สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2568/69

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.48 น.

ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่การบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งประจำปี 2568/69  มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล โดยจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในทุกกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ ตามลำดับความสำคัญ โดยลำดับแรกเป็นการจัดสรรเพื่อการอุปโภค บริโภค และการประปา  รองลงมาเป็นการจัดสรรเพื่อการรักษาระบบนิเวศทางน้ำ เช่น การผลักดันน้ำเค็ม การขับไล่น้ำเสีย บรรเทาสาธารณภัย จารีตประเพณี และคมนาคม เป็นต้น  อันดับถัดมาเป็นการสำรองน้ำไว้สำหรับการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝนซึ่งจะนำไปใช้สำหรับการอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569  จากนั้นถึงจะเป็นการจัดสรรเพื่อการเกษตร การอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและการท่องเที่ยวตามลำดับ

สำหรับปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศปีนี้ ณ วันที่ 1 พฤศิกายน 2568  มีปริมาณรวมกันถึง 67,568 ลบ.ม. คิดเป็น 88% ของปริมาณการกักเก็บมากกว่าปีที่แล้ว  4,194 ล้าน ลบ.ม. โดยส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของประเทศมีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักคือ เขื่อนภูมิพล  เขื่อนสิริกิติ์  เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  มีปริมาณรวมกัน 23,941 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 96% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 2,253 ล้านลบ.ม.  

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า   ในปีนี้แม้จะเข้าสู่ช่วงการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งประจำปี 2568/69  แล้วก็ตามแต่ก็ยังมีพายุโซนร้อนเกิดขึ้น คือ พายุ “คัลแมกี” (Kalmaegi) ได้เคลื่อนผ่านภาคกลางตอนบน และภาคเหนือ ส่งผลให้ในช่วงวันที่8-9 พ.ย.68 ประเทศไทยบริเวณด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางตอนบน  และภาคเหนือ มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเขื่อนที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ล่าสุด ณ เมื่อวันที่ 20 พ.ย.68 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณรวมกันเพิ่มขึ้นเป็น 69,517 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 91% ของปริมาณการกักเก็บมากกว่าปีที่แล้ว 5,932 ล้าน ลบ.ม. โดยส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักเพิ่มขึ้นรวมกันเป็น 24,581 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 99% ของปริมาณการกักเก็บ มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 2,550 ล้านลบ.ม.   

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำและการปลูกพืชฤดูแล้งปี 2568/69 ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.68 นั้นได้วางแผนจัดสรรน้ำจากปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และแหล่งน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 47,516 ล้านลบ.ม. ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยในส่วนนี้จะสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2569  จำนวน 17,953 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้นจะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อจัดสรรใช้ในกิจกรรมต่างๆในช่วงฤดูแล้งปี 2568/69 จำนวน 29,563 ล้าน ลบ.ม. โดยวางแผนจัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค 2,748 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 9% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อรักษาระบบนิเวศ 8,090 ล้าน ลบ.ม. คิด 27% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อเกษตรกรรม 18,247 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 62%ของปริมาณน้ำต้นทุน ที่เหลือจะจัดสรรเพื่ออุตสาหกรรมและอื่นๆจำนวน 478 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2% ของปริมาณน้ำต้นทุน

ในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักที่ใช้การได้ในการจัดสรรช่วงฤดูแล้งปี 2568/69 จำนวน 17,745 ล้าน ลบ.ม.(รวมปริมาณน้ำที่จะผันมาจากลุ่มน้ำแม่กลอง 500 ล้านลบ.ม.)  และคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำไหลเข้ามาอีก 2,045 ล้านลบ.ม. โดยจะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2569  จำนวน 6,100 ล้าน ลบ.ม. และใช้ในการระบายน้ำ 4,190 ล้านลบ.ม.  เหลือปริมาณน้ำจัดสรรเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆจำนวน 9,500  ล้าน ลบ.ม.  โดยวางแผนจัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค 1,150 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 13% ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อรักษาระบบนิเวศ 1,305ล้าน ลบ.ม. คิด 14%  ของปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อเกษตรกรรม 6,910 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 71%ของปริมาณน้ำต้นทุน ที่เหลือจะจัดสรรเพื่ออุตสาหกรรมและอื่นๆจำนวน 135ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 2%  ของปริมาณน้ำต้นทุน

สำหรับการปลูกพืชฤดูแล้งในเขตชลประทาน ได้กำหนดเป้าหมายสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ในปีนี้กำหนดเป้าหมายทั่วประเทศไว้ที่ 10.73 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 10.05 ล้านไร่ และพืชไร่-พืชผัก 670,000 ไร่ เฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยากำหนดเป้าหมายไว้ที่ 6.35 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปรัง 6.27 ล้านไร่  และพืชไร่-พืชผัก 8,000ไร่  

ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ครอบคลุมพิื้นที่ 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ว่า ปริมาณในอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ 4 แห่ง และขนาดกลาง 12 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกัน ณ วันที่ 20 พ.ย.68 จำนวน 1,177 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 90.75% ของปริมาณการกักเก็บ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี เพียงพอที่จะใช้ในช่วงฤดูแล้งทั้งการผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศน์ การเกษตรและภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่เป็นศูนย์กลางในการกระจายน้ำ ขณะนี้มีปริมาณน้ำเต็มความจุ 100% คือ  294 ล้านลบ.ม. เช่นเดียวกับอ่างกับน้ำบางพระ จ.ชลบุรี  มีปริมาณน้ำถึง 116 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 99% ของปริมาณการกักเก็บ

นอกจากนี้พื้นที่ EEC ยังมีโครงข่ายน้ำเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นการสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่างเก็บน้ำบางพระ   การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง-อ่างเก็บน้ำบางพระ การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล การสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำคลองสะพาน – อ่างเก็บน้ำประแสร์ การสูบผันน้ำจากคลองวังโตนด – อ่างเก็บน้ำประแสร์ และการสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ – อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ซึ่งจะสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC  ในฤดูแล้งปี 2568/69 และช่วงต้นฤดูฝน 2569 ปริมาณน้ำในพื้นที่ EEC จะเพียงพอกับความต้องการทุกภาคส่วนอย่างแน่นอน

 “กรมชลประทานจะติดตามและควบคุมการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล่้งปี 2568/69 ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งจะปฏิบัติตาม 8 มาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2568/69 ที่ได้มาจากการถอดบทเรียนจากมาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2567/68 และการเปิดรับฟังความคิดเห็นตลอดจนข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบอย่างเคร่งครัด ดังนี้ 1.คาดการณ์ชี้เป้าและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 2.สร้างความมั่นคงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ 3.กำหนดแผนจัดสรรน้ำและปลูกพืชฤดูแล้ง 4.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ประหยัดน้ำและลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน 5.เฝ้าระวังและแก้ไขคุณภาพน้ำ 6.เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชน-องค์กรผู้ใช้น้ำ 7.สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ และ8.ติดตามประเมินผลการดำเนินงาน”  ดร.ธเนศร์ กล่าว

ทั้งนี้ จากปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ผนวกกับแผนบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ปีนี้ประเทศไทยจะมีน้ำเพียงพอใช้ในฤดูแล้งปี 2568/69 และช่วงต้นฤดูฝนปี 2569 อย่างแน่นอน

‘อธิบดีกรมการข้าว’สั่งด่วน! เร่งช่วยเกษตรกรน้ำท่วมภาคใต้ ‘ข้าวสาร-ถุงยังชีพ’กว่า 6,000 ชุด เข้าพื้นที่ทันที

'อธิบดีกรมการข้าว'สั่งด่วน! เร่งช่วยเกษตรกรน้ำท่วมภาคใต้ 'ข้าวสาร-ถุงยังชีพ'กว่า 6,000 ชุด เข้าพื้นที่ทันที

‘อธิบดีกรมการข้าว’สั่งด่วน! เร่งช่วยเกษตรกรน้ำท่วมภาคใต้ ‘ข้าวสาร-ถุงยังชีพ’กว่า 6,000 ชุด เข้าพื้นที่ทันที

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.22 น.

อธิบดีกรมการข้าวสั่งด่วน! เร่งช่วยเกษตรกรน้ำท่วมภาคใต้ “ข้าวสาร-ถุงยังชีพ” กว่า 6,000 ชุด เข้าพื้นที่ทันที ชูธง! การทำงานเชิงรุก พร้อมเข้าฟื้นฟูอย่างยั่งยืน

กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แสดงความห่วงใย ในสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ที่เกิดขึ้น โดย นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้สั่งการระดมกำลังเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเกษตรกรชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่ง และสั่งการให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนาที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน

“ภารกิจเร่งด่วนของกรมการข้าวคือการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า โดยการสนับสนุนเสบียงอาหารหลักให้กับพี่น้องประชาชนอย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่บูรณาการร่วมกันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” นายอานนท์ กล่าว

กรมการข้าวได้ร่วมกับปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินการมอบความช่วยเหลือชุดแรกในพื้นที่ประสบภัย ประกอบด้วย : * ถุงยังชีพ: จำนวน 1,000 ถุง * ข้าวสารคุณภาพบรรจุถุง (ขนาด 5 กิโลกรัม): จำนวน 1,000 ถุง

เพื่อสร้างความมั่นใจในการเข้าถึงความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง กรมการข้าวได้จัดเตรียม ข้าวสารบรรจุถุง สำรองอีกจำนวน 5,000 ถุง เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ในพื้นที่ประสบภัยเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความพร้อมของกรมฯ ในการเป็นกลไกหลักด้านเสบียงอาหารของประเทศ

