จัดงานวันเกษตรฯ ยึดศาสตร์พระราชา ทำเกษตรทันสมัย สู่การพัฒนายั่งยืน

https://www.naewna.com/local/842650

จัดงานวันเกษตรฯ  ยึดศาสตร์พระราชา  ทำเกษตรทันสมัย  สู่การพัฒนายั่งยืน

จัดงานวันเกษตรฯ ยึดศาสตร์พระราชา ทำเกษตรทันสมัย สู่การพัฒนายั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2567 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน–8 ธันวาคม 2567 ที่ไร่แม่เหียะ ศูนย์วิจัย บูรณาการ สาธิตและฝึกอบรมนวัตกรรมการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา สู่เกษตรทันสมัยความมั่นคงทางอาหารและความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคล 6 รอบ พระชนมพรรษา และขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรมภายในงานดังกล่าว แบ่งเป็น 7 โซน ได้แก่ 1.Agri knowledge and innovation ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตร 2.Agri innovations for sustainable and king philosophy นวัตกรรมเกษตรสู่ความยั่งยืนและศาสตร์พระราชา 3.ชม ชิม ช้อป ใน Green and clean market 4.greenovation wonderland มหัศจรรย์พรรณพฤกษา 5.Food and agri innovations นวัตกรรมอาหารและการเกษตร 6.Happy farmland ดินแดนแห่งฟาร์มสุข และ 7.Amazingagro-tourism กิน บิน ฟิน มหัศจรรย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร

คกก.สอบทุเรียนปนเปื้อนแคดเมียม

https://www.naewna.com/local/842651

คกก.สอบทุเรียนปนเปื้อนแคดเมียม

คกก.สอบทุเรียนปนเปื้อนแคดเมียม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการตรวจสอบการปนเปื้อนแคดเมียมในทุเรียนส่งออกของบริษัทผู้ส่งออกทุเรียนไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ครั้งที่ 2/2567 เพื่อติดตามกรณีการปนเปื้อนแคดเมียมในทุเรียน โดยมีหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ว่าการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบสาเหตุและข้อเท็จจริงกรณีพบการปนเปื้อนแคดเมียมในทุเรียนสดตลอด
Supply Chain รวมถึงกำหนดแนวทางแก้ปัญหาและการป้องกัน โดยคณะกรรมการได้ตรวจสอบกระบวนการผลิตเพื่อส่งออก ตั้งแต่แปลงเกษตรกร โรงคัดบรรจุการตรวจสอบการปฏิบัติงานในการรับรองสุขอนามัยทุเรียนส่งออก รวมถึงตรวจสอบข้อมูลการลักลอบนำเข้าเพื่อสวมสิทธิ์

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการส่งออกทุเรียนไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน และกำหนดท่าทีในการหารือกับ GACC ให้เกิดความชัดเจน จึงกำหนดแนวทาง ดังนี้ 1.รัฐบาลไทยให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาการปนเปื้อนในทุเรียนส่งออก กำหนดนโยบายยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร และแต่งตั้งคณะกรรมการฯ เพื่อตรวจสอบอย่างจริงจัง 2.ยืนยันพื้นที่ปลูกทุเรียนของไทยปลอดภัยจากการปนเปื้อนไม่เกินค่ามาตรฐาน โดยมีข้อมูลวิทยาศาสตร์ และผลวิเคราะห์จากตัวอย่างดิน และน้ำ ไม่เกินค่ามาตรฐาน

3.ยืนยันข้อมูลตรวจสอบสารเคมีในโรงคัดบรรจุไม่เกินค่ามาตรฐาน และเสนอมาตรการยกระดับมาตรฐาน กำกับดูแลโรงคัดบรรจุส่งออก โดยแก้ประกาศที่เกี่ยวกับการกำกับดูแลและยกระดับมาตรฐานโรงคัดบรรจุ และ 4.ชี้แจงสาเหตุการปนเปื้อนที่คาดว่าเกิดจากการสวมสิทธิ์ ซึ่งอาจเกิดจากความเสี่ยงในระหว่างการขนส่ง พร้อมเสนอมาตรการแก้ไข โดยการปรับรูปแบบซีลปิดตู้คอนเทนเนอร์รูปแบบใหม่ รวมถึงหารือเกี่ยวกับมาตรฐานของตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้ขนส่งทางบก และมาตรการแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าทุเรียนสด

‘กุ้ง’อาหารทะเลยอดฮิต โปรตีนคุณภาพดี อร่อยด้วย ช่วยชาติได้

https://www.naewna.com/local/842648

‘กุ้ง’อาหารทะเลยอดฮิต โปรตีนคุณภาพดี อร่อยด้วย ช่วยชาติได้

‘กุ้ง’อาหารทะเลยอดฮิต โปรตีนคุณภาพดี อร่อยด้วย ช่วยชาติได้

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.48 น.

นักวิชาการ ชู “กุ้ง” สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของไทย มีโปรตีนสูง ไขมันน้อย มีโอเมก้า-3 ใช้ประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู รสชาติอร่อย อีกหนึ่งทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ เหมาะกับเทศกาลท่องเที่ยวสังสรรค์

ผศ.ดร.จุฑา มุกดาสนิท ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ช่วงนี้เข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลเฉลิมฉลอง มีกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยวและงานรื่นเริงสังสรรค์จัดเลี้ยงหลากหลาย ทำให้มีการบริโภคในหลายรูปแบบและรับประทานอาหารกันคึกคัก หนึ่งในวัตถุดิบที่ได้รับความนิยมนำมาทำเป็นเมนูในช่วงเทศกาลปาร์ตี้ หรือ ต้อนรับแขกคนสำคัญ คือ “กุ้ง” เพราะรับประทานง่าย รสชาติหวานอร่อย จึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก ที่สำคัญประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ของโลก ทำให้กุ้งมีเพียงพอต่อความต้องการไม่ขาดแคลน

“กุ้ง” เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย อาทิ แคลเซียม (Calcium) ฟอสฟอรัส (Phosphorus) แมกนีเซียม (Magnesium) และซีลีเนียม (Selenium) ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง และมีกรดอะมิโนที่จำเป็น เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย มีไขมันน้อยกว่าสัตว์บก ไม่มีไขมันอิ่มตัว ส่วนหัวของกุ้งอุดมไปด้วยกรดไขมันที่ดีในกลุ่มของโอเมก้า-3 ที่มีประโยชน์ ซึ่งช่วยป้องกันโรคต่างๆ ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจ ลดความเสี่ยงการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม ตลอดจนลดการอักเสบของโรครูมาตอย

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ของโลก อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยมีกุ้งสามชนิดเป็นหลัก ได้แก่ กุ้งกุลาดำ กุ้งขาวแวนนาไม และกุ้งก้ามกราม โดยมีผลผลิตไม่ต่ำกว่าปีละ 200,000 ตัน สำหรับการบริโภคทั้งภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมาอย่างยาวนานและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ

กุ้งสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ต้ม อบ นึ่ง ปิ้งย่าง หากคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการเป็นหลักแนะนำให้ใช้วิธีต้มหรือนึ่ง แต่หากต้องการรสชาติที่อร่อยแนะเป็นวิธีการย่าง ส่วนผู้ที่ชื่นชอบรับประทานกุ้งแบบดิบ เช่น กุ้งแช่น้ำปลา กุ้งดองซีอิ้ว ควรเลือกร้านที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ เชื่อถือได้ จะช่วยให้รับประทานได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

สำหรับวิธีการเลือกซื้อ กุ้งสด ให้เลือกที่หัวไม่เป็นสีดำและหัวติดแน่นกับลำตัว สีปกติตามธรรมชาติ เช่น กุ้งขาว เป็นสีขาวทั้งตัว และส่วนหัวบริเวณที่เป็นไขมันสีเหลืองไม่แตก อีกเคล็ดลับที่สำคัญให้ดูที่ด้านหลังของกุ้ง หากยังเห็นไส้สีดำทั้งเส้น แสดงว่ากุ้งมีสุขภาพที่ดีแข็งแรงเพราะก่อนจับกุ้งยังกินอาหาร เนื้อจะแน่น รสชาติหวานอร่อย ส่วนกุ้งต้มสุก หรือ กุ้งแปรรูป ต้องมีสีส้มสวยตามธรรมชาติ เส้นสีดำตรงลำไส้กุ้งอยู่ครบ จะมีรสชาติดีและเนื้อแน่น เช่น เดียวกับกุ้งสด

การเก็บรักษากุ้งสดให้ใส่ภาชนะที่ป้องกันอากาศและนำเข้าช่องแช่แข็งที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส ส่วนกุ้งสุกให้แกะส่วนหัวออก ใส่ในภาชนะที่ปิดสนิทไม่สัมผัสกับอากาศและหากเก็บไว้หลายวันให้เก็บในช่องแช่แข็ง

ทั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกสินค้าสัตว์น้ำรายใหญ่ของโลก ตระหนักดีถึง “การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน” จึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่การผลิตอาหาร ให้ได้วัตถุดิบคุณภาพดี มีมาตรฐาน ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสนองตอบได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

– 006

ชาวนาเฮ! ‘กษ.’มีมติล่าสุดช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ เตรียมชง นบข. 25 พ.ย.นี้

https://www.naewna.com/local/842589

ชาวนาเฮ! 'กษ.'มีมติล่าสุดช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ เตรียมชง นบข. 25 พ.ย.นี้

ชาวนาเฮ! ‘กษ.’มีมติล่าสุดช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ เตรียมชง นบข. 25 พ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.49 น.

ชาวนาเฮ! ก.เกษตรฯ มีมติล่าสุด ช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ วงเงิน 3.8 หมื่นล้านบาท มองหากปรับเหลือ 500 บาทต่อไร่ จะกระทบเกษตรกรรายย่อย เตรียมชง นบข. 25 พ.ย.นี้ พิจารณาเพิ่มกรอบวงเงิน

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2567 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ จากกรณีมติของที่ประชุมคณะอนุกรรมการนโยบาย และบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ด้านการผลิตครั้งที่ 1/2567 มีความเห็นให้ปรับเปลี่ยนเป็นสนับสนุนค่าเก็บเกี่ยวข้าว อัตราช่วยเหลือไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ วงเงินรวมดอกเบี้ย 3.05% จำนวน 27,550.96 ล้านบาท เสนอ นบข.พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ตามที่มีรายงานไปวานนี้ (19 พ.ย) นั้น 

ล่าสุดมีรายงานเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับข้อเรียกร้องจากเกษตรจำนวนมาก ให้พิจารณาถึงเรื่องดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยของไทยส่วนใหญ่มีที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ เงินช่วยเหลืออาจจะไม่เพียงพอ ทำให้นำมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง จึงได้ข้อสรุปว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบาย และบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ในวันจันทร์ที่ 25 พ.ย.นี้ คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ที่มี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเสนอการช่วยเหลือชาวนาในโครงการช่วยสนับสนุนค่าเก็บเกี่ยวข้าวเป็น 1,000 บาทต่อไร่ ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ 

โดย ข้อสรุปดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ พิจารณาถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นที่ตั้ง เพราะหากช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อไร่ ตามเดิม เกษตรกรรายย่อยที่มีที่นาเพียง 5 ไร่ ก็ยังจะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาทต่อครัวเรือน แต่หากปรับมาเหลือ 500 บาทต่อไร่ จะได้รับการช่วยเหลือเพียง 2,500 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งคาดว่าจะไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือ

ทั้งนี้ การช่วยเหลือชาวนาในโครงการช่วยสนับสนุนค่าเก็บเกี่ยวข้าวเป็น 1,000 บาทต่อไร่ จะต้องใช้งบประมาณ 38,578 ล้านบาท มากกว่าเดิมที่มีกรอบวงเงินอยู่ 29,980.1645 ล้านบาท ซึ่งประเด็นนี้ จะต้องมีการขอความเห็นจาก นบข.อีกครั้งหนึ่ง

ผู้ช่วยฯถกฝ่ายนิวซีแลนด์ มุ่งความร่วมมือด้านเกษตร

https://www.naewna.com/local/842423

ผู้ช่วยฯถกฝ่ายนิวซีแลนด์ มุ่งความร่วมมือด้านเกษตร

ผู้ช่วยฯถกฝ่ายนิวซีแลนด์ มุ่งความร่วมมือด้านเกษตร

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.พรเทพ ศรีธนาธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ได้เข้าหารือร่วมกับ นายเรย์ สมิท ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมพื้นฐานนิวซีแลนด์ (Mr. Ray Smith Ministry for Primary Industries – MPI) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งได้เข้าร่วมการหารือด้วย ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการหารือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตร ครอบคลุมการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างทั้งสองประเทศ ได้แก่ อาหารสัตว์ และผลไม้ รวมทั้งการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตร นอกจากนี้ทั้งสองฝ่าย ยังได้ผลักดันการใช้ประโยชน์จากกรอบการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ในการส่งเสริมความร่วมมือดังกล่าวต่อไป

เกษตรฯเคาะผลพยากรณ์ ปริมาณสินค้าปีเพาะปลูก2567/68

https://www.naewna.com/local/842424

เกษตรฯเคาะผลพยากรณ์ ปริมาณสินค้าปีเพาะปลูก2567/68

เกษตรฯเคาะผลพยากรณ์ ปริมาณสินค้าปีเพาะปลูก2567/68

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรครั้งที่ 3/2567 โดยมี ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรในภาพรวมการผลิตทั้งประเทศ ประกอบด้วย ข้าวนาปี สับปะรดปัตตาเวีย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าวผลแก่ กาแฟ กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ไก่เนื้อ ไข่ไก่ โคเนื้อ และสุกร

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบผลพยากรณ์ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรด้านพืชด้านปศุสัตว์ และด้านประมง ปีเพาะปลูก 2567/68 และปี 2567 ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2567 จำนวน 13 ชนิด ดังนี้ 1.ข้าวนาปี ปี 2567 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เพาะปลูก 62.020 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 60.280 ล้านไร่ ผลผลิต 27.007 ล้านตันข้าวเปลือก ผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูก 435 กิโลกรัม/ไร่ และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 448 กิโลกรัม/ไร่ 2.ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2567 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เพาะปลูก 6.457 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 6.404 ล้านไร่ ผลผลิต 4.742 ล้านตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูก 734 กิโลกรัม/ไร่ และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 741 กิโลกรัม/ไร่ 3.ถั่วเหลือง ปี 2567 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เพาะปลูก 71,899 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 71,633 ไร่ ผลผลิต 18,713 ตันผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูก 260 กิโลกรัม/ไร่และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 261 กิโลกรัม/ไร่ 4.มันสำปะหลังโรงงาน ปี 2568 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.639 ล้านไร่ ผลผลิต 27.196 ล้านตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,152 กิโลกรัม/ไร่

5.กาแฟ ปี 2568 (ปีเพาะปลูก 2567/68) เนื้อที่ให้ผล 176,493 ไร่ ผลผลิต 14,665 ตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 83 กิโลกรัม/ไร่ 6.สับปะรดปัตตาเวีย ปี 2567 เนื้อที่เก็บเกี่ยว 310,631 ไร่ ผลผลิต 1.151 ล้านตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,704 กิโลกรัม/ไร่ 7.ปาล์มน้ำมัน ปี 2567 เนื้อที่ให้ผล 6.343 ล้านไร่ ผลผลิต 18.607 ล้านตันและผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 2,933 กิโลกรัม/ไร่ 8.ยางพารา ปี 2567 เนื้อที่กรีดได้ 22.471 ล้านไร่ผลผลิต 4.789 ล้านตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่กรีด 213 กิโลกรัม/ไร่

9.มะพร้าวผลแก่ ปี 2567 เนื้อที่ให้ผล 820,905 ไร่ ผลผลิต 600.519 ล้านผล และผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล 732 ผล/ไร่ 10.กุ้งขาวแวนนาไม ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 252,834 ไร่ ปริมาณการผลิต 350,420 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 1,379 กิโลกรัม/ไร่ 11.กุ้งกุลาดำ ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 8,562 ไร่ ปริมาณการผลิต 19,513 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 2,279 กิโลกรัม/ไร่ 12.ปลานิล ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 525,207 ไร่ ปริมาณการผลิต 258,160 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 492 กิโลกรัม/ไร่และ 13.ปลาดุก ปี 2567 เนื้อที่เลี้ยง 76,495 ไร่ ปริมาณการผลิต 88,966 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 1,163 กิโลกรัม/ไร่

‘อัครา’ร่วมวงหารือ แผนงานกรมข้าว ติดตามการบริหาร งบประมาณปี2568

https://www.naewna.com/local/842425

‘อัครา’ร่วมวงหารือ  แผนงานกรมข้าว  ติดตามการบริหาร  งบประมาณปี2568

‘อัครา’ร่วมวงหารือ แผนงานกรมข้าว ติดตามการบริหาร งบประมาณปี2568

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือติดตามการบริหารงบประมาณปี 2568 พร้อมทั้งรับฟังแนวทางบริหารการจัดทำแผนงาน/โครงการงบประมาณ 2569 ที่ กรมการข้าว

โอกาสนี้ นายอัครา ร่วมให้ข้อเสนอแนะโครงการต่างๆ โดยให้มีการปรับแผนเพื่อให้ครอบคลุม สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติ มุ่งเน้น 10 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และ 9 นโยบายสำคัญกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งเชื่อมโยงแผนแม่บทด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเร่งผลักดันโครงการลานตากข้าว แก้ปัญหาลานตากข้าวเปลือกหลังการเก็บเกี่ยวไม่เพียงพอ และศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ตลอดจนการแปรรูปสินค้าข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นต้น

สำหรับแผนงานประจำปี 2568 กรมการข้าว รวมทั้งสิ้น 22 โครงการ อาทิ โครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น (ข้าว) โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้า โครงการส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตร โครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว โครงการสนับสนุนลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืนเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น สำหรับโครงการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลปี 2569 อาทิ โครงการก่อสร้างธนาคารเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ โครงการศูนย์รวบรวมผลผลิตและกระจายสินค้าข้าว โครงการรณรงค์ไม่เผาฟางข้าว เป็นต้น

ปลัดฯเพิ่มศูนย์ฯพิรุณราชทั่วประเทศ

https://www.naewna.com/local/842422

ปลัดฯเพิ่มศูนย์ฯพิรุณราชทั่วประเทศ

ปลัดฯเพิ่มศูนย์ฯพิรุณราชทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเข้าใช้งานแอปพลิเคชั่น และระบบงานบริการ ภายใต้ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช โดยมีนายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ ทั้ง 2,897 ศูนย์ ว่าได้จัดตั้ง“ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม สามารถแปลงนโยบายสร้างวิธีทำงานสู่วิธีปฏิบัติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ รวมทั้งเพื่อให้บริการประชาชนในการขอรับบริการ/ร้องเรียน/ร้องทุกข์ ที่เกี่ยวข้องในด้านการเกษตรซึ่งเปิดให้บริการเมื่อ วันที่ 18 ตุลาคม 2566 ที่สำนักงานเกษตร อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมกันทั่วประเทศ รวม 960 ศูนย์

“สำหรับการจัดอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันที่เน้นการใช้เทคโนโลยี มีการปรับปรุงการดำเนินงานลดขั้นตอนความยุ่งยากลง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้มากขึ้น รวมทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร จึงขยายศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ เพิ่มอีก 1,937 ศูนย์ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับกรม 21 หน่วยงาน (21 ศูนย์) ระดับจังหวัด 7 หน่วยงาน (533 ศูนย์) และระดับอำเภอ 2 หน่วยงาน (1,383 ศูนย์) กระจายทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ นอกจากนี้ได้ปรับปรุงระบบศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ จากเดิมที่รับเฉพาะเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ จะเพิ่มงานบริการ (E-service) ของหน่วยงานในสังกัดจาก 11 หน่วยงาน รวม 22 แอปพลิเคชั่น และระบบงานที่จะให้บริการภายใต้ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชฯ รวมทั้งสิ้น 2,897 ศูนย์ เพื่อให้บริการเกษตรกรและประชาชนได้อย่างทั่วถึง” นายประยูร กล่าว

‘นฤมล’นำถกอนุฯ นบข. มีมติยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เปลี่ยนเป็นช่วยชาวนาไร่ละ 500 บาท

https://www.naewna.com/local/842457

'นฤมล'นำถกอนุฯ นบข. มีมติยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เปลี่ยนเป็นช่วยชาวนาไร่ละ 500 บาท

‘นฤมล’นำถกอนุฯ นบข. มีมติยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เปลี่ยนเป็นช่วยชาวนาไร่ละ 500 บาท

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 21.05 น.

‘นฤมล’นำถกอนุฯ นบข.ด้านการผลิต มีมติยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง เปลี่ยนเป็นช่วยชาวนาไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ พร้อมชง 2 โครงการเพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุนการผลิต เสนอ นบข. พิจารณาอนุมัติ ก่อนชงเข้า ครม.

เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิตครั้งที่ 1/2567 ณ ห้องประชุม 134 – 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) มีมติเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2567 ให้คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต ทบทวนโครงการสนับสนุนปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง) กรอบวงเงิน 29,980.1645 ล้านบาท เนื่องจากเกิดปัญหาอุปสรรคต่างๆ และปัจจุบันล่วงเลยระยะเวลาการสนับสนุนปัจจัยการผลิต (ปุ๋ย) ไปแล้ว อีกทั้งเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2567 เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 72.20 อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวและนำผลผลิตออกสู่ตลาด ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินงานโครงการไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน ครัวเรือนละ 20,000 บาท เป็นจำนวนมาก

นางนฤมล กล่าวต่อไปว่า จากปัญหาอุปสรรคของโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง และข้อเรียกร้องของพี่น้องชาวนา ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง และเห็นชอบให้ปรับเปลี่ยนเป็นสนับสนุนค่าเก็บเกี่ยวข้าว อัตราช่วยเหลือไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ วงเงินรวมดอกเบี้ย 3.05% จำนวน 27,550.96 ล้านบาท เสนอ นบข. พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการมาตรการเพิ่มระดับผลิตภาพ (Productivity) ของการผลิตข้าวของศูนย์ข้าวชุมชนในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุข้าว จำนวน 2 โครงการ เป้าหมาย 543 ศูนย์ จำนวนเงิน 2,428.1830 ล้านบาท (โดยใช้จากกรอบวงเงินที่เหลือจากโครงการสนับสนุนปุ๋ยฯ วงเงิน 2,429 ล้านบาท) ได้แก่ 1. โครงการศูนย์รวบรวมผลผลิตและกระจายสินค้าข้าว และ 2. โครงการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยจะนำเสนอ นบข. พิจารณาอนุมัติเห็นชอบภายในอาทิตย์หน้านี้ และเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยในที่ประชุมนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ประธานกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ตลอดจนผู้แทนชาวนา ต่างแสดงความคิดเห็นและพึงพอใจต่อมติดังกล่าว

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่าภายหลังจากคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต  มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกโครงการปุ๋ยคนละครึ่งมาเป็นสนับสนุนค่าเก็บเกี่ยวข้าว อัตราช่วยเหลือไร่ละ 500 บาทไม่เกิน 20 ไร่ วงเงินจำนวน 27,550.96 ล้านบาท โดยให้ชาวนาได้รับเงินชดเชยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลผลผลิต โดยพิจาณาตามกรอบวงเงินที่มีอยู่ คือ 29,980 ล้านบาท ส่วนวงเงินที่เหลือจะเสนอ 2 โครงการคู่ขนาน เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพให้ศูนย์ข้าวชุมชนเกิดความเข้มแข็งต่อไป และไม่เป็นการเพิ่มภาระให้รัฐบาล อย่างไรก็ตาม การจะเดินหน้าโครงการใหม่นี้ได้ จะต้องมีการเสนอขอเปลี่ยนแปลงมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2566 ที่ระบุไว้ว่า ให้หน่วยงานหลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตร โดยตรงแก่เกษตรกร

พร้อมกันนี้ยังได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงานบริหารจัดการข้าวตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งประกอบด้วย 2 คณะ ได้แก่ 1) คณะทำงานบริหารจัดการเงินอุดหนุนให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยมีอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานฯ รัฐบาล เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาการรับเงินอุดหนุนของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว อีกทั้งต้องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่างๆ ในการดำเนินการตามโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร และ 2) คณะทำงานโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) มีมติเห็นชอบ ในคราวประชุม ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2567 เป้าหมายรวม 8.50 ล้านตัน วงเงินรวมทั้งสิ้น 60,085.01 ล้านบาท จำแนกเป็น วงเงินสินเชื่อ 50,481.00 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด 9,604.01 ล้านบาท ประกอบด้วย 3 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2567/68 และ 3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2567/68 โดยจะนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. อนุมัติ ในวันที่ 29 พ.ย.2567 ต่อไป

‘ผู้ประกอบการท่องเที่ยว’ออกปากชม‘อนุทิน’ เปิดทางฟื้น‘กีฬาวัวลาน’ หนุนแข่งช่วงกลางคืน

https://www.naewna.com/local/842326

‘ผู้ประกอบการท่องเที่ยว’ออกปากชม‘อนุทิน’ เปิดทางฟื้น‘กีฬาวัวลาน’ หนุนแข่งช่วงกลางคืน

‘ผู้ประกอบการท่องเที่ยว’ออกปากชม‘อนุทิน’ เปิดทางฟื้น‘กีฬาวัวลาน’ หนุนแข่งช่วงกลางคืน

วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.18 น.

“ผู้ประกอบการท่องเที่ยว”ออกปากชม”อนุทิน” เปิดทางฟื้น”กีฬาวัวลาน” หนุนแข่งช่วงกลางคืน มั่นใจดันสู่เฟสติวัลระดับโลก จัดถนนคนเดิน ดึงดูดนักท่องเที่ยว ช่วยโกยรายได้เข้าประเทศ ลั่นอีเว้นท์วัวไทยไม่แพ้วัวสเปน

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) ออกกฎกระทรวงให้การแข่งขันวัวลานจัดขึ้นในเวลากลางคืน ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เดินทางไปเปิดการแข่งขันวัวลาน ที่ จ.ราชบุรี ซึ่งเริ่มการแข่งขันในช่วงเย็นถึงเช้าตรู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากฝ่ายผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดย นายเจษฎา สิงห์โต ผู้ประกอบการร้านอาหาร เจษฎา ฟาร์ม ราชบุรี กล่าวว่า ในอดีตการแข่งขันวัวลานไปแข่งกันตอนกลางวัน คนก็เหนื่อย วัวก็ล้า กิจกรรมนี้มันเลยไปไม่เต็มที่ วัวลานเป็นกิจกรรมที่ชาวบ้านใน จ.ราชบุรี , เพชรบุรี , กาญจนบุรี , ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.นครปฐม มีความนิยม แต่มาจัดกันตอนกลางวัน ความนิยมที่ควรจะมีมากกว่านี้มันก็เลยไปไม่สุด อย่างที่ได้กล่าวไว้ แต่เมื่อมาจัดตอนกลางคืน ขอบอกเลยว่า วัวลานจะคึกคักมาก ลานแข่งขันจะเต็มไปด้วยผู้คนมากกว่าที่เคยเป็นมา ที่นี่จะเต็มไปด้วยผู้คนนับหมื่นที่มาร่วมกิจกรรม ลาดแข่งวัวมันไม่ได้มีแต่วัว แต่ในนั้นจะเป็นเฟสติวัลระดับโลก จะมีการแสดง แสง สี เสียง บนเวที จะมีนักร้อง นักแสดง มีตลาดนัด ถนนคนเดิน และจะมีการแข่งขันต่างๆ เรื่องวัว คนทั่วโลสนใจ อย่างสเปน มีกีฬาสู้วัวกระทิง ขอบอกว่า ของไทยเร้าใจกว่า เพราะเรามีกีฬาการจับวัวด้วยมือเปล่า ต้องใช้เทคนิค มันสมอง ความกล้าหาญ คนทั่วโลกจะมาดูกิจกรรมตรงนี้ นี่คือในแง่ของการท่องเที่ยว จ.ราชบุรี และจังหวัดที่มีวัวลาน จะโด่งดังระดับโลก มั่นใจได้เลย

นายเจษฎา กล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่จะได้รับอานิสงค์มากๆ คือ สายพันธุ์วัวไทยจะได้รับการอนุรักษ์ ส่วนตัวติดตามเรื่องนี้มานาน เพราะชื่นชอบในสายพันธุ์วัวไทยพื้นเมืองอยู่แล้ว ทำฟาร์มวัวด้วย ในอดีตวัวไทยเป็นวัวอายุยืน มีความแข็งแรง เลี้ยงไว้ใช้งาน อาทิ การนวดข้าว การเทียมเกวียน แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป คนไม่นิยมวัวไทยเหมือนแต่ก่อน แต่ไปเลี้ยงวัวนม วัวเนื้อ ส่วนวัวไทยเอาไว้ส่งประกวด หรือไปแข่งวัวลาน แต่การแข่งวัวลานตอนกลางวัน เหมือนที่เคยเป็นมา 20 – 30 ปี มันผิดธรรมชาติ จำนวนวัวลานก็น้อยลง แต่เมื่อวัวลานมาแข่งตอนกลางคืน รับรองว่ามันจะคึกคักมาก ต้องใช้วัวสายพันธ์ไทยจำนวนมาก การเพาะพันธุ์จะเกิดขึ้น ทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนวัวสายพันธุ์ไทยอย่างจริงจัง เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น มันเป็นเม็ดเงินที่เข้ามาทั้งระบบเกษตรกร สำหรับชาวบ้าน ประชาชน สิ่งที่ต้องฝากไว้คือ เมื่อภาครัฐเปิดช่องให้กลับมาถูกที่ถูกทางแล้ว ก็ช่วยกันรักษาไว้ให้ดี อย่าเอาลานแข่งวัวไปใช้พนันขันต่อ หรือไปสร้างความวุ่นวาย วางตัวเป็นเจ้าพ่อ มาเฟีย เหล่าโฆษกสนามทั้งหลาย อย่าชี้ชวนไปในทางเสื่อม แต่ต้องสื่อสารไปในแนวของความสวยงามของวัฒนธรรม อย่าโยงไปในเรื่องของการพนันเด็ดขาด อย่าสร้างภาระให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองขอให้ทุกคน ช่วยกันรักษาประเพณีการแข่งขันวัวลาน ให้อยู่คู่กับคนไทย ไว้ตราบนานเท่านาน

“ขอบคุณนายอนุทิน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยปลุกชีพการแข่งขันวัวลานให้กลับมาอยู่ในจุดที่ถูกต้อง มั่นใจว่าการแข่งขันวัวลานจะผลักดันชื่อเสียงประเทศไทยให้ไปไกลทั่วโลก นี่จะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่คนทั้งโลกต้องมาสัมผัสมันคือ วิสัยทัศน์ ของนายอนุทิน และทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น” นายเจษฎา กล่าว

– 006