รองปลัดฯร่วมผลักดัน นำงานวิจัยด้านเกษตรไปใช้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801187

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ครั้งที่ 3/2567 โดยมีนายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เป็นประธานฯ ซึ่งมีผลการประชุม อาทิ 1.ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงการอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานวิจัยโครงการ “นวัตกรรมอาหารไทยสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการบดเคี้ยวและการกลืนอาหารเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและการผลิตเชิงอุตสาหกรรม” โครงการย่อย เรื่อง “การพัฒนาอาหารปรับเนื้อสัมผัสที่เป็นชุดสำรับเพื่อสุขภาพตามมาตรฐาน Universal Design Food/ Smile Care Food และ National Dysphagia Diet สำหรับผู้ที่มีปัญหาการบดเคี้ยวและการกลืนอาหาร” จากเดิม 2 สูตร ได้แก่ ซุปไก่ผักรวม และซุปเห็ดนางฟ้าเสริมไข่ขาว เปลี่ยนแปลงเป็น 1 สูตร ได้แก่ ซุปไก่ผักรวมแก่ บริษัท ชู บลิส จำกัด โดยให้ใช้สิทธิแบบไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว (Non-Exclusive Licensing) ในการผลิตและจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ระยะ 5 ปี

2.ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานวิจัยโครงการ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเม็ดบีดส์ ฟักทองโดยใช้ไฮโดรคอลลอยด์ผสมเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในน้ำเต้าหู้พาสเจอไรซ์” แก่บริษัท อินทัชธนกร จำกัด โดยให้ใช้สิทธิแบบไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว (Non-Exclusive Licensing) ในการผลิตและจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดระยะเวลาอนุสิทธิบัตร 3.ที่ประชุมมีมติเห็นชอบโครงการ “พัฒนาระบบการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งพันธุ์เชียงใหม่ 1 และเชียงใหม่ 2 เพื่ออุตสาหกรรมแปรรูปในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน” เนื่องจากเป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขยายผลระบบการผลิตหัวพันธุ์ มันฝรั่งชั้นพันธุ์หลัก (G0) และพันธุ์ มันฝรั่งชั้นพันธุ์ขยาย (G1) ให้เครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เป็นการลดช่องว่างการพัฒนา ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายทั้งสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนได้ นำสู่การผลิตเป็นหัว พันธุ์ชั้นรับรอง (G2) ได้และสอดคล้องกับแนวทางการขยายพื้นที่ปลูกและเพิ่มผลผลิตมันฝรั่งภายในประเทศ ทดแทนการนำเข้า พร้อมร่วมกับ ภาคเอกชนขับเคลื่อนนโยบายตลาดนำการผลิตสินค้าเกษตรรายสินค้าของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

4.ที่ประชุมมีมติรับทราบการอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานวิจัยโครงการ “การพัฒนาวิธีตรวจหาเชื้อไฟโตพลาสมาสาเหตุโรคใบขาวของอ้อยในเชิงปริมาณด้วยเทคนิค Real-Time LAMP” แก่บริษัท มิตรผลวิจัย พัฒนาอ้อยและน้ำตาล จำกัด โดยให้ใช้สิทธิแบบไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว (Non-Exclusive Licensing) ในการผลิตและจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ระยะเวลา 5 ปีโดยไม่มีค่าเปิดเผยเทคโนโลยี เป็นต้น

ผู้ช่วยฯหารือสภาเกษตร ปรับระบายน้ำสมุทรสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801188

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสภาเกษตรกร จ.สมุทรสงคราม และผู้บริหารท้องถิ่น โดยมี ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่สำนักงานสภาเกษตรกร จ.สมุทรสงครามเพื่อหารือแนวทางปรับเกณฑ์การควบคุมค่าความเค็มในการระบายน้ำท้ายเขื่อนแม่กลอง และควบคุมค่าความเค็มให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและประมงของ จ.สมุทรสงคราม ตลอดจนรักษาระบบนิเวศ รวมทั้งพิจารณาปรับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับการขึ้นลงของน้ำทะเล เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ค่าความเค็มอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถส่งน้ำให้กับทุกกิจกรรมตามแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี’66/67 ได้อย่างเต็มศักยภาพ

