‘รมว.เกษตรฯ’พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

https://www.naewna.com/local/843788

'รมว.เกษตรฯ'พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

‘รมว.เกษตรฯ’พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 16.56 น.

‘รมว.เกษตรฯ’พบUSABC สหรัฐฯ มุ่งผลักดันเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ สู่นานาชาติ

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หารือความร่วมมือภาคเกษตร ร่วมกับนายไบรอัน แมคฟีเตอร์ส (Mr. Brian McFeeters) รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการระดับภูมิภาคของ USABC (Senior Vice President and Regional Managing Director, USABC) และคณะ พร้อมด้วย นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในการหารือในวันนี้ ทั้งสองฝ่ายได้มีการแลกเปลี่ยนนโยบายที่สำคัญร่วมกันในการผลักดันความร่วมมือด้านต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตร ซึ่งฝ่ายไทยมีนโยบายด้านการเกษตรมุ่งเน้นยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย ด้วยแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” พร้อมนำเทคโนโลยีด้านการเกษตรมาประยุกต์ใช้ เช่น เกษตรแม่นยำหรือเกษตรอัจฉริยะ มาใช้พัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ และอาชีพที่เกี่ยวเนื่อง ดึงจุดเด่นของประเทศไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของโลกด้านความมั่นคงทางอาหาร เร่งเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและราคาพืชผลการเกษตร รวมทั้งยกระดับรายได้และสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร และมีการนำหลัก BCG มาประยุกต์ใช้ รวมถึงมีการเสนอความเห็นต่อฝ่าย USABC เกี่ยวกับนโยบายการค้าและการลงทุนของสหรัฐฯ ภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ และไทยยินดีที่จะกระชับความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

นอกจากนี้ ฝ่าย USABC ได้นำเสนอการดำเนินงานด้านการเกษตร ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การติดตามความคืบหน้าการเปิดตลาดผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกปรุงสุกจากไทยไปประเทศอื่น ๆ ซึ่งฝ่ายไทยให้ความสำคัญอย่างมาก  และการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่โดยการใช้เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (Genome Editing, GEd) เพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร อีกด้วย

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 2 ของไทย โดยในปี 2567 (ม.ค.-ก.ย.) มีการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นจาก 107,269 ล้านบาท เป็น 136,261 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 28,992 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.03 ซึ่งมีสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญ 5 อันดับแรกได้แก่ 1) อาหารสุนัขหรือแมวสำหรับขายปลีก 2) ข้าวที่สีบ้างแล้วหรือสีทั้งหมด อาทิ ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ 3) ปลาทูนา ปลาสคิปแจ็ค และปลาโบนิโต ปรุงแต่ง อาทิ ปลาทูนากระป๋อง 4) ยางธรรมชาติที่กำหนดไว้ในทางเทคนิค และ 5) อาหารปรุงแต่งอื่น ๆ อาทิ เต้าหู้ แอลกอฮอล์ผง ครีมเทียม

เปิดมาตรการเชิงรุกขจัดปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ระยะเร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกิโลกรัม

https://www.naewna.com/local/843692

เปิดมาตรการเชิงรุกขจัดปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ระยะเร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกิโลกรัม

เปิดมาตรการเชิงรุกขจัดปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ระยะเร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกิโลกรัม

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.56 น.

เปิดมาตรการเชิงรุกขจัดปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ระยะเร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกิโลกรัม หนุนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ดึงงานวิจัยและนวัตกรรม‘ชุดโครโมโซม 4N’ ทำหมันปลา 

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2567 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการขจัดปัญหาปลาหมอคางดำ ล่าสุดกรมประมงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดำเนิน “โครงการแก้ไขปัญหาเพื่อขจัดภัยจากการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ ระยะเร่งด่วน” ระหว่างการยางแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมวิชาการเกษตร ร่วมดำเนินงานแบบบูรณาการ ทั้งในด้านการบริหารจัดการ ด้านวิชาการ และการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนำปลาหมอคางดำที่จับออกจากธรรมชาติ โดยนำไปกำจัดด้วยกรรมวิธีที่เหมาะสม และอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ตลอดจนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ เพื่อรองรับ และสนับสนุนภารกิจต่าง ๆ โดยต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หลักเกณฑ์การปฏิบัติของทุกหน่วยงาน

