‘นฤมล’สั่งด่วน ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประสบอุทกภัยภาคใต้

https://www.naewna.com/local/844379

'นฤมล'สั่งด่วน ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประสบอุทกภัยภาคใต้

‘นฤมล’สั่งด่วน ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.01 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการอธิบดีกรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในภาคใต้ที่ประสบภัยน้ำท่วม ทั้งการช่วยเหลือในระยะเผชิญเหตุและการฟื้นฟูหลังน้ำลด อธิบดีกรมปศุสัตว์ระบุระดมส่งเสบียงอาหารสัตว์ ช่วยอพยพสัตว์ และเตรียมแผนฟื้นฟูเพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้สั่งการให้ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้โดยเร็วที่สุด ทั้งการช่วยเหลือในระยะเผชิญเหตุเนื่องจากระยะนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า หลายพื้นที่ของภาคใต้จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่อง อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ ดังนั้นหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ในภาคใต้จะต้องเตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือเกษตรกรประกอบด้วย การช่วยขนย้ายสัตว์จากพื้นที่น้ำท่วมไปยังพื้นที่ปลอดภัย จัดส่งเสบียงอาหารสัตว์ รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้รับข้อสั่งการของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ห่วงใยประชาชนและเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ จึงสั่งการหน่วยงานกรมปศุสัตว์ในพื้นที่เร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ที่ประสบภัยโดยด่วน โดยให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประสานกับศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย เร่งจัดส่งเสบียงอาหารสัตว์ที่มีอยู่ในคลังสำรองพื้นที่ปศุสัตว์เขต 8 จำนวน 2,093,740 กิโลกรัม จัดเก็บไว้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สุราษฎร์ธานี ชุมพร พัทลุง และนครศรีธรรมราช ในส่วนพื้นที่ปศุสัตว์เขต 9 มีจำนวน 867,020 กิโลกรัม ซึ่งจัดเก็บไว้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สตูล และนราธิวาส

ในส่วนของศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ รายงาน ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 ว่ามีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบด้านปศุสัตว์ 8 จังหวัด คือ ชุมพรนครศรีธรรมราช พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา จำนวน 54 อำเภอ 290 ตำบล 1,143 หมู่บ้าน เกษตรกร 71,324 ราย มีสัตว์ในพื้นที่น้ำท่วม จำนวน 2,597,506 ตัว เป็นโค 111,894 ตัว กระบือ 2,952 ตัว สุกร 14,327 ตัว แพะ/แกะ 70,334 ตัว และสัตว์ปีก 2,397,999 ตัว แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ 3,069 ไร่ สัตว์ตายจำนวน 4 ตัว ได้แก่ กระบือ 3 ตัว โค 1 ตัว กรมปศุสัตว์ให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า โดยจัดส่งพืชอาหารสัตว์พระราชทาน จำนวน 100,500 กิโลกรัม อพยพสัตว์ จำนวน 200,704 ตัว รักษาสัตว์ จำนวน 140 ตัว และจะให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะยังคงมีฝนตกในภาคใต้ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 จึงให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เร่งดำเนินการจัดส่งพืชอาหารสัตว์พระราชทานที่รองรับภัยพิบัติเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร อพยพสัตว์เลี้ยงขึ้นที่ปลอดภัยทันที สนับสนุนแร่ธาตุและเวชภัณฑ์แก่สัตว์เลี้ยงของเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยเป็นการด่วน พร้อมทั้งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยดังกล่าว ในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ ช่วยเหลือประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 ตลอดจนวางแผนฟื้นฟูภายหลังน้ำลด เพื่อที่เกษตรกรจะสามารถกลับมาประกอบอาชีพและมีรายได้ตามปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยสามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ หรือติดต่อกลุ่มโครงการพิเศษและป้องกันภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กองส่งเสริมและพัฒนาปศุสัตว์ โทร. 0 2653 4444 ต่อ 3315

