‘กรมปศุสัตว์’ลุย Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง

https://www.naewna.com/local/843526

'กรมปศุสัตว์'ลุย Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง

‘กรมปศุสัตว์’ลุย Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.21 น.

กรมปศุสัตว์ ลุย Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง คุมเข้มห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงตลอดห่วงโซ่การผลิตโคขุน พร้อมเดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุกเต็มกำลัง

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 กรมปศุสัตว์ นำโดย นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ จัดกิจกรรม Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี ณ อาคารมหานครมิวเซียม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ขับเคลื่อนนโยบายห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงตลอดห่วงโซ่การผลิต พร้อมสร้างการรับรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนให้ตระหนักถึงอันตรายและผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเร่งเนื้อแดง กรมปศุสัตว์จึงดำเนินการมาตรการเชิงรุกเฝ้าระวังการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในโรงฆ่าสัตว์ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ และฟาร์มเลี้ยงโคขุนทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยปลอดสารเร่งเนื้อแดง และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค พร้อมส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้การกำกับดูแลของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการเกษตรด้วยการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ยกระดับศักยภาพของเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง และสานต่อการทำสงครามสินค้าเกษตรเถื่อน พร้อมผลักดันนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยกรมปศุสัตว์ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว และบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้มีความกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืน และเป็นการยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ดังนั้น กิจกรรม Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดง จึงเป็นกิจกรรมสำคัญที่มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ หน่วยงานกระทรวงสาธารณสุข และกองบังคับการปราบปรามกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นให้ประเทศไทยปราศจากการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ปศุสัตว์ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความปลอดภัยในอาหารและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารต่อไป

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สารเร่งเนื้อแดงที่มักพบการลักลอบใช้ ได้แก่ ซาลบูทามอล (Salbutamol) เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol) และแรคโทพามีน (Ractopamine) ซึ่งมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการสร้างโปรตีนในกล้ามเนื้อและลดการสะสมไขมัน จึงถูกนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ในการเลี้ยงสัตว์ปศุสัตว์ โดยเมื่อนำสารชนิดนี้ไปผสมอาหารสำหรับเลี้ยงในฟาร์มสุกรและโคขุน จะทำให้ได้เนื้อสัตว์ที่มีสีแดงสด ชั้นไขมันบาง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ก่อให้เกิดการตกค้างในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เมื่อผู้บริโภคทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างเข้าไป จะทำให้กระสับกระส่าย ใจสั่น มือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และความดันโลหิตสูง โดยจะอันตรายมากขึ้นในหญิงมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ในผู้ที่แพ้ หรือได้รับสารในปริมาณมากอาจเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งกรมปศุสัตว์มอบหมายให้กองควบคุมอาหารและยาสัตว์เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดมาตรการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ ดำเนินมาตรการป้องกันการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง โดยจัดให้มีการดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่ การตรวจสอบการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงตั้งแต่การเลี้ยงของเกษตรกรในฟาร์ม การเฝ้าระวังในโรงงานผลิตอาหารสัตว์ และการเฝ้าระวังสารเร่งเนื้อแดงตกค้างก่อนสัตว์เข้าโรงฆ่า อีกทั้ง สามารถตรวจสอบการเฝ้าระวังสารเร่งเนื้อแดงย้อนกลับแหล่งที่มา และ/หรือแหล่งผลิต ณ สถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ ซึ่งสารเร่งเนื้อแดงเป็นวัตถุที่ห้ามใช้ผสมในอาหารสัตว์ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ พ.ศ.2559 ตามความในมาตรา 6(4) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 หากตรวจพบการฝ่าฝืน มีโทษตามมาตรา 71 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 269) พ.ศ.2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ กำหนดให้อาหารทุกชนิดมีมาตรฐาน โดยตรวจไม่พบการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์และเกลือของสารกลุ่มนี้ อาหารที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างถือว่าผิดมาตรฐาน ตามมาตรา 25(3) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มีมีโทษตามมาตรา 60 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท

สำหรับการจัดกิจกรรม Kick Off เปิดปฏิบัติการอวสานสารเร่งเนื้อแดงในครั้งนี้ เป็นการมุ่งเน้นไม่ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์มีการรณรงค์ให้ความรู้แก่เกษตรกรถึงอันตรายของสารเร่งเนื้อแดง และส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ตามมาตรฐานฟาร์มที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการส่งเสริมการพัฒนาสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานเพื่อสนับสนุนการส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ไปจำหน่ายยังต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัย โดยสังเกตจากลักษณะเนื้อสัตว์ที่ไม่มีสีแดงเข้มผิดธรรมชาติ ไม่แห้งเหนียว หรือมีน้ำซึมออกมามากผิดปกติ

ทั้งนี้ หากต้องการซื้อเนื้อสัตว์ ผู้บริโภคควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่ปลอดภัย โดยสังเกตจากสัญลักษณ์ ปศุสัตว์ OK ซึ่งได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ หรือป้ายทองอาหารปลอดภัย (Food Safety) และหากพบผู้กระทำความผิดสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225-6888 หรือแจ้งข้อมูลผ่าน Application DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

– 006

‘กรมประมง’แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เฝ้าระวัง 4 โรค ช่วงปลายฝนต้นหนาว

https://www.naewna.com/local/843480

'กรมประมง'แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เฝ้าระวัง 4 โรค ช่วงปลายฝนต้นหนาว

‘กรมประมง’แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เฝ้าระวัง 4 โรค ช่วงปลายฝนต้นหนาว

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.33 น.

