รัฐบาลเข้ม!ตรวจ‘สารพิษตกค้าง’ในผัก-ผลไม้ ลดความเสี่ยง-อันตราย

https://www.naewna.com/local/847595

รัฐบาลเข้ม!ตรวจ‘สารพิษตกค้าง’ในผัก-ผลไม้ ลดความเสี่ยง-อันตราย

รัฐบาลเข้ม!ตรวจ‘สารพิษตกค้าง’ในผัก-ผลไม้ ลดความเสี่ยง-อันตราย

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 11.08 น.

รัฐบาลเข้ม!ตรวจ‘สารพิษตกค้าง’ในผัก-ผลไม้ ลดความเสี่ยง-อันตราย เน้นกำชับส่วนราชการทำนโยบายเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน

15 ธันวาคม 2567 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรในผัก และผลไม้ ตั้งแต่ต้นน้ำ (แปลงปลูก/นำเข้า) กลางน้ำ (โรงคัดบรรจุ) และปลายน้ำ (สถานที่จำหน่าย) โดยดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ในการขับเคลื่อนเพื่อจัดการความเสี่ยงของสารพิษตกค้างในผักผลไม้ การสื่อสารเพื่อลดความเสี่ยงหรืออันตรายจากสารพิษตกค้าง รวมถึงการปรับเกณฑ์มาตรฐานสารพิษตกค้างให้ครอบคลุมชนิดผักผลไม้ และการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรในปัจจุบัน

นายอนุกูล กล่าวว่า จากข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ผักผลไม้ในประเทศตั้งแต่ปี 2560 ถึง ปี 2567 รวม 2,193 ตัวอย่างผ่าน 81.35% (1,784 ตัวอย่าง) ไม่ผ่าน 18.65% (409 ตัวอย่าง) ซึ่งยังพบปัญหาสารพิษตกค้างในผักผลไม้ โดยปีงบประมาณ 2568 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย. ) ได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ตรวจเฝ้าระวังความปลอดภัยของผักและผลไม้สด ณ โรงคัดบรรจุทั่วประเทศ จำนวน 854 แห่ง เพื่อกำกับดูแลมาตรฐานการผลิตของโรงคัดบรรจุผักผลไม้สดตามหลักเกณฑ์ GMP และตรวจสอบการแสดงฉลากเพื่อการตามสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มา รวมทั้งเก็บตัวอย่างผักและผลไม้สด ส่งตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการมาตรฐาน  โดยมีการสื่อสารความเสี่ยงเป็นระยะ และสรุปสถานการณ์ความปลอดภัยด้านสารพิษตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตร แจ้งต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกำกับดูแลแปลงปลูกในประเทศ เพื่อให้สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ

นายอนุกูล กล่าวต่อว่า กรณีที่ผลการตรวจประเมิน GMP ไม่ผ่านตามเกณฑ์ อย. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อให้กลไกการตรวจสอบสารตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรมีประสิทธิภาพสอดคล้องตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ อย. ยังมีมาตรการเฝ้าระวังการนำเข้าผักผลไม้อย่างเข้มงวดด้วยเช่นกัน โดยการตรวจกัก เก็บผัก ผลไม้กลุ่มเสี่ยง เช่น องุ่น สาลี่ คื่นช่าย ปวยเล้ง เป็นต้น ส่งตรวจวิเคราะห์ หากผลการตรวจไม่ผ่านจะถูกดำเนินคดี และไม่สามารถนำเข้าผัก ผลไม้นั้นได้ ทั้งนี้ ผู้จำหน่าย ตลาดค้าปลีก ควรเลือกผัก ผลไม้จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่ามาจากแหล่งใด

สำหรับผู้บริโภค ควรให้ความสำคัญกับการล้างทำความสะอาดผักและผลไม้ก่อนรับประทานหรือนำมาปรุงอาหาร ซึ่งจากผลงานวิจัยพบว่าการล้างอย่างถูกวิธีด้วยน้ำธรรมดา น้ำผสมโซเดียมไบคาร์บอเนต (ผงฟู/เบคกิ้งโซดา) หรือน้ำผสมเกลือ มีประสิทธิภาพในลดปริมาณสารพิษตกค้างได้ ไม่ว่าจะเป็นสารพิษชนิดดูดซึมหรือไม่ดูดซึม นอกจากนี้ ควรเลือกซื้อผักและผลไม้ตามฤดูกาล เลือกให้หลากหลาย และไม่ควรบริโภคชนิดเดียวกันซ้ำ ๆ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากสารพิษตกค้างได้

‘กสม.’แนะรัฐปรับปรุงกฎหมาย แก้ปัญหาเกษตรกรในระบบพันธสัญญาถูกเอาเปรียบ

https://www.naewna.com/local/847430

‘กสม.’แนะรัฐปรับปรุงกฎหมาย แก้ปัญหาเกษตรกรในระบบพันธสัญญาถูกเอาเปรียบ

‘กสม.’แนะรัฐปรับปรุงกฎหมาย แก้ปัญหาเกษตรกรในระบบพันธสัญญาถูกเอาเปรียบ

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.47 น.

13 ธ.ค. 2567 ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2565 กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว รวม 15 ราย ซึ่งเป็นทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งในรูปแบบของบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจำกัด ระบุว่า ผู้ร้องได้เข้าทำสัญญาซื้อขายไก่กระทงประกันราคากับบริษัทผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรแห่งหนึ่ง

ซึ่งมีข้อสัญญากำหนดให้ผู้ร้องต้องซื้อลูกไก่ อาหาร และเวชภัณฑ์จากบริษัท และเลี้ยงไก่ตามกระบวนการของบริษัท โดยบริษัทจะประกันราคารับซื้อไก่คืน แต่บริษัทกลับเอาเปรียบด้วยการส่งมอบลูกไก่ที่ไม่แข็งแรงและอาหารไก่ที่ไม่มีคุณภาพให้ ทำให้ไก่ป่วยและตายจำนวนมาก แม้ผู้ร้องจะพยายามเจรจากับบริษัทหลายครั้งเพื่อให้แก้ไขปัญหา แต่กลับไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไขปัญหาใดๆ เป็นเหตุให้ผู้ร้องประสบกับภาวะขาดทุนและต้องแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมาก จึงประสงค์ให้ กสม. ตรวจสอบ

อย่างไรก็ดี กรณีตามคำร้องดังกล่าว เป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษา คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้ว หรือเป็นเรื่องที่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว อันเป็นไปตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 กสม. จึงไม่สามารถพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าวต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม กรณีตามคำร้องอาจมีผลกระทบต่อสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของกลุ่มเกษตรกรจึงเห็นควรให้มีการพิจารณาศึกษา รวบรวมข้อเท็จจริง และวิเคราะห์กรณีดังกล่าว เพื่อมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กสม. ได้พิจารณาจากคำร้อง ข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย บทบัญญัติของกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน เอกสารที่เกี่ยวข้องและความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 73 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำและสามารถแข่งขันในตลาดได้

โดยที่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของเกษตรกรและบุคคลที่ทำงานในพื้นที่ชนบท (UNDROP) หลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ได้วางกรอบแนวทางให้รัฐต้องดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อทำให้การคุ้มครองสิทธิของแรงงานในภาคเกษตรกรรมเป็นจริงอย่างสมบูรณ์

ซึ่งรวมถึงการตรากฎหมายและนโยบาย และการจัดให้มีกลไกการชดเชยและเยียวยาแก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิ เพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานในภาคเกษตรกรรมซึ่งมักเผชิญกับความเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคมจะได้รับการปฏิบัติที่ไม่ด้อยไปกว่าแรงงานประเภทอื่นๆ ได้รับความคุ้มครองให้มีสภาพการทำงานที่เป็นธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมตลอดจนกลไกการเยียวยาเมื่อถูกละเมิดสิทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วเห็นว่า มีประเด็นที่เป็นข้อจำกัดในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของเกษตรกรในระบบเกษตรพันธสัญญา 6 ประเด็น ดังนี้

(1) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 คำนิยาม “ระบบเกษตรพันธสัญญา” มีลักษณะเป็นการกีดกันไม่ให้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจแต่มีศักยภาพที่จะทำสัญญากับเกษตรกรจำนวนน้อยกว่า 10 ราย และเกษตรกรคู่สัญญา ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติฯ อีกทั้งก่อให้เกิดช่องว่างที่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรสามารถหลบเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายได้โดยการทำสัญญากับเกษตรกรน้อยกว่า 10 ราย นอกจากนี้ เกษตรกรที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มิใช่บุคคลธรรมดา ยังไม่ได้รับความคุ้มครองพื้นฐานจากการทำสัญญาภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญาตามนิยามของกฎหมายด้วย

(2) การกำหนดรูปแบบสัญญา เงื่อนไขของสัญญา และการเก็บรักษาสัญญา พบว่า ข้อสัญญาในระบบเกษตรพันสัญญา ส่งผลกระทบต่อสิทธิของเกษตรกรในหลายประเด็น เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปีจากมูลหนี้ที่ค้างชำระ การผลักภาระความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงไก่กระทงให้เกษตรกรแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่มีการตรวจสอบสาเหตุของความเสียหาย นอกจากนี้ กระบวนการทำสัญญายังมีลักษณะเร่งรัด ไม่โปร่งใส เกษตรกรถูกเร่งให้ลงนามในสัญญาโดยไม่มีโอกาสต่อรองหรือแก้ไขเงื่อนไขของสัญญา ทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญาภายหลังผ่านช่องทางการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเกษตรกร

(3) มาตรฐานคุณภาพของปัจจัยการผลิต พบว่าปัจจัยการผลิตที่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรจัดหาให้แก่เกษตรกรในระบบเกษตรพันธสัญญา เช่น ลูกไก่ไม่แข็งแรง อาหารสัตว์ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเสียหายทั้งในด้านต้นทุนการผลิตและรายได้ โดยผู้ประกอบธุรกิจมักให้เกษตรกรปกปิดข้อมูลความเสียหาย ไม่ให้แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและเข้าตรวจสอบ โดยให้คำมั่นว่าจะชดเชยความเสียหายในภายหลัง แต่ปฏิเสธความรับผิดชอบในภายหลัง

(4) คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พบว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการมีตัวแทนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบเกษตรพันธสัญญา คือ ผู้แทนเกษตรกรเพียง 3 คน จากองค์ประกอบของคณะกรรมการทั้งหมด 25 คน ซึ่งอาจส่งผลให้เสียงของเกษตรกรถูกลดทอนความสำคัญ และอาจนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ไม่ครอบคลุมหรือไม่สามารถสะท้อนมุมมองของเกษตรกรอย่างแท้จริง

(5) คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำจังหวัด ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาฯ ยังขาดองค์ประกอบของนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้แทนเกษตรกร ที่มีความเข้าใจบริบทของการทำการเกษตรในพื้นที่ที่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกรในกระบวนการไกล่เกลี่ยได้

และ (6) บทกำหนดโทษ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาฯ กำหนดโทษปรับสูงสุดแก่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรที่ฝ่าฝืนกฎหมายไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่าการลงทุนและผลกำไรที่ได้จากการลงทุนแล้วเห็นว่า โทษไม่สมดุลและไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำความผิด รวมทั้งไม่มีผลในการป้องกันและหยุดยั้งการกระทำผิดของผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 มีมติให้มีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่ง ต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา สรุปได้ดังนี้

