‘อนุชา’หารือCFS ด้านความร่วมมือ ความมั่นคงอาหาร แก้ปัญหาอดอยาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801799

วันอังคาร ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ หารือความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารกับ H.E. Ms Nosipho JEZILE (โนซิโฟ เจซิลเล) ประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก(Committee on World FoodSecurity : CFS) ที่ประเทศศรีลังกา โดย นายอนุชากล่าวว่า ประธาน CFS มีความกังวลว่า ทาง CFS ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และคำแนะนำในหัวข้อความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการในระดับโลก (Global policies,recommendations and guidance) แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ หากดูจำนวนคนอดอยากหิวโหยที่มีเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องท้าทายในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2030 จึงขอให้ประเทศสมาชิกรวมถึงประเทศไทยสนับสนุนแนวทางและคำแนะนำของ CFS นำไปปฏิบัติ และ CFS ยินดีให้ความร่วมมือและช่วยเหลือและให้คำแนะนำแก่ประเทศไทยต่อไป

นอกจากนี้ นายอนุชา ยังชื่นชมความพยายามของ CFS ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อมนุษยชาติให้มีความมั่นคงทางอาหาร มีโภชนาการที่ดี และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยไทยขอสนับสนุนพร้อมทำงานร่วมกับ CFS อย่างต่อเนื่อง และเป็นโอกาสดีที่ตอนนี้ ผู้แทนถาวรไทยประจำ FAO ทำหน้าที่ใน CFS Bureaumember (คณะกรรมการบริหารของ CFS) ร่วมกับจีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ซึ่งสามารถช่วยสนับสนุน CFS ได้เต็มที่ และเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าไทยสามารถปรับใช้ข้อเสนอแนะและแนวปฏิบัติของ CFS ได้ ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันต่อไป

‘ไชยา’ลั่นไม่เสียใจหลุดครม. ฝากรบ.ให้ความสำคัญพื้นที่อีสานคะแนนเสียงใหญ่พรรคเพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801791

'ไชยา'ลั่นไม่เสียใจหลุดครม. ฝากรบ.ให้ความสำคัญพื้นที่อีสานคะแนนเสียงใหญ่พรรคเพื่อไทย

‘ไชยา’ลั่นไม่เสียใจหลุดครม. ฝากรบ.ให้ความสำคัญพื้นที่อีสานคะแนนเสียงใหญ่พรรคเพื่อไทย

วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2567, 17.12 น.

‘ไชยา’ลั่นไม่เสียใจหลุด ครม. ฝากรัฐบาลให้ความสำคัญพื้นที่อีสาน เพราะถือเป็นคะแนนเสียงใหญ่พรรคเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2567 นายไชยา พรหมา สส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย (พท.) และอดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหลุดโผ ครม.เศรษฐา 1/1ว่า เป็นเรื่องปกติของวิถีทางนักการเมือง จะบอกว่าไม่เสียใจก็คงไม่ได้ แต่เสียดายเวลาและโอกาส ตนเป็น สส.มา 30 กว่าปี 9 สมัยจากการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่มีความยากลำบาก หนีชีวิตต่างจังหวัดมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ โดยตนคิดว่า ช่วงโอกาสหนึ่งที่ได้เป็นรัฐมนตรี อยากจะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหา ให้คนไม่ต้องอพยพจากอีสานมาอยู่เมืองหลวง มีการสร้างงาน มีระบบน้ำ พัฒนาอาชีพ แต่เสียดายว่า ตนทำหน้าที่รัฐมนตรีได้เพียง 7 เดือน ยังไม่ได้ขับเคลื่อนอะไรเลย 

“ผมต้องขอโทษพี่น้องชาวจังหวัดหนองบัวลำภู และพี่น้องภาคอีสาน ที่ส่งผมมาเป็นรัฐมนตรี แต่ไม่สามารถที่จะสานต่อโครงการที่เป็นความฝันของผมได้ ผมอยากจะเห็นพื้นที่ภาคอีสานอุดมไปด้วยชลประทานระบบท่อ การเชื่อมโยงการผันน้ำจากสายหนึ่งไปอีกสายหนึ่ง แก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง เมื่อโอกาสมีแค่นี้ ก็คงทำได้แค่นี้ จากนี้ไปเราก็ต้องทำหน้าที่ สส.ต่อไป” นายไชยา กล่าว

อย่างไรก็ตาม อยากฝากรัฐบาล ให้ความสำคัญกับพื้นที่ภาคอีสาน ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน หลายครั้งในการเลือกตั้งคนอีสานส่งให้พรรคเพื่อไทย มาเป็นรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกระทรวงสำคัญ ไม่มีคนของพรรคเพื่อไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’เปิดบ้านต้อนรับ’องค์กรวินร๊อค’ หารือแนะนำโครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคด้านนวัตกรรมการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801281

'อธิบดีกรมการข้าว'เปิดบ้านต้อนรับ'องค์กรวินร๊อค' หารือแนะนำโครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคด้านนวัตกรรมการเกษตร

‘อธิบดีกรมการข้าว’เปิดบ้านต้อนรับ’องค์กรวินร๊อค’ หารือแนะนำโครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคด้านนวัตกรรมการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.07 น.

อธิบดีกรมการข้าว เปิดบ้านต้อนรับ องค์กรวินร๊อค หารือแนะนำโครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคด้านนวัตกรรมการเกษตร (RAIN)

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 อธิบดีกรมการข้าวเห็นชอบให้องค์กรวินร็อค (Winrock International) เข้าเยี่ยมคารวะ เพื่อแนะนำโครงการความร่วมมือระหว่างภูมิภาคด้านนวัตกรรมการเกษตร (Thailand Regional Agriculture Innovation Network: RAIN) พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้าในการลงพื้นที่เพื่อสำรวจข้อมูลในพื้นที่เป้าหมายของโครงการ RAIN ในพื้นที่นาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน และ Smart Farmer โดยมีผู้แทนจากกองวิจัยและพัฒนาข้าว และสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าว เข้าร่วมการหารือดังกล่าว ณ ห้องประชุมใบธง ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

โครงการ RAIN ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture: USDA) โดยมีองค์กรวินร็อคเป็นหน่วยงานดำเนินโครงการ ในการส่งเสริมการนำนวัตกรรมด้านการเกษตรไปใช้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ขยายตลาดในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงนำร่องให้ประเทศไทยเป็นศูนย์รวมความรู้และประสบการณ์ ด้านเทคโนโลยีการเกษตรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ โครงการ RAIN มีแผนในการส่งเสริมการผลิต การตลาด และการจัดการสินค้าเกษตร จำนวน 6 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง มะพร้าวน้ำหอม ทุเรียน มังคุด และลำไย ในพื้นที่เป้าหมายนำร่อง 11 จังหวัดของประเทศไทย โดยเป็นแผนการส่งเสริมเทคโนโลยีการปลูกข้าวใน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย นครราชสีมา ขอนแก่น และชัยภูมิ ซึ่งจะมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ไปใช้ในการส่งเสริมการปลูกข้าวของเกษตรกร เช่น Ricebot ช่วยวิเคราะห์โรคพืชได้อย่างรวดเร็ว ปุ๋ยนาโน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จุลินทรีย์ ช่วยย่อยสลายตอซัง เป็นต้น โดยจะนำร่องในพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวที่ตรงตามความต้องการของตลาดและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

– 006

อ.ต.ก.จัดกิจกรรม ‘ผลไม้ออนทัวร์’ คัดสินค้าคุณภาพ ส่งถึงมือผู้บริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801186

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการอ.ต.ก.กล่าวว่า กิจกรรม ผลไม้ออนทัวร์ อ.ต.ก.ได้ดำเนินการขับเคลื่อนตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการสนับสนุน ส่งเสริม เพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าเกษตร และเปิดโอกาสให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกร นำผลผลิตคุณภาพทั้งผลไม้ทั้งสดและแปรรูปมาจัดจำหน่ายในช่วงที่มีผลผลิตกระจุกตัวออกสู่ตลาดจำนวนมาก และประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จัก สร้างโอกาสเรียนรู้การตลาด การบริหารจัด การวางแผนการผลิตให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

กิจกรรม “ผลไม้ออนทัวร์”จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ซึ่ง อ.ต.ก.มีแผนที่จะพาเกษตรกรออนทัวร์ใน กทม.ระหว่างเดือนมกราคม-กันยายน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพส่งเสริมสินค้าเกษตรคุณภาพ ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป ผัก ผลไม้สด ยืนพื้นไม้ผลเศรษฐกิจหลักตามฤดูกาล 7 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง มะม่วง ลิ้นจี่ และลำไย

อ.ต.ก.ขอเชิญลูกค้าทุกท่านอุดหนุนสินค้าจากเกษตรกรไทยร่วมชม ชิม ช้อป กันอย่างเพลิดเพลิน อาทิ ชมพู่น้ำดอกไม้ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมล่อน จ.สุพรรณบุรี ผลไม้อบแห้ง จ.พิจิตร มะยงชิด จ.นครนายก โกโก้ จ.อุทัยธานี และโปรโมชั่นพิเศษ เพียงกดไลค์ กดแชร์ อ.ต.ก.เดลิเวอรี่ http://www.facebook.com/ortorkordelivery รับคูปองเงินสดมูลค่า 50 บาท ใช้เป็นส่วนลด หรือซื้อสินค้า

รองปลัดฯร่วมผลักดัน นำงานวิจัยด้านเกษตรไปใช้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801187

