ไข่ไก่ขึ้นราคา…เป็นแค่เรื่องชั่วคราว

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801959

ไข่ไก่ขึ้นราคา...เป็นแค่เรื่องชั่วคราว

ไข่ไก่ขึ้นราคา…เป็นแค่เรื่องชั่วคราว

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 15.07 น.

ไข่ไก่ขึ้นราคา…เป็นแค่เรื่องชั่วคราว

อุณหภูมิที่สูงขึ้นกว่า 44 องศาในหน้าร้อนของประเทศไทยปีนี้ นับว่าหนักหนาสาหัส ไม่ได้เพียงส่งผลกับผู้คนเท่านั้น แต่หมู หมา กา ไก่ สัตว์เลี้ยงทั้งหลาย รวมถึง พืช-ผัก ล้วนได้รับผลกระทบจากความร้อนนี้กันถ้วนทั่ว เมื่อแม่ไก่ร้อน เครียด กินแต่น้ำ ไม่กินอาหาร การผลิตไข่ก็ทำได้น้อยลง ขนาดฟองไข่ไก่ที่ออกมาก็เล็กลง เดือดร้อนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่มีของขายน้อยลง รายได้หดหาย สวนทางต้นทุนสารพัดที่ต้องแบกรับ ทั้งค่าอาหารไก่ ค่าน้ำ และค่าไฟฟ้า เป็นเหตุผลที่หากไม่ขยับราคาไข่ คนเลี้ยงคงต้องเจ๊งยับ ขาดใจตายก่อนไก่เป็นแน่ ล่าสุด วันที่ 29 เมษายน 2567 สหกรณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ จำเป็นต้องประกาศขยับราคาไข่คละขึ้น 20 สต./ฟอง เป็น 3.80 บาท/ฟอง

เรื่องนี้น่าเห็นใจ ขณะที่เราเป็นผู้บริโภค ยังสามารถเลี่ยงไปหาโปรตีนอื่นกินทดแทนได้ แต่คนเลี้ยงไก่ไข่ทำไม่ได้ การทำการเกษตรปศุสัตว์เป็นอาชีพของเขา จึงจำต้องสู้กับอากาศร้อน ประคับประคองให้ไก่เครียดน้อยลง เช่น เปิดพัดลมโรงเรือนให้เย็นขึ้น พรมน้ำทั่วหลังคาเพื่อลดอุณหภูมิ ด้วยความหวังว่าไก่จะยอมกินอาหาร จะได้ออกไข่มาให้นำไปขายได้

นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ให้ข้อมูลว่าอากาศร้อน-แล้งกระทบผลผลิตไข่ไก่หายไปจากระบบ  ปกติมีไข่ออกมาวันละ 40 ล้านฟอง เหลือเพียงวันละ 35 ล้านฟองเท่านั้น หายไป 5-6 ล้านฟองต่อวัน นอกจากนี้ ไข่ที่ออกมายังมีขนาดเล็ก จากปกติที่ไข่เล็กเบอร์ 3-5 จะมีเพียง 30% แต่กลับกลายเป็นว่าในช่วงนี้ไข่ใบเล็กมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 50% ของผลผลิต ทำให้เกษตรกรขายไข่ได้ราคาลดลง และยังคงขาดทุนต่อเนื่อง เป็นเหตุผลที่จำเป็นต้องขยับราคาไข่ขึ้นบ้าง อย่างไรก็ตามเขายืนยันว่า ราคาไข่มีขึ้นมีลง ไม่ต้องซีเรียส

สอดคล้องกับ นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง ที่ระบุว่าอากาศร้อนทำให้เปอร์เซ็นต์ไข่ลดลง 10-15% ขณะที่ไข่ขนาดใหญ่ที่ขายได้ราคา ก็ลดปริมาณลง จึงต้องขยับราคาให้สมดุลเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ 