นายอนุกูล กล่าวว่า การลงนามดังกล่าว เป็นการบูรณาการความร่วมมือแก้ไขปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ  Big Cleaning ครั้งใหญ่ โดยมุ่งขจัดปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำให้หมดไปจากแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยและบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร ดำเนินการตามมาตรการ ดังนี้ มาตรการที่ 1 คือ การควบคุม และกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่ง และการนำปลาหมอคางดำที่กำจัดเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ตามวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ตามมาตรการที่ 3 ภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570 สำหรับงบประมาณในการบริหารจัดการนั้น มาจากเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงินงบประมาณ 60 ล้านบาท มีเป้าหมายกำจัดปลาหมอคางดำ จำนวน 3,000,000 กิโลกรัม ซึ่งสอดคล้องตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. 2554 มาตรา 7 (4) การดำเนินการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อป้องกันและขจัดภัยอันจะเป็นผลเสียหายแก่เกษตรกร

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการโดยใช้วิธีธรรมชาติ คือ การปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดำเนินการการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในระยะยาว เช่น การเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4N เพื่อให้เกิดหมันในปลาหมอคางดำ และกรอบแนวทางงานวิจัยอื่น ๆ  ซึ่งกรอบงานวิจัยเหล่านี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของบประมาณจาก สวก. นอกจากนี้ ยังมีแผนระยะยาว สำหรับฟื้นฟูระบบนิเวศ  ฟื้นฟูแหล่งอาศัย  ปล่อยสัตว์น้ำประจำถิ่น เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศอีกด้วย   

ทั้งนี้ จากแนวทางการปฏิบัติงานและความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม จะสามารถช่วยบรรเทาให้วิกฤตการระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยดีขึ้นและจะขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศของแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยได้อย่างยั่งยืน

เปิดมาตรการเชิงรุกปราบ‘ปลาหมอคางดำ’เร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกก. ลุย‘ทำหมัน’

https://www.naewna.com/local/843677

เปิดมาตรการเชิงรุกปราบ‘ปลาหมอคางดำ’เร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกก. ลุย‘ทำหมัน’

เปิดมาตรการเชิงรุกปราบ‘ปลาหมอคางดำ’เร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกก. ลุย‘ทำหมัน’

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 10.52 น.

เปิดมาตรการเชิงรุกขจัดปัญหา‘ปลาหมอคางดำ’ระยะเร่งด่วน ตั้งเป้า 3 ล้านกิโลกรัม หนุนแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ดึงงานวิจัยและนวัตกรรม‘ชุดโครโมโซม 4N’ทำหมันปลา

26 พ.ย.67 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการขจัดปัญหาปลาหมอคางดำ ล่าสุด กรมประมงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดำเนิน“โครงการแก้ไขปัญหาเพื่อขจัดภัยจากการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ ระยะเร่งด่วน” ระหว่างการยางแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมวิชาการเกษตร ร่วมดำเนินงานแบบบูรณาการ ทั้งในด้านการบริหารจัดการ ด้านวิชาการ และการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนำปลาหมอคางดำที่จับออกจากธรรมชาติ โดยนำไปกำจัดด้วยกรรมวิธีที่เหมาะสมและอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน ตลอดจนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ เพื่อรองรับและสนับสนุนภารกิจต่าง ๆ โดยต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หลักเกณฑ์การปฏิบัติของทุกหน่วยงาน

นายอนุกูล กล่าวว่า การลงนามดังกล่าว เป็นการบูรณาการความร่วมมือแก้ไขปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ  Big Cleaning ครั้งใหญ่ โดยมุ่งขจัดปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำให้หมดไปจากแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยและบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร ดำเนินการตามมาตรการ ดังนี้ มาตรการที่ 1 คือ การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่ง และการนำปลาหมอคางดำที่กำจัดเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ตามวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ ตามมาตรการที่ 3 ภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570

สำหรับงบประมาณในการบริหารจัดการนั้น มาจากเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงินงบประมาณ 60 ล้านบาท มีเป้าหมายกำจัดปลาหมอคางดำ จำนวน 3,000,000 กิโลกรัม ซึ่งสอดคล้องตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. 2554 มาตรา 7 (4) การดำเนินการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อป้องกันและขจัดภัยอันจะเป็นผลเสียหายแก่เกษตรกร

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการโดยใช้วิธีธรรมชาติ คือ การปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดำเนินการการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในระยะยาว เช่น การเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4N เพื่อให้เกิดหมันในปลาหมอคางดำ และกรอบแนวทางงานวิจัยอื่น ๆ  ซึ่งกรอบงานวิจัยเหล่านี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของบประมาณจาก สวก. นอกจากนี้ ยังมีแผนระยะยาว สำหรับฟื้นฟูระบบนิเวศ  ฟื้นฟูแหล่งอาศัย  ปล่อยสัตว์น้ำประจำถิ่น เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศอีกด้วย 

“จากแนวทางการปฏิบัติงานและความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม จะสามารถช่วยบรรเทาให้วิกฤตการระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยดีขึ้นและจะขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศของแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยได้อย่างยั่งยืน” นายอนุกูล กล่าว

เทศบาลหาดใหญ่ เปิดสัมพันธ์ชุมชน เน้นการศึกษาเด็กช่วงวัยเรียนเป็นที่1

https://www.naewna.com/local/843621

เทศบาลหาดใหญ่ เปิดสัมพันธ์ชุมชน  เน้นการศึกษาเด็กช่วงวัยเรียนเป็นที่1

เทศบาลหาดใหญ่ เปิดสัมพันธ์ชุมชน เน้นการศึกษาเด็กช่วงวัยเรียนเป็นที่1

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ กล่าวเปิดโครงการสัมพันธ์ชุมชน กับผู้ปกครองนักเรียนของโรงเรียนเทศบาล 6 (อนุบาลในฝัน) โดยให้ความสำคัญใส่ใจการศึกษาอันดับหนึ่ง ให้ประชากรวัยเรียนได้ร่วมกันสนับสนุนทุกฝ่ายเพื่อให้ร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาและพร้อมให้ครูได้สร้างระเบียบ วินัยเพื่อสร้างอนาคตของนักเรียนให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลความสำเร็จทางการศึกษาคือความสำเร็จของลูกมีความรู้ความสามารถ มีวินัย รู้หน้าที่ ให้เป็นพลเมืองที่ดีต่อไป เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาที่ดีขอให้บุตรหลานเป็นคนดีต่อประชากรวัยเรียนอย่างมีคุณภาพ

ในการประชุมครั้งนี้ มีการสนับสนุนด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา สนับสนุนกิจกรรมการแข่งขันกิจกรรมต่าง การสนับสนุนกิจการนักเรียน การพัฒนาแอปต่างๆ ด้านเทคโนโลยี การพัฒนาภาษา ให้สอดรับกิจกรรมสอดรับนโยบายของชาติ รร. ยังให้ความสำคัญที่เน้นสู่การพัฒนาการตั้งแต่ระดับประถมจนถึงประถมศึกษาตอนปลาย การเตรียมกิจกรรมระดับประถมศึกษาตอนปลายเพื่อเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สู่ระดับสูงต่อไปที่มีกิจกรรม อาทิ ให้ความสำคัญของของประชากรปฐมวัย, การติวให้ความรู้เสริมนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อเสริมทักษะ เทคนิคการคุ้นชินการสอบปลายภาคการสอบเข้า ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สอบแข่งขันอื่นๆ การสร้างความปลอดภัยทั้งด้านจราจร ความปลอดอื่นทั้งในและนอกโรงเรียนแก่ นักเรียน หล่อหลอมเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เรียนดีมีสุข ที่เก่งดีสร้างแก่นักเรียนเป็นพลเมืองของโลกที่เกิดจากการสนับสนุนจากเครือข่ายทุกภาคส่วน ร่วมกันสร้างบุตรหลานเกิดประสิทธิภาพ

ปลัดฯคาดหวัง อบรมนักบริหาร สร้างภาวะผู้นำ ขับเคลื่อนงาน

https://www.naewna.com/local/843618

ปลัดฯคาดหวัง  อบรมนักบริหาร  สร้างภาวะผู้นำ  ขับเคลื่อนงาน

ปลัดฯคาดหวัง อบรมนักบริหาร สร้างภาวะผู้นำ ขับเคลื่อนงาน

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรม นักบริหารกระทรวงเกษตรฯ ประจำปี 2567 โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ เป็นประธานฯ ซึ่งมีผู้ผ่านการอบรมฯ 9 รุ่น รวม 922 คน ที่สโมสรทหารบก กทม.ว่ามีความคาดหวังที่จะสร้างนักบริหารรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความเข้าใจนโยบายของรัฐบาล นโยบายกระทรวงเกษตรฯ และขับเคลื่อนนโยบายสู่บทบาทภารกิจของหน่วยงาน ภายใต้แนวคิด ทฤษฎีและกลยุทธ์ใหม่ๆ รองรับภารกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งนักบริหารที่ดีจะต้องมีภาวะผู้นำ มีหลักการบริหาร การวางแผน และพร้อมที่จะบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ต้องสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานและบูรณาการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ สำหรับปีงบประมาณ 2567 สถาบันเกษตราธิการได้จัดฝึกอบรมข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจในกำกับกระทรวงเกษตรฯ และบุคลากรภาครัฐหน่วยงานภายนอก มีผู้ผ่านการฝึกอบรมจากทุกหน่วยงาน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ประกอบด้วย หลักสูตรนักบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรฯ รุ่นที่ 7(นบส.กษ.) รวม 54 คน หลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับสูง (นบส.) รุ่นที่86-88 รวม 349 คน และหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง (นบก.) รุ่นที่ 108-112 รวม 519 คน รวมผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้น 922 คน

กระบี่จัดพิธีผูกผ้าเรือหัวโทง เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปี2568

https://www.naewna.com/local/843619

กระบี่จัดพิธีผูกผ้าเรือหัวโทง  เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปี2568

กระบี่จัดพิธีผูกผ้าเรือหัวโทง เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปี2568

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ มอบหมายให้นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานเปิดโครงการผูกผ้าเรือหัวโทง ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวประจำปี 2568 โดยมี นายพันคำ กิตติธรกุลนายกองค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ประชาชน นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการเรือหัวโทง ทั้ง 4 ชมรม เข้าร่วมพิธีผูกผ้าเรือหัวโทงจำนวน 409 ลำณ ลานประติมากรรมปลาใบ หาดอ่าวนาง ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่

ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวนาง ร่วมกับ สมาชิกผู้ประกอบการเรือหัวโทง หรือเรือหางยาว จัดพิธีผูกผ้าเรือหัวโทงหรือเรือหางยาวขึ้น เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อการประกอบอาชีพ และเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของท้องถิ่น ซึ่งเป็นบ่งบอกถึงการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ในการให้บริการขนส่งนักท่องเที่ยวทางทะเล สร้างสีสันต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น โดยมี สหกรณ์เรือหางยาวบริการตำบลอ่าวนางจำกัด ชมรมผู้ประกอบการเรือหางยาวอ่าวนาง ชมรมเรือหางยาวอ่าวน้ำเมา และชมรมเรือหางยาวอ่าวต้นไทร นำเรือเข้าร่วมพิธีผูกผ้าเรือหัวโทง จำนวน 409 ลำ มีการประกอบพิธีตามแบบของศาสนาอิสลาม โดยมีการมอบธงชาติ ธงตราสัญลักษณ์ วปร (ในหลวงรัชกาลที่ 10) และผ้าแพร 4 สี ให้เจ้าของนำไปผูกหัวเรือ เพื่อความเป็นสิริมงคล และเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว ในพื้นที่ตำบลอ่าวนาง และจังหวัดกระบี่

สำหรับพิธีผูกผ้าเรือหัวโทงอ่าวนางถือเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่อย่างเป็นทางการ สร้างสีสันและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยมุ่งหวังให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกลับมาคึกคักในช่วงไฮซีซั่น สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

จ.อำนาจเจริญ ประชุมเตรียมจัดงาน ประเพณีฮีตสิบสอง–งานประจำปี’67

https://www.naewna.com/local/843622

จ.อำนาจเจริญ ประชุมเตรียมจัดงาน  ประเพณีฮีตสิบสอง–งานประจำปี’67

จ.อำนาจเจริญ ประชุมเตรียมจัดงาน ประเพณีฮีตสิบสอง–งานประจำปี’67

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ จัดงานประเพณีฮีตสิบสองและงานประจำปีจังหวัดอำนาจเจริญ ประจำปี พ.ศ.2567 เพื่อเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรม จารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่นอันดีงามของจังหวัดอำนาจเจริญ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และ กลุ่มอาชีพ เพื่อหารายได้เป็นค่าใช้จ่ายกิจกรรมสาธารณกุศล และ ดำเนินกิจกรรมของเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ ในการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัยต่างๆ ในพื้นที่ ทั้งนี้ คณะกรรมการจัดงานฯ ได้กำหนดจัดงานประเพณีฮีตสิบสองและงานประจำปีจังหวัดอำนาจเจริญ ประจำปี พ.ศ.2567 ณ บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ในระหว่างวันที่ 1–10 ธันวาคม พ.ศ.2567 รวม 10 วัน 10 คืน

กิจกรรมในงานประกอบด้วย การแสดงเทิดพระเกียรติฯ/การแสดงประเพณีฮีตสิบสอง/การแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่น/การแสดงโปงลางช่อฟ้าเมืองมงคล/การประกวดร้องเพลงลูกทั่งท้องถิ่น/การประกวดเต้น Dance contest/ การเดินแบบผ้าไทย “ภูษาอาภรณ์ศิลป์ สู่ถิ่นผ้ามหาอำนาจ”/การแสดงดนตรีของวิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ/การประกอบ TO BE NUMBER ONE /การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง/หมอลำภาคประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการออกร้านมัจฉาพาเพลิน และสลากกาชาดการกุศล ประจำปี 2567 การจัดบูธนิทรรศการให้ความรู้ของส่วนราชการต่างๆและบูธแสดงนิทรรศการประเพณี วัฒนธรรมของทั้ง 7 อำเภอ การออกร้านจำหน่ายสินค้าโอท็อป และ สินค้าจากภาคเอกชน การแสดงของศิลปินนักร้องชื่อดังตลอดการจัดงาน และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย

รองปลัดฯหารือการป้องกัน แก้ปัญหาฝุ่นPM2.5ภาคการเกษตร

https://www.naewna.com/local/843620

รองปลัดฯหารือการป้องกัน  แก้ปัญหาฝุ่นPM2.5ภาคการเกษตร

รองปลัดฯหารือการป้องกัน แก้ปัญหาฝุ่นPM2.5ภาคการเกษตร

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือการดำเนินงานป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ภาคการเกษตร (PM2.5) ปี 2567/68 ครั้งที่ 1/2567 โดยมีนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม สรุปผลการประชุม ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร ปี 2567/68 ได้แก่ มาตรการเฝ้าระวัง สร้างการรับรู้ ป้องปรามการเผา และส่งเสริมการเกษตรที่ปลอดการเผา

2.ที่ประชุมรับทราบ สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ ได้ถอนเรื่องโครงการปรับรูปแบบการผลิตเพื่อขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ที่เสนอขออนุมัติงบกลางฯ จากคณะรัฐมนตรีในปีงบประมาณ 2567–2570 วงเงิน 2,537.02 ล้านบาท เพื่อขอนำกลับมาทบทวนรายละเอียดโครงการฯ และเนื่องจากอยู่ในช่วงใกล้สิ้นสุดปีงบประมาณ 2567 แล้ว 3.ที่ประชุมรับทราบมาตรการ แผนงาน/โครงการ/กิจกรรม การส่งเสริมการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมปี 2568 (งบปกติ) ตามที่หน่วยงานเสนอ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมประมง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมการข้าว กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร

4.ที่ประชุมรับทราบ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำ (ร่าง) มาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง ปี 2568 ซึ่งมีกรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรในการบริหารไฟในพื้นที่เกษตร ช่วงการเก็บเกี่ยวภายใต้ระบบการลงทะเบียน ให้รางวัลกับคนทำดีเพื่อสร้างแรงจูงใจ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้กระทำผิดตามหลัก PPP 5.ประธานมอบหมาย สำนักแผนงานและโครงการพิเศษ หารือสำนักกฎหมาย ในประเด็นการหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อนำความเห็นใช้ประกอบการพิจารณาหลักการฯ การตัดสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือชดเชยต่างๆ จากภาครัฐ สำหรับเกษตรกรที่มีการเผาในพื้นที่ตนเอง

