รัฐประหารแปลกๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 19 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/666469

 

กลายเป็นเหตุการณ์ช็อกโลก ที่จู่ๆ ประเทศตุรกีเกิดการรัฐประหารแบบฉับพลัน มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

แต่จนแล้วจนเล่าก็ไปไม่รอด เนื่องจากไม่ได้ใจมวลมหาประชาชน ประกอบกับความหละหลวมของแผนการ ควบคุมสื่อเอกชนและนักการเมืองไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวครั้งนี้ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังทหารกบฏนอกแถวก่อการรัฐประหารกลุ่มนี้ ที่ล่าสุดถูกรวบเกลี้ยงทั้งนายพลทัพบกทัพอากาศ เสนาธิการ ทหารเลว ฯลฯ

ฝ่ายรัฐบาลตุรกี ประธานาธิบดีเรเซป ทายยิบ เออร์โดกัน ออกมาชี้เป้าชัดเจน ตัวการหลักคือ “อิหม่าม เฟตุลเลาะห์ กูเลน” นักสอนศาสนาชื่อดัง ที่ลี้ภัยไปพำนักอยู่ในรัฐเพนซิลเวเนียของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2542

โดยกล่าวหาว่า บรรดาสาวกของอิหม่ามกูเลน ยังคงฝังรากลึกในระบบราชการของตุรกี ทั้งกองทัพ ตำรวจ และตุลาการ ไปจนถึงเรื่องคำสอนที่คัดแย้งกับแนวทางของรัฐบาลตลอดหลายปีที่ผ่านมา

กระนั้น ถือเป็นเรื่องน่าสนใจที่จนแล้ว จนรอด รัฐบาลนายเออร์โดกันก็ยังพูดไม่เคลียร์เสียทีว่า สถานการณ์มันมาถึงจุดสุกงอมนำไปสู่การรัฐประหารได้อย่างไร มีแต่ตีโพยตีพายไปถึงขั้นสหรัฐฯอยู่เบื้องหลัง

ซึ่งต่อมาอิหม่ามกูเลนออกรับลูกแรงว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่งานนี้รัฐบาลจะรัฐประหารตัวเองเพื่อกระชับอำนาจ พร้อมสำทับ “ผมจะไปเกี่ยวอะไร ออกจากตุรกีมานานแล้ว ผมไม่อยากกล่าวหาลอยๆ โดยไม่มีหลักฐาน” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็สอดคล้องกับรูปการณ์รัฐ– ประหารที่ขาดความรัดกุมอย่างสิ้นเชิงหรือไม่

ทำไมต้องยิงใส่อาคารรัฐสภาสร้างความรุนแรง แทนที่จะบุกเข้าไปจับนักการเมือง รู้ว่าประธานาธิบดีอยู่ที่ไหน ทำไมไม่รวบ

ขณะที่ฟากรัฐบาลเหมือนหนังคนละม้วน สบโอกาสจัดแถวขนานใหญ่หลังการรัฐประหาร ปลดและจับกุมทหารเกือบ 3 พันนาย ตุลาการและอัยการเกือบ 3 พันคนทั่วประเทศ ปรับโผอย่างเบ็ดเสร็จด้วยความชอบธรรมบริบูรณ์!?

ตุ๊ ปากเกร็ด

 

เอาใจช่วยนายกฯเมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 16 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664367

 

“เบร็กซิต” นอกจากทำให้สหภาพยุโรป (อียู) ปั่นป่วนแล้ว ยังทำให้สหราชอาณาจักร (ยูเค) ระส่ำระสายกับการเปลี่ยนแปลงกะทันหันจากผลประชามติให้ออกจากอียูเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ได้จังหวะผลัดเปลี่ยนผู้นำจากนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ผู้นำจัดการทำประชามติที่ขอลาออกรับผิดชอบแพ้ประชามติมาเป็นนางเทเรซา เมย์ วัย 59 ปี และเป็นนายกฯหญิงคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ยูเคต่อจากผู้นำหญิงเหล็ก มาร์กาเรต แทตเชอร์ ผู้ล่วงลับ

ก่อนนั่งเก้าอี้ใหญ่ นางเมย์ไม่ใช่ใครอื่นไกล นั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลของนายคาเมรอนมาตลอด โดยเป็น รมว.มหาดไทยมา 6 ปี แต่ทำตัวโลว์โปรไฟล์ตลอดช่วงรณรงค์ประชามติโดยอยู่ขั้วเดียวกับนายคาเมรอนที่สนับสนุนให้ยูเคคงอยู่กับอียู ก่อนประกาศสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม (ทอรีส์) แทนคาเมรอนโดยฟันฝ่าสู้ผู้สมัคร 5 คน ก่อนเหลือคู่แข่งคนเดียวคือนาง แอนเดรีย ลีดซัม ซึ่งก็ต้องขอถอนตัวหลังสัมภาษณ์อ้างมีคุณสมบัติเป็นผู้นำเหนือกว่าเพราะเป็นแม่และมีลูก ส่วนเมย์ไม่มี งานนี้เลยแพ้ภัยตัวเอง

