‘กรมที่ดิน’ชี้แจงรายละเอียดที่มาและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวน ตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

https://www.naewna.com/local/842984

'กรมที่ดิน'ชี้แจงรายละเอียดที่มาและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวน ตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

‘กรมที่ดิน’ชี้แจงรายละเอียดที่มาและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวน ตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.31 น.

กรมที่ดิน ชี้แจงรายละเอียดที่มาและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวน ตามความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กำหนดว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์แปลงใดเป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้อธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมายมีอำนาจหน้าที่สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้ แต่ก่อนที่จะมีคำสั่งแก้ไขหรือเพิกถอน ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อดำเนินการสอบสวนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวเสียก่อน อย่างน้อยจะต้องมีเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตัวแทนคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่เป็นกรรมการ และตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบสวนและการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียน โดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ศ.๒๕๕๓ กำหนดให้คณะกรรมการสอบสวนฯ ซึ่งในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา หรือข้าราชการสังกัดกรมที่ดินที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายฯ เห็นสมควร เป็นประธานกรรมการ นายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ ตัวแทนคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ และผู้แทนส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่เห็นสมควร เป็นกรรมการ และให้อธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย แต่งตั้งข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งประเภททั่วไปตั้งแต่ระดับชำนาญงานขึ้นไป หรือข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการตั้งแต่ระดับชำนาญการขึ้นไปในสำนักงานที่ดินจังหวัด หรือสำนักงานที่ดินจังหวัดสาขา เป็นกรรมการและเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวน

๑. ดำเนินการสอบสวนพยานหลักฐานให้ได้ความว่า ได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

๒. มีอำนาจเรียกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา กรณีไม่อาจเรียกเอกสารให้บันทึกเหตุผลไว้ กรณีได้รับเอกสารให้ออกใบรับ (ท.ด.๕๓) ไว้เป็นหลักฐาน

๓. แจ้งผู้มีส่วนได้เสียทราบเพื่อให้โอกาสคัดค้านการเพิกถอนหรือแก้ไข

๔. รายงานผลการสอบสวนต่ออธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายในกำหนดระยะเวลา

๕. ขอขยายระยะเวลาการสอบสวน กรณีคณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่สามารถดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา โดยจะสั่งให้ขยายระยะเวลาการสอบสวนได้ตามความจำเป็น

๖. ขอเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสอบสวนฯ กรณีมีเหตุจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกรรมการสอบสวน

ขั้นตอนและวิธีการสอบสวน

๑. ประชุมคณะกรรมการสอบสวนฯ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตลอดจนเอกสารหลักฐาน กำหนดประเด็น และแนวทางในการสอบสวนพร้อมจัดทำรายงานการประชุม

๒. ดำเนินการสอบสวนโดยรวบรวมพยานเอกสารและสอบสวนพยานบุคคล

๓. แจ้งผู้มีส่วนได้เสียเพื่อให้โอกาสคัดค้าน โดยบันทึกให้ชัดเจน ว่าผู้มีส่วนได้เสียยินยอมให้เพิกถอน หรือคัดค้านการเพิกถอนหรือแก้ไขหรือไม่ หากคัดค้าน ให้ระบุเหตุผลการคัดค้านพร้อมแสดงพยานหลักฐาน และพิจารณาหลักฐานการคัดค้าน

การจัดทำรายงานการสอบสวน

คณะกรรมการสอบสวนฯ ต้องรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งที่เป็นเอกสารหลักฐานทางกฎหมายตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เสร็จแล้วสรุปข้อเท็จจริงและเหตุที่มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร รวมทั้งมีหน้าที่เสนอความเห็นต่ออธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมายฯ ว่าสมควรสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในกรณีที่อธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมายเห็นสมควรให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมตามนัยกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบสวนและการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฯ พ.ศ.๒๕๕๓

เงื่อนไขการพิจารณาสั่งเพิกถอนหรือแก้ไข

อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย จะพิจารณาสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขได้ต่อเมื่อปรากฎชัดแจ้งว่าได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ ว่าการออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ออกไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย อธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย พิจารณายุติเรื่องตามข้อ ๑๒ แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบสวนและการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ฯ พ.ศ.๒๕๕๓

ดังนั้น คณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งที่ ๑๑๙๕ – ๑๑๙๖/๒๕๖๖ ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๖ จึงเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ กรมที่ดินไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงการดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนฯ ได้ กรมที่ดินเป็นเพียงผู้สนับสนุนข้อมูล เอกสาร พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้แก่คณะกรรมการสอบสวนฯ เมื่อได้รับการร้องขอ

‘กรมการข้าว’จัดใหญ่’งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตเมล็ด พันธุ์ข้าวคุณภาพฯ’

https://www.naewna.com/local/842982

'กรมการข้าว'จัดใหญ่'งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตเมล็ด พันธุ์ข้าวคุณภาพฯ'

‘กรมการข้าว’จัดใหญ่’งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตเมล็ด พันธุ์ข้าวคุณภาพฯ’

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.27 น.

กรมการข้าว จัดใหญ่ “งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตเมล็ด พันธุ์ข้าวคุณภาพ และการสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน” ขนองค์ ความรู้ และกิจกรรมประเพณีด้านข้าวมาเสิร์ฟอย่างจุใจ

กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชวนพี่น้องคนไทย เข้าร่วมงาน “งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี หลังการเก็บเกี่ยวสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ และการสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีข้าวของ ศูนย์ข้าวชุมชน” โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า สิริภาจุฑาภรณ์ เสด็จพระราช ดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน และเสด็จทรงเกี่ยวข้าวในแปลงนาศิลปะเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 ณ ศูนย์ข้าวชุมชนโนนกอก (กลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก) ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

ในการนี้ นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และส่วนราชการจังหวัดอุดรธานี ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า กรมการข้าวได้ร่วมกันจัดแปลงนาศิลปะเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยจัดกิจกรรมแปลงนาศิลปะเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณและให้พสกนิกรชาวไทยได้ร่วมกันแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี โดยแปลงนาศิลปะภายในงานดังกล่าว ที่จัดทำขึ้นโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี ได้นำพันธุ์ข้าวพันธุ์ สกลนคร 72 และสายพันธุ์ NRM19009-14-1-1-1 (ข้าวเหนียวดำ) มาปลูกภายในแปลง

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้กรมการข้าวขอเชิญชวนมาร่วมงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บ เกี่ยวสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ และการสืบสานศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน” โดยงานดังกล่าวยังจัดในวันที่ 22 – 23 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งภายในงานจะประกอบไปด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การเสวนาในหัวข้อเรื่อง “ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีข้าวกับสังคมคนรุ่นใหม่” และการเสวนาใน หัวข้อเรื่อง “การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่กับการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ” อีกทั้งยังจัดให้มีกิจกรรมประกวด สุนทรพจน์ ในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ตลอดจนการแสดงศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีข้าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ภายในงานยังมีการนำนิทรรศการการถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านข้าวมาจัดแสดง อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เฉลิมชนม์ 72 พรรษา สู่ผืนนาพิศาลศิลป์ การจัดแสดง พันธุ์ข้าวใหม่ที่ได้รับการรับรองจากกรมการข้าวจำนวน 10 พันธุ์,กระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี การจัดแสดง ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าว, นิทรรศการการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง และอื่นๆอีกมาย ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมภายในงานได้รับชม รับฟัง ณ ศูนย์ข้าวชุมชนโนนกอก (กลุ่มทอผ้าโบราณ บ้านโนนกอก) ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

– 006

รมว.เกษตรฯถกกลุ่มกล้วยไม้ฯชูส่งออก

https://www.naewna.com/local/842901

รมว.เกษตรฯถกกลุ่มกล้วยไม้ฯชูส่งออก

รมว.เกษตรฯถกกลุ่มกล้วยไม้ฯชูส่งออก

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือกับ นายพยงค์ คงอุดมทรัพย์ ประธานกลุ่มกล้วยไม้ไทยแห่งชาติ นายสมบัติ ตันเสถียร ประธานสหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทยจำกัด และคณะ เกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไทยเพื่อการส่งออก พร้อมกระตุ้นตลาดกล้วยไม้ภายในประเทศ ผลักดันให้เกิดการจัดงานวันกล้วยไม้แห่งชาติเป็นประจำทุกปีรวมทั้งส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์กล้วยไม้ไทย เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนส่งเสริมผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไทย ดังนี้ 1.สนับสนุนการขยายช่องทางการตลาดในและ
ต่างประเทศ 2.ส่งเสริมให้มีการพัฒนากล้วยไม้ที่มีคุณภาพ ตามมาตรฐานการส่งออก 3.ส่งเสริมการพัฒนาบรรจุภัณฑ์(Packaging) ให้สามารถยืดอายุการเก็บรักษากล้วยไม้และสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้า 4.สนับสนุนการประชาสัมพันธ์กล้วยไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการในตลาดต่างประเทศมากขึ้น

“ประเทศไทยมีแหล่งผลิตไม้ดอกไม้ประดับกระจายทั่วทั้งประเทศสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ จากข้อมูลในปี 2566 ประเทศไทยส่งออกไม้ดอกไม้ประดับ มูลค่ารวม 4,474 ล้านบาทโดยส่งออกกล้วยไม้มากที่สุด 2,682 ล้านบาท ประเทศผู้นำเข้าไม้ดอกไม้ประดับที่สำคัญของไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เวียดนาม ญี่ปุ่น อินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้จากรายงานสินค้าเกษตร (Situation Report) กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ประจำเดือนพฤษภาคม 2567 ประเทศไทยส่งกล้วยไม้ตัดดอก มีมูลค่าการส่งออก 48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

เกษตรฯพัฒนาแหล่งน้ำ มอบโฉนดเกษตรพื้นที่ลำปาง

https://www.naewna.com/local/842902

เกษตรฯพัฒนาแหล่งน้ำ  มอบโฉนดเกษตรพื้นที่ลำปาง

เกษตรฯพัฒนาแหล่งน้ำ มอบโฉนดเกษตรพื้นที่ลำปาง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ไปติดตามความก้าวหน้าโครงการฝายทุ่งโป่ง และโครงการฝายหลวงพร้อมระบบส่งน้ำ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง พร้อมมอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้กับเกษตรกร 100 ราย 137 แปลง เนื้อที่ประมาณ 753 ไร่ โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่โรงเรียนวังแก้ววิทยา ต.วังแก้ว อ.วังเหนือ จ.ลำปาง

สำหรับโครงการฝายทุ่งโป่ง เป็นโครงการที่ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง และอุทกภัย น้ำป่าไหลหลากท่วมไร่นาของประชาชนในพื้นที่ ต.วังแก้ว ทำให้ฝายทุ่งโป่ง หมู่ 7 บ้านห้วยต้นเคาะ ได้รับความเสียหาย ต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้มีแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้อุปโภค-บริโภคและการเกษตร โดยสำนักงานชลประทานที่ 2 ได้วางแผนก่อสร้างฝายหน้าผาพร้อมระบบส่งน้ำขึ้นมาใหม่ บริเวณท้ายฝายทุ่งโป่งเดิม เพื่อให้ชาวบ้าน ต.วังแก้ว อ.วังเหนือ มีแหล่งน้ำไว้อุปโภค-บริโภคและทำการเกษตร โดยหากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในฤดูฝนได้ประมาณ 850 ไร่และในฤดูแล้งอีก 150 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 120 ครัวเรือน

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้ติดตามความก้าวหน้าโครงการฝายหลวงพร้อมระบบส่งน้ำ ต.วังแก้ว อ.วังเหนือ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และการเกษตรช่วงฤดูแล้งรวมทั้งบรรเทาปัญหาน้ำท่วมช่วงฤดูฝน ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 2 ได้วางแผนก่อสร้างฝายหลวงพร้อมระบบส่งน้ำขึ้นมาใหม่ เพื่อทดแทนฝายเดิมที่ชำรุดเสียหายจากอุทกภัย หากดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 500 ไร่ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคให้ประชาชนกว่า 183 ครัวเรือน

‘นฤมล’มุ่งผลักดัน ดำเนินงานสหกรณ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ที่ยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/842903

‘นฤมล’มุ่งผลักดัน  ดำเนินงานสหกรณ์  ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  สร้างรายได้ที่ยั่งยืน

‘นฤมล’มุ่งผลักดัน ดำเนินงานสหกรณ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ที่ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มุ่งพัฒนา : ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.) ครั้งที่ 4/2567 โดยพิจารณาขยายขอบเขตการลงทุน ภายใต้มาตรา 62 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 มุ่งพัฒนางานสหกรณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกร

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.) ครั้งที่ 4/2567 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และภาคเอกชน เข้าร่วม โดยที่ประชุมได้พิจารณาการขยายขอบเขตการลงทุน ภายใต้มาตรา 62 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 โดยปรับปรุงประกาศ คพช.เรื่อง ข้อกำหนดการฝากหรือการลงทุนอย่างอื่นของสหกรณ์ ให้คำนึงถึงการลงทุนอย่างรอบคอบและปลอดภัย เพื่อให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มเติมอย่างมั่นคง

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือในส่วนการนำวิทยาการข้อมูล (Data Science) เพื่อจัดวางระบบจัดเก็บ วิเคราะห์และประยุกต์ใช้ข้อมูลสหกรณ์ในระดับมหภาค โดยต้องสร้างแอปพลิเคชั่นให้สหกรณ์ใช้งานอย่างมีประโยชน์ในเชิงธุรกิจ สามารถสร้างกำไรคาดการณ์ความเสี่ยง และช่วยพัฒนาสถาบันให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง อันเป็นผลดีต่อสมาชิกและเกษตรกร

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณปี 2569 ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บูรณาการร่วมกันวางแผนการทำงานให้ผลลัพธ์การทำงานเป็นที่ตั้ง เพื่อผลักดันสหกรณ์ให้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืนต่อไป

เกษตรฯเผยครม.อนุมัติงบฯ ช่วยฟื้นฟูเกษตรกรประสบอุทกภัย

https://www.naewna.com/local/842900

เกษตรฯเผยครม.อนุมัติงบฯ  ช่วยฟื้นฟูเกษตรกรประสบอุทกภัย

เกษตรฯเผยครม.อนุมัติงบฯ ช่วยฟื้นฟูเกษตรกรประสบอุทกภัย

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินแผนงาน/โครงการฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2567 กรอบวงเงิน 2,553.0098 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูให้เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2567 สามารถทำการผลิตได้ทันทีหลังน้ำลด เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรผู้ประสบภัย ให้สามารถประกอบอาชีพการเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างรายได้และผลผลิตเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ในระยะเวลาอันสั้น

สำหรับแผนงาน / โครงการฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2567 รวม 8 โครงการ วงเงินงบประมาณ 2,553.0098 ล้านบาท ดังนี้ 1.การฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลดได้แก่ 1.1 โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย (กรมการข้าว) 1.2 โครงการสกัดการระบาดของโรคแมลงศัตรูพืช เชื้อรา และการสนับสนุนพันธุ์พืช และปัจจัยการผลิตเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติ ปี 2567/2568
(กรมวิชาการเกษตร) 1.3 โครงการฟื้นฟูเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่ประสบอุทกภัย (กรมหม่อนไหม) 1.4 โครงการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2567 (กรมปศุสัตว์) 1.5 โครงการส่งเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมงการเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อพลาสติกและในกระชังบก (กรมประมง)

2.การฟื้นฟูพื้นที่เกษตรและซ่อมแซมเครื่องจักรกลเกษตรได้แก่ 2.1 โครงการปรับระดับพื้นที่เกษตรและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยระยะหลังน้ำลด ปี 2567 (กรมพัฒนาที่ดิน) 2.2 การซ่อมแซมและฟื้นฟูเครื่องจักรกลเกษตรขนาดเล็กหลังน้ำท่วม (กรมวิชาการเกษตร) และ 3.การลดภาระหนี้สินของสมาชิกสถาบันเกษตรกร/กลุ่มเกษตรกร โดยการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยปี 2567 โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรแทนสมาชิก ต้นเงินกู้ไม่เกิน 300,000 บาท ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป็นระยะเวลา 1 ปี ทั้งนี้ ส่วนต้นเงินกู้ที่เกินกว่า 300,000 บาท คิดดอกเบี้ยในอัตราปกติ และขยายระยะเวลาการชำระหนี้สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร โดยขอความร่วมมือให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรขยายระยะเวลาการชำระหนี้ในสัญญาเงินกู้ของสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติด้านการเกษตร

‘บอร์ดธนาคารที่ดิน’เคาะขยายระยะเวลาลดหย่อนค่าธรรมเนียม จดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม 5 ปี

https://www.naewna.com/local/842780

'บอร์ดธนาคารที่ดิน'เคาะขยายระยะเวลาลดหย่อนค่าธรรมเนียม จดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม 5 ปี

‘บอร์ดธนาคารที่ดิน’เคาะขยายระยะเวลาลดหย่อนค่าธรรมเนียม จดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม 5 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.22 น.

“บอร์ดธนาคารที่ดิน” เห็นชอบขยายกรอบระยะเวลาการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม ตามภารกิจของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ออกไป 5 ปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง รวมทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินของเกษตรกรมีความต่อเนื่อง

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 คณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ที่มี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานคณะกรรมการฯ เป็นประธานการประชุมครั้งที่ 10/2567 ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารเบญจสิริ ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. และประชุมผ่านระบบออนไลน์ (Video Conference) โดยมีคณะกรรมการฯ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ในฐานะกรรมการและเลขานุการ เปิดเผยว่า  ที่ประชุมคณะกรรมการฯ เห็นชอบในระเบียบวาระที่ 3 เรื่องเพื่อพิจารณา 3.1 สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ขอขยายกรอบระยะเวลาการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิ
และนิติกรรม ตามภารกิจของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การลดหย่อนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นพิเศษ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน สำหรับกรณีการโอนและการจำนองอสังหาริมทรัพย์ในภารกิจของ บจธ. ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ฉบับลงวันที่ 24 ส.ค.2565 จะพ้นผลกำหนดการบังคับใช้ถึงวันที่ 8 มิ.ย.2568 

“บอร์ดธนาคารที่ดิน” เห็นชอบขยายระยะเวลาการลดหย่อนค่าธรรมเนียม การจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม 5 ปี

“บอร์ดธนาคารที่ดิน” เห็นชอบขยายกรอบระยะเวลาการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม ตามภารกิจของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ออกไป 5 ปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง รวมทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินของเกษตรกรมีความต่อเนื่อง

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 คณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ที่มี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานคณะกรรมการฯ เป็นประธานการประชุมครั้งที่ 10/2567 ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารเบญจสิริ ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. และประชุมผ่านระบบออนไลน์ (Video Conference) โดยมีคณะกรรมการฯ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นายกุลพัชร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ในฐานะกรรมการและเลขานุการ เปิดเผยว่า  ที่ประชุมคณะกรรมการฯ เห็นชอบในระเบียบวาระที่ 3 เรื่องเพื่อพิจารณา 3.1 สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ขอขยายกรอบระยะเวลาการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิ
และนิติกรรม ตามภารกิจของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การลดหย่อนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นพิเศษ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน สำหรับกรณีการโอนและการจำนองอสังหาริมทรัพย์ในภารกิจของ บจธ. ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ฉบับลงวันที่ 24 ส.ค.2565 จะพ้นผลกำหนดการบังคับใช้ถึงวันที่ 8 มิ.ย. 2568 

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานในการช่วยเหลือเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง รวมทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินของเกษตรกรมีความต่อเนื่อง ตลอดจนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนสิทธิ
นิติกรรมตามภารกิจ จึงเห็นควรดำเนินการเพื่อเตรียมนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ บจธ. และคู่สัญญาได้รับการลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกรณีการโอนและการจำนองอสังหาริมทรัพย์ ตามอัตราเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ในอัตราร้อยละ 2 และร้อยละ 1 ให้เหลือในอัตราร้อยละ 0.01 ต่อเนื่องไปอีก 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับการขอขยายระยะเวลาดำเนินการภารกิจของ บจธ. ตามร่างพระระราชกฤษฎีกาสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ ..) พ.ศ……

นายกุลพัชร เปิดเผยว่า ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ จะเสนอมติดังกล่าว ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาต่อไป

เกษตรฯขับเคลื่อนแผนฯ การตรวจราชการในปีงบฯ2568

https://www.naewna.com/local/842652

เกษตรฯขับเคลื่อนแผนฯ  การตรวจราชการในปีงบฯ2568

เกษตรฯขับเคลื่อนแผนฯ การตรวจราชการในปีงบฯ2568

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ทัศนีย์ เมืองแก้ว หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมนำเสนอโครงการตามแผนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ประจำปีงบประมาณ 2568 มีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอแผนงาน/โครงการ กิจกรรมต่างๆ ที่มีความเชื่องโยงกับ 9 นโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ก่อนจัดทำเป็นแนวทางการตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯประจำปีงบประมาณ 2568

สำหรับแผนงาน/โครงการ และประเด็นการตรวจราชการ ตามนโยบาย 9 ข้อ ของกระทรวงเกษตรฯ ดังนี้ นโยบายที่ 1 เน้นการสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ เพิ่มประสิทธิภาพศูนย์บริการเกษตรพิรุณ ได้แก่ ศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร (เน้นติดตามการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียน) (สป.กษ.) นโยบายที่ 2 เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร พิจารณาเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ให้เป็นโฉนด ได้แก่ โครงการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นโยบายที่ 3 การบริหารจัดการน้ำ อาทิ โครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นต้น

นโยบายที่ 4 ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง อาทิ โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน (ข้าวอินทรีย์,หม่อนไหม) โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม โครงการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้านการประมง เป็นต้น นโยบายที่ 5 ยกระดับศักยภาพของเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง อาทิ โครงการยกระดับสถาบันเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรโครงการส่งเสริมและพัฒนาสถาบันเกษตรกรและโครงการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนโครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร โครงการส่งเสริมระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นต้น

นโยบายที่ 6 จัดการทรัพยากรทางการเกษตร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการกักเก็บคาร์บอน รวมทั้งแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมและมลภาวะจาก PM2.5 อาทิ โครงการบริหารจัดการที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)และความสมดุลการจัดการทรัพยากรที่ดิน (LDN) โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืนและการจัดการเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำโครงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างยั่งยืนเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น นโยบายที่ 7 รับมือกับภัยธรรมชาติ วางแผนรับมือและป้องกันวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ โครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ (ป้องกันและบรรเทาอุทกภัยพื้นที่เกษตรกรรมและเขตเศรษฐกิจ) โครงการบรรเทาอุทกภัย จ.นครศรีธรรมราช โครงการคลองระบายน้ำหลาก บางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โครงการบรรเทาอุทกภัย จ.ชัยภูมิ (ระยะที่ 1) โครงการปรับปรุงคลองยม–น่าน จ.สุโขทัย และอุตรดิตถ์ เป็นต้น

นโยบายที่ 8 สานต่อการทำสงครามสินค้าเกษตรเถื่อน ปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย สินค้าประมง ปศุสัตว์ พืช และยางพารา และนโยบายที่ 9 อำนวยความสะดวกด้านการเกษตร การประกันภัยพืชผลการเกษตร การเจรจาความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : เดินหน้าพัฒนา ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ ตามพระบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด

https://www.naewna.com/local/842649

สกู๊ปพิเศษ : เดินหน้าพัฒนา ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’  ตามพระบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด

สกู๊ปพิเศษ : เดินหน้าพัฒนา ‘โครงการพระราชดำริฝนหลวง’ ตามพระบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริที่จะนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการบังคับเมฆให้เกิดเป็นฝน จนเป็นเทคโนโลยีฝนหลวง ช่วยขจัดความทุกข์ยากให้แก่พสกนิกรที่ประสบภัยแล้ง และเป็นองค์ประกอบในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ รัฐบาลจึงจารึกวันดังกล่าวเป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทยในชื่อ “วันพระบิดาฝนหลวง” เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่ทรงก่อให้เกิดเทคโนโลยีฝนหลวง อันเป็นมรดกสำคัญของประเทศในการช่วยเหลือประชาชนมาตลอดระยะเวลา 69 ปี

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ภายในงานจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 แสดงถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพระราชดำริฝนหลวง ในการรักษา สืบสาน และต่อยอด เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาโดยตลอด เพื่อแบ่งเบาพระราชกรณียกิจทั้งในการพระราชพิธีสำคัญเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรไทย

อาจกล่าวได้ว่า โครงการพระราชดำริฝนหลวงเป็นการร่วมกันสืบสานการเป็นจิตอาสาพัฒนาตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จะสร้างความชุ่มชื้นให้ผืนป่า และเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าและชุมชน ตลอดจนสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อสร้างความสุขให้แก่ประชาชน

“โครงการพระราชดำริฝนหลวง” จึงนับเป็นการทำงานต่างพระเนตรพระกรรณที่สำคัญ ดังที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะสืบสานรักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

ผู้ตรวจฯนำเสนอข้อมูล กรณีการดื้อยาต้านจุลชีพ

https://www.naewna.com/local/842653

ผู้ตรวจฯนำเสนอข้อมูล  กรณีการดื้อยาต้านจุลชีพ

ผู้ตรวจฯนำเสนอข้อมูล กรณีการดื้อยาต้านจุลชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นำเสนอ : นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพในภาคเกษตร โดยมี Dr.Jorge Marthin Almagro, Deputy Chief Veterinary Officer กระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหารและการชนบทแห่งสหราชอาณาจักร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดพิธีเปิดการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ โดยมี Dr.Jorge Marthin Almagro, Deputy Chief Veterinary Officer กระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหารและการชนบทแห่งสหราชอาณาจักร (DEFRA) และผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการดำเนินงานด้านการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance : AMR) ในภาคเกษตร ตามแนวทาง “สุขภาพหนึ่งเดียว
(One Health)” ของ DEFRA ในการแก้ปัญหาสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำสู่การมีสุขภาพที่ดีของทุกชีวิตบนโลกแบบองค์รวม ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับ“สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health)” และได้มีการดำเนินงานด้าน AMR เพื่อลดการใช้ยาต้านจุลชีพ โดยเฉพาะในภาคปศุสัตว์และประมงโดยประเทศไทย พร้อมที่จะมีความร่วมมือกับสหราชอาณาจักร ในประเด็นดังกล่าว