6.ที่ประชุมมอบหมายให้หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมปศุสัตว์ ทบทวนรายละเอียดโครงการปรับรูปแบบการผลิตเพื่อขับเคลื่อนงานแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตร ที่จะเสนอขออนุมัติงบกลางฯ สำหรับดำเนินการในปีงบประมาณ 2568–2570 และให้ชี้แจงรายละเอียดแผน/กิจกรรมในแต่ละปี และให้หน่วยงานอื่นๆ สามารถเพิ่มเติมโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบกลางฯ ทั้งนี้ ขอให้แจ้งสำนักแผนงานโครงการพิเศษ ทราบ

7.ที่ประชุมเห็นชอบรายชื่อหน่วยงาน ภายใต้กระทรวงเกษตรฯ ที่จะร่วมดำเนินการในมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควันฝุ่นละออง ปี 2568 ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และ 8.ที่ประชุมเห็นด้วย เรื่องการตรวจสอบข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) ควรใช้ข้อมูลดาวเทียมระบบ VIIRSเนื่องจากครอบคลุมพื้นที่และมีประสิทธิภาพต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

รมว.เกษตรฯจี้รักษาเสถียรภาพราคาข้าว

https://www.naewna.com/local/843623

รมว.เกษตรฯจี้รักษาเสถียรภาพราคาข้าว

รมว.เกษตรฯจี้รักษาเสถียรภาพราคาข้าว

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2567 โดยมี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และภาคเอกชน เข้าร่วม ที่กระทรวงการคลัง ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2567/68 รวม 3 โครงการ ได้แก่1.โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี วงเงินงบประมาณ 43,843.76 ล้านบาท 2.โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร วงเงินงบประมาณ 15,656.25 ล้านบาท และ 3.โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก วงเงินงบประมาณ 585 ล้านบาท รวมวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 60,085.01 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กรมการข้าว จัดทำรายละเอียดโครงการที่ 1 และ 2 และกรมการค้าภายในจัดทำรายละเอียดโครงการที่ 3

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) 4 คณะ ดังนี้ 1.คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต โดยมีรมว.เกษตรฯ เป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการตลาด โดยมี รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน 3.คณะอนุกรรมการพิจารณาชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก โดยมีรองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธาน และ 4.คณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการบริหารจัดการข้าวระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทาง แผนงาน มาตรการแก้ไขและพัฒนาด้านผลิต ด้านตลาด การชดเชยดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อกของรัฐบาล และดูแลให้ทั่วถึงในระดับจังหวัด

บ้านรักไทยแม่ฮ่องสอน แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง นทท.เดินล้นที่พักเต็ม

https://www.naewna.com/local/843624

บ้านรักไทยแม่ฮ่องสอน  แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง  นทท.เดินล้นที่พักเต็ม

บ้านรักไทยแม่ฮ่องสอน แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง นทท.เดินล้นที่พักเต็ม

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม แล้วที่มีนักท่องเที่ยวแห่ขึ้นไปชมความงามของดอกไม้ป่าวันละหลายพันคน ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่บ้าน
รักไทย ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ก็ไม่น้อยหน้าในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวนี้ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย.เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจากจังหวัดต่างๆ รวมทั้งชาวต่างชาติพากันทยอยเดินทางเข้าไปเที่ยวยังหมู่บ้านรักไทยแต่ละวันเป็นจำนวนมาก สภาพอากาศที่บ้านรักไทยช่วงกลางคืนอากาศจะหนาวเย็นลงอยู่ที่ 10-15 องศา และในช่วงเช้า อากาศอยู่ที่ 17 องศา

นายภานุเดช ไชยสกูล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นไปเที่ยวที่บ้านรักไทย วันละหลายพันคน คาดว่ามีเงินหมุนเวียนที่นี่วันละหลายล้านบาท โดยเฉพาะห้องพักที่อยู่กลางไร่ชาถูกจองเต็มตั้งแต่ปีที่ผ่านมา หากนักท่องเที่ยวจะขึ้นไปพักที่บ้านรักไทยจะต้องติดต่อจองล่วงหน้า หากอยากขึ้นไปเที่ยวก็สามารถจองห้องพักในตัวเมืองและขับรถขึ้นไปเที่ยวได้ ถนนลาดยาง ใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองขึ้นไปยังบ้านรักไทยเพียง 45 นาทีเท่านั้น ส่วนร้านอาหารที่บ้านรักไทยหลายร้าน นักท่องเที่ยวต้องยืนรอให้โต๊ะว่าง เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก