‘นฤมล’สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ เร่งเข้าระบายน้ำพื้นที่ภาคใต้ด่วน

https://www.naewna.com/local/844150

'นฤมล'สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ เร่งเข้าระบายน้ำพื้นที่ภาคใต้ด่วน

‘นฤมล’สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ เร่งเข้าระบายน้ำพื้นที่ภาคใต้ด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.47 น.

‘นฤมล’สั่งกรมชลฯ ระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ เร่งเข้าระบายน้ำพื้นที่ภาคใต้ด่วน กำชับเฝ้าระวังสถานการณ์พร้อมช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชม.

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ขณะนี้ว่า ตนได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตั้งเครื่องจักร-เครื่องมือก่อนเกิดภัย รวมทั้งระดมเครื่องจักร-เครื่องมือ จากพื้นที่ที่ไม่มีอุกทภัย เช่น ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือง ภาคกลาง มาสู่พื้นที่ภาคใต้ และมอบหมายเจ้าหน้าที่ประจำและดำเนินการในพื้นที่จุดเสี่ยงอุทกภัยต่างๆ ในการพร้อมลดปัญหาที่เกิดอุทกภัยและช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง ตลอด 24 ชั่วโมง และกำชับว่า จะต้องติดตามสถานการณ์น้ำฝน น้ำในลำน้ำ น้ำท่วมขังในพื้นที่ เพื่อดำเนินการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น ในช่วงน้ำทะเลลง ให้เร่งระบายน้ำผ่านอาคารชลประทาน ประตูระบายน้ำลงสู่ทะเล ส่วนในช่วงน้ำทะเลหนุนให้ดำเนินการปิดประตูระบายน้ำ และเร่งสูบน้ำออกอย่างต่อเนื่อง
โดยให้กรมชลประทานร่วมบูรณาการกับหน่วยงานในระดับจังหวัดเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาอุทกภัย

โดยสถานการณ์น้ำและการดำเนินการช่วยเหลืออุทกภัยในภาคใต้ ข้อมูลล่าสุดในวันที่ 28 พ.ย. จังหวัดนครศรีธรรมราช มีปริมาณฝนตกมากบริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราช ทำให้มีปริมาณน้ำหลากจากภูเขาและน้ำในพื้นที่ลงมาสู่คลองท่าดี ทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมขังในพื้นที่อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช และอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ปริมาณน้ำดังกล่าวจะไหลลงสู่อ่าวไทย โดยการดำเนินการช่วยเหลือ ในช่วงน้ำทะเลลง ใช้เครื่องผลักดันน้ำระบายน้ำผ่านคลองระบายน้ำและประตูระบายน้ำเร่งระบายออกสู่ทะเล ส่วนช่วงน้ำทะเลหนุนจะใช้เครื่องสูบน้ำที่ได้ติกตั้งก่อนเกิดอุทกภัยเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่สู่ทะเล

จังหวัดสงขลา สถานการณ์ประสบอุทกภัยบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำอำเภอระโนด อำเภอสะเดา และอำเภอสะบ้าย้อย กรมชลประทานได้ดำเนินการสูบน้ำเร่งการระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลาและอ่าวไทย ทั้งนี้ ได้มีการเตรียมความพร้อมของตัวเมืองหาดใหญ่ โดยมีการซักซ้อมและทบทวนแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่จะไหลผ่านตัวเมืองหาดใหญ่ โดยใช้ระบายน้ำผ่านคลองระบายน้ำ ร.1 ให้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ดังกล่าว

ในส่วนของจังหวัดในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ประกอบด้วย จังหวัดปัตตานี มีแม่น้ำปัตตานีไหลผ่าน ทางต้นน้ำได้ใช้เขื่อนบางลางในการชลอน้ำไม่ระบายมากระทบต่อพื้นที่ตอนล่าง ประกอบกับได้ใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลงสู่อ่าวไทย จังหวัดยะลา ที่มีแม่น้ำสายบุรีไหลผ่าน เกิดอุทกภัยในพื้นที่อำเภอยะหา และอำเภอรามัน ได้ใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลงสู่อ่าวไทย