เทเรซา เมย์ หรือเทเรซา บราเซียร์ เกิดที่เมืองอีสต์บอร์น เมืองชายฝั่งทางใต้ของยูเค เมื่อปี 2499 พ่อเป็นนักบวชในศาสนาคริสต์ นิกายแองกลิกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายคุณสมบัติที่มีคนยกเธอเทียบความเหมือนกับนายกฯ แองเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี เมย์จบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดซึ่งระหว่างนี้ได้พบรักและแต่งงานกับนายฟิลิป เมย์ อาชีพนายธนาคารเมื่อปี 2523 โดยมีนาง เบนาซีร์ บุตโต อดีตนายกฯหญิงคนแรกของปากีสถาน ผู้ถูกลอบสังหารเมื่อปี 2550 เป็นแม่สื่อ แต่เธอกับสามีไม่มีลูกด้วยกัน เป็น ส.ส.สมัยแรกในปี 2540 และ รมว.มหาดไทยตั้งแต่ปี 2553

ส่วนบุคคลิกส่วนตัว นอกจากชอบสะสมรองเท้าลายเสือดาว เมย์เป็นนักปฏิบัตินิยม เข้าข่ายพูดน้อยต่อยหนัก แหล่งข่าวผู้ทำงานใกล้ชิดบอกด้วยว่าเมย์เป็นคนทำงานหนัก ตื่นเช้าเป็นกิจวัตรและมีความรู้รอบตัว

ภารกิจสำคัญถัดไป คือการเจรจากระบวนการเบร็กซิตกับเหล่าผู้นำอียูที่ตั้งท่าอยากให้ยูเครีบออกเต็มทนอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันไร นายกฯเมย์ก็เรียกเสียงฮือฮาระคนถูกวิพากษ์วิจารณ์ทันทีหลังดึงนายบอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน แกนนำรณรงค์เบร็กซิตมาเป็น รมว.ต่างประเทศ และยังตั้งนายเดวิด ดาวิส ผู้ต่อต้านอียูมาเป็น รมว.เบร็กซิต คุมงานเจรจาออกจากอียู….งานนี้ต้องให้เวลาและผลงานพิสูจน์ฝีมือ โดยเฉพาะนางเมย์ว่าจะเข้ามาเป็นที่พึ่งและเป็นผู้นำของชาวอังกฤษทั้งมวลได้หรือไม่ หลังสถานการณ์สร้างให้เป็นใหญ่ได้แล้ว.

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

 

ออกกำลัง “ขั้นบันได”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย กิรณา อินทร์ชญาณ์ 15 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663549

 

กระแสการออกกำลังกายเป็นหมู่คณะตามโครงการ “November Project” ที่อเมริกา ความจริงเริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน ของ มร.โภจัน มันดาริค กับ มร.โปรกัน เกรแฮม สองคู่หูบัดดี้จาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่อยากออกกำลังกาย แต่ไม่อยากควักตังค์หลายร้อยเหรียญตามโรงยิม หรือคลาสโยคะ มองไปมองมาคิดหาสถานที่เองซะ

…ขั้นบันไดสนามกีฬาภายในมอฯนี่แหละ

…จาก 2 คนก็มีสมาชิกเพิ่มเข้ามาเฉียดๆ 800 คน!!! มาร่วมสเต็ปอัพ แอนด์ ดาวน์ ทุกเช้าวันพุธเวลา 06.30 น. ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันของบัดดี้คู่นี้ตามโครงการดังว่า ปัจจุบัน…นอกจากขยับจำนวนคนเป็นหลายพันคนแล้ว ยังลามเป็นชมรมยืดเส้นยืดสายฟรีในอีก 20 หัวเมือง ก่อ เกิดเทรนด์ออกกำลังกายยอดนิยม ไม่ว่าจะมาเป็นกลุ่ม หรือฉายเดี่ยว ต่างก็สนใจอยากรีดเหงื่อพร้อมๆกัน

ซึ่งสถานที่ที่จัด ก็เน้นแหล่งท่องเที่ยวดังๆ สำคัญทางประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ ตั้งแต่ อนุสรณ์สถานลินคอล์น ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี., อาคารฮอลลีวูด โบว์ล ที่นครลอสแอนเจลิส รัฐ แคลิฟอร์เนีย ไปจนถึงเรือนกราซี แมนชั่นในนครนิวยอร์ก บ้านพักเก่าแก่ของนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก

หรือแม้แต่ตรงขั้นบันไดหน้า พิพิธภัณฑ์ศิลปะรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นฉากในหนังดังเรื่อง “ร็อกกี้” ที่ซิลเวสเตอร์ สตาลโลน์ เล่นในฉากวิ่งจ๊อกกิ้ง & จั๊มพ์

เรื่องของวัน-เวลาที่กำหนดไว้ ไม่ได้ถือฤกษ์เชื่อโชคดวงอะไร เพียงแต่อยากเลี่ยงชนกับนักท่องเที่ยวที่มาเป็นกรุ๊ปทัวร์ พร้อมอาวุธติดมือสุดฮิตของยุคไร้สาย…ไม้เซลฟี่ ซึ่งสมาชิกบางกลุ่มของโครงการ ก็จัดกิจกรรมตามวันที่ที่เจ้าหน้าที่กำหนด รวมถึงจำนวนคนมาเล่น

อย่างเช่น เรด ร็อคส์ แอมพลิเธียร์เตอร์ ในเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ซึ่งจัดเวทีคอนเสิร์ตบ่อยและดูขลังมาก ที่ มร.โจ เฮนดริกซ์ จัดเอกเซอร์ไซส์ฟรีทุกเช้าวันเสาร์ เรียกแขกมาร่วมผลาญแคลอรีหลายร้อยคน กระทั่งเมื่อ 2 ปีมานี้ ทางเทศบาลเมืองมีคำสั่งให้เล่นได้เฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น

มร.โจบอกว่า นอกจากทุกคนจะสนุกสนาน แล้ว ยังได้เกิดสังคมชุมชนใหม่ จากคนแปลกหน้า เป็นคนคุ้นเคย กระเถิบเป็นคนสนิท และคนรัก

แค่ช่วงซัมเมอร์มานี้ กรุ๊ปของ มร.โจแต่งไปแล้ว 9 คู่…

กิรณา อินทร์ชญาณ์

 

กลยุทธ์ป้องปรามด้วยนิวเคลียร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 14 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662594

 

กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับกรณีพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้ ที่รัฐบาลจีนกำลังมีปัญหากับชาติอาเซียน โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ ไปจนถึงมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ หลังกลุ่มนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงเริ่มจับตั้งคำถามว่า จีนมีเป้าประสงค์อะไรอย่างอื่นจากการขยายอาณาเขตอธิปไตย

โดยล่าสุดเป็นนายอเล็กซานเดอร์ นีลล์ นักวิชาการจากสถาบันศึกษายุทธศาสตร์เอเชียของอังกฤษ ที่ตั้งประเด็นขึ้นมาว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่การขยายสิ่งก่อสร้างอย่างเร่งด่วนในพื้นที่หมู่เกาะสแปรตลีย์นั้น จะเป็นการเปิดโอกาสให้กองทัพเรือดำน้ำจีนขยายแสนยานุภาพในมหาสมุทร แปซิฟิก งัดข้อกับชาติที่อยู่คนละฝั่งทะเล

ทั้งนี้ หลักการใช้เรือดำน้ำนิวเคลียร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดคือ การหลบหนีการตรวจจับและนำเรือออกสู่ทะเลใหญ่ให้ได้ เพื่อบรรลุเป้าหมายของ การ “ป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์” (Nuclear Deterrent) บีบอีกฝ่ายไม่ให้กล้าขยับเขยื้อนเนื่องจากมีนุกมาจ่อคอหอย อย่างที่สหรัฐฯและรัสเซียดำเนินการเรื่อยมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น

อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2 ปีก่อน แม้กองทัพเรือจีนได้เริ่มใช้งานฝูงเรือดำน้ำชั้น “จิน” ที่แต่ละลำบรรทุกขีปนาวุธนิวเคลียร์ เจแอล-2 ไว้ 12 ลูก ประจำการที่จังหวัดไหหลำ ทางภาคใต้ของประเทศ แต่การนำเรือออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกโดยไม่ให้ถูกตรวจจับเป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากมีอุปสรรคหลายชั้น ทั้งเรื่องความตื้นของทะเลจีนใต้หรือตาข่ายกองทัพเรือของชาติต่างๆ ทั้งฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ

กระนั้น ตรงจุดนี้เองที่น่าสนใจ เพราะอาณาเขตพิพาททะเลจีนใต้ที่จีนประกาศอ้างกรรมสิทธิ์นั้น มีอยู่หลายจุดที่เป็นไหล่ทวีปมีความลึกสูงสุดถึง 4,000 เมตร เท่ากับว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อเรือดำน้ำมากที่สุด

และสอดคล้องหรือไม่กับการคาดคะเนของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ ที่ระบุว่า ฝูงเรือดำน้ำจีนอาจออกลาดตระเวนในมหาสมุทร แปซิฟิกภายในปีนี้ ไปจนกระทั่งการเคลื่อนไหวของกองทัพเรือจีนในหมู่เกาะพิพาท ที่เตรียมขยายศักยภาพการต่อต้านเรือดำน้ำ ซึ่งถือเป็นสัญญาณแรกเริ่มของการสร้างฐานเรือดำน้ำ

ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ในแวดวงความมั่นคง จะจับตาสถานการณ์ในทะเลจีนใต้มาอย่างใกล้ชิดตลอด เพราะนอกจากเกมบนพื้นผิวแล้ว ยังมีเกมใต้พื้นผิวที่ไม่อาจหยั่งถึงหลบซ่อนอยู่ด้วย.

ตุ๊ ปากเกร็ด

 

บรรยากาศน่าพรั่นพรึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 13 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/661462

 

…เสถียรภาพทางสังคมอเมริกากำลังสั่นคลอน กลุ่มคนผิวสีในหลายเมืองทั่วประเทศเคลื่อนไหวประท้วงไม่พอใจกรณีชายผิวสี 2 รายล่าสุดถูกตำรวจผิวขาวยิงตาย ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมแนวร่วมคนผิวสีแก้แค้นส่องยิงสังหารตำรวจผิวขาวเมืองดัลลาส รัฐเท็กซัส ดับคราวเดียว 5 ศพ บาดเจ็บอีก 7 นาย…

สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าข่าย “เฮต ไคร์ม” — Hate Crime อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง มีแรงจูงใจก่อเหตุเพราะอคติ คิดเชื่อว่าถูกลำเอียงเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมหรือถูกแบ่งแยก

รูปแบบที่ก่อเกิด “เฮต ไคร์ม” มักเกี่ยวข้องกับความแตกต่างด้านเพศ เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา สีผิว ความพิการ การใช้ภาษาหรือลักษณะทางกายภาพ

“เฮต ไคร์ม” ถูกแสดงออกได้หลากหลายรูปแบบตั้งแต่เบาไปหาหนัก อาทิ ใช้คำพูดหรือการกระทำเหน็บแนม เหยียดหยาม รังควาน กลั่นแกล้ง แสดงสัญลักษณ์ ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ

สังคมอเมริกัน ดินแดนแห่งเสรีภาพ จะแก้ไขทุเลาปัญหาสภาพการณ์นี้อย่างไร…

ไม่เฉพาะอเมริกา…“สหราชอาณาจักร” อังกฤษ เผชิญสภาพคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงก่อนและหลัง 23 มิ.ย.2016 วันประวัติศาสตร์ประชามติเสียงส่วนใหญ่เลือก “Leave”–ถอนตัวจากสมาชิกสหภาพยุโรป หรืออียู

ข้อมูลสถิติสำนักงานตำรวจแห่งชาติอังกฤษพบว่า ระหว่างวันที่ 16-30 มิ.ย. คดีอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังทั้งในอังกฤษ แคว้นเวลส์และไอร์แลนด์เหนือ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 42 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงครึ่งหลังของเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว 2,161 คดี เพิ่มเป็นกว่า 3,076 คดี เฉพาะวันที่ 25 มิ.ย.เกิดคดีเกี่ยวข้องกับความเกลียดชังมากถึง 289 คดี

ตัวอย่างการแสดงออกถึงคดีความเกลียดชังในอังกฤษ อาทิ โปรยการ์ดข้อความขับไล่ผู้คนที่ไม่ใช่ผิวขาวและชนกลุ่มน้อยออกนอกประเทศ การร้องเรียนแจ้งความคดีทำร้ายร่างกาย รังควาน ใช้คำพูดเหน็บแนม เยาะเย้ย เหยียดหยามเกิดขึ้นมากมายทั่วประเทศ

แม้กระทั่งเขตชุมชนคนผิวขาวชาวโปแลนด์ ข้อความขับไล่ไสส่งถูกเขียนพ่นสีตามกำแพงแสดงเจตนารมณ์ของคนเจ้าถิ่นบางกลุ่มที่มีต่อชนกลุ่มน้อยจากต่างแดนอย่างชัดแจ้ง บางครอบครัวชนกลุ่มน้อยเคราะห์ร้ายถึงขนาดโดนลอบวางเพลิงเผาบ้าน

ยิ่งไปกว่านั้น สถานที่สำคัญของคนชนกลุ่มน้อยจำนวนมากต้องหวาดผวากับผงแป้งฝุ่นที่ถูกส่งถึงทางไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยสารพิษกันวุ่นวาย แม้เกือบทั้งหมดไม่มีอันตรายใดๆ แต่ทุกคนที่เกี่ยวข้องก็ต้องขวัญผวา

ยังไม่รู้สภาพการณ์แบบนี้จะลุกลามบานปลายไปได้ขนาดไหน…

อานุภาพ เงินกระแชง

 

เวียดนามหนแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 12 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/660501

 