ส่วนผู้ค้าคนกลางอย่าง นายสุธาศิน อมฤก นายกสมาคมผู้ค้าไข่ไทย ก็ยังเข้าใจคนเลี้ยงไก่ไข่ โดยระบุว่า คนเลี้ยงไก่ไข่มีจำนวนน้อยลงอยู่แล้ว เมื่อประกอบกับอากาศร้อนที่มาก ทำให้ผลผลิตไข่ลดลง นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ค่าขนส่ง ค่าน้ำ ค่าไฟ ล้วนเป็นภาระต้นทุนของเกษตรกรทั้งสิ้น

ด้านภาครัฐ กรมการค้าภายใน ซึ่งกำกับดูแลให้เกษตรกร-ผู้ผลิตสินค้าขายสินค้าได้ไม่ขาดทุน และผู้บริโภค อยู่ได้ไม่เดือดร้อน ให้ข้อมูลว่า จากการตรวจสอบพบราคาไข่ไก่ยังอยู่ในโครงสร้างต้นทุนที่เหมาะสม แต่ช่วงนี้แม่ไก่ให้ผลผลิตน้อยลง และขนาดไข่เล็กลง ส่งผลกระทบรายได้เกษตรกร สวนทางต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าน้ำ-ค่าไฟ ขณะที่ไข่ฟองเล็กขายไม่ค่อยออก กรมจึงช่วยเหลิอนำไข่ฟองเล็กเข้าโครงการธงฟ้า ช่วยเกษตรกรระบายไข่ และช่วยผู้บริโภคลดค่าครองชีพไปพร้อมกัน

จะเห็นว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องล้วนกล่าวไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด และที่สำคัญ เหตุการณ์ลักษณะนี้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อสภาพอากาศดีขึ้น อุปสงค์-อุปทานของไข่ไก่ เข้าสู่ภาวะปกติ ราคาไข่จะลดลงเองเหมือนกับที่คอลัมนิสต์ดัง “แม่ลูกจันทร์” แห่ง นสพ.ไทยรัฐ ที่มองว่า “ไข่ไก่ขึ้นราคาเป็นเรื่องชั่วคราว”  

อันที่จริง ไข่ไก่ก็ไม่ต่างจากมะนาว ที่มีราคาแพงช่วงหน้าร้อนและยังให้น้ำน้อยเสียอีก เผลอแพร้บเดียวราคามะนาวก็หล่นลงเมื่อหน้าฝนมาเยือน …สรุปแล้วมันก็เป็นแค่วัฎจักรราคาสินค้าเกษตรที่มีขึ้น-มีลงเป็นธรรมดา

#อิสระ คงยินดี นักวิชาการอิสระ

ไอศกรีมกะทิสุรินทร์ เมนูขายดีช่วงฤดูร้อน ลูกค้าเข้าไม่ขาดสาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801802

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ท่ามกลางอากาศร้อนของจังหวัดสุรินทร์ ที่มีอุณหภูมิพุ่งสูง 40-42 องศาเชลเซียส ริมถนนสุรินทร์-ศีขรภูมิ เขต ต.นอกเมืองอ.เมือง จ.สุรินทร์ (ใกล้สี่แยกเทพธานี) พบร้านขายไอศกรีมกะทิสดที่เจ้าของร้านทำเองกับมือ โดยเปิดร้านตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ทำให้ชาวบ้านที่ขับรถสัญจรผ่านไปมาต้องไม่พลาดที่จะแวะเข้ามาอุดหนุนไม่ขาดสาย ทานไอศกรีมกะทิสดเพื่อดับร้อน

โดยผู้สื่อข่าวสอบถาม นางนุชนาฏ ดาทอง อายุ 43 ปี เจ้าของร้านเสื้อชมพู เล่าว่า ก่อนที่ตนจะมาเปิดร้านขายไอศกรีม ตนได้ทำงานเกี่ยวกับสินเชื่อรถยนต์มือสองมาก่อน และได้ลาออกมาเปิดร้านเพราะตนชอบทาน และอยากมีธุรกิจร้านไอศกรีมเป็นของตนเอง ซึ่งผลตอบรับในช่วงฤดูร้อนนี้ร้านของตนขายดีขึ้นมาก มีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนไม่ขาดสาย ยิ่งในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาจะขายดีเป็นพิเศษ ในส่วนของไอศกรีมก็จะใช้กะทิสดอย่างเดียวในการทำ โดยตนนำสูตรมาจากคุณป้า และมาต่อยอดสร้างธุรกิจ และตนยังมีโครงการที่จะทำไอศกรีมสตรอว์เบอร์รีสดเพิ่มเติมอีกด้วย

ทางด้าน นางสาวตุ๊กตา ทุนทองอายุ 55 ปี ลูกค้า เล่าว่า ตนเป็นลูกค้าประจำแวะเวียนมาทานที่ร้านบ่อย เนื่องจากชอบรสชาติที่หวานพอดีไม่หวานมากเกินไป อร่อยถูกใจในช่วงหน้าร้อนแบบนี้

ไทย-เวียดนามดันส่งออกสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801803

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ นายเล มิญ ฮวารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (H.E. Mr. Le Minh Hoan) โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

สำหรับการหารือครั้งนี้ ฝ่ายไทยได้แสดงความชื่นชมผลการดำเนินงานด้านตลาดสินค้าเกษตรโลกของฝ่ายเวียดนาม เน้นย้ำถึงความสำคัญและความจำเป็นในการพึ่งพาอาศัยกัน รวมทั้งระบุว่า ฝ่ายไทยพร้อมสนับสนุนและผลักดันการยกระดับความร่วมมือภาคเกษตรกับฝ่ายเวียดนาม อาทิ ความร่วมมือด้านพันธุ์พืชไร่ พืชสวน ประมง ปศุสัตว์ และมาตรฐานสินค้า โดยดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้เตรียมพร้อมการลงนาม MOU ด้านการเกษตรระหว่างไทย-เวียดนาม (ฉบับปรับปรุง) ซึ่งมุ่งเน้นให้พัฒนากรอบความร่วมมือให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์โลก เพื่อเป็นช่องทางการขยายความร่วมมือด้านการเกษตรที่หลากหลายยิ่งขึ้น ทั้งในเชิงพาณิชย์และวิชาการ โดยทั้งสองฝ่ายต่างให้ความสนใจการลงนาม MOU ฉบับดังกล่าวเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 9 ของไทย ซึ่งระหว่างปี 2564-2566 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตรร้อยละ 3.38 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรทั้งหมดของไทยกับโลก โดยสินค้าเกษตรส่งออกของไทยไปเวียดนาม 5 อันดับแรกได้แก่ 1.น้ำ รวมถึงน้ำแร่และน้ำอัดลม ที่เติมน้ำตาลหรือสารทำให้หวานอื่นๆ หรือที่ปรุงกลิ่นรส 2.เครื่องดื่มอื่นๆที่ไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ นมยูเอชที นมถั่วเหลือง 3.ของปรุงแต่งที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์อื่นๆ นอกจากอาหารสุนัขหรือแมว อาทิ อาหารสุกร อาหารกุ้ง 4.บุหรี่ที่มียาสูบ และ 5.อาหารปรุงแต่งอื่นๆ อาทิ เต้าหู้ แอลกอฮอล์ผง ครีมเทียม

ต.นางิ้ว จ.หนองคาย ผุดไอเดีย นั่งรถอีแต๊กท่องเที่ยวเชิงเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801800

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเวียน ธรรมสอน เกษตรจังหวัดหนองคาย ได้นำเจ้าหน้าที่เกษตร ติดตามการดำเนินโครงการปลูกไม้ผลแปลงใหญ่ ในพื้นที่ ต.นางิ้ว อ.สังคมจ.หนองคาย โดยเกษตรกรมีการรวมกลุ่มปลูกเงาะโรงเรียน และมังคุด รวมถึงมีผลผลิตน้ำผึ้งป่านางิ้วแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นผลผลิตจากธรรมชาตินำมาบรรจุขวดขายด้วย

นายบุญเหลือ ทองทาบ ผู้จัดการเงาะแปลงใหญ่อำเภอสังคม บ้านนางิ้ว หมู่ 7 ต.นางิ้ว กล่าวว่า “เกษตรกรในละแวกนี้ได้มีการรวมกลุ่มปลูกเงาะ 3 ไร่ ปลูกมาแล้ว 5 ปี ได้ผลผลิตดี ปีที่แล้วผลผลิตเงาะโรงเรียนเก็บได้ 11 ตัน ปีนี้ได้มากขึ้นน่าจะไม่ต่ำกว่า 15 ตัน  เงาะราคาดี ผลดก เก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมกับทุเรียน และ มังคุด ซึ่งเงาะโรงเรียนปีนี้สมบูรณ์เต็มที่ ราคาหน้าสวน กก.ละ 25 บาท เคยมีปีนึงขายหน้าสวน กก.ละ 35 บาท เอกลักษณ์ของเงาะแปลงใหญ่ อ.สังคม เนื้อร่อน น้ำ
ไม่เยอะ หวาน กรอบ นอกจากขายผลไม้หน้าสวนแล้วยังจะมีการเปิดสวนให้คนมาเที่ยวชมกินเงาะได้ที่สวน ไม่เก็บค่าเข้าชมขายเงาะเป็น กก. ถ่ายรูป ชมสวน ไม่ต้องเดินให้เมื่อย ซึ่งเกษตรกรจะมีรถอีแต๊กไว้คอยบริการ คิดค่าบริการคนละ 50 บาท ได้เงาะกลับบ้าน 1 กก. โดยจะใช้ชื่อกิจกรรม “นั่งรถอีแต๊ก กินเงาะ เลาะภู” คาดว่าจะสามารถให้บริการได้ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป”

ด้านนายเวียน เกษตรจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า “อ.สังคม ได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ มีพื้นที่เป็นภูเขา บางพื้นที่ติดกับแม่น้ำโขง ทำให้ดินและน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการปลูกไม้ผล ซึ่งในช่วงเกือบ 10 ปี ที่ผ่านมา เกษตรกรชาวหนองคายให้ความสนใจหันมาปลูกเงาะโรงเรียน ทุเรียน และมังคุดกันมากขึ้นโดยซึ่งผลผลิตที่ได้ก็ดี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รสชาติดี มีตลาดรองรับทั้งในพื้นที่และส่งขายยังประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วย สิ่งที่ต้องหมั่นดูแลคือศัตรูพืช และป้องกันพายุลมแรงที่อาจทำให้ต้นทุเรียนหรือเงาะที่ใกล้จะได้เก็บเกี่ยวได้รับความเสียหาย”

ฝนหลวงฯปฏิบัติการดับฝุ่น เติมน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801804

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้ได้ปฏิบัติการฝนหลวงและปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อบรรเทาปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) อย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้ง กทม.และปริมณฑล ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองในพื้นที่ดังกล่าว มีแนวโน้มลดลง อีกทั้งยังขึ้นบินช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างกักเก็บน้ำ ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณพื้นที่ อ.บ้านบึง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี อ.ปลวกแดง จ.ระยอง อ.แก่งกระจาน อ.หนองหญ้าปล้อง อ.ท่ายาง อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี อ.บ้านคา อ.สวนผึ้ง อ.ปากท่ออ.จอมบึง จ.ราชบุรี อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา อ.สามร้อยยอดอ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และบินปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อยับยั้งและบรรเทาการเกิดพายุลูกเห็บ บริเวณ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ หลังจากปฏิบัติการไม่พบรายงานลูกเห็บตกในพื้นที่ดังกล่าว

นายสุพิศกล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้สั่งให้ชุดปฏิบัติการเฮลิคอปเตอร์ของกรมฝนหลวงฯจ.เชียงใหม่ ขึ้นบินตักน้ำดับไฟป่า เพื่อช่วยเหลือพื้นที่บริเวณ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ โดยขึ้นบิน 4 เที่ยว ตักน้ำเที่ยวละ 500 ลิตร รวมทั้งสิ้น 2,000 ลิตร

สทนช.คลอดแผนปฏิบัติฯ ช่วงฤดูฝนพร้อมรับมือ‘ลานีญา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801801

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ภายหลังคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบ 10 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2567 และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝน ปี 2567 และการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้ง ปี 2567/2568 และเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อรับทราบนั้น สทนช.ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการภายใต้มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2567 พร้อมทั้งรายงานผลการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว ให้สทนช.ทุกวันที่ 5 ของเดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นไปจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝน เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการเป็นไปตามแผนและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศคาดว่า ในช่วงต้นฤดูฝน วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำใช้การทั้งประเทศประมาณ 16,570 ล้านลูกบาศก์เมตรคิดเป็นร้อยละ 35 ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2566 ที่ผ่านมาอย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สภาวะเอลนีโญได้อ่อนกำลังลงและจะเปลี่ยนไปสู่สภาวะลานีญาในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2567 ซึ่งจะทำให้เกิดฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ย โดยฝนจะเริ่มตกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 และจะตกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนกันยายน 2567 ซึ่งจะมีฝนเฉลี่ยสูงถึง 263 มิลลิเมตร ดังนั้น สทนช.จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการภายใต้มาตรการดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการทำงานในเชิงรุกเพื่อเป็นการป้องกันก่อนเกิดภัย ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดความเสียหายให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เลขาธิการ สทนช.กล่าวต่อว่า 10 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2567 มาจากการถอดบทเรียนมาตรการรับมือฤดูฝนในปีที่ผ่านมา ผนวกกับการรวบรวมข้อมูลด้านน้ำจากทุกมิติ และสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนควบคู่กับการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้นก่อนที่จะมาวิเคราะห์และจัดทำมาตรการรับมือฤดูฝนที่มีความสมบูรณ์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ได้ทันต่อสถานการณ์

“สทนช. ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2567 ตามความเหมาะสมของพื้นที่อย่างเคร่งครัด เพราะนอกจากจะบรรเทาภัย แก้ไขปัญหาได้แม่นยำ ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินแล้ว ยังจะช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระยะสั้นและระยะยาวเกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วย” เลขาธิการ สทนช.กล่าวทิ้งท้าย

‘อนุชา’หารือCFS ด้านความร่วมมือ ความมั่นคงอาหาร แก้ปัญหาอดอยาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801799

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ หารือความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารกับ H.E. Ms Nosipho JEZILE (โนซิโฟ เจซิลเล) ประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก(Committee on World FoodSecurity : CFS) ที่ประเทศศรีลังกา โดย นายอนุชากล่าวว่า ประธาน CFS มีความกังวลว่า ทาง CFS ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และคำแนะนำในหัวข้อความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการในระดับโลก (Global policies,recommendations and guidance) แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ หากดูจำนวนคนอดอยากหิวโหยที่มีเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องท้าทายในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2030 จึงขอให้ประเทศสมาชิกรวมถึงประเทศไทยสนับสนุนแนวทางและคำแนะนำของ CFS นำไปปฏิบัติ และ CFS ยินดีให้ความร่วมมือและช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่ประเทศไทยต่อไป

นอกจากนี้ นายอนุชา ยังชื่นชมความพยายามของ CFS ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อมนุษยชาติให้มีความมั่นคงทางอาหาร มีโภชนาการที่ดี และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยไทยขอสนับสนุนพร้อมทำงานร่วมกับ CFS อย่างต่อเนื่อง และเป็นโอกาสดีที่ตอนนี้ ผู้แทนถาวรไทยประจำ FAO ทำหน้าที่ใน CFS Bureaumember (คณะกรรมการบริหารของ CFS) ร่วมกับจีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ซึ่งสามารถช่วยสนับสนุน CFS ได้เต็มที่ และเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าไทยสามารถปรับใช้ข้อเสนอแนะและแนวปฏิบัติของ CFS ได้ ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันต่อไป

‘ไชยา’ลั่นไม่เสียใจหลุดครม. ฝากรบ.ให้ความสำคัญพื้นที่อีสานคะแนนเสียงใหญ่พรรคเพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801791

'ไชยา'ลั่นไม่เสียใจหลุดครม. ฝากรบ.ให้ความสำคัญพื้นที่อีสานคะแนนเสียงใหญ่พรรคเพื่อไทย

‘ไชยา’ลั่นไม่เสียใจหลุดครม. ฝากรบ.ให้ความสำคัญพื้นที่อีสานคะแนนเสียงใหญ่พรรคเพื่อไทย

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2567, 17.12 น.

‘ไชยา’ลั่นไม่เสียใจหลุด ครม. ฝากรัฐบาลให้ความสำคัญพื้นที่อีสาน เพราะถือเป็นคะแนนเสียงใหญ่พรรคเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2567 นายไชยา พรหมา สส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย (พท.) และอดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหลุดโผ ครม.เศรษฐา 1/1ว่า เป็นเรื่องปกติของวิถีทางนักการเมือง จะบอกว่าไม่เสียใจก็คงไม่ได้ แต่เสียดายเวลาและโอกาส ตนเป็น สส.มา 30 กว่าปี 9 สมัยจากการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความยากลำบาก หนีชีวิตต่างจังหวัดมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ โดยตนคิดว่า ช่วงโอกาสหนึ่งที่ได้เป็นรัฐมนตรี อยากจะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหา ให้คนไม่ต้องอพยพจากอีสานมาอยู่เมืองหลวง มีการสร้างงาน มีระบบน้ำ พัฒนาอาชีพ แต่เสียดายว่า ตนทำหน้าที่รัฐมนตรีได้เพียง 7 เดือน ยังไม่ได้ขับเคลื่อนอะไรเลย 

“ผมต้องขอโทษพี่น้องชาวจังหวัดหนองบัวลำภู และพี่น้องภาคอีสาน ที่ส่งผมมาเป็นรัฐมนตรี แต่ไม่สามารถที่จะสานต่อโครงการที่เป็นความฝันของผมได้ ผมอยากจะเห็นพื้นที่ภาคอีสานอุดมไปด้วยชลประทานระบบท่อ การเชื่อมโยงการผันน้ำจากสายหนึ่งไปอีกสายหนึ่ง แก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง เมื่อโอกาสมีแค่นี้ ก็คงทำได้แค่นี้ จากนี้ไปเราก็ต้องทำหน้าที่ สส.ต่อไป” นายไชยา กล่าว

อย่างไรก็ตาม อยากฝากรัฐบาล ให้ความสำคัญกับพื้นที่ภาคอีสาน ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน หลายครั้งในการเลือกตั้งคนอีสานส่งให้พรรคเพื่อไทย มาเป็นรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกระทรวงสำคัญ ไม่มีคนของพรรคเพื่อไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’เปิดบ้านต้อนรับ’องค์กรวินร๊อค’ หารือแนะนำโครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคด้านนวัตกรรมการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801281

'อธิบดีกรมการข้าว'เปิดบ้านต้อนรับ'องค์กรวินร๊อค' หารือแนะนำโครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคด้านนวัตกรรมการเกษตร

‘อธิบดีกรมการข้าว’เปิดบ้านต้อนรับ’องค์กรวินร๊อค’ หารือแนะนำโครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคด้านนวัตกรรมการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.07 น.

อธิบดีกรมการข้าว เปิดบ้านต้อนรับ องค์กรวินร๊อค หารือแนะนำโครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคด้านนวัตกรรมการเกษตร (RAIN)

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 อธิบดีกรมการข้าวเห็นชอบให้องค์กรวินร็อค (Winrock International) เข้าเยี่ยมคารวะ เพื่อแนะนำโครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคด้านนวัตกรรมการเกษตร (Thailand Regional Agriculture Innovation Network: RAIN) พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้าในการลงพื้นที่เพื่อสำรวจข้อมูลในพื้นที่เป้าหมายของโครงการ RAIN ในพื้นที่นาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน และ Smart Farmer โดยมีผู้แทนจากกองวิจัยและพัฒนาข้าว และสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าว เข้าร่วมการหารือดังกล่าว ณ ห้องประชุมใบธง ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

โครงการ RAIN ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture: USDA) โดยมีองค์กรวินร็อคเป็นหน่วยงานดำเนินโครงการ ในการส่งเสริมการนำนวัตกรรมด้านการเกษตรไปใช้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ขยายตลาดในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงนำร่องให้ประเทศไทยเป็นศูนย์รวมความรู้และประสบการณ์ ด้านเทคโนโลยีการเกษตรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ โครงการ RAIN มีแผนในการส่งเสริมการผลิต การตลาด และการจัดการสินค้าเกษตร จำนวน 6 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง มะพร้าวน้ำหอม ทุเรียน มังคุด และลำไย ในพื้นที่เป้าหมายนำร่อง 11 จังหวัดของประเทศไทย โดยเป็นแผนการส่งเสริมเทคโนโลยีการปลูกข้าวใน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย นครราชสีมา ขอนแก่น และชัยภูมิ ซึ่งจะมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ไปใช้ในการส่งเสริมการปลูกข้าวของเกษตรกร เช่น Ricebot ช่วยวิเคราะห์โรคพืชได้อย่างรวดเร็ว ปุ๋ยนาโน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จุลินทรีย์ ช่วยย่อยสลายตอซัง เป็นต้น โดยจะนำร่องในพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวที่ตรงตามความต้องการของตลาดและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

– 006

อ.ต.ก.จัดกิจกรรม ‘ผลไม้ออนทัวร์’ คัดสินค้าคุณภาพ ส่งถึงมือผู้บริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801186

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการอ.ต.ก.กล่าวว่า กิจกรรม ผลไม้ออนทัวร์ อ.ต.ก.ได้ดำเนินการขับเคลื่อนตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการสนับสนุน ส่งเสริม เพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าเกษตร และเปิดโอกาสให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกร นำผลผลิตคุณภาพทั้งผลไม้ทั้งสดและแปรรูปมาจัดจำหน่ายในช่วงที่มีผลผลิตกระจุกตัวออกสู่ตลาดจำนวนมาก และประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จัก สร้างโอกาสเรียนรู้การตลาด การบริหารจัด การวางแผนการผลิตให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

กิจกรรม “ผลไม้ออนทัวร์”จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ซึ่ง อ.ต.ก.มีแผนที่จะพาเกษตรกรออนทัวร์ใน กทม.ระหว่างเดือนมกราคม-กันยายน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพส่งเสริมสินค้าเกษตรคุณภาพ ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป ผัก ผลไม้สด ยืนพื้นไม้ผลเศรษฐกิจหลักตามฤดูกาล 7 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง มะม่วง ลิ้นจี่ และลำไย

อ.ต.ก.ขอเชิญลูกค้าทุกท่านอุดหนุนสินค้าจากเกษตรกรไทยร่วมชม ชิม ช้อป กันอย่างเพลิดเพลิน อาทิ ชมพู่น้ำดอกไม้ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมล่อน จ.สุพรรณบุรี ผลไม้อบแห้ง จ.พิจิตร มะยงชิด จ.นครนายก โกโก้ จ.อุทัยธานี และโปรโมชั่นพิเศษ เพียงกดไลค์ กดแชร์ อ.ต.ก.เดลิเวอรี่ http://www.facebook.com/ortorkordelivery รับคูปองเงินสดมูลค่า 50 บาท ใช้เป็นส่วนลด หรือซื้อสินค้า