อธิบดีกรมการข้าว ชวนส่งความสุขมอบของขวัญจากข้าว ย้ำอยู่เคียงข้างชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798417

อธิบดีกรมการข้าว ชวนส่งความสุขมอบของขวัญจากข้าว ย้ำอยู่เคียงข้างชาวนา

อธิบดีกรมการข้าว ชวนส่งความสุขมอบของขวัญจากข้าว ย้ำอยู่เคียงข้างชาวนา

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 11.36 น.

ส่งสุขปีใหม่ไทย “อธิบดีกรมการข้าว” ชวนส่งความสุขมอบของขวัญจากข้าว ย้ำอยู่เคียงข้างชาวนา

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย เทศกาลสงกรานต์ ปี 2567 ผมในนามของอธิบดีกรมการข้าว ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงปกปักคุ้มครองรักษา ให้พี่น้องเกษตรกร และครอบครัวของท่าน ประสบแต่ความสุขสมหวัง สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยทั้งปวงเดินทางกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ ผมในฐานะอธิบดีกรมการข้าว และเป็นลูกหลานของชาวนา มีความห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่ของพี่ชาวนา จึงมุ่งพัฒนาให้ชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น มีอาชีพที่มั่นคง

“ในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทยนี้ คนไทยส่วนใหญ่นิยมกลับภูมิลำเนา สืบทอดประเพณีสงกรานต์ที่ยึดถือปฏิบัติต่อกันมาเป็นเวลานาน ซึ่งแสดงออกถึงความเคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคารพนับถือ และผู้มีพระคุณ มักนำของติดมือมามอบแก่ญาติมิตร เพื่อแสดงความกตัญญูและขอรับพรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองเนื่องในวันสำคัญ ผมจึงขอเชิญชวนคนไทยหันมานำข้าว หรือผลิตภัณฑ์จากข้าวจากกลุ่มเกษตรกรหรือกลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตข้าว เป็นของขวัญส่งมอบความสุขให้แก่กันและกัน และผมขอยืนยันว่าข้าวพันธุ์ใหม่ 10 สายพันธุ์จะมีจำหน่ายให้พี่น้องชาวนา ภายในเดือนสิงหาคมนี้ กรมการข้าวมีพันธุ์พร้อมบริการชาวนาอย่างแน่นอนครับ” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

‘กรมข้าว’เปิดตัว 10พันธุ์ข้าวใหม่ คุณภาพชั้นเยี่ยม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798355

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.50 น.

‘กรมข้าว’เปิดตัว 10 พันธุ์ข้าวใหม่ คุณภาพชั้นเยี่ยม เริ่มแจกตุลาคมนี้

กรมข้าว พร้อมเปิดตัวพันธุ์ข้าว 10 สายพันธุ์ใหม่ พร้อมแจกจ่ายให้เกษตรกรได้ภายในเดือนสิงหาคม-ตุลาคมนี้ ด้าน ‘ณัฏฐกิตติ์’ วอนเกษตรกรทำนาสะอาด ไม่ปลูกข้าวหลายชนิดปนกัน ช่วยเพิ่มราคาผลผลิต

เมื่อวันที่ 9เมษายน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว โดยที่ประชุมมีมติรับรองข้าวพันธุ์ใหม่ 10 พันธุ์ เนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระชนมพรรษา 72 พรรษา โดยมีข้าวหลายประเภท ประกอบด้วยข้าวขาวพื้นนุ่ม ข้าวขาวพื้นแข็ง ข้าวหอมไทย ข้าวเหนียว ข้าวญี่ปุ่น ข้าวพื้นเมือง และข้าวสาลี ซึ่งข้าวแต่ละประเภทจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันตามการนำไปใช้ประโยชน์ได้แก่ กข99 (หอมคลองหลวง 72) กข26 (เชียงราย 72) กข103 (หอมชัยนาท 72) กข105 (เจ้าพระยา 72) กข107 (พิษณุโลก 72) กข109 (หอมพัทลุง 72) กข24 (สกลนคร 72) กขจ1 (วังทอง 72) กขส1 (สะเมิง 72) และ หอมหัวบอน35 (กระบี่ 72)

ทั้งนี้ ก่อนการเข้าร่วมประชุม อธิบดีกรมการข้าว ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลในประเด็น ว่า ก่อนหน้านี้กรมการข้าวเคยประชาสัมพันธ์ไปแล้ว ว่าภายในปี 2567 กรมการข้าวจะรับรองพันธุ์ข้าว 10 พันธุ์ และในครั้งนี้เป็นการเชิญคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าวมาเพื่อรับรองพันธุ์ข้าวดังกล่าว

ส่วนสาเหตุที่การประกาศรับรองพันธุ์ข้าวล่าช้าไป เนื่องจากขณะนี้กำลังมีการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์หลัก โดยจะเริ่มแจกจ่ายและจำหน่ายพันธุ์ข้าวให้กับเกษตรกรได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 เป็นต้นไป หรืออาจมีบางพันธุ์ที่เริ่มได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567 โดยเกษตรกรสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ ทั้งนี้ ในอดีตเมื่อประกาศพันธุ์ข้าวแล้วจะใช้เวลา 1-2 ปีกว่าจะมีเมล็ดพันธุ์พร้อมสำหรับเกษตรกรที่ต้องการ แต่ปัจจุบันประกาศแล้วสามารถแจกจ่ายหรือจำหน่ายได้โดยใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน

“ต่อไปในอนาคตข้างหน้าเพื่อขยายพันธุ์ให้เพียงพอกับพี่น้องเกษตรกร เราก็ได้หาเรือกับทางสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ของภาคเอกชน วันนี้กำลังการผลิตของเราอยู่ที่ประมาณ 1.2-1.5 แสนตัน มันไม่เพียงพอหรอก ต่อไปกองเมล็ดพันธุ์ เราจะผลิตแค่ชั้นพันธุ์ขยาย ชั้นพันธุ์จำหน่ายเราจะกระจายไปให้ภาคเอกชนหรือศูนย์ข้าวชุมชน หรือกลุ่มนาแปลงใหญ่ เกษตรกรที่มีความพร้อมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ตรงนี้เราจะรับซื้อแล้วก็มา Process (ผ่านกระบวนการ) และจำหน่ายให้พี่น้องเกษตรกร” นายณัฏฐกิตติ์ กล่าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ได้รณรงค์ให้เกษตรกรเข้าใจและเห็นความสำคัญถึงเรื่องของการทำนาสะอาด หรือทำโซนนิ่งแยกพื้นที่ปลูกข้าวแต่ละชนิดให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาปัญหาของการผลิตข้าวคือมีข้าวหลายชนิดผสมปนกัน มีทั้งข้าวพื้นนุ่ม ข้าวพื้นแข็ง ทำให้คุณภาพของข้าวด้อยลงไป เช่น ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณนอกเขตชลประทาน บางจุดที่มีน้ำพอช่วงฤดูนาปรังก็เอาข้าวขาวไปปลูก แต่เมื่อฤดูทำนาจริงๆ มาถึงก็เอาข้าวหอมมะลิบ้าง ข้าวเหนียวบ้างไปปลูก ทำให้เสียคุณภาพข้าว

ทั้งนี้ กรมการข้าวจะต้องหารือกับภาคีเครือข่าย อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร รวมถึงต้องสื่อสารกับชาวนาว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องทำนาสะอาด เพราะตราบใดที่ยังทำนากันแบบสะเปะสะปะก็ยังคงถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาข้าวต่อไป และจะไปโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะโรงสีหรือพ่อค้าเขามีเทคโนโลยีตัดแยกข้าวอยู่แล้ว มีเครื่องที่สแกนตรวจว่าข้าวนั้นเป็นชนิดใด อย่างไรชาวนาก็เสียเปรียบ ดังนั้นต้องทำนาสะอาดเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวเพียงชนิดเดียว อย่างภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการข้าวพื้นแข็งไปแปรรูปเป็นแป้ง เขาก็เจอข้าวพื้นนุ่มปะปนไป

สำหรับนาสะอาดหมายถึงนาที่ปลูกข้าวชนิดเดียว เช่น พื้นที่ใดปลูกข้าวหอมมะลิ 105 เป็นหลัก ก็ขอให้ปลูกเฉพาะข้าวหอมมะลิ 105 อย่างเดียว ส่วนช่วงนาปรังแม้จะมีน้ำแต่ก็ควรเปลี่ยนไปปลูกพืชหลังนา อาทิ ถั่ว ข้าวโพด โดยพืชดังกล่าวมีความต้องการในส่วนของตลาดอาหารสัตว์อยู่มาก หากเราปลูกพืชหมุนเวียนได้ ก็จะทำให้ผลผลิตข้าวไม่ปะปน ข้าวก็จะมีคุณภาพสูงขึ้น อีกทั้งช่วยตัดวงจรการเกิดขึ้นของวัชพืช โรคและแมลงต่างๆ ได้ด้วย อาทิ ข้าวดีด-ข้าวเด้ง ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เพราะเราไม่เคยพักพื้นที่นาหรือปลูกพืชหมุนเวียน