เวียดนามยุคนี้ พ.ศ.นี้ มีแต่เรื่องพัฒนาครับ มีโปรเจกต์ออกมาตลอดเลย…ที่เกริ่นอย่างนี้เพราะเพิ่งมีโอกาสได้ไปเวียดนามครั้งแรกในชีวิตเมื่อสัปดาห์สุดท้ายของเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ตามคำเชิญของ ศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองดานัง แถบภาคกลาง ไปร่วมงาน “ทราเวล มาร์ท” หรือชื่องานเต็มๆคือ “ตลาดท่องเที่ยวแบบสันทนาการบน ชายหาดและการจัดประชุมบริษัทข้ามชาติ การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การประชุมนานาชาติและการจัดนิทรรศการ” (BMTM DANANG 2016) เลยพอได้เห็นการทำงานของคนเวียดนาม ทั้งรูปแบบการจัดงานและการติดต่อประสานงานเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวของประเทศ

แม้จะมีอะไรหลายอย่างยังไม่เข้าที่เข้าทาง แต่ความพยายามกับความขยันถือว่าสอบผ่าน

ส่วนแหล่งท่องเที่ยวในเมืองดานังและละแวกใกล้เคียงถือว่า มีครบ ไม่ว่าทะเล ภูเขาและเมืองเก่าไม่มากอย่าง “ฮอยอัน” (Hoi an) หรือมืองเก่าโบราณยุคจักรพรรดิ อย่าง “เว้” (Hue) ซึ่งจริงๆต้องออกเสียงให้มีตัว “ฮ” ผสมด้วย

ณ ที่นี้ ขอพูดถึงเมืองดานังเป็นหลัก อยากให้เห็นสภาพบ้านเมืองและผู้คนท้องถิ่น

เมืองดานังเป็นเมืองชายฝั่ง ไม่เล็กไม่ใหญ่ คล้ายแถบๆภาคตะวันออกของไทย ทะเลและหาดทรายยังสะอาดสะอ้าน เลยยังน่าเล่นน่าเดินเที่ยวสบายๆ บรรยากาศก็เหมือนเมืองท่องเที่ยวชายทะเลทั่วไป คือมีกิจกรรมทางน้ำให้เล่นสนุกหลายอย่าง เช่น เจ็ตสกีและเรือลากร่ม (parasail) ฯลฯ

และนอกจาก สะพานมังกร ทอดผ่าน “ฮาน ริเวอร์” (Han) แม่น้ำสายหลักและเป็นแลนด์มาร์กสำคัญแล้ว ยังมีอีกอย่างที่ผมชอบมากก็คือ สนามบิน อยู่ใกล้ใจกลางเมือง ใครพักโรงแรมแถบชายหาดหรือในตัวเมืองก็ไม่ต้องซีเรียสเรื่องเวลามากนัก อย่างผมพักอยู่โรงแรมติดหาด เรียกแท็กซี่ไปแค่ 15 นาทีก็ถึง

ส่วนผู้คนถือว่ายิ้มแย้มเป็นกันเอง ผมไปเดินเล่นชายหาดตอนบ่ายแก่ๆ ลองพูดคุยทักทายด้วยภาษาอังกฤษ (แบบใช้มือช่วยเป็นระยะๆ) กับภาษาเวียดนามขั้นพื้นๆก็พอคุยกันรู้เรื่องแบบงึกๆงักๆ รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง

แต่มันสำคัญตรงที่ท่าทีและความอดทนรอฟัง อันพิสูจน์ได้ดีถึงการเปิดใจรับฟังคนต่างบ้านต่างเมือง ถือเป็นคุณสมบัติที่ดีของคนพร้อมรับการพัฒนา…ขอสรุปจบตรงนี้ก่อนครับ!

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

 

พิมพ์ไปแจ้งเหตุร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ยูเรนัส 11 ก.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/659829

 

สหรัฐอเมริกานี่ยิงกันบ่อยเนอะ เอะอะก็ฆ่าแกงกัน แถมระยะนี้เกิดขึ้นถี่ซะด้วย คงจำเหตุการณ์น่าสลดใจที่เกิดจากน้ำมือของหนุ่มโหดชาวอเมริกันเชื้อสายอัฟกัน ซึ่งกราดยิงผู้ที่ไปเที่ยวไนท์คลับชื่อ พัลส์ หรือรู้จักกันในฐานะบาร์เกย์ เมืองออร์ลันโด รัฐฟลอริดาจนมีผู้เสียชีวิตราว 49 ศพ

การกราดยิงของนายโอมาร์ มาทีน วัย 29 ปี ที่เล่นขนอาวุธปืนไปถล่มบาร์เกย์แห่งนี้ ว่ากันว่า กลายเป็นการสังหารหมู่ครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ หลังเหตุก่อการร้าย 11 กันยายน 2001 ไปแล้ว