สำหรับข้อกังวลของเกษตรกรในเรื่องการเปลี่ยนจุดควบคุมค่าความเค็มที่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เป็นจุดควบคุมค่าความเค็มที่ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ซึ่งพื้นที่ใต้ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี จนถึงอ่าวไทย จ.สมุทรสงคราม มีพื้นที่เกษตรกรรม 106,483 ไร่ และพื้นที่ประมงน้ำจืด 8,125 ไร่ ทางสำนักงานชลประทานที่ 13 ได้มีหนังสือแจ้งมายังโครงการชลประทานสมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ว่าได้ขอกรมชลประทาน ใช้จุดควบคุมค่าความเค็มแม่น้ำแม่กลองที่ อ.อัมพวา แล้วนั้น ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ได้กล่าวยืนยันต่อที่ประชุมว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่แต่อย่างใด จุดควบคุมค่าความเค็มยังคงอยู่ที่ อ.อัมพวา เช่นเดิม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและประมงของ จ.สมุทรสงคราม

‘อนุชา’สืบสานวัฒนธรรมบ้านมโนรมย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801189

‘อนุชา’สืบสานวัฒนธรรมบ้านมโนรมย์

‘อนุชา’สืบสานวัฒนธรรมบ้านมโนรมย์

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สืบสาน : นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมเทศกาล “ฟื้นคืนภูมิบ้านมโนรมย์” ภายใต้แนวคิด “ยลวิถีปากน้ำคุ้งสำเภา เรื่องเล่าปลาเหนือเขื่อน เยือนแม่น้ำสองสี เสริมบารมีจากเทพกวนอู” ที่ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท เพื่อสืบสาน อนุรักษ์และพัฒนาทุนวัฒนธรรมของ อ.มโนรมย์ ผ่านกลไกการมีส่วนร่วม

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานเทศกาล “ฟื้นคืนภูมิบ้านมโนรมย์”ภายใต้แนวคิด “ยลวิถีปากน้ำคุ้งสำเภา เรื่องเล่าปลาเหนือเขื่อน เยือนแม่น้ำสองสีเสริมบารมีจากเทพกวนอู” ที่ลานเรือสำเภาทอง ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท โดยมี นายนที มนตริวัตผวจ.ชัยนาท ผศ.ธงชัย เหลืองทองรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วม

สำหรับงานเทศกาล “ฟื้นคืนภูมิบ้านมโนรมย์” เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐคือ อำเภอ เทศบาล และ อบต.ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาคการศึกษา โรงเรียนในพื้นที่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพฟื้นฟูคุณค่าและมูลค่าทุนวัฒนธรรม (Soft Power) ใน อ.มโนรมย์ เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาทุนวัฒนธรรมของ อ.มโนรมย์ ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ และเพื่อสร้างโอกาสทางด้านเศรษฐกิจใน อ.มโนรมย์ บนฐานศิลปวัฒนธรรม

“การบูรณาการของเครือข่าย ระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพี่น้องชาว จ.ชัยนาท ก่อให้เกิดองค์ความรู้ในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ที่สามารถนำมาสร้างเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องใน อ.มโนรมย์ ในมิติต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตสินค้าของดีของเด่นพื้นบ้านพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งเป็นการนำนโยบายของรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติได้เป็นอย่างดี ซึ่งผมให้ความสำคัญกับการพัฒนา ส่งเสริมให้ลูกหลานไทยได้กลับมาทำเกษตรในบ้านเกิดเพื่อพัฒนาสู่เกษตรยุคใหม่ ซึ่งขณะนี้ได้ขับเคลื่อนร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจังหวัดภาคเหนือ ส่งเสริมนักศึกษาที่มีความสนใจด้านการเกษตร พัฒนาสู่การเป็นยุวเกษตรกรเงินบาทแรกของแผ่นดินรวมทั้งขับเคลื่อนชัยนาทโมเดล เพื่อเป็นจังหวัดต้นแบบด้านการเกษตร”นายอนุชา กล่าว