กรมประมง แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เฝ้าระวัง 4 โรคสัตว์น้ำ ที่มักพบได้บ่อยในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล หรือช่วงปลายฝนต้นหนาว จากสภาพอากาศที่แปรปรวน ฝนตกสลับอากาศร้อนในบางพื้นที่ของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำอย่างรวดเร็ว กระทบทั้งสัตว์น้ำที่เลี้ยงในบ่อและกระชังในแหล่งน้ำเปิด ย้ำเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ดูแลอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมงอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ช่วงปลายฝนต้นหนาว สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำที่เกษตรกรเลี้ยงไว้ ทำให้ปลาอ่อนแอ ป่วย และไวต่อเชื้อก่อโรคได้ง่าย โดยเฉพาะโรคอียูเอส โรคตัวด่าง โรคไวรัสเคเอชวี และโรคไวรัสตัวแดงดวงขาว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเบื้องต้นกรมประมงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานประมงจังหวัดต่างๆ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในสัตว์น้ำ สำหรับโรคสัตว์น้ำ 4 ชนิด ที่สามารถพบได้ในช่วงของปลายฤดูฝนเข้าช่วงต้นของฤดูหนาว มีดังนี้

1.โรคอียูเอส (Epizootic Ulcerative Syndrome : EUS) หรือ “โรคแผลเน่าเปื่อย” เป็นโรคที่อยู่ภายใต้ระบบการเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำของประเทศไทย มีสาเหตุจากเชื้อราสกุลอะฟลาโนมัยซิส (Aphanomyces invadans) ปลาที่ป่วย จะพบลักษณะอาการแผลเน่าเปื่อยลึกตามตัว โรคนี้พบได้ในปลาหลายชนิดทั้งที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติและบ่อเลี้ยง เช่น ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลากระสูบ ปลาแรด และปลาสลิด เป็นต้น ปัจจุบันยังไม่มียาหรือสารเคมีที่จะใช้ในการรักษาโรคได้ แต่ปลาจะสามารถหายได้เองเมื่อสภาพอากาศและน้ำในบ่อเลี้ยงมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้เชื้อราเจริญและแพร่กระจายได้น้อยลง ในขณะที่ปลามีภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นจนสามารถรักษาอาการป่วยเองได้

2.โรคคอลัมนาริส (Columnaris Disease) โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียสกุลฟลาโวแบคทีเรียม (Flavobacterium columnare) พบมากในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงและอุณหภูมิน้ำต่ำ พบได้บ่อยกับปลาหลังจากการย้ายบ่อ หรือหลังการขนส่ง ลักษณะอาการปลาที่ป่วยจะมีแผลด่างขาวตามลำตัว ครีบกร่อน เหงือกเน่า หากติดเชื้อรุนแรงปลาจะมีอัตราการตายสูงในระยะเวลาสั้น สามารถพบโรคนี้ได้ในปลาหลายชนิด เช่น ปลานิล ปลาสวยงาม ปลากะพงขาว ปลาดุก ปลาช่อน และปลาบู่ เป็นต้น วิธีการป้องโรค คือ การจัดการการเลี้ยงลูกพันธุ์สัตว์น้ำ โดยลดความหนาแน่น ลดอาหาร ควบคุมคุณสมบัติน้ำให้เหมาะสม ในระหว่างการเคลื่อนย้ายหรือขนส่ง โดยให้ใช้เกลือแกง 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ตัน (0.1 %) เพื่อช่วยลดความเครียดของปลา

3.โรคเคเอชวี (Koi Herpesvirus Disease : KHVD) โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส พบในปลาตระกูลคาร์ปและปลาไน ปลาที่ป่วยจะแสดงลักษณะอาการรวมกลุ่มอยู่ตามผิวน้ำและขอบบ่อ ซึม ว่ายน้ำเสียการทรงตัว ลำตัวมีเมือกมากและมักพบมีแผลเลือดออกตามลำตัว ปลาที่มีอาการติดเชื้อรุนแรงจะพบอาการเหงือกเน่า ปลาอ่อนแอ กินอาหารน้อยลงหรือไม่กินอาหาร ทยอยตายโดยพบว่ามีอัตราการตายสูงถึง 50 – 100 % โรคนี้ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาและสารเคมี วิธีการป้องโรค คือ ลดความหนาแน่นปลา ลดอาหาร ควบคุมคุณสมบัติน้ำให้เหมาะสม และรักษาตามอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และหรือปรสิต เป็นต้น

4.โรคตัวแดงดวงขาว (White Spot Syndrome Virus : WSSV) ในกุ้งทะเล ภายหลังจากกุ้งได้รับเชื้อประมาณ 3 – 4 วัน กุ้งที่ป่วยจะพบอาการว่ายบริเวณผิวน้ำ หรือว่ายมาเกยขอบบ่อ พบกุ้งในยอมีอาการตัวแดงเพิ่มจำนวนมากขึ้น และบางครั้งพบว่ามีจุดขาวเล็ก ๆ เกิดขึ้นใต้เปลือกหุ้มส่วนหัว และเมื่อจำนวนกุ้งป่วยมากขึ้น อัตราการกินอาหารจะลดลงในขณะที่อัตราการตายของกุ้งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึง 100% ภายในระยะเวลา 5 – 7 วันโรคนี้ไม่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาและสารเคมีได้ วิธีการป้องกันโรค คือ การเลือกใช้ลูกกุ้งทะเลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ มีการจัดการฟาร์มที่เหมาะสมตามระบบความปลอยภัยทางชีวภาพ เพื่อป้องกันเชื้อจากภายนอกฟาร์มเข้าสู่ฟาร์ม