เมื่อเร็วๆนี้ มีการพูดกันถึงสภาพจิตใจและความกลัวของเหยื่อที่โชคร้ายก่อนโดนฆาตกรสังหารแบบกราดยิง ทั้งที่ไปยิงพวกเขานี่รู้จักกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ น่าจะเป็นการยิงไม่เลือกหน้า จึงเป็นเรื่องเศร้าที่ “ผู้ไม่รู้ อีโหน่ อีเหน่” ต้องมาตายก่อนวัยอันควร เพราะความบ้าบอคอแตกของฆาตกร แต่ข่าวอีกกระแสบอกคนร้ายติดเชื้อเอชไอวีจึงอยากแก้แค้น

ประเด็นที่แสดงความคิดเห็นกัน ได้ยกกรณีของ นายเอ็ดดี จัสติส หนึ่งในเหยื่อที่ติดอยู่ในไนท์คลับ พอเกิดเรื่องขึ้นและได้ยินเสียงปืน เขาก็หนีไปหลบซ่อนตัวในห้องน้ำ

ทันใดนั้น เขาหยิบสมาร์ทโฟนส่งข้อความไปหาแม่เพื่อขอความช่วยเหลือ โดยนายจัสติสพิมพ์ข้อความว่า ช่วยโทร.ไปบอกตำรวจหน่อยแม่, ผมกำลังจะตาย

หลังจากนั้นก็พิมพ์ข้อความไปหาแม่ของเขาอีกครั้ง บอกว่า โทร.ไปบอกพวกเขา, เดี๋ยวนี้เลย บอกว่าผมติดอยู่ในห้องน้ำ มันกำลังมาแล้ว ผมจะตายแล้วแม่

ใครได้อ่านข้อความนี้ย่อมรู้สึกใจสลายทั้งนั้น ทั้งสงสารเหยื่อและเห็นใจหัวอกของผู้เป็นแม่ ที่ต้องสูญเสียลูกไปอย่างกะทันหัน เป็นใครก็คงทำใจกันไม่ทันเลยแหละ

การนองเลือดที่ออร์ลันโดทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่ใช้การพิมพ์ข้อความหาญาติ หรือเพื่อนสนิท แทนที่จะ โทร.ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตามเบอร์ฉุกเฉิน 911 โดยตรง และตรงนี้ ทำให้หลายฝ่ายทั้ง ส.ส., นักการเมืองท้องถิ่นและตำรวจเริ่มคิดกันแล้วว่า การส่งข้อความไปยัง 911 โดยตรงน่าจะช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้รวดเร็วกว่าการพิมพ์ไปบอกคนกลาง แล้วให้คนกลางแจ้ง 911 อีกที ซึ่งก็จริง แต่บางรัฐ การรับแจ้งแบบนี้ยังไม่พร้อม จะมีความพร้อมก็เพียงบางรัฐเท่านั้น

อนาคตจึงหวังปรับปรุงการแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายผ่านการพิมพ์ข้อความ ตามสโลแกน “โทร.มาถ้าคุณโทร.ได้ แต่ถ้า โทร.ไม่ได้ให้ส่งข้อความแทน” ขอเพียงคนแจ้งอย่าโกหกละกัน ไม่งั้นโดนจับไม่รู้ด้วย.

ยูเรนัส

 

พลังโสมสู้พลังหูฉลาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 9 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/634396

 

ข่าวเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงในกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อนบ้านของเรามีออกมาเป็นระยะๆ รวมทั้งความคืบหน้าล่าสุดของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อมาเลเซียกับสิงคโปร์ “รถไฟความเร็วสูง (เอชเอสอาร์) สายกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์” เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. เป็นที่คาดว่าจะมีการลงนามข้อตกลงกัน (เสียที) ภายในปีนี้

ก่อนหน้านี้ งานการก่อสร้างที่คาดว่าจะเริ่มได้ในไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว ถูกเลื่อนออกไปถึงปี 2560 เพราะการเจรจาของมาเลเซียและสิงคโปร์กับทางกลุ่มบริษัทของจีนไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน

เดิมทีโครงการนี้ มีการเจรจาพูดคุยกันครั้งแรกช่วงปลายทศวรรษปี 90 แต่ถูกเก็บขึ้นหิ้งไปเพราะค่าใช้จ่ายแพง ก่อนถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นคุยใหม่ในปี 2553 การเจรจาคืบหน้ามาจนถึงปี 2556 จึงประกาศโครงการอย่างเป็นทางการ

และล่าสุด เพิ่งมีอีกหนึ่งตัวละครแทรกเข้ามา นั่นคือ เกาหลีใต้ ประกาศตัวแข่งประมูลด้วย เพราะเชื่อว่ามีดีกว่าจีนไม่ว่าค่าใช้จ่ายและการวางแผนโครงการ และยังตั้งใจแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีกับมาเลเซียแบบไม่หวงของ และเชื่อว่าโครงการเอชเอสอาร์สายกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์คล้ายโมเดลของเกาหลีใต้ซึ่งสร้างรถไฟความเร็วสูงสายแรกวิ่งได้ในปี 2553