เกษตรกรอยู่รอด – ผู้บริโภคอยู่ได้ … บทบาทรัฐที่เข้าใจกลไกตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801107

เกษตรกรอยู่รอด - ผู้บริโภคอยู่ได้ ... บทบาทรัฐที่เข้าใจกลไกตลาด

เกษตรกรอยู่รอด – ผู้บริโภคอยู่ได้ … บทบาทรัฐที่เข้าใจกลไกตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 15.33 น.

เกษตรกรอยู่รอด – ผู้บริโภคอยู่ได้ … บทบาทรัฐที่เข้าใจกลไกตลาด

วัฏจักรราคาสินค้าเกษตร มีขึ้น-มีลง ตามกลไกตลาดที่เมื่อผลผลิตมีมากเกินความต้องการราคาจะตกต่ำลง เมื่อใดผลผลิตมีน้อยกว่าความต้องการราคาก็จะสูงขึ้น ดังสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น มะนาว หรือ ผักชี ที่มีราคาสูงในช่วงหน้าร้อนและลดลงเองเมื่อฤดูร้อนผ่านไป  หรือไข่ไก่ ที่มักจะมีราคาสูงขึ้น เมื่อถึงช่วงเปิดเทอมและตกต่ำลงในช่วงปิดเทอมถัดมา เห็นได้ว่า “สินค้าเกษตร” ขับเคลื่อนตัวเองด้วยกลไกตลาดอย่างชัดเจน

การกำกับดูแลให้ “ผู้ผลิตสินค้า” ขายสินค้าได้โดยไม่ขาดทุน และ “ผู้บริโภค” อยู่ได้กับค่าครองชีพนั้น เป็นหน้าที่ของ “กรมการค้าภายใน” ซึ่งผู้บริหารกรมในทุกยุคทุกสมัยล้วนมีความเข้าใจในบทบาทนี้เป็นอย่างดี เพราะหากผู้ผลิตถูกรัฐบีบให้ขายสินค้าในราคาต่ำกว่าต้นทุนย่อมไม่มีผู้ผลิตรายใดอยู่รอด เมื่อนั้นสินค้าจะขาดแคลน มีปริมาณต่ำกว่าความต้องการ ซึ่งจะทำให้สินค้านั้นมีราคาแพงจนผู้บริโภคเดือดร้อนได้ ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องเข้าใจสมดุลของทั้งสองฝั่งอย่างดียิ่ง รวมถึงต้องเป็นตัวกลางสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย ซึ่งในสัปดาห์ก่อนก็ได้เห็น “อธิบดีกรมการค้าภายใน” ออกมาอธิบายแล้วว่าราคาไข่ไก่ที่ขยับสูงขึ้นในช่วงนี้เป็นเรื่องปกติตามฤดูกาลและอยู่ในช่วงราคาที่เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุนการผลิต

“เนื้อหมู”ก็เช่นกัน สินค้าเกษตรยอดนิยมที่ราคาหน้าฟาร์มเพิ่งขยับขึ้นติดต่อกันหลายสัปดาห์ หลังจากเผชิญภาวะราคาตกต่ำต่อเนื่องจนเกษตรกรขาดทุนสะสมมานานนับปี และแม้ราคาจะค่อยๆ ขยับขึ้นมา 4 ครั้งจากเดือนมีนาคม 2567 แต่ก็ยังไม่ถึงต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่ 80 บาท/กก. เป็นอีกสินค้าหนึ่งที่กรมการค้าภายในมีความเข้าใจและช่วยสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคได้

เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเผชิญเรื่องราวมากมาย ตั้งแต่โรคระบาด ASF ที่ทำลายหมูไทยไปเป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ระบุว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศในช่วงปี 2563 (ก่อนเกิด ASF) มีจำนวนมากกว่า 2 แสนฟาร์ม ผลิตหมูได้ถึง 22 ล้านตัว ต่อมาในปี 2564 ก็ลดเหลือ 19.28 ล้านตัว และปี 2565 ลดลงไปเหลือเพียง 15.51 ล้านตัวตามลำดับ ทำให้ไทยขาดแคลนเนื้อหมูบริโภคไปถึง 2.49 ล้านตัว กลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดมหันตภัย “หมูเถื่อน” ตามมา

ช่วงปี 2564 เป็นต้นมา “หมูเถื่อน” ถูกลักลอบนำเข้าประเทศไทยมากถึงกว่า 60,000 ตัน เล่นงานคนเลี้ยงหมูไทยยับเยิน เป็นมูลค่านับหมื่นล้านบาท ส่งผลราคาหมูหน้าฟาร์มตกต่ำต่อเนื่องมากว่าขวบปี  ทั้ง ASF และหมูเถื่อนทำให้เกษตรกรหลายรายต้องเลิกอาชีพหรือเว้นช่วงไม่ลงหมูเข้าเลี้ยง โดยที่ขณะนี้ไทยสามารถจัดการปัญหา ASF ได้สำเร็จ แต่ผลพวงจาก “ขบวนการหมูเถื่อน” นั้นยังคงทำร้ายหมูไทยต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากภาครัฐมีการปราบปรามหมูเถื่อนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา สามารถจับผู้ต้องหาที่พัวพันกับคดี 161 ตู้คอนเทนเนอร์ตกค้าง ณ ท่าเรือแหลมฉบังได้ 18 ราย รวมถึง เจ้าหน้าที่ที่รับสินบนเปิดทางให้หมูเถื่อนเข้าประเทศอีก 3 ราย แม้จะยังสาวไปไม่ถึง “ผู้บงการ” แต่ก็สร้างความมั่นใจให้ผู้เลี้ยงเห็นแนวโน้มที่ดีว่าปริมาณหมูเถื่อนน่าจะลดลง จึงกล้าที่จะลงหมูเข้าเลี้ยงและเพิ่มผลผลิตหมูมากขึ้น  

6 เดือนต่อมา ปริมาณผลผลิตหมูเพิ่มสูงขึ้นพร้อม ๆ กัน ขณะที่ “หมูเถื่อน” ก็ยังไม่หมดไปจากระบบ เมื่ออุปทานมากกว่าอุปสงค์ กลไกตลาดจึงทำงาน ราคาหมูหน้าฟาร์มร่วงลงไม่เป็นท่าซ้ำเติมภาวะขาดทุนสะสมของเกษตรกรเข้าไปอีก สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและเกษตรกรทั่วประเทศ จึงร่วมกันดำเนินโครงการยกระดับราคาหมูเพื่อเกษตรกรในหลายแนวทาง อาทิ การตัดตอนลูกหมูนำมาทำ “หมูหัน 450,000 ตัว” ทั่วประเทศเพื่อลดอุปทาน  

ช่วงนี้ที่มีการขยับราคาหมูหน้าฟาร์มขึ้นมาบ้าง จึงเป็นการปรับตัวตามกลไกตลาดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการตัดตอนลูกหมูไปทำหมูหันดังกล่าว เมื่อผนวกกับสภาพอากาศในขณะนี้ ที่อุณหภูมิสูงขึ้นมากภาวะร้อน-แล้งเช่นนี้ ยิ่งทำให้หมูโตช้าลง ปริมาณหมูลดลง กลไกตลาดจึงทำงานอีกครั้ง…

หากยังจำกันได้ เมื่อครั้งสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ได้แนะนำให้ผู้บริโภคหันไปกินเนื้อไก่ในช่วงที่เนื้อหมูมีราคาแพงก็ถือเป็นการขับเคลื่อนราคาสินค้าอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะเมื่อคนหันไปบริโภคเนื้อสัตว์ชนิดอื่นทดแทนเนื้อหมู สุดท้ายแล้วราคาเนื้อหมูก็จะลดลงเอง โดยที่ภาครัฐไม่จำเป็นต้องแทรกแซงกลไกตลาดเลย

#ลักขณา นิราวัลย์ นักวิชาการอิสระ

ที่ปรึกษาฯจัดงานวันยางพาราฯ ให้ความรู้-ตระหนักความสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800919

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานวันยางพาราแห่งชาติ ปี 2567“เชิดชูพระยารัษฎาฯ บิดายางพาราไทย” โดยมีนายทรงกลด สว่างวงศ์ ผวจ.ตรัง นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านธุรกิจการยางแห่งประเทศไทย และนายนิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้าร่วม ที่อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ จ.ตรัง เพื่อน้อมรำลึกถึงคุณงามความดีคุณูปการของพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี บิดาแห่งยางพาราไทย

นายบุญสิงห์ กล่าวว่า จ.ตรัง เป็นถิ่นกำเนิดยางพาราซึ่งพระยารัษฎาประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง)เป็นผู้นำยางพาราต้นแรกมาปลูกในประเทศไทยเปรียบเสมือน บิดาแห่งยางพาราไทย โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้วันที่ 10 เมษายน ของทุกปี เป็นวันยางพาราแห่งชาติ เพื่อให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึง ความสำคัญของยางพาราไทย ดังนั้นการยางแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับเทศบาลนครตรัง ส่วนราชการ และหน่วยงานทุกภาคส่วน บูรณาการความร่วมมือสนับสนุนการจัดงานวันยางพาราแห่งชาติอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของบิดาแห่งยางพาราไทย และเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านยางพาราตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมทั้งมุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรมยางพาราซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมชมงานสามารถนำความรู้ที่ได้รับ ไปพัฒนาและสร้างความยั่งยืนทางอาชีพต่อไป

สทนช.ตั้งวอร์รูมแก้น้ำเค็ม ทำงานเชิงรุกฟื้นฟูจุดรับผลกระทบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800920

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ภายหลังตั้งหน่วยปฏิบัติการจัดการทรัพยากรน้ำชั่วคราวในภาวะวิกฤต เพื่อแก้ปัญหาจากกรณีการพังทลายของทำนบดินชั่วคราว โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำและอาคารประกอบท่าถั่ว ต.บางกรูด อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ทำให้น้ำเค็มจากแม่น้ำบางปะกง ไหลทะลักเข้าคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสาขาส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและพืชน้ำ รวมทั้งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคต่อประชาชน จึงมีประชุมหน่วยปฏิบัติการจัดการทรัพยากรน้ำชั่วคราวในภาวะวิกฤต ครั้งที่ 1/2567 ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิต จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทางจังหวัด ในการแก้ปัญหาให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ การพังทลายของทำนบดินชั่วคราว มีการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน โดยกรมชลประทาน ได้ซ่อมแซมทำนบดินชั่วคราวและติดตั้งบิ๊กแบ๊ก เสริม
ความมั่นคงปิดกั้นคลองประเวศบุรีรมย์ ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา พร้อมกับตอก Sheet Pile บริเวณด้านหน้าและหลังของทำนบดินเพื่อความแข็งแรงในระยะยาว รองรับฤดูน้ำหลากที่กำลังจะมาถึง ขณะเดียวกัน ได้เร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ให้ได้มากที่สุด เพื่อบรรเทาปัญหาคุณภาพน้ำที่มีค่าความเค็มค่อนข้างสูงในหลายจุด รวมถึงกำจัดวัชพืชเพื่อชะลอการเน่าเสียของน้ำ นอกจากนี้ยังได้สร้างทำนบชั่วคราวเป็นระยะๆ เพื่อให้สามารถสูบระบายน้ำเค็มออกได้โดยเร็วยิ่งขึ้น

ส่วนการแก้ไขในระยะต่อไป ได้วางแผนระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำใกล้เคียงช่วยเจือจางค่าความเค็มในแม่น้ำบางปะกง และฟื้นฟูคุณภาพน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ รวมทั้งคลองสาขา โดยเบื้องต้นจะพิจารณาการใช้น้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นอันดับแรก โดยจะผันน้ำมาประมาณ 40-50ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มาใช้เจือจางความเค็มและฟื้นฟูคุณภาพน้ำ อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวเป็นการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ จำเป็นจะต้องเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำป่าสักก่อน แต่ถ้าหากปริมาณน้ำต้นในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีไม่เพียงพอ จะมีการพิจารณาขอใช้น้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มาใช้สนับสนุนเพิ่มเติมต่อไป

นอกจากนี้ ได้ให้กรมควบคุมมลพิษลงพื้นที่ตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง และให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จัดหาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด มีการประกาศเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัยแล้ว ครอบคลุมพื้นที่ 23 หมู่บ้าน6 ตำบล 2 อำเภอ คือ อ.เมืองฉะเชิงเทรา และ อ.บ้านโพธิ์ รวมประมาณ 3,428 ครัวเรือน เพื่อเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกร ตลอดจนชาวประมงที่เลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ชาวเฝ้าไร่ได้เฮ! เกษตรฯหาทาง แก้ปัญหาขาดน้ำ มุ่งส่งเสริมอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800922

ชาวเฝ้าไร่ได้เฮ!  เกษตรฯหาทาง  แก้ปัญหาขาดน้ำ  มุ่งส่งเสริมอาชีพ

ชาวเฝ้าไร่ได้เฮ! เกษตรฯหาทาง แก้ปัญหาขาดน้ำ มุ่งส่งเสริมอาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ช่วยเหลือ : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ อ.เฝ้าไร่จ.หนองคาย พบปะเกษตรกร และหารือการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยมอบหมายกรมชลประทาน ศึกษาแนวทางทำโครงการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำหนองฝายบ้านและอาคารประกอบ เพิ่มน้ำต้นทุนสำหรับการเกษตรและอุปโภค-บริโภค

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะพี่น้องเกษตรกร อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม บริเวณที่ว่าการ อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัสได้ประชุมหารือกับกรมชลประทาน ผู้แทนกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ อ.เฝ้าไร่ โดยมอบหมายกรมชลประทาน ศึกษาแนวทางจัดทำโครงการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำหนองฝายบ้านและอาคารประกอบ เพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำต้นทุนสำหรับการเกษตร และการอุปโภค-บริโภคของพี่น้องเกษตรกร รวมถึงศึกษาแนวทางการจัดตั้งสถานีสูบน้ำจากแม่น้ำสงครามมายังหนองฝายบ้าน เพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนอีกทั้งให้มีการขุดลอกลำห้วยสาขาในพื้นที่สำหรับเป็นพื้นที่รับน้ำ

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้แก่เกษตรกร 52 รายพื้นที่ 54 แปลง ซึ่ง อ.เฝ้าไร่ จัดเป็นอำเภอที่มีพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินมากที่สุดใน จ.หนองคาย โดยมีพื้นที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดินทั้งสิ้น 192,982 ไร่ และจัดที่ดินให้กับเกษตรกรไปแล้ว รวมทั้งสิ้น 17,818 รายรวมเนื้อที่ 188,478 ไร่

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบหมายทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ บูรณาการในการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรอย่างครอบคลุมทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ อาทิ การปลูกข้าวโพดหวานหลังนา การสนับสนุนพันธุ์ปลาเศรษฐกิจ เป็นต้น เพื่อสร้างโอกาสการพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องเกษตรกร

คกก.พัฒนาที่ดินไฟเขียวปรับหลักเกณฑ์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800921

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาที่ดิน ครั้งที่ 1/2567 ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบการแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์การจำแนกประเภทที่ดินใหม่ แบ่งเป็นพื้นที่ซึ่งจะต้องรักษาไว้เป็นป่าไม้ถาวร พื้นที่นอกเขตตามกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กฎหมายว่าด้วยสวนป่า กฎหมายว่าด้วยป่าชุมชน และมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 1.พื้นที่

ซึ่งมีสภาพเป็นป่าไม้ 2.พื้นที่ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 1 หรือชั้นที่ 2

3.พื้นที่ซึ่งดินไม่เหมาะสมในการทำเกษตรกรรม และ 4.พื้นที่ซึ่งเป็นภูเขา หรือ พื้นที่ซึ่งมีความลาดชันเกิน 35% ที่เป็นผืนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3.125 ไร่(0.5 เฮกตาร์) ซึ่งมีสภาพเป็นป่าไม้ พื้นที่ป่าไม้ถาวรสมควรจำแนกออกเป็นที่ทำกินหรือใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้แก่ 1.พื้นที่ซึ่งมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรมและดินเหมาะสมแก่การเกษตรมีการถือครองหรือทำประโยชน์อื่นแล้ว 2.พื้นที่สาธารณประโยชน์ที่พลเมืองใช้ร่วมกัน และ 3.พื้นที่ซึ่งใช้ประโยชน์ของหน่วยราชการ

สำหรับการจำแนกที่ดิน เป็นการสำรวจและพิจารณาแบ่งพื้นที่ป่าไม้ออกเป็น 2 ประเภท ตามหลักเกณฑ์การจำแนกประเภทที่ดิน คือ 1.พื้นที่รักษาไว้เป็นป่าไม้ถาวร เพื่อดำเนินการสงวนเป็นป่าสงวนแห่งชาติหรืออุทยานแห่งชาติ และ 2.พื้นที่ซึ่งจำแนกออกจากป่าไม้เพื่อเป็นที่จัดสรรเพื่อการเกษตรกรรม เพื่อเป็นที่ทำกินของราษฎร หรือใช้ประโยชน์อย่างอื่น ทั้งนี้ เพื่อให้การจำแนกที่ดินเป็นไปอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงกับสถานการณ์ปัจจุบัน

‘กรมการข้าว’เตรียมแจก 8 พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน ในวันพืชมงคล กว่า 4 หมื่นซอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800965

'กรมการข้าว'เตรียมแจก 8 พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน ในวันพืชมงคล กว่า 4 หมื่นซอง

‘กรมการข้าว’เตรียมแจก 8 พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน ในวันพืชมงคล กว่า 4 หมื่นซอง

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 20.24 น.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เนื่องในวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคลแรกนาขวัญปีนี้ กรมการข้าวขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นำเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 8 พันธุ์ จำนวน 2,743 กิโลกรัม นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม 2566 และนำไปบรรจุซองพลาสติก จำนวน 400,000 ซอง เพื่อแจกจ่ายให้ผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศ รับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคล ประกอบด้วย

1.) ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่ทนแล้งได้ดีพอสมควร เมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี คุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม จำนวน 903 กิโลกรัม บรรจุ 123,000 ซอง

2.) กข6 เป็นข้าวเหนียวให้ผลผลิตสูงและทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตอง คุณภาพการหุงต้มดี จำนวน 540 กิโลกรัม บรรจุ 83,000 ซอง

3.) กข43 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง คุณภาพของเมล็ดทางการหุงต้มรับประทานดี  ข้าวสุกนุ่ม มีกลิ่นหอมอ่อน ค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จำนวน 300 กิโลกรัม บรรจุ 45,000 ซอง

4.) กข81 เป็นข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง ข้าวสุกนุ่มและค่อนข้างเหนียว มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับแปรรูปเป็นข้าวพองอบกรอบ จำนวน 200 กิโลกรัม บรรจุ 30,000 ซอง

5.) กข85 เป็นข้าวเจ้าพื้นแข็ง เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งนาปี และนาปรัง ทนต่อสภาพอากาศเย็น คุณภาพการสีดีมาก ท้องไข่น้อย ให้ผลผลิตสูงถึง 862 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวน 200 กิโลกรัม  บรรจุ 30,000 ซอง

6.) กข87 เป็นพันธุ์ข้าวประเภทพื้นนุ่ม ลักษณะเด่นพิเศษ ข้าวสุกนุ่ม ค่อนข้างเหนียว คุณภาพเมล็ด ทางกายภาพดี ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง จำนวน 300 กิโลกรัม บรรจุ 45,000 ซอง

7.) กข95 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 885 กก/ไร่ มีศักยภาพการให้ผลผลิตสูงสุดถึง 1,213 กก/ไร่ จำนวน 200 กิโลกรัม บรรจุ 29,000 ซอง

8.) สันป่าตอง 1 เป็นข้าวเหนียวไม่ไวต่อช่วงแสง ให้ผลผลิตประมาณ 630 กิโลกรัมต่อไร่ มีลักษณะเด่น  คือ ให้ผลผลิตสูง เป็นข้าวเหนียวที่สามารถปลูกได้ตลอดปี  จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุ 15,000 ซอง

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า สำหรับท่านใดที่สนใจพันธุ์ข้าวพระราชทาน สามารถสอบถามได้ที่ กรมการข้าว กองเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เบอร์โทรศัพท์ 02-561-3794 และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 31 แห่ง ศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 29 แห่ง และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี อีกทั้งนอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถรับเมล็ดพันธุ์พระราชทานผ่านการลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://rice.moac.go.th/ หรือ Scan QR Code ตามที่ปรากฏ ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 25 เมษายน 2567 โดยกรุงเทพฯ สามารถรับพันธุ์ข้าวพระราชทานได้ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม – 31 พฤษภาคม 2566 ณ อาคารที่ทำการกรมการข้าว ชั้น 1 และส่วนภูมิภาคจะดำเนินการจัดส่งผ่านทางไปรษณีย์ไทยตามที่อยู่ที่ได้ลงทะเบียนไว้

– 006

กรมข้าวเผยข่าวดี คลอดเพิ่มเติมอีก 10สายพันธุ์ใหม่ รับรองคุณภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800747

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าวประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ 10 สายพันธุ์ข้าว ที่เตรียมรับรองพันธุ์ใหม่ของกรมการข้าว ปี 2567 โดยมีนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์อธิบดีกรมการข้าว และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่าให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว จึงได้มอบหมายให้กรมการข้าว วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องชาวนาในทุกมิติ ซึ่งมีการวางแผนการรับรองพันธุ์ข้าวในทุกปี อย่างน้อยปีละ 4–5 พันธุ์ โดยพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ที่จะรับรองพันธุ์นั้นต้องเร่งรัดงานวิจัยพัฒนาให้สามารถทนแล้งและทนน้ำท่วมได้ในพันธุ์เดียวกัน อีกทั้งมีความเหมาะสมในการปลูกแต่ละพื้นที่ ตลอดจนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ด้าน นายอนุชา กล่าวว่า พี่น้องชาวนาจะได้รับผลผลิตเพิ่มขึ้นจากการใช้พันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง อีกทั้งยังลดความเสียหายจากการทำลายของโรค และแมลงศัตรูข้าว สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้จากการลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าว สำหรับข้าวรับรองพันธุ์เดิมของกรมการข้าว ยังเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรได้เลือกปลูกตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และความต้องการของผู้บริโภค ส่วนข้าวพันธุ์ใหม่นั้นก็เป็นทางเลือกหนึ่งให้เกษตรกร ผู้บริโภคและผู้ประกอบการค้าข้าว ได้เลือกรับประทานข้าวที่มีความหลากหลาย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