“วันนี้วัชพืช โดยเฉพาะวัชพืชข้าว มีการปรับตัว เมื่อก่อนเราจะเห็นในนาข้าว ข้าววัชพืชนี่ต้นจะสูงกว่าข้าวที่อยู่ในนาเรา แต่วันนี้มันเป็นพืชตระกูลหญ้าด้วยกัน มันมีการผสมพันธุ์ระหว่างข้าว มันทำให้ต้นมันเตี้ยพอๆ กับต้นข้าว เรากำจัดยากมาก ฉะนั้นมีแนวทางเดียวที่จะกำจัดข้าววัชพืช นั่นก็คือต้องตัดวงจรการทำนาลงไป เพื่อปลูกพืชหมุนเวียนชนิดอื่น” อธิบดีกรมการข้าว ระบุ

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีข่าวตลอดมาเรื่องการลักลอบนำเมล็ดพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศเข้ามาปลูกในพื้นที่นาของไทย เรื่องนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีข้อสั่งการแล้ว และเตือนให้พวกที่ลักลอบนำเข้าเมล็ดพันธุ์ข้าวตามแนวชายแดนหยุดการกระทำนั้นเสีย เพราะจะส่งผลกระทบกับเกษตรกรไทย ทำให้ราคาข้าวของไทยตกต่ำลง ส่วนตนก็ขอฝากสื่อมวลชนช่วยเป็นหูเป็นตาด้วย ส่วนเกษตรกรที่ยังนำข้าวจากต่างประเทศเข้ามาปลูก ตนก็ขอให้หยุดเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าบุคลากรของกรมการข้าวมีน้อย จึงมีข้อจำกัดในการระบุพันธุ์ข้าวในขั้นตอนการขึ้นทะเบียน โดยการขึ้นทะเบียนเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร บางทีข้าวสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่กรมการข้าวผลิตออกมา เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ทราบว่าลักษณะของพันธุ์เป็นอย่างไร ดังนั้นกรมการข้าวต้องร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร อบรมให้ความรู้เรื่องการประกาศสายพันธุ์ข้าวกับเจ้าหน้าที่ เมื่อมีผู้มาขึ้นทะเบียนขอรับสิทธิประโยชน์ เช่น มาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท จะได้รู้ว่านี่เป็นข้าวไทย ไม่ใช่เป็นข้าวต่างประเทศแล้วมาแอบใส่ชื่อไทย

“บางทีมันเป็นพันธุ์ใหม่ เจ้าหน้าที่บางคนเพิ่งบรรจุใหม่ๆ ไปเป็นเกษตรตำบล เพราะรุ่นเก่าไมมีปัญหา คนรุ่นใหม่บางคนก็ศึกษาบางคนก็ยังไม่ได้ศึกษา บางคนก็จบจากด้านพืช ด้านสัตว์ ด้านอะไรมันก็หลากหลาย ทีนี้เราต้องให้ความรู้เขา แล้วก็อบรม แล้วก็ทำความร่วมมือกัน ให้ความรู้ เขาไปขึ้นทะเบียนจะได้รู้ มันไม่ใช่ข้าวพันธุ์ กข51 กข41 ต้องเป็นอย่างนี้นะ ลักษณะข้าวไทยต้องเป็นอย่างนี้ ลักษณะข้าวพันธุ์ต่างประเทศต้องเป็นอย่างนี้ เราต้องแนะนำให้เขาแล้ว” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

หน่วยพญานาคราชจับลอบขนไข่ดิบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798333

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคคราชกล่าวว่า ได้ตรวจสอบบริเวณริมถนนดงงู-ป่าไร่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ภายหลังได้รับแจ้งการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ ประเภทสัตว์กีบคู่ ซึ่งห้ามนำเข้าทุกชนิด เนื่องจากประกาศเป็นเขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย ตามประกาศ จ.สระแก้ว เรื่องการเฝ้าระวังป้องกันโรคไข้หวัดนก โดยพบการลักลอบนำเข้าไข่เป็ดฟักตัว ผ่านช่องทางธรรมชาติแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช จับกุมผู้กระทำความผิดเป็นชาย อายุ 49 ปี สัญชาติไทย พร้อมของกลาง 14 รายการ หนึ่งในนั้นเป็นไข่ตัว หรือไข่เป็ดดิบที่กำลังฟักใกล้เป็นตัว

ทั้งนี้ สำหรับการกระทำดังกล่าว เข้าข่ายความผิด 1.เคลื่อนย้ายซากสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558, 2.มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี ตามมาตรา 203 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 , 3.มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี ตามมาตรา 204 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 , 4.ห้ามมิให้ผู้ใดผลิตขาย หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งยาแผนปัจจุบันเว้นแต่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510, 5.ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 3 วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 35 (2), มาตรา 92 และมาตรา 94 แห่ง พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 และ6.ผู้ใดนำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560

สำหรับข้อมูลรายงานการลักลอบนำเข้าสินค้าทางการเกษตร ประเภทซากสัตว์ (ไข่เป็ดฟักตัว) ช่วงที่ผ่านมามีการจับกุมการลักลอบนำเข้าไข่เป็ดฟักตัวลักลอบขายที่ตลาดโรงเกลือจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก โดยลักลอบนำเข้าทางช่องทางธรรมชาติ อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อปี 2558 ปี 2559 และ ปี 2562

‘ธรรมนัส’ติดตาม โครงการอ่างเก็บน้ำ ลุยขับเคลื่อนงาน ภาคเกษตรที่ลพบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798331

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังติดตามสถานการณ์น้ำ ที่โครงการอ่างเก็บน้ำกุดตาเพชร ต.กุดตาเพชร อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี ว่าได้มีการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการจ้างเหมาระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำดังกล่าว ซึ่งมีความพร้อมด้านแบบก่อสร้าง และอยู่ในระหว่างการดำเนินงานการจัดสรรหาที่ดิน อย่างเร่งรัดภายในปีงบประมาณ 2568 ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้แก่เกษตรกร อ.ชัยบาดาล และ อ.ลำสนธิ 80 ราย 87 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1,040 ไร่ และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ได้แก่ ปลากะโห้ ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทองและปลาสร้อยขาว 200,000 ตัว

ทั้งนี้ จ.ลพบุรี มีพื้นที่เพาะปลูกและที่อยู่อาศัยทั้งหมดประมาณ 4.06 ล้านไร่ เป็นพื้นที่การเกษตรประมาณ 2.84 ล้านไร่ ครัวเรือนเกษตรกร 305,000 ครัวเรือน มีระบบชลประทานจากโครงการเขื่อนเจ้าพระยา และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ครอบคลุมพื้นที่ 0.67 ล้านไร่ ทำให้มีแหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจและการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว 0.81 ล้านไร่ รองลงมา คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 0.38 ล้านไร่ อ้อยโรงงาน 0.37 ล้านไร่ และมันสำปะหลัง 0.34 ล้านไร่ ด้านปศุสัตว์ ได้แก่ ไก่เนื้อ โคนม และโคเนื้อ โดยมีมูลค่าการจำหน่ายสินค้าเกษตรมากที่สุด คือ ไก่เนื้อ มูลค่า 14,400 ล้านบาทมีผลิตภัณฑ์มวลรวม GPP ภาคการเกษตร มูลค่า 17,775 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 16.15 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม GPP จ.ลพบุรี

‘อนุชา’โชว์ศักยภาพไทย วงประชุมรมต.เอเชียแปซิฟิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798334

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้นำเสนอต่อที่ประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีของการประชุมสมัชชาองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 37ที่ประเทศศรีลังกา เมื่อเร็วๆ นี้ เกี่ยวกับการดำเนินงานเพื่อพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารของประเทศไทยให้ยั่งยืน ยืดหยุ่น และเป็นธรรม โดยนายอนุชา เน้นย้ำต่อที่ประชุม ว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักและให้ความรู้แก่ทุกภาคส่วน ในการปกป้อง ดูแล รักษาทรัพยากรดินและน้ำ ซึ่งเป็นรากฐานของกระบวนการผลิตอาหาร ระบบนิเวศ และสุขภาวะที่ดีของมนุษย์ นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการเกษตรแบบยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาระบบบริหารข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อการชลประทาน

รวมทั้งได้ดำเนินโครงการนำร่องโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้สนับสนุนชาวนาด้วยการส่งเสริมเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำนา ในพื้นที่เขตชลประทานภาคกลาง ส่งผลให้ชาวนามีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และสามารถปรับตัวจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้มากขึ้น ความสำเร็จของโครงการนี้ได้ขยายผลไปสู่โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ ผ่านการลงทุนจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว ที่มีมูลค่าถึง 38 ล้านยูโร หรือ 1,500 ล้านบาท พร้อมกับการลงทุนร่วมจากหน่วยงานภาครัฐที่สำคัญของประเทศไทย มีเป้าหมายเข้าถึงเกษตรกรที่ปลูกข้าว 250,000 ราย

สวพส.ถ่ายทอดความรู้ แก้เผาพื้นที่เกษตร-ลดฝุ่นพิษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798332

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังเปิดงาน “วันถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ลดการเผา และฝุ่นละอองPM2.5 แบบบูรณาการและมุ่งเป้าที่บ้านแม่วาก ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ว่าสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส.เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาพื้นที่สูง บูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงาน ประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากโครงการหลวง และผลงานวิจัยในการปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างรายได้และยังช่วยลดการเผาในพื้นที่เกษตร ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนและหน่วยงานต่างๆ โดยการบริหารจัดการฐานข้อมูล การพัฒนาแหล่งน้ำ การจัดการเศษวัสดุการเกษตร ทำปุ๋ยหมัก ปรับปรุงบำรุงดินและชีวมวล รวมทั้งการปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัย (GAP PM2.5 Free) และการเชื่อมโยงตลาดในการรองรับผลิตผลที่ได้รับการรับรอง เพื่อลดการเผาและฝุ่นควัน PM2.5 โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการขยายผลการพัฒนาพื้นที่อื่นๆ

ด้าน น.ส.เพชรดา อยู่สุข รอง ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง กล่าวว่า ได้ดำเนินงานโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง มุ่งเน้นดำเนินการเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบครบวงจร โดยกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชนและหน่วยงานต่างๆ แก้ปัญหาให้กับชุมชนตามบริบทพื้นที่อย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น รวมทั้งมีการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากผลงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโดยเฉพาะการปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างรายได้เพิ่มและยังช่วยลดการเผาในพื้นที่เกษตร โดยมีชุมชนหรือพื้นที่ต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จ (Good Practice) ซึ่งได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ก่อให้เกิดผลสำเร็จและประโยชน์ในด้านต่างๆ แก่ชุมชนบนพื้นที่สูงจำนวนมาก จึงนำผลสำเร็จพื้นที่ต้นแบบ ขยายผลไปยังชุมชนบนพื้นที่สูงอื่นๆ ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.ชุมชนและหน่วยงานทุกภาคส่วน ควบคู่กับการประยุกต์ใช้งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้สอดคล้องกับปัญหาและบริบทภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ อันจะนำไปสู่การลดปัญหาและบริหารจัดการจุดความร้อน (Hotspot) และพื้นที่เผาไหม้ (Burn Scar) ในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งกำเนิดของฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่เป้าหมายเร่งด่วนภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะพื้นที่ อ.แม่แจ่ม ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญ

‘กรมการข้าว’พร้อมเปิดตัว10ข้าวสายพันธุ์ใหม่ ‘ณัฏฐกิตติ์’ขอเกษตรกรทำ‘นาสะอาด’เพิ่มราคาผลผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798187

‘กรมการข้าว’พร้อมเปิดตัว10ข้าวสายพันธุ์ใหม่ ‘ณัฏฐกิตติ์’ขอเกษตรกรทำ‘นาสะอาด’เพิ่มราคาผลผลิต

‘กรมการข้าว’พร้อมเปิดตัว10ข้าวสายพันธุ์ใหม่ ‘ณัฏฐกิตติ์’ขอเกษตรกรทำ‘นาสะอาด’เพิ่มราคาผลผลิต

วันอังคาร ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2567, 12.48 น.

วันที่ 9 เมษายน 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวกับสื่อมวลชนก่อนเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว ณ กรมการข้าว ถึงความคืบหน้าในการเปิดตัวพันธุ์ข้าว 10 พันธุ์ ว่า ก่อนหน้านี้กรมการข้าวเคยประชาสัมพันธ์ไปแล้ว ว่าภายในปี 2567 กรมการข้าวจะรับรองพันธุ์ข้าว 10 พันธุ์ และในครั้งนี้ก็จะเป็นการเชิญคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าวมาเพื่อรับรองพันธุ์ข้าวดังกล่าว

ส่วนสาเหตุที่การประกาศรับรองพันธุ์ข้าวล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากขณะนี้กำลังมีการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์หลัก โดยจะเริ่มแจกจ่ายและจำหน่ายพันธุ์ข้าวให้กับเกษตรกรได้ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2567 เป็นต้นไป หรืออาจมีบางพันธุ์ที่เริ่มได้ตั้งแต่เดือน ส.ค. 2567 โดยเกษตรกรสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ ทั้งนี้ ในอดีตเมื่อประกาศพันธุ์ข้าวแล้วจะใช้เวลา 1-2 ปีกว่าจะมีเมล็ดพันธุ์พร้อมสำหรับเกษตรกรที่ต้องการ แต่ปัจจุบันประกาศแล้วสามารถแจกจ่ายหรือจำหน่ายได้โดยใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน

“ต่อไปในอนาคตข้างหน้าเพื่อขยายพันธุ์ให้เพียงพอกับพี่น้องเกษตรกร เราก็ได้หาเรือกับทางสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ของภาคเอกชน วันนี้กำลังการผลิตของเราอยู่ที่ประมาณ 1.2-1.5 แสนตัน มันไม่เพียงพอหรอก ต่อไปกรมการข้าว โดยเฉพาะกองเมล็ดพันธุ์ เราจะผลิตแค่ชั้นพันธุ์ขยาย ชั้นพันธุ์จำหน่ายเราจะกระจายไปให้ภาคเอกชนหรือศูนย์ข้าวชุมชน หรือกลุ่มนาแปลงใหญ่ เกษตรกรที่มีความพร้อมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ ตรงนี้เราจะรับซื้อแล้วก็มา Process (ผ่านกระบวนการ) และจำหน่ายให้พี่น้องเกษตรกร” นายณัฏฐกิตติ์ กล่าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกัน กรมการข้าวจะรณรงค์ให้เกษตรกรเข้าใจและเห็นความสำคัญถึงเรื่องของการทำนาสะอาด หรือทำโซนนิ่งแยกพื้นที่ปลูกข้าวแต่ละชนิดให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมาปัญหาของการผลิตข้าวคือมีข้าวหลายชนิดผสมปนกัน มีทั้งข้าวพื้นนุ่ม ข้าวพื้นแข็ง ทำให้คุณภาพของช้าวด้อยลงไป เช่น ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณนอกเขตชลประทาน บางจุดที่มีน้ำพอช่วงฤดูนาปรังก็เอาข้าวขาวไปปลูก แต่เมื่อฤดูทำนาจริงๆ มาถึงก็เอาข้าวหอมมะลิบ้าง ข้าวเหนียวบ้างไปปลูก ทำให้คุณภาพข้าวเสียไป

ซึ่งกรมการข้าวจะต้องหารือกับภาคีเครือข่าย อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร รวมถึงต้องสื่อสารกับชาวนาว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องทำนาสะอาด เพราะตราบใดที่ยังทำนากันแบบสะเปะสะปะก็ยังคงถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาข้าวต่อไป และจะไปโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะโรงสีหรือพ่อค้าเขามีเทคโนโลยีตัดแยกข้าวอยู่แล้ว มีเครื่องที่สแกนตรวจว่าข้าวนั้นเป็นชนิดใด อย่างไรชาวนาก็เสียแปรียบ ดังนั้นต้องทำนาสะอาดเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวเพียงชนืดเดียว อย่างภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการข้าวพื้นแข็งไปแปรรุปเป็นแป้ง เขาก็เจอข้าวพื้นนุ่มปะปนไป

ทั้งนี้ นาสะอาดหมายถึงนาที่ปลูกข้าวชนิดเดียว เช่น พื้นที่ใดปลูกข้าวหอมมะลิ 105 เป็นหลัก ก็ขอให้ปลูกเฉพาะข้าวหอมมะลิ 105 อย่างเดียว ส่วนช่วงนาปรังแม้จะมีน้ำแต่ก็ควรเปลี่ยนไปปลูกพืชหลังนา อาทิ ถั่ว ข้าวโพด โดยพืชดังกล่าวมีความต้องการในส่วนของตลาดอาหารสัตว์อยู่มาก หากเราปลูกพืชหมุนเวียนได้ ก็จะทำให้ผลผลิตข้าวไม่ปะปน ข้าวก็จะมีคุณภาพสูงขึ้น อีกทั้งช่วยตัดวงจรการเกิดขึ้นของวัชพืช โรคและแมลงต่างๆ ได้ด้วย อาทิ ข้าวดีด-ข้าวเด้ง ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เพราะเราไม่เคยพักพื้นที่นาหรือปลูกพืชหมุนเวียน

“วันนี้วัชพืช โดยเฉพาะวัชพืชข้าว มีการปรับตัว เมื่อก่อนเราจะเห็นในนาข้าว ข้าววัชพืชนี่ต้นจะสูงกว่าข้าวที่อยู่ในนาเรา แต่วันนี้มันเป็นพืชตระกูลหญ้าด้วยกัน มันมีการผสมพันธุ์ระหว่างข้าว มันทำให้ต้นมันเตี้ยพอๆ กับต้นข้าว เรากำจัดยากมาก ฉะนั้นมีแนวทางเดียวที่จะกำจัดข้าววัชพืช นั่นก็คือต้องตัดวงจรการทำนาลงไป เพื่อปลูกพืชหมุนเวียนชนิดอื่น” อธิบดีกรมการข้าว ระบุ

นายณัฏฐกิตติ์ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนที่มีข่าวตลอดมาเรื่องการลักลอบนำเมล็ดพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศเข้ามาปลูกในพื้นที่นาของไทย เรื่องนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีข้อสั่งการแล้ว และเตือนให้พวกที่ลักลอบนำเข้าเมล็ดพันธุ์ข้าวตามแนวชายแดนหยุดการกระทำนั้นเสีย เพราะจะส่งผลกระทบกับเกษตรกรไทย ทำให้ราคาข้าวของไทยตกต่ำลง ส่วนตนก็ขอฝากสื่อมวลชนช่วยเป็นหูเป็นตาด้วย ส่วนเกษตรกรที่ยังนำข้าวจากต่างประเทศเข้ามาปลูก ตนก็ขอให้หยุดเช่นกัน 

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าบุคลากรของกรมการข้าวมีน้อย จึงมีข้อจำกัดในการระบุพันธุ์ข้าวในขั้นตอนการขึ้นทะเบียน โดยการขึ้นทะเบียนเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร บางทีข้าวสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่กรมการข้าวผลิตออกมา เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ทราบว่าลักษณะของพันธุ์เป็นอย่างไร ดังนั้นกรมการข้าวก็ต้องร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร อบรมให้ความรู้เรื่องการประกาศสายพันธุ์ข้าวกับเจ้าหน้าที่ เมื่อมีผู้มาขึ้นทะเบียนขอรับสิทธิประโยชน์ เช่น มาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท จะได้รู้ว่านี่เป็นข้าวไทย ไม่ใช่เป็นข้าวต่างประเทศแล้วมาแอบใส่ชื่อไทย

“บางทีมันเป็นพันธุ์ใหม่ เจ้าหน้าที่บางคนเพิ่งบรรจุใหม่ๆ ไปเป็นเกษตรตำบล เพราะรุ่นเก่าไมมีปัญหา คนรุ่นใหม่บางคนก็ศึกษาบางคนก็ยังไม่ได้ศึกษา บางคนก็จบจากด้านพืช ด้านสัตว์ ด้านอะไรมันก็หลากหลาย ทีนี้เราต้องให้ความรู้เขา แล้วก็อบรม แล้วก็ทำความร่วมมือกัน ให้ความรู้ เขาไปขึ้นทะเบียนจะได้รู้ มันไม่ใช่ข้าวพันธุ์ กข51 กข41 ต้องเป็นอย่างนี้นะ ลักษณะข้าวไทยต้องเป็นอย่างนี้ ลักษณะข้าวพันธุ์ต่างประเทศต้องเป็นอย่างนี้ เราต้องแนะนำให้เขาแล้ว” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

สำหรับ 10 พันธุ์ข้าว ที่กรมการข้าวนำมาเปิดตัว ประกอบด้วย 1กข99 (หอมคลองหลวง 72) 2.กข103 (หอมชัยนาท 72) 3.กข105 (เจ้าพระยา 72) 4.กข107 (พิษณุโลก 72) 5.กข109 (หอมพัทลุง 72) 6.กข24 (สกลนคร 72) 7.กข26 (เชียงราย 72) 8.กขจ1 (วังทอง 72) 9.กขส1 (สะเมิง 72)  และ 10.หอมหัวบอน35 (กระบี่ 72)

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ผลการประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว ได้มีมติในส่วนของพันธุ์ข้าว กข105 (เจ้าพระยา 72) โดยให้เปลี่ยนแป็น กข111 (เจ้าพระยา 72) เพื่อกป้องกันการสับสนกับพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105

‘ธรรมนัส’เล็งแผน บรรเทาเดือดร้อน เกษตรกรนาเกลือ ชูอนุรักษ์วิถีอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798098

วันอังคาร ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยครั้งที่ 1/2567 โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้แทนเกษตรกรนาเกลือ เข้าร่วม สำหรับการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้มติให้มีการศึกษาและทบทวนแนวทางการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาการผลิตเกลือทะเลคุณภาพเพื่ออนุรักษ์วิถีอาชีพเกลือทะเลและพื้นที่นาเกลือ ปีการผลิต 2566/67 เพื่อการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวนาเกลือที่ประสบปัญหาหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจและชีวิตเกษตรกรชาวนาเกลือทะเลไทยให้ประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 1.กิจกรรมสนับสนุนค่าบริหารจัดการและรักษาเสถียรภาพราคาเกลือทะเล และ 2.กิจกรรมการสินเชื่อชะลอการขายเกลือทะเล รวมถึงได้มติให้มีการศึกษาและทบทวนหลักการจัดตั้งโรงงานแปรรูปเกลือบริสุทธิ์เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

สำหรับโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างศูนย์รวบรวมและสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองในด้านการตลาดมากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย 1.โรงงานแปรรูปเกลือบริสุทธิ์เพื่อการอุตสาหกรรม ขนาดกำลังการผลิต 10,000 – 12,000 ตัน และ 2.โรงงานแปรรูปเกลือบริสุทธิ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมบูรณาการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งในแก่กลุ่มเกษตรกร

สทนช.สร้างความมั่นคงน้ำ การันตีEECเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798099

วันอังคาร ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า จากปรากฏการณ์เอลนีโญ จึงต้องพิจารณาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีเพียงพอ ตามลำดับความสำคัญตลอดฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จึงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มีน้ำเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำ ยึดหลักการจัดสรรน้ำอย่างสมดุลตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

สำหรับการบริการจัดการน้ำในพื้นที่ EEC ใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออกในการผันน้ำเชื่อมโยง จ.ชลบุรี จ.ระยอง และ จ.ฉะเชิงเทรา ทำให้สามารถป้องกันผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนมีน้ำอุปโภค-บริโภค เช่นเดียวกับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกร โดยอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง มีปริมาณน้ำใช้การ 145 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีความต้องใช้น้ำในระบบของอ่างเก็บน้ำประแสร์ประมาณ 28 ล้านลบ.ม. และผันน้ำไปยังกลุ่มอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล-คลองใหญ่-ดอกกราย จ.ระยอง 8 ล้านลบ.ม. รวมใช้น้ำ 36 ล้านลบ.ม. เหลือน้ำในระบบสำรองไว้ 109 ล้านลบ.ม.

ส่วนกลุ่มอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล-คลองใหญ่-ดอกกราย มีปริมาณน้ำใช้การรวม 145 ล้านลบ.ม. รวมกับน้ำที่ผันมาจากอ่างเก็บน้ำประแสร์อีก 8 ล้านลบ.ม. รวมปริมาณน้ำใช้การ 153 ล้านลบ.ม. มีความต้องการใช้น้ำพื้นที่รวม 36 ล้านลบ.ม. เหลือน้ำสำรองในระบบ 117ล้านลบ.ม. ขณะที่กลุ่มอ่างเก็บน้ำบางพระและอ่างเก็บน้ำหนองค้อ รวมกับอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 5 แห่ง ในพัทยา จ.ชลบุรี มีปริมาณน้ำใช้การรวม 61 ล้านลบ.ม. มีความต้องการใช้น้ำ 15 ล้านลบ.ม.เหลือน้ำสำรองในระบบ 46 ล้านลบ.ม. เมื่อสิ้นสุดฤดูแล้งจะเหลือปริมาณน้ำสำรองในระบบโครงข่ายน้ำตะวันออก รวม 272 ล้านลบ.ม. ซึ่งจะใช้เป็นปริมาณน้ำต้นทุนช่วงต้นฤดูฝนปีนี้ และสำรองไว้ใช้กรณีที่เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วง

นอกจากนี้ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสทนช.ยังคำนึงถึงคุณภาพน้ำเป็นประเด็นที่สำคัญ เช่น ในพื้นที่ จ. ฉะเชิงเทรา ได้ประสานงานร่วมกับกรมชลประทาน และการประปาส่วนภูมิภาค ในการดึงน้ำจากบึงฝรั่งเพื่อรักษาคุณภาพน้ำที่จุดสูบน้ำบริเวณคลองพระองค์ไชยยานุชิต ให้มีมาตรฐานคุณภาพที่เหมาะสมต่อการผลิตน้ำประปาตลอดช่วงฤดูแล้งปีนี้ สามารถบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำใน จ.ฉะเชิงเทรา

“สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ EEC เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคตนั้น มีโครงการที่สำคัญ เช่น โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ความจุ 68.1 ล้านลบ.ม. จะแล้วเสร็จปี 2568 และโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ความจุ 99.5 ล้านลบ.ม. ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นอกจากนี้ยังมีโครงการผันน้ำอ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึง-อ่างเก็บน้ำคลองสียัด ดังนั้น ประชาชนจึงมั่นใจได้ว่าในพื้นที่ EEC จะมีความมั่นคงด้านน้ำที่ยั่งยืนอย่างแน่นอน” รองเลขาธิการ สทนช.กล่าว

‘อภัย’ติดตามความก้าวหน้า รมว.เกษตรฯลงพื้นที่ภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798102

วันอังคาร ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าตามประเด็นข้อสั่งการของ รมว.เกษตรฯ ในภารกิจการลงพื้นที่ตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ โดยมีนายปรีชา พันธุ์วา หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ผอ.สำนักตรวจราชการ และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน เข้าร่วม ที่ห้องประชุมสำนักตรวจราชการ 1403 และผ่านระบบ Zoom Meeting โดย จ.นราธิวาส มีข้อสั่งการจาก รมว.เกษตรฯ 22 ข้อสั่งการดำเนินการแล้ว 5 ข้อสั่งการ จ.ยะลา มีข้อสั่งการ 13 ดำเนินการแล้ว 8 ข้อสั่งการ และ จ.ปัตตานี มีข้อสั่งการ 9 ข้อสั่งการ ดำเนินการแล้ว 4 ข้อสั่งการ

ทั้งนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ข้อเสนอแนะในที่ประชุมว่าเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในชายแดนใต้ปลูกยางพาราเป็นหลัก ควรให้เกษตรกรและสหกรณ์จังหวัด บูรณาการร่วมกับการยางแห่งประเทศไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำร่องพื้นที่เพาะปลูกยางพารา โดยใช้แนวทางต่างๆ เช่น การป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา การใช้เครื่องมือในการกรีดยางพาราแทนการกรีดด้วยตัวเอง รวมทั้งการปรับเปลี่ยนการปลูกเป็นพืชชนิดอื่น เช่น ปาล์ม เป็นต้น