โดยกลุ่มบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ในเกาหลีใต้รวมทั้งฮุนได โรเต็ม บริษัททางรถไฟเกาหลี และองค์การเครือข่ายรถไฟเกาหลี ได้ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจเพื่อร่วมชิงประมูลโครงการนี้เมื่อปีที่แล้ว และมั่นใจว่าจะชนะ เพราะมีประสบการณ์ทำรถไฟความเร็วสูงใช้มาแล้ว

ถ้าเทียบชั้นกันแล้ว เกาหลีใต้ถือว่าอยู่ลำดับที่ 4 ต่อจากญี่ปุ่น ฝรั่งเศสและเยอรมนีในด้านเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง

สำหรับ “เอชเอสอาร์สายกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์” คาดว่ามีระยะทางราว 330 กม. เริ่มต้นสายที่กัวลาลัมเปอร์ สิ้นสุดที่ย่านจูหรง อีสต์ในสิงคโปร์ มูลค่าก่อสร้างคาดว่าอยู่ที่ราว 70,000 ล้านริงกิต (ราว 6 แสนกว่าล้านบาท)

ส่วนพลังโสมจะสู้พลังหูฉลามได้หรือไม่! ต้องลุ้นกันยาวๆ! และอย่าลืมว่าเรื่องค้าขาย จีนไม่แพ้ใคร แม้แต่ญี่ปุ่น เจ้าเทคโนโลยี ทำรถไฟความเร็วสูงวิ่งสายแรกเมื่อ 50 กว่าปีก่อน ยังแพ้ประมูลจีนที่อินโดนีเซียมาแล้ว.

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

 

ทาสยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 8 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/633579

 

…แม้ประชาคมโลกยังไม่สรุปนิยามความหมาย “Modern Slavery”––“ทาสยุคใหม่” อย่างเป็นทางการ แต่ความหมายรวมๆเกี่ยวพันถึงการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การทำงานแลกปลดหนี้ การบังคับค้าประเวณี การบังคับแต่งงาน และการบังคับใช้แสวงประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง

รูปแบบ “ทาสยุคใหม่” แบ่งคร่าวๆอย่างไม่เป็นทางการ ได้แก่ BONDED LABOUR –หรือ “ทาสใช้แรงงานเป็นประกัน” เพราะตกเป็นหนี้ ต้องทำงานแลกใช้หนี้ เงื่อนไขทาสแบบนี้มีมานานแล้วหลายร้อยปี หลายคนใช้หนี้ไม่จบสิ้น ทั้งยังต้องชดใช้หนี้สินลากยาวถึงลูกหลาน ทาสเงื่อนไขนี้มีให้เห็นมากมายแถบเอเชียใต้ มักเกี่ยวข้องกับงานเกษตรกรรมงานปั้นเผาอิฐและแรงงานตามโรงงาน

“ทาสสืบเชื้อสาย”–Descent-Based Slavery เพราะเกิดในครอบครัวทาส จึงต้องเป็นทาสตลอดไป ทาสเงื่อนไขนี้ยังมีอยู่ในสังคมที่เข้มงวดเรื่องลำดับชนชั้นทางสังคม

Forced Labour–“ทาสโดนบังคับ” คล้ายทาสใช้แรงงานเป็นประกันเพื่อชดใช้หนี้สิน แต่พ่วงด้วยการถูกข่มขู่และใช้ความรุนแรงบังคับ บ้างถูกกักขัง ถูกนายจ้างยึดหนังสือเดินทาง หลบหนีไปไหนไม่ได้และมักเกิดขึ้นต่างบ้านต่างแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน

Early and Forced Marriage– “ทาสบังคับแต่งงาน” มักเกิดแก่หญิงสาวและเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ถูกบังคับจากครอบครัวญาติพี่น้องให้แต่งงานหรือมีเพศสัมพันธ์กับใครด้วยภาวะจำยอม

“ทาสค้ามนุษย์”–Human Trafficking เกิดขึ้นได้แก่ชาย หญิงและเด็ก ถูกแสวงประโยชน์ด้วยวิธีรุนแรง บังคับหรือล่อลวง ถูกบังคับใช้แรงงาน ถูกลักลอบนำพาเพื่อซื้อขายและแสวงประโยชน์

ทาสถูกลักลอบนำพาซื้อขายแสวงประโยชน์อาจเพื่อค้าประเวณี ใช้แรงงาน ใช้ขอทาน ใช้ก่ออาชญากรรมหรือใช้ตามเงื่อนไขอื่นๆ รวมถึงบังคับแต่งงานและถูกบังคับปลดอวัยวะร่างกาย