อธิบดีกรมการข้าว ได้เน้นย้ำถึงมิติการฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยได้สั่งการไปยัง ศูนย์วิจัยข้าว และ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ในพื้นที่ให้ประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่างเข้มแข็ง เพื่อ : 1.เฝ้าติดตามสถานการณ์: ประเมินผลกระทบและความเสียหายต่อพื้นที่นาข้าวอย่างละเอียด 2.เยี่ยมเยียนและให้คำปรึกษา: ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคแก่ชาวนาเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่เพาะปลูกหลังน้ำท่วม การเตรียมดิน และการเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อให้ชาวนากลับมาทำนาได้อีกครั้งอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“กรมการข้าวจะอยู่เคียงข้างพี่น้องชาวนาจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และพร้อมสนับสนุนการฟื้นฟูอาชีพการทำนาให้กลับคืนสู่ภาวะปกติอย่างยั่งยืน” นายอานนท์ กล่าวย้ำในตอนท้าย

– 006

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’สั่งการให้เครื่องบินกรมฝนหลวงฯ ลำเลียงถุงยังชีพช่วยเหลือ ปชช.ประสบอุทกภัยภาคใต้

'อธิบดีกรมฝนหลวง'สั่งการให้เครื่องบินกรมฝนหลวงฯ ลำเลียงถุงยังชีพช่วยเหลือ ปชช.ประสบอุทกภัยภาคใต้

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’สั่งการให้เครื่องบินกรมฝนหลวงฯ ลำเลียงถุงยังชีพช่วยเหลือ ปชช.ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.00 น.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ สนามบินกองบิน 6 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ ได้สั่งการให้เครื่องบินของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลำเลียงถุงยังชีพ ช่วยเหลือให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้  โดยเครื่องบิน CASA จำนวน 1 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงฯ ลำเลียงถุงยังชีพ พร้อมด้วยข้าวสาร ไปยัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ จ.นราธิวาส เพื่อแจกจ่ายช่วยเหลือให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยได้รับการสนับสนุน ถุงยังชีพ จำนวน 100 ชุด จากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และข้าวสารจำนวน 1,300 กิโลกรัม จากองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เพื่อปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนในการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ในช่วงเช้าวันนี้

– 006

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ขานรับข้อสั่งการ รมว.กษ.เตรียมพร้อมเสบียงอาหารสัตว์ตามแผนเผชิญภัยพิบัติด้านปศุสัตว์

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ขานรับข้อสั่งการ รมว.กษ.เตรียมพร้อมเสบียงอาหารสัตว์ตามแผนเผชิญภัยพิบัติด้านปศุสัตว์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ขานรับข้อสั่งการ รมว.กษ.เตรียมพร้อมเสบียงอาหารสัตว์ตามแผนเผชิญภัยพิบัติด้านปศุสัตว์

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.52 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”ขานรับข้อสั่งการ รมว.กษ.เตรียมพร้อมเสบียงอาหารสัตว์ตามแผนเผชิญภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ พร้อมเร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบอุทกภัยภาคใต้

รมว.ธรรมนัส สั่งการอธิบดีกรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในภาคใต้ที่ประสบภัยน้ำท่วม ทั้งการช่วยเหลือในระยะเผชิญเหตุและการฟื้นฟูหลังน้ำลด อธิบดีกรมปศุสัตว์ระบุพร้อมระดมส่งเสบียงอาหารสัตว์ ช่วยอพยพสัตว์ และเตรียมแผนฟื้นฟูเพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้โดยเร็วที่สุด ทั้งการช่วยเหลือในระยะเผชิญเหตุ เนื่องจากระยะนี้หลายพื้นที่ของภาคใต้จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องจนทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ดังนั้นหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ในภาคใต้จะต้องเข้าช่วยเหลือเกษตรกรประกอบด้วย การช่วยขนย้ายสัตว์จากพื้นที่น้ำท่วมไปยังพื้นที่ปลอดภัย พร้อมจัดส่งเสบียงอาหารสัตว์ รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้รับข้อสั่งการของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ห่วงใยประชาชนและเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ จึงสั่งการหน่วยงานกรมปศุสัตว์ในพื้นที่เร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ที่ประสบภัยโดยด่วน โดยให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดประสานกับศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย เร่งจัดส่งเสบียงอาหารสัตว์ที่มีอยู่ในคลังสำรองพื้นที่ปศุสัตว์เขต 8 จำนวน 1,764,540 กิโลกรัม จัดเก็บไว้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สุราษฎร์ธานี ชุมพร พัทลุง ตรัง และนครศรีธรรมราช ในส่วนพื้นที่ปศุสัตว์เขต 9 มีจำนวน 702,180 กิโลกรัม ซึ่งจัดเก็บไว้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์สตูล และนราธิวาส

