รมว.เกษตรฯผลักดันอ.ต.ก. จัดหาพื้นที่ขายสินค้าเกษตร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805828

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการดำเนินงานขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยมี นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะประธานกรรมการ อ.ต.ก. นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และคณะกรรมการ อ.ต.ก. เข้าร่วม

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า การดำเนินงานของ อ.ต.ก.ในปี 2567-2568 จะต้องมีการปรับรูปการทำงานให้เป็นแบบเอกชนมากขึ้น โดย อ.ต.ก.ต้องทำหน้าที่เป็นพ่อค้าสินค้าเกษตรทุกประเภท ทั้งสินค้าพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยการเป็นแหล่งรับซื้อสินค้าจากเกษตรกรโดยตรง และจัดหาพื้นที่ในการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ต้องมองหาตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้” เพื่อขยายตลาดและกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสินค้าภาคการเกษตรของไทย อย่างไรก็ตาม จะต้องบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชตามความต้องการของตลาด ลดปัญหาสินค้าล้นตลาด และเป็นการแก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ

สทนช.เตือนรับมือฝนหนัก สั่งบูรณาการแผนจัดการทุกลุ่มน้ำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805826

วันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ฤดูฝนปีนี้จะมีปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยและมีแนวโน้มเกิดปรากฏการณ์ลานีญา อาจเกิดภาวะน้ำท่วมในบางพื้นที่ จึงดำเนินการตามแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม ภายใต้ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 โดยออกประกาศเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกและภาคใต้ พร้อมทั้งได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งขับเคลื่อน 10 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2567 และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2567 และการกักเก็บน้ำเพื่อรองรับฤดูแล้ง ปี 2567/2568 ตามมติของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) อย่างเคร่งครัด ตลอดจนให้หน่วยงานต่างๆ เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการตามภารกิจให้สอดคล้องกับมาตรการรับมือฤดูฝนดังกล่าว และรายงานผลการดำเนินงานมายัง สทนช.รับทราบอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำ บูรณาการหน่วยงานในพื้นที่เตรียมความพร้อม ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยตลอดช่วงฤดูฝนปีนี้ ลดพื้นที่เกิดอุทกภัยในทุกลุ่มน้ำ ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้แต่ละจังหวัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ร่วมเป็นคณะทำงาน ติดตาม วิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ และเหตุการณ์ที่อาจจะส่งผลให้เกิดสาธารณภัยในช่วงฤดูฝน รวมทั้งให้จัดทำแผนเผชิญเหตุ ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงแหล่งกักเก็บน้ำ คันกั้นน้ำ การวางแผนการระบายน้ำ และการจัดหาพื้นที่รองรับน้ำเพิ่มขึ้น ตลอดจนการแจ้งเตือนภัยและการช่วยเหลือประชาชน

สำหรับพื้นที่ กทม.มีการเฝ้าระวังติดตามข้อมูลสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ เร่งรัดกำจัดวัชพืช ขยะ และสิ่งกีดขวางทางน้ำอื่นๆ เตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักรกลให้เหมาะสม รวมทั้งเตรียมแผนในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ จัดชุดปฏิบัติการ กำชับเจ้าหน้าที่ประจำจุดสูบน้ำเร่งทำการแก้ไขปัญหาตามแผนที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะพื้นที่เขตชุมชนและพื้นที่ซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เร่งสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนให้ตระหนักรู้กรณีเกิดสถานการณ์อุทกภัย

“แม้ขณะนี้จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ แต่ด้วยสภาพดินที่แห้งแล้งมายาวนานหลายเดือนทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาซึมลงดินเกือบทั้งหมด ปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ยังไม่มากนัก ดังนั้น เขื่อนแต่ละแห่งยังมีความจำเป็นจะต้องสำรองน้ำไว้เพื่อจัดสรรน้ำใช้ในช่วงต้นฤดูฝน คาดว่าประมาณเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2567 เมื่อดินชุ่มน้ำแล้ว จึงจะมีปริมาณน้ำท่าไหลเข้าเขื่อนมากขึ้น การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนจะต้องสอดคล้องกับปริมาณฝนและปริมาณน้ำท่าในช่วงนั้นๆ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า 2 ปี โดยคำนึงถึงปริมาณน้ำต้นทุนที่จะสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ปี 2567/68 ให้ปริมาณน้ำมีเพียงพอใช้ในทุกกิจกรรม” นายไพฑูรย์ กล่าว

‘เกษตรกร’ร้องกรมศุลฯประชุมแก้‘หมูเถื่อน’ไม่คืบ-คดีล่าช้า วอนเร่งสานต่อให้จบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805710

‘เกษตรกร’ร้องกรมศุลฯประชุมแก้‘หมูเถื่อน’ไม่คืบ-คดีล่าช้า วอนเร่งสานต่อให้จบ

‘เกษตรกร’ร้องกรมศุลฯประชุมแก้‘หมูเถื่อน’ไม่คืบ-คดีล่าช้า วอนเร่งสานต่อให้จบ

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.48 น.

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ วอนอธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะ“ประธานคณะทำงานประสานงานแก้ไขปัญหาหมูเถื่อน” เร่งสานต่อคดีให้จบ หลังร้างราการเรียกประชุมหารือคณะทำงานมานานกว่า 10 เดือน  ทำคดีไม่คืบและปัญหายังไม่คลี่คลาย เกษตรกรทั่วประเทศมองการทำงานภาครัฐด้วยความหนักใจ หวั่น “ผู้ร้าย” ทำลายหลักฐาน โยกย้ายเงิน และหลบหนี จนเจ้าหน้าที่รัฐคว้าน้ำเหลว 

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่าเกษตรกรมีความหนักใจเกี่ยวกับความล่าช้าในการดำเนินคดีหมูเถื่อนที่ขณะนี้หยุดชะงักอยู่หลายคดี ไม่ว่าจะเป็น “คดี 161 ตู้” และ “คดี 2,385 ใบขน” ซึ่งแตกเป็นคดีย่อยอีกหลายคดี ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากการไม่มีการประชุมติดตามงานใดๆ ในคณะทำงานฯ (คณะทำงานประสานงานแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าประเภทเนื้อสุกรหรือชิ้นส่วนสุกรที่ผิดกฎหมายและการบริหารจัดการของกลาง) มานานกว่า 10 เดือนแล้ว จนเป็นเหตุให้การสืบสวนสอบสวนหาหลักฐานข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนการทำงานของ DSI – ป.ป.ช. ไม่คืบหน้า

“ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา สมาคมฯมีการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทั้งประเทศให้กลับมาประกอบอาชีพได้อย่างปกติสุข หลังบอบช้ำแสนสาหัสจากปัญหาหมูเถื่อน แต่ในช่วงเกือบปีมานี้กลับไม่มีการเรียกประชุมคณะทำงานฯเพื่อติดตามความคืบหน้าด้านการสอบสวนและแก้ปัญหาใดๆ จนทำให้เกษตรกรทั่วประเทศหนักใจ เกรงคดีล่าช้าจนเกิดความเสียหาย หรือนำไปสู่การทำลายหลักฐานของผู้ร้ายในขบวนการหมูเถื่อน ปัญหานี้หากถูกซ่อนไว้ใต้พรม เงียบหาย มันจะวกกลับมาทำลายเกษตรกรได้อีกในอนาคต” นายสิทธิพันธ์กล่าว 

นอกจากนี้ การทำงานของกรมศุลกากรเองก็ยังไม่ได้รับการเปิดเผยในหลายประเด็น อาทิ การสอบสวนการยื่นขอเปิดเขตปลอดอากร (Free Zone) รวมถึงการตรวจสอบตู้ตกค้างในท่าเรือกรุงเทพและลาดกระบัง ตลอดจนเหตุผลที่ไม่มีการอายัดสินค้าในเขตปลอดอากรของผู้ต้องหา 2 บริษัทในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีที่โดนจับไปก่อนหน้า อีกทั้งยังไม่มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่กรมประมง ที่อนุมัตินำเข้าสินค้าหมูเถื่อนที่สำแดงเท็จเป็นปลาแช่แข็ง  ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลสำคัญที่จะทำให้คดีเดินหน้าต่อไปได้ 

ล่าสุด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้ยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมศุลกากรเพื่อขอให้สานต่อภารกิจของคณะทำงานฯ แล้ว 

“เราคาดหวังการแก้ปัญหาที่รวดเร็ว รวมถึงการวางแผนป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต เพื่อรักษาอาชีพของเกษตรกรทุกคน ภายใต้ศรัทธาและความเชื่อมั่นในกระบวนการทางกฎหมายของบ้านเมือง ที่ควรเอาผิดผู้ร้ายให้ได้ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใคร” นายสิทธิพันธ์กล่าว

ทั้งนี้ คณะทำงานประสานงานแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าประเภทเนื้อสุกรหรือชิ้นส่วนสุกรที่ผิดกฎหมายและการบริหารจัดการของกลาง ตั้งขึ้นเมื่อ 15 พฤษภาคม 2566 มี “อธิบดีกรมศุลกากร” เป็นประธานคณะทำงานฯ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เป็นคณะทำงานหลายภาคส่วน อาทิ ผอ.สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ  ผอ.สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ และ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เป็นต้น

‘เศรษฐเกียรติ’ร่วม กิจกรรมASIA-AQ ศึกษาคุณภาพอากาศ แก้ปัญหาฝุ่นPM2.5

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805578

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมกิจกรรม Airborne and Satellite Investigation of Asian Air Quality (ASIA-AQ) ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างศูนย์วิจัยแลงลีย์แห่งองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA Langley Research center) และสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (National Astronomical Research Institute of Thailand: NARIT) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิจัย ศึกษาคุณภาพอากาศในประเทศไทย โดยใช้เครื่องบิน NASA’s Gulfstream III เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคุณภาพอากาศ และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยสำหรับติดตามและวิจัยคุณภาพอากาศในอนาคต พร้อมทั้งสร้างโอกาสการหารือและแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานวิจัยด้านคุณภาพอากาศ ที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา จ.ระยอง

ทั้งนี้ นายเศรษฐเกียรติ ได้ร่วมหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในด้านการพัฒนาคุณภาพอากาศ และกล่าวถึงนโยบายป้องกันและแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญของกระทรวงเกษตรฯ นอกจากนี้ได้มีโอกาสเข้าศึกษากลไกการทำงานของเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับการปฏิบัติภารกิจในสถานที่จริง โดยคณะเจ้าหน้าที่ NASA Langley Research center ให้การรับรอง โดยคาดว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากกิจกรรมดังกล่าว ในด้านการวิเคราะห์คุณภาพอากาศ และนำไปสู่การพัฒนาโมเดลการตรวจคุณภาพอากาศของประเทศไทยในอนาคตต่อไป

กรมชลฯชูบางระกำโมเดล ปรับปฏิทินเพาะปลูกข้าว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805574

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ก้าวสู่ปีที่ 8 แห่งความสำเร็จของ “โครงการบางระกำโมเดล” ที่กรมชลประทานได้ปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก และสุโขทัย ให้เร็วขึ้นกว่าปกติ โดยให้เกษตรกรได้เพาะปลูกข้าวนาปีและเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จก่อนที่ฤดูน้ำหลากจะมาถึง เพื่อลดความเสี่ยงนาข้าวเสียหาย ซึ่งหลังจากที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จ กรมชลประทาน จะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำเป็นแก้มลิงธรรมชาติ รองรับปริมาณน้ำหลาก ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขต จ.พิษณุโลก และสุโขทัย รวมทั้งพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

ปีนี้ กรมชลประทาน ได้วางแผนจัดสรรน้ำไว้ 310 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพื่อส่งไปยังพื้นที่เป้าหมายรวม 265,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ อ.พรหมพิราม อ.บางระกำ อ.เมือง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก และ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย โดยเริ่มส่งน้ำเข้าระบบชลประทาน เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมแปลงเพาะปลูกแล้วตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา และเริ่มเพาะปลูกพร้อมกันได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นมา เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้

เกษตรฯ-GIZแลกเปลี่ยน นโยบายยกระดับภาคการเกษตร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805576

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับนายฮานส์ อูลริช ซูดเบค อุปทูตและหัวหน้าแผนกเศรษฐกิจของสถานทูตเยอรมันประจำกรุงเทพฯ และนายไรน์โฮลด์ เอลเกส ผอ.องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า GIZ มีความร่วมมือที่ดีกับหลายหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ และได้หยิบยกกรณีโครงการระบบการผลิตข้าวยั่งยืนแบบองค์รวมที่ จ.อุบลราชธานี ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศประจำ ดร.ฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและภริยาในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2567 ซึ่งพบว่าเกษตรกรประสบปัญหาด้านการจัดการดินและน้ำในการทำเกษตรกรรม และได้มอบหมายให้กรมชลประทาน เร่งแก้ไขปัญหา โดยมีแผนลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาในเดือนเมษายน 2567

ในโอกาสนี้ ผู้อำนวยการ GIZ ประจำประเทศไทย กล่าวชื่นชมแนวทางการดำเนินงานของ รมว.เกษตรฯ ที่ให้ความสำคัญต่อดินและน้ำเนื่องจากเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อเนื่องไปยังปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ พร้อมเสริมว่าโครงการความร่วมมือระหว่าง GIZ กับไทยได้มุ่งเน้นทั้งการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate smart agriculture) ซึ่งถือเป็นวิกฤตที่ทั่วโลกเผชิญอยู่ ทั้งนี้ GIZ ยินดีที่จะช่วยประเทศไทยในมิติที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนนโยบายและข้อแนะนำในการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดการปล่อยมลพิษ ยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีกับเกษตรกร การสรรหาแหล่งเงินทุนให้แก่เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะการซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรให้แก่เกษตรรายย่อย ซึ่งนโยบายที่ GIZ พยายามจะขับเคลื่อนจะสอดคล้องกับ BCG Model ว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากร คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยด้านอาหาร และการป้องกันสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางในการขยายโอกาสความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ อาทิ ความสนใจในประเด็นคาร์บอนฟุตพริ้นท์และคาร์บอนเครดิต โอกาสที่ GIZ จะสามารถต่อยอดโครงการของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรด้าน climate change ที่ดำเนินงานร่วมกับ ADB ในปัจจุบัน การดำเนินโครงการนำร่องด้านผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ในบางจังหวัด การถอดบทเรียนแนวทางการปฏิบัติที่เป็นเลิศ จากพื้นที่ที่มีการดำเนินโครงการกับ GIZ การแลกเปลี่ยนเกษตรกรเรียนรู้การทำเกษตรกรรมที่ตอบโจทย์ด้าน Climate change และ Climate smart ในพื้นที่ต่างๆ

รองปลัดฯถกอนุฯใช้ที่ดินเขตปฏิรูป

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805573

วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาการให้ความยินยอมหรืออนุญาตการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ครั้งที่ 2/2567 โดยมีข้อสรุป อาทิ 1.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบการกำหนดเขตที่ดินชุมชนในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อนำเสนอคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) พิจารณาอนุมัติกำหนดเขตที่ดินชุมชน เพื่อดำเนินการจัดที่ดินสำหรับกิจการที่เป็นการบริการหรือเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของเกษตรกรในด้านเศรษฐกิจและสังคมให้เป็นไปตามประกาศ คปก.เรื่อง การจัดที่ดินชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และประกาศ คปก.เรื่อง กำหนดกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามมาตรา 30 วรรคห้า แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2532 ใน จ.อุดรธานี

2.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ กรณีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อสร้างวิทยาลัยสงฆ์กำแพงเพชรในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.กำแพงเพชร เนื้อที่ประมาณ 59-1-76 ไร่ โดยที่ประชุมเห็นควรไม่เรียกเก็บค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดิน 3.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ กรณีวัดเทพโลกอุดรขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อสร้างพุทธอุทยานศาสนสถานของวัดเทพโลกอุดร เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาวชิราลงกรณในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.น่าน สำหรับใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เนื้อที่ประมาณ 26-1-75 ไร่ โดยที่ประชุมเห็นควรไม่เรียกเก็บค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดิน 4.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ กรณีวัดไผ่ใหญ่ขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อจัดตั้งวัดไผ่ใหญ่ (เพิ่มเติม) ในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.พิจิตร สำหรับใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เนื้อที่ประมาณ 4-2-62 ไร่ โดยที่ประชุมเห็นควรไม่เรียกเก็บค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นต้น

‘ธรรมนัส’ควงอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่ติดตามพัฒนาแหล่งน้ำในจ.แพร่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805496

'ธรรมนัส'ควงอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่ติดตามพัฒนาแหล่งน้ำในจ.แพร่

‘ธรรมนัส’ควงอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่ติดตามพัฒนาแหล่งน้ำในจ.แพร่

วันเสาร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 21.49 น.

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน”ปราโมทย์ ยาใจ”ร่วมคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธรรมนัส ลงพื้นที่ตรวจราชการในพื้นที่ จังหวัดแพร่

18 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน นายเอนก ดีพรมกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 นายณัฎพสิษฐ์ เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินแพร่ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมคณะ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำและแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ จ.แพร่ ณ ฝายแม่ยม ต.บ้านหนุน อ.สอง มอบโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตรและปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ และร่วมปล่อยปลาในฝายแม่ยมอีกด้วย

จากนั้น รมว.ธรรมนัส และคณะลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำแม่คำมี ต.ห้วยโรง อ.ร้องกวาง ให้แล้วเสร็จตามแผน เพื่อให้ชาวเมืองแพร่ได้ใช้ประโยชน์โดยเร็วที่สุด ช่วยบรรเทาปัญหาทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งได้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ได้พบปะเกษตรกร มอบปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ และร่วมปล่อยพันธุ์ปลาในแหล่งน้ำชุมชน พร้อมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้ร่วมสนันสนุนเมล็ดพันธุ์ปอเทือง เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่นำไปใช้ในการทำปุ๋ยพืชสด ใช้ในการปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรต่อไป

‘มกอช.’ร่วมสังเกตการณ์ประชุม’APFRAS 2024’ กรุงโซล เตรียมร่วมเป็นสมาชิก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805191

'มกอช.'ร่วมสังเกตการณ์ประชุม'APFRAS 2024' กรุงโซล เตรียมร่วมเป็นสมาชิก

‘มกอช.’ร่วมสังเกตการณ์ประชุม’APFRAS 2024’ กรุงโซล เตรียมร่วมเป็นสมาชิก

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 11.25 น.

‘มกอช.’ร่วมสังเกตการณ์ประชุม’APFRAS 2024’ ณ กรุงโซล เตรียมพิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิก พร้อมถกอธิบดี’Singapore Food Agency’เกี่ยวกับกฎระเบียบอาหารที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเซลล์ และจัดทำแนวทางกลางประเมินความปลอดภัยภายใต้ Codex รับการเติบโตภาคอุตสาหกรรมโปรตีนทางเลือก  

เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.ปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. โดยคณะผู้แทนกองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เข้าร่วมการประชุมผู้นำกลุ่มหน่วยงานกฎระเบียบอาหารเอเชีย-แปซิฟิก 2024 Asia – Pacific Food Regulatory Authority Summit 2024 : APFRAS 2024) โดยมีนายฮัน ด็อก ซู นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐเกาหลี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 13-14 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่ง APFRAS เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลกฎระเบียบอาหาร ที่ก่อตั้งในปี 2566 เพื่อร่วมเป็นผู้นำในการกำหนดแนวทางการพัฒนาระบบกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอาหารที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายด้านอาหาร เพื่อปกป้องผู้บริโภคและสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน

ทั้งนี้ APFRAS มีสาธารณรัฐเกาหลีเป็นแกนนำ ปัจจุบันมีประเทศสมาชิก 8 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนิเซีย รวมถึงมีหน่วยงานนานาชาติซึ่งเป็นผู้สังเกตการณ์ถาวร ได้แก่ องค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สำหรับประเทศไทย ชิลี และมาเลเซีย ได้รับเชิญเข้าร่วมในฐานะประเทศผู้สังเกตการณ์ในการประชุม

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ ผู้นำของแต่ละประเทศและองค์กรที่เข้าร่วม ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และความคิดเห็นต่อสถานการณ์และแนวโน้มของกฎระเบียบอาหารในปัจจุบัน ที่มีความท้าทายทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ การมุ่งสู่ความยั่งยืน การใช้เทคโนโลยีดิจิตัล และกระบวนการผลิตใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาสาธารณรัฐเกาหลีและผู้แทนภาคอุตสาหกรรมได้นำเสนอการใช้เทคโนโลยีดิจิตัลและ AI เพื่อควบคุมความปลอดภัยอาหาร อาทิ การตรวจทางไกล (Remote inspection) การใช้เทคโนโลยีควบคุมจุดวิกฤติในกระบวนการผลิตอาหาร (Smart HACCP) การคัดกรองสินค้านำเข้าด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (SAFE-i24) การใช้ QR code เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมและตรวจสอบการเรียกคืนอาหาร (Food QR) เป็นต้น

โดยในห้วงการประชุมดังกล่าว ประเทศไทยได้ร่วมหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับ นางสาวแทน ลี คิม อธิบดีหน่วยงาน Singapore Food Agency เกี่ยวกับกฎระเบียบของอาหารที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเซลล์ (Cell-based food) รวมถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการจัดทำแนวทางกลางสำหรับการประเมินความปลอดภัยภายใต้ Codex รองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมโปรตีนทางเลือกในอนาคต ที่ต้องอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยของสุขภาพผู้บริโภคเป็นสำคัญ 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการหารือเกี่ยวกับผลการดำเนินการของ APFRAS ในปีที่ผ่านมา และแผนการดำเนินงานต่อไป โดยภารกิจสำคัญในช่วงแรก APFRAS มีแผนจะเปิดตัวฐานข้อมูลกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับอาหาร (APFRAS Food Regulation Database)ให้ภาคอุตสาหกรรมและประชาชนที่สนใจได้ใช้อย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2567 เพื่ออำนวยสะดวกทางการค้า 

นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานของคณะทำงาน 3 คณะภายใต้ APFRAS ได้แก่ คณะทำงานด้านกฎระเบียบอาหาร ได้จัดทำรายงานการศึกษาสภาวะแวดล้อมของกฎระเบียบอาหาร (Food Regulatory Environment Analysis) ประจำปี 2566 ซึ่งรวบรวมผลการศึกษาเกี่ยวกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ อาทิ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) หลักสุขภาพหนึ่งเดียง (One-Health Approach) คณะทำงานด้านดิจิตอล ที่ได้จัดสัมนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้เชิงลึกในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความปลอดภัยอาหารร่วมกัน และคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีใหม่ ได้มีการจัดการประชุมโต๊ะกลมและสัมมนา ด้านอาหารที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเซล (Cell-based food) การใช้ภาชนะจากวัตถุดิบรีไซเคิล และการประเมินความเสี่ยงภาชนะและอุปกรณ์อาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีแผน จะขยายขอบเขตไปยังกลุ่มโปรตีนทางเลือกจากแมลง

“ปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกรอบความร่วมมือดังกล่าว ซึ่ง มกอช. จะหารือร่วมกับ อย. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ การเข้าร่วมเป็นสมาชิก APFRAS เป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยในร่วมทำงานเชิงรุก กำหนดนโยบายและแนวทางการพัฒนาระบบการกำกับดูแลความปลอดภัยอาหารที่ยืดหยุ่นและทันสมัยที่สอดรับกับบริบทการเกษตรของไทย ตลอดจนสร้างความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการส่งออก รวมถึงผลักดันประเด็นด้านการเกษตรและอาหารที่สำคัญของไทยผ่านความร่วมมือกับคู่ค้า อย่างไรก็ดี APFRAS มีกำหนดจัดปีละ 1 ครั้ง การประชุมครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในปี 2568 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี” รองเลขาธิการ มกอช. กล่าว

‘เกษตรฯ’ปลดล็อกไฟเขียวนำเข้า‘โคเนื้อ-กระบือ’จากเมียนมา ย้ำต้องขึ้นทะเบียนชัดเจน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/805172

‘เกษตรฯ’ปลดล็อกไฟเขียวนำเข้า‘โคเนื้อ-กระบือ’จากเมียนมา ย้ำต้องขึ้นทะเบียนชัดเจน

‘เกษตรฯ’ปลดล็อกไฟเขียวนำเข้า‘โคเนื้อ-กระบือ’จากเมียนมา ย้ำต้องขึ้นทะเบียนชัดเจน

วันศุกร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 08.34 น.

‘เกษตรฯ’ปลดล็อกไฟเขียวนำเข้า‘โคเนื้อ-กระบือ’จากเมียนมา ย้ำต้องขึ้นทะเบียนชัดเจน

17 พฤษภาคม 2567 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ-กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (Beef Board) ครั้งที่ 2/2567 โดยมี นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ร้อยเอก ธรรมนัส  กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาปลดล็อกการนำเข้าโคเนื้อ-กระบือจากประเทศเมียนมา ซึ่งคณะอนุกรรมการด้านการรักษาตลาดการบริโภคเนื้อโค-กระบือ และผลิตภัณฑ์ ได้มีการจัดประชุมเพื่อศึกษาข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องปริมาณโคเนื้อ ราคาจำหน่ายโคเนื้อ ปริมาณการนำเข้าส่งออกโคเนื้อ ข้อมูลการจับกุมโคเนื้อที่ลักลอบนำเข้าประเทศ ตลอดจนศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้มงวดกวดขันเพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่กำหนด ทั้งในเรื่องขั้นตอนการนำเข้าและการเคลื่อนย้าย การติดหมายเลขประจำตัวสัตว์ การฉีดวัคซีน การตรวจโรค การตรวจสารเร่งเนื้อแดง การขึ้นทะเบียนผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่เพื่อการตรวจสอบย้อนกลับตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง การกำหนดโควต้าการนำเข้าและส่งออกให้ชัดเจน มีการขึ้นทะเบียนคอกโคขุนที่ชัดเจน และที่สำคัญต้องไม่กระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในประเทศ อีกทั้งยังให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการในการตรวจประเมินผลเพื่อติดตามผลการดำเนินงาน และใช้เป็นข้อมูลทบทวนมาตรการการปลดล็อกในครั้งนี้

นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาโคเนื้อตกต่ำ ตามที่คณะอนุกรรมการด้านการรักษาตลาดการบริโภคเนื้อโค-กระบือ นำเสนอมาตรการส่งเสริมการตลาดและการแก้ปัญหาราคาโคเนื้อตกต่ำ คือ 1) มาตรการการแก้ไขการใช้สารเร่งเนื้อแดงตลอดห่วงโซ่การผลิต 2) มาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้าโคเนื้อ เนื้อโค กระบือ และเนื้อกระบือ 3) มาตรการผลักดันการใช้เครื่องหมายประจำตัวสัตว์ประเภทเบอร์หู (NID) เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการสินค้าโคเนื้อ กระบือ ทั้งระบบ 4) มาตรการส่งเสริมการตลาด เพื่อเพิ่มปริมาณการบริโภคและสร้างความสามารถในการแข่งขันเนื้อโคในทุกตลาด และ 5) มาตรการในการนำเข้าและส่งออก โคเนื้อ-กระบือ มีชีวิต รวมทั้ง เนื้อโค-เนื้อกระบือ อีกทั้งยังเห็นชอบแผนการสร้างความมั่นคงด้านอาหารโคเนื้อ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนการผลิตโคเนื้ออีกด้วย