ปลัดฯร่วมชมงานกล้วยไม้พรีเมียม

ปลัดฯร่วมชมงานกล้วยไม้พรีเมียม

ปลัดฯร่วมชมงานกล้วยไม้พรีเมียม

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมกิจกรรมส่งเสริมการผลิตและการตลาดกลุ่มสินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ “Beyond & Journey of Siam Orchids” โดยได้รับเกียรติจาก นายโอตากะ มาซาโตะ (Mr.Otaka Masato) เอกอัครราชทูตประเทศญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำประเทศไทย ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ว่ากิจกรรมดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงาน เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้การกำหนดให้วันที่ 18 มกราคมของทุกปีเป็น “วันกล้วยไม้แห่งชาติ” และแสดงผลงานการขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริมการเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ ในการส่งเสริมยกระดับกลุ่มสินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ สร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่เกษตรกรให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

นายประยูรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังสร้างโอกาสให้เกษตรกรกลุ่มสินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น และสามารถเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการได้ อีกทั้งส่งเสริมกลุ่มสินค้ากล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับและสายพันธุ์ใหม่ๆ ให้เป็นที่รู้จัก สร้างการรับรู้ถึงแหล่งผลิต ให้ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และบุคคลทั่วไปมีความสนใจมากยิ่งขึ้น สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตที่มีคุณภาพได้ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศและเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการอีกช่องทางหนึ่ง

“กระทรวงเกษตรฯ มุ่งยกระดับภาคเกษตร สู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ตามนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกร สถาบันเกษตรกรให้มีรายได้อย่างมั่นคง รวมทั้งภาคเกษตรกรไทยเข้มแข็งมีศักยภาพการแข่งขันกับต่างประเทศ” นายประยูร กล่าว

ที่ปรึกษาฯลงพื้นที่สุราษฎร์ สร้างการมีส่วนร่วมสหกรณ์

ที่ปรึกษาฯลงพื้นที่สุราษฎร์  สร้างการมีส่วนร่วมสหกรณ์

ที่ปรึกษาฯลงพื้นที่สุราษฎร์ สร้างการมีส่วนร่วมสหกรณ์

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทรักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิกสหกรณ์ในการกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน พร้อมประชุมรับฟังผลการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรบ้านนาเดิม จำกัด

นอกจากนี้ ได้รับฟังปัญหาอุปสรรคของสหกรณ์ เยี่ยมชมบูธนิทรรศการของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่มาจัดแสดง รวมทั้งติดตามการใช้งานอุปกรณ์การตลาดที่กรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนแก่สหกรณ์ โดยมีนายนิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายประเสริฐศักดิ์ ณ นคร สหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี น.ส.จิราภรณ์คำบาง ผอ.ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 19นายสุรัตน์ เทือกสุบรรณ ประธานกรรมการนางลัดดาวรรณ พัฒจร ผู้จัดการสหกรณ์ คณะกรรมการ เจ้าหน้าที่และสมาชิกสหกรณ์ ต้อนรับ ที่สหกรณ์การเกษตรบ้านนาเดิม จำกัด อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี

เกษตรฯมุ่งลดฝุ่นPM2.5 ชวนลด-งดเผาตอซัง/ฟางข้าว

เกษตรฯมุ่งลดฝุ่นPM2.5  ชวนลด-งดเผาตอซัง/ฟางข้าว

เกษตรฯมุ่งลดฝุ่นPM2.5 ชวนลด-งดเผาตอซัง/ฟางข้าว

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์เปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) “ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ ลดและงดการเผาตอซัง ฟางข้าวและเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และเพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน” ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ที่ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ต.หนองหาร อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ โดยงานดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างปลอดภัยด้วยการจัดการตอซังและฟางข้าว ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อปลอดการเผา และผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ให้แก่เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน smart farmer ชาวนาอาสา ผู้นำองค์กรชาวนา และประชาชนทั่วไป ได้รับรู้ถึงผลกระทบจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร วิธีการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ตลอดจนให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการงดเผาตอซังและผลิตข้าวอย่างปลอดภัย เพื่อลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อ “ชาวนายุคใหม่ ใส่ใจสุขภาพ…ลดและงดการเผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อการผลิตข้าวที่ยั่งยืน” เพื่อสร้างความเข้าใจในการกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดหรืองดการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง การใช้เครื่องอัดฟาง การใช้ประโยชน์ตอซังและฟางข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า ตลอดจนการจัดกิจกรรมแสดงและสาธิต เช่น การแสดงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฟางข้าว การสาธิตการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังให้เหมาะสมและถูกต้อง

นายอัครากล่าวว่า หลายพื้นที่ภาคเหนือ ยังคงเผชิญวิกฤตฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวอันดับที่ 1 ของเอเชีย และเป็นอันดับที่ 2 ของโลก (การจัดอันดับ World’s Best Awards ของนิตยสารทราเวล แอนด์ เลซเซอร์ ปี 2559) ปัจจุบันจังหวัดเชียงใหม่ประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องฝุ่นควัน สาเหตุหลักคือ การเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร กรมการข้าว ได้ร่วมสร้างจิตสำนึกในการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการเผา ที่จะสามารถช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวได้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ “นาแปลงใหญ่” ที่เป็นโครงการที่ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิต และบริหารจัดการผลิตข้าว มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มเกษตรกร เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ห่วงโซ่การผลิตข้าวแบบเดิม โดยเชื่อมโยงตั้งแต่จัดการเพาะปลูกข้าวไปจนถึงการตลาด โดยกระบวนการรับรองการผลิตข้าวมีทั้งการรับรองรายเดี่ยวและการรับรองแบบกลุ่ม ช่วยประหยัดงบประมาณและเวลา สร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร

Kickoff ทั่วประเทศ! ‘กรมพัฒนาที่ดิน’หนุนเกษตรกรไถกลบตอซัง หยุดเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ลดฝุ่น PM2.5

Kickoff ทั่วประเทศ! 'กรมพัฒนาที่ดิน'หนุนเกษตรกรไถกลบตอซัง หยุดเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ลดฝุ่น PM2.5

Kickoff ทั่วประเทศ! ‘กรมพัฒนาที่ดิน’หนุนเกษตรกรไถกลบตอซัง หยุดเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ลดฝุ่น PM2.5

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 18.47 น.

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีเปิดงาน “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยได้รับเกียรติจาก นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน โดยมี นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวรายงาน นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ ผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดิน ผู้แทนหน่วยงานราชการ เอกชน หมอดินอาสา เกษตรกร เข้าร่วม 500 คน โดย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วม Kick Off ณ บ้านหนองปาตอง หมู่ 2 ต.หนองยาว อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วม Kick Off ณ บ้านเนินมหาเชษฐ์ ม.3 ต.หนองสะเดา อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี และภายหลังพิธีเปิดรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำขบวนรถไถ ไถกลบตอซังพืช และหว่านเมล็ดพันธุ์ในแปลงสาธิตส่งเสริมการไถกลบงดเผาฟางและตอซังพืช พร้อมแจกเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดให้กับเกษตรกร ณ บ้านเตาไห หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งรวงทอง อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ในการนี้ มีการถ่ายทอดสดผ่านระบบ Zoom conference Meeting และ Facebook live กรมพัฒนาที่ดิน ไปยังพื้นที่จัดงานอีก 72 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรวมกว่า 10,000 คน

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขานรับนโยบายรัฐบาลในการรณรงค์ให้ประชาชนลดและเลิกการเผาวัสดุทางการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 (PM 2.5) จากภาคการเกษตร โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน จัดงาน Kickoff “ไถกลบตอซังสร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” และร่วมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการป้องกัน และแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิ ให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2613 ด้วยการไถกลบตอซังพืชแทนการเผา ช่วยลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาวัสดุทางการเกษตร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ

“การจัดงานในครั้งนี้ จึงเป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกัน เพื่อหยุดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม สนับสนุนและผลักดันกิจกรรมของทุกหน่วยงาน ให้เกิดความตระหนักรู้ ถึงปัญหาจากการเผาที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรดิน จึงขอให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจ ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาซึ่งความมั่นคงของเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมต่อไป” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน  กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากการเผาวัสดุทางการเกษตรและพื้นที่ป่าไม้ ดังนั้น การสร้างความตระหนักให้เกษตรกร ทำเกษตรกรรมที่ไม่เผาฟาง และตอซังพืช  นอกจากช่วยให้คุณสมบัติของดินดีไม่ถูกทำลาย เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน ยังช่วยลดปัญหาหมอกควัน ฝุ่นละออง และลดผลกระทบต่อการเกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2568 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยกรมพัฒนาที่ดิน มีภารกิจในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรดิน และเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมให้เกษตรกรลด ละ เลิก การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ได้กำหนดจัดงาน “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2568 ขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ รวม 73 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการเผา หรือ Hot Spot  ด้วยการจัดทำแปลงสาธิตส่งเสริมการไถกลบงดเผาฟางและตอซังพืช บนพื้นที่ 10 ไร่ เพื่อให้ผู้นำชุมชนและเกษตรกรในท้องถิ่น ได้รับรู้ และตระหนักถึงการทำเกษตรกรรมที่ไม่เผาฟาง และตอซังพืช

ขณะที่ นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงาน “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมพัฒนาที่ดิน เป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงการไม่เผาฟางและตอซังพืช ลดปัญหาหมอกควัน มลพิษจากฝุ่นควัน ไม่ทำลายโครงสร้างดินและจุลินทรีย์ดินที่เป็นประโยชน์ รวมถึงทำให้เห็นประโยชน์ของการไถกลบตอซังแทนการเผาที่สามารถช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน และปรับปรุงโครงสร้างของดินให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น

– 006

ชป.ประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง

ชป.ประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง

ชป.ประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.30 น.

ชป.ประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง – โครงการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2568 นายยงยส เนียมทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Midterm Workshop) โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง – โครงการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ นายกาญจดินทร์ สระประทุม ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ และคณะทำงานผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุม ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 ชั้น 4 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ เพื่อติดตามการป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในด้านต่างๆ ให้เป็นไปตามแผนงาน วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ

– 006

‘ปศุสัตว์’นิวไฮ ส่งออกปี 67 ทะลุ 3.2 แสนล้านบาท ‘กลุ่มเนื้อสัตว์ปีก’สร้างสถิติใหม่

'ปศุสัตว์'นิวไฮ ส่งออกปี 67 ทะลุ 3.2 แสนล้านบาท 'กลุ่มเนื้อสัตว์ปีก'สร้างสถิติใหม่

‘ปศุสัตว์’นิวไฮ ส่งออกปี 67 ทะลุ 3.2 แสนล้านบาท ‘กลุ่มเนื้อสัตว์ปีก’สร้างสถิติใหม่

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.05 น.

ปศุสัตว์ โว ส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไทยปี 67 ทะลุ 3.2 แสนล้านบาท กลุ่มเนื้อสัตว์ปีกแช่เย็น – แช่แข็ง สร้างสถิติใหม่ขณะที่อาหารสัตว์เลี้ยงมาแรง

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าสรุปล่าสุดถึงตัวเลขการค้าสินค้าปศุสัตว์ของไทยในปี 2567 มีมูลค่าการส่งออก 320,674 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2566 มีมูลค่าส่งออก 288,379 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 11 โดยสินค้าหลักที่ส่งออกมากที่สุดถึงร้อยละ 50 ของการส่งออกรวมทั้งหมด คือ กลุ่มสินค้าเนื้อสัตว์แช่แข็ง มีมูลค่า 161,996 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเนื้อสัตว์ปีก ที่มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป จีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ 

สำหรับสินค้าที่มีมูลค่ารองลงมา คือ กลุ่มสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง มีมูลค่าส่งออกในปี 2567 อยู่ที่ 103,784 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32.36 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ทั้งหมด และมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2566 ถึงร้อยละ 26.76 กลุ่มสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง ประกอบด้วย อาหารกระป๋องสุนัขและแมว Pet Treats อาหารขบเคี้ยวสำหรับสุนัขและแมว อาหารเสริมสัตว์เลี้ยง และอาหารเม็ดสุนัขและแมว มีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ประเทศในกลุ่มอาเซียน สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร 

ส่วนสินค้าปศุสัตว์ที่มีการส่งออกในกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ เนื้อสัตว์แช่เย็น ผลิตภัณฑ์นม ไข่ รังนก นํ้าผึ้ง เนื้อสัตว์บรรจุกระป๋อง สัตว์มีชีวิต ซากสัตว์ และอาหารปศุสัตว์ มีมูลค่าการส่งออกใกล้เคียงกับสถิติในปี 2566 เมื่อพิจารณาข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2565 – 2567 พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดของกรมปศุสัตว์ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นต่อประเทศคู่ค้า

อย่างไรก็ตามความสำเร็จที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ น่าจะเป็นผลมาจากการควบคุมดูแลความปลอดภัยอาหารด้านสินค้าปศุสัตว์ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ โรงงานแปรรูป สถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ ให้มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับและมีกระบวนการผลิตที่ถูกสุขลักษณะและมีคุณภาพมาตรฐาน ด้วยระบบ GHPs และระบบ HACCP ในสถานประกอบการเพื่อการส่งออกอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง กรมปศุสัตว์ได้กำหนดมาตรฐานด้านสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัยทางอาหาร สวัสดิภาพสัตว์ และสิ่งแวดล้อม สอดคล้องตามระเบียบและข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าและหลักสากล เพื่อพัฒนาความมั่นคงด้านอาหารของโลก และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกโดยทางกรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันเจรจาให้เกิดการส่งออก เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นๆ เจรจาเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ที่สำคัญทั้งเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง เนื้อสัตว์แปรรูปไข่และผลิตภัณฑ์จากไข่ และอาหารสัตว์เลี้ยงต่อประเทศผู้ค้าเพิ่มขึ้น โดยมีแนวโน้มที่จะได้รับการตอบรับจากประเทศคู่ค้าต่างๆ ด้วย

“ในปี 2568 คาดการณ์ว่า การส่งออกสินค้าปศุสัตว์ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สาเหตุจากความต้องการแหล่งโปรตีนสำหรับการบริโภคยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ และการเกิดโรคระบาดสัตว์ที่สำคัญในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ส่งผลกระทบต่อผลผลิตสินค้าปศุสัตว์ทั่วโลก เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบให้เกิดการขยายตัวของสินค้าปศุสัตว์ไทยในตลาดโลกได้ ด้วย”นายสมชวนกล่าว

ผู้ช่วยฯแก้ปมหนอนฯมะพร้าวระบาด

ผู้ช่วยฯแก้ปมหนอนฯมะพร้าวระบาด

ผู้ช่วยฯแก้ปมหนอนฯมะพร้าวระบาด

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ น.ส.ทัศนีย์ เมืองแก้ว หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม รับฟังและหารือกับกลุ่มเกษตรกร เรื่องการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวใน จ.สมุทรสงคราม ซึ่งมีพื้นที่ปลูกรวม 66,929 ไร่ แยกเป็นมะพร้าวผลแก่ 44,352 ไร่ มะพร้าวตาล 10,615 ไร่ และมะพร้าวอ่อน 11,962 ไร่ ขณะนี้มีพื้นที่ระบาดประมาณ 552 ไร่ เป็นด้วงแรดมะพร้าว 235 ไร่ หนอนหัวดํา206 ไร่ ด้วงงวงมะพร้าว 69 ไร่ และแมลงดําหนาม 41 ไร่

ด้านนายสมฤทธิ์ วงษ์สวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกร จ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า การแพร่ระบาดของหนอนหัวดำเป็นแบบกระจายตัว เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีต้นทุนและทรัพยากรดูแลกำจัดหนอนหัวดำ อีกทั้งแก้ปัญหาไม่เบ็ดเสร็จทำให้เกิดการระบาดอย่างต่อเนื่องจนทำให้ต้นมะพร้าวตายไปแล้วจำนวนมาก บางสวนตัดแล้วปลูกใหม่ เพราะหากปล่อยไว้จะทำให้การระบาดรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากการผลิตแตนเบียน
เพื่อนำไปกำจัดหนอนหัวดำไม่ทันกับพื้นที่การแพร่ระบาด อีกทั้งแตนเบียนยังช่วยบรรเทาได้แค่ต้นมะพร้าวที่ได้รับผลกระทบไม่เกิน 60% ของพื้นที่ หากเกิน 60% ก็ไม่สามารถช่วยได้ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือให้ทันท่วงที ส่วนการฉีดสารเคมีเข้าต้นเพื่อระงับการระบาด เกษตรกรยังขาดองค์ความรู้เรื่องนี้

ขณะที่ น.ส.ทัศนีย์ กล่าวว่า จากรายงานการระบาดของหนอนหัวดำที่รุนแรงเป็นวงกว้าง ต้องจัดการในหลายรูปแบบ รวมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกร โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกร สำหรับการใช้สารเคมีต้องทำพร้อมกันรวมถึงพื้นที่รกร้างที่ไม่มีเจ้าของ ซึ่งเป็นแหล่งสะสมโรคและขยายพันธุ์ของแมลง เพื่อที่จะได้ทำครั้งเดียวและได้ผล ไม่ใช่ทำที่นี่แล้วศัตรูพืชก็ย้ายไประบาดอีกที่หนึ่ง

เกษตรฯชูสินค้ามูลค่าสูง แก้5ปัญหาแปลงใหญ่กล้วยไม้

เกษตรฯชูสินค้ามูลค่าสูง แก้5ปัญหาแปลงใหญ่กล้วยไม้

เกษตรฯชูสินค้ามูลค่าสูง แก้5ปัญหาแปลงใหญ่กล้วยไม้

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ ตามนโยบาย รมว.เกษตรฯเดินทางไปยังบริษัท ดรีม ฟลาวเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นพื้นที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่กล้วยไม้ หมู่ 2 ต.หนองนกไข่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โดยมีนายยงยุทธ ศรีจินดาที่ปรึกษาเกษตรแปลงใหญ่กล้วยไม้และผู้เกี่ยวข้อง ต้อนรับ และนำเสนอข้อมูลสำคัญทางด้านกล้วยไม้ในพื้นที่ อ.กระทุ่มแบน

ในโอกาสนี้ตัวแทนเกษตรกรได้มอบหนังสือนำเสนอปัญหาและความต้องการความช่วยเหลือของชาวเกษตรกรสวนกล้วยไม้ ซึ่งมีทั้งหมด 5 เรื่องคือ 1.การสร้างมูลค่าเพิ่มจากลำต้นกล้วยไม้แก่ เนื่องด้วยในทุกปีเกษตรกรจะทำการรื้อต้นกล้วยไม้ลำแก่เพื่อปลูกใหม่ แล้วขายลำต้นกล้วยไม้แก่ในราคาที่ถูก จะมีผู้รับซื้อเพื่อนำไปขายให้พ่อค้าชาวจีนไปสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อไปทำยาบำรุงกำลัง เยื่อกระดาษ เหล้า ฯลฯ ดังนั้นจึงต้องการให้รัฐบาลไทยริเริ่มโครงการทำวิจัยครบวงจรในประเทศไทย 2.การพัฒนาสายพันธุ์กล้วยไม้พันธุ์ใหม่ๆ เนื่องด้วยสายพันธุ์กล้วยไม้ที่ทำเป็นการค้ายังคงเป็นพันธุ์เดิมๆ ถ้ามีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่จะเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดและทำรายได้อีกทางหนึ่ง โดยการพัฒนาสายพันธุ์กล้วยไม้ต้องใช้เวลานานและต่อเนื่องจึงจำเป็นต้องสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยอย่างต่อเนื่องและระยะยาว

3.การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายตลาดในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งในประเทศควรมีการรณรงค์การใช้กล้วยไม้ทั้งต้นและดอกในเทศกาลต่างๆ โดยขอความร่วมมือผ่านหน่วยงานภาครัฐ หรือการประชาสัมพันธ์การใช้กล้วยไม้ขณะที่ในต่างประเทศ ควรมีการเจรจาการค้าหาคู่ค้าใหม่ๆ หรือการประชาสัมพันธ์การใช้ประโยชน์จากกล้วยไม้ 4.การส่งเสริมพลังงานทดแทน ซึ่งควรมีการสนับสนุนลดต้นทุนการทำเกษตร การปลูกกล้วยไม้การประหยัดพลังงาน เช่น โซลาร์เซลล์ ในการผลิต กระแสไฟฟ้าให้มอเตอร์ เพื่อทำการเกษตร ใช้รดน้ำ ฉีดยาใส่ปุ๋ย ในสวน เป็นต้น และ 5.ขอติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 2 เครื่อง ตรงประตูน้ำคลองหนองนกไข่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ไว้สำหรับช่วยระบายน้ำออกช่วงฤดูฝน และยังช่วยระบายน้ำจากคลองสาขา ด้วย รวมถึงปลายคลองจินดา ในเขต จ.นครปฐม ด้วย ดร.ณมาณิตา กล่าวว่า การลงพื้นที่ติดตามงานในส่วนของเกษตรแปลงใหญ่กล้วยไม้นั้นหลังจากมีการพูดคุยและรับฟังข้อมูล รวมถึงรับทราบปัญหาและความต้องการของเกษตรกรแล้ว ก็จะนำข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อ รมว.เกษตรฯ เพื่อพิจารณาแก้ไขหรือให้การช่วยเหลือต่อไป

กรมข้าวมุ่งแก้ไข ปัญหาฝุ่นPM2.5 ให้ลดเผาฟางข้าว ใช้เทคนิคจัดการ

กรมข้าวมุ่งแก้ไข  ปัญหาฝุ่นPM2.5  ให้ลดเผาฟางข้าว  ใช้เทคนิคจัดการ

กรมข้าวมุ่งแก้ไข ปัญหาฝุ่นPM2.5 ให้ลดเผาฟางข้าว ใช้เทคนิคจัดการ

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกิดขึ้น ซึ่ง
ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการที่เกษตรกรเผาฟางข้าว ได้มอบหมายให้สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ คิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกษตรกรไม่เผาฟาง จึงคิดค้นจุลินทรีย์ชีวภัณฑ์ที่ช่วยในการย่อยสลายตอซังและฟางในนาข้าวโดยมีประสิทธิภาพ สามารถย่อยสลายได้ภายใน 7-10 วัน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้กับนาข้าว ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้สูงสุด 20-30% เพื่อให้เกษตรกรหยุดการเผาไร่นา เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ กรมการข้าว ได้ถ่ายทอดวิธีการปลูกข้าวให้แก่เกษตรกร โดยเป็นการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งเป็นเทคนิคการจัดการน้ำในแปลงนาที่มีประสิทธิภาพ สามารถให้น้ำได้ตามความต้องการของข้าวในแต่ระยะการเจริญเติบโต โดยปล่อยให้น้ำแห้งตามธรรมชาติ เพื่อให้ดินมีการระบายน้ำและอากาศที่ดี กระตุ้นให้รากและลำต้นข้าวมีความแข็งแรง โดยเทคนิคการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งดังกล่าว สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนในนาข้าวและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาค่ามลพิษทางอากาศ PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ที่เป็นปัญหาใหญ่ในการดำเนินชีวิต และมีผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ

‘อิทธิ’หนุนองค์ความรู้ มุ่งพัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง

‘อิทธิ’หนุนองค์ความรู้  มุ่งพัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง

‘อิทธิ’หนุนองค์ความรู้ มุ่งพัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สัมมนา : นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมสัมมนาวิชาการชมรมผู้เลี้ยงกุ้งท่าทอง ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “ความสำเร็จที่ยั่งยืน คิดได้ ทำได้ แตะต้องได้ ไม่ไกลตัว” ที่โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการให้เกษตรกรนำไปใช้พัฒนาการเลี้ยงกุ้งอย่างมีประสิทธิภาพ

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการชมรมผู้เลี้ยงกุ้งท่าทองครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “ความสำเร็จที่ยั่งยืน คิดได้ ทำได้ แตะต้องได้ไม่ไกลตัว” ที่โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี จัดโดยชมรมผู้เลี้ยงกุ้งท่าทอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่มีประสบการณ์การเลี้ยงกุ้งที่ประสบความสำเร็จเพื่อแนะนำแนวทางและเทคนิคการเลี้ยงกุ้ง วิธีการป้องกันและการเตรียมความพร้อมรับมือในการเลี้ยงกุ้งการตลาด และสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านให้ได้รับความรู้ความเข้าใจ นำกลับไปประยุกต์และพัฒนาในการเลี้ยงกุ้งอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีความยั่งยืน

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่หลากหลายทั้งทางด้านวิชาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร การออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรผู้เลี้ยงกุ้ง

สำหรับการจัดงานดังกล่าว เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งมั่นพัฒนาความอยู่ดีกินดีของประชาชน ในการส่งเสริมอาชีพทางการเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งให้มีคุณภาพ ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมีรายได้เพิ่มขึ้น และมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานในครั้งนี้จะทำให้เกิดความยั่งยืนและประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จ.สุราษฎร์ธานี ต่อไป