ในส่วนของศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์ ปศุสัตว์ และสัตว์เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบ ครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สตูล ปัตตานี สงขลา และตรัง จำนวน 54 อำเภอ 300 ตำบล 1,882 หมู่บ้าน เกษตรกร 80,138 ราย มีสัตว์ในพื้นที่น้ำท่วม จำนวน 4,316,511 ตัว เป็นโค 136,018 ตัว กระบือ 2,216 ตัว สุกร 172,997 ตัว แพะ/แกะ 42,696 ตัว และสัตว์ปีก 3,962,584 ตัว แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ 4,614.40 ไร่

สำหรับในระยะเผชิญเหตุ กรมปศุสัตว์ได้เร่งดำเนินการแจกจ่ายเสบียงหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน จำนวน 55,000 กิโลกรัม อพยพสัตว์ จำนวน 6,794 ตัว สนับสนุนชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ/ยาปฏิชีวนะ/วิตามิน) แจกถุงยังชีพสัตว์ และส่งหน่วยสัตวแพทย์ลงพื้นที่เพื่อรักษาสัตว์ ส่วนความเสียหายที่สัตว์ตาย/สูญหาย มีจำนวน 2 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง ตรัง รวม 421 ตัว เป็นโค 6 ตัว และไก่พื้นเมือง 415 ตัว

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยสามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ หรือติดต่อกลุ่มโครงการพิเศษและป้องกันภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กองส่งเสริมและพัฒนาปศุสัตว์ โทร. 0 2653 4444 ต่อ 3315 หรือขอรับความช่วยเหลือผ่าน แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

– 006

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’สั่งการให้เครื่องบินกรมฝนหลวง ลำเลียงถุงยังชีพช่วยเหลือน้ำท่วมใต้

'อธิบดีกรมฝนหลวง'สั่งการให้เครื่องบินกรมฝนหลวง ลำเลียงถุงยังชีพช่วยเหลือน้ำท่วมใต้

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’สั่งการให้เครื่องบินกรมฝนหลวง ลำเลียงถุงยังชีพช่วยเหลือน้ำท่วมใต้

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.12 น.

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ณ สนามบินกองบิน 6 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้สั่งการให้เครื่องบินของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 4 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงฯ ลำเลียงถุงยังชีพ กว่า 1,000 ชุดไปยัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อแจกจ่ายช่วยเหลือให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 2 เที่ยวบิน เที่ยวบินละ 2 ลำ ในเวลา 09.00 น.และ 11.00 น.และกรมฝนหลวงฯ ยังได้ตั้งหน่วยประสานอำนวยความสะดวกที่บริเวณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อใช้เป็นศูนย์ในการประสานความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

นอกจากนี้ ในวันนี้ยังได้รับการสนับสนุนบุคลากรจาก กองพันทหารม้าที่ 29 กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (ม.พัน.29 พล.ม.2 รอ.) และ กองพันบินที่ 21 กรมบิน ศูนย์การบินทหารบก (พัน.บ.21 กรม บ. ศบบ.) กว่า 30 คน มาช่วยลำเลียงสิ่งของและถุงยังชีพอีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อวานนี้ (22 พ.ย.) อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ได้สั่งการให้เฮลิคอปเตอร์ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จำนวน 2 ลำ ไปประจำการยังพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนในการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และมอบหมายให้ นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ พร้อมข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ จัดเตรียมถุงยังชีพ จำนวน 1,000 ชุด เพื่อเตรียมนำขึ้นเครื่องบินของกรมฝนหลวงฯ จำนวน 4 ลำไปมอบให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาอุทกภัย ในช่วงเช้าวันนี้ (23 พ.ย.68)

– 006

‘ธรรมนัส’นำ‘อธิบดีกรมข้าว’ลุยสุรินทร์ ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพ‘ข้าวหอมมะลิ’ ผลักดันส่งออก

‘ธรรมนัส’นำ‘อธิบดีกรมข้าว’ลุยสุรินทร์ ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพ‘ข้าวหอมมะลิ’ ผลักดันส่งออก

‘ธรรมนัส’นำ‘อธิบดีกรมข้าว’ลุยสุรินทร์ ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพ‘ข้าวหอมมะลิ’ ผลักดันส่งออก

วันอาทิตย์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.53 น.

‘รมว.ธรรมนัส’นำ‘อธิบดีกรมการข้าว’ลุยสุรินทร์ ขับเคลื่อนโครงการยกระดับคุณภาพ‘ข้าวหอมมะลิ’ เน้นพัฒนาคุณภาพข้าว ผลักดันการส่งออก พร้อมเร่งพัฒนาแหล่งน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค

22 พ.ย.2568 ณ สหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน จำกัด อ.เมือง.จ.สุรินทร์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีโครงการยกระดับคุณภาพข้าวหอมมะลิไทย และการตลาดที่ยั่งยืน เกษตรอินทรีย์อีสานล้านไร่ และโครงการวัน วัน วัน รับซื้อข้าวเพื่อชาวนาราคาที่เป็นธรรม โดยมีร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน และมีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นางสาวณชณฆ์ ตรงใจ ที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน  จำกัด และประชาชน เข้าร่วมงานกว่า 1,200 คน

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน ว่า การจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวไทยให้มีคุณภาพ ส่งเสริมการทำการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะมีความปลอดภัยทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมถึงผลักดันข้าวหอมมะลิไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีเสถียรภาพ เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว มุ่งขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการผลิตข้าวตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้ได้มาตรฐาน การบริหารจัดการแปลงนาอย่างมีประสิทธิภาพ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต รวมถึงการส่งเสริมการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการพัฒนาระบบตลาดให้มีเสถียรภาพ เพื่อให้ข้าวหอมมะลิของไทยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเป้าหมายสำคัญคือจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรซึ่งเปรียบเป็นกระดูกสันหลังของชาติ  ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“จังหวัดสุรินทร์เป็น 1 ใน 5 จังหวัดของ “ทุ่งกุลาร้องไห้” ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดีระดับประเทศ และเป็นสินค้า GI ที่สร้างชื่อเสียงให้จังหวัด นอกจากนี้ จังหวัดสุรินทร์ยังมีความเข้มแข็งด้านการรวมกลุ่มของเกษตรกร เช่น เกษตรแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน วิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างตลาดให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งสหกรณ์การเกษตร วัน วัน วัน จำกัด ที่ผมได้มาตรวจเยี่ยมในวันนี้ เป็นสหกรณ์ที่รับซื้อข้าวในราคาที่เป็นธรรม และสามารถส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังสหภาพยุโรป โดยใช้แนวทางตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ ทั้งนี้ ผมได้เน้นย้ำถึงการพัฒนาคุณภาพข้าวให้มีคุณภาพ โดยไม่จำเป็นต้องปลูกในปริมาณที่มาก แต่ต้องปลูก ให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยกับผู้บริโภค ทั้งยังเป็นความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ” ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้กรมการข้าวพร้อมจะเดินหน้า 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการยกระดับคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยและการตลาดที่ยั่งยืน โครงการข้าวอินทรีย์อีสานล้านไร่ และโครงการวัน วัน วัน รับซื้อข้าวเพื่อชาวนาราคาเป็นธรรม ซึ่งทั้ง 3 โครงการนั้นจะเป็นการวางรากฐานใหม่ของระบบการผลิตข้าวไทยให้ก้าวสู่อนาคตที่มีมาตรฐานสูงขึ้น มีตลาดรองรับที่ชัดเจนและสร้างรายได้มั่นคงให้แก่เกษตรกร ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้คุณภาพข้าวหอมมะลิไทยได้รับการยกระดับ  พื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้นอย่างเป็นธรรม และสุดท้ายจะเป็นกำลังสำคัญให้เกษตรกรรุ่นใหม่เดินหน้าสืบสานอาชีพชาวนาไทย นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวนาไทยดีขึ้นอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ภายในงานมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่การผลิต และกรมการข้าวยังได้ร่วมมอบปัจจัยการผลิต ได้แก่ สารชีวภัณฑ์ 268,275 กรัม ปุ๋ยอินทรีย์เหลว (ชนิดน้ำ) 267,375 มิลลิลิตร และเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 2,440 ตัน

อย่างไรก็ตามสำหรับเกษตรกรที่นำข้าวเปลือกมาจำหน่ายในวันนี้จะได้รับราคาสูงกว่าท้องตลาด 200 บาท/ตัน โดยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิเกี่ยวสด (ความชื้นไม่เกิน 30%) ในท้องตลาดอยู่ที่ 13,500 บาท/ตัน

ฝนถล่ม‘หาดใหญ่’น้ำท่วมหลายจุด ‘กรมชลฯ’เร่งระบายผ่าน‘คลอง ร.1’บรรเทาน้ำท่วมชุมชนเมือง

ฝนถล่ม‘หาดใหญ่’น้ำท่วมหลายจุด ‘กรมชลฯ’เร่งระบายผ่าน‘คลอง ร.1’บรรเทาน้ำท่วมชุมชนเมือง

ฝนถล่ม‘หาดใหญ่’น้ำท่วมหลายจุด ‘กรมชลฯ’เร่งระบายผ่าน‘คลอง ร.1’บรรเทาน้ำท่วมชุมชนเมือง

วันเสาร์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.06 น.

ฝนถล่ม‘หาดใหญ่’น้ำท่วมหลายจุด ‘กรมชลฯ’เร่งระบายผ่าน‘คลอง ร.1’บรรเทาน้ำท่วมชุมชนเมือง

จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองสายหลักเพิ่มขึ้นและล้นตลิ่งหลายจุด โครงการชลประทานสงขลา สำนักงานชลประทานที่ 16 ได้รายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ว่าปัจจุบันที่ คลองอู่ตะเภา วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 351.3 มม. ในรอบ 24 ชม. ระดับน้ำเริ่มล้นตลิ่งและยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณน้ำนี้จะไหลไปสมทบกับที่คลองหวะ บริเวณหน้าประตูระบายน้ำหน้าควน

ขณะที่ คลองหวะ มีฝน 360 มม. ใน 24 ชม. น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชนตั้งแต่คืนวันที่ 21 พ.ย.

ส่วนที่ คลองต่ำ ฝนสูงสุด 346 มม. ระดับน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมในพื้นที่ตำบลควนลัง ปริมาณน้ำนี้จะไหลลงไปสมทบกับน้ำในคลอง ร.1 ที่บริเวณท้ายตลาดเกษตร

ขณะที่ คลองวาด ฝนสูงสุด 366 มม. ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

กรมชลประทาน ได้ใช้คลองภูมินาถดำริ หรือคลองระบายน้ำ ร.1 ตัดยอดน้ำในคลองอู่ตะเภา เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านตัวเมืองหาดใหญ่ อย่างเต็มอัตราที่ 1,200 ลบ.ม./วินาที ก่อนระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง ตามนโยบายของรัฐบาล

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ลงพื้นที่ติดตามงานด้านโคนมทั้งระบบของเกษตรกร พื้นที่ภาคตะวันออก-อีสานใต้

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ลงพื้นที่ติดตามงานด้านโคนมทั้งระบบของเกษตรกร พื้นที่ภาคตะวันออก-อีสานใต้

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ลงพื้นที่ติดตามงานด้านโคนมทั้งระบบของเกษตรกร พื้นที่ภาคตะวันออก-อีสานใต้

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.30 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ติดตามงานด้านโคนมทั้งระบบของเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกและอีสานใต้ พร้อมรณรงค์ดื่มนมสร้างสุขภาพ สร้างความเชื่อมั่นน้ำนมโคสดไทยปลอดภัยทุกหยด

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 ของสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด พร้อมนำทีมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ร่วมรณรงค์ดื่มนมเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดี สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค รวมทั้งมอบรางวัลคุณภาพน้ำนมดิบให้แก่เกษตรกร ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ที่สะท้อนความใส่ใจของเกษตรกรในการดูแลสุขภาพโคนม การรักษาคุณภาพน้ำนมดิบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ณ สหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้บริโภค และความมั่นคงทางอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยดูแลตั้งแต่สุขภาพและการเลี้ยงโคในฟาร์ม รวมทั้งพัฒนาโคนมพันธุ์ “ทรอปิคอลโฮลสไตล์” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของไทยที่ทนต่อสภาพอากาศร้อนและแมลง แม่โคให้น้ำนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์และผลิตอาหารโคนมคุณภาพดีในประเทศ ทำให้นมโคจากเกษตรกรไทยภายใต้การตรวจสอบและรับรองจากกรมปศุสัตว์มีคุณภาพ ผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้ว่า ดื่มนมโคไทย ดื่มได้ปลอดภัย โดยเฉพาะนมโคของสหกรณ์โคนมสอยดาว และสหกรณ์ต่างๆ ทั่วประเทศ ตามนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับสหกรณ์เกษตรทั่วประเทศให้เป็นรากฐานเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย

กรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้หน่วยงานในพื้นที่ร่วมสนับสนุนสหกรณ์อย่างรอบด้าน ได้แก่ พัฒนาระบบฟาร์มให้ได้มาตรฐาน GAP ให้บริการผสมเทียมและจัดระบบการป้องกันโรค ตรวจสุขภาพสัตว์ครบวงจร รวมทั้งขับเคลื่อนการส่งเสริมและลดต้นทุนด้านอาหารสัตว์ เพื่อให้โคนมผลิตน้ำนมได้อย่างเต็มศักยภาพและมีคุณภาพ

“กรมปศุสัตว์ขอเชิญชวนให้ประชาชนบริโภคนมโคสดจากเกษตรกรไทยเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง สนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย ยืนยันน้ำนมดิบที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์ ปลอดภัย สะอาด และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เนื่องจากทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้ระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด ตั้งแต่ฟาร์มจนถึงมือผู้บริโภค” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

– 006

‘ธรรมนัส’ สั่ง Kick Off ปิดป้ายเตือนผู้ครอบครอง ลั่นตรวจเข้ม–ยึดคืนที่ดินผิดกฎหมายทั่วประเทศ

‘ธรรมนัส’ สั่ง Kick Off ปิดป้ายเตือนผู้ครอบครอง ลั่นตรวจเข้ม–ยึดคืนที่ดินผิดกฎหมายทั่วประเทศ

‘ธรรมนัส’ สั่ง Kick Off ปิดป้ายเตือนผู้ครอบครอง ลั่นตรวจเข้ม–ยึดคืนที่ดินผิดกฎหมายทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.58 น.

“รองนายกฯ ธรรมนัส” เปิดปฏิบัติการ “Kick off” ปิดป้ายเตือนผู้ครอบครองที่ดินส.ป.ก. ที่ไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูป ย้ำตรวจเข้ม–ยึดคืนทุกแปลงหากพบครอบครองมิชอบ พร้อมดันกระบวนการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้ เดินหน้า 27 จังหวัดทั่วประเทศ

21 พฤศจิกายน 2568 ร้อยเอกธรรมนัส  พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีไปยังแปลงราชบุรีโมเดลตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี   เพื่อเป็นประธาน “Kick off ขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาผู้ครอบครองในเขตปฏิรูปที่ดินที่ไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมอบโฉนดเพื่อการเกษตร” โดยได้ปิดป้ายประกาศให้ผู้ถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน พร้อมกันกับพื้นที่ปฏิรูปที่ดินจังหวัด 27 จังหวัดทั่วประเทศ  จากนั้นได้ขับรถแม็คโครทำการล้มปาล์มในพื้นที่ป่าสวนแห่งชาติที่กรมป่าไม้ได้ส่งมอบพื้นที่ให้นำมาปฏิรูปที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 เพื่อปรับพื้นที่ที่ดินให้เหมาะสมกับการเกษตร และนำที่ดินมาจัดให้กับเกษตรกรผู้ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาสในอนาคต

-(016)

‘ธรรมนัส’ประกาศสงครามยึดคืนที่ดิน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่คืนเจอ‘ม.44’ ขยายผลทั่วประเทศ

‘ธรรมนัส’ประกาศสงครามยึดคืนที่ดิน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่คืนเจอ‘ม.44’ ขยายผลทั่วประเทศ

‘ธรรมนัส’ประกาศสงครามยึดคืนที่ดิน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่คืนเจอ‘ม.44’ ขยายผลทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

‘ธรรมนัส’ประกาศสงครามยึดคืนที่ดิน‘ส.ป.ก.ราชบุรี’ ลั่นนายทุนไม่คืนเจอ‘ม.44’ยึดคืนทุกแปลง จัดสรรใหม่ให้เกษตรกร ขยายผลทั่วประเทศ ซัด‘ล้ง-ผู้รับซื้อมะพร้าว’อย่าเอาเปรียบเกษตรกร จ่อใช้ไม้แข็งจัดการ

21พฤศจิกายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรฯ , นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ , นายภูผา ลิกค์ เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ราชบุรี โดยมี สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม อาทิ นายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์ , นายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ รวมถึง นางกุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี และนายวิวัฒน์ นิติกาญจนา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี ให้การต้อนรับ

ร.อ.ธรรมนัส ได้เปิดปฏิบัติการ “Kick off” ขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยมิชอบ ซึ่งถือเป็นการประกาศสงครามกับการถือครองที่ดินผิดกฎหมาย และเดินหน้าจัดสรรที่ดินคืนให้เกษตรกรผู้ยากไร้เป็นรูปธรรมครั้งใหญ่ในพื้นที่ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง โดยได้ปักป้ายประกาศแจ้งเตือนผู้ครอบครองที่ดินในเขต ส.ป.ก.พร้อมทั้งขับรถแบคโฮล้มต้นปาล์ม

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส เดินทางไปยังสำนักงานเทศบาลตำบลด่านทับตะโก และที่ว่าการอำเภอบ้านคา เพื่อมอบโฉนดที่ดินและปัจจัยการผลิตให้เกษตรกร รวมจำนวนกว่า 800 ราย ถือเป็นการมอบสิทธิในที่ดินทำกินครั้งใหญ่ในจังหวัดราชบุรี

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวช่วงหนึ่งว่า จากการตรวจสอบของ ส.ป.ก.ราชบุรี พบพื้นที่ในตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง มีผู้ครอบครองที่ดินโดยมิชอบจำนวน 165 ราย 166 แปลง รวมกว่า 6,500 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ในโครงการป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี เดิมเป็นป่าสวนแห่งชาติ ก่อนส่งมอบให้ ส.ป.ก. เพื่อจัดสรรให้เกษตรกร แต่กลับถูกนายทุนบุกรุกถือครองเป็นเวลานาน ซึ่งขณะนี้ ส.ป.ก.ได้เพิกถอนสิทธิผู้ถือครองผิดกฎหมายแล้ว และเปิดให้ประชาชนผู้ยากไร้ยื่นขอจัดสรรที่ดินใหม่ มีผู้ยื่นคำขอกว่า 3,300 ราย ซึ่งเกินกว่าพื้นที่รองรับได้ คาดว่าระยะแรกจะจัดสรรให้เกษตรกรได้จำนวน 152 ราย รวมพื้นที่ 1,520 ไร่ โดยเกษตรกรจะเช่าที่ดินในอัตราไร่ละ 100 บาทต่อปี

