กรมปศุสัตว์ ขนเสบียงยังชีพถึงสงขลา! ลุยน้ำท่วมภาคใต้

กรมปศุสัตว์ ขนเสบียงยังชีพถึงสงขลา! ลุยน้ำท่วมภาคใต้

กรมปศุสัตว์ ขนเสบียงยังชีพถึงสงขลา! ลุยน้ำท่วมภาคใต้

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.57 น.

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์  อธิบดีกรมปศุสัตว์ สัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่  นายสัตวแพทย์จิรภัทร อินทร์สุข เลขานุการกรม นำทีมเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ร่วมกันลำเลียงอาหารสุนัขและแมว จำนวน 1,700 กิโลกรัม ผลิตภัณฑ์ไข่ต้มพะโล้พร้อมทาน จำนวน 25,000 ฟอง ขึ้นเครื่องบินขนาดกลาง โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ถึงพื้นที่จังหวัดสงขลาเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้เสบียงยังชีพดังกล่าวฯ จะถูกลำเลียงส่งให้กับเกษตรกร และประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลาต่อไป

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ลุยต่อ! ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ลุยต่อ! ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ลุยต่อ! ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.19 น.

26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 07.45 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์  อธิบดีกรมปศุสัตว์ สัตวแพทย์หญิงบุณิกา จุลละโพธิ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่  นายสัตวแพทย์จิรภัทร อินทร์สุข เลขานุการกรม นำทีมเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ร่วมกันลำเลียงอาหารสุนัขและแมว จำนวน 1,700 กิโลกรัม ผลิตภัณฑ์ไข่ต้มพะโล้พร้อมทาน จำนวน 25,000 ฟอง ขึ้นเครื่องบินขนาดกลาง โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ออกจากสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดสงขลา  เพื่อส่งต่อเสบียงยังชีพดังกล่าวฯ ให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลาต่อไป

-(016)

รายงานพิเศษ : Kick Off เร่งยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก. ดันจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้

รายงานพิเศษ : Kick Off  เร่งยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก. ดันจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้

รายงานพิเศษ : Kick Off เร่งยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก. ดันจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.31 น.

ร้อยเอกธรรมนัส  พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีไปยังแปลงราชบุรีโมเดลตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เพื่อเป็นประธาน “Kick off ขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร” โดยได้ปิดป้ายประกาศให้ผู้ถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน พร้อมกันกับพื้นที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัด 27 จังหวัดทั่วประเทศ 

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า เพื่อแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินในลักษณะที่เป็นผืนใหญ่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และนำที่ดินที่ได้จากการยึดคืนเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตลอดจนต้องการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติและขั้นตอนการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายในเขตปฏิรูปที่ดินจึงได้สั่งการให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) จัด “Kick off ขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร” ในครั้งนี้พร้อมกับพื้นที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัด 27 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบด้วย 1.ภาคเหนือ : กำแพงเพชร เชียงราย เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี 2.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บึงกาฬ สุรินทร์ หนองคาย อุดรธานี และอุบลราชธานี 3.ภาคกลาง : กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ชลบุรี ระยอง ลพบุรี สระแก้ว และสระบุรี 4.ภาคใต้: กระบี่ ชุมพร ตรัง สงขลา และสุราษฎร์ธานี

ต่อไปนี้การตรวจสอบการถือครองที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อยึดคืนที่ดินจากนายทุนและเร่งรัดการจัดหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรเพื่อนำไปจัดสรรและกระจายการถือครองให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง สำหรับปัญหาที่ดินในจังหวัดราชบุรี ได้มอบหมาย ส.ป.ก. ดำเนินการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ที่มีการถือครองที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กระทำฝ่าฝืน หรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จำนวน 165 ราย 166 แปลง เนื้อที่ประมาณ 6,500 ไร่อยู่หมู่ที่ 10 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน โครงการป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี หมายเลข 85 ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ป่าสวนแห่งชาติ ที่กรมป่าไม้ได้ส่งมอบพื้นที่ให้นำมาปฏิรูปที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 ส.ป.ก.ราชบุรี ได้ดำเนินการเพิกถอนการจัดที่ดินหรือให้เกษตรกรสิ้นสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินและนำที่ดินมาจัดให้กับเกษตรกรผู้ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาส  ซึ่งขณะนี้ ส.ป.ก.ราชบุรีได้ประกาศให้เกษตรกรที่มีคุณสมบัติยื่นคำขอรับการจัดที่ดินแล้ว ในระยะแรก เนื้อที่ 2,088 ไร่ มีผู้ยื่นคำขอ จำนวนกว่า 3,300 คำขอ อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติและดำเนินการตามขั้นตอนประชาคมหมู่บ้านและปรับพื้นที่ที่ดินให้เหมะสมกับการเกษตรและล้มปาล์ม คาดว่าจะสามารถจัดที่ดินให้กับเกษตรกรจำนวน 152 ราย เนื้อที่ 1,520 ไร่ และพื้นที่แหล่งน้ำและพื้นที่กันไว้เป็นพื้นที่ป่ากันชน ทั้งนี้ เกษตรกรจะได้รับสิทธิการเช่าที่ดิน ในอัตราไร่ละ 100 บาทต่อปี

“ส่วนจุดปิดป้ายประกาศ เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงได้ทำการปิดป้ายประกาศแจ้งให้ผู้ครอบครองที่ดินในพื้นที่นั้นๆเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อให้ผู้ครอบครองที่ดินยื่นคำร้องแสดงสิทธิในที่ดิน เป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างจริงจัง และปรับปรุงพัฒนาสิทธิในที่ดินรัฐ หากรายใดครอบครองไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็จะทวงคืนที่ดินกลับเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้ได้ที่ดินในการนำไปจัดสรรให้กับเกษตรผู้ยากไร้และมีคุณสมบัติต่อไป”

ด้าน นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า ส.ป.ก.กำลังเร่งเดินหน้าตรวจสอบการถือครองที่ดินโดยมิชอบในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ พร้อมทั้งให้มีการตรวจสอบฐานข้อมูลการจัดที่ดินและข้อมูลแผนที่พื้นที่ที่ยังไม่เข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและพื้นที่ที่มีการครอบครองที่ดินในลักษณะเป็นที่ดินแปลงใหญ่ ทั้งนี้ ส.ป.ก.จะต้องมีการดำเนินการตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงการใช้ประโยชน์และการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินในท้องที่จังหวัดข้างต้น โดยส.ป.ก.จังหวัด หากพบว่ามีการครอบครองที่ดินในลักษณะเป็นที่ดินแปลงใหญ่และไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้ ส.ป.ก.จังหวัด มีประกาศแจ้งให้ผู้ครอบครองที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไว้ในที่เปิดเผย เพื่อแจ้งให้ผู้ครอบครองที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรร ม อีกทั้งต้องดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาสิทธิในที่ดินรัฐโดยการปรับปรุงหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรให้สอดคล้องกับระเบียบกฎหมายที่ได้ดำเนินการแก้ไขต่อไป

‘กรมปศุสัตว์’เร่งส่งหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน ช่วยเหลือผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมใต้

'กรมปศุสัตว์'เร่งส่งหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน ช่วยเหลือผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมใต้

‘กรมปศุสัตว์’เร่งส่งหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน ช่วยเหลือผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมใต้

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.37 น.

กรมปศุสัตว์ระดมช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ โดยระยะเร่งด่วน ช่วยอพยพสัตว์ จัดส่งหญ้าอาหารสัตว์ พร้อมดูแลสุขภาพสัตว์ หลังน้ำลด จะเข้าสำรวจความเสียหายทันทีเพื่อชดเชยตามระเบียบราชการ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์ ปศุสัตว์ และสัตว์เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สตูล ปัตตานี สงขลา ตรัง และนราธิวาส ครอบคลุม 72 อำเภอ 388 ตำบล 2,305 หมู่บ้าน เกษตรกร 106,280 ราย มีสัตว์ในพื้นที่น้ำท่วม จำนวน 6,525,056 ตัว เป็นโค 193,652 ตัว กระบือ 2,909 ตัว สุกร 236,315 ตัว แพะ/แกะ 55,636 ตัว และสัตว์ปีก 6,036,544 ตัว แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ 7,213.40 ไร่

ในระยะเผชิญเหตุ กรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินการแจกจ่ายเสบียงหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน จำนวน 156,740 กิโลกรัม อพยพสัตว์ จำนวน 27,512 ตัว สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ/ยาปฏิชีวนะ/วิตามิน) จำนวน 459 ชุด รวมถึงถุงยังชีพสัตว์ พร้อมส่งหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่เข้าดูแลรักษาสัตว์ในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ส่วนความเสียหายที่สัตว์ตายและสูญหาย มีจำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช ปัตตานี และสตูล รวม 583 ตัว เป็นโค 23 ตัว แพะ 3 ตัว แกะ 1 ตัว และไก่พื้นเมือง 556 ตัว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจครั้งนี้เป็นไปตามข้อสั่งการของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญต่อมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติ รวมถึงการป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟู เมื่อประสบเหตุภัยพิบัติ

สำหรับเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยสามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ หรือติดต่อกลุ่มโครงการพิเศษและป้องกันภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กองส่งเสริมและพัฒนาปศุสัตว์ โทร. 0 2653 4444 ต่อ 3315 หรือขอรับความช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

– 006

ฝนหลวงฯลุยต่อ! ‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ระดมช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้

ฝนหลวงฯลุยต่อ! 'อธิบดีกรมฝนหลวง'ระดมช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้

ฝนหลวงฯลุยต่อ! ‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ระดมช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.30 น.

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น.ที่ผ่านมา นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ นำทีมเจ้าหน้าที่ร่วมกันลำเลียงถุงยังชีพ จำนวน 1,000 ชุด ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และมุ้งสี่เหลี่ยม จำนวน 500 หลัง จากมูลนิธิเทพธิดาพิทักษ์ พสบ.24 และชมรมไกลกันดาร ขึ้นเครื่องบินขนาดกลาง CASA จำนวน 3 ลำ ออกจากสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังสนามบินหาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อเวลา 09.25 น.เพื่อส่งต่อให้กับผู้ประสบอุทกภัยใน จ.สงขลา และ จ.นราธิวาส

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’จับมือญี่ปุ่น เดินหน้าขายข้าวคาร์บอนต่ำในตลาดญี่ปุ่น

'อธิบดีกรมการข้าว'จับมือญี่ปุ่น เดินหน้าขายข้าวคาร์บอนต่ำในตลาดญี่ปุ่น

‘อธิบดีกรมการข้าว’จับมือญี่ปุ่น เดินหน้าขายข้าวคาร์บอนต่ำในตลาดญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.01 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานหารือร่วมกันกับ นางสาวโอซาวา ยูริเอะ เลขานุการเอกด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และรองผู้แทนถาวรประจำคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ญี่ปุ่น ประจำสถานทูตประเทศญี่ปุ่น รับผิดชอบดูแลด้านอาหาร โดยมีคณะที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว ภาคเอกชน และผู้บริหารกรมการข้าว เข้าร่วมหารือด้วย การหารือกันครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือร่วมกันถึงแนวทางการดำเนินการเรื่องการจำหน่ายข้าวคาร์บอนต่ำส่งไปตลาดญี่ปุ่น

การหารือร่วมกันในครั้งนี้ทำให้รับทราบว่าประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมในอนาคตอย่างมาก โดยได้กำหนดเป้าหมายในการลดการเกิดคาร์บอนทั่วโลกให้ได้ 100 ล้านตัน ในปี 2030 โดยได้มีความร่วมมือกับหลากหลายประเทศกว่า 30 ประเทศ สำหรับเรื่องข้าวคาร์บอนต่ำนั้น ประเทศญี่ปุ่นเร่งทำความเข้าใจกับผู้บริโภคข้าวภายในประเทศให้ตระหนักรู้และให้ความสำคัญต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างการรับรู้และเข้าใจในเรื่องของข้าวคาร์บอนต่ำกับประชากรของญี่ปุ่น ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ จะเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในระดับโลก

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 60 ล้านไร่ทั่วประเทศ และจากนโยบายของรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน และในส่วนของการปลูกข้าวนั้น กรมการข้าวมีนโยบายส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ซึ่งเป็นการปลูกข้าวที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนในระดับต่ำ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการในเรื่องของการลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการเผาตอซัง และมีการใช้สารชีวภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเป็นแนวทางการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของไทย โดยการหารือกันครั้งนี้เป็นก้าวหนึ่งที่ไทยได้แสดงเจตนารมณ์ในการให้ความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นในเรื่องสิ่งแวดล้อมและพร้อมที่จะเดินหน้าในเรื่องของการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ประเทศไทยหวังว่าจะเกิดการประสานงานกันทางด้านการตลาดในอนาคต โดยเฉพาะในเรื่องของการนำเข้าข้าวพรีเมี่ยมของไทยไปจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นด้วย

อนึ่งจากการดำเนินการในเรื่องการส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ที่ผ่านมา ไทยได้ดำเนินการแล้วประมาณ 10 ล้านไร่ โดยรัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมายลดคาร์บอนให้ได้ 2 ล้านตันในปี 2030 โดยในจำนวนนี้ประมาณ 1 ล้านตันเป็นการดำเนินการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ องค์กรความร่วมระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และพันธมิตรที่ร่วมดำเนินการ ส่วนอีก 1 ล้านตันคาร์บอนนั้นกรมการข้าวมีนโยบายที่เร่งดำเนินการ อย่างไรก็ตามพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับภาคเอกชนและประเทศญี่ปุ่นที่จะมาช่วยให้ไทยได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินการเรื่องข้าวคาร์บอนต่ำเพราะท้ายที่สุดแล้วเกษตรกรผู้ปลูกข้าวของไทยจะได้รับประโยชน์จากการขายคาร์บอนเครดิต

– 006

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่การบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งประจำปี 2568/69  มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล โดยจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในทุกกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ ตามลำดับความสำคัญ โดยลำดับแรกเป็นการจัดสรรเพื่อการอุปโภค บริโภค และการประปา  รองลงมาเป็นการจัดสรรเพื่อการรักษาระบบนิเวศทางน้ำ เช่น การผลักดันน้ำเค็ม การขับไล่น้ำเสีย บรรเทาสาธารณภัย จารีตประเพณี และคมนาคม เป็นต้น  อันดับถัดมาเป็นการสำรองน้ำไว้สำหรับการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝนซึ่งจะนำไปใช้สำหรับการอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569  จากนั้นถึงจะเป็นการจัดสรรเพื่อการเกษตร การอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและการท่องเที่ยวตามลำดับ

สำหรับปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศปีนี้ ณ วันที่ 1 พฤศิกายน 2568  มีปริมาณรวมกันถึง 67,568 ลบ.ม. คิดเป็น 88% ของปริมาณการกักเก็บมากกว่าปีที่แล้ว  4,194 ล้าน ลบ.ม. โดยส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของประเทศมีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักคือ เขื่อนภูมิพล  เขื่อนสิริกิติ์  เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  มีปริมาณรวมกัน 23,941 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 96% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 2,253 ล้านลบ.ม.  

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า   ในปีนี้แม้จะเข้าสู่ช่วงการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งประจำปี 2568/69  แล้วก็ตามแต่ก็ยังมีพายุโซนร้อนเกิดขึ้น คือ พายุ “คัลแมกี” (Kalmaegi) ได้เคลื่อนผ่านภาคกลางตอนบน และภาคเหนือ ส่งผลให้ในช่วงวันที่8-9 พ.ย.68 ประเทศไทยบริเวณด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางตอนบน  และภาคเหนือ มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเขื่อนที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ล่าสุด ณ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.68 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณรวมกันเพิ่มขึ้นเป็น 69,517 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 91% ของปริมาณการกักเก็บมากกว่าปีที่แล้ว 5,932 ล้าน ลบ.ม. โดยส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักเพิ่มขึ้นรวมกันเป็น 24,581 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 99% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 2,550 ล้านลบ.ม.   

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำและการปลูกพืชฤดูแล้งปี 2568/69 ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.68 นั้นได้วางแผนจัดสรรน้ำจากปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และแหล่งน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 47,516 ล้านลบ.ม. ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยในส่วนนี้จะสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2569  จำนวน 17,953 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้นจะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อจัดสรรใช้ในกิจกรรมต่างๆในช่วงฤดูแล้งปี 2568/69 จำนวน 29,563 ล้าน ลบ.ม. โดยวางแผนจัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค 2,748 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 9% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อรักษาระบบนิเวศ 8,090 ล้าน ลบ.ม. คิด 27% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อเกษตรกรรม 18,247 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 62%ของปริมาณน้ำต้นทุน ที่เหลือจะจัดสรรเพื่ออุตสาหกรรมและอื่นๆจำนวน 478 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2% ของปริมาณน้ำต้นทุน

ในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักที่ใช้การได้ในการจัดสรรช่วงฤดูแล้งปี 2568/69 จำนวน 17,745 ล้าน ลบ.ม.(รวมปริมาณน้ำที่จะผันมาจากลุ่มน้ำแม่กลอง 500 ล้านลบ.ม.)  และคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำไหลเข้ามาอีก 2,045 ล้านลบ.ม. โดยจะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2569  จำนวน 6,100 ล้าน ลบ.ม. และใช้ในการระบายน้ำ 4,190 ล้านลบ.ม.  เหลือปริมาณน้ำจัดสรรเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆจำนวน 9,500  ล้าน ลบ.ม.  โดยวางแผนจัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค 1,150 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 13% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อรักษาระบบนิเวศ 1,305ล้าน ลบ.ม. คิด 14%  ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อเกษตรกรรม 6,910 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 71%ของปริมาณน้ำต้นทุน ที่เหลือจะจัดสรรเพื่ออุตสาหกรรมและอื่นๆจำนวน 135ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2%  ของปริมาณน้ำต้นทุน

สำหรับการปลูกพืชฤดูแล้งในเขตชลประทาน ได้กำหนดเป้าหมายสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ในปีนี้กำหนดเป้าหมายทั่วประเทศไว้ที่ 10.73 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 10.05 ล้านไร่ และพืชไร่-พืชผัก 670,000 ไร่ เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยากำหนดเป้าหมายไว้ที่ 6.35 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 6.27 ล้านไร่  และพืชไร่-พืชผัก 8,000ไร่  

ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ครอบคลุมพิื้นที่ 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ว่า ปริมาณในอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ 4 แห่ง และขนาดกลาง 12 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกัน ณ วันที่ 20 พ.ย.68 จำนวน 1,177 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 90.75% ของปริมาณการกักเก็บ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี เพียงพอที่จะใช้ในช่วงฤดูแล้งทั้งการผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศน์ การเกษตรและภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่เป็นศูนย์กลางในการกระจายน้ำ ขณะนี้มีปริมาณน้ำเต็มความจุ 100% คือ  294 ล้านลบ.ม. เช่นเดียวกับอ่างกับน้ำบางพระ จ.ชลบุรี  มีปริมาณน้ำถึง 116 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 99% ของปริมาณการกักเก็บ

นอกจากนี้พื้นที่ EEC ยังมีโครงข่ายน้ำเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่างเก็บน้ำบางพระ   การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง-อ่างเก็บน้ำบางพระ การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล การสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำคลองสะพาน – อ่างเก็บน้ำประแสร์ การสูบผันน้ำจากคลองวังโตนด – อ่างเก็บน้ำประแสร์ และการสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ – อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ซึ่งจะสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC  ในฤดูแล้งปี 2568/69 และช่วงต้นฤดูฝน 2569 ปริมาณน้ำในพื้นที่ EEC จะเพียงพอกับความต้องการทุกภาคส่วนอย่างแน่นอน

 “กรมชลประทานจะติดตามและควบคุมการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล่้งปี 2568/69 ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งจะปฏิบัติตาม 8 มาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2568/69 ที่ได้มาจากการถอดบทเรียนจากมาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2567/68 และการเปิดรับฟังความคิดเห็นตลอดจนข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบอย่างเคร่งครัด ดังนี้ 1.คาดการณ์ชี้เป้าและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 2.สร้างความมั่นคงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ 3.กำหนดแผนจัดสรรน้ำและปลูกพืชฤดูแล้ง 4.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ประหยัดน้ำและลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน 5.เฝ้าระวังและแก้ไขคุณภาพน้ำ 6.เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชน-องค์กรผู้ใช้น้ำ 7.สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ และ8.ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน”  ดร.ธเนศร์ กล่าว

ทั้งนี้ จากปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ผนวกกับแผนบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ปีนี้ประเทศไทยจะมีน้ำเพียงพอใช้ในฤดูแล้งปี 2568/69 และช่วงต้นฤดูฝนปี 2569 อย่างแน่นอน

ภารกิจเร่งด่วน! ฝนหลวงฯ ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

ภารกิจเร่งด่วน! ฝนหลวงฯ ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

ภารกิจเร่งด่วน! ฝนหลวงฯ ช่วยน้ำท่วมภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.42 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เวลา 16.00 น. นายราเชน  ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วยนายปราบพล โล่ห์วีระ และเจ้าหน้าที่ ได้จัดเตรียมถุงยังชีพจำนวน 1,000 ชุด เพื่อเตรียมนำขึ้นเครื่องบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 3 ลำ ในวันพรุ่งนี้ (25 พฤศจิกายน 2568) เพื่อส่งต่อให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดสงขลา และนราธิวาส

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดประชุมวิชาการนานาชาติสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 47 (ICVS 2025)

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดประชุมวิชาการนานาชาติสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 47 (ICVS 2025)

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดประชุมวิชาการนานาชาติสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 47 (ICVS 2025)

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.27 น.

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 47 หรือ The International Conference on Veterinary Science (ICVS 2025) จัดโดยสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระหว่างวันที่ 24–25 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ภายใต้แนวคิด “Accelerating ONE HEALTH – Integrating Human, Animal, and Environmental Health for a Sustainable Future” พร้อมรับรางวัลเกียรติยศ ประจำปี 2568 ประเภทหน่วยงาน ซึ่งเป็นรางวัลเชิดชูเกียรติองค์กร ที่ทำคุณประโยชน์หรือให้การสนับสนุนกิจการของวิชาชีพสัตวแพทย์อย่างโดดเด่น 

นายสัตวแพทย์สมชวน เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนด้านสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว โดยกรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการยกระดับสุขภาพสัตว์และความปลอดภัยทางอาหาร ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงอาหารของประเทศ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและตอบโจทย์ตลาดสากล 

ภายในงานมีกิจกรรมการจัดนิทรรศกาลผลงาน การวิจัย และการปาฐกถาพิเศษโดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในหัวข้อ “การเสริมสร้างความเข้มแข็งสุขภาพหนึ่งเดียว “Strengthening One Health: The Role of the Department of Livestock Development” โดยกรมปศุสัตว์ได้ผลักดันมาตรฐานสุขภาพสัตว์ในระดับสากล และมุ่งมั่นพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพหนึ่งเดียวให้มีความมั่นคง

นอกจากนี้ได้มอบโล่ขอบคุณผู้สนับสนุน มอบโล่รางวัลสัตวแพทย์ตัวอย่าง ประจำปี 2568 จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ สัตวแพทย์ตัวอย่างสายงานวิชาการ : ศ.นายสัตวแพทย์ ดร.วิน สุรเชษฐพงษ์ สัตวแพทย์ตัวอย่างสายงานธุรกิจ : นายสัตวแพทย์วัชระ ปานวุ่น สัตวแพทย์ตัวอย่างสายงานเผยแพร่วิชาชีพและบริการสังคม : นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล สัตวแพทย์อาวุโส : รศ.นายสัตวแพทย์ ดร.ชัยณรงค์ โลหชิต และนายสัตวแพทย์รุ่นใหม่ : นายสัตวแพทย์กรธวัช โพธิ์เย็นญาติ และรางวัลเกียรติยศ ประจำปี 2568 ประเภทบุคคล และหน่วยงาน

‘ผู้เลี้ยงไก่ไข่’เข้มมาตรการป้องกัน‘ไข้หวัดนก’ ย้ำไข่ไทยปลอดภัย-เพียงพอ

‘ผู้เลี้ยงไก่ไข่’เข้มมาตรการป้องกัน‘ไข้หวัดนก’ ย้ำไข่ไทยปลอดภัย-เพียงพอ

‘ผู้เลี้ยงไก่ไข่’เข้มมาตรการป้องกัน‘ไข้หวัดนก’ ย้ำไข่ไทยปลอดภัย-เพียงพอ

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.07 น.

ผู้ประกอบการฟาร์มไก่ไข่ทั่วประเทศ ยืนยันผลผลิตไข่ไก่ไทยมีเพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ และมีความปลอดภัยสูง แม้อยู่ในช่วงที่หลายประเทศทั่วโลกเผชิญการระบาดของไข้หวัดนกต่อเนื่อง ด้านราคาอาจปรับขึ้นลงบ้างตามกลไกตลาดและปัจจัยการป้องกันโรคที่เพิ่มขึ้น

นายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ กล่าวว่า ฟาร์มไก่ไข่ของไทยได้เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) เพื่อป้องกันโรคระบาดของสัตว์ปีกอย่างรัดกุม ตั้งแต่การควบคุมคนและยานพาหนะเข้า–ออกฟาร์ม การลดการสัมผัสกับนกป่า ไปจนถึงมาตรการทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ไข่มีคุณภาพสูงที่สุดก่อนถึงมือผู้บริโภค

“ช่วงฤดูหนาวเป็นช่วงที่ไข้หวัดนกมีการแพร่ระบาดสูง ทำให้แม่ไก่มีความเสี่ยงการติดเชื้อสูงขึ้น หากไม่มีการป้องกันอาจสูญเสียแม่ไก่และการหยุดชะงักของการผลิตไข่ได้ ผู้เลี้ยงไก่ไข่จึงจำเป็นต้องทำระบบป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ” นายมงคล กล่าว

ด้านโครงสร้างราคา อาจมีการปรับราคาหน้าฟาร์มขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เป็นผลมาจากต้นทุนการป้องกันโรคและมาตรการรักษาความปลอดภัยที่จำเป็น ซึ่งช่วยรับประกันคุณภาพของไข่ตลอดห่วงโซ่การผลิต อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน ราคาขายปลีกไข่ไก่ของไทยยังคงต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ไข่ไทยยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพที่เข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการลักลอบนำเข้าไข่ไก่จากประเทศมาเลเซีย เข้าสู่ตลาดไทย ซึ่งอาจเป็นพาหะนำโรคไข้หวัดนกเข้ามาในประเทศไทย และเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ผู้เลี้ยงไก่ไข่ขอแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อไข่จากแหล่งที่เชื่อถือได้ และตรวจสอบคุณภาพก่อนซื้อทุกครั้ง ทั้งความสะอาดของเปลือกไข่ ไม่มีมูลไก่ติด ขนาดได้มาตรฐาน สีเปลือกไม่ซีด ตรวจวันผลิตหรือวันหมดอายุ รวมถึงเลือกไข่ที่มาจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์

ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์และภาคอุตสาหกรรมชี้ว่า ประเทศไทยมีแม่ไก่ไข่ยืนกรงมากกว่า 50 ล้านตัว และสามารถผลิตไข่เฉลี่ยกว่า 43 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีศักยภาพในการส่งออกไข่ไก่ไปยังประเทศที่ประสบภาวะขาดแคลนจากผลกระทบของไข้หวัดนก โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการส่งออกไข่สดหลักร้อยล้านฟองไปยังตลาดสำคัญ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ชี้ชัดว่าระบบการผลิตของไทยมีความมั่นคงจนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าแม้ในสถานการณ์ตึงตัวของตลาดโลก

สำหรับช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในประเทศต่างๆ ได้สร้างโอกาสส่งออกไข่ไก่จากประเทศไทย ไปช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนและราคาสูงในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การส่งออกไข่เหลวจากไทยไปญี่ปุ่น ในช่วงนี้ที่มีการระบาดของไข้หวัดนก

ผู้เลี้ยงไก่ไข่ไทยย้ำว่า ฟาร์มในประเทศยังคงเดินหน้าควบคุมโรคอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้ไข่ที่จำหน่ายในท้องตลาดมีคุณภาพดีและปลอดภัยสูงสุด พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีศักยภาพผลิตไข่ได้เพียงพอ และสามารถสนับสนุนประเทศอื่นในยามวิกฤตได้ ขณะเดียวกัน ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจในไข่ไทย และร่วมกันเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพจากแหล่งที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยของทุกครอบครัว