‘ธรรมนัส’ทำปุ๋ยที่แม่แจ่ม แก้ปัญหาเผาในพื้นที่การเกษตร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803534

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “โครงการรณรงค์การทำปุ๋ยหมักจากซังข้าวโพดและเศษพืช เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน และลดปัญหาหมอกควัน และ PM2.5” ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมีนายเศรษฐเกียรติ

กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่บ้านต่อเรือ หมู่ 2 ต.ช่างเอิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1.เพื่อปลุกจิตสำนึก และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรได้ทราบถึงประโยชน์จากการทำปุ๋ยหมัก จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร 2.เพื่อสาธิตวิธีการทำปุ๋ยหมักที่ถูกต้องและเหมาะสมให้แก่เกษตรกร เป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน 3.เพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนทัศนคติ งดการเผา และนำวัสดุที่เหลือใช้จากไร่นามาเป็นวัสดุปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต และ 4.เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ลดหมอกควัน บรรเทาภาวะโลกร้อน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน มีนโยบายให้จัดทำปุ๋ยหมักกองใหญ่ขึ้นในพื้นที่ซึ่งมีปริมาณเศษวัสดุทางการเกษตรมาก เพื่อให้ประโยชน์ทั้งในเรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน และการป้องกันแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ช่วยลดหมอกควันและฝุ่นละออง โดยมีแผนการรณรงค์นำร่องในพื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เนื่องจากมีพื้นที่ในการปลูกข้าวโพดจำนวนมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบปัญหาการเผาเศษวัสดุก่อนการเพาะปลูกพืช เป็นปัญหาที่สำคัญของ จ.เชียงใหม่ เพราะหากเกิดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง ก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยการดำเนินการครั้งนี้จะใช้ผลิตภัณฑ์ของกรมพัฒนาที่ดิน สารเร่งพด.1 ช่วยในการย่อยสลายเศษพืชและเศษวัสดุให้เกิดการหมักที่รวดเร็วให้เป็นปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพในการนำไปใช้ปรับปรุงดิน ให้พืชมีการเจริญเติบโตที่ดี ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุและแร่ธาตุในดินให้สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรลดการพึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต และส่งผลช่วยให้ลดภาวะหมอกควันที่เกิดจากการเผาเศษวัสดุการเกษตร ลดปัญหาต่อชุมชน และทำให้สภาวะแวดล้อมดีขึ้น

“นอกจากการรณรงค์ไม่ให้มีการเผาในพื้นที่การเกษตรแล้ว ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการนำเศษวัสดุทางการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ อีกทั้งยังมอบหมายกรมปศุสัตว์ รับซื้อวัสดุทางการเกษตรดังกล่าว เพื่อนำมาเป็นอาหารสัตว์ถือเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่งให้เกษตรกร”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ผู้ช่วยฯลงพื้นที่สุรินทร์มอบโค-กระบือ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803532

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายไชยา พรหมา อดีตรมช.เกษตรฯ ให้ติดตามภารกิจตามนโยบายกระทรวงฯ จ.สุรินทร์ โดยนายคุณากร เป็นประธานพิธีมอบโค ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ที่สนามกีฬาบ้านอาคต หมู่ 5 ต.บุแกรง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และช่วยเกษตรกรให้มีโค-กระบือไว้ใช้งาน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมีการมอบโค 108 ตัว แก่เกษตรกร 108 ราย และมอบเวชภัณฑ์ 5 ชุด (ยารักษาโรคและแร่ธาตุสำหรับเลี้ยงสัตว์) รวมถึงท่อนพันธุ์หญ้าเลี้ยงสัตว์ 5 ชุด และต้นหม่อนไหมพันล้านแก้จนคนสุรินทร์ 2,800 ต้น แก่ตัวแทนเกษตรกรนำไปแจกจ่ายในการทำเกษตรต่อไป

จากนั้นนายคุณากร เดินทางถึงโรงเรียนบ้านจอมพระ ต.จอมพระ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ เพื่อเป็นประธานเปิดโครงการ Kick off รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และโครงการฝึกอบรมเพื่อสร้างและพัฒนาศักยภาพอาสาปศุสัตว์ต้านโรคพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ 2567 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การดำเนินโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี จึงดำเนินงานจัดอบรมให้ความรู้เจ้าหน้าที่ เพื่อส่งต่อความรู้สู่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้โรคพิษสุนัขบ้าหมดไปจากประเทศไทย ซึ่ง อ.จอมพระ เห็นความสำคัญของโครงการนี้และจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยนายคุณากร ได้มอบเกียรติบัตรให้กับผู้มีส่วนร่วมในกิจกรรม ได้แก่ โรงเรียนบ้านจอมพระ และเทศบาลจอมพระ รวมถึงมอบอุปกรณ์ฉีดวัคซีนแก่อาสาปศุสัตว์ 5 ชุด อาหารสุนัข 5 ชุด และมอบพันธุ์ปลาให้ตัวแทนเกษตรกรด้วย

เกษตรฯโชว์ผลงานเจ๋ง ยางพาราราคาพุ่งสูงสุดใน7ปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803533

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวถึงสถานการณ์ซื้อขายยางพาราผ่านสำนักงานตลาดกลางยางพาราของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พุ่งทะลุ 90 บาทแล้ว ซึ่งราคาซื้อขายยางแผ่นรมควันอยู่ที่ 90.09 บาท/กิโลกรัม ถือเป็นราคาสูงที่สุดในรอบ 7 ปี 1 เดือน โดยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะยังคงอยู่ในทิศทางแนวโน้มขาขึ้นต่อไป ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท.มุ่งดำเนินงานสนับสนุนให้เกิดการสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา นอกเหนือจากการผลิตยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ไม้ยางพารา โดยสร้างแหล่งรายได้ให้กับเกษตรกร ผ่านกระบวนการซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม เป็นฐานการดูดซับก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร เพื่อบรรลุเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ ตามนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ.2050 เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของอาเซียนในด้านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ได้ในปี ค.ศ.2065

ทั้งนี้ สำหรับเกษตรกรที่ขายคาร์บอนเครดิตในสวนยาง หากคำนวณจากพื้นที่สวนยางในประเทศที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.ทั้งหมดกว่า 20 ล้านไร่ สามารถช่วยกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 80 ล้านตัน ใช้สูตรการคำนวณแอลโลแมตรีตามที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กำหนดคิดเป็นรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต รวมมูลค่ากว่า 24,000 ล้านบาท(ราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตเฉลี่ย 300 บาท/ตัน)

‘พัชรวาท’มอบ’กรมทรัพยากรน้ำ’เร่งบรรเทาแล้งให้เกษตรกร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803424

'พัชรวาท'มอบ'กรมทรัพยากรน้ำ'เร่งบรรเทาแล้งให้เกษตรกร

‘พัชรวาท’มอบ’กรมทรัพยากรน้ำ’เร่งบรรเทาแล้งให้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.11 น.

“พัชรวาท”มอบ“กรมทรัพยากรน้ำ”เร่งบรรเทาแล้งให้เกษตรกร กู้ชีพพืชเศรษฐกิจ เล็งชง 4 โครงการ ของบฯ 68 กักเก็บน้ำฤดูแล้งแก้ปัญหาครอบคลุม

จากกรณีจังหวัดจันทบุรีที่ประสบภัยแล้ง ส่งผลให้ชาวสวนทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง และพืชอื่นๆ ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีน้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย ล่าสุด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ในการดำเนินมาตรการรับมือภัยแล้ง โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 6 เข้าตรวจสอบและดำเนินการบรรเทาภัยแล้งให้แก่ประชาชน

หลังจากรับนโยบาย พล.ต.อ.พัชรวาท ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา กรมทรัพยากรน้ำ ได้เข้าไปติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาด 30 นิ้ว บริเวณฝายน้ำล้นคลองทัพนคร (ทุ่งผี) หมู่ที่ 6 ตำบลปัถวี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี การสูบน้ำครั้งนี้เป็นประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรกว่า 9,500 ไร่ ครัวเรือนได้รับประโยชน์ 875 ครัวเรือน สามารถบรรเทาภัยแล้งให้ประชาชนในพื้นที่ ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก ขณะเดียวกันได้เตรียมแผนการจัดทำโครงการของบประมาณประจำปี พ.ศ.2568 จำนวน 4 โครงการในพื้นที่ตำบลปัถวี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี คือ โครงการก่อสร้างฝายน้ำล้นบ้านทุ่งผี พร้อมระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ หมู่ 8 โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ทุ่งตาโชติ  โครงการก่อสร้างระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บ้านคลองเวฬุ และโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำคลองธรรมชาติ  ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) หากทั้ง 4 โครงการได้รับงบประมาณจะก่อให้เกิดการเก็บน้ำในปริมาณที่มากขึ้น สามารถกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนและมีน้ำเพียงพอไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง อีกทั้งส่งเสริมให้ประชาชนจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ ทำงานร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นและชุมชน เพื่อให้ช่วยกันดูแล บำรุงรักษา และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเหตุภัยแล้ง มายังศูนย์ภัยแล้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ผ่านสาย Green Call 1310 กด 5 เพื่อให้เจ้าหน้าที่รับดำเนินการแก้ปัญหาอย่างทันที

– 006

พยุงราคาหวังช่วยเกษตรกร ‘พ่อค้า’ฉวยโอกาสยัดไส้ข้าวโพดเมียนมาฟันกำไร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803390

พยุงราคาหวังช่วยเกษตรกร ‘พ่อค้า’ฉวยโอกาสยัดไส้ข้าวโพดเมียนมาฟันกำไร

พยุงราคาหวังช่วยเกษตรกร ‘พ่อค้า’ฉวยโอกาสยัดไส้ข้าวโพดเมียนมาฟันกำไร

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 11.15 น.

พยุงราคาหวังช่วยเกษตรกร ‘พ่อค้า’ฉวยโอกาสยัดไส้ข้าวโพดเมียนมาฟันกำไร

เห็นข่าวพ่อค้าเรียกร้องให้โรงงานอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดทุกเมล็ด รวมข้าวโพดที่รุกป่าและเผาแปลงด้วย สะท้อนความไม่เข้าใจสิ่งที่โลกต้องการ เมินเฉยต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม แบบนี้จะพากันพังกันทั้งระบบ เพราะโลกไม่มีที่ยืนให้ข้าวโพดรุกป่าและเผาตอซังอีกแล้ว ซ้ำยังให้ข้อมูลบิดเบือนราคาขายหน้าโรงงานว่าข้าวโพดที่นำเข้าจากเมียนมานั้น มีราคาต่ำกว่า 9 บาท/กก. ทั้งที่จริงๆ แล้วขายได้สูงกว่า 10 บาท/กก. มาตั้งแต่ พ.ย.2566 ซึ่งเป็นความร่วมมือในการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จาก“เกษตรกรไทย” ในการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2566

อันที่จริงการเรียกร้องให้รับซื้อข้าวโพดเมียนมาในราคาเท่ากับข้าวโพดไทย เท่ากับให้คนไทยพยุงราคาช่วยเกษตรกรเมียนมาด้วยซึ่งไม่ใช่เรื่องที่สมควรจะเป็น แต่ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่ายังไม่สามารถแยกเมล็ดไทยกับเมียนมาออกจากกันได้ ทำให้กลุ่มพ่อค้าสามารถ “ยัดไส้” ข้าวโพดเมียนมาให้เป็นข้าวโพดไทยได้ (แม้ในช่วงที่ไม่อนุญาตนำเข้า) ซึ่งไม่เป็นธรรมกับคนไทย ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ของไทยที่ต้องแบกภาระช่วยเกษตรกรเมียนมา ขณะที่ต้องเสียส่วนต่างกำไรให้เข้ากระเป๋า “พ่อค้าพืชไร่” เรื่อยมา

ปัจจุบันภาครัฐมีการกำกับดูแลการนำเข้าข้าวโพดอยู่แล้วในระดับหนึ่ง มีการจำกัดระยะเวลานำเข้าได้เพียง 8 เดือน (1 ก.พ.- 31 ส.ค.) และผู้นำเข้าต้องแจ้งขอผ่านกรมปศุสัตว์ก่อน ตัวเลขการนำเข้าและมูลค่านำเข้าข้าวโพดในเดือน ก.พ.-มี.ค.2567 พบว่าไทยมีการนำเข้าจากเพื่อนบ้านรวมจำนวน 595,098 ตัน ในราคากก.ละ 9.50 บาท นำมาขายให้โรงงานอาหารสัตว์ ในราคาสูงกว่า 10 บาท/กก.ดังกล่าวข้างต้น

เหตุปะทะรุนแรงตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ฝั่งเมียวดี ส่งผลผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมาเปลี่ยนเส้นทางจากด่านแม่สอด ไปนำเข้าทางด่านระนอง-ด่านแม่สายแทน รวมถึงเปลี่ยนวิธีขนส่งเป็นการขนส่งทางเรือทั้งหมด ลดปัญหาการลักลอบนำเข้าตามเส้นทางธรรมชาติไปได้มาก แต่หากสงครามยุติ การลักลอบก็อาจกลับมาเกิดขึ้นได้อีก ทางที่ดีที่สุดคือการเร่ง “ขึ้นทะเบียนผู้นำเข้า” เพื่อการตรวจสอบและแยกแยะข้าวโพดนำเข้าออกจากข้าวโพดไทยให้ชัดเจน แก้ปัญหาการ “ยัดไส้” กินส่วนต่าง ขณะที่โรงงานอาหารสัตว์ทุกแห่งกล่าวตรงกันว่า “ยินดีที่จะช่วยเหลือเกษตรกรไทย ไม่ใช่เกษตรกรจากเมียนมา หรือกลุ่มคนบางกลุ่ม เพราะภาระต้นทุนส่วนนี้จะตกไปอยู่กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และผู้บริโภคไทย”

#ทำไมจึงไม่อยากมีส่วนร่วมพัฒนาเกษตรกรไทย?

การเรียกร้องของพ่อค้าพืชไร่ก่อเกิดคำถามมากมายว่า เหตุใดคนกลุ่มนี้จึงไม่ต้องการมีส่วนร่วมพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไทยให้ยุติการเผาตอซังและลดคาร์บอน เพื่อรักษาไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมให้คนรุ่นหลัง รวมถึงตอบโจทย์การค้าตามทิศทาง EU Green Deal ที่ประเทศคู่ค้าอย่างสหภาพยุโรปต้องการ เหตุใดจึงเรียกร้องแต่ราคา ราคา ราคา โดยไม่เห็นแก่อนาคตของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดของไทยเลยแม้แต่น้อย อย่าลืมว่าโลกไม่มีที่ยืนให้วัตถุดิบที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่กฎหมาย EU บังคับใช้ พืชผลของไทยที่ไม่สามารถแสดงการปล่อยคาร์บอนได้อย่างเหมาะสมจะไม่มีใครรับซื้ออีกต่อไป

ขณะที่วันนี้หลายฝ่ายทั้งภาครัฐ เช่น กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร มกอช. ฯลฯ รวมถึงภาคเอกชน เช่น สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กำลังร่วมกันวางยุทธศาสตร์ในการพัฒนา GAP (Good Agriculture Practice) เพื่อเกษตรกรไทย รวมถึงการนำโมเดล Corn Traceability ที่ประสบความสำเร็จแล้วมาเป็นต้นแบบในการพัฒนา นอกจากนี้ ยังประสานความร่วมมือกับผู้รับซื้อในประเทศเพื่อนบ้านให้ร่วมกันลดมลพิษที่เกิดจากการเผาแปลงเกษตร แก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดน เห็นความพยายามของทุกภาคส่วนเช่นนี้แล้ว ยังสงสัยอยู่ว่าจะสะกิดต่อมสำนึกของคนบางกลุ่มได้บ้างหรือไม่

ยืนยันอีกครั้งว่าต่อไปแวดวงอุตสาหกรรมนี้จะไม่มีการคุยเรื่องราคาจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าข้าวโพดที่นำมาขายนั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

#ดำรง พงษ์ธรรม นักวิชาการอิสระ 

อุตุฯเผย 7-13 ภาคเหนือฝนตกอุณหภูมิลด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803323

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรักชัย ศรีนวน ผู้อำนวยการส่วนพยากรณ์อากาศ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือได้รายงานสถานการณ์สภาพอากาศผ่านการแถลงข่าวสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ ว่าในช่วงนี้ลมตะวันตกเฉียงใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ ได้พัดมาปกคลุมทางด้านภาคเหนือ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดฝนในช่วงนี้ โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 7-13 พฤษภาคม มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนองสูงถึงร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ มีลมกระโชกแรงและมีฝนตกหนักบางแห่ง และหลังจากนั้นปริมาณฝนจะลดลง ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ ซึ่งลักษณะสภาพอากาศเช่นนี้ ส่งผลให้อุณหภูมิในช่วงกลางวันมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องทั้งสัปดาห์

สำหรับการคาดการณ์ฤดูฝนของประเทศไทย ปีนี้คาดว่าจะเริ่มขึ้นประมาณสัปดาห์ที่ 4 ของเดือนพฤษภาคม 2567 ซึ่งจะช้ากว่าปกติ 1-2 สัปดาห์ และจะสิ้นสุดประมาณปลายเดือนตุลาคม 2567 โดยปริมาณฝนรวมของทั้งประเทศในช่วงฤดูฝนของปีนี้จะใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยปกติ และใกล้เคียงปีที่แล้ว

ในส่วนของภาคเหนือ ช่วงประมาณปลายเดือนพฤษภาคม-เดือนมิถุนายน มีโอกาสเกิดฝนเพิ่มมากขึ้นและต่อเนื่อง ช่วงกลางเดือนมิถุนายน-กลางเดือนกรกฎาคม ปริมาณและการกระจายตัวของฝนจะลดลงทำให้อาจเกิดการขาดแคลนน้ำด้านการเกษตรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แล้งซ้ำซากนอกเขตชลประทาน และช่วงกลางเดือนกรกฎาคม-กันยายน ภาคเหนือจะกลับมามีฝนตกชุกหนาแน่นอีกครั้ง โดยส่วนใหญ่ จะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ มีฝนตกหนักหลายพื้นที่และหนักมากในบางแห่ง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก รวมทั้งน้ำล้นตลิ่งในบางแห่ง ขณะที่ช่วงเดือนตุลาคม ประมาณและการกระจายของฝนจะลดลงและเริ่มมีอากาศเย็นในตอนเช้า ทั้งนี้ การเกิดพายุหมุนเขตร้อนในช่วงฤดูฝนปีนี้ คาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย 1-2 ลูก โดยมีโอกาสสูงที่จะเคลื่อนผ่านบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน

‘ธรรมนัส’พัฒนาคลองแม่ข่า สนับสนุนน้ำด้านการเกษตร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803324

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามความก้าวหน้าการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ สนับสนุนโครงการแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่า โดยมีนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ บริเวณฝายแม่สา (ลำน้ำแม่สา) โครงการปรับปรุงสระเก็บน้ำหนองน้ำเชียว คลองแม่ข่า และโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง คลองแม่ข่าน้อย จ.เชียงใหม่ มุ่งดำเนินการพัฒนาคลองแม่ข่าตลอดทั้งเส้น เพื่อสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคน้ำด้านการเกษตร ตลอดจนช่วยในเรื่องการบำบัดน้ำเสีย และส่งเสริมการท่องเที่ยว

“การลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมชลประทาน ได้วางแผนในเรื่องการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำ เพื่อผันน้ำเข้าสู่คลองแม่ข่า และมีแผนในการทำประตูระบายน้ำก่อนปล่อยน้ำลงสู่แม่น้ำปิง เพื่อกักเก็บน้ำให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้จะทำงานร่วมกับเทศบาล และหน่วยงานในพื้นที่ในการขุดลอกคูคลองและผักตบชวา เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำบำบัดน้ำเสีย คืนสภาพแวดล้อมที่ดีให้ชุมชน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

กรมส่งเสริมฯมุ่งยกระดับ ทุเรียนคุณภาพในภาคตะวันออก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803320

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ได้ยกระดับความเข้มข้นด้านการตรวจสอบคุณภาพทุเรียนให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่สร้างการรับรู้เกี่ยวมาตรการต่างๆ ยึดโมเดลการบริหารจัดการที่เห็นผลเป็นรูปธรรม นำมาปรับใช้ในฤดูกาลปี 2567 นอกจากนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัด (ระยอง จันทบุรี และตราด) ประสานและดำเนินการในการจัดทำคำสั่ง/ประกาศของจังหวัด อาศัยอำนาจทางการปกครองโดยผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นข้อมูลในการดำเนินการต่อไป

นายพีรพันธ์กล่าวอีกว่า สำหรับโมเดลการบริหารจัดการที่นำมาใช้ในการควบคุมทุเรียนด้อยคุณภาพนั้น ประกอบด้วย 1.การกำหนดระดับความแก่ของทุเรียน ด้วยการวิเคราะห์น้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียน โดยใช้เกณฑ์กำหนดน้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียนของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ มกษ.3-2556 มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง ทุเรียน ซึ่งกำหนดน้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียนสำหรับการบริโภคในแต่ละสายพันธุ์ หากเกษตรกร พ่อค้าคนกลาง มือตัด พ่อค้าปลีก และผู้ประกอบการส่งออก (ล้ง) ผู้ใดจำหน่ายทุเรียนที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียนต่ำ จะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 และความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47

2.กำหนดวันเก็บเกี่ยวทุเรียนภาคตะวันออกฤดูกาลผลิต ปี พ.ศ.2567 ในแต่ละสายพันธุ์ดังนี้ ทุเรียนพันธุ์กระดุม วันที่ 15 เมษายน 2567 พันธุ์ชะนีและพันธุ์พวงมณี วันที่ 5 พฤษภาคม 2567 พันธุ์หมอนทองวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะเก็บเกี่ยวและส่งออกทุเรียนก่อนกำหนดในแต่ละสายพันธุ์ กรณีเกษตรกรและมือตัดให้แจ้งความประสงค์จะเก็บเกี่ยวทุเรียนพร้อมนำตัวอย่างทุเรียนที่จะเก็บเกี่ยวในแต่ละสายพันธุ์จากแปลงที่จะเก็บเกี่ยว และต้องไม่มีร่องรอยการเปิดกรีด 1 ผล มาตรวจเปอร์เซ็นต์ น้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียน ที่จุดบริการตรวจก่อนตัดที่กำหนดไว้ ก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 3 วัน กรณีโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ที่จะส่งออก แจ้งความประสงค์ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 หรือด่านตรวจพืชเพื่อสุ่มตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียน ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจศัตรูพืช และปิดตู้ส่งออก

3.การขอความร่วมมือ โดยให้เกษตรกรและมือตัดทุเรียน เก็บตัวอย่างทุเรียนไปตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียน และขอให้ขึ้นทะเบียนนักคัดและนักตัดทุเรียน ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด จุดบริการตรวจก่อนตัด ออกหนังสือรับรองผลการตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียนตัวอย่างที่ส่งตรวจให้กับเกษตรกรหรือผู้ส่งตรวจโรงคัดบรรจุ (ล้ง) และทุกครั้งที่รับซื้อทุเรียนจากเกษตรกรหรือมือตัด และต้องขอหนังสือรับรองผลการตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียน จากจุดบริการตรวจก่อนตัดชุดปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพทุเรียน สวพ.6 ขอตรวจหนังสือรับรองผลการตรวจน้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียน และให้ลงชื่อกำกับในหนังสือรับรองผลการตรวจน้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียนแต่ละรอบการตรวจสอบคุณภาพก่อนปิดตู้ส่งออก

เกษตรฯชูหลักสูตร วกส.สร้างผู้นำฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803322

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังแถลงข่าว “หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 5” โดยมีนายประยูร อินสกุลปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ผอ.หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) ดร.วิชาญอิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) เข้าร่วม ว่าเล็งเห็นโอกาสและให้ความสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรไทย โดยอาศัยกลไกความร่วมมือจากหน่วยงานทุกภาคส่วน จึงจัดทำหลักสูตรเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เป็นผู้นำในระดับนานาชาติด้วยวิทยาการเกษตร เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ ภายใต้หลักการตลาดนำการผลิตและเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสร้างความสมดุล มั่นคง และยั่งยืน โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพและสร้างผู้นำระดับสูงให้มีความรู้ ความสามารถในการพัฒนาการเกษตร รวมทั้งก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และประสบการณ์ระหว่างผู้นำภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในรูปแบบ “ประชารัฐ” เพื่อมุ่งสู่การทำเกษตรวิถีใหม่

สำหรับหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง หรือ วกส. เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกันระหว่างเกษตรกรผู้บริหารระดับสูงทั้งจากภาครัฐและเอกชน มีเป้าหมายร่วมกัน คือสร้างเครือข่ายธุรกิจต้านการเกษตรในระยะยาวและการยกระดับและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้นรวมทั้งกระตุ้นการสร้างเศรษฐกิจรากฐานให้มีความเข้มแข็ง พร้อมทั้งส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารชั้นนำ ส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมด้านการเกษตรของประเทศ ทั้งนี้ การขับเคลื่อนดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายความร่วมมือ และการประสานงานร่วมกันระหว่างภาคีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรเพื่อเป้าหมายในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เป็นผู้นำในระดับนานาชาติ รวมทั้งเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้เข้าร่วมการฝึกอบรม

ไทยร่วมจับมือ เคนยา-โมซัมบิก ใช้จุดแข็ง3ฝ่าย ดันสินค้าเกษตร

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803317

วันพุธ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้การต้อนรับและร่วมหารือกับ นายคิปทิเนสส์ ลินด์ซีย์คิมโวเล เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเคนยาประจำประเทศไทย (H.E. Mr.Kiptiness Lindsay Kimwole) นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐโมซัมบิกประจำประเทศไทย และนายปรีชา ตรีสุวรรณ ประธานสมาพันธ์การค้าระหว่างประเทศ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และแสวงหาโอกาสทางการค้าสินค้าเกษตร พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือ

สำหรับการหารือดังกล่าว ฝ่ายเคนยาประสงค์มีความร่วมมือในด้านการผลิตข้าว การทำประมง รวมถึงระบบชลประทาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร โดยขอรับการสนับสนุนองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากไทย และฝ่ายโมซัมบิกสนใจทำความร่วมมือในด้านการผลิตข้าว มะพร้าว และการทำประมง นอกจากนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองทางการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกันโดยฝ่ายเคนยา นำเสนอกลไกอุตสาหกรรมการผลิตกาแฟของเคนยา ซึ่งจะมีหน่วยงานกลางจับคู่ธุรกิจให้ผู้รับซื้อสามารถเข้าถึงเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟได้โดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ฝ่ายไทยมองว่าเรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการเพิ่มโอกาส เสริมศักยภาพ และสร้างความเข้มแข็งแก่ภาคการเกษตรไทยผ่านระบบสหกรณ์การเกษตร การหารือครั้งนี้จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นให้ฝ่ายไทยร่วมทำงานกับฝ่ายเคนยาและโมซัมบิกอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น