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ครั้งที่ 3/2567 โดยมีนายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เป็นประธานฯ ซึ่งมีผลการประชุม อาทิ 1.ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงการอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานวิจัยโครงการ “นวัตกรรมอาหารไทยสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการบดเคี้ยวและการกลืนอาหารเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและการผลิตเชิงอุตสาหกรรม” โครงการย่อย เรื่อง “การพัฒนาอาหารปรับเนื้อสัมผัสที่เป็นชุดสำรับเพื่อสุขภาพตามมาตรฐาน Universal Design Food/ Smile Care Food และ National Dysphagia Diet สำหรับผู้ที่มีปัญหาการบดเคี้ยวและการกลืนอาหาร” จากเดิม 2 สูตร ได้แก่ ซุปไก่ผักรวม และซุปเห็ดนางฟ้าเสริมไข่ขาว เปลี่ยนแปลงเป็น 1 สูตร ได้แก่ ซุปไก่ผักรวมแก่ บริษัท ชู บลิส จำกัด โดยให้ใช้สิทธิแบบไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว (Non-Exclusive Licensing) ในการผลิตและจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ระยะ 5 ปี

2.ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานวิจัยโครงการ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเม็ดบีดส์ ฟักทองโดยใช้ไฮโดรคอลลอยด์ผสมเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในน้ำเต้าหู้พาสเจอไรซ์” แก่บริษัท อินทัชธนกร จำกัด โดยให้ใช้สิทธิแบบไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว (Non-Exclusive Licensing) ในการผลิตและจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดระยะเวลาอนุสิทธิบัตร 3.ที่ประชุมมีมติเห็นชอบโครงการ “พัฒนาระบบการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งพันธุ์เชียงใหม่ 1 และเชียงใหม่ 2 เพื่ออุตสาหกรรมแปรรูปในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน” เนื่องจากเป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขยายผลระบบการผลิตหัวพันธุ์ มันฝรั่งชั้นพันธุ์หลัก (G0) และพันธุ์ มันฝรั่งชั้นพันธุ์ขยาย (G1) ให้เครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เป็นการลดช่องว่างการพัฒนา ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายทั้งสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนได้ นำสู่การผลิตเป็นหัว พันธุ์ชั้นรับรอง (G2) ได้และสอดคล้องกับแนวทางการขยายพื้นที่ปลูกและเพิ่มผลผลิตมันฝรั่งภายในประเทศ ทดแทนการนำเข้า พร้อมร่วมกับ ภาคเอกชนขับเคลื่อนนโยบายตลาดนำการผลิตสินค้าเกษตรรายสินค้าของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

4.ที่ประชุมมีมติรับทราบการอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานวิจัยโครงการ “การพัฒนาวิธีตรวจหาเชื้อไฟโตพลาสมาสาเหตุโรคใบขาวของอ้อยในเชิงปริมาณด้วยเทคนิค Real-Time LAMP” แก่บริษัท มิตรผลวิจัย พัฒนาอ้อยและน้ำตาล จำกัด โดยให้ใช้สิทธิแบบไม่จำกัดแต่เพียงผู้เดียว (Non-Exclusive Licensing) ในการผลิตและจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ระยะเวลา 5 ปีโดยไม่มีค่าเปิดเผยเทคโนโลยี เป็นต้น

ผู้ช่วยฯหารือสภาเกษตร ปรับระบายน้ำสมุทรสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801188

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสภาเกษตรกร จ.สมุทรสงคราม และผู้บริหารท้องถิ่น โดยมี ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่สำนักงานสภาเกษตรกร จ.สมุทรสงครามเพื่อหารือแนวทางปรับเกณฑ์การควบคุมค่าความเค็มในการระบายน้ำท้ายเขื่อนแม่กลอง และควบคุมค่าความเค็มให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและประมงของ จ.สมุทรสงคราม ตลอดจนรักษาระบบนิเวศ รวมทั้งพิจารณาปรับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับการขึ้นลงของน้ำทะเล เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ค่าความเค็มอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถส่งน้ำให้กับทุกกิจกรรมตามแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี’66/67 ได้อย่างเต็มศักยภาพ

สำหรับข้อกังวลของเกษตรกรในเรื่องการเปลี่ยนจุดควบคุมค่าความเค็มที่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เป็นจุดควบคุมค่าความเค็มที่ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ซึ่งพื้นที่ใต้ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี จนถึงอ่าวไทย จ.สมุทรสงคราม มีพื้นที่เกษตรกรรม 106,483 ไร่ และพื้นที่ประมงน้ำจืด 8,125 ไร่ ทางสำนักงานชลประทานที่ 13 ได้มีหนังสือแจ้งมายังโครงการชลประทานสมุทรสงคราม เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ว่าได้ขอกรมชลประทาน ใช้จุดควบคุมค่าความเค็มแม่น้ำแม่กลองที่ อ.อัมพวา แล้วนั้น ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผอ.สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน ได้กล่าวยืนยันต่อที่ประชุมว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่แต่อย่างใด จุดควบคุมค่าความเค็มยังคงอยู่ที่ อ.อัมพวา เช่นเดิม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและประมงของ จ.สมุทรสงคราม

‘อนุชา’สืบสานวัฒนธรรมบ้านมโนรมย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801189

‘อนุชา’สืบสานวัฒนธรรมบ้