รมช.เกษตรฯร่วม ‘ภูมิพลังแผ่นดิน’ เทิดพระเกียรติร.9 ที่พิพิธภัณฑ์เกษตร

https://www.naewna.com/local/849660

รมช.เกษตรฯร่วม  ‘ภูมิพลังแผ่นดิน’  เทิดพระเกียรติร.9  ที่พิพิธภัณฑ์เกษตร

รมช.เกษตรฯร่วม ‘ภูมิพลังแผ่นดิน’ เทิดพระเกียรติร.9 ที่พิพิธภัณฑ์เกษตร

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมงานมหกรรม “ภูมิพลังแผ่นดิน” โดยมี พ.จ.อ.ประเสริฐ มาลัย ผอ.สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พกฉ.) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่อาคารสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี ว่างานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเชิดชูเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ในฐานะที่พระองค์ได้รับการสดุดีให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม และเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและการพัฒนาดินอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน การจัดการดินอย่างยั่งยืน เพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่างยาวนาน ตลอดจนแนวพระราชดำรัส “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ในการดำรงชีวิตที่มั่นคง

ด้าน พ.จ.อ.ประเสริฐ กล่าวว่า งานมหกรรม “ภูมิพลังแผ่นดิน” ในปีนี้ได้ร่วมกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ นิทรรศการ “ภูมิพล ดลดิน” ที่แสดงถึงพระเกียรติคุณพระอัจฉริยภาพด้านการจัดการดินเพื่อการเกษตร นำเสนอและถ่ายทอดภูมิปัญญาการจัดการดิน รวมทั้งการนำนวัตกรรม เทคโนโลยีการจัดการดินที่เหมาะสมเพื่อใช้ประโยชน์จากดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ ภายในงานจัดให้เรียนรู้การผสมดินสูตรพิเศษของพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ นิทรรศการ “ผู้น้อมนำ ภูมิพลังแผ่นดิน” จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และนิทรรศการต่างๆ ที่น่าสนใจ

‘อธิบดีทวีศักดิ์’เฝ้าฯรับเสด็จ’สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’

https://www.naewna.com/local/849488

'อธิบดีทวีศักดิ์'เฝ้าฯรับเสด็จ'สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี'

‘อธิบดีทวีศักดิ์’เฝ้าฯรับเสด็จ’สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี’

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.56 น.

“อธิบดีทวีศักดิ์”เฝ้าฯรับเสด็จ”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ณ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดตาก

วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2567 เวลา 15.40 น. ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลัย สักการะพระพุทธสิรินาคมุนินทร์ เจดีย์พระธาตุผาแดง จ.ตาก และเสด็จฯ ไปยังเรือนรับรองที่ประทับ ภายในพื้นที่โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดตาก

จากนั้น อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่เตรียมความพร้อมในพื้นที่ ณ บริเวณศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ และโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ ซึ่งเป็นพื้นที่ในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดตาก

– 006

รัฐบาลมอบ ‘ธนาคารที่ดิน’ ช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ยากจน ให้ได้สิทธิในที่ดินทํากิน

https://www.naewna.com/local/849473

รัฐบาลมอบ 'ธนาคารที่ดิน' ช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ยากจน ให้ได้สิทธิในที่ดินทํากิน

รัฐบาลมอบ ‘ธนาคารที่ดิน’ ช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ยากจน ให้ได้สิทธิในที่ดินทํากิน

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.26 น.

รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เผยรัฐบาลให้ความสำคัญในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและผู้ยากจนเรื่องที่ดินทำกิน โดยมอบหมายธนาคารที่ดิน ให้ดำเนินภารกิจกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ให้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง แก้ไขปัญหาด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย

วันที่ 24 ธันวาคม 2567 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมาย นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นประธานพิธีเปิด และร่วมงานเสวนา เรื่อง “นโยบายรัฐบาล กับการแก้ไขปัญหาที่ดิน โดยธนาคารที่ดิน” จัดโดย สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ณ โรงแรมอัศวินแกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

นายศึกษิษฏ์ กล่าวว่า รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและ ผู้ยากจนเรื่องที่ดินทำกินมาโดยตลอด และได้ดำเนินการผ่านโครงการของหน่วยงาน รัฐต่าง ๆ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินภารกิจกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ให้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง แก้ไขปัญหาด้านที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย การป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดินจากการจำนอง ขายฝาก เพื่อให้เกษตรกรยังคงสิทธิ์ในที่ดินทำกินของตนเอง ตลอดจนส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เต็ม ศักยภาพ ในการพัฒนาประเทศอย่ำงยั่งยืน

“ในเรื่องที่ดินทํากินของพี่น้องประชาชนนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มุ่งแก้ปัญหาที่ดินทํากิน โดยดําเนินการผ่านโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ สําหรับ ธนาคารที่ดิน เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย ให้ดําเนินภารกิจกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และผู้ยากจน ในการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินทํากิน และที่อยู่อาศัย การป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดิน จากการจํานองขายฝาก ตลอดจน ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในที่ดิน เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน”นายศึกษิษฏ์ กล่าวและว่า

สำหรับการยกร่างพระราชบัญญัติสถาบันบริหารจัดการที่ดิน และกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน พ.ศ. …. ขึ้น เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงภารกิจของ ธนาคารที่ดินที่มาจาการปฏิบัติงานจริงของธนาคารที่ดิน ซึ่งได้ถูกขัดเกลาด้วยการมีส่วนร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ซึ่งมีการปรับรูปแบบและอำนาจหน้ำที่ให้มีความเหมาะสมและสะท้อนถึงการแก้ไขปัญหา โดยยึดมิติทำงสังคมเป็นหลัก ไม่ใช่มิติด้านการเงินการธนาคารอย่างที่ผ่านมาโดยสอดรับกับภารกิจของ สคทช. ที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินภาพรวม ทั้งหมดของประเทศ

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานคณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน กล่าวว่า จากการดำเนินงานของธนาคารที่ดินผ่านโครงการต่างๆตลอดหลายปีที่ผ่านมาปิดการสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของธนาคารที่ดินในการบริหารจัดการที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมและผู้ยำกจน ลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องที่ดินทำกินของประเทศตลอดจนให้เกษตรกรมีความมั่นคงในการมีที่ดินทำกินป้องกันและแก้ไขปัญหาสูญเสียสิทธิในดินทำกินของเกษตรกร รักษาที่ดินเกษตรกรรมและส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเต็มศักยภาพเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันที่ดินช่วยเหลือเกษตรกรให้มีที่ดินทำกินไปแล้ว 1,890 ครัวเรือน รวมเนื้อที่ 7,064 ไร่

นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อํานวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน กล่าวว่าในปีงบประมาณ 2568 มีแผน ดําเนินงานช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจนรายกลุ่มผ่านโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน อีก 15 พี้นที่ งบประมาณ 470.4 ล้านบาท ช่วยเหลือรายปัจเจค ผ่านโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินทํากิน จากการจํานอง ขายฝาก หรือถูกบังคับคดี งบประมาณ 16.8ล้านบาท ผ่านโครงการตัวกลางที่ดิน งบประมาณ 2.09 ล้านบาท ผ่านโครงการบูรณาการทํางานร่วมกับกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม บริหารจัดการที่ดินซึ่งเป็น ทรัพย์ค้างขายทอดตลาด งบประมาณ2.9 ล้านบาท โครงการความร่วมมือกับ สคทช.สนับสนุนทุนส่งเสริมอาชีพ และพัฒนาที่ดิน 45 พื้นที่ งบประมาณ 12.9 ล้านบาท 

“สำหรับกระบวนการช่วยตั้งแต่ต้นน้ำเริ่มจากพี่น้องประชาชนมีความต้องการที่ดินแต่ขาดเงินก็จะมาแจ้งธนาคารที่ดิน ไปซื้อที่ดินจากเอกชน โดยเราจะออกเงินซื้อที่ดินให้ก่อนประชาขนผ่อนชำระกับเราคิดดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี จากนั้นเราจะอบรมการทำเกษตรพอเพียง ห้ามทำเกษตรเชิงเดี่ยว โดยกลุ่มเร่งด่วนที่เราจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่มาลงทะเบียนไว้กับธนาคารที่ดิน คือ กลุ่มเกษตรกรที่มีข้อพิพาทกับรัฐ หากไม่ช่วยเหลือจะถูกดำเนินคดี และกลุ่มที่กำลังเผชิญปัญหาเดือดร้อน เช่น ที่ดินติดจำนอง จะถูกขายทอดตลาดแล้ว”นายกุลพัชร กล่าว

ทั้งนี้ การจัดงานเสวนา เรื่อง “นโยบายรัฐบาล กับการแก้ไขปัญหาที่ดิน โดยธนาคารที่ดิน” มีผู้แทนทั้งภาคส่วนราชการ สมาชิกรัฐสภา ภาคประชาชนภาคประชาสังคม องค์กรชุมชน กลุ่มเกษตรกรและภาคเอกชน ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 150 คน

2 รมช.ไม่ทอดทิ้ง ยกทัพช่วยเหลือ น้ำท่วมในภาคใต้ เยียวยาเกษตรกร

https://www.naewna.com/local/849293

2 รมช.ไม่ทอดทิ้ง  ยกทัพช่วยเหลือ  น้ำท่วมในภาคใต้  เยียวยาเกษตรกร

2 รมช.ไม่ทอดทิ้ง ยกทัพช่วยเหลือ น้ำท่วมในภาคใต้ เยียวยาเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอิทธิ ศิริลัทยากร พร้อมด้วยนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพื้นที่ประสบอุทกภัยในจ.นราธิวาส เพื่อสำรวจข้อมูลพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับความเสียหาย พร้อมมอบถุงยังชีพกว่า 2,000 ชุด ได้แก่ ข้าวกล่อง น้ำดื่ม ข้าวสาร ปัจจัยการผลิตด้านเกษตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยและสร้างขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรในพื้นที่ และให้กำลังใจเกษตรกรกว่า 1,500 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ส่วนราชการจังหวัด ให้การต้อนรับ ที่เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ต.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเบื้องต้น ศูนย์ติดตามและแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร จ.นราธิวาส และกรมชลประทาน ได้ออกประกาศแจ้งเตือนเกษตรกร และประชาชน ที่อาศัยอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำบางนรา ลุ่มน้ำโก-ลก และลุ่มน้ำสายบุรี เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำล้นตลิ่ง พร้อมทั้งดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำชนิดต่างๆ เสริมกระสอบทรายในพื้นที่เสี่ยง บริหารจัดการน้ำเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบอุทกภัยโดยเร็ว ในส่วนกรมประมง ได้ดำเนินการประสานให้ความช่วยเหลือชาวประมงที่เรือจม ตรวจสอบ ซ่อมแซมกระชัง และประชาสัมพันธ์ช่องทางการขอรับความช่วยเหลือ กรณีเหตุจำเป็นเร่งด่วน และกรมปศุสัตว์ได้แจกจ่ายหญ้าแห้ง เสบียงอาหารสัตว์พระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

‘นฤมล’ร่วมแก้ฝุ่นPM2.5 สร้างแรงจูงใจเกษตรกรลดเผา

https://www.naewna.com/local/849048

‘นฤมล’ร่วมแก้ฝุ่นPM2.5  สร้างแรงจูงใจเกษตรกรลดเผา

‘นฤมล’ร่วมแก้ฝุ่นPM2.5 สร้างแรงจูงใจเกษตรกรลดเผา

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงาน “Kick Off มาตรการรับมือสถานการณ์ ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 กรมส่งเสริมการเกษตร” เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่ถึงการปฏิบัติงานตามแนวทางขับเคลื่อนมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควันฝุ่นละออง และการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรฯ และคณะ เข้าร่วม ที่สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในปัจจุบัน ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกทม.และภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งสูงเกินค่ามาตรฐาน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงตระหนักถึงปัญหา และพร้อมรับนโยบายรัฐบาลในการรับมือสถานการณ์ การเร่งแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่การเกษตร โดยมุ่งเน้นการวางแนวทางให้ชัดเจน ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีพื้นที่การเกษตรเป็นเป้าหมายสำคัญในการบริหารจัดการ รวมถึงการเตรียมรองรับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากพื้นที่เกษตรกรรมจะได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก และการบริหารจัดการในพื้นที่การเกษตรต้องคำนึงถึงการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

“รัฐบาลต้องการให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันขับเคลื่อนการแก้ปัญหาฝุ่นPM 2.5 อย่างจริงจัง จึงมอบนโยบายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ประชาสัมพันธ์สร้างการตระหนักรู้ให้เกษตรกรหยุดเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มข้น ต้องไม่เป็นการบังคับเกษตรกร แต่สร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรแบบไม่เผา อาทิ ส่งเสริมการปลูกพืชมูลค่าสูง หรือสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายให้ได้ราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไป ดังนั้นจึงต้องร่วมกับหน่วยงานทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทยขับเคลื่อนการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นทุกปีให้ลดลง” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมลกล่าวถึงปัญหาหมอกควันที่มาจากต่างประเทศ ว่ามีการหารือกันในระดับรัฐบาล เพื่อขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้าน ลดการเผา รวมถึงให้คำแนะนำแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เตรียมความพร้อมปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาหมอกควัน ไฟป่าและฝุ่นละออง PM2.5 โดยนายอิทธิ จะขึ้นบินสำรวจสภาพอากาศพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมทั้งติดตามการนำเทคโนโลยีด้านต่างๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยลดปริมาณฝุ่นPM 2.5 และจะนำไปขยายในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งกทม.เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

รมว.เกษตรฯเยี่ยมศูนย์ฯห้วยฮ่องไคร้ฯ

https://www.naewna.com/local/849045

รมว.เกษตรฯเยี่ยมศูนย์ฯห้วยฮ่องไคร้ฯ

รมว.เกษตรฯเยี่ยมศูนย์ฯห้วยฮ่องไคร้ฯ

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมี นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวต้อนรับ นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวรายงาน ตลอดจนคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ในพื้นที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

ศ.ดร.นฤมลกล่าวว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ มีพื้นที่ทั้งหมด 8,500 ไร่ เป็นหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ สนองงานตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยยึดในหลักการ “ต้นทางเป็นป่าไม้ ปลายทางเป็นประมง ระหว่างทางเป็นเกษตรกรรม” โดยเริ่มฟื้นฟูป่าไม้จากป่าเต็งรังเป็นป่าเบญจพรรณ จากเดิมในปี 2525 ป่าเต็งรัง มีร้อยละ 80 และป่าเบญจพรรณ มีร้อยละ 20 ซึ่งปัจจุบัน ปี 2567 ป่าเต็งรังมีอัตราที่ลดลงถึง ร้อยละ 36 และป่าเบญจพรรณ มีอัตราที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 64

รมว.เกษตรฯ กล่าวถึงผลความสำเร็จของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ว่าถือเป็นศูนย์กลางของการศึกษา ทดลอง วิจัย โดยมีผลงานวิจัย ที่ประสบผลสำเร็จทั้งสิ้น 267 โครงการ และมีการนำผลสำเร็จจัดทำเป็นหลักสูตรฝึกอบรมที่นำไปขยายผลสู่ชาวบ้านทั้งสิ้น 32 หลักสูตร โดยในปีงบประมาณ 2567 มีประชาชนที่สนใจเข้ารับการฝึกอบรม 1,018 ราย และมีผู้ที่เข้าร่วมศึกษาดูงาน 21,033 คน โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ยังผ่านการพิจารณาด้านประสิทธิภาพ คุณภาพและความปลอดภัย ได้รับการขึ้นทะเบียนอาหารและเครื่องสำอาง ตามมาตรฐานเกณฑ์การผลิตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 44 รายการ ได้แก่ รายการเวชภัณฑ์ 8 รายการ และอาหาร 36 รายการ

‘นฤมล’ชูปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ชี้ญี่ปุ่นต้องการรังไหมทองไทย

https://www.naewna.com/local/849296

‘นฤมล’ชูปลูกหม่อนเลี้ยงไหม  ชี้ญี่ปุ่นต้องการรังไหมทองไทย

‘นฤมล’ชูปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ชี้ญี่ปุ่นต้องการรังไหมทองไทย

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความต้องการรังไหมทองจากไทยของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันมีความต้องการรังไหมทองจากไทย เพราะเป็นรังไหมคุณภาพสูง ผ่านการวิจัยร่วม นำไปผลิตเครื่องสำอาง ส่งบริษัทชิเซโด้ ปีละ 30 ตัน และยังมีความต้องการมากกว่านี้อีกมาก สามารถสร้างรายได้เพิ่มสูงขึ้นมากให้เกษตรกร ดังนั้นกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนเกษตรกรปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ได้ปีละ 2,000 ตัน แต่รังไหมยังไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศปีละ 5,000 ตัน เพื่อผลิตผ้าไหม
จึงยังมีการนำเข้ารังไหมอยู่

“นับเป็นการตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ตามนโยบายท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธารชินวัตร ที่กระทรวงเกษตรฯ จะทำการส่งเสริมเกษตรกรให้หันมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และใช้ biotechnology แปรรูปเป็นเครื่องสำอาง เพิ่มรายได้ อย่างมีนัยสำคัญให้เกษตรกรทั่วไทย” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

กรมส่งเสริมฯร่วมมือ แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้ลดลง

https://www.naewna.com/local/849298

กรมส่งเสริมฯร่วมมือ  แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้ลดลง

กรมส่งเสริมฯร่วมมือ แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้ลดลง

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับปี 2568 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เห็นชอบแนวทางในการขับเคลื่อนมาตรการรับมือสถานการณ์
ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 จึงวางกรอบแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการฯ ดังนี้ 1.จัดทำฐานข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกรายชนิดของพืชเกษตรที่เสี่ยงต่อการเผา 2.จัดทำแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทาง 3R โมเดล ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เน้นพื้นที่การเกษตรที่เสี่ยงต่อการเผาไหม้หรือที่มีสถิติการเผาไหม้ซ้ำซาก 3.จัดทำฐานข้อมูลการประเมินวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยใช้ฐานจากข้อมูลเดิมหรือฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร 4.วิเคราะห์การบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อุปสงค์ อุปทาน และศักยภาพ ในการบริหารจัดการตลาดห่วงโซ่อุปทาน ประสานขอความร่วมมือการขับเคลื่อนงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา 5.ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ผลการดำเนินงานและสรุปผลจากพื้นที่ที่สำเร็จในการบริหารจัดการในทุกเวที ที่เกี่ยวข้อง

6.ร่วมมือกับภาคเอกชนในการสนับสนุน มีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาการเผาอย่างยั่งยืน 7.จัดทำประกาศขึ้นทะเบียนรายชื่อเกษตรกรและจำนวนพื้นที่ที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟ เช่น พื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ในพื้นที่สูง พื้นที่ที่ต้องการกำจัดศัตรูพืช ช่วงตั้งแต่ 15 พฤศจิกายน-15 พฤษภาคม 2568 ผ่านระบบแอปพลิเคชั่น FireD หรือ Burn Check และกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขเพื่อควบคุมกำกับดูแลการเผา และ 8.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดชุดปฏิบัติการลงพื้นที่ สร้างความเข้าใจในระดับหมู่บ้านโดยใช้ข้อมูลเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม จุดความร้อนร่องรอยการเผาไหม้ปีที่ผ่านมา หรือจากการประเมินพื้นที่เสี่ยงที่ไม่สามารถบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้ โดยแบ่งการดำเนินงานให้สอดคล้องตามช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต

นอกจากนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ใช้ข้อมูลจุดความร้อน (hotspot) จาก GISTDA ในการติดตามตรวจสอบสถานการณ์การเผาในพื้นที่เกษตร ของประเทศไทยจากดาวเทียม TERRA และ AQUA ระบบ MODIS ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–31 พฤษภาคม 2567 พบจุดความร้อน (Hotspot) พื้นที่เกษตร ในประเทศไทย 3,255 จุด จากเดิมปี 2566 ในช่วงเวลาเดียวกัน 3,647 จุด พบว่าลดลง 392 จุด คิดเป็นร้อยละ 10.75 สำหรับผลการดำเนินงานบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ปี 2567 รายพืช 5 ชนิด ประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อ้อย มันสำปะหลัง และไม้ผล ไม้ยืนต้น ช่วงเดือนกุมภาพันธ์–เมษายน 2567 มีปริมาณเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทั้งหมดประมาณ 48.6 ล้านตัน นำไปใช้แล้วประมาณ 33.54 ล้านตัน
คิดเป็นร้อยละ 69 เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3.2 พันล้านบาท

พด.ช่วยเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วม

https://www.naewna.com/local/849297

พด.ช่วยเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วม

พด.ช่วยเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาที่ดินที่อยู่ในจังหวัดที่เกิดอุทกภัย ช่วยเหลือเกษตรกร หมอดินอาสา และประชาชนในพื้นที่ โดย ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินสตูล และคณะ ร่วมมอบถุงยังชีพกับองค์การสะพานปลาและหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัย 50 ชุด ในพื้นที่หมู่ 7 ต.บ้านควน อ.เมือง จ.สตูล, ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินสงขลา มอบหมายเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่สนับสนุนข้าวกล่องและน้ำดื่มให้กับผู้ประสบอุทกภัย 250 ชุด ในพื้นที่หมู่ 1 ต.คู อ.จะนะ จ.สงขลา, ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินยะลา จัดส่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร เปิดโรงครัวฮาลาลผลิตข้าวกล่อง เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ อ.เมือง จ.ยะลา 1,000 กล่อง

นอกจากนี้ได้ร่วมกับส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา มอบข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่มสะอาด 1,250 ชุด สำหรับการมอบข้าวกล่องและน้ำดื่ม สถานีพัฒนาที่ดินยะลาร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดยะลา รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ แจกจ่ายข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่ม 2 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย (อุทกภัย) เทศบาล ต.รามัน ที่โรงเรียนบ้านรามัน 100 ชุด และจุดที่ 2 ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย (อุทกภัย) หมู่ 4 และหมู่ 5 ต.กายูบอเกาะ อ.รามัน จ.ยะลา 130 ชุด

ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินนราธิวาส นำถุงยังชีพไปมอบ 120 ชุด น้ำดื่ม 200 ขวด ที่สวนรื่นอรุณเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส, ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินปัตตานี มอบหมายให้เจ้าหน้าที่พร้อมด้วยหมอดินอาสา ให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ 2 จุด โดย จุดที่ 1 บ้านคลองขุด หมู่ 4 ต.ดอนรัก อ.หนองจิก มอบข้าวกล่อง 78 กล่อง และจุดที่ 2 บ้านโคกดีปรี หมู่ 3 ต.ตุยง อ.หนองจิก มอบข้าวกล่อง 70 กล่อง รวมทั้งมอบน้ำดื่มสะอาด 200 ขวดที่บ้านรูแตบองอ หมู่ 6 ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

‘รมว.นฤมล’นั่งหัวโต๊ะประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร

https://www.naewna.com/local/849279

'รมว.นฤมล'นั่งหัวโต๊ะประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร

‘รมว.นฤมล’นั่งหัวโต๊ะประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 18.45 น.

“รมว.นฤมล”นั่งหัวโต๊ะประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร เห็นชอบร่างมาตรฐาน“ปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง-การเพาะเลี้ยงผำ” พร้อมกำหนดปริมาณสารพิษตกค้าง และจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร“พืช”

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบต่อร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ 1.ยกเลิกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร สำหรับมาตรฐานทั่วไป (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2567 พ.ศ. …. เนื่องจาก กษ. มีการออกกฎกระทรวงกำหนดให้มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวม และโรงคัดบรรจุเป็นมาตรฐานบังคับ ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา 2.กำหนดอัตรา ค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานทั่วไป (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน มกษ. 9055-2562 (GAP เกลือทะเล) 3.กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานบังคับ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานบังคับ มกษ. 6413-2564 (ปางช้าง) และ มกษ. 9070-2566 (ตรวจและรับผลทุเรียน)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 6 เรื่อง และประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ 1.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง 2.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหาร 3.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหารสัตว์ 4.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (ทบทวน) 5.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (ทบทวน) และ 6.การจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร เล่ม 1 : พืช (ทบทวน)

ด้าน นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 6 เรื่อง คือ 1.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง ซึ่งครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง ตั้งแต่ก่อนการเพาะปลูกจนถึงหลังการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวของเกษตรกร เพื่อให้ได้ข้าวโพดเมล็ดแห้งที่มีคุณภาพปลอดภัยสำหรับใช้เป็นอาหารและอาหารสัตว์ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั่วไป รวมถึงสุขภาพความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งลดปัญหาฝุ่น PM2.5 สำหรับภาคเกษตรอย่างยั่งยืน

2.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหาร และ3.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหารสัตว์ โดยมาตรฐานสินค้าเกษตรทั้ง 2 ฉบับนี้ ครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติที่ดีสำหรับฟาร์มผำ ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกสถานที่ตั้งฟาร์ม การเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง น้ำที่ใช้ในฟาร์ม สุขลักษณะภายในฟาร์ม การจัดการการเพาะเลี้ยง ปุ๋ยและธาตุอาหารเสริม น้ำทิ้งและดินเลน การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว การเก็บรักษาและการปฏิบัติก่อนการขนส่ง ผู้ปฏิบัติงาน และการบันทึกข้อมูลและเอกสารหลักฐานเพื่อการตามสอบ เพื่อให้ได้ผำที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค หรือนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์แล้วแต่กรณี

4.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (มกษ. 9002-2559) (ทบทวน) และ5.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (มกษ. 9003-2547) (ทบทวน) เนื่องจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรอาจทำให้สินค้าเกษตรมีปัญหาสารพิษตกค้าง จึงจำเป็นต้องกำหนดค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (MRLs) เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารสำหรับผู้บริโภคในประเทศ การนำเข้า รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตร ทั้งนี้ ผลิตผลอาจจะมีการปนเปื้อนของสารพิษตกค้างบางชนิดจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการปนเปื้อนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงจำเป็นต้องกำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (EMRL) ด้วย ดังนั้น เพื่อให้มาตรฐานดังกล่าวมีความสอดคล้องกับกฎระเบียบและข้อกำหนดระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งครอบคลุมรายการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มมากขึ้น คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร จึงเห็นควรให้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตรดังกล่าว

และ 6.การจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร เล่ม 1 : พืช (ทบทวน) กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การจัดกลุ่มสินค้าเกษตร : พืช (มกษ. 9045-2559) และเนื่องจากมาตรฐานโคเด็กซ์ (Codex) ที่ใช้เป็นเอกสารอ้างอิง มีการปรับปรุงใหม่โดยเพิ่มกลุ่มสินค้าและรายการสินค้าในแต่ละกลุ่ม รวมทั้งจำเป็นต้องเพิ่มเติมสินค้าพืชของไทยในบางกลุ่มสินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น จึงเห็นสมควรทบทวนมาตรฐานดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการวิชาการเกษตร เห็นชอบให้จัดทำมาตรฐานการจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร ในรูปแบบชุดอนุกรมมาตรฐาน โดยเริ่มกำหนดที่เล่ม 1: พืช เป็นลำดับแรก ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ร่วมกับ มกษ. 9002 และ มกษ. 9003

– 006