จังหวัดนราธิวาส ที่มีแม่น้ำโก-ลกไหลผ่าน ซึ่งแม่น้ำโก-ลก มีต้นน้ำมาจากประเทศมาเลเซีย กรมชลประทานได้มีการประเมินและบริหารจัดการร่วมกับประเทศมาเลเซีย ทางด้านการติดตามและการแจ้งเตือนสถานการณ์มายังประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ในส่วนอุทกภัยที่เกิดขึ้นในอำเภอเมือง บาเจาะ ยี่งอ รือเสาะ และแว้ง ได้ใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ลงสู่อ่าวไทย

ผู้ตรวจฯร่วมงานสัมมนา น้ำมันปาล์มยั่งยืนปี2567

https://www.naewna.com/local/844089

ผู้ตรวจฯร่วมงานสัมมนา  น้ำมันปาล์มยั่งยืนปี2567

ผู้ตรวจฯร่วมงานสัมมนา น้ำมันปาล์มยั่งยืนปี2567

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายถาวร ทันใจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานสัมมนาน้ำมันปาล์มยั่งยืน ประจำปี 2024 (Annual Roundtable Conference
on Sustainable Palm Oil : RT2024) พร้อมทั้งร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GGC) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และ (Roundtable on Sustainable Palm Oil : RSPO) โดยมี Mr. Joseph D’ Cruz ประธานบริหาร RSPO คณะทูตานุทูต รวมถึงผู้แทนจากภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมพิธีเปิด ที่โรงแรมอมารี กทม.

สำหรับการสัมมนา RT2024 ครั้งนี้ เป็นการสัมมนาประจำปีของ RSPO โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกันและขับเคลื่อนอนาคตของน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนในอีก 20 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญในการผลิตและสนับสนุนเกษตรกรไทยให้ผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อความยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

ในโอกาสนี้ นายถาวร ได้กล่าวแสดงความยินดีกับตัวแทนกลุ่มเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นสมาชิก RSPO ที่ได้รับรางวัล RSPO Excellence Awards ในสาขาต่างๆ ด้วย

‘อิทธิ’ยันพร้อมดูแล ผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย ประกอบอาชีพมั่นคง จัดทำฟาร์มมาตรฐาน

https://www.naewna.com/local/844087

‘อิทธิ’ยันพร้อมดูแล  ผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย  ประกอบอาชีพมั่นคง  จัดทำฟาร์มมาตรฐาน

‘อิทธิ’ยันพร้อมดูแล ผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย ประกอบอาชีพมั่นคง จัดทำฟาร์มมาตรฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ ซึ่งอนุญาตให้นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ นำตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ และเกษตรกร รวม 200 คน เข้าพบ เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ และกล่าวขอบคุณกระทรวงเกษตรฯ และกรมปศุสัตว์ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือแก้ปัญหาราคาไข่ไก่และปรับสมดุลไก่ไข่ ทำให้เกษตรกรรายย่อย สามารถประกอบอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายอิทธิกล่าวว่า ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือและแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ให้สามารถลดภาระต้นทุน และสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ได้อย่างยั่งยืน พร้อมกับได้กำชับให้กรมปศุสัตว์ ติดตาม ดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยอย่างใกล้ชิด โดยมีคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ในการกำหนดแนวทางมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่เพื่อให้เกิดความสมดุล ให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่พึงพอใจ รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยเข้าสู่มาตรฐานฟาร์มไก่ไข่ (GAP) ภาคบังคับ เพื่อพัฒนาฟาร์มไก่ไข่ของไทยให้เป็นที่ยอมรับยิ่งขึ้นในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ต่อไป

รองปลัดฯติดตามโครงการ 1ท้องถิ่น1สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

https://www.naewna.com/local/844088

รองปลัดฯติดตามโครงการ  1ท้องถิ่น1สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