– 006

‘นฤมล’หารือชุมนุมสหกรณ์ เพิ่มลงทุนสร้างผลตอบแทน

https://www.naewna.com/local/844291

‘นฤมล’หารือชุมนุมสหกรณ์ เพิ่มลงทุนสร้างผลตอบแทน

‘นฤมล’หารือชุมนุมสหกรณ์ เพิ่มลงทุนสร้างผลตอบแทน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการพบปะหารือกับตัวแทนชุมนุมสหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมี น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรฯ และนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเน้นการปรับปรุงประกาศคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ เรื่อง ข้อกำหนดการฝากเงินหรือลงทุนอย่างอื่นของสหกรณ์ พ.ศ. ..ภายใต้มาตรา 62 แห่ง พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ให้สหกรณ์มีทางเลือกการลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งไม่กระทบกับสิทธิ์ที่สหกรณ์เคยได้รับในการบริหารจัดการเงินทุน และมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สหกรณ์ได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน เพื่อให้เกิดสภาพคล่องสามารถรองรับภาระค่าใช้จ่ายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สหกรณ์แต่ละแห่งควรคำนึงถึงศักยภาพขนาด และประเภทของสหกรณ์ เพื่อให้การขยายการลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนที่แน่นอน และเป็นการลงทุนทางเลือกให้สหกรณ์สามารถหารายได้เพิ่มเติมอันเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกและเกษตรกร” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

เกษตรฯถกPigBoard เห็นชอบร่างโครงการ รักษาเสถียรภาพราคา เพิ่มสมดุลการตลาด

https://www.naewna.com/local/844288

เกษตรฯถกPigBoard  เห็นชอบร่างโครงการ  รักษาเสถียรภาพราคา  เพิ่มสมดุลการตลาด

เกษตรฯถกPigBoard เห็นชอบร่างโครงการ รักษาเสถียรภาพราคา เพิ่มสมดุลการตลาด

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) ครั้งที่ 2/2567 ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ (ร่าง) โครงการรักษาเสถียรภาพราคาสุกรที่จะดำเนินการเพิ่มเติม โดยมีแนวทางการปรับลดกำลังการผลิตในระดับต้นน้ำ คือ การปรับลดปริมาณแม่พันธุ์สุกรภายในประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีเป้าหมายสำคัญคือการปรับลดแม่พันธุ์สุกร 78,571 ตัว ในฟาร์มสุกรรายใหญ่ที่มีแม่พันธุ์สุกรมากกว่า 1,000 ตัวขึ้นไป 230 แห่ง เพื่อรักษาสมดุลทางการตลาดและแก้ปัญหาการขาดทุนของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร เป็นภารกิจที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญในการศึกษาหาแนวทางการรักษาสมดุลราคาของปัจจัยทางการผลิตทั้งระบบ เนื่องจากทุกปัจจัยล้วนมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน รวมถึงการผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรด้านการค้า

สำหรับผลการดำเนินโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร โดยการตัดวงจรลูกสุกรทำหมูหัน ปี 2567 กรมปศุสัตว์ ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการฟาร์มสุกรรายใหญ่ ในการเข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ลดปริมาณอุปทานส่วนเกินออกจากระบบ พบว่ามีผู้ประกอบการแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ20 ราย เป้าหมายรวม 81,885 ตัว และดำเนินการทำหมูหันแล้ว 5 ราย รวม 11,698 ตัว

รมว.เกษตรฯร่วมจัดงาน 69ปีวันพระบิดาแห่งฝนหลวงฯ

https://www.naewna.com/local/844289

รมว.เกษตรฯร่วมจัดงาน  69ปีวันพระบิดาแห่งฝนหลวงฯ

รมว.เกษตรฯร่วมจัดงาน 69ปีวันพระบิดาแห่งฝนหลวงฯ

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวงประจำปี 2567 เมื่อเร็วๆนี้ภายใต้แนวคิด “เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาองค์ราชา สืบสาน รักษาและต่อยอด พระบิดาแห่งฝนหลวง”โดยมีนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรฯ นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นายราเชน ศิลปะรายะ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมว่ากรมฝนหลวงฯ ได้จัดงาน “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง”ประจำปี 2567 ที่ลานอเนกประสงค์อาคารบี ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กทม.

“กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวงมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 69 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงก่อเกิดโครงการพระราชดำริฝนหลวง ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้านนายราเชน กล่าวว่า งานวันพระบิดาแห่งฝนหลวงปีนี้ มีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 แบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมาของโครงการพระราชดำริฝนหลวง 2.นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่แสดงออกถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระองค์ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพระราชดำริฝนหลวง ในการรักษา สืบสาน และต่อยอด และ 3.นิทรรศการเกี่ยวกับภารกิจในด้านต่างๆ ของกรมฝนหลวงฯ รวมถึงนิทรรศการเกี่ยวกับภารกิจหลักของหน่วยงานอาทิ ภารกิจบรรเทาปัญหาภัยแล้ง การเติมน้ำต้นทุนในพื้นที่ลุ่มรับน้ำ การบรรเทาปัญหาหมอกควันไฟป่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก

นอกจากนี้ยังมีภารกิจในการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีฝนหลวง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการฝนหลวง ภารกิจการติดตามและตรวจสภาพอากาศ ภารกิจด้านอากาศยานที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้นำเทคโนโลยีที่มีความเจริญก้าวหน้ามาใช้ที่มีส่วนช่วยให้การทำฝนมีความแม่นยำตรงต่อความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังมีการจัดลานกิจกรรมให้ความรู้ (Play & Learn) สำหรับการฟังบรรยายให้ความรู้ถึงการปฏิบัติการฝนหลวง พร้อมทั้งตอบคำถามสำหรับการรับของที่ระลึก การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกมากกว่า 70 ร้านค้า เป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ซึ่งมีทั้งผัก ผลไม้ อาหารสด และอาหารแปรรูปทางการเกษตร ในราคาประหยัด กิจกรรมการสาธิตเสริมสร้างอาชีพจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อาทิ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ การทำพวงกุญแจ การทำซูชิข้าวก่ำล้านนา การทำน้ำหมักจุลินทรีย์ (พด.6) สารเร่งซุปเปอร์ (พด.2) และการทำแบคทีเรียสังเคราะห์แสง (พด.15)

‘อัครา’รับฟังสร้างศูนย์ฯสัตว์น้ำพะเยา

https://www.naewna.com/local/844290

‘อัครา’รับฟังสร้างศูนย์ฯสัตว์น้ำพะเยา

‘อัครา’รับฟังสร้างศูนย์ฯสัตว์น้ำพะเยา

วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการก่อสร้างศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำพะเยา ที่อาคารสโมสรพนักงาน เทศบาลเมืองพะเยา อ.เมือง จ.พะเยา โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เป็นภูมิสัญลักษณ์ หรือแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ของ จ.พะเยา และภูมิภาค อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านนิเวศวิทยาของสัตว์น้ำ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายของสัตว์น้ำประจำถิ่นให้แก่เยาวชนและจังหวัดใกล้เคียงในเขตภาคเหนือตอนบน เกิดห่วงโซ่อุปทานธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่อง สร้างรายได้ มูลค่าเพิ่มและผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) สร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของ จ.พะเยา

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำพะเยา ผ่านความเห็นชอบเป็นมติของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย แพร่ น่าน และพะเยา) ซึ่งเสนอประเด็นการพัฒนาจังหวัดต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในคราวการประชุม ครม.นอกสถานที่ เมื่อหวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นโครงการลำดับที่ 13 ชื่อโครงการสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำกว๊านพะเยา และกรมประมง ได้บรรจุในแผนปฏิบัติราชการประจำปี 2568–2570

สำหรับโครงการก่อสร้างดังกล่าวมีแนวทางดำเนินการในส่วนของอาคารศึกษาและจัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ พื้นที่อนุบาลพันธุ์สัตว์น้ำ พื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมกลางแจ้ง/พื้นที่จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เช่น การจัดนิทรรศการในส่วนของการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำและการจัดแสดงเครื่องมือประมงเป็นต้น และพื้นที่สำหรับให้บริการจำหน่ายของที่ระลึก อาหาร เครื่องดื่ม นอกจากนี้ ในส่วนของชนิดปลาที่จะนำมาจัดแสดง ได้แก่ ปลาไทยไซส์ยักษ์ เช่น ปลาบึก ปลาเทพา และปลาเค้าดำ เป็นต้น

‘ธนดล’นำทีมลุยตรวจรุกที่สปก.มวกเหล็ก พบทำเป็น’โฮมสเตย์-จุดกางเต็นท์’วิวอย่างสวย

https://www.naewna.com/local/844337

'ธนดล'นำทีมลุยตรวจรุกที่สปก.มวกเหล็ก พบทำเป็น'โฮมสเตย์-จุดกางเต็นท์'วิวอย่างสวย

‘ธนดล’นำทีมลุยตรวจรุกที่สปก.มวกเหล็ก พบทำเป็น’โฮมสเตย์-จุดกางเต็นท์’วิวอย่างสวย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 22.27 น.

“ธนดล”นำทีมลุยตรวจ”ไร่ภูจันทร์เจ้า-ไร่ภูพิบูลย์”อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี รุกที่ สปก. ชี้ถ้าคนที่ได้รับอนุญาตในที่ดินดังกล่าว ยังไม่ปรับพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เตรียมปรับให้สิ้นสิทธิ

28 พ.ย.67 นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนการตรวจสอบและพิจารณาความผิดเกี่ยวกับผู้ได้รับการจัดที่ดิน และผู้ถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดิน  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะทำงาน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่สถานที่ท่องเที่ยว “ไร่ภูจันทร์เจ้า” และ “ไร่ภูพิบูลย์” ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านซับกระทิงใต้ หมู่ที่ 4 ต.หนองย่างเสือ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี หลังได้รับข้อมูลและการร้องเรียนว่า พื้นที่ดังกล่าวอาจเข้าข่ายรุกที่ ส.ป.ก. เบื้องต้นพบนายหน่อง (ไม่ทราบนามสกุล) เป็นผู้ดูแล

โดยนายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำเอกสารหลักฐานต่างๆ แจ้งขอตรวจสอบการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดิน การขออนุญาตก่อสร้างอาคาร และการดำเนินการผิดกฎหมายบนเนื้อที่ของรัฐ (ส.ป.ก.) ที่อนุญาตให้เฉพาะเกษตรกรเข้าทำการเกษตรเท่านั้น พร้อมทั้งให้นายหน่องนำตรวจสถานที่ ซึ่งเป็นที่พักเป็นสไตล์แคมป์ปิ้ง โฮมสเตย์ มีสระว่ายน้ำ กิจกรรมพายเรือ รวมถึงให้เช่าพื้นที่กางเต็นท์ นอนพัก เห็นวิวธรรมชาติสวยสดงดงามอยู่เบื้องล่าง

“ที่ไร่ภูจันทร์เจ้า ฝ่ายกฎหมายของ ส.ป.ก. เคยทำหนังสือแจ้งเตือนมาแล้ว ให้เดินทางเข้ามาให้ข้อมูล แต่ยังไม่มีการเดินทางมาให้ข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ซึ่งในครั้งนี้เราเห็น และรับทราบข้อเท็จจริงหมดแล้วว่าผิด ถ้าเกิดคนที่ได้รับอนุญาตในที่ดินดังกล่าว ยังไม่ปรับพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เราก็จะปรับให้สิ้นสิทธิ์ ซึ่งการบุกรุกที่ดินของรัฐเข้าข่าย พรบ.ฟอกเงินด้วย” นายธนดล กล่าว

กรมการข้าว ร่วมคณะ รมช.อัครา ติดตามโครงการปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กฯ บ้านโป่งจ้อ

https://www.naewna.com/local/844305

กรมการข้าว ร่วมคณะ รมช.อัครา ติดตามโครงการปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กฯ บ้านโป่งจ้อ

กรมการข้าว ร่วมคณะ รมช.อัครา ติดตามโครงการปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กฯ บ้านโป่งจ้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.17 น.

กรมการข้าว ร่วมคณะ รมช.อัครา ติดตามโครงการปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กฯ บ้านโป่งจ้อ 

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมติดตามนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามโครงการปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กฯ บ้านโป่งจ้อ เพื่อถ่ายโอนภารกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานบ้านโป่งจ้อ หมู่ 7 ตำบลสันติสุข อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดินบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการออกแบบและปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำขนาดเล็กฯ บ้านโป่งจ้อ ด้วยระบบท่อส่งน้ำจากพลังงานแสงอาทิตย์ ประกอบด้วยถังเก็บน้ำความจุ 100 ลบ.ม. จำนวน 2 ถัง พร้อมระบบท่อส่งน้ำ HDPE ความยาวรวม 3,200 เมตร ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค ภายหลังจากดำเนินโครงการฯ สามารถเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์โดยรอบประมาณ 500 ไร่ และเกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการศึกษา ทบทวนแนวทางการจัดทำโครงการอนุรักษ์ดินและบริหารจัดการน้ำเพื่อความมั่นคงภาคการเกษตรพื้นที่เกษตรน้ำฝน เพื่อเพิ่มศักยภาพการใช้ที่ดินและยกระดับการบริหารจัดการน้ำอีกด้วย

‘เกษตรกรโคขุน’ขอบคุณ’กรมปศุสัตว์’ คุมเข้มใช้’สารเร่งเนื้อแดง’ตลอดห่วงโซ่

https://www.naewna.com/local/844269

'เกษตรกรโคขุน'ขอบคุณ'กรมปศุสัตว์' คุมเข้มใช้'สารเร่งเนื้อแดง'ตลอดห่วงโซ่

‘เกษตรกรโคขุน’ขอบคุณ’กรมปศุสัตว์’ คุมเข้มใช้’สารเร่งเนื้อแดง’ตลอดห่วงโซ่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.36 น.

นางเคียงเดือน สงวนชื่อ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร ตำบลสลักได อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า ปฏิบัติการขับเคลื่อนของกรมปศุสัตว์ ที่ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงตลอดห่วงโซ่การผลิตโคขุน พร้อมสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงอันตรายและผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเร่งเนื้อแดง โดยมีการตรวจหาการใช้สารเร่งเนื้อแดงในโรงฆ่าสัตว์ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ และฟาร์มเลี้ยงโคขุนทั่วประเทศ

“ขอบคุณกรมปศุสัตว์ที่ดำเนินการมาตรการเชิงรุก ทั้งเฝ้าระวังการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในโรงฆ่าสัตว์ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ และฟาร์มเลี้ยงโคขุนทั่วประเทศ และตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยปลอดจากสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงประเทศคู่ค้า เป็นการปกป้องอุตสาหกรรมโคขุนทั้งระบบ รวมถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งการเลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัย สามารถสังเกตจากลักษณะเนื้อสัตว์ที่ไม่มีสีแดงเข้มผิดธรรมชาติ ไม่แห้งเหนียว หรือมีน้ำซึมออกมามากผิดปกติ” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร กล่าว และว่า แม้ว่าบราซิลจะมีความพยายามเปิดตลาดในสินค้าเกษตร รวมถึงเนื้อโค มายังประเทศไทยแบบถูกต้อง หลังเกิดเหตุการณ์การลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนในช่วงที่ผ่านมา  แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจหากอนุญาตให้มีการนำเข้ามาจริง เนื่องจากในต่างประเทศสามารถใช้สารเร่งเนื้อแดงได้โดยอิสระ และไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนสุรินทร์โกเบครบวงจร กล่าวด้วยว่า สำหรับประเทศไทย “สารเร่งเนื้อแดง” เป็นสารต้องห้ามที่กรมปศุสัตว์ห้ามนำมาผสมในอาหารสัตว์ เนื่องจากส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงเป็นความเสี่ยงสำหรับผู้บริโภคคนไทย และผิดกฎหมายไทยที่ประกาศ “ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์อย่างเด็ดขาด” มานานกว่า 20 ปี ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545 กระทั่งมีการปรับปรุงประกาศฯ เมื่อ พ.ศ.2559 เรื่องกำหนดวัตถุดิบที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ รวมถึงประกาศ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2546