นอกจาก 4 โรคข้างต้นแล้ว เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรเตรียมการป้องกันและเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำ เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงที่มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง โดยขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมง ดังนี้

– วางแผนการเลี้ยงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น เว้นช่วงการเลี้ยงปลาในกระชังในช่วงนี้ เลือกใช้อาหารสัตว์น้ำที่ขึ้นทะเบียนมีคุณภาพดี และให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อลดการสะสมของของเสีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและสุขภาพสัตว์น้ำได้

– ตรวจสอบความสะอาดของกระชังเลี้ยงสัตว์น้ำ ไม่ให้มีการสะสมของตะกอนหรือสารอินทรีย์ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนน้ำและการแลกเปลี่ยนออกซิเจนของสัตว์น้ำ

– ควรติดตั้งเครื่องให้อากาศหรือเครื่องตีน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ กรณีช่วงที่อากาศปิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันสัตว์น้ำเกิดอาการน็อคน้ำและตายได้ ในกรณีที่ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของน้ำในบ่อลดลง ควรเติมวัสดุปูน เช่น ปูนขาว หรือปูนมาร์ล เป็นต้น และควรเติมเกลือ เพื่อลดความเครียดของสัตว์น้ำ

– เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้สัตว์น้ำ โดยการเสริมอาหารหรือวิตามินที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ เช่น โปรไบโอติก วิตามินซี วิตามินรวม แร่ธาตุต่างๆ โดยพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน เพื่อให้ได้สินค้าที่ได้มาตรฐานตรงตามวัตถุประสงค์ของการใช้สำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ทั้งนี้ หากพบสัตว์น้ำในพื้นที่ของท่านป่วยหรือตาย ให้รีบแจ้งสำนักงานประมงจังหวัดหรือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง/น้ำจืดในพื้นที่ หรือแจ้งมายังกองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรุงเทพฯ โทร. 0 2579 4122 / ศูนย์วิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำสงขลา โทร. 0 7433 5243

‘กรมที่ดิน’ยันไม่เพิกถอนโฉนด‘เขากระโดง’ ยึดตาม คกก.สอบสวน มาตรา 61

https://www.naewna.com/local/843444

‘กรมที่ดิน’ยันไม่เพิกถอนโฉนด‘เขากระโดง’ ยึดตาม คกก.สอบสวน มาตรา 61

‘กรมที่ดิน’ยันไม่เพิกถอนโฉนด‘เขากระโดง’ ยึดตาม คกก.สอบสวน มาตรา 61

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.06 น.

“กรมที่ดิน”ยันไม่เพิกถอนโฉนด”เขากระโดง” ยึดตามคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 ตามคำพิพากษาศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลาง และตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องครบถ้วน เป็นธรรมทุกฝ่าย พร้อมจี้”รฟท.”พิสูจน์สิทธิในกระบวนการฯต่อไป

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนว่า คณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นสมควรไม่เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง นั้น กรมที่ดิน ขอเรียนชี้แจง
ในประเด็นต่างๆ ดังนี้

1.การดำเนินการตามคำพิพากษาศาลยุติธรรม จำนวน 3 คดี

1.1 ประเด็นการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842 – 876/2560 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นกรณีที่ราษฎร จำนวน 35 ราย เป็นโจทก์ฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย เนื่องจากโจทก์ทั้ง 35 ราย ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน ต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ การรถไฟฯ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นที่ดินของการรถไฟฯ ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้ง 35 ราย รับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้ง 35 ราย มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในอันที่จะขอออกโฉนดที่ดินได้ กรมที่ดินได้แจ้งให้จังหวัดบุรีรัมย์ดำเนินการยกเลิกใบไต่สวนของราษฎร จำนวน 35 ราย ที่ฟ้องคดี พร้อมทั้งจำหน่าย ส.ค. 1 ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดินแล้ว

1.2 ประเด็นการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2561 ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 เป็นกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องการรถไฟแห่งประเทศไทย เนื่องจากโจทก์ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ การรถไฟฯ คัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นที่ดินของการรถไฟฯ โดยศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่ง ที่ 2992/2564 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 ให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. 3 ข. เลขที่ 200 หมู่ที่ 9 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ (บางส่วน) ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แล้ว

1.3 ประเด็นการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีหมายเลขแดงที่ 1112/2563 ลงวันที่ 22 เมษายน 2563 เป็นกรณีที่การรถไฟฯ เป็นโจทก์ฟ้องราษฎร เรื่อง ขับไล่ เพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้มีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 2971, 5272 และ น.ส. 3 เลขที่ 206 หมู่ที่ 9 ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ การรถไฟฯ ได้แจ้งให้กรมที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งกรมที่ดินได้แจ้งให้จังหวัดบุรีรัมย์ดำเนินการหมายเหตุการเพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว

ทั้ง 3 คดี ตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรม กรมที่ดินได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว ซึ่งคำพิพากษาหรือคำสั่งใดๆ ให้ถือว่าผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีของศาลที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ตามนัยมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยกรมที่ดินไม่ได้เข้าไปเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแต่อย่างใด

2.การดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครอง

ประเด็นการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2566 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา โดยให้การรถไฟฯ (ผู้ฟ้องคดี) ร่วมกับคณะกรรมการสอบสวนฯ ทำการตรวจสอบแนวเขตที่ดินบริเวณเขากระโดง เพื่อหาแนวเขตที่ดินที่เป็นของการรถไฟฯ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ซึ่งอธิบดีกรมที่ดิน ได้มีคำสั่งที่ 1195 – 1196/2566 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าวแล้ว และคณะกรรมการสอบสวนฯ ตาม ม.61 ได้กำหนดกรอบแนวทางในการรังวัดเพื่อตรวจสอบหาแนวทางเขตที่ดินของทางรถไฟแห่งประเทศไทยบริเวณเขากระโดง ในการประชุมครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2567 โดยที่ประชุมได้ข้อยุติว่าการดำเนินการรังวัดทำแผนที่ดังกล่าว กรมที่ดินต้องถือปฏิบัติตามระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการรับคำขอรังวัด การรังวัดและการเรียกค่าใช้จ่ายในการรังวัดเฉพาะราย พ.ศ. 2547 ซึ่งในการนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดทำแผนที่บริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ และจะส่งข้อมูลค่าพิกัดกรอบพื้นที่บริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ให้คณะกรรมการสอบสวนภายในกรอบระยะเวลาต่อไป ซึ่งต่อมาคณะทำงานร่วมในการรังวัดได้รายงานสรุปผลการรังวัดนำชี้แนวเขตร่วมระหว่างสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ และการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยเป็นการรังวัดเพื่อตรวจสอบตำแหน่งขอบเขตโดยรอบและจัดทำแผนที่ทางกายภาพเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนฯ ม.61

3.ประเด็นการรับฟังพยานหลักฐานของคณะกรรมการสอบสวนฯ และกรมที่ดินพิจารณายุติเรื่อง การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนฯ ซึ่งได้ดำเนินการสอบสวนแล้ว ปรากฏว่า แผนที่ที่การรถไฟฯ กล่าวอ้าง ซึ่งได้จัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2539 เป็นการจัดทำขึ้นตามมติที่ประชุม กบร. จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มสมัชชาคนจน เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2539 โดยผู้ฟ้องคดีนำแผนที่ดังกล่าว ไปใช้ในการต่อสู้คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842 – 876/2560 และ ที่ 8027/2561 จึงไม่ใช่แผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินแลอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นเพื่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ พระพุทธศักราช 2464 ประกอบกับตำแหน่งที่ตั้งและขอบเขตของที่ดินการรถไฟซึ่งมีการกล่าวอ้างว่ามีระยะทาง 8 กิโลเมตร แต่จากการตรวจสอบรายงานผลการถ่ายทอดแนวเขตที่ดินการรถไฟฯ ของคณะทำงานดำเนินการถ่ายทอดแนวเขตที่ดิน ตามคำสั่งกรมที่ดิน ที่ 681/2566 ซึ่งคณะทำงานฯ ได้ตรวจสอบทางรถไฟโดยใช้วิธีการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ ปี พ.ศ.2497, พ.ศ.2511, พ.ศ.2529 และ พ.ศ.2557 ปรากฏว่าทางรถไฟมีระยะทางประมาณ 6.2 กิโลเมตร และได้ลงสำรวจเส้นทางรถไฟในพื้นที่จริงด้วยการรังวัดค่าพิกัดด้วยเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมแบบจลน์ (RTK) สามารถยืนยันตำแหน่งทางรถไฟที่ปรากฏในภาพถ่ายทางอากาศว่า ตรงกับตำแหน่งรางรถไฟบนที่ดินจริง ประกอบกับการตรวจสอบจากแผนที่ภูมิประเทศ ลำดับชุดที่ L 708 ซึ่งเป็นแผนที่ภูมิประเทศชุดแรกในประเทศไทยจัดทำโดยกรมแผนที่ทหาร (ในช่วง ปี พ.ศ.2495 – 2500) มีความยาวของทางรถไฟประมาณ 6.2 กิโลเมตร เช่นกัน โดยมีข้อสังเกตที่สำคัญจากการดำเนินการของคณะทำงานดังกล่าวคือ จุดสิ้นสุดรางรถไฟในแต่ละชั้นปีที่ดำเนินการถ่ายทอดมีระยะสิ้นสุดไม่เท่ากันและมีความแตกต่างกันในช่วงปลายตั้งแต่หลักกิโลเมตรที่ 6 ถึงจุดสิ้นสุด มีทิศทางที่แตกต่างกัน โดยหากพิจารณาจากรางรถไฟจริง จุดสิ้นสุดของกิโลเมตรที่ 8 จะเบี่ยงไปทางด้านทิศตะวันออก และความกว้างของแนวเขตทางรถไฟ จากการตรวจสอบข้อมูลของคณะทำงานศึกษา แสวงหาหลักฐานและบูรณาการข้อมูลประวัติที่ดิน ตามคำสั่งกรมที่ดิน ที่ 91/2567 ลงวันที่ 18 มกราคม 2567 ที่ได้ศึกษาค้นคว้าเทียบเคียงจากพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง และจากหนังสือกระทรวงโยธาธิการ ฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม รัตนโกสินทรศก 127 สันนิษฐานได้ว่าการกำหนดเขตสร้างทางรถไฟจะมีการกำหนดไว้เพียงระยะข้างละไม่เกิน 40 เมตร หรือ 20 วา

สำหรับกรณีที่ศาลปกครองกลางตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา โดยให้การรถไฟฯ (ผู้ฟ้องคดี) ร่วมกับคณะกรรมการสอบสวนฯ ทำการตรวจสอบแนวเขตที่ดินบริเวณเขากระโดง เพื่อหาแนวเขตที่ดินที่เป็นของการรถไฟฯ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 คณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่สามารถร่วมกับการรถไฟฯ เพื่อตรวจสอบแนวเขตรถไฟตามข้อสังเกตของศาลปกครองกลางได้ เนื่องจากเป็นการร่วมกับคู่กรณีในการพิจารณาทางปกครอง ทำให้สูญเสียความเป็นกลางและมีผลทำให้ความเห็นหรือมติของคณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้ง เมื่อพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแล้วเห็นว่า เป็นการดำเนินการไปตามขั้นตอนและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ประกอบกับเมื่อพิจารณาประเด็นคำคัดค้านพยานหลักฐานของผู้มีส่วนได้เสียแล้วเห็นว่า รับฟังได้ คณะกรรมการสอบสวนฯ จึงมีมติยืนยันความเห็นว่าไม่สมควรที่จะเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินด้วยมติเป็นเอกฉันท์ จนกว่าจะได้มีพยานหลักฐานที่สามารถใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติได้ รวมถึงเอกสารหลักฐานทางกฎหมายที่สามารถพิสูจน์กรรมสิทธิ์ที่ดินของการรถไฟฯ

ดังนั้น การดำเนินการรับฟังพยานหลักฐานของคณะกรรมการสอบสวนฯ เป็นไปด้วยความรอบคอบ และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยรับฟังทั้งพยานหลักฐานที่ปรากฏในการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม พยานหลักฐานของการรถไฟฯ และพยานหลักฐานที่คณะกรรมการสอบสวนฯ แสวงหามาประกอบการพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนฯ เห็นว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ยังมีความแตกต่างกันในสาระสำคัญอันจะนำมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติได้ การที่จะนำพยานหลักฐานที่ยังไม่เป็นที่ยุติไปใช้ให้เกิดผลกระทบในทางเสียหายต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการนำไปใช้ในการจัดทำคำสั่งทางปกครอง อาจส่งผลกระทบให้คำสั่งทางปกครองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อพิจารณาผลการสอบสวนและความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯ ซึ่งเห็นว่ายังไม่มีพยานหลักฐานปรากฏชัดแจ้งเพียงพอให้รับฟังได้ว่า ได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายจะพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไข ตามนัยข้อ 12 ของกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบสวนและการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ศ.2553

อธิบดีจึงได้เห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอยุติเรื่องในกรณีนี้ ตามความเห็นของคณะกรรมการฯ ที่ได้เสนอมา ว่ายังไม่มีพยานหลักฐานปรากฏชัดแจ้งเพียงพอให้รับฟังได้ว่า ได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายจะพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไข ตามนัยข้อ 12 ของกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบสวนและการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ศ.2553 พร้อมทั้งแจ้งให้การรถไฟทราบว่า หากการรถไฟฯ เห็นว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่าก็เป็นเรื่องที่ผู้มีสิทธิในที่ดิน จะต้องไปดำเนินการเพื่อพิสูจน์สิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางศาลต่อไป

‘นฤมล’มอบประกาศฯ อบรมนักบริหารเกษตร สร้างภาวะผู้นำยุคใหม่ เดินหน้างานเป็นระบบ

https://www.naewna.com/local/843400

‘นฤมล’มอบประกาศฯ  อบรมนักบริหารเกษตร  สร้างภาวะผู้นำยุคใหม่  เดินหน้างานเป็นระบบ

‘นฤมล’มอบประกาศฯ อบรมนักบริหารเกษตร สร้างภาวะผู้นำยุคใหม่ เดินหน้างานเป็นระบบ

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรม นักบริหารกระทรวงเกษตรฯ ประจำปี 2567 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด และผู้ผ่านการอบรมฯ ทั้ง 9 รุ่น รวม 922 คน เข้าร่วมพิธี ที่สโมสรทหารบก กทม.ว่าการฝึกอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในระดับผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ มีการบูรณาการความรอบรู้ในมิติของวิชาการ และการทำงานร่วมกัน ตลอดจนการสร้างภาวะผู้นำ และมุมมองความคิดของนักบริหารยุคใหม่ เพื่อเตรียมก้าวขึ้นสู่การเป็นนักบริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ

ศ.ดร.นฤมลกล่าวต่อว่า การอบรมดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีต่อระบบบริหารจัดการในระดับกรม กองต่างๆ และสามารถพัฒนาภารกิจในภาคการเกษตรให้ประสบความสำเร็จทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายแห่งการพัฒนาในภาพรวมของรัฐบาล โดยก่อให้เกิดการทำงานที่มีผลสะท้อนมายังคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และความสุขของผู้บริโภคสินค้าเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โดยขับเคลื่อนงานภายใต้นโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่เชื่อมโยงกับนโยบายรัฐบาล ทั้ง 9 ข้อ ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง รวมทั้งจะเป็นแนวทางพัฒนาและปฏิรูปภาคการเกษตรไทยที่จะสร้างความมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิต ขจัดความยากจนให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

เกษตรฯชูแนวคิดจับปลา1ตัวปล่อย100ตัว

https://www.naewna.com/local/843393

เกษตรฯชูแนวคิดจับปลา1ตัวปล่อย100ตัว

เกษตรฯชูแนวคิดจับปลา1ตัวปล่อย100ตัว

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดงานบริหารจัดการการทำประมงปลาบึกเขื่อนแก่งกระจาน ประจำปี 2567 โดยมีนายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดเขื่อนแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ว่างานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “จับ 1 ตัว ปล่อย 100 ตัว” เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มชาวประมงผู้ทำประมงปลาบึก 21 ราย จาก 6 ชุมชนรอบเขื่อนแก่งกระจาน สามารถทำประมงอย่างถูกกฎหมาย ช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคมในทุกปี รวม 60 วัน และมีการจัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลาบึกลงสู่เขื่อนแก่งกระจาน โดยจะปล่อย 100 เท่าของจำนวนปลาบึกที่จับได้ เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์พันธุ์ปลาบึกให้เกิดความยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมประมงได้ปล่อยปลาบึกกลับคืนสู่แก่งกระจานไปแล้วกว่า 50,000 ตัว และตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน พบว่าแต่ละปีมีการจับปลาบึกจากแก่งกระจานได้ปีละประมาณ 50 ตัว ยกเว้นในปี 2566 ที่สามารถจับปลาบึกได้ถึง 60 ตัว สร้างรายได้ให้กับชุมชนไปแล้วกว่า 4 ล้านบาท จึงเห็นได้ว่าปลาบึกเป็นปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรอย่างมหาศาล ควรขยายพันธุ์ในแหล่งน้ำตามธรรมชาติอื่นๆ ต่อไป

ด้าน นายบัญชากล่าวว่า กรมประมงพร้อมขับเคลื่อนในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ตามนโยบายการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชนและสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม อาทิ ธนาคารสัตว์น้ำประจำชุมชน ศูนย์ผลิตพันธุ์ปลาประจำชุมชน และโครงการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำชุมชน เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีกินมีใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนชาวประมงมีรายได้ ชุมชนมีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต่อยอดธุรกิจจากอาชีพประมง จัดตั้งกองทุนพัฒนาอาชีพประมง บรรเทาความเดือดร้อนให้กับสมาชิกในชุมชน ช่วยปลูกจิตสำนึกรักษ์บ้านเกิดให้กับคนรุ่นใหม่ เข้ามาพัฒนาชุมชนให้เกิดความยั่งยืน จนสามารถพัฒนาสู่การเป็นชุมชนประมงต้นแบบด้านการบริหารจัดการทรัพยากรประมง

รมช.เกษตรฯเร่งติดตาม แผนดำเนินงาน-จัดทำงบฯ2569

https://www.naewna.com/local/843396

รมช.เกษตรฯเร่งติดตาม แผนดำเนินงาน-จัดทำงบฯ2569

รมช.เกษตรฯเร่งติดตาม แผนดำเนินงาน-จัดทำงบฯ2569

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามแผนการดำเนินงานประจำปี 2568 และแผนงบประมาณปี 2569 กรมพัฒนาที่ดิน โดยมีนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ คณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน เข้าร่วม ที่กรมพัฒนาที่ดิน

นายอัครา กล่าวเน้นย้ำแนวทางการทำงานให้กับผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อกำหนดทิศทางการจัดทำโครงการต่างๆ ให้มีความชัดเจน ว่าขอให้บูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งสร้างภาคีเครือข่าย เพื่อการมีส่วนร่วมในการยกระดับการพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่ อีกทั้งเชื่อมโยงงานด้านชลประทาน ตามแนวคิดที่ได้มอบไว้ คือ “ดินนำ น้ำตาม” ตลอดจนเพิ่มแหล่งน้ำนอกชลประทาน เตรียมความพร้อมป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน นอกจากนี้ได้ผลักดันโครงการ “หมู่บ้านอนุรักษ์ดินและน้ำ” เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรดินในเชิงพื้นที่ลุ่มน้ำ พัฒนาจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินได้ตามศักยภาพ

สำหรับแผนงานประจำปี 2568 และแผนงบประมาณปี 2569 ของกรมพัฒนาที่ดิน มีจุดมุ่งเน้น 6 ประเด็น เพื่อขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ในการยกระดับภาคเกษตรให้เป็นเกษตรทันสมัย ตามแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ประกอบด้วย 1.การพัฒนาสู่เกษตรทันสมัยด้วยเทคโนโลยีด้านการเกษตร (Agri Tech) อาทิ พัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลทรัพยากรที่ดิน ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร (วิเคราะห์ดิน) ปรับเปลี่ยนการผลิตพืชด้วย Agri-map บริหารจัดการทรัพยากรดินระดับตำบล การใช้ข้อมูลดาวเทียมพยากรณ์ผลผลิตสินค้า 2.ยกระดับการบริหารจัดการน้ำ อาทิ แหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำสำหรับเกษตรรายแปลง เพิ่มศักยภาพสระเก็บน้ำด้วยระบบส่งกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ป้องกันและลดการชะล้างพังทลายของดินด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ

3.การฟื้นฟูทรัพยากรดินและรักษาสมดุลของระบบนิเวศ อาทิ ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร (หมอดิน / ศูนย์ถ่ายทอดฯ) พัฒนาทรัพยากรที่ดินและน้ำ หมู่บ้านอนุรักษ์ดินและน้ำพัฒนาพื้นที่เพิ่มมูลค่าที่ดินเพื่อการเกษตร (พะเยาโมเดล / ตากใบโบเดล) 4.ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อาทิ พัฒนาเกษตรกรรมยังยืน (เกษตรอินทรีย์ PGS) สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ส่งเสริมการไถกลบและผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก 5.รับมือกับภัยธรรมชาติ อาทิ พัฒนาและปรับปรุงฐานข้อมูลทรัพยากรที่ดิน พัฒนาทรัพยากรที่ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดินแบบบูรณาการ และ 6.ระบบราชการดิจิทัล (Digital Government) เชื่อมโยงข้อมูลทุกภาคส่วน แลกเปลี่ยนข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ

‘อัครา’ขับเคลื่อนกรมประมง มุ่งพัฒนาความมั่นคงอาหาร

https://www.naewna.com/local/843394

‘อัครา’ขับเคลื่อนกรมประมง มุ่งพัฒนาความมั่นคงอาหาร

‘อัครา’ขับเคลื่อนกรมประมง มุ่งพัฒนาความมั่นคงอาหาร

วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯ โดยมีนายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่กรมประมง ว่าการประชุมครั้งนี้ ได้ร่วมหารือแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญภายใต้กรมประมง พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ดำเนินการศึกษาและวางแผนแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจอย่างรอบคอบและครอบคลุมทั้งระบบภาคประมง โดยร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในสังกัดและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อผลลัพธ์การดำเนินงานส่งเสริมและต่อยอดด้านความมั่นคงทางอาหารอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมถึงการแก้ไขปัญหาภาคประมงอย่างตรงจุด อาทิ การจัดระเบียบแรงงาน การจัดระเบียบเรือประมง และการบริหารจัดการกระบวนการผลิตสัตว์น้ำและการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำ

ทั้งนี้ กรมประมง ได้ศึกษาและวางแผนการดำเนินงานประจำปี 2568 โดยมุ่งผลักดันการบริหารจัดการภาคประมงครอบคลุมตั้งแต่ระยะต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งทั้งในด้านองค์ความรู้การผลิต การแปรรูป ตลอดจนด้านการตลาด ให้สอดคล้องกับนโยบายภาคการเกษตร “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” และต่อยอดสู่นโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ต่อไป

‘รมช.เกษตรฯ’ลงพื้นที่กระบี่ เปิดงานวันกุ้งกระบี่ ครั้งที่ 21

https://www.naewna.com/local/843355

'รมช.เกษตรฯ'ลงพื้นที่กระบี่ เปิดงานวันกุ้งกระบี่ ครั้งที่ 21

‘รมช.เกษตรฯ’ลงพื้นที่กระบี่ เปิดงานวันกุ้งกระบี่ ครั้งที่ 21

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.21 น.

‘รมช.เกษตรฯ’ลงพื้นที่กระบี่ เปิดงานวันกุ้งกระบี่ ครั้งที่ 21  

เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2567 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.กระบี่ ในวันที่ 23 พ.ย.2567 เวลา 13.00 น. เป็นประธานเปิดงานวันกุ้งกระบี่ ปี 2567 ครั้งที่ 21 ณ เดอะแพลทตินั่มฮอลล์ ต.ปากน้ำ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ ซึ่งชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ และภาคีเครือข่ายจัดขึ้นภายในแนวคิด “ร่วมมือ ร่วมใจ กุ้งไทยยั่งยืน” โดยมี นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง นายวนัส วัตตธรรม ประธานชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนราชการ พร้อมด้วยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและภาคีเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้ง เข้าร่วมงาน

โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พร้อมมอบเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) จำนวน 1,000 ซอง แก่ชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ มอบของที่ระลึกแก่ผู้สนับสนุนการจัดงานวันกุ้งกระบี่ ปี 2567 และเยี่ยมชมนิทรรศการ 

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างการรับรู้องค์ความรู้ใหม่ ๆ ร่วมกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่าง ๆ ของพี่น้องคนกุ้งทั่วทุกภูมิภาค แต่ยังเป็นเวทีที่สร้างความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ภาคเอกชน ภาครัฐ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้ เพื่อร่วมกันวางแผนการบริหารจัดการ ทั้งด้านการผลิตและการตลาด ร่วมกันแก้ไขปัญหา ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการผลิตกุ้งที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า ปี 2567 ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผลผลิตกุ้งทะเลจากการเพาะเลี้ยงรวมทั้งสิ้น 209,293.10 ตัน โดยภาคใต้ฝั่งอันดามันมีผลผลิตกุ้งทะเลมากเป็นลำดับ 2 ของประเทศ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22.61 สำหรับ จ.กระบี่ ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดผู้ผลิตกุ้งทะเลที่สำคัญของประเทศไทย โดยมีผลผลิตกุ้งทะเลสูงเป็นลำดับที่ 9 ของประเทศไทย หรือเป็นลำดับที่ 3 ของภาคใต้ฝั่งอันดามัน ซึ่ง จ.กระบี่ มีผลผลิตสูงทั้งกุ้งขาวแวนนาไม และกุ้งกุลาดำ สามารถเป็นต้นแบบการเลี้ยงกุ้งที่ประสบความสำเร็จให้กับพี่น้องเกษตรกรจังหวัดอื่น ๆ ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงพบว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง จ.กระบี่ ยังคงประสบปัญหาการเลี้ยงอยู่ ทั้งเรื่องต้นทุนการผลิต และราคาจำหน่าย ซึ่งกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ และกรมประมงที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลสินค้ากุ้งทะเลไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การกำกับดูแลของ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายการขับเคลื่อนงานที่สำคัญ 9 นโยบาย ที่มุ่งเน้นการทำการเกษตรกรที่ยั่งยืน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอาชีพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร และกรมประมงได้ขานรับนโยบายดังกล่าว มุ่งมั่นดำเนินการเพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลในหลายด้าน ทั้งการลดต้นทุนการผลิต โดยส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกทดแทนพลังงานไฟฟ้า รวมถึงการส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ทดแทนการใช้ยาและสารเคมีในการเลี้ยงกุ้ง เพื่อลดความเสี่ยง ความเสียหายจากการเกิดโรค และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกร ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ รวมถึงการส่งเสริมการส่งออกของผู้ประกอบการ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

‘นฤมล’ร่วมประชุมรมต.เกษตรของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ชูร่วมมือพัฒนาระบบเกษตร-อาหาร

https://www.naewna.com/local/843136

'นฤมล'ร่วมประชุมรมต.เกษตรของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ชูร่วมมือพัฒนาระบบเกษตร-อาหาร

‘นฤมล’ร่วมประชุมรมต.เกษตรของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ชูร่วมมือพัฒนาระบบเกษตร-อาหาร

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 20.10 น.

“นฤมล”ร่วมประชุมรัฐมนตรีเกษตรของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประกาศไทยพร้อมร่วมมือพัฒนาระบบเกษตรและอาหาร ตั้งเป้าสร้างความเท่าเทียมให้เกษตรกรรายย่อย

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 พร้อมด้วย นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวไปรยา เศวตจินดา ผู้อำนวยการสำนักการเกษตรต่างประเทศ นางสาวอาทินันท์ อินทรพิมพ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำกรุงปักกิ่ง นายปรัตถกร แท่นมณี กงสุล (ฝ่ายเกษตร) ประจำนครกว่างโจว และผู้แทนสำนักการเกษตรต่างประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในที่ประชุมว่า ขณะนี้ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทาย ตั้งแต่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ระบบอาหารที่ยั่งยืนจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) เพื่อบรรลุความท้าทายนี้ระบบอาหารโลกจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน โดยมีการดำเนินการที่ประสานงานกันในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับโลก

นางนฤมล กล่าวว่า ประเทศไทยมีนโยบายรับมือกับความท้าทายต่างๆ โดยยึดหลักการขับเคลื่อนด้วยตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยใช้โมเดลกล่าวสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green)  ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรที่ดินและน้ำอย่างยั่งยืนเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ การเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรและอาหารจะช่วยให้ภาคการเกษตรปรับตัวเข้ากับความท้าทายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมการพัฒนาการเติบโตที่ครอบคลุมโดยให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อย สตรี เยาวชน และกลุ่มด้อยโอกาสอื่นๆ เข้าถึงทรัพยากรและโอกาสต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน

นอกจากนี้ ประเทศไทยมีศักยภาพอย่างมากในด้านห้องปฏิบัติการวินิจฉัยโรคสัตว์ การควบคุมโรคระบาดสัตว์ข้ามพรมแดน การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ เกษตรอัจฉริยะอัจฉริยะ  เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงโครงการหมอดินอาสาสมัคร ซึ่งประเทศไทยสามารถสนับสนุนและร่วมมือกับประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ในนามประเทศไทย รัฐมนตรีกล่าวสนับสนุนกรอบยุทธศาสตร์คุนหมิงสำหรับการเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรอาหาร ภายใต้ GMS 2030 ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานสำหรับประเทศสมาชิกของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และมุ่งหวังการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมในอนุภูมิภาค ทั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของ GMS ที่รัฐมนตรีเกษตรของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่ได้ร่วมกันรับรองกรอบยุทธศาสตร์คุนหมิง เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่น และความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรและอาหารในอนุภูมิภาค

‘รมว.นฤมล’ ร่วมประชุม ‘รมต.เกษตร’ ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพิ่มโอกาสขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารไทย

https://www.naewna.com/local/843011

'รมว.นฤมล' ร่วมประชุม 'รมต.เกษตร' ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพิ่มโอกาสขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารไทย

‘รมว.นฤมล’ ร่วมประชุม ‘รมต.เกษตร’ ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพิ่มโอกาสขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารไทย

วันศุกร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.13 น.

“รมว.นฤมล”ร่วมประชุม รมต.เกษตร ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ชู ความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน พร้อมเพิ่มโอกาสขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารไทย

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการหารือกับ H.E. Mr. Zhang Zhili รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและกิจการชนบท ในการประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 3 พร้อมด้วย นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมว่า การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านวิชาการและเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างกัน 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า เราได้มีการยกประเด็นการส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยและจีน ภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการเกษตรไทย – จีน (Sino – Thai Agricultural Technical Cooperation) ซึ่งมีการจัดการประชุมร่วมกันมาแล้ว  12 ครั้ง สามารถดำเนินโครงการความร่วมมือร่วมกันกว่า 70 โครงการ โดยทั้งสองประเทศจะใช้กลไกความร่วมมือทวิภาคีในการกระชับความร่วมมือด้านการเกษตรให้มากยิ่งขึ้น และมุ่งหวังในการประชุมครั้งที่ 13 ที่ฝ่ายจีนเป็นเจ้าภาพจะเป็นโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่าย สามารถผลักดันโครงการความร่วมมือด้นการเกษตรของทั้ง 2 ประเทศให้ความสำคัญ อาทิ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เกษตรอัจฉริยะ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่เกษตรกร

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้ตรียมความพร้อมในการเยือนของนายกรัฐมนตรีในเดือนมกราคม 2568 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน โดยเฉพาะในบริบทของการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการลงนามพิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยอาหารด้านการสัตวแพทย์ การปกป้องพืช เพื่อการส่งออกผลิตภัณฑ์จากผึ้งจากไทยไปจีน ร่วมกับ GACC  ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ทำให้สามารถทำการส่งออกน้ำผึ้งรวมไปถึงนมผึ้ง (royal jelly) และเกสรผึ้ง (bee-collected pollen) จากไทยไปจีนได้มากขึ้น

ทั้งนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยสำหรับสินค้าเกษตร โดยมีมูลค่าส่งออก 11,271 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 42 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมด และมีมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสินค้าเกษตรที่สำคัญ อาทิ ทุเรียน มันสำปะหลัง ยางพารา สำหรับสินค้าผลไม้ที่ไทยส่งออกไปจีนได้แล้วมีทั้งสิ้นจำนวน 22 รายการ และอยู่ระหว่างการขอยื่นการเปิดตลาดอีก 6 รายการ โดยขอให้จีนสนับสนุนและผลักดันให้การพิจารณาแล้วเสร็จ เพื่อการขยายตลาดของทั้งสองฝ่ายให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย