ที่ปรึกษาฯประชุม ติดตามสถานการณ์ การบริหารโคเนื้อ ในพื้นที่จ.สุรินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799168

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือแนวทางการบริหารจัดการโคเนื้อในพื้นที่ จ.สุรินทร์ พร้อมด้วยนายวุฒิพงศ์ เนียมหอม ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ที่ อบต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและตลาดโคเนื้อของ จ.สุรินทร์ โดยมีนายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ที่ปรึกษา รมช.มหาดไทย นางชนมณี บุตรวงษ์ ผู้ประสานงาน รมว.เกษตรฯ จ.สุรินทร์ นายสันทัด แสงทอง รอง ผวจ.สุรินทร์ และนายสัตวแพทย์อภิชัย นาคีสังข์ ปศุสัตว์ จ.สุรินทร์ ต้อนรับ

ทั้งนี้ สำนักงานปศุสัตว์ จ.สุรินทร์ ยังส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการส่งออกโคเนื้อ มีมูลค่าการส่งโคเนื้อมีชีวิตด่านกักกันสัตว์ จ.สุรินทร์ (ตลาดสินค้าชายแดนช่องจอม) ในปีงบประมาณ 2563-2565 มีมูลค่าการส่งออกโคเนื้อมีชีวิต มูลค่า 159,984,100 บาท 14,016,200 บาท และ 5,443,200 บาท ตามลำดับ ซึ่งมูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มลดลงเนื่องจากในปีงบประมาณ 2564 เกิดการระบาดของโรคลัมปี สกิน ทำให้การส่งออกลดลง และในปีงบประมาณ 2565 เกิดการระบาดของเชื้อโควิค-19 ทำให้ส่งออกได้เพียง 1 ไตรมาส จะเห็นได้ว่าหากสถานการณ์ปกติ การส่งออกโคเนื้อด่านกักกันสัตว์ จ.สุรินทร์ (ตลาดสินค้าชายแดนช่องจอม) สามารถสร้างมูลค่าสูงถึง 159,984,100 บาทต่อปี

ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อก็ยังประสบปัญหาอยู่คือเกษตรกรรายย่อยที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และ/หรือปลอดดอกเบี้ย รวมทั้งราคาจำหน่ายสัตว์มีชีวิต มีความผันผวน

สทนช.สรรหาคนไทยคนแรก นั่งCEOสำนักงานเลขาฯแม่น้ำโขง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799169

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการสรรหาและคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRCS CEO) มาดำรงตำแหน่งผู้บริหารของสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC Secretariat) ช่วงปี 2568-2570 ซึ่งเป็นวาระสำคัญของประเทศไทยในการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งดังกล่าว และจะเป็นคนไทยคนแรกที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งนี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงขึ้นมา

ทั้งนี้ ตำแหน่ง CEO มีบทบาทและภารกิจสำคัญในการบริหารจัดการสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง 4 ประเทศ ให้เป็นไปตาม 1995 Mekong Agreement ผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำโขง แผนกลยุทธ์ แผนดำเนินงานและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจำเป็นต้องสามารถประสานงานกับประเทศภาคีสมาชิกแต่ละประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ของเป้าหมายของกรอบความร่วมมือที่มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งในการบริหารจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องในลุ่มแม่น้ำโขง ตลอดจนพัฒนา MRCS ให้เป็นองค์กรลุ่มน้ำระหว่างประเทศระดับโลก สามารถให้บริการประเทศสมาชิกได้อย่างมืออาชีพที่พึ่งพาตนเองทางด้านการเงินในอนาคต ซึ่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนให้แม่น้ำโขงเป็นสายน้ำแห่งความเจริญรุ่งเรือง มิตรภาพรวมทั้งเชื่อมโยงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของภาคีสมาชิก ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้นการดำรงตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO MRCS ในครั้งนี้ของประเทศไทย นับเป็นโอกาสที่จะได้แสดงศักยภาพของบุคลากรในด้านการบริหารองค์กรระหว่างประเทศ ในการบริหารจัดการความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำของอนุภูมิภาค เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประเทศลุ่มน้ำโขง

“ขณะนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ได้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 1 เมษายน 2567 ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครสามารถยื่นใบสมัครและเอกสารต่างๆ ตามที่คณะกรรมการสรรหาและคัดเลือกฯ กำหนด และส่งไปที่สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (Thai National Mekong Committee Secretariat: TNMCS) ทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ phatchara_am@onwr.go.th เท่านั้น โดยสามารถจัดส่งเอกสารการสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 1 เมษายน 2567 เวลา 16.30 น.โดยผู้สมัครสามารถดาวน์โหลดใบสมัครและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคุณสมบัติของผู้สมัคร และรายละเอียดต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ http://www.onwr.go.th หรือ https://www.tnmc-is.org” รองเลขาธิการ สทนช.กล่าว

‘พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข’ ตรวจเยี่ยมติดตามการทำงานของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799183

'พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข' ตรวจเยี่ยมติดตามการทำงานของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่

‘พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข’ ตรวจเยี่ยมติดตามการทำงานของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2567, 20.25 น.

เมื่อวันที่ 14 เม.ย.2567 พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคเหนือโดยมี นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ร่วมติดตาม รับฟังสรุปรายงานสถานการณ์ของปัญหาพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยแล้ง ปัญหาหมอกควันและไฟป่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เกินเกณฑ์มาตรฐาน รวมถึงการเกิดของพายุลูกเห็บในช่วงรอยต่อระหว่างฤดูร้อนและฤดูฝน และท่านองคมนตรียังได้มอบนโยบายการปฏิบัติงานเพื่อเร่งบรรเทาปัญหาให้หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ รวมถึงได้กล่าวให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคเหนือ 

โดยขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ปฏิบัติการฝนหลวงและใช้เทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศในการบรรเทาปัญหาอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย การปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อให้มีฝนตกในพื้นที่ที่ต้องการ ซึ่งเป็นการเร่งกระบวนการทางธรรมชาติให้เกิดเป็นเมฆและพัฒนาตัวเป็นเม็ดฝนตกไปยังพื้นที่ เพื่อบรรเทาปัญหาหมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยแล้งด้วย รวมถึงการยับยั้งการพัฒนาตัวของกลุ่มเมฆขนาดใหญ่ที่มีโอกาสการเกิดเป็นพายุลูกเห็บ  การปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศโดยใช้เทคนิคการโปรยน้ำและน้ำแข็งแห้งเพื่อระบายฝุ่นละออง ทำให้เกิดช่องว่างในชั้นบรรยากาศผกผัน ให้กระแสอากาศสามารถไหลเวียนขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศด้านบนได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังใช้เทคนิคก่อเมฆ การเลี้ยงเมฆให้อ้วนเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละอองให้สะดวกขึ้น และสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการทำงานบูรณาการร่วมกักองทัพภาคที่ 3 และจังหวัดเชียงใหม่ ในภารกิจการทิ้งน้ำดับไฟป่าในพื้นที่ภูเขาที่มีความลาดชัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเดินเท้าไปยังพื้นที่ได้ โดยขณะนี้ทางหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเชียงใหม่มีเครื่องบินใช้สำหรับปฏิบัติการฝนหลวง คือ ชนิด CASA (ขนาดเล็ก) จำนวน 5 ลำ, ชนิด CN (ขนาดกลาง) จำนวน 1 ลำ, เฮลิคอปเตอร์ จำนวน 1 ลำ และได้รับการสนับสนุนเครื่อง Alpha Jet จากกองทัพอากาศ จำนวน 1 ลำ จากนั้น พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง ได้ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่อากาศยาน พร้อมอวยพรให้ประสบผลสำเร็จ
ในการปฏิบัติงานทุกประการ

จากปัญหาที่เกิดขึ้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เร่งปฏิบัติงานให้มากขึ้นและต้องให้ทันต่อเวลาที่เกิดเหตุด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่าปัญหาจะต้องคลี่คลายไปในทางที่ดี และจากปริมาณฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว ทำให้หลังจากขึ้นบินปฏิบัติการที่แม้สามารถระบายฝุ่นออกไปได้แต่ปริมาณฝุ่นที่เกิดขึ้นใหม่ได้เข้ามาแทนที่ จึงทำให้ปริมาณฝุ่นลดลงน้อยกว่าที่พี่น้องประชาชนคาดหวัง สำหรับผลการปฏิบัติการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กช่วงระหว่างวันที่ 8 มกราคม – 13 เมษายน 2567 ปฏิบัติการจำนวน 82 วัน 314 เที่ยวบิน ในบริเวณ 15 จังหวัด ได้แก่ จ.ลำปาง จ.ลำพูน จ.เชียงใหม่ จ.พะเยา จ.แม่ฮ่องสอน จ.แพร่ จ.น่าน จ.สุโขทัย  จ.เชียงราย จ.อุตรดิตถ์ จ.ตาก จ.พิษณุโลก จ.กำแพงเพชร จ.เพชรบูรณ์ และ จ.พิจิตร โดยเฉพาะในระหว่างวันที่ 10 – 13 เมษายน 2567 ได้ขึ้นบินปฏิบัติการทั้งสิ้น 29 เที่ยวบิน ส่งผลให้เกิดฝนตกในพื้นที่ 32 อำเภอ 7 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีแนวโน้มลดลงอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว สำหรับการทำงานหลังจากนี้ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ได้วางแผนเร่งการทำงานให้มากขึ้น (ในช่วงวันที่ 10 – 20 เมษายน 2567) มีเป้าหมายปฏิบัติการรวม 100 เที่ยวบิน เพื่อให้การช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้ทันกับสถานการณ์ ในการป้องกันและบรรเทาสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละอองอย่างเร่งด่วน และร่วมงานกับหน่วยงานความมั่นคง การจัดหาเฮลิคอปเตอร์ให้เพียงพอ เพื่อช่วยเหลือในการดับไฟป่า และขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัดรวมถึงลดการเผาในพื้นที่ต่างๆ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานที่ได้ดำเนินงานตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด งานจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นงานที่มีความสำคัญต่อประชาชนให้สามารถช่วยคลี่คลายสถานการณ์ในภาวะวิกฤตได้ นับว่าเป็นการสานต่อพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน เพื่อบรรเทาปัญหาให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืน 
 

‘ธรรมนัส’ ส่งสส. อรรถกร เร่งปฏิบัติการร่วมกรมชล แก้น้ำเค็มทะลักเข้าคลองสายลองพื้นที่ต.บางกรูด จ.ฉะเชิงเทรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799049

'ธรรมนัส' ส่งสส. อรรถกร เร่งปฏิบัติการร่วมกรมชล แก้น้ำเค็มทะลักเข้าคลองสายลองพื้นที่ต.บางกรูด จ.ฉะเชิงเทรา

‘ธรรมนัส’ ส่งสส. อรรถกร เร่งปฏิบัติการร่วมกรมชล แก้น้ำเค็มทะลักเข้าคลองสายลองพื้นที่ต.บางกรูด จ.ฉะเชิงเทรา

วันเสาร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2567, 19.19 น.

“รมว.ธรรมนัส” ส่งสส. อรรถกร เร่งปฏิบัติการร่วมกรมชล แก้น้ำเค็มทะลักเข้าคลองสายลองพื้นที่ต.บางกรูด  จ.ฉะเชิงเทรา   หลังปชช.ได้รับผลกระทบ  จากคันดินประตูน้ำท่าถั่วทรุดตัว 

วันที่ 13 เมษายน 2567 เมื่อเวลา 15.00 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ฉะเชิงเทรา เขต2 และโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย ของคันดินกั้นน้ำ  บริเวณประตูน้ำท่าถั่ว ต.บางกรูด อ. บ้านโพธิ์ ที่พบว่ามีการทรุดตัว ทำให้น้ำเค็มทะลักเข้าสู่คลองสายลอง  สร้างผลกระทบต่อการผลิตน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และภาคเกษตร โดยเฉพาะ กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้ง และสัตว์น้ำ  ซึ่งเรื่องนี้ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน ในการติดตามแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งแนวทางการเยียวยาเพื่อลดผลกระทบให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้จากสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงที่เกิดขึ้น พบว่ามีแรงดันน้ำ ทำให้เกิดคันดินทรุดตัว และมีการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นไปก่อนหน้านี้ โดยการใช้บิ๊กแบค ขนาด 2 ตัน จำนวน 1,000 ถุง เพื่อแก้ไขปัญหาอุดรอยรั่ว แต่ด้วยแรงดันจากน้ำทะเลหนุน  ทำให้ถุงบิ๊กแบคแตก เพราะไม่สามารถรับแรงดันได้  น้ำเค็มจึงทะลักเข้าสู่คลองอีกครั้ง ซึ่งทางกรมชลประทาน ได้มีการรายงานถึงแนวทางการแก้ไขอย่างเร่งด่วนภายในวันนี้ ก่อนช่วงเวลาน้ำทะเลหนุน ในเวลา 17.00-18.00 น. ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมชล และผู้รับเหมา จำเป็นต้องเร่งมือในการเสริมคันดินให้แข็งแรง และสูงเพียงพอ ที่จะสามารถรับปริมาณน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงนี้ได้  พร้อมแผนดำเนินการสร้างแผ่นเหล็กชีทไพล์ เพื่อเสริมความแข็งแรง ที่จะสามารถรับแรงดันน้ำให้ถาวรมากขึ้น   

นอกจากนี้ ในแผนการเยียว ประชาชน และพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง ได้มีการจัดตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์จากพี่น้องประชาชน โดยการจัดเตรียมหาน้ำสำรอง เพื่อป้อนไปยังพื้นที่มีความต้องการใช้น้ำในทุกส่วนที่ได้รับผลกระทบ  ทั้งในส่วนน้ำเพื่ออุปโภค บริโภค โดยเฉพาะป้อนเข้าระบบการผลิตน้ำประปา  และที่สำคัญต้องเพียงพอ ต่อภาคการเกษตร ของกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ  โดยการส่งน้ำจากคลองรังสิต เหนือ และคลองรังสิตใต้ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำจืดในพื้นที่คลองท่าถั่ว เพื่อลดความเค็มของน้ำ ควบคู่ไปกับการสูบน้ำเค็ม ออกจากประตูระบายน้ำท่าถั่ว ซึ่งคาดว่าจะสูบประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยมีการประเมินว่า น้ำเค็มที่ทะลักเข้าสู่คลองบริเวณดังกล่าวมีมากถึง 3 ล้านลูกบาศก์เมตร  

“ในการแก้ไขปัญหาครั้งนี้  ร.อ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า รมว. เกษตรฯ และเลขาธิการพรรค มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก พร้อมกำชับให้ผม ลงพื้นที่ที่ประสบปัญหา และร่วมแก้ไขอย่างเร่งด่วน แม้ว่าการทำงาน จะต้องเผชิญกับปัญหา ในเรื่องของเวลา น้ำขึ้น น้ำลง จึงต้องเร่งดำเนินการและประสานงานอย่างใกล้ชิด  ซึ่งตนได้เสนอให้มีการจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที เพราะประชาชนในพื้นที่ ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องนี้มาอย่างมาก คาดว่าแผนการปฏิบัติงานดังกล่าว จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนมากขึ้น”นายอรรถกร กล่าว 
                                                                  
 

‘กรมข้าว’เร่งเยียวยา เกษตรกร‘ลำปาง’โดนพายุฤดูร้อนถล่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798987

‘กรมข้าว’เร่งเยียวยา เกษตรกร‘ลำปาง’โดนพายุฤดูร้อนถล่ม

‘กรมข้าว’เร่งเยียวยา เกษตรกร‘ลำปาง’โดนพายุฤดูร้อนถล่ม

วันเสาร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.47 น.

‘ลำปาง’อ่วม!‘พายุฤดูร้อน’ถล่มพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย ‘ธรรมนัส’สั่ง‘กรมการข้าว’และหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯเร่งเยียวยาโดยด่วน

13 เมษายน 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้กรมการข้าว พร้อมด้วยหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าไปตรวจสอบ หากพบว่าพื้นที่ทางการเกษตรใดได้รับความเสียหาย ให้เร่งให้การช่วยเหลือเกษตรที่ได้รับผลกระทบเป็นการด่วน จากเหตุการณ์พายุฤดูร้อนที่เกิดขึ้นเมื่อคืน (12 เม.ย. 2567) ที่ผ่านมา ใน จ.ลำปาง ที่ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง ตลอดจนเกิดน้ำท่วมขังเนื่องจากระบายไม่ทันบนถนนหลายสายในเขตตัวเมืองลำปาง อีกทั้งยังส่งผลให้พื้นที่ทางเกษตรได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปางที่เป็นหน่วยงานในระดับภูมิภาคของกรมการข้าวก็ได้รับผลกระทบจากเหตุพายุครั้งนี้ด้วยเช่นกัน โดยบ้านพักเจ้าหน้าที่ได้รับความเสียหาย โดยหลังคาปลิวหายถึง 4 หลัง หลังคาโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ปลิวจากแรงลมจนได้รับความเสียหาย อีกทั้งหลังคาอาคารอำนวยการได้รับความเสียหายด้วยเช่นกัน รวมไปถึงป้ายหน้าศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปลิวเสียหายและเสาไฟฟ้าบริเวณหน้าโรงงานหักโค่นล้มลงมา

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงได้เร่งสั่งการให้ กองเมล็ดพันธุ์ข้าว กองวิจัยและพัฒนาข้าว ตลอดจน ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และศูนย์วิจัยข้าวในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง เร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประสานความร่วมมือกับสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ​เพื่อหาทางบรรเทาความเดือดร้อน ตลอดจนเป็นขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

ในส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง ได้มอบหมายให้กองเมล็ดพันธุ์ข้าว เร่งแก้ไข ซ่อมแซม  ปรับปรุงในส่วนที่ได้รับความเสียหายโดยด่วน

รัฐบาลขับเคลื่อนภาคเกษตรผ่าน 9 นโยบายสำคัญ เดินหน้ายกระดับเพิ่มรายได้ 3 เท่า ใน 4 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798800

รัฐบาลขับเคลื่อนภาคเกษตรผ่าน 9 นโยบายสำคัญ เดินหน้ายกระดับเพิ่มรายได้ 3 เท่า ใน 4 ปี

รัฐบาลขับเคลื่อนภาคเกษตรผ่าน 9 นโยบายสำคัญ เดินหน้ายกระดับเพิ่มรายได้ 3 เท่า ใน 4 ปี

วันศุกร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2567, 10.15 น.

รัฐบาลขับเคลื่อนภาคเกษตรผ่าน 9 นโยบายสำคัญ เดินหน้ายกระดับเพิ่มรายได้ 3 เท่า ใน 4 ปี

12 เมษายน 2567 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agriculture and Food Hub) ตามวิสัยทัศน์ 1 ใน 8 IGNITE THAILAND จุดพลัง รวมใจ ไทยต้องเป็นหนึ่ง ของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมประกาศเป้าหมายผลักดันฐานรากเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ในด้านการเกษตร และด้านอาหาร และยกระดับการเพิ่มรายได้กับเกษตรกร 3 เท่า ภายใน 4 ปี

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อน IGNITE THAILAND “จุดประกายเกษตรไทย สู่ศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารของโลก” ว่ารัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนด้วย 9 นโยบายสำคัญ ได้แก่ 1. การจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกร 2. การจัดทำข้อมูลเกษตรกร แปลงเกษตรกรในระบบดิจิทัล และการประกันภัยพืชผล 3. การส่งเสริมฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน 4. การบริหารจัดการน้ำ 5. การผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง 6. การส่งเสริมให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็ง 7. การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร 8. การเปลี่ยนแปลงสภาวะสิ่งแวดล้อม และ 9. การทำงานและการวิจัยภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมาย ในการสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรเป็น 3 เท่า ใน 4 ปี หรือภายในปี 2570 

รัฐบาลมีเป้าหมาย 2 ส่วน ได้แก่ เป้าหมายด้านการเกษตร และเป้าหมายด้านอาหาร ซึ่งเป็นฐานรากเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ สำหรับเป้าหมายด้านการเกษตร คือ รัฐบาลต้องการเพิ่มรายได้สุทธิให้กับเกษตรกรเป็น 3 เท่า ใน 4 ปี ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากไทยมีศักยภาพและความอุดมสมบูรณ์ ที่เป็นข้อได้เปรียบ อีกทั้งด้านภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับการผลิตสินค้าเกษตรหลากหลายชนิดและให้ผลผลิตตลอดทั้งปีอีกด้วย ซึ่งเห็นได้จากผลสำเร็จที่ผ่านมา จากสินค้าเกษตรที่ราคาดี เช่น ยางพารา และข้าว ส่วนเป้าหมายด้านอาหาร รัฐบาลเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในศักยภาพอย่างเต็มที่ เนื่องจากประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งวัตถุดิบสินค้าการเกษตรที่ดีเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ อาหารขึ้นชื่อมี Story ที่จะยกระดับได้อีกมากมายหลายชนิด อาทิ ร่วมกับ Michelin Guide และการขยายตัวของร้านอาหารไทยไปทั่วโลก รวมทั้งต่อยอดอาหารผ่านนวัตกรรม เจาะกลุ่มผู้บริโภค และการขยายตลาดใหม่ ๆ

“นายกรัฐมนตรี กำหนดวิสัยทัศน์ และกรอบเป้าหมาย การพัฒนาประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารโลก เป็นไปตามศักยภาพด้านการผลิตสินค้าประเภทอาหารของไทย รวมทั้งรัฐบาลมุ่งหวังเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และรายได้ให้กับเกษตรกรไทย พร้อมกับ ยกระดับคุณภาพอาหารไทย ด้วยการนำเสนอวัตถุดิบที่มีมาตรฐาน มีเอกลักษณ์ของไทย ดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ ด้วยความมุ่งหวังว่าจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคส่วนอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย” นายชัย กล่าว

ชาวสวนยางได้เฮ เกษตรฯเผยข้อมูล ยางพาราราคาพุ่ง ชี้นโยบายถูกทาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798555

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวถึงสถานการณ์ราคายางพาราในปัจจุบัน ว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น ถ้าเปรียบเทียบราคาเฉลี่ยระหว่างเดือนกันยายนปี 2566 กับ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2567 ชนิดยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 ขยับขึ้นไปแตะกิโลกรัมละ 74 บาท จากเดิมปี 2566 อยู่ที่กิโลกรัมละ 51 บาท ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคากิโลกรัมละ 70 บาท จากเดิมกิโลกรัมละ 49 บาท ขณะที่น้ำยางสด(DRC 100%) และ ยางก้อนถ้วย (DRC 100%) ได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคายางในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนปัจจัยสนับสนุนจากภาครัฐภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง รวมทั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ที่กำกับดูแล ได้วางมาตรการปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยจัดตั้งทีมสายลับยางรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกร ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น และความต้องการใช้ยางมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ ล้อรถยนต์ และรถไฟฟ้า ถุงมือยางและผลิตภัณฑ์ยางทางการแพทย์

ทั้งนี้ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ว่า ปี 2567 GDP โลกขยายตัวร้อยละ 2.7 ขณะที่ผลผลิตยางพาราหลายพื้นที่มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากต้นยางพาราเริ่มผลัดใบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้อุปทานยางในตลาดลดลงส่งผลบวกต่อราคายางมีราคาสูงขึ้น

กยท.เจ้าภาพจัดประชุมIRC โชว์งานวิจัย-นวัตกรรมยางพารา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798556

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการยางระหว่างประเทศ (IRC) ภายใต้แนวคิด “จุดประกายเสริมสร้างนวัตกรรมยางพารามุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศของสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (International Rubber Research and Development Board: IRRDB) ซึ่งเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาจากสถาบันวิจัยยางธรรมชาติในประเทศที่ผลิตยางธรรมชาติ ปัจจุบันมีสมาชิก 19 ประเทศ (บังกลาเทศ บราซิล กัมพูชา แคเมอรูน จีน โกตดิวัวร์ ฝรั่งเศส กัวเตมาลา อินเดีย อินโดนีเซีย ไลบีเรีย มาเลเซีย เมียนมา ไนจีเรีย ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา เวียดนาม และไทย) โดยนักวิจัยจะนำเสนอผลงานทางวิชาการ งานวิจัย และร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น ประสบการณ์ ถือเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงงานวิจัยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมยางที่ยั่งยืน สามารถขับเคลื่อนวงการยางพาราทั้งระบบให้พร้อมรับมือกับความท้าทายที่กำลังเผชิญและในอนาคตได้

นายณกรณ์ กล่าวต่อว่า ปีนี้มีงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นไฮไลท์ สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานที่น่าสนใจ ได้แก่ โมเดลระบบกรีดยางที่มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต การจัดการความยั่งยืนจากเกษตรกรรายย่อยที่ประสบความสำเร็จ นวัตกรรม
ในการบริหารความเสี่ยง เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร การผลิตพลังงานทางเลือกจากยางธรรมชาติ และการวิจัยด้านคุณสมบัติถุงมือยางธรรมชาติที่ไร้โปรตีน ซึ่งชิ้นงานเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอด เพื่อยกระดับยางพาราตามมาตรฐานสากล นำไปสู่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อไป ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ลงพื้นที่เรียนรู้ ศึกษากระบวนการรวบรวมผลผลิตและการส่งน้ำยางขายให้พ่อค้าคนกลางของกลุ่มเกษตรกรทำสวนยางพาราบางบุตร จ.ระยอง และกระบวนการผลิตแผ่นรมควัน (RSS) ของสหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จ.ชลบุรี

“เวทีนี้ จะสร้างเครือข่ายความร่วมมือของผู้เกี่ยวข้องในวงการยาง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำจนถึงปลายน้ำทุกความคิดเห็น และมุมมองที่หลากหลาย จะนำไปสู่การกำหนดแนวทางร่วมกัน เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมยางให้เกิดความยั่งยืนทั้งด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งประโยชน์ที่จะเกิดกับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย นำไปสู่การพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม” นายณกรณ์ กล่าว

‘อภัย’ติดตามความก้าวหน้า ข้อสั่งการของรมว.เกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798557

‘อภัย’ติดตามความก้าวหน้า  ข้อสั่งการของรมว.เกษตรฯ

‘อภัย’ติดตามความก้าวหน้า ข้อสั่งการของรมว.เกษตรฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ติดตาม : นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมติดตามความก้าวหน้าตามประเด็นข้อสั่งการของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ในภารกิจตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ซึ่งมี 55 ข้อสั่งการ และมีข้อเสนอแนะกำหนดช่วงเวลาที่คาดว่าผลการดำเนินการจะแล้วเสร็จในแต่ข้อสั่งการ

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าตามประเด็นข้อสั่งการของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ และ รมช.เกษตรฯ ในภารกิจการลงพื้นที่ตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ร่วมกับนายชัยวัฒน์ โยธคล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ที่ห้องประชุมสำนักตรวจราชการ 1403 และผ่านระบบ Zoom Meeting

สำหรับกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันมีข้อสั่งการจาก รมว.เกษตรฯ และ รมช.เกษตรฯ จากการลงพื้นที่ตรวจราชการ โดยมีข้อสั่งการ 55 ข้อสั่งการ มีการรายงานความก้าวหน้าตามข้อสั่งการแล้ว 65 รายงาน ทั้งนี้ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ข้อเสนอแนะในที่ประชุมคือ ควรกำหนดช่วงเวลาที่คาดว่าผลการดำเนินการจะแล้วเสร็จในแต่ข้อสั่งการ เพื่อเป็นแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณต่อไป

ผู้ช่วยฯจัดอบรมการขึ้นทะเบียนGI

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798554

วันพฤหัสบดี ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดการฝึกอบรม หลักสูตร “การขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น” โดยมี

ผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ โรงแรมทองธารินทร์ อ.เมือง จ.สุรินทร์ สำหรับการฝึกอบรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการขอขึ้นทะเบียนสินค้าเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และการตลาดสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นให้กับเกษตรกร และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ รวมถึงนำความรู้ไปใช้ในการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สินค้าโคขุนสุรินทร์วากิว และไก่ย่างไม้มะดันห้วยทับทัน ที่ส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่า และสามารถต่อยอดด้านการตลาดได้

“กรมปศุสัตว์ มุ่งมั่นดำเนินภารกิจพัฒนาด้านปศุสัตว์ให้มีการบริหารจัดการที่ดีไปจนถึงแปรรูปปศุสัตว์ ให้สามารถจำหน่ายสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงตามนโยบายรัฐบาลตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SustainableDevelopment Goals : SDGs) ซึ่งการฝึกอบรมหลักสูตรดังกล่าว จะสามารถพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และเกษตรกรให้มีความรู้ความเข้าใจเพื่อเตรียมความพร้อมในการขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในพื้นที่ของตนเอง รวมถึงยกระดับสินค้าให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพ และคุณลักษณะพิเศษของสินค้าที่แตกต่างจากแหล่งอื่นให้เกิดการต่อยอดสู่ตลาดสากลต่อไป”นายคุณากร กล่าว

นอกจากนี้ นายคุณากร ได้ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานการควบคุมเคลื่อนย้ายสัตว์เพื่อการส่งออก ที่ด่านกักกันสัตว์สุรินทร์ และสำรวจพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งจะมีการจัดศูนย์ฝึกและพัฒนาราษฎรไทยบริเวณชายแดนสุรินทร์ ตลาดอาเซียนช่องจอม และจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม รวมถึงตรวจเยี่ยมจุดตรวจร่วมบูรณาการสินค้าเกษตรสำหรับจัดโครงการสุรินทร์โมเดล (Surin Model) ครั้งที่ 3