‘อภัย’ประธานการประชุม ยกระดับMR.สินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799445

วันพุธ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนภารกิจ ยกระดับ MR. สินค้าเกษตรครั้งที่ 1/2567 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ห้องประชุม 2 ชั้น 3 อาคารนวัตกรรม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และผ่านระบบ Zoom Meeting โดยมีเรื่องที่สำคัญในที่ประชุม ดังนี้ 1.ร่างคำสั่งมอบหมายผู้รับผิดชอบรายสินค้า (MR. สินค้าเกษตร) และหน้าที่ความรับผิดชอบ และร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานภายใต้ MR. สินค้าเกษตร

2.ร่างคำสั่งมอบหมายผู้รับผิดชอบรายสินค้า (MR. สินค้าเกษตร) ภาคเอกชน และ 3.แนวทางการขับเคลื่อนภารกิจ MR. สินค้าเกษตร

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้ MR. สินค้าเกษตร ส่งรายงานประจำเดือนทุกวันที่ 15 เพื่อให้ฝ่ายเลขานุการฯ รวบรวมเสนอต่อคณะคณะกรรมการฯผู้บริหาร และ รมว.เกษตรฯ ต่อไป

ที่ปรึกษาฯลงพื้นที่ ติดตามการบริหาร อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ใช้อุปโภค-บริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799440

วันพุธ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานการบริหารจัดน้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ พร้อมด้วยนายวุฒิพงศ์ เนียมหอม ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ที่อ่างเก็บน้ำห้วยแก้วบ้านสร้างบก ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ โดยมีนางชนมณี บุตรวงษ์ ผู้ประสานงาน รมว.เกษตรฯ จ.สุรินทร์ นายทินกร เสงี่ยมศักดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 5 โครงการชลประทานสุรินทร์ และส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ต้อนรับ

ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 2508 สร้างขึ้นกั้นลำห้วยแก้ว ปัจจุบันได้ใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค (บริการน้ำประปา) และการเกษตร ปลูกข้าวใช้ประโยชน์ในการเกษตร และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนในพื้นที่ น้ำต้นทุนใช้เป็นแหล่งผลิตน้ำประปาสำหรับให้บริการในพื้นที่ อ.รัตนบุรี อ.สนม และ อ.โนนนารายณ์ มีพื้นที่รับน้ำฝน 62.50 ตารางกิโลเมตร ความจุ ที่ระดับเก็บกัก 4.92 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ความจุของอ่างฯ ที่ระดับน้ำสูงสุด 5.7 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เฉลี่ย 12.3 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ทั้งนี้ ปริมาณน้ำปัจจุบัน 2.4 ล้าน ลบ.ม. (ความจุ 49.62%)

สำหรับปัญหาที่พบในปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตชลประทานราษฎรประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค จึงต้องรีบดำเนินการขุดลอกอ่างเก็บน้ำเพื่อให้น้ำสามารถไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำห้วยแก้วได้สะดวก และกักเก็บน้ำได้ในปริมาณมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง

‘ธรรมนัส’สั่งส.ป.ก.ตรวจสอบที่ดินฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799444

วันพุธ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงนามคำสั่งด่วน ถึงเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) เรื่อง นโยบายการดำเนินการบริเวณเขตพื้นที่กันชน (Buffer Zone) กับเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารจัดการพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน เหมาะสมตามหลักนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และบริบทความจริงของสังคมในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบนโยบายและขอให้ ส.ป.ก.ดำเนินการตามหน้าที่อำนาจโดยเคร่งครัด ดังนี้ 1.ตรวจสอบการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินบริเวณพื้นที่ตามแนวเขตปฏิรูปที่ดินที่ติดต่อกับเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และพื้นที่ต่อเนื่อง ว่าเป็นการจัดที่ดินโดยผิดกฎหมายหรือไม่ หรือจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือยังมีที่ดินที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดให้แก่เกษตรกรแต่อย่างใด 2.จัดทำพื้นที่กันชน (Buffer Zone) ระหว่างพื้นที่ ส.ป.ก.พื้นที่อุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยกันพื้นที่ดังกล่าวให้จัดทำเป็นป่าในเขตปฏิรูปที่ดิน

3.ตรวจสอบการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินบริเวณรอยต่อกับพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบที่ดินของรัฐอื่นๆ ว่ามีกรณีจัดที่ดินโดยผิดกฎหมายหรือไม่ หรือจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หรือยังมีที่ดินที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดให้แก่เกษตรกรแต่อย่างใด หากพบว่าการจัดที่ดินดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ดำเนินการตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องโดยเคร่งครัด และ 4.เตรียมการสำรวจพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการจัดสรร หรือที่ดินว่างเปล่ารองรับเกษตรกรกลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่ไม่มีที่ดินทำกิน โดยให้จัดสรรที่ดินให้กับกลุ่มเหล่านี้ตามระเบียบ ส.ป.ก.ต่อไป โดยให้ยึดถือตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

ผู้เลี้ยงหมูรายย่อย เผยหมูกระทบแล้งหนัก เสียหายสูงแนวโน้มราคาเป็นไปตามกลไกตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799478

ผู้เลี้ยงหมูรายย่อย เผยหมูกระทบแล้งหนัก เสียหายสูงแนวโน้มราคาเป็นไปตามกลไกตลาด

ผู้เลี้ยงหมูรายย่อย เผยหมูกระทบแล้งหนัก เสียหายสูงแนวโน้มราคาเป็นไปตามกลไกตลาด

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2567, 20.13 น.

ผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย ชี้ฤดูร้อน-ภาวะแล้ง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ เกษตรกรตัดสินใจเข้าเลี้ยงสุกรลดลง เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราเสียหาย คาดปริมาณหมูออกสู่ตลาดน้อยลง ทิศทางราคามีแนวโน้มปรับขึ้นตามกลไกตลาด

16 เม.ย.67 นายสินธุ ปัญญาศักดิ์ สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรเชียงใหม่-ลำพูน อ.เมือง จ.ลำพูน เปิดเผยว่า ขณะนี้สภาพอากาศที่ร้อนมาก และมีแนวโน้มที่อุณหภูมิจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้เลี้ยงสุกรส่วนใหญ่ไม่มั่นใจในการนำสุกรเข้าเลี้ยง จึงลดความเสี่ยงด้วยการลดปริมาณสุกรเข้าเลี้ยง โดยเลี้ยงให้บางลง  เพื่อป้องกันปัญหาอากาศร้อน ที่กระทบตัวสัตว์ทำให้เครียดง่าย กินอาหารน้อยลง ส่งผลให้การเติบโตช้า ขณะเดียวกัน สัตว์อ่อนแอและเจ็บป่วยง่ายกว่าปกติ และการติดเชื้อโรคเกิดขึ้นง่าย เนื่องจากภูมิคุ้มกันลดต่ำลง

นอกจากนี้ เกษตรกรยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำจากภาวะแล้ง ปริมาณน้ำไม่เพียงพอในการเลี้ยงสุกร และคุณภาพน้ำไม่สะอาด เสี่ยงกระทบสุขภาพสุกร มีโอกาสเกิดโรคท้องร่วง ผู้เลี้ยงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพสัตว์เป็นพิเศษ ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจากการจัดเตรียมน้ำให้เพียงพอและการปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนนำไปใช้ ขณะเดียวกัน โรคท้องร่วงติดต่อในสุกร หรือโรค PED ที่พบมากในช่วงฤดูกาลนี้ ยังเป็นอีกปัญหาที่สร้างความเสียหายค่อนข้างมาก

“ปัจจุบันผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยทั่วประเทศ เหลือเพียง 50,000 กว่าราย จากที่เคยมีถึงกว่า 200,000 ราย จากปัญหาโรคในสุกรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซ้ำยังได้รับผลกระทบจากราคาสุกรตกต่ำ จากกรณีหมูเถื่อนที่แอบลักลอบนำเข้ามาดัมพ์ตลาดในประเทศ ที่ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังอยู่ในขณะนี้ เมื่อมีปัญหาร้อนแล้งและโรคสุกรเข้ามาสมทบ ทำให้การสูญเสียในฟาร์มสูงถึง 30-40% ผลผลิตสุกรมีปริมาณลดลง และยังต้องมีภาระในการซื้อน้ำใช้อีก จึงต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น สวนทางการราคาขายสุกรหน้าฟาร์ม จนเกษตรกรหลายรายมีความคิดที่จะหยุดเลี้ยงเพื่อรอดูสถานการณ์ ซึ่งจะกระทบกับปริมาณสุกรที่ออกสู่ตลาดอย่างแน่นอน” นายสินธุ กล่าว

และว่าการที่ผู้เลี้ยงสุกรเลี้ยงแบบไม่เต็มประสิทธิภาพ จากการลดจำนวนการเลี้ยง ทำให้ปริมาณสุกรขุนลดลง  จะส่งผลให้ราคาอาจปรับสูงขึ้นบ้างจากเหตุผลข้างต้น  ซึ่งการปล่อยราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาด ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญของผู้เลี้ยง เพื่อให้ยังคงยืนหยัดเลี้ยงสุกรต่อไป และมั่นใจว่าจะสามารถขายสุกรได้ในราคาตามอุปสงค์อุปทานที่แท้จริง ไม่ต้องเผชิญภาวะขาดทุนสะสมดังเช่นที่ผ่านมา

‘ไชยา’ลุยตรวจหนองบัวลำภู ช่วยบรรเทาปัญหาเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799302

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่โรงเรียนบ้านหนองลุมพุก ต.หนองเรือ อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู โดยมีหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ปลัดจังหวัดหนองบัวลำภู นายอำเภอโนนสัง ผู้นำส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้อนรับ สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากวาตภัยและปัญหาความเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู และมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุวาตภัยในพื้นที่ ต.หนองเรือ รวม 12 หมู่บ้าน 187 หลัง วัด 1 แห่ง ถนน 1 แห่งโรงเรียน 1 แห่ง ระบบไฟฟ้า ศาลาประชาคม 1 แห่งและ ต.โคกม่วง 69 ครัวเรือน ยุ้งข้าว 1 แห่งถนน 1 แห่ง อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู รวม 200 ชุด

นอกจากนี้ หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู ได้นำศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช มาออกหน่วยให้บริการในพื้นที่ด้วย

เกษตรฯเลือกจ.ลำพูน นำร่องแก้ปัญหาด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799304

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายนวนิตย์ พลเคน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 1/2567 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบกิจกรรม/การดำเนินงานในพื้นที่เป้าหมายโครงการ “นำร่อง” การแก้ไขปัญหาทางด้านการเกษตรโดยน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ในพื้นที่ที่ได้รับคัดเลือกปี 2567 ประกอบด้วย 1.การพัฒนาอาชีพและยกระดับรายได้ภาคการเกษตรเพื่อลดผลกระทบหมอกควันไฟป่า (ในพื้นที่หมู่ 1-4) ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน ประกอบด้วย 6 กิจกรรมคือกิจกรรมที่ 1 ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาอย่างยั่งยืนกิจกรรมที่ 2 ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ประโยชน์จากไผ่อย่างยั่งยืนกิจกรรมที่ 3 การสร้างอาหารเป็นตู้เย็นหลังบ้านแบบผสมผสานภายใต้ชุมชนก้อโมเดล กิจกรรมที่ 4 การพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพกิจกรรมที่ 5 ขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริการวิจัยและพัฒนาการผลิตกล้วยไม้และกิจกรรมที่ 6การติดตาม/ประเมินผลการดำเนินงาน และ 2.การส่งเสริม/ปรับเปลี่ยนอาชีพและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต(บ้านหนองกระทิง) ต.ท่ากระดาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ประกอบด้วย 3 กิจกรรม คือกิจกรรมที่ 1การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคการเกษตร กิจกรรมที่ 2 การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ และกิจกรรมที่ 3 การสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่

สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่เป้าหมาย ประกอบด้วย 1.เป็นพื้นที่ที่ประชาชน/ชุมชนมีการประกอบอาชีพทำการเกษตรเป็นหลัก (ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80) 2.เป็นพื้นที่เป้าหมายโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหรือโครงการต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 3.ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบ/สร้างความเสียหายในวงกว้างทั้งต่อการดำเนินชีวิตการประกอบอาชีพและสุขอนามัยของประชาชนตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ 4.ข้อเสนอโครงการ/กิจกรรมมีลักษณะเป็นการนำร่องการดำเนินการเพื่อสร้างให้เกิดชุมชนต้นแบบการพัฒนาและมีความยั่งยืนเพื่อนำไปขยายผล/ความสำเร็จไปสู่ชุมชนรอบข้าง

ทั้งนี้ พื้นที่เป้าหมายของ จ.ลำพูน เป็นหมู่บ้านที่ประสบปัญหาไฟป่ามากที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งเกษตรกรร้อยละ 90 ปลูกข้าวโพดเนื่องจากไม่มีอาชีพทางเลือกไม่มีองค์ความรู้และขาดน้ำเพื่อทำการเกษตรซึ่งการเป็นพื้นที่นำร่องจะทำให้เกษตรกรมีอาชีพทางเลือกที่สร้างรายได้ที่มั่นคงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเกษตรกรไม่เข้าไปหาของป่าและไม่เผาป่าและสร้างต้นแบบการเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

‘ธรรมนัส’ร่วมงาน ปอยข้าวสาลีล้านนา ถ่ายทอดองค์ความรู้ หนุนการสร้างอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799309

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี ปอยข้าวสาลีล้านนา ครั้งที่ 4 โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง จ.เชียงใหม่ สำหรับงานดังกล่าว จัดโดยศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง กรมการข้าว เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์ธัญพืชเมืองหนาว ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโอ๊ต รวมถึงการสาธิตเทคโนโลยีกระบวนการผลิต และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากธัญพืชเมืองหนาวไทยเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น ตามนโยบายรัฐบาลด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบรางวัลกิจกรรมประกวดภาพถ่าย แชะ แชร์ เช็คอิน ณ ทุ่งธัญพืชเมืองหนาว และกิจกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากแป้งข้าวสาลีสายพันธุ์ไทย

“กระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ในการส่งเสริมการสร้างโอกาส สร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสม ในส่วนของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่สูง ได้มีการหารือร่วมกับกรมการข้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการขยายพันธุ์เมล็ดข้าว รวมถึงส่งเสริมการปลูกข้าวสาลีให้แก่เกษตรกรเนื่องจากเป็นพืชที่ใช้พื้นที่น้อย ให้ผลผลิตต่อไร่และราคาผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการเพิ่มรายได้เกษตรกร 3 เท่า ทดแทนการปลูกพืชอื่นที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลตอบแทนไม่คุ้มทุน” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ไทย-ศรีลังการ่วมมือด้านการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799301

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศ และนายอาทิตย์ ประสาทกุล อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคลัมโบ เข้าพบ H.E. Mr. Mahinda Amaraweera (มหินทา อมราวีระ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและอุตสาหกรรมการเพาะปลูก ศรีลังกา ในโอกาสการเข้าร่วมการประชุมสมัชชาองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 37

นายอนุชา กล่าวว่า H.E. Mr.Mahinda Amaraweera แสดงความชื่นชมศักยภาพด้านเกษตรของประเทศไทย โดยศรีลังกา ขอให้ประเทศไทยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีทางเกษตร ประมง และปศุสัตว์ รวมถึงการเปิดตลาดสินค้าเกษตรของศรีลังกา โดยไทยพร้อมสนับสนุนด้านวิชาการและเทคโนโลยีทางเกษตร ประมง และปศุสัตว์ ให้แก่ศรีลังกา รวมถึงการส่งเสริมให้เอกชนของไทยร่วมลงทุนด้านเทคโนโลยีเกษตรและอาหารและการแปรรูปสินค้าเกษตรในศรีลังกา

นายอนุชากล่าวต่อว่า ตามที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้เยือนศรีลังกา ก่อนหน้านี้ซึ่งทางศรีลังกาได้ขอให้ประเทศไทยช่วยเหลือด้านการพัฒนาเทคโนโลยีทางเกษตรและประมง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ยินดีอย่างยิ่งที่จะให้ความช่วยเหลือและเห็นควรรื้อฟื้นความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน ภายใต้บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรโดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่าย หารือในรายละเอียด และเดินหน้าความร่วมมือภายหลังการลงนาม FTA ไทย-ศรีลังกา อย่างเป็นรูปธรรมร่วมกันต่อไป

ปลัดฯร่วมมือญี่ปุ่นหนุนใช้เทคโนโลยีฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799170

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือกับนายฮากิวาระ ฮิเดคิ รองอธิบดีกรมการส่งออกและความ ร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านวิชาการและการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมโครงการความร่วมมือด้านเกษตรอัจฉริยะ

นายประยูรกล่าวว่า ฝ่ายไทยได้ขอให้ฝ่ายญี่ปุ่นพิจารณาสนับสนุนการดำเนินโครงการความร่วมมือด้านการเสริมสร้างคุณภาพผลิตภัณฑ์นมและการตรวจสอบย้อนกลับ โครงการความร่วมมือด้านการเสริมสร้างประสิทธิภาพการผลิตผลิตภัณฑ์นมและการจัดการห่วงโซ่อุปทานด้วยเทคโนโลยี รวมทั้งความร่วมมือด้านการพัฒนาพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ตามความต้องการของเกษตรกรนอกจากนี้ความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนสถานะการเปิดตลาดสินค้าเกษตรระหว่างกัน โดยเห็นควรหารือในการประชุมคณะอนุกรรมการร่วมฯ และการประชุมคณอนุกรรมการพิเศษร่วมฯ ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement: JTEPA) ครั้งที่ 14 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมในปีนี้

สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตร ประเทศญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 2 ของไทย โดยมีสัดส่วนการส่งออกไปญี่ปุ่นร้อยละ 10.07 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปโลก โดยในปี 2564 ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นเป็นมูลค่า 146,717 ล้านบาท และในปี 2565 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 170,235 ล้านบาท ในส่วนของสินค้าที่ส่งออก 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ไก่ชนิดแกลลัสโดเมสติกัสปรุงแต่ง 2.ชิ้นเนื้อและเครื่องในที่บริโภคได้ของไก่ชนิดแกลลัสโดเมสติกัส แช่แข็ง 3.อาหารสุนัขหรือแมวสำหรับขายปลีก 4.ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ค และปลาโบนิโต ปรุงแต่ง และ 5.ยางธรรมชาติที่กำหนดไว้ในทางเทคนิค

กรมชลฯคุมเข้มใช้น้ำ เน้นย้ำให้มีเพียงพออุปโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799171

วันจันทร์ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 52,892 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 68% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 27,951 ล้าน ลบ.ม. (53% ของความจุอ่างฯรวมกัน) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 14,453 ล้าน ลบ.ม. (58% ของความจุอ่างฯรวมกัน) ปริมาณน้ำใช้การได้ 7,757ล้าน ลบ.ม. (43% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) จนถึงขณะนี้ทั้งประเทศมีการใช้น้ำไปแล้วกว่า 14,298 ล้าน ลบ.ม. (57%) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 5,188 ล้าน ลบ.ม. (60%)

ด้านสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปรัง ทั้งประเทศมีการทำนาปรังไปแล้วประมาณ 8.47 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 146 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการทำนาปรังไปแล้วประมาณ 5.68ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 188 ของแผนฯ สำหรับสถานการณ์ค่าความเค็มยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ แต่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากยังคงมีน้ำทะเลหนุนในบางช่วง

ทั้งนี้ การเพาะปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลง เนื่องจากเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวนาปรังรอบแรก เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จึงให้โครงการชลประทานในพื้นที่ปรับลดการรับน้ำเข้าพื้นที่ พร้อมรณรงค์ขอความร่วมมือเกษตรกรไม่ทำนาปรังรอบ 2 และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด เป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอใช้ต่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้า