Organ Trafficking–“ทาสค้าอวัยวะ” รูปแบบทาสประเภทนี้ไม่ค่อยมีเห็นโฉ่งฉ่าง เพราะมักดำเนินการแบบตลาดมืดโดยเครือข่ายอาชญากร ต่างจากการบังคับค้าประเวณีหรือบังคับใช้แรงงาน

“ทาสยุคใหม่” ตามรายงาน “2016 โกล–บอล สเลฟเวอรี อินเด็กซ์” หรือ ดัชนีทาสทั่วโลก 2016 สำรวจเก็บข้อมูลทั่วโลกใน 167 ประเทศ เลือกสอบถามแหล่งข่าวเชื่อถือได้ 42,000 ราย จาก 53 ภาษา พบชาวโลกยังอยู่ในข่ายทาสที่ว่ามาข้างต้นเกือบ 46 ล้านคน เพิ่มจากตัวเลขปี 2557 อยู่ที่ 35.8 ล้านคน หรือเพิ่ม 28 เปอร์เซ็นต์ อินเดียมีทาสมากที่สุด 18.35 ล้านคน

…นี่ไม่นับรวม “ทาสรัก” กับ “ทาสวัตถุนิยม” อีกบานเบอะ…

อานุภาพ เงินกระแชง

 

จีนแจงทะเลจีนใต้ (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/632780

 

จากความตอนที่แล้ว กรณีปัญหาพิพาททะเลจีนใต้ นายหนิงฟู่ขุย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ยังชี้แจงเพิ่มด้วยว่า…ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เรือรบและเครื่องบินรบบางประเทศใช้เสรีภาพการเดินเรือและการบินเป็นข้ออ้างเข้าใกล้ หรือแม้กระทั่งเข้าไปในน่านน้ำ น่านฟ้าของเกาะโขดหินของจีน เพื่อดำเนินการยั่วยุทางทหารที่อันตราย บางประเทศเสริมความแข็งแกร่ง การทหาร โดยอ้างว่าจีนพัฒนาเกาะโขดหินเพื่อขยายแสนยานุภาพ

จีนไม่ใช่ประเทศแรกที่มีการพัฒนาเกาะโขดหินในหมู่เกาะหนันซา (พาราเซล) ประเทศอ้างสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องเริ่มก่อสร้างก่อนหน้านี้หลายปี และสร้างสนามบินและท่าเรือเพื่อการทหารด้วย ซึ่งจุดประสงค์ดั้งเดิมในการพัฒนาเกาะและโขดหินของจีนคือปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ให้ดีขึ้น อำนวยความสะดวกแก่พลเรือน

ทุกประเทศย่อมมีสิทธิ์ในการคุ้มครองและป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ การสร้างอุปกรณ์ป้องกันตนเองที่จำเป็นในหมู่เกาะ หนันซานั้น เพื่อป้องกันความปลอดภัยเจ้าหน้าที่จีน ไม่มีปัญหาขยายแสนยานุภาพอย่างที่ถูกกล่าวหา จีนและอาเซียนรักษาไว้ซึ่งการพัฒนาและความเจริญ พร้อมเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อกัน ความสัมพันธ์จึงไม่ควรและไม่สามารถได้รับความเสียหายจากปัญหาทะเลจีนใต้

ปี ค.ศ.2002 จีนและอาเซียนได้ลงนามปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ มีสาระสำคัญที่สุดคือ ชาติคู่กรณีจะแก้ไขข้อพิพาทด้วยการเจรจา เห็นด้วยที่จะรักษาความอดทนอดกลั้น เสริมสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม และหารือการจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้ ถือเป็นเอกสารทางการเมืองฉบับแรกที่จีนและอาเซียนได้ลงนามเกี่ยวกับปัญหาทะเลจีนใต้

ภายใต้สถานการณ์ใหม่ จีนและอาเซียนควรคำนึงผลประโยชน์ขั้นพื้นฐานของตนเอง ยึดแนวทาง Dual Track (ให้ชาติเกี่ยวข้องโดยตรงเจรจาหารือเพื่อแก้ไข) ที่อาเซียนริเริ่มและจีนเห็นชอบ พร้อมร่วมกันพิทักษ์สันติภาพและความมั่นคงของทะเลจีนใต้ เพื่อปูพื้นฐานความเจริญรุ่งเรืองที่แข็งแกร่งยั่งยืน

ประเทศต่างๆในภูมิภาคอยากเห็นไทยยึดถือจุดยืนที่เป็นธรรมและหลักความเป็นจริงในทะเลจีนใต้ สร้างคุณูปการในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียนแก้ไขปัญหาพิทักษ์ สันติภาพความมั่นคงของภูมิภาค และรักษาการพัฒนาอย่างยั่งยืนของความสัมพันธ์จีน-อาเซียน.