‘นฤมล’พร้อมจับมือทุกหน่วยงานร่วมแก้PM2.5 เน้นสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลดเผา

https://www.naewna.com/local/844201

'นฤมล'พร้อมจับมือทุกหน่วยงานร่วมแก้PM2.5 เน้นสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลดเผา

‘นฤมล’พร้อมจับมือทุกหน่วยงานร่วมแก้PM2.5 เน้นสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลดเผา

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.06 น.

‘นฤมล’พร้อมจับมือทุกหน่วยงานร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ลดลงให้ได้ เน้นสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลดการเผา หันมาทำเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงาน ”Kick Off มาตรการรับมือสถานการณ์ ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 กรมส่งเสริมการเกษตร“ เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่ถึงการปฏิบัติงานตามแนวทางขับเคลื่อนมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง และการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมี นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมทองกวาว สำนักบริการวิชากา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ว่า ด้วยสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาสำคัญในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและภาคเหนือของประเทศไทย ที่มีฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน และมีแนวโนมเพิ่มสูงขึ้น

นางนฤมล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงปัญหา และพร้อมรับนโยบายรัฐบาลในการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์การเร่งรัดแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่การเกษตร โดยมุ่งเน้นการวางแนวทางให้ชัดเจน และร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีพื้นที่การเกษตรเป็นเป้าหมายสำคัญในการบริหารจัดการ รวมถึงการเตรียมรองรับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากพื้นที่เกษตรกรรมจะได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก และการบริหารจัดการในพื้นที่การเกษตรต้องคำนึงถึงการรองรับการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

“รัฐบาลต้องการให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง ในวันนี้จึงได้มอบนโยบายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ประชาสัมพันธ์ สร้างการตระหนักรู้ให้เกษตรกรหยุดเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเข้มข้น อีกทั้ง ต้องไม่เป็นการบังคับเกษตรกร แต่ต้องสร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรแบบไม่เผา อาทิ ส่งเสริมการปลูกพืชมูลค่าสูง หรือสร้างช่องทางการจัดจําหน่ายให้ได้ราคาที่สูงกว่าสินค้าทั่วไป ดังนั้น จึงต้องร่วมกับหน่วยงาน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นทุกปีให้ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจน ” นางนฤมล กล่าว

นางนฤมล ยังกล่าวถึงปัญหาหมอกควันที่มาจากต่างประเทศว่า ได้มีการเจรจาหารือกันในระดับรัฐบาล เพื่อขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้านให้ลดการเผา รวมถึงให้คำแนะนำแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีการเตรียมความพร้อมปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละออง PM2.5 โดยวันนี้ รมช.อิทธิ จะขึ้นบินสำรวจสภาพอากาศพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมทั้งติดตามการนำเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 และจะนำไปขยายในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งกรุงเทพฯ ด้วย เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ใช้ข้อมูลจุดความร้อน (hotspot) จาก GISTDA ในการติดตามตรวจสอบสถานการณ์การเผาในพื้นที่เกษตร ของประเทศไทยจากดาวเทียม TERRA และ AQUA ระบบ MODIS ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2567 พบจุดความร้อน (Hotspot) พื้นที่เกษตร ในประเทศไทยจำนวน 3,255 จุด จากเดิมปี 2566 ในช่วงเวลาเดียวกัน จำนวน 3,647 จุด พบว่าลดลง จำนวน 392 จุด คิดเป็นร้อยละ 10.75 สำหรับผลการดำเนินงานบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ปี 2567 รายพืช 5 ชนิด ประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อ้อย มันสำปะหลัง และไม้ผล ไม้ยืนต้น ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2567 มีปริมาณเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทั้งหมดประมาณ 48.6 ล้านตัน นำไปใช้แล้วประมาณ 33.54 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 69 เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3.2 พันล้านบาท

ปรับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม เปลี่ยนสู่แบบพัฒนา ลดเสี่ยง-เลี่ยงโรค

https://www.naewna.com/local/844172

ปรับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม เปลี่ยนสู่แบบพัฒนา ลดเสี่ยง-เลี่ยงโรค

ปรับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม เปลี่ยนสู่แบบพัฒนา ลดเสี่ยง-เลี่ยงโรค

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 12.46 น.

ปรับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม เปลี่ยนสู่แบบพัฒนา ลดเสี่ยง-เลี่ยงโรค

แม้ว่าช่วงนี้ข่าวสารประเด็นอื่นๆ จะอยู่ในความสนใจของสังคมมากกว่า “ปลาหมอคางดำ” แต่โครงการจับปลาของกรมประมงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบยังคงเดินหน้าต่อเนื่องไม่แผ่ว ตามแนวปฏิบัติที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศไว้ คือ จับออกจากแหล่งน้ำให้เร็วที่สุดและมากที่สุด ตามด้วยการใช้ประโยชน์จากปลาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จนวันนี้มีการรายงานว่าปริมาณปลาหมอคางดำในหลายจังหวัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี อย่างไรก็ตาม เกษตรกรต้องเรียนรู้จากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำและประสบการณ์ความเสียหายจากโรคระบาดสัตว์หลายครั้ง มาปรับเปลี่ยนกระบวนการเลี้ยงเพื่อป้องกันโรคและลดความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบกับผลผลิตได้ 

สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทยจำนวนไม่น้อยยังเลี้ยงแบบดั้งเดิม (Extensive Shrimp Culture) หรือที่เรียกกันว่าเลี้ยงแบบธรรมชาติ โดยการเปิดให้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเมื่อเวลาน้ำขึ้นเข้ามาในบ่อเลี้ยงและกักเก็บน้ำไว้ และอาศัยพันธุ์ลูกกุ้งจากธรรมชาติอย่างเดียว แต่จะมีศัตรูของกุ้ง เช่น ปู และปลา ไหลปะปนเข้าไปในบ่อด้วย ซึ่งเกษตรกรจะปล่อยให้กุ้งอยู่ในบ่อเลี้ยงประมาณ 6 เดือน – 1 ปี โดยอาศัยอาหารตามธรรมชาติในบ่อเลี้ยง เช่น แพลงตอนและพืช และเกษตรกรจะให้อาหารในช่วงที่ใกล้จะจับสัตว์น้ำเพื่อให้ได้น้ำหนักดี นอกจากรายได้หลักจากกุ้งแล้ว เกษตรกรจะมีรายได้อีกส่วนหนึ่งจาก ปูและปลา แต่วิธีนี้ทำให้ได้ผลผลิตกุ้งต่ำและเสี่ยงจากโรคระบาดสูง โอกาสขาดทุนสูงจนต้องเลิกเลี้ยงทิ้งบ่อกุ้งกลายเป็นบ่อร้างในหลายพื้นที่

การเลี้ยงกุ้งด้วยวิธีการแบบดั้งเดิมจึงมีความสี่ยงสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องโรคที่มากับสัตว์พาหะหรือเชื้อที่ปนเปื้อนมากับน้ำ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ตรวจพบพาหะนำโรคกุ้งและการปนเปื้อนของเชื้อก่อโรคในน้ำที่สูบเข้ามาในบ่อเลี้ยงและยิ่งเป็นบ่อแบบธรรมชาติที่ไม่มีการกำจัดพาหะของโรคออกโดยการกรองหรือฆ่าเชื้อในน้ำก่อนนำน้ำมาใช้เลี้ยงกุ้ง จึงทำให้เราไม่ได้ผลผลิตตามเป้าหมายและได้รับความเสียหาย ซึ่งต่างจากในอดีตที่แหล่งน้ำธรรมชาติยังไม่มีโรคระบาดเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ในกรณีที่ปลาหมอคางดำหลุดเข้าไปในบ่อเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ เมื่อกุ้งได้รับความเสียหายจากโรค แต่ปลาเหล่านี้ไม่ได้รับความเสียหายจากโรคกุ้งจึงเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ในบ่อเลี้ยงกุ้งได้ต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีโอกาสหลุดไปเพิ่มจำนวนในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ปลาหมอคางดำมีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม

ส่วนการเลี้ยงแบบพัฒนา (Intensive Shrimp Culture) จะเป็นบ่อขนาดเล็กที่สำคัญเกษตรกรให้ความสำคัญตั้งแต่การเตรียมบ่อเลี้ยง การทำบ่อพักน้ำ (เพื่อรักษาคุณภาพน้ำให้ได้มาตรฐานเหมาะกับการเลี้ยง) การปล่อยลูกกุ้งที่มีคุณภาพดีมาจากบ่ออนุบาล ให้อาหารและอาหารเสริมกับกุ้งให้ได้คุณภาพตามต้องการ ใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีในการเลี้ยงเพื่อป้องกันโรค ทุกขั้นตอนต้องทำตามหลักวิชาการหรือตามเทคนิคของแต่ละฟาร์ม เช่น การเติมจุลินทรีย์บางชนิดลงไปในบ่อ วิธีนี้จะทำให้ได้ผลผลิตสูงแต่ก็จะมีต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งมีผู้เลี้ยงกุ้งและเอกชนหลายรายที่เปลี่ยนไปเลี้ยงระบบปิดและหมุนเวียนน้ำภายในฟาร์มกลับมาใช้ใหม่ เพื่อความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมและลดความเสี่ยงจากโรคระบาด

เกษตรกรที่ยังใช้วิธีการเลี้ยงกุ้งแบบดั้งเดิม หากปรับเปลี่ยนสู่การเลี้ยงแบบพัฒนา ด้วยการกรองน้ำ ฆ่าเชื้อในน้ำและพักน้ำเหมือนเกษตรกรหลายรายที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ก็จะอยู่รอดมาอย่างต่อเนื่องขายผลผลิตได้ตามราคาตลาด ยังรักษาฟาร์มมาได้นับสิบๆปี โดยไม่ต้องปล่อยให้เป็นบ่อร้าง หรือแม้กระทั่งช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาอาการตายด่วน (Early Mortality Sysdrome : EMS) และอีกหลายโรค ที่กระทบต่อผลผลิตกุ้งของไทยเสียหายอย่างหนักทุกพื้นที่เฉลี่ย 30-50% แต่ก็ยังมีเกษตรกรไม่น้อยที่อยู่รอดปลอดภัย ป้องกันผลผลิตในบ่อเลี้ยงไม่เสียหายจากอาการตายด่วนและได้รับราคาดี

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนสู่การเลี้ยงแบบพัฒนา ต้องดำเนินการควบคู่กับการไล่ล่าปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรม Big Cleaning ครั้งใหญ่ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวงฯ เร่งจับปลาทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติ – ในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร เพื่อกำจัดและควบคุมปลาหมอคางดำให้อยู่ในพื้นที่จำกัด เพื่อเร่งปล่อยปลาผู้ล่า ก่อนดำเนินการขั้นต่อไปในการสำรวจพื้นที่โดยเทคโนโลยี E-DNA ให้รู้แหล่งที่อยู่ของปลาและกำจัดก่อนมีการแพร่ระบาดไปพื้นที่อื่น จนถึงขั้นตอนของการทำเทคนิคการเหนี่ยวนำโครโมโซม 4N เพื่อทำให้ปลาเป็นหมัน ซึ่งรัฐบาลกำหนดเป็นวาระแห่งชาติภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570 มีเป้าหมายจับปลา 3 ล้านกิโลกรัม

นรชาติ สรงอินทรีย์ นักวิชาการอิสระด้านสัตว์น้ำ