ว่าด้วยงาน “คานส์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/623149

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 21 พ.ค. 2559 05:01

 

จอมโจรย่องเบา…ก็เหมือนหมีกับรังผึ้ง ซึ่งจะรู้ว่ารสชาติความร่ำรวยนั้นมันหอมหวานเย้ายวนกิเลสแค่ไหน ทำให้เวลาจัดงานเทศกาลในแต่ละปี มักจะเกิดคดีที่เกี่ยวกับลัก-ปล้น-ขโมยที่ทำกันเป็นขบวนการจนขึ้นชื่อใหญ่ติดอันดับและมูลค่าเพชรพลอยที่หายวับไป

เช่นคดีเมื่อปี 2556 ซึ่งเกิดขึ้นที่โรงแรมคาร์ลตัน บนถนนครัวเซต ริมหาดริเวียรา ระหว่างจัดนิทรรศการเครื่องเพชร “Extraor-dinary Diamonds” โดยสถาบันอัญมณี Levive ที่คนร้ายใจกล้าหน้าตายมาก ใช้ความใจเย็น เดินเข้าไปโดดๆ กลางวันแสกๆ ด้วยอาวุธปืน 1 กระบอก โกยเครื่องเพชรที่ตั้งโชว์อยู่ รวมๆแล้ว มูลค่า 103 ล้านยูโร หรือราว 1,650 ล้านบาท ไม่กี่วันถัดมา ก็มีโจรบุกปล้นสร้อยเพชรมูลค่า 1.6 ล้านยูโร กับร้านขายนาฬิกาหรูไม่ระบุมูลค่าความเสียหายอีก

แล้วเมื่อปีกลาย ก่อนวันเปิดงาน ร้านเครื่องเพชร คาเทียร์ ก็ตกเป็นเป้า โดนฉกไป 17.5 ล้านยูโร

คนอังกฤษสร้างเมือง…ถึงแม้ “คานส์” เป็นเมืองในฝรั่งเศส แต่ความจริง คนอังกฤษเป็นผู้ทำให้ “คานส์” แจ้งเกิดอย่างทุกวันนี้ บุคคลนั้นเป็นชนชั้นขุนนางชาวสกอต ชื่อ เฮนรี โบร์ม เป็นบารอนคนแรกของโบร์ม เป็นผู้ที่พลิกให้หมู่บ้านชาวประมงที่เงียบเชียบน่าง่วงเหงากลายเป็นเมืองตากอากาศล้ำแฟชั่น

ทั่นโบร์ม เป็นนักรณรงค์ต่อต้านการค้าทาส เขยิบฐานะเป็นลอร์ด หรือประธานฝ่ายตุลาการ ทั้งส่งเสริมผลักดันให้เหล่าขุนนางผู้ร่ำรวยทั้งยศถาบรรดาศักดิ์และทรัพย์สิน รวมถึงพ่อค้าอุตสาหกรรมโรงงานหอบเงินไปสร้างที่พักตากอากาศฤดูหนาว

ฮอลลีวูดแห่งฟร็องเซ่…นับแต่สองพี่น้องลูมิแยร์ นักสร้างหนังยุคบุกเบิก ถ่ายฉากแรกบริเวณริมหาดแห่งนี้ โกต ดาซูร์ Cote d’Azur หรือเฟรนซ์ริเวียรา ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมุมตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสก็กลายเป็นสถานที่ที่ดึงดูดผู้สร้างหนังทั่วโลก

“วิคตอเรีย สตูดิโอ” ซึ่งอยู่ที่เมืองนีซ ใกล้ๆ ก็เคยถูกเรียกว่าเป็น “ฮอลลีวูดฟร็องเซ่” ใช้เป็นโลเกชั่นเรื่องดังๆ โดยเฉพาะหนังยอดเยี่ยมตลอดกาลอย่าง “Les Enfants du Paradis” ที่ถ่ายทำปี ค.ศ.1944

ทุกวันนี้ คานส์ยังเป็นที่ที่ฮิตจัดงานประชุมสำคัญๆ ในยุโรปหลายครั้ง ไม่เฉพาะจัดงานหนังอย่างเดียว…
ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

ต้องแตกต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/622063

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 19 พ.ค. 2559 05:01

 

คนเป็นศิลปิน ซึ่งก็เหมือนคนในวงการอื่นๆทั่วไป คือ ถ้าไม่มีอะไรแตกต่างคงเกิดในวงการนั้นๆยาก อย่างเช่น นายจอห์น มาร์แชล ศิลปินนักวาดภาพสีน้ำมันชาวอังกฤษ อายุ 58 ปี ที่ขีดเส้นทำงาน วางกรอบจะวาดแค่ภาพวัวตัวที่เชื่องๆ เท่านั้นมาเป็นเวลานับสิบปีแล้ว

การได้อยู่คลุกคลีสัตว์เคี้ยวเอื้องชนิดนี้มานาน ทำให้มาร์แชลรู้ซึ้งดีว่า วัวแต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะตัวที่แปลกแตกต่างกัน และนั่นคือเป็นจุดขายของงานศิลป์ของเขานั่นเอง

