอเมริกันผิวขาวถูกมือปืนผิวสียิงตายล่าสุดอีก 3 นาย บาดเจ็บ 3 นาย เหตุเกิดในรัฐหลุยเซียนาเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ 17 ก.ค. มือปืนถูกตำรวจยิงตายด้วยในเวลาต่อมา ทราบประวัติภายหลังเป็นอดีตนาวิกโยธินผิวสี ก่อเหตุร้ายในวันเกิดตัวเองครบรอบ 29 ปี…

เหตุยิงสังหารตำรวจอเมริกันผิวขาวครั้งล่าสุด เกิดขึ้นไม่ถึง 2 สัปดาห์ หลังเหตุตำรวจเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส 5 นาย ถูกมือปืนซุ่มยิงเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติภารกิจควบคุมสถานการณ์กลุ่มคนผิวสีชุมนุมประท้วงไม่พอใจกรณีตำรวจผิวขาวยิงสังหารชายผิวสี 2 รายติดกันในช่วง 2 วัน เมื่อ 5 และ 6 ก.ค. เหตุการณ์เกิดขึ้นใน 2 รัฐ คือ หลุยเซียนาและมินเนโซตา

ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดการเคลื่อนไหวประท้วงกรณีคนผิวสีถูกตำรวจยิงตายในสหรัฐฯ แต่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอเมริกาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

การยิงสังหารคนผิวสีของตำรวจผิวขาวในสหรัฐฯ ก่อให้เกิดกระแสเคลื่อนไหวประท้วงในหลายเมืองทั่วประเทศและหลายเมืองของโลก ทั้งจุดชนวนให้เกิดการแก้แค้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กรณียิงตำรวจในรัฐหลุยเซียนา 3 ศพ มือปืนเป็นอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ทำหน้าที่รับใช้ชาตินานถึง 5 ปี ตั้งแต่ ส.ค.2548 ถึง ส.ค.2553 ถูกส่งตัวปฏิบัติหน้าที่ในสงครามอิรัก ระหว่างเดือน มิ.ย.2551 ถึง ม.ค.2552 ได้รับเหรียญกล้าหาญและได้รับการประกาศเกียรติคุณมากมาย

แม้ตำรวจสหรัฐฯยังไม่สรุปมูลเหตุจูงใจอดีตนาวิกโยธินอเมริกันผิวสีก่อเหตุยิงสังหารตำรวจผิวขาว 3 ศพ แต่จากวิธีการของมือปืนโทรศัพท์ 911 เรียกตำรวจออกมายังสถานที่เกิดเหตุแล้วยิงกระสุนปืนไรเฟิลถล่มสังหาร ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักหรือบาดหมางอะไรกันกับตำรวจกลุ่มนั้นมาก่อน ก็แสดงให้เห็นถึงเจตนาของมือปืนไม่สนใจว่าตำรวจจะเป็นใครมาจากไหน ขอเพียงแค่ได้ลงมือลั่นไก

สอดคล้องกับหลักฐานวีดิโอของมือปืนผ่านเว็บไซต์ยูทูบเมื่อ 10 ก.ค. ประกาศชัดต้องการแก้แค้นตำรวจผิวขาวให้กับคนผิวสีที่ถูกสังหารอย่างไม่เป็นธรรม

ถ้อยคำประกาศระบุ “ข้าพเจ้าฝักใฝ่ในจิตวิญญาณแห่งความยุติธรรม ข้าพเจ้าคิดทำทุกอย่างและตัดสินใจลงมือทำด้วยตัวเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องพัวพันกับกลุ่มเคลื่อนไหวหรือกลุ่มหัวรุนแรงใดๆ ที่ถูกพยายามยัดเยียดให้ทั้งสิ้น ความไม่เป็นธรรมที่เกิดแก่ชาวอเมริกันแอฟริกันต้องได้รับการชำระ เลือดต้องล้างด้วยเลือด”…

ดูเหมือนสังคมอเมริกันเริ่มอยู่ยากขึ้นทุกที…

อานุภาพ เงินกระแชง