(1) ทบทวนนิยามคำว่า “ระบบเกษตรพันธสัญญา” และ “เกษตรกร” ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 เพื่อขยายขอบเขตความคุ้มครองในหลักการพื้นฐานของการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในการทำสัญญาภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญาให้ครอบคลุมถึงนิติบุคคลที่มีธุรกิจขนาดเล็ก (S) และขนาดกลาง (M)

(2) ออกประกาศกำหนดรูปแบบของสัญญา เพื่อเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาและป้องกันมิให้กำหนดเงื่อนไขในสัญญาที่จะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมหรือเอาเปรียบคู่สัญญา รวมทั้งให้แก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 มาตรา 20 โดยกำหนดให้บริษัทต้องมอบสัญญาให้เกษตรกรเก็บรักษาไว้ 1 ฉบับ และเก็บรักษาที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอีก 1 ฉบับ

หรือในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายตกลงแก้ไขสัญญาร่วมกัน ให้นำสัญญาฉบับใหม่มาให้หน่วยงานเก็บรักษาด้วย เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาโดยที่คู่สัญญาไม่ทราบรายละเอียด และแก้ไขปรับปรุงมาตรา 21 โดยเพิ่มเติมบทบัญญัติให้ชัดเจนว่า การระบุรายละเอียดในสัญญาต้องไม่มีลักษณะหรือมีผลทำให้เกษตรกรปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะคาดหมายได้ตามปกติ และกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ ให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้การทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาต้องได้รับการตรวจร่างและดำเนินการต่อหน้าพนักงานอัยการประจำสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนจังหวัด เพื่อให้พนักงานอัยการสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อสัญญาแก่เกษตรกรได้โดยตรง เพื่อป้องกันการเอาเปรียบจากข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ทั้งนี้ ควรกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการทำสัญญาที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย

(3) ออกประกาศกำหนดรายละเอียดในสัญญาเพิ่มเติม โดยกำหนดให้ในสัญญาต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจทางเกษตรในการรับรองคุณภาพและมาตรฐานของปัจจัยการผลิตก่อนส่งมอบแก่เกษตรกรเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรมีหน้าที่ในการแจ้งข้อมูลการทำสัญญาต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการควบคุมและตรวจสอบคุณภาพของปัจจัยการผลิต รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือกระบวนการตามกฎหมายในการใช้สิทธิโต้แย้งดังกล่าว ตลอดจนบทลงโทษกรณีผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรปกปิดข้อมูลหรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ

(4) ทบทวนองค์ประกอบคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำจังหวัด โดยเพิ่มสัดส่วนของกรรมการที่เป็นนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้แทนเกษตรกรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

และ (5) ทบทวนบทกำหนดโทษกรณีการไม่ส่งมอบสัญญาให้เกษตรกรในวันทำสัญญาและกรณีการกำหนดข้อตกลงหรือเงื่อนไขที่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายไว้ในสัญญา โดยแก้ไขปรับปรุงบทลงโทษให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับระดับความเสียหายที่เกษตรกรอาจได้รับ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมหารือระหว่าง’รมว.เกษตรฯ-ผู้บริหารหอการค้าไทย’

https://www.naewna.com/local/847269

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เข้าร่วมหารือระหว่าง'รมว.เกษตรฯ-ผู้บริหารหอการค้าไทย'

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมหารือระหว่าง’รมว.เกษตรฯ-ผู้บริหารหอการค้าไทย’

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 13.34 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เข้าร่วมการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับผู้บริหารหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ ผอ.สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือฯ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมหารือร่วมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือ ประเด็นปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และแปรรูป โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุม 134 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

– 006

‘นฤมล’ชี้EggBoardเห็นชอบนำเข้าไก่ฯ

https://www.naewna.com/local/847176

‘นฤมล’ชี้EggBoardเห็นชอบนำเข้าไก่ฯ

‘นฤมล’ชี้EggBoardเห็นชอบนำเข้าไก่ฯ

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ครั้งที่ 1/2567 โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรฯ เข้าร่วม ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการนำเข้าเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ (GP และ PS) ปี 2568 คือ ปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) 3,800 ตัว และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) 440,000 ตัวและเห็นชอบประสิทธิภาพการผลิตไก่ไข่และไข่ไก่ ปี 2568 ดังนี้ 1.ปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่(GP) 1 ตัว ผลิตลูกพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่(PS) ได้ 77 ตัว ปลดที่อายุ 72 สัปดาห์ 2.พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) 1 ตัว ผลิตลูกไก่ไข่เพศเมียได้ 107 ตัว ปลดที่อายุ 72 สัปดาห์ 3.แม่ไก่ไข่ยืนกรง1 ตัว ผลิตไข่ไก่ได้ 361 ฟอง ปลดที่อายุ80 สัปดาห์ และมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ จัดสรรแผนการเลี้ยงให้แก่ผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ 16 บริษัท (แผนการเลี้ยงแต่ละบริษัทเท่ากับ ปี 2567) เพื่ออนุญาตให้ผู้ประกอบการนำเข้าพันธุ์สัตว์ได้ต่อไป

“การดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ กรมปศุสัตว์ ได้ประชุมหารือเพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตไข่ไก่ภายในประเทศ โดยมีผู้แทนจาก 4 สมาคมไก่ไข่ 4 สหกรณ์ไก่ไข่ ผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ 16 บริษัทผู้ประกอบการไก่ไข่รายใหญ่ และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์เขต 1-9 พิจารณากำหนดมาตรการร่วมกัน โดยขอความร่วมมือผู้เลี้ยงไก่ไข่ยืนกรง ปลดไก่ไข่ตามอายุที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง โดยขอความร่วมมือผู้เลี้ยงไก่ไข่ทุกราย เร่งปลดไก่ไข่ยืนกรงไม่ให้อายุเกิน 80 สัปดาห์ ยกเว้นรายย่อยที่เลี้ยงต่ำกว่า 30,000 ตัวที่ไม่ใช่ฟาร์มในระบบเกษตรพันธสัญญาของผู้ประกอบการรายใหญ่ และขอความร่วมมือผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ ขนาดการเลี้ยง 100,000 ตัวขึ้นไป ปลดไก่ไข่ยืนกรงไม่ให้อายุเกิน 78 สัปดาห์ จนถึงเดือนธันวาคม 2567” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ปศุสัตว์จัดการ แก้ปัญหาการใช้ สารเร่งเนื้อแดง ควบคุมเข้มงวด

https://www.naewna.com/local/847174

ปศุสัตว์จัดการ  แก้ปัญหาการใช้  สารเร่งเนื้อแดง  ควบคุมเข้มงวด

ปศุสัตว์จัดการ แก้ปัญหาการใช้ สารเร่งเนื้อแดง ควบคุมเข้มงวด

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวภายหลังร่วมกิจกรรม Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง ว่าสารเร่งเนื้อแดงที่มักพบการลักลอบใช้ ได้แก่
ซาลบูทามอล (Salbutamol) เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol) และแรคโทพามีน(Ractopamine) ซึ่งมีคุณสมบัติกระตุ้นการสร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อและลดการสะสมไขมัน ถูกนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ในการปศุสัตว์ เมื่อนำไปผสมอาหารสำหรับเลี้ยงในฟาร์มสุกรและโคขุน จะทำให้เนื้อสัตว์มีสีแดงสด ชั้นไขมันบาง เป็นที่ต้องการของตลาด แต่ก่อให้เกิดการตกค้างในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เมื่อผู้บริโภคทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะทำให้กระสับกระส่าย ใจสั่น มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และความดันโลหิตสูง โดยจะอันตรายมากขึ้นในหญิงมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงในผู้ที่แพ้ หรือได้รับสารปริมาณมาก

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ กำหนดมาตรการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ป้องกันการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง โดยจัดให้มีการดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่ การตรวจสอบการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงตั้งแต่การเลี้ยงของเกษตรกรในฟาร์ม การเฝ้าระวังในโรงงานผลิตอาหารสัตว์ และการเฝ้าระวังสารเร่งเนื้อแดงตกค้างก่อนสัตว์เข้าโรงฆ่า อีกทั้งสามารถตรวจสอบการเฝ้าระวังสารเร่งเนื้อแดงย้อนกลับแหล่งที่มา และ/หรือแหล่งผลิต ณ สถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ ซึ่งสารเร่งเนื้อแดงเป็นวัตถุที่ห้ามใช้ผสมในอาหารสัตว์ ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้อง

เกษตรฯจัดงานรวมใจภักดิ์ฯ สืบสานการพัฒนาเกษตรที่ยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/847177

เกษตรฯจัดงานรวมใจภักดิ์ฯ  สืบสานการพัฒนาเกษตรที่ยั่งยืน

เกษตรฯจัดงานรวมใจภักดิ์ฯ สืบสานการพัฒนาเกษตรที่ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง)เปิดโครงการรวมใจภักดิ์ หลอมรักษ์สืบสานการพัฒนาที่ยั่งยืน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบฯ ที่ศูนย์วิจัยยางหนองคายและสำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.หนองคาย เป็นการน้อมนำศาสตร์พระราชาด้าน “สวนยางอารยเกษตร” จัดการสวนยางแบบเกษตรผสมผสาน พร้อมชูนวัตกรรมยางลดต้นทุน-เพิ่มรายได้ชาวสวนยาง ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และอีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการมอบโฉนดต้นยางพาราเพื่อเป็นหลักประกันสินเชื่อแก่เกษตรกรสวนยาง ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและต่อยอดอาชีพเกษตรกรได้มากขึ้นโดยภายใต้การขับเคลื่อนภารกิจของ ศ.ดร.นฤมล จะเดินหน้าศึกษาแนวทางการพัฒนาและขยายโอกาสการค้าภาคการเกษตร เพื่อให้พี่น้องเกษตรกร มีการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ด้าน ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับโฉนดต้นยางพารา เปรียบเหมือนเอกสารสิทธิความเป็นเจ้าของต้นยางต้นนั้น ซึ่งสามารถนำไปเป็นหลักประกันสินเชื่อ เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ และเพิ่มรายได้จากการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตได้ รวมถึงได้สิทธิ์ในการรับความช่วยเหลือจากมาตรการของภาครัฐ

ขณะที่นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท.กล่าวว่า มีแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจตามแนวคิด “สวนยางอารยเกษตร” คือการประกอบอาชีพทำสวนยางแบบผสมผสานสมดุลใน 3 ส่วน ได้แก่ “สืบสาน” ในสิ่งดี, “รักษา” ในสิ่งเดิม และ “ต่อยอด” สู่สิ่งใหม่ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพันธุ์ยางใหม่ RRIT 3904 ซึ่งเป็นพันธุ์ยางที่คิดค้นและพัฒนาโดยสถาบันวิจัยยาง กยท.นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมยางพารา ที่จะช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการสวนยาง และการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าจากยางพาราเหลือใช้ในรูปแบบต่างๆ อาทิ หุ่นยนต์กรีดยางพารา เครื่องกลั่นน้ำมันไบโอดีเซลจากยางพารา (ระบบไพโรไลซิส) เป็นต้น

โอกาสนี้โฆษกเกษตรฯ (ฝ่ายการเมือง) และคณะ ได้มอบต้นพันธุ์ยางชำถุง พันธุ์ RRIT 3904 รวม 904 ต้นพร้อมทั้งมอบโฉนดต้นยางพาราให้กับเกษตรกร 20 ราย รวมถึงมอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้แก่เกษตรกร 30 ราย เพื่อสร้างโอกาสการเข้าแหล่งทุนทางการเกษตรเพิ่มขึ้นต่อไป

‘นฤมล’เปิดงาน Thailand Rice Fest 2024 และ Thailand Coffee Fest ‘Year End’ 2024

https://www.naewna.com/local/847132

'นฤมล'เปิดงาน Thailand Rice Fest 2024 และ Thailand Coffee Fest ‘Year End’ 2024

‘นฤมล’เปิดงาน Thailand Rice Fest 2024 และ Thailand Coffee Fest ‘Year End’ 2024

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 17.48 น.

“นฤมล”เปิดงาน Thailand Rice Fest 2024 และ Thailand Coffee Fest ‘Year End’ 2024 เพิ่มมูลค่าให้กับข้าวและกาแฟไทย ย้ำต้องดึงภาคเอกชนมาร่วมมือช่วยให้เกษตรกรพ้นจากความยากจน

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน Thailand Rice Fest 2024 และ Thailand Coffee Fest ‘Year End’ 2024 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 15 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจัดโดยเว็บไซต์ The Cloud [www.readthecloud.co] ร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นำโดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว และมูลนิธิข้าวไทย ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย ดำเนินการจัดงานขึ้นภายใต้ชื่องาน Thailand Rice Fest 2024 เทศกาลกินข้าวใหม่และตลาดรวมสินค้าของเกษตรกรเพื่อยกระดับวงการข้าวไทยและสร้างความต่อเนื่องในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย ด้วยการนำเสนอศักยภาพข้าวไทยผ่านความหลากหลายของพันธุ์ข้าว มุมมองใหม่ของข้าวไทยและสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อสร้างองค์ความรู้จากข้าวไทยมากยิ่งขึ้น

สำหรับงาน Thailand Coffee Fest ‘Year End’ 2024 มหกรรมของคนกาแฟ เว็บไซต์ The Cloud ได้ร่วมมือกับสมาคมกาแฟพิเศษไทย (Specialty Coffee Association of Thailand) โดยภายในงานได้รวบรวมร้านค้าและธุรกิจที่เกี่ยวกับกับกาแฟทั้งในและนอกประเทศอย่างครบวงจรและนำเสนอกิจกรรมที่มีความหลากหลาย อาทิ การเล่าเรื่องราวผ่านเวทีเสวนา การแข่งขัน หรือมอบความรู้ผ่านกิจกรรมเวิร์คช้อป รวมถึงตลาดสินค้ากาแฟ และอุตสาหกรรมที่รายล้อมกาแฟเพื่อการพัฒนาและยกระดับวงการกาแฟไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวและกาแฟไทย ผลิตภัณฑ์ที่มากด้วยคุณค่าจากกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรประเภทข้าวและผลักดันอุตสาหกรรมกาแฟไทย รวมถึงส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ต่อการนำข้าวและกาแฟไปใช้ประโยชน์ในฐานะ Soft Power ของประเทศไทย

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมให้การสนับสนุนทุกภาคส่วนในการพัฒนาและเสริมศักยภาพให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ ตามนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากขาดความร่วมมือจากภาคเอกชน ที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมและผลักดันให้เกิดความร่วมมือให้เกษตรกรพ้นจากกับดักความยากจน อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าภาคการเกษตรอีกหลายชนิดที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาด อาทิ กล้วยหอมทอง สินค้าหม่อนไหม และยังรวมถึงเมล็ดพันธุ์กาแฟ และพันธุ์ข้าวใหม่ๆ เป็นต้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ยังคงต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนาทั้งในเรื่องปริมาณและคุณภาพเพื่อแข่งขันในตลาดทั้งในและต่างประเทศ และช่วยพี่น้องเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป”

– 006

‘ประมงจังหวัดตราด’ชวนเยาวชนร่วมกิจกรรมสร้างปราการป้องกัน’ปลาหมอคางดำ’ และปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม

https://www.naewna.com/local/847101

'ประมงจังหวัดตราด'ชวนเยาวชนร่วมกิจกรรมสร้างปราการป้องกัน'ปลาหมอคางดำ' และปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม

‘ประมงจังหวัดตราด’ชวนเยาวชนร่วมกิจกรรมสร้างปราการป้องกัน’ปลาหมอคางดำ’ และปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.43 น.

ประมงจังหวัดตราดชวนเยาวชนร่วมกิจกรรมสร้างปราการป้องกันปลาหมอคางดำ และปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม

อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด และ สำนักงานประมงจังหวัดตราด โดยมี นายพงษ์พัฑฒ์ สินราย นายอำเภอเขาสมิง นายชัชวาลย์ วุฒิเมธี หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมงจังหวัดตราด นำคณะผู้นำชุมชน ครูและนักเรียนจากโรงเรียนวัดสลัก พร้อมกับผู้แทนจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)​ หรือ ซีพีเอฟ ปล่อยลูกพันธุ์ปลากะพงขาวจำนวน 5,000 ตัว ลงสู่แหล่งน้ำในชุมชนบ้านสลัก ตำบลท่าโสม กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเสริมแนวกันชนด้วยปลานักล่า ปกป้องระบบนิเวศจังหวัดตราดปลอดจากปลาหมอคางดำ ตลอดจนเพื่อปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่

จังหวัดตราดได้ดำเนินการสำรวจแหล่งน้ำในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอเขาสมิง อำเภอแหลมงอบ และอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน “ยังไม่พบการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ”​ ในจังหวัดตราด อย่างไรก็ตาม ประมงจังหวัดตราดดำเนินการมาตรการเพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันปลาหมอคางดำรุกล้ำเข้ามาในแหล่งน้ำของจังหวัดอย่างเข้มแข็ง

การปล่อยลูกพันธุ์ปลานักล่าในแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นหนึ่งในมาตรการของกรมประมงเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัตราดกับจังหวัดอื่นที่พบปลาหมอคางดำ โดยการเพิ่มจำนวนปลานักล่าที่เป็นปลาพื้นถิ่นลงในแหล่งน้ำธรรมชาติในจำนวนที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เพื่อสร้างปราการปกป้องระบบนิเวศและสัตว์น้ำพื้นถิ่น รักษาความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำธรรมชาติ นอกจากนี้ ปลากะพงขาวยังเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ชาวประมงพื้นบ้านสามารถจับมาจำหน่ายได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ประมงจังหวัดตราดและคณะทำงานฯ ยังไม่นิ่งนอนใจ โดยจัดให้มีการสำรวจและเฝ้าระวังปลาหมอคางดำอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักรู้เรื่องปลาหมอคางดำ สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนช่วยกันเป็นเครือข่ายสอดส่องหากพบปลาหมอคางดำเร็ว จะสามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว นอกจากนี้ การชักชวนให้น้องๆ นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมปล่อยปลานักล่า ยังช่วยปลูกจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนเห็นความสำคัญของความหลากหลายของระบบนิเวศ และร่วมเป็นพลังช่วยรักษาความสมดุลในระบบนิเวศ

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน

https://www.naewna.com/local/847092

'เลขาธิการ มกอช.'ร่วมงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน

‘เลขาธิการ มกอช.’ร่วมงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.25 น.

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าร่วมงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน และการมอบนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง” โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ สตูดิโอ 4 สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง กรุงเทพฯ

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมงานแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน

https://www.naewna.com/local/847090

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เข้าร่วมงานแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เข้าร่วมงานแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.20 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมงานแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน และมอบนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง” แก่หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมงานแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน และมอบนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง” แก่หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน แถลงโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ณ สตูดิโอ 4 สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง กรุงเทพฯ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารระดับสูงสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัด ผู้บริหารสูงสุดองค์การมหาชนในสังกัด เข้าร่วมงานแถลงนโยบายฯ

– 006