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวย้ำว่า นี่คือเป็นนโยบายของตนตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ และกลับมาคราวนี้ก็จะสานต่อนโยบายเก่าคือ ยึดคืนที่ดินที่เป็นของหลวงทุกคืนสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนำไปจัดสรรให้กับพี่น้องเกษตรกรที่มีปัญหาที่ทำกินทั่วประเทศ โครงการนี้ไม่ใช่เพียงเฉพาะที่ราชบุรี แต่ดำเนินการพร้อมกันใน 28 จังหวัดทั่วประเทศ และเป็นการเริ่มต้นปฏิบัติการที่จะขยายไปให้ครบ 72 จังหวัดทั่วประเทศตามเป้าหมาย

“ผมขอเตือนไปยังผู้ครอบครองผิดกฎหมายว่า หากไม่คืนที่ดินตามประกาศ จะถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดังนั้นคุยกันดี ๆ คืนดี ๆ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่คืน จะใช้มาตรา 44 ที่ยังใช้ได้อยู่ ผมไม่ต้องเสียเวลาไปฟ้องร้อง ผมจะผลักดันให้จอมบึงเป็นเมืองต้นแบบ หรือ จอมบึงโมเดล สำหรับการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ เกษตรกรจะมีที่ดินทำกิน มีแหล่งน้ำ มีอาชีพมั่นคง และมีที่อยู่อาศัยถาวร เป็นโครงการต้นแบบที่ต้องการขยายไปทั่วประเทศ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส ยังสั่งการให้กรมพัฒนาที่ดิน และกรมชลประทาน ลงพื้นที่วางแผนพัฒนาระบบน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และปรับปรุงพื้นที่ทำกินใหม่ทั้ง 3 โซนในอำเภอจอมบึง โดยใช้งบประมาณปี 2569 ประมาณ 140 ล้านบาท นอกจากนี้ตนได้ประสานไปยัง พอช.เพื่อสร้างบ้านให้เกษตรกรผู้ย้ายเข้าพื้นที่ใหม่กว่า 100 หลัง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เมื่อเราจะเอาชาวบ้านมาอยู่ตรงนี้ ต้องส่งเสริมให้มีที่อยู่ที่มั่นคง มีอาชีพที่มั่นคง จัดระบบนิเวศให้ดี ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี ที่รับทำถนนให้พี่น้องชาวบ้านในตำบลลางบัวด้วย

ในด้านปัญหาพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมะพร้าว ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ได้ติดตามปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำในราชบุรีอย่างใกล้ชิด โดยตลาดจีนยังต้องการผลผลิตจำนวนมาก แต่กลับมีความผิดปกติในห่วงโซ่การซื้อขายมะพร้าวภายในประเทศ จึงเตือนผู้รับซื้อและล้งต่าง ๆ ว่า อย่าเอาเปรียบเกษตรกรมากเกินไป ไม่อย่างนั้นตนจะใช้ไม้แข็ง ซึ่งตอนนี้ตนสามารถแก้ราคาทุเรียนและลำไยได้สำเร็จแล้ว และเตรียมดำเนินการกับมะพร้าวอย่างจริงจังเช่นกัน

“พี่น้องล้งหรือพี่น้องที่เกี่ยวข้องกับต้นทางของพี่น้องเกษตรกรจนถึงผู้บริโภค อะไรที่ท่านทำไม่ถูก อย่าทำอย่าเอาเปรียบเกษตรกรมากเกินไป อย่าให้ผมต้องใช้ไม้แข็ง คุยกันดี ๆ ช่วยกันและกันนะครับ เหมือนทุเรียนที่เราผ่านพ้นวิกฤตมาแล้ว ลำไยกำลังจะผ่านพ้นวิกฤติ มะพร้าวมาอีกแล้ว อีกเรื่องหนึ่งคือ ปลายี่สก ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจของพี่น้องชาวจังหวัดราชบุรี ซึ่งมันได้หายวิถีชีวิตของคนที่นี่ผมจะมาฟื้นให้มันกลับมาเหมือนในอดีต โดยได้สั่งการอธิบดีกรมประมงแล้วว่า ให้มาทำดำเนินการให้เกิดรูปธรรม และผมจะลงมาติดตามความคืบหน้าอีกครั้งหนึ่ง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงคณะกรรมการนโยบายข้าวที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ท่านเป็นประธานประชุมไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ซึ่งตนติดภารกิจจึงมอบปลายให้นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เข้าประชุมแทน ทุกอย่างที่เป็นนโยบายทั้งหมด หรือที่ยังไม่เอาเข้าที่ประชุม ตนจะหารือส่วนตัวกับท่านนายกฯ ตนเชื่อว่าท่านฟังตน ซึ่งท่านก็ดีใจที่สามารถขยับราคาข้าวหอมมะลิให้สูงขึ้นแตะ 13,800 ได้ส่วนราคาข้าวเหนียวของพี่น้องภาคอีสานและภาคเหนือ ตนก็กำลังเร่งแก้ไขให้เช่นกัน