มาร์แชล ศิลปินที่ใช้โรงรีดนมวัวเก่าในย่านอีสต์ ซัสเซ็กซ์ของอังกฤษเป็นสตูดิโอ บอกเพิ่มเติมด้วยว่า จุดเด่นของภาพที่ตนวาดก็คือ ส่วนตาและจมูกของวัวที่สื่อสารกับคนที่มาดูมาชมได้

ก่อนลงมือวาด มาร์แชลจะต้องถือกล้องออกไปตระเวนเที่ยวหาถ่ายภาพหน้าวัวที่สื่อสารทางใดทางหนึ่งกับเขาได้ จากนั้นจึงนำไปวาดในสตูดิโอ โดยใช้เวลาวาดภาพแต่ละภาพนานหลายสัปดาห์

และในระยะเวลากว่า 12 เดือนที่ผ่านมา มาร์แชลขายภาพวาดสีน้ำมันไปแล้วราว 40 ภาพ ตกราคาภาพละราว 6,000 ปอนด์ (ราว 300,926 บาท) ส่วนลูกค้าที่ซื้อผลงานของเขาก็มีทั้งคนที่อยู่ในเขตชนบทและคนในเมืองที่อยากสร้างบรรยากาศบ้านในเมืองให้เหมือนบ้านในชนบท

แม้ปัจจุบัน มาร์แชลจะเป็นศิลปินภาพวาดสีน้ำมัน แต่ภูมิหลังแล้วไม่ได้ร่ำเรียนมาทางศิลปะแต่อย่างใด เขาเคยทำงานในบริษัทรับซ่อมแซมรูปภาพและเจ้าหน้าที่การเงินในบ่อนพนันมาก่อนรวมทั้งเคยรับราชการนานถึง 8 ปี

แต่แม้จะจำกัดวงว่าจะวาดเฉพาะภาพวัวเชื่องๆ แต่เมื่อดูภาพวัวของมาร์แชลทั้งหมดแล้ว มีแต่วัวท่าทางและสีหน้าจริงจังดื้อรั้นเอาเรื่อง ไม่มีภาพวัวตัวที่อ่อนน้อมหรือท่าทางเชื่องๆไร้อารมณ์เลย

“ทุกคนต้อง (มีอะไรที่) แตกต่าง เพื่อจะได้เป็นเอกลักษณ์ และด้วยลักษณะท่าทางของวัวแต่ละตัวที่แสดงออกมาที่ไม่เหมือนกัน ทำให้งานของตนแตกต่างไปโดยปริยายและดูดึงดูดหรือเร้าอารมณ์ได้มากกว่าการใช้เทคนิคใดๆช่วยในการวาด” มาร์แชลกล่าวทิ้งท้าย.

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

ว่าด้วยงาน “คานส์” 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/622647

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 19 พ.ค. 2559 05:01

 

ดูเหมือนว่า เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 69 ประจำปีนี้ ซึ่งจะจัดไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาฯ เป็นที่กล่าวขานสำหรับคนไทยคอบันเทิงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา จนเหมือนว่าชาว Netizen จะเมนต์เม้าท์กันแบบร้อนทะลุองศาราวเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญฉับพลันบนโลกออนไลน์

ซึ่งทางสำนักข่าวเอเอฟพีก็อยากบอกว่า ยังมี 5 สิ่งสำคัญที่น่ารู้เกี่ยวกับเทศกาลหนังอินดี้นี้

1.จังหวะนรก…จุดกำเนิดของเทศกาลนี้ คงต้องไม่ลืม มร.ฌอน เซย์ อดีต รมว.ศธ. ผู้ปฏิรูปการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศส ที่เกิดไอเดียอยากให้มีเทศกาลหนังนานาชาติทั่วโลกเมื่อปี 1939 แข่งกับเทศกาลเวนิซ ของอิตาลี ซึ่งเก่าแก่ที่สุดในโลก (เริ่มมีมา 7 ปีก่อน ตามคำสั่งของท่านผู้นำในสมัยนั้น เบนิโต มุสโสลินี อดีตจอมเผด็จการ ที่มองว่าหนังก็คือโฆษณาชวนเชื่อเป็นสื่อที่มีพลังมหาศาล คอยกล่อมประชาชนให้หลงใหลเคลิบเคลิ้ม เชื่อฟังง่าย แล้วมีเพื่อนที่ชอบดูหนังอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำกองทัพนาซี ด้วย)

ตอนนั้น รัฐบาลก็เลือกเมืองคานส์จัดหนังนานาชาติครั้งแรก แต่กลายเป็นว่าฤกษ์ไม่ดี เพราะงานไม่เปรี้ยง เงินไม่เข้าเป้า แล้วสงครามก็ปะทุขึ้นมา กองทัพมุสโสลินีตบเท้าบุกเมืองคานส์ เวลาล่วงเลย 10 ปี หรือหลังสงครามจบ เทศกาลฉายหนังคานส์ก็กลับมาเฟื่องฟู ค่อยๆสั่งสมบารมีและเติบโตกลายเป็นอีเวนต์จัดหนังสำคัญที่สุดในโลก

แต่ มร.เซย์ ก็อยู่ชื่นชมผลงานได้ไม่นาน เพราะถูกฆาตกรรมเพียงแค่เป็นชาวยิว อัฐิของท่านเพิ่งถูกย้ายไปเก็บไว้ที่ วิหาร Pantheon ในกรุงฝรั่งเศสเมื่อปีกลาย ในฐานะหนึ่งในฮีโร่แถวหน้าของขบวนการฝรั่งเศสเสรี Frence Resistance

2.แล็บความหรูหรา…ตำนานเล่าขานของดินแดนริเวียร่าฝรั่งเศสถูกรังสรรค์ขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จากเหล่าขุนนางหรือผู้ดีติดยศศักดิ์ในยุโรปที่แห่หนีหนาวมาดูดซับแดดรับวิตามินดี กลายเป็นประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จนมีวิลล่าที่พักหรูหราโอ่อ่าไม่แพ้ตำหนักใหญ่ แต่ทุกวันนี้เสร็จคนมีตังค์ชาวรัสเซียกับเศรษฐีน้ำมันไปเรียบร้อยโรงเรียนอ่าวเปอร์เซียแล้ว

แล้วเมื่อคนใหญ่คนโตต่างถิ่นเหยียบเมือง ก็ต้องปูพรมเวลคัมสรรหาทุกสิ่งอย่างไม่ให้เสียลุค ด้วยเหตุนี้จึงผุดช็อปแบรนด์ดังมากมายที่ไม่มีเมืองไหนในฟร็องเซ่เทียบ ยกเว้นกรุงปารีส เท่าที่เรียงรายตลอดทางริมหาด 800 ม. อย่างต่ำๆ ก็ 70 ร้านแล้ว…(มีต่อ)

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

ศึกสหรัฐฯยังมีปัจจัยพลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/620923

โดย ตุ๊ ปากเกร็ด 17 พ.ค. 2559 05:01

 

ถึงจะมีการ “ฟันธง” ไปแล้ว สำหรับตัวแทนพรรคการเมืองสหรัฐฯ ที่จะถูกส่งลงแข่งศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่เดือน พ.ย. ปลายปี แต่เอาเข้าจริงโอกาสที่จะผิดโผก็ยังเหลืออยู่จางๆ

โดยเฉพาะทางค่ายอนุรักษนิยมรีพับลิกันที่เคลียร์ใจกันไม่จบระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับระดับแกนนำบริหารพรรค ประกาศไม่ขอร่วมวงสนับสนุน

ประการแรกเลยคือเรื่องจำนวนเสียงผู้แทนที่หลายฝ่ายจับตาอย่างใกล้ชิด ว่าทรัมป์จะได้ถึง 1,237 เสียงจากทั้งหมด 2,472 เสียงหรือไม่ มีคำถามขึ้นว่า อ้าว แต่ผู้สมัครรายอื่นๆ ไม่ว่าเท็ด ครูซ ส.ว.รัฐเท็กซัส หรือจอห์น เคสิก ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ ได้ประกาศถอนตัวจากการเลือกตั้งอีก 7 รัฐที่เหลือแล้วไม่ใช่หรือ

กรณีนี้ต้องขอเรียนให้เข้าใจว่า ผู้สมัครเหล่านั้นไม่ได้ “ถอนตัว” แต่เป็นการ “ระงับ” รณรงค์หาเสียงเท่านั้นเอง ซึ่งหมายความว่า ในการเลือกตั้งผู้แทนในรัฐดังกล่าว ก็ยังมีโอกาสที่ครูซหรือเคสิกจะได้รับเลือกอยู่ หากผู้แทนในรัฐที่เหลือเกิดอารมณ์ชนิดที่ว่า ถึงไม่มาหาเสียงก็ยินดีโหวตเลือกให้ เพื่อสกัดมหาเศรษฐีปากจัด

ส่วนอีกประการที่มีความเป็นไปได้เช่นกัน คือการประชุมใหญ่พรรคแนชนัล คอนเวนชั่นระหว่างวันที่ 18 ถึง 21 ก.ค. ที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ จะเกิดเหตุการณ์เตะตัดขากันอย่างน่าเกลียดหรือไม่

เพราะก่อนหน้าที่จะมีการขานเสียงลงมติว่าจะสนับสนุนใครเป็นตัวแทนพรรคในวันสุดท้าย ทางคณะกรรมการจะต้องมีร่างกฎการประชุมในวันแรกเสียก่อน ซึ่งอาจรวมถึงประเด็นที่ว่าผู้สมัครจะต้องได้รับเสียงถึงเกณฑ์ 1,237 เสียง จึงจะได้เป็นตัวแทนอย่างเป็นทางการ

ดังนั้นถ้าคณะกรรมการ 112 คน อยากจะเปลี่ยนกฎบอกไม่เอาละเกณฑ์เดิม 1,237 เสียง ขอเป็นสัก 1,500 เสียงดีกว่า ก็สามารถทำได้เช่นกันหากเกินกึ่งหนึ่งของผู้แทน 2,472 คนเห็นชอบในกฎใหม่

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นหลังนี้ย่อมมีผลกระทบย้อนหลังแน่นอน เพราะถือเป็นการไม่ฟังเสียงส่วนใหญ่ ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการประชาธิปไตย.

ตุ๊ ปากเกร็ด

ทีหลังไม่มือบอนแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/620556

โดย ยูเรนัส 16 พ.ค. 2559 05:01

 

ในที่สุด วาเนสซ่า ฮัดเจนส์ นักแสดงสาวชาวอเมริกันวัย 27 ปี ต้องควักเงินจ่ายค่าปรับไป 1 พันดอลลาร์ฯ หรือราว 3 หมื่น 5 พันบาท หลังถูกจับได้ไล่ทันว่า เธอกับ หวานใจวัยจ๊าบ ออสติน บัตเลอร์ นักแสดง และนายแบบวัย 24 ปี ชาวอเมริกันเช่นกัน ไปขีดเขียนข้อความแสดงความรักบนหินในบริเวณป่าไม้แห่งชาติ รัฐอริโซนา

เหตุการณ์ที่เรียกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะโตๆกันแล้ว แต่เป็นอาการของคนมือบอนและอยากโชว์ให้ใครๆรู้ว่าทั้ง คู่เลิฟกันแค่ไหน? ทำให้ในช่วงกุมภาพันธ์เดือน แห่งความรักที่ผ่านมา ขณะที่ทั้งวาเนสซ่าและออสตินไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนที่โรงแรมหรูใกล้บริเวณป่าไม้และเทือกเขาที่งดงาม ย่านโคโคนิโน ป่าสงวนแห่งชาติในรัฐอริโซนา คู่รักคู่นี้ได้ใช้ของมีคมขีดเขียนเป็นชื่อออสตินบวกวาเนสซ่าไว้ในเส้นร่างรูปหัวใจบนหินสีแดง แล้วทันใดนั้นทั้งคู่ก็จัดแจงโพสต์ภาพแห่งความรักสวีตหวานลงในอินสตาแกรม เพื่อให้ เพื่อนๆและแฟนคลับเป็นพยานและยินดีในความรักของพวกเขา

ซึ่งหากไปเขียนแบบนี้ลงบนหินก้อนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้แห่งชาติหรือป่าสงวนแห่งชาติละก็ ทั้งคู่คงไม่โดนเจ้าหน้าที่ตามตัวมาสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรอก แต่ดันไปทำในที่ที่ไม่ควรนี่สิ

กระนั้น เมื่อทำผิดไปแล้ว และยอมจ่ายค่าปรับ 1 พันดอลลาร์ฯแต่โดยดีก็แล้วไป ขอ ยกย่องกฎหมายอเมริกันว่า ใครทำผิดก็ต้องรับผลไปตามนั้น ส่วนค่าปรับที่บางคนมองว่าแค่ 1 พันดอลลาร์ฯน้อยไปไหม? ขออธิบายว่า การถูกสั่งปรับให้จ่ายเท่านี้ เพราะไม่ใช่คดีร้ายแรง เพียงแค่ทั้งคู่ไปทำสิ่งที่ไม่สมควรทำตามประสาคนรักที่อยากโชว์ให้โลกรู้ และข่าวนี้ก็ทำให้โลกรู้จริงๆ แม้ในภายหลังทั้งสองจะรีบลบภาพที่ไปเขียนชื่อสลักไว้ แต่ก็ไม่ทันกาลแล้ว เพราะมีคนเห็นไปทั่ว แถมยังตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งดูแลป่าไม้ด้วยว่า ทำอย่างนี้ไม่ผิดหรือไง?

หลังโดนวิพากษ์วิจารณ์ เจ้าหน้าที่จึงเสาะ หาสถานที่เกิดเหตุและเชิญตัวนักแสดงทั้งคู่มาพูดคุย และไปอย่างที่เล่าให้ฟังข้างต้นคือยอมรับผิดและให้การเป็นประโยชน์โดยบอกพิกัดของหินที่ตัวไปสลักชื่อไว้พร้อมจ่ายค่าปรับ ซึ่งเงินจำนวนนี้ อาสาสมัครที่เรียกว่ากลุ่มเพื่อนของป่าจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการลบสิ่งที่ถูกขีดเขียนไว้

นี่ถ้าคู่รักคู่นี้ไม่ไปโพสต์ภาพในสื่อสังคมออนไลน์ ก็ไม่โดนเข้าให้อย่างนี้หรอก แถมเป็นคนดังที่ใครๆรู้จักด้วย พอไปทำอะไรที่ผิดปุ๊บ ก็จะเจอคำถามจากสังคมทันที ถือเป็นบทเรียนแล้วกัน.

ยูเรนัส

ว่าด้วยเรื่องแบรนด์เนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/619635

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 14 พ.ค. 2559 05:01

 

บางครั้งการมุ่งหวังแต่รักษาผลประโยชน์ทางการค้ามากเกินไปก็อาจส่งผลลัพธ์ด้านลบกับบริษัทนั้นๆได้ อย่างเช่นกรณีของกุชชี่ บริษัทผู้ผลิตสินค้าหรูหรา (แบรนด์เนม) ชื่อดังในอิตาลี ที่ได้ส่งจดหมายเตือนแกมขู่ว่าจะเล่นงานร้านขายสินค้ากงเต๊กในฮ่องกง เขตปกครองพิเศษของจีนและไม่ให้ขายกระดาษกงเต๊กผลิตภัณฑ์กุชชี

เลยต้องออกมาขอโทษขอโพยหลังถูกกระแสตีกลับจนอาจส่งผลลบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์

การออกมาขอโทษของกุชชี่มีขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากที่เมื่อปลายเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา กุชชี่ได้ส่งจดหมายเตือนไปยังร้านค้าในฮ่องกงที่ขายสินค้ากงเต๊กทำเลียนแบบสินค้าของกุชชี่สำหรับเผาให้บรรพบุรุษหรือญาติผู้ล่วงลับโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลเช็งเม้งในเดือน มี.ค.ของทุกปีอาจถูกดำเนินการตามกฎหมายทางใดทางหนึ่ง

“กุชชี่จะไม่ดำเนินการทางกฎหมายใดๆ เชื่อมั่นว่าร้านค้าในฮ่องกงไม่ได้คิดฝ่าฝืนลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าของบริษัท กุชชี่ให้ความเคารพอย่างสูงยิ่งต่อพิธีกรรมงานศพ ทั้งรู้สึกเสียใจและต้องขอโทษอย่างจริงใจสำหรับทุกความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น” แถลงการณ์ของกุชชี่ ระบุ

ทั้งนี้ หลังกุชชี่มีคำเตือนดังกล่าวออกมา ร้านค้าในฮ่องกงบางร้าน ได้เลิกขายสินค้ากงเต๊กทำเลียนแบบแบรนด์กุชชี่ แต่ยังคงขายของกงเต๊กทำเลียนแบบยี่ห้อแบรนด์เนมอื่นๆ ไม่ว่า หลุยส์ วิตตอง, อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ เบอร์เบอร์รี และนิว บาลานซ์

จดหมายน้อยเตือนจากกุชชี ยังถูกคนล้อเลียนในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆนานา รวมทั้งบางคนได้โพสต์แซว ว่า กุชชี่คงอยากเปิดสาขาในยมโลกด้วยแน่ๆ

ส่วนการเผากงเต๊กเช่นเดียวกับกระดาษเงินกระดาษทองมาจากความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายของชาวจีนที่ว่าดวงวิญญาณผู้ตายยังวนเวียนไม่ไปไหนและยังมีอิทธิพลคอยช่วยดลบันดาลโชคลาภให้ลูกหลานหรือญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งต่างต้องทำพิธีเผากงเต๊กเซ่นไหว้ดวงวิญญาณบรรพบุรุษนำไปใช้ให้มีความสุขในปรโลก

ปัจจุบัน ของกงเต๊กได้พัฒนารูปแบบสมัยใหม่มากขึ้นตามลำดับ โดยทำปลอมหรือเลียนแบบสินค้าแบรนด์เนมฟุ่มเฟือยที่ญาติผู้ล่วงลับหลายคนไม่เคยได้ใช้เลยตอนยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งก็มีทั้งของจำพวกกระเป๋า เสื้อผ้า รวมทั้งบ้านหรูระดับวิลล่าพร้อมสระว่ายน้ำและรถยนต์คันหรูแถมมีโชเฟอร์เป็นคนยุโรปนั่งจับพวงมาลัยขับรถให้ด้วย ทั้งนี้ ก็คงด้วยเพราะความเชื่อของลูกหลานที่อยากให้อากงอาม่าหรือบรรพบุรุษผู้ล่วงลับได้มีของอยู่ของกินของใช้ดีๆ

และการขอโทษของกุชชี่คงทำให้ร้านรวงในฮ่องกงแฮปปี้มากๆ

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

โกงปั่นฝัง “มอเตอร์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/619064

โดย ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ 13 พ.ค. 2559 05:01

 

หลังจากที่เจอคดีของน้อง Femke Van den Drissche นักปั่นน่องเหล็กชาวเบลเยียม เจ้าของแชมป์โลก Cyclocross ระดับเยาวชน ที่เธอตัดสินใจ “ไม่เถียง-ไม่สู้” แล้วถอนตัวจากวงการ สาเหตุมาจากโดนข้อกล่าวหาว่า “โด๊ป” มอเตอร์ทุ่นแรงในจักรยานที่ใช้ในการแข่งขัน

แต่ก็ “ไม่รับ” ว่าเป็นจริงหรือไม่ แล้วโบ้ยว่าเป็นคันที่ทางทีมจัดสรรมาให้ขี่ ไม่ใช่ของหนูนะค่าาา ซึ่งกลายเป็นประเด็นฉาวโฉ่ที่เม้าท์กันหลายชาติหลายภาษาอย่างกว้างขวางในวงการ

แล้วเมื่อไม่นานมานี้ ทาง กรรมการจากสหพันธ์จักรยานนานาชาติ (UCI) ก็เตรียมแผนทดสอบจักรยานที่ซุกมอเตอร์หลายพันคัน ทั้งที่นำไปใช้การแข่งขัน ตูร์ เดอ ฟรองซ์ กับ ริโอ เด จาเนโร โอลิมปิกส์ “และตั้งแต่เดือนมกราฯ มานี้ มีรถที่ถูกสแกนแล้วราวๆ 2,500คัน ซึ่งหากรวมตลอดทั้งปีนี้ คาดว่าน่าจะถึง 12,000คัน” …มร.มาร์ก บาร์ฟิล์ด ผู้จัดการฝ่ายเทคนิคของ UCI กล่าวไว้

โดยอุปกรณ์เครื่องมือตรวจสอบดังกล่าว ก็เป็นดั่งภาพประกอบ คือเป็นแท็บเล็ตที่พัฒนาตัวซอฟต์แวร์เพื่อสแกนจักรยาน ตรวจหามอเตอร์ แถบแม่เหล็กและแบตเตอรี่ทั้งในตัวโครง วงล้อและตามขอบล้อ ซึ่งจะทราบผลภายในเวลาไม่ถึง 30 วินาที

ก็เพราะจากจุดแรกที่พบผิดสังเกตนั่นแหละ ทั้งที่ข่าวลือเรื่องโกงการปั่นมีวนเวียนเข้าหูมานานหลายปี แต่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่า ใช่หรือมั่ว จริงหรือแค่อิจฉาความเก่งกล้าสามารถของอีกฝ่าย กระทั่งสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งของฝรั่งเศสถ่ายทอดหลักฐานออกจอเป็นภาพความร้อนของมอเตอร์ที่ฝังอยู่ในจักรยานคันหนึ่งให้เห็นแบบเต็มๆ

ยิ่งไปกว่านั้น มร.ไบรอัน คุกสัน ประธาน UCI ออกมายอมรับว่า มีกลุ่มนักข่าวแดนน้ำหอมไปเจอกับวิศวกรคนหนึ่งที่ประเทศฮังการี ซึ่งคุ้นเคยกับจักรยาน “โด๊ป” มอเตอร์เป็นอย่างดี

“เรื่องอย่างนี้ ผมถือว่าซีเรียสมากกับวงการแข่งขันจักรยาน และเราก็กำลังทำทุกอย่าง และเก็บรวบรวมข้อมูล แหล่งข่าวให้มาก รวมไปถึงพึ่งพาข่าวกรองจนถึงการตรวจเช็กจักรยาน เรียกได้ว่าทำวิจัยค้นคว้าทุกทิศทางเพื่อรักษาชื่อเสียงของวงการ แต่ก็ไม่อยากพูดอะไรไปมากกว่านี้”

แต่ส่งสัญญาณคนขี้โกงทั้งหลายว่า…อย่าหวัง “แหกตา” กรรมการอีกละกัน!!!

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

(ผู้สมัคร) ม้ามืดแซงเข้าวิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/618537

โดย เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์ 12 พ.ค. 2559 05:01

 

เมื่อได้คะแนนนำแบบม้วนเดียวจบ! และบรรดาคู่แข่งทยอยประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ แม้ผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ออก! นายโรดริโก ดูเตอร์เต นายกเทศมนตรีเมืองดาเวา ทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์ จึงเข้าใกล้ฝั่งฝันจะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของชาวเมืองตากาล็อกอยู่รอมร่อ

ก่อนเลือกตั้งนายดูเตอร์เต วัย 71 ปี เน้นหาเสียงดุดัน พูดเอามันส์! พูดไม่ยั้ง! พูดผิดก็ขอโทษได้ อย่างเช่น ตอนยิงมุกไม่ขำเรื่องคดีข่มขืน เรื่องนี้หลายคนคิดว่าเขาคงเป็นปลาหมอตายเพราะปาก!ที่ไหนได้ คะแนนนิยมกลับพุ่งแรงแซงหน้าคู่แข่งจากที่โหล่ขยับขึ้นมาเป็นตัวเต็ง โดยการประกาศชัดๆว่าจะขจัดความยากจน ปราบคอร์รัปชันและบดขยี้พวกอาชญากรให้สิ้นซากภายใน 6 เดือน

แม้ยากจะคาดเดาผลงาน แต่คำพูดของดูเตอร์เตที่เป็นผู้สมัครม้ามืดโดยแท้ มันถูกใจชาวบ้านเสียจริงๆ

ดูเตอร์เตทำผลงานในฐานะนายกเล็กเมืองดาเวา มา 22 ปี ปราบอาชญากรรมเป็นที่เลื่องลือ การทำให้เมืองดาเวาที่เกิดคดีอาชญากรรมชุกชุมมีภาพใสขึ้นมาได้จึงรับเครดิตเต็มๆ

ก่อนหน้านั้น ดูเตอร์เตขู่จะยุบรัฐสภาและตั้งรัฐบาลปฏิวัติถ้าสมาชิกรัฐสภาไม่รับรัฐบาลหรือนโยบายของเขา

การปะฉะดะไม่ไว้หน้านักการเมืองนี่เองจึงเป็นส่วนหนึ่งทำให้ได้ฉายา “โดนัลด์ ทรัมป์แห่งเอเชีย” และด้วยความแรงของดูเตอร์เต ทำเอาคนระดับประธานาธิบดี (ที่กำลังหมดวาระ) นายเบนิกโน อาคีโน ถึงกับออกโรงสนับสนุนให้ผู้สมัครคนอื่นๆจับมือเป็นพันธมิตรสกัดเขาไม่ให้ชนะเลือกตั้ง

ผลเป็นอย่างไรอาคีโนประจักษ์ดีแล้ว

และถ้าจะเปรียบชัยชนะของดูเตอร์เตเท่าแผ่นดินไหวขนาด 7 แมกนิจูดที่สั่นสะเทือนวงการเมืองฟิลิปปินส์ก็ไม่ผิด เพราะโดยปกติ ผู้ประสบความสำเร็จในการเมืองระดับชาติล้วนนามสกุลดังหรือเป็นคนดังๆและมีอำนาจอิทธิพล แม้เขาเกิดในตระกูลนักการเมืองด้วยเหมือนกัน แต่ก็ถือว่าธรรมดาเมื่อเทียบกับนักการเมืองหลายคน

ส่วนท่าทีแรกๆของว่าที่ผู้นำคนใหม่ของฟิลิปปินส์ นอกจากพูดทอดสะพานหาคู่แข่งให้หันกลับมาร่วมมือกันทำงานแล้ว ดูเตอร์เตยังจะยกปัญหาพิพาททะเลจีนใต้ขึ้นพูดคุยแบบ “พหุภาคี” ซึ่งตรงข้ามกับท่าทีของจีน

ดูเตอร์เตจะทำได้ตามที่พูดไว้หรือไม่ขอเวลาให้ท่านว่าที่ผู้นำทำงานแป๊บนึงครับ!

เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์

ซาดิก ข่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/617983

โดย อานุภาพ เงินกระแชง 11 พ.ค. 2559 05:01

 

ประวัติศาสตร์อังกฤษต้องบันทึกชัยชนะการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนเมื่อวันเสาร์ 7 พ.ค.

“ซาดิก ข่าน” นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน วัย 45 ปี ผู้แทนพรรคแรงงานฝ่ายค้าน ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนร้อยละ 57 หรือราว 1.3 ล้านคะแนน ทิ้งห่างนายแซค โกลด์สมิธ วัย 41 ปี มหาเศรษฐีนักสิ่งแวดล้อม สมาชิกพรรคอนุรักษนิยมฝ่ายรัฐบาลนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอนที่ได้คะแนนไม่ถึง 1 ล้าน ทำให้ “ซาดิก ข่าน” ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนคนแรกที่เป็นมุสลิม

นักกฎหมาย ลูกชายผู้ลี้ภัยอดีตคนขับรถบัสจากปากีสถาน กล่าวอย่างมีนัยประทับใจ “นี่คือชัยชนะของเอกภาพเหนือการแบ่งแยก”

รู้กันดีว่า ซีกโลกตะวันตกกำลังเครียดกับปัญหาผู้อพยพ ชนกลุ่มน้อย ความแตกต่างทางศาสนา ปัญหาก่อการร้าย ลามก่อให้เกิดความหวาด ระแวง “อิสลาโมโฟเบีย”–Islamophobia หรือ ภาวะหวาดระแวงมุสลิม ซึ่งเกิดขึ้นตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ความหวั่นวิตกภัยก่อการร้ายของชาวอังกฤษ ถูกชักพาให้เกิดความแตกแยกจากชุมชนชาวมุสลิมในประเทศด้วยการเชื่อมโยงกระพือข่าวชาวชุมชนมุสลิมในอังกฤษมากกว่า 800 คน เดินทางไปร่วมกับกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงกองกำลังรัฐอิสลามหรือไอเอส รบเข่นฆ่าฝ่ายนอกรีตในอิรักและซีเรีย คนเหล่านั้นอาจกลับมาก่อเหตุร้ายในประเทศ

แม้แต่ “ซาดิก ข่าน” ซึ่งเกิดและอาศัยพำนักเติบโตในอังกฤษมาทั้งชีวิต ก็ไม่พ้นเผชิญชะตากรรมถูกชักพาชี้นำให้ผู้คนมองเขาไปแนวนั้น ถึงขนาดเอ่ยปากกล่าวหานายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอนกับเหล่าคู่แข่งชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนพยายามใช้วิธีการแนวเดียวกับ “โดนัลด์ ทรัมป์” แห่งสหรัฐฯ ทำให้เกิดความแตกแยกในชุมชนเพื่อสกัดกั้นชัยชนะของเขา ด้วยคำถามเชิญชวน ผู้คนขุดคุ้ยแคะประวัติของเขาอย่างละเอียด เจาะ ลึกชีวิตส่วนตัวทุกด้านและตัดสินเขาจากบุคคล รอบข้างที่เคยพบพูดคุยมีปฏิสัมพันธ์กัน

แต่นั่นคือธรรมชาติของประชาธิปไตยและการก้าวย่างฟันฝ่าอุปสรรคทางการเมือง

ไม่ใช่เฉพาะเขาเท่านั้นที่เผชิญวิบากกรรมแบบนี้ แม้แต่นักฟุตบอล นักคริกเกตส์ นักกรีฑา คนแวดวงบันเทิงหรือคนเด่นคนดังทั้งหลายแหล่ ก็ไม่พ้นตกเป็นเป้าไม่ให้เกิดการยอมรับทั้งหมด ถ้วนทั่ว…

ปัญหาและอุปสรรคที่ “ซาดิก ข่าน” ต้องเผชิญจากจุดนี้คือ ลอนดอนเนอร์เสียงส่วนใหญ่จากประชากรราว 8.5 ล้านคน จะยอมรับแนว นโยบายบริหารของเขามากน้อยแค่ไหน–เขาจะสร้างเอกภาพเหนือการแบ่งแยกได้ดีมากน้อย เพียงใด–เขาจะผนวกความหลากหลายด้านเชื้อชาติเผ่าพันธุ์และวัฒนธรรมของลอนดอนเนอร์ให้กลมกลืนได้อย่างไร–การเมืองใหม่จะเปลี่ยนแปลงตอบรับหรือถูกต่อต้านสะท้อนกลับ

กรุงลอนดอนไม่ใช่ทั้งอังกฤษ ลอนดอนเนอร์ 1 ใน 4 เป็นชาวต่างชาติ และ 1 ใน 8 เป็นมุสลิม…
อานุภาพ เงินกระแชง

ปู่ยังขยันหาเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/617463

โดย ยูเรนัส 10 พ.ค. 2559 05:01

 

การเมืองสหรัฐอเมริกากำลังจะทราบกันแล้วว่า ใครจะได้เป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันและตัวแทนจากพรรคเดโมแครต เพื่อไปชิงตำแหน่ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ช่างน่าติดตามยิ่งนัก แต่รู้สึกว่า กระแสข่าวการรณรงค์หาเสียงของฝั่งรีพับลิกันนั้น สื่อมวลชนเฮละโลเสนอข่าว นายโดนัลด์ ทรัมป์ จนข่าวรณรงค์ทุ่มเทหาเสียงเพื่อเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตที่มี นางฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ชิงกับ นายเบอร์นี แซนเดอร์ส ส.ว.รัฐเวอร์มอนต์ กลับไม่แรงและถูกจับตามองเท่า

กระนั้น เสียงเชียร์เดโมแครตยังกระหึ่มอยู่ แม้นายทรัมป์แห่งพรรครีพับลิกันจะเป็นสีสันที่สร้างความฮือฮาได้ก็เถอะ เอ้า งั้นขอพูดถึงพรรคเดโมแครตบ้าง ซึ่งมองแล้วก็เป็นที่นิยมจากผู้คนไม่น้อย

แต่ข้อเสียเปรียบของใครก็ตามที่จะได้เป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตคือ ตอนนี้ มีนายบารัค โอบามา เป็นประธานาธิบดีมา 2 สมัยแล้ว ดังนั้นผู้มีสิทธิ์ออกเสียงหากชอบการเปลี่ยนแปลงก็อาจอยากให้พรรครีพับลิกันมาเป็นรัฐบาลบ้างก็ได้ ขณะผู้ที่ยังไงก็สนับสนุนเดโมแครตก็มีอีก ประเภทรักเดียวใจเดียวไม่เปลี่ยนก็เยอะ

ทีนี้ทางเดโมแครตนั้นเหลือนางคลินตันกับนายแซนเดอร์สที่ยังรณรงค์หาเสียงเพื่อใครดีใครได้ (เป็นตัวแทนพรรค) ในส่วนของนางคลินตัน อดีต รมว.ต่างประเทศและอดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 นั้น มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้ว ตรงข้ามกับ ส.ว.แซนเดอร์ส วัย 74 ปี ทำงานการเมืองมานานแต่คนทั่วไปอาจรู้จักน้อยกว่า

แต่ผลการเลือกตั้งขั้นต้นที่รัฐอินเดียนาที่เพิ่งผ่านมา ปรากฏว่า นางคลินตันพลาดท่าเสียทีแพ้ให้นายแซนเดอร์ส กระนั้นนางคลินตันก็ยังยิ้มได้ เพราะเธอยังมีคะแนนสะสมไว้มากกว่านายแซนเดอร์ส

กระนั้นลองมาดูนโยบายการหาเสียงของคู่แข่งในพรรคเดียวกันของนางคลินตันบ้าง

นโยบายด้านการศึกษาของนายแซนเดอร์ส เขาจะลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับนักศึกษา ที่ประสงค์จะเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพื่อรับประกันว่า เยาวชนจะมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียน

ส่วนนโยบายด้านเศรษฐกิจและการสร้างงาน ถ้าเขาได้เป็นประธานาธิบดีจะจัดสรรงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน หวังกระตุ้นให้ชาว อเมริกันประมาณ 13 ล้านคนมีงานทำ นอกจากนี้ยังอยากให้เยาวชนอเมริกันมีงานทำด้วยการส่งเสริมการฝึกอาชีพให้ตรงกับที่ตลาดแรงงานต้องการ

มีนโยบายเก๋ไม่เบา แต่จะฝ่าด่านไปเป็นตัวแทนพรรคได้ไหมนี่สิน่าคิด.

ยูเรนัส