รองปลัดฯติดตามโครงการ 1ท้องถิ่น1สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ครั้งที่ 3/2567 โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ว่าได้บูรณาการหน่วยงานในสังกัดเพื่อขับเคลื่อนโครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง “1 ท้องถิ่น1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” ตามนโยบายสำคัญของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพืช ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง เพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ตามหลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ซึ่งผลการดำเนินงานโครงการฯ ปี 2567

ทั้งนี้ สามารถสรุปภาพรวม ดังนี้ 1.ด้านพืช พบว่ากรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมการข้าว และกรมหม่อมไหม ได้ส่งเสริมและสนับสนุนองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย ในประเด็นกระบวนการผลิต การต่อยอดผลิตภัณฑ์แปรรูป การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน ตลอดจนแนะนำแนวทางการขอรับรองมาตรฐาน GAP เพื่อสร้างมาตรฐานสินค้าและเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น

2.ด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้พัฒนาศักยภาพเกษตรและสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสินค้าปศุสัตว์ อาทิ แพะ วัว และไก่พื้นเมือง อีกทั้งสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยเหลือเกษตรในการลดต้นทุนการผลิต 3.ด้านประมง พบว่า กรมประมง สนับสนุนองค์ความรู้ด้านการผลิตอาหาร เพื่อการลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งในการต่อรองทางการตลาดและการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดให้แก่เกษตรกรสามารถขยายช่องทางการค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้ผลักดันผลิตภัณฑ์กุ้งก้ามกรามบางแพ เป็นสินค้า GI

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนโครงการฯ ปี 2568 ได้ศึกษาและวางแผนการขับเคลื่อนโครงการฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนามาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรในระยะยาว รวมถึงเพื่อยกระดับรายได้ของครัวเรือนเกษตรกรให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ตั้งเป้าหมาย 200 ท้องถิ่น ในโอกาสนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นย้ำทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงานและมุ่งพัฒนาเอกลักษณ์สินค้าเกษตรไทยโดยต่อยอดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นดั้งเดิมสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อส่งเสริมการรับรู้และเป็นที่สนใจของตลาดต่อไป

‘AIPH’ลงพื้นที่โคราช ติดตามจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกการเป็นเจ้าภาพจัดปี 72

https://www.naewna.com/local/844024

'AIPH'ลงพื้นที่โคราช ติดตามจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกการเป็นเจ้าภาพจัดปี 72

‘AIPH’ลงพื้นที่โคราช ติดตามจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกการเป็นเจ้าภาพจัดปี 72

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 18.15 น.

โคราชฉลุยพืชสวนโลก คณะกรรมการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ลงพื้นที่โคราช ติดตามความก้าวหน้าการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกการเป็นเจ้าภาพจัด ปี 2572 พ่อเมือง ประกาศความพร้อม เตรียมแหล่งเก็บน้ำความจุ 2 ล้าน ลบ.ม.

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ให้การต้อนรับคณะกรรมการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศในโอกาสลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกของจังหวัดนครราชสีมา ที่องค์การบริหารส่วนตำบลเทพาลัย อ.คง จ.นครราชสีมา โดยมีกำหนดจัดในปี 2572 พร้อมรับฟังความคืบหน้าก่อนลงพื้นที่สำรวจพื้นที่เชิงลึก บริเวณพื้นที่จัดงานโคกหนองรังกา ต.เทพาลัย อ.คง จากนั้นเดินทางไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรสูงโนน เยี่ยมชมพื้นที่อนุบาลพันธุ์พืช พร้อมฟังบรรยายการเตรียมความพร้อม ระหว่างวันที่ 26-27 พย.2567 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่และนำเสนอข้อมูล

นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา  กล่าวว่า  สำหรับการเตรียมความพร้อมในการจัดมหกรรมพืชสวนโลกของจังหวัดนครราชสีมา มีความพร้อมอย่างมาก ซึ่งสิ่งที่สำคัญอันดับแรกของการจัดงาน คือเรื่องน้ำทั้งนี้จังหวัดนครราชสีมา มีแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572 โดยได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบเพื่อสนับสนุนการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก เน้นการบริหารจัดการที่เน้นประสิทธิภาพและการใช้น้ำอย่างเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับ Theme ในการจัด งานและแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า Green City นอกจากนี้จะมีการ เตรียมระบบการจัดการตามหลักของ Reused คือ การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ อาทิ น้ำสำหรับรดน้ำต้นไม้ต่าง ๆ มา จากน้ำที่ใช้แล้ว Recycle คือ การนำน้ำที่ใช้ตามกิจกรรมต่าง ๆ มาผ่านกระบวนการบำบัด ให้มีคุณภาพและนำ กลับมาใช้ใหม่ Reduce คือ การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

ทั้งนี้โครงการชลประทานนครราชสีมาได้เตรียมการงานบริหารจัดการน้ำสำหรับงานมหกรรมพืชสวนโลก ผ่านโครงการเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำในพื้นที่โคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ในพื้นที่ จัดงาน 678 ไร่ โดยการปรับปรุงพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่จัดงาน และฟื้นฟูแหล่งน้ำเดิมที่ประสบปัญหาภัยแล้งต่อเนื่อง แหล่งน้ำสาธารณะมีสภาพตื้นเขินไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เพียงพอ จึงมีแผนการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ไขปัญหา  โดยเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 และดำเนินการไปจนถึงปี พ.ศ. 2570 พื้นที่จัดงานพืชสวนโลกมีการใช้น้ำของพืชที่จัดแสดงและนักท่องเที่ยวรวมถึงบุคลากรที่ปฏิบัติงานในบริเวณจัดงานเฉลี่ย 0.60 ล้าน ลบ.ม./ปี

สำหรับจังหวัดนครราชสีมามีแผนดำเนินการขุดลอกแก้มลิงและเชื่อมโยงคลองในพื้นที่จัดงาน เพื่อกักเก็บน้ำความจุ 1.70 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับน้ำ 7 ตร.กม. น้ำฝน (เฉลี่ย 1,045 มม./ปี) มีน้ำท่าไหลเข้าพื้นที่ เฉลี่ย 1.30 ล้าน ลบ.ม./ปีและสามารถสูบน้ำจากแหล่งน้ำสำรองเพื่อเชื่อมโยงน้ำระหว่างพื้นที่จัดงานพืชสวนโลก ความจุ 1.5 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่จัดงานพืชสวนโลกยังสามารถสูบน้ำจากแก้มลิงหนองโพ ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านวัด ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่จัดงานออกไปเพียง 4.50 กิโลเมตร โดยแก้มลิงหนองโพ เป็นแก้มลิงขนาดใหญ่ มีความจุ 1.50 ล้าน ลบ.ม. รับน้ำจากลำสะแทด ซึ่งมีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 60.0 ล้าน ลบ.ม./ปี สามารถทดน้ำจาก ประตูระบายน้ำหนองโพ เข้าในแก้มลิงหนองโพในช่วงเดือน สิงหาคม – ตุลาคม ของทุกปีและสามารถเก็บน้ำได้เต็มความจุเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้เพียงพอ โดยจะสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำ หนองโพเข้าพื้นที่ในการจัดงานพืชสวนโลก เป็นระยะทางรวม 4.50 กม. อัตราการสูบน้ำ 500 ลบ.ม./ชั่วโมง คิด เป็นปริมาณน้ำ 0.36 ล้าน ลบ.ม./เดือน สามารถสูบน้ำได้ตลอดช่วงฤดูฝนโดยไม่กระทบต่อปริมาณน้ำในแก้มลิง ระยะเวลาประมาณ 3 – 4 เดือน รวมปริมาณการสูบน้ำ 1.20 ล้าน ลบ.ม. ในส่วนการระบายน้ำด้วยพื้นที่โคกหนองรังกาเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นพื้นที่สูง การระบายน้ำจะไหลจากพื้นที่ส่วนจัดงานลงระบบระบายน้ำและไหลลงสู่ลำสะแทด ซึ่งจากสถิติข้อมูลย้อนหลังพื้นที่ดังกล่าวไม่เคยประสบปัญหาด้านอุทกภัย เนื่องจากเป็นพื้นที่สูงและมี ระบบระบายน้ำที่ดี อีกทั้งในด้านคุณภาพน้ำทางชลประทานได้ดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำในทุก ๆ ปี โดยผลการทดสอบคุณภาพน้ำผ่านเกณฑ์ทุกจุด

ทั้งนี้ รายละเอียดผลงานของการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนโครงการพืชสวนโลก มีดังนี้ 1. ดำเนินการแล้ว ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2564 – 2567 ได้ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 1.30 ล้าน ลบ.ม. 2. อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้รับงบประมาณ ปีพ.ศ. 2568 ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 0.20 ล้าน ลบ.ม. 3. แผนดำเนินการในปี พ.ศ. 2569 – 2570 ได้ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 0.20 ล้าน ลบ.ม.การดำเนินการบริหารจัดการน้ำพื้นที่โคกหนองรังกา (ในงบประมาณปีพ.ศ. 2564 – 2567) 1. การดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำได้ 1.30 ล้าน ลบ.ม. มีการบริหารจัดการน้ำได้อย่าง มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยใช้งบประมาณจังหวัดนครราชสีมา ดังนี้ แผนงบประมาณปี พ.ศ. 2564 1.1 งานขุดลอกแก้มลิงโคกหนองรังกา พร้อมอาคารประกอบ ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ปริมาตรดินขุดไม่น้อยกว่า 375,000 ลบ.ม.แผนงบประมาณปี พ.ศ. 2565 1.3 งานขุดลอกแก้มลิงโคกหนองรังกาพร้อมอาคารประกอบ (ระยะที่ 2) ปริมาตรดินขุด ไม่น้อยกว่า 600,000 ลบ.ม.แผนงบประมาณปี พ.ศ. 2566 1.4 งานแก้มลิงโคกหนองรังกา พร้อมอาคารประกอบ บ้านวัด หมู่ที่ 9 ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ปริมาตรดินขุดไม่น้อยกว่า 120,000 ลูกบาศก์เมตร2. อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้รับงบประมาณ ปีพ.ศ. 2568 ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 0.20 ล้าน ลบ.ม. 2.1 แก้มลิงโคกหนองรังกา พร้อมอาคารประกอบ ตำบลขามสมบูรณ์ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ปริมาตรดินขุด 200,000 ลูกบาศก์เมตร (แผนงบประมาณปีพ.ศ. 2568) – งบประมาณ 20,000,000 บาท3. แผนดำเนินการในปี 2569 – 2570 ได้ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 0.20 ล้าน ลบ.ม. 3.1 งานเพิ่มประสิทธิภาพระบบเก็บน้ำโคกหนองรังกา ปริมาตรเก็บกัก 200,000 ลบ.ม. พร้อมอาคารประกอบ ตำบลขามสมบูรณ์ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา (แผนงบประมาณปีพ.ศ. 2569) – งบประมาณ 40,000,000 บาท 3.2 สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าหนองโพ ระยะทาง 4.5 กม. ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัด นครราชสีมา (แผนงบประมาณปีพ.ศ. 2570) – งบประมาณ 70,000,000 บาท

‘นฤมล’เปิดงาน’วันเกษตรแห่งชาติ’จ.เชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10

https://www.naewna.com/local/843978

'นฤมล'เปิดงาน'วันเกษตรแห่งชาติ'จ.เชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10

‘นฤมล’เปิดงาน’วันเกษตรแห่งชาติ’จ.เชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.31 น.

‘นฤมล’เปิดงาน’วันเกษตรแห่งชาติ’จ.เชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10 ครบ 6 รอบ 72 พรรษา ชวนคนไทย ชม ชิม ช็อป สินค้าเกษตร

เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีรับถ้วยรางวัลพระราชทานการประกวดพืชและสัตว์ จำนวน 12 รางวัลเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนาราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเปิดงานวันเกษตรแห่งชาติ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 67 ภายใต้แนวคิด “สืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา สู่เกษตรทันสมัยความมั่นคงทางอาหารและความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน Continue, Preserve, and Build the king’s Philosophy towards Smart Agriculture, Food Security, and carbon neutrality for Sustainable Development” โดยมี นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ไร่แม่เหียะ ศูนย์วิจัย บูรณาการ สาธิตและฝึกอบรมนวัตกรรมการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคล 6 รอบ พระชนมพรรษา และส่งเสริมนโยบายประเทศตามยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรมภายในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2567 แบ่งออกเป็น 7 โซน ได้แก่ 1) Agri knowledge and innovation ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตร 2) Agri innovations for sustainable and king philosophy นวัตกรรมเกษตรสู่ความยั่งยืนและศาสตร์พระราชา 3) ชม ชิม ช๊อป ใน Green and clean market 4) greenovation wonderland มหัศจรรย์พรรณพฤกษา 5) Food and agri innovations นวัตกรรมอาหารและการเกษตร 6) Happy farmland ดินแดนแห่งฟาร์มสุข และ 7) Amazing agro-tourism กิน บิน ฟิน มหัศจรรย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติในครั้งนี้ โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง 22 หน่วยงาน ได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการวิชาการและในโซน AGRI KNOWLEDGE AND INNOVATION ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตร โดยจัดนิทรรศการภายใต้แนวคิดสำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย ศาสตร์พระราชา เกษตรทันสมัย ความมั่นคงทางอาหาร และความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้เข้าชมงาน พร้อมทั้งจัดแสดงผลงานและความสำเร็จในการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคการเกษตร อาทิ การส่งเสริม Smart Farmer และ Young Smart Farmer การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยนวัตกรรม เป็นต้น ตลอดจนได้ร่วมสนับสนุนจัดการประกวดพืช การประกวดสัตว์ และการประกวดปลาสวยงาม เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมอาชีพการทำเกษตรกรรรม ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

“ขอเชิญชวนเกษตรกรและผู้ที่สนใจเที่ยวชมงานวันเกษตรแห่งชาติ ณ ไร่แม่เหียะ ศูนย์วิจัย บูรณาการ สาธิตและฝึกอบรมนวัตกรรมการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อร่วมกันอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย ชม ชิม ช๊อป และนวัตกรรมด้านการเกษตรและเทคโนโลยี ตลอดจนนิทรรศการต่าง ๆ ที่น่าสนใจ อีกด้วย” นางนฤมล กล่าว

‘อัครา’รุดติดตามงาน การทำประมงพื้นที่ชุมพร

https://www.naewna.com/local/843855

‘อัครา’รุดติดตามงาน การทำประมงพื้นที่ชุมพร

‘อัครา’รุดติดตามงาน การทำประมงพื้นที่ชุมพร

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของท่าเทียบเรือประมงชุมพร พร้อมพบปะตัวแทนกลุ่มชาวประมง (พาณิชย์และพื้นบ้าน) เพื่อ
รับฟังปัญหาและอุปสรรคในการประกอบกิจการด้านประมง ที่ท่าเทียบเรือประมงชุมพร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร ซึ่งปัจจุบันท่าเทียบเรือประมงชุมพรมีการดำเนินงาน ทั้งในเรื่องการให้บริการการขนถ่ายและจำหน่ายสัตว์น้ำผ่านท่าเทียบเรือประมง มีความยาว 138 เมตรการให้สินเชื่อกับชาวประมง โดยบริการให้สินเชื่อกับชาวประมงและผู้ประกอบการประมง ทั้งสินเชื่อเครื่องมืออุปกรณ์ประมง สินเชื่อซ่อมแซมเรือประมง การให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านตลาด และสถิติประมง ผ่านเว็บไซต์ขององค์การสะพานปลา และการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและอื่นๆ

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ได้เยี่ยมชมโรงคลุมสำหรับขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำ และชมการขนถ่ายปูจากเรือลอบปูขึ้นท่าเทียบเรือ และเยี่ยมชมกิจการแพที่รับซื้อปูม้าจากเรือประมงและนำมาแปรรูป

“การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าเทียบเรือประมงชุมพร ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ต้องการจะพัฒนาในเรื่องการเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยต้องการให้กรมประมงทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต และองค์การสะพานปลาทำหน้าที่เป็นผู้ขาย ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ เรื่องตลาดนำการผลิต อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ พร้อมเข้ามาส่งเสริมทั้งในเรื่องปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาคุณภาพสินค้าและการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป” รมช.เกษตรฯ กล่าว

ผู้ตรวจฯจัดงานวันเกษตรฯ เผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรม

https://www.naewna.com/local/843850

ผู้ตรวจฯจัดงานวันเกษตรฯ  เผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรม

ผู้ตรวจฯจัดงานวันเกษตรฯ เผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรม

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมแถลงจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ 2567 ในธีมงาน “สืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา สู่เกษตรทันสมัย ความมั่นคงทางอาหาร และความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” บนพื้นที่ธรรมชาติกว่า 400 ไร่ ที่ศูนย์วิจัย สาธิตและฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ CMU Farm @ Mae Hia เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านนวัตกรรมด้านการเกษตรเพื่อความยั่งยืน ทั้งในมิติด้านอาหาร สุขภาพ สังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับศาสตร์พระราชา และร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 60 ปี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคล 6 รอบ พระชนมพรรษา และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน”

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากหลายภาคส่วนความรู้ด้านวิชาการและเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากงานวิจัยสู่การปฏิบัติและการนำไปใช้ประโยชน์ นิทรรศการและนวัตกรรมการเกษตรของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรอิสระ การทำเกษตรแม่นยำควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม อาทิ อุปกรณ์ด้าน Smart Farm/Iot/Drone/Robot และเครื่องจักรกลทางเกษตร การเสวนาวิชาการในหัวข้อที่น่าจับตามองในการทำการเกษตรในอนาคต และลงมือปฏิบัติในการฝึกอบรมวิชาชีพเกษตรระยะสั้นในหลากหลายหัวข้อ การประกวดสัตว์และความสวยงามของการประกวดพืช ชิงถ้วยพระราชทาน การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ พร้อมเต็มอิ่มไปกับการช้อป ชิม ชิล กับร้านอาหารชื่อดัง ตลาดนัดสินค้าเกษตร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

“ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติในครั้งนี้โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯทั้ง 22 หน่วยงาน ได้ร่วมจัดนิทรรศการวิชาการและในโซน AGRI KNOWLEDGE AND INNOVATIONความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตรภายใต้แนวคิดสำคัญ 4 ประการ ประกอบด้วย ศาสตร์พระราชา เกษตรทันสมัย ความมั่นคงทางอาหาร และความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้เข้าชมงาน พร้อมทั้งจัดแสดงผลงานและความสำเร็จในการพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคการเกษตร” นางอัญชลี กล่าว

ไทย-อิตาลีทำMOUร่วมมือด้านเกษตร

https://www.naewna.com/local/843851

ไทย-อิตาลีทำMOUร่วมมือด้านเกษตร

ไทย-อิตาลีทำMOUร่วมมือด้านเกษตร

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือกับนายฟรานเชสโก โลโลบริจิดา (H.E. Mr. Francesco Lollobrigida) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร อธิปไตยทางอาหาร และป่าไม้สาธารณรัฐอิตาลี และคณะ ว่าได้เตรียมจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-อิตาลี มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรครอบคลุมการผลิตการค้า และการลงทุน เพื่อยกระดับความสัมพันธ์และส่งเสริมความเข้มแข็งให้ภาคเกษตรของทั้งสองประเทศ รวมถึงเพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนสำหรับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร

“ขณะนี้ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดร่างบันทึกความเข้าใจฯเพื่อให้การขับเคลื่อนความร่วมมือมีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ นอกจากนี้ยังหารือถึงความเป็นไปได้ในการขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการออกแบบเสื้อผ้าที่มาจากผ้าไหม เพื่อเสริมสร้าง soft power ของไทย เนื่องจากอิตาลีถือเป็นผู้นำด้านแฟชั่นของโลก” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ (ฝ่ายอิตาลี) กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-อิตาลี อีกทั้งยังเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการขับเคลื่อนภารกิจภาคการเกษตร อาทิ การเปิดตลาดนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มเติม เป็นต้น โดยฝ่ายอิตาลีพร้อมสนับสนุนประเทศไทยในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ตาม 2 ข้อบท ที่กระทรวงเกษตรฯ (ฝ่ายไทย) รับผิดชอบ ได้แก่ 1.ข้อบทมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and
Phytosanitary Measures) และ 2.ข้อบทระบบอาหารที่ยั่งยืน (Sustainable Food Systems) พร้อมทั้งจะสนับสนุนเร่งรัดให้สหภาพยุโรปอนุญาตนำเข้าม้ามีชีวิตจากไทยได้อีกครั้งต่อไป

รมว.เกษตรฯแฮปปี้ สำรวจตลาดการค้า ผู้ประกอบการจีนชม คุณภาพผลไม้ไทยดี

https://www.naewna.com/local/843848

รมว.เกษตรฯแฮปปี้  สำรวจตลาดการค้า  ผู้ประกอบการจีนชม  คุณภาพผลไม้ไทยดี

รมว.เกษตรฯแฮปปี้ สำรวจตลาดการค้า ผู้ประกอบการจีนชม คุณภาพผลไม้ไทยดี

วันพุธ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ และทูตเกษตรจากปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว เยี่ยมชมตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิง เพื่อสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพและมาตรฐานของผลไม้จากประเทศไทย และพูดคุยแลกเปลี่ยนการนำเข้าสินค้าผลไม้กับผู้บริหารตลาดค้าส่ง และผู้นำเข้าชาวจีน ซึ่งตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิง ถือเป็นตลาดค้าส่งผลไม้และตลาดที่ใหญ่ที่สุดในจีนตะวันออก มีมูลค่าการซื้อขายกว่า 10,000 ล้านหยวน ส่วนโซนผลไม้นำเข้า มีการค้าผลไม้จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะผลไม้จากประเทศไทย เช่น ทุเรียน ขนุน มะพร้าว มะม่วง มังคุด และลำไย เป็นต้น ซึ่งในปี 2566 ตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิงมียอดการซื้อขายประมาณ 25,600 ล้านหยวน ผลไม้กว่า 896,500 ตัน 48,826 ตู้คอนเทนเนอร์ ผลไม้ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย และขนุน ซึ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ศูนย์กลางค้าขนุน ที่ใหญ่สุดในจีน

ทั้งนี้ ในปี 2566 ตลาดค้าส่งผลไม้เจียซิง นำเข้าผลไม้ไทยกว่า 70,762 ตู้มีมูลค่าการค้าทุเรียนกว่า 5,300 ล้านหยวน มะพร้าว 3,339 ล้านหยวน ลำไย 100 ล้านหยวน และมังคุด 439ล้านหยวน

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้กล่าวแสดงความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำเข้าผลไม้จากประเทศไทย ถึงการให้ความสำคัญด้านคุณภาพและมาตรฐาน โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งประเทศไทย จะปฏิบัติตามพิธีสารระหว่างไทย-จีน ที่ทั้งสองประเทศจะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบโรงคัดบรรจุอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคต่อไป