สหกรณ์พังเพราะใคร (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/558216

โดย สะ-เล-เต 6 ม.ค. 2559 05:01

 

ต่อจากเมื่อวาน…แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมีความมุ่งมั่นให้สหกรณ์เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติสหกรณ์ไทยไม่อาจรับหน้าที่นี้ได้ เพราะลำพังสถานะตัวเองยังจะเอาตัวแทบไม่รอด ด้วยสหกรณ์หลายแห่งมีหนี้สินแทบล้มละลาย จากการถูกรัฐลวงล่อให้เป็นหนี้

ด้วยข้ออ้างเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรปี 2544 รัฐบาลได้ผุดโครงการ ASPL จัดหาโรงสีและไซโลเก็บข้าวเปลือกให้แก่สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลักทั่วทุกภาคของประเทศ

สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการไม่ต้องผ่อนชำระ ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยคืนรัฐบาล เมื่อกิจการโรงสีและไซโลทำรายได้ สหกรณ์เพียงแค่ทยอยจ่ายคืนในรูปเงินบริจาคเข้ากองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) เท่านั้นเอง

แต่พอสร้างเสร็จแทนที่จะช่วยให้สหกรณ์มีรายได้ มีกำไร กลับกลายเป็นได้หนี้แทบล้มละลายจนถึงทุกวันนี้

โรงสีที่เอามาให้สีข้าวได้ไม่ครบวงจร สีได้แค่ข้าวสาร ไม่มีระบบขัดสีเม็ดข้าว แถมเครื่องเสียขึ้นมา หาอะไหล่ไม่ได้…ส่วนไซโลนั้น ภายนอกหน้าเป็นไซโลจริง แต่ภายในไม่มีระบบระบายอากาศ เก็บข้าวแล้วเหลือง

สหกรณ์แต่ละแห่งรู้ซึ้งถึงปัญหาดี มิได้นิ่งเฉย แจ้งเรื่องร้องเรียนไปยังผู้เกี่ยวข้องมาทุกยุคทุกสมัย สุดท้ายเรื่องเงียบหาย เพราะคนพวกนั้นครองอำนาจกันยาว…สุดท้ายกลายเป็นโรงสี–ไซโลร้าง พร้อมกับมอบหนี้ให้สหกรณ์แต่ละแห่งกอดหนี้กันไว้กว่าสิบล้านบาท

เมื่อมีหนี้ ถึงรอบปีปิดบัญชี เงินกำไรจากกิจการอื่นที่สหกรณ์แต่ละแห่งหามาได้ประมาณ 3-5 แสน ไม่อาจจะนำไปทำอะไรได้เลย ต้องกันสำรองหนี้…เลยเป็นเหตุให้สหกรณ์ไม่สามารถปันผลกำไรให้สมาชิกได้เลย

ปันผลไม่ได้ไม่ใช่แค่ 1-2 ปี แต่ยาวนานมากว่าสิบปี ผลที่ตามมาความศรัทธาในระบบสหกรณ์เลยพังพินาศ…สหกรณ์ไทย

พังเพราะใคร จะกล้ายืดอกรับผิดชอบกันบ้างไหม.

สะ–เล–เต

สหกรณ์พังเพราะใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/557897

โดย สะ-เล-เต 5 ม.ค. 2559 05:01

 

การผลักดันสหกรณ์ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืน ดูจะเป็นความตั้งใจอย่างมุ่งมั่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ หน.คสช. ไม่ว่าภารกิจใดถ้าเกี่ยวข้องกับเกษตรกร เป็นต้องหนุนให้สหกรณ์รับช่วงต่อ

ความตั้งใจนี้ถ้าเป็นไปได้จริง ย่อมส่งผลดีต่อเกษตรกรฐานรากอย่างแน่นอน แต่ในทางปฏิบัติจะเป็นไปได้หรือ…ระบบสหกรณ์ไทยมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน เป็นโจทย์ใหญ่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องไขปริศนาให้ถูกจุด

วันนี้สหกรณ์ไทย โดยเฉพาะสหกรณ์การเกษตร สถานะทางบัญชีสุ่มเสี่ยงล้มละลาย มีหนี้ล้นพ้นตัว…หลายปีมาแล้ว ไม่เคยจะมีเงินปันผลกำไรให้สมาชิกได้ แล้วจะให้ไปรับภารกิจอะไรได้มากมาย

ที่สำคัญหนี้ที่ได้มา ไม่ใช่มาจากสหกรณ์ดำเนินธุรกิจผิดพลาดแต่อย่างใด…แต่เป็นหนี้ที่ถูกจับยัดมาให้แบบสอดไส้ ถูกหลอกให้เป็นหนี้

หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจประเทศย่ำแย่ มีเงินโครงการช่วยเหลือจากต่างประเทศมากมาย หนึ่งในนั้น โครงการเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรหรือ ASPL ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยรัฐบาลในปี 2544

ให้การสนับสนุนโรงสีขนาด 40 ตัน/วัน มูลค่า 8.77 ล้าน และไซโลเก็บข้าวเปลือกขนาด 250 ตัน มูลค่า 3.69 ล้านบาทแก่สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก

สหกรณ์ไม่ต้องทำอะไรอยู่เฉยๆ รัฐบาลหามาให้หมดทุกอย่าง ถึงแม้โครงการจะมีชื่อว่า เป็นเงินกู้ แต่จริงๆไม่ใช่ เพราะไม่มีดอกเบี้ย และสหกรณ์ไม่ต้องผ่อนชำระคืนให้รัฐบาล…เพียงแต่เมื่อกิจการโรงสีและไซโลเดินหน้าไปได้ สหกรณ์มีรายได้ให้ทยอยส่งคืนใน “รูปเงินบริจาค” เข้ากองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.)

สหกรณ์ต่างดีใจจะได้โรงสีและไซโล เข้าร่วมโครงการกันทุกภาคทั่วไทย เฉพาะเชียงรายจังหวัดเดียวได้มา 7 แห่ง การก่อสร้างเริ่มปี 2544 เสร็จพร้อมใช้งานปี 2545-6

แต่แทนที่จะช่วยให้สหกรณ์มีรายได้ มีกำไรมาปันผลให้เกษตรกรสมาชิก กลับกลายเป็นได้หนี้แทบล้มละลายมากว่า 10 ปี จนถึงทุกวันนี้

เหตุไฉนเรื่องราวถึงกลับตาลปัตร จากช่วยกลายเป็นกระทืบซ้ำ… ติดตามฉบับพรุ่งนี้.

สะ–เล–เต

เกษตร=วิทยาศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/557449

โดย สะ-เล-เต 4 ม.ค. 2559 05:01

 

สวัสดีปีใหม่…สู่โลกใหม่ใบเดิม การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเป็นทางการเกิดขึ้นแล้ว

การค้าเสรีมาพร้อมกับการแข่งขันเสรี ถึงเวลาแล้วที่พี่น้องเกษตรกรและผู้คนในแวดวงเกษตรต้องคิดใหม่ทำใหม่ เลิกดูถูกอาชีพเกษตรกรในอัตลักษณ์แห่งความยากจน เลิกทำเกษตรแบบ “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน” เอาแต่ก้มๆ เงยๆ ทนก้มหน้ารับเวรรับกรรมกันได้

วันนี้เราต้อง ยืนเชิดหน้ามองฟ้า ดูทิศทางลมฝนฟ้าภูมิอากาศ เล็งทิศทางเศรษฐกิจให้ไกลไปถึงต่างแดน เพื่อจะได้วางแผนอนาคตในอาชีพตัวเอง โดยที่สองเท้าหยั่งรู้ดิน รู้ให้เท่าทันทรัพยากรที่ตัวเองมี

เพราะวันนี้และวันหน้า การประกอบสัมมาอาชีพเกษตรกรรม ผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลก ไม่ใช่อาชีพธรรมดาที่ใครจะทำได้ คนที่ทำได้และอยู่รอดได้ ต้องมีวิชาการความรู้พร้อมมูล โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์

สารพัดอาชีพในโลกนี้ มีอาชีพไหนบ้างที่ใช้วิชาชีววิทยา-เคมี-ฟิสิกส์ มากเท่าอาชีพเกษตร

จะเตรียมดินต้องใช้ความรู้ด้านเคมีดูโครงสร้างดิน เป็นกรดเป็นด่าง ค่าพีเอชเท่าไหร่ จะไถพรวนด้วยวิธีไหนถึงเหมาะสม ต้องใช้วิชาฟิสิกส์เข้ามาช่วย…จะเลือกเมล็ดพันธุ์มาปลูก มีวิชาชีววิทยาเข้าร่วม…การดูแลให้น้ำ ใส่ปุ๋ยกำจัดศัตรูพืช ไม่ว่าใช้ปุ๋ยเคมีหรืออินทรีย์ ใช้สารเคมีกำจัดหรือสารชีวภาพต้องมีความรู้เคมีและชีววิทยาทั้งสิ้น แม้แต่การใช้น้ำต้องมีวิชาฟิสิกส์มาเกี่ยวข้อง จะให้น้ำระบบไหนถึงจะคุ้มค่าสูงสุด

ถึงเวลาเก็บเกี่ยว จะทำกันแบบไหน ใช้เครื่องจักรอุปกรณ์อะไร เกี่ยวกับวิชาฟิสิกส์อีก จะเก็บเกี่ยวยังไงถึงจะยืดอายุผลผลิตให้ได้นานต้องพึ่งวิชาเคมีและชีววิทยา แค่นั้นไม่พอ ขายแล้วต้นทุนกำไรมีแค่ไหนต้องใช้วิชาคณิตศาสตร์มาร่วมคิด และฤดูใหม่วางแผนจะปลูกอะไรต้องมีวิชาเศรษฐศาสตร์ คณิตศาสตร์เข้ามาช่วย

เห็นรึยังอาชีพเกษตรกรใช้วิชาวิทยาศาสตร์มากกว่าอาชีพอื่นขนาดไหน…ไม่ต้องอะไรมาก เดินขึ้นไปบนอำเภอ…ศาลากลางจังหวัด…ทำเนียบรัฐบาล มีใครใช้ความรู้วิทยาศาสตร์มากเท่าเกษตรกร

แล้วที่ผ่านมา ที่ทำกันมาได้ใช้วิทยาศาสตร์กันแค่ไหน ไม่น่าแปลกใจ ทำไมทำไปแล้วถึงยากจน และคนอื่นถึงได้ดูถูกอาชีพนี้ ที่สำคัญกระทรวงเกษตรฯ หนึ่งในหน่วยราชการที่มีนักวิทยาศาสตร์มากมาย…แต่ทำไมวิทยาศาสตร์ถึงได้เรี่ยราดไปไม่ถึงเกษตรกรเสียที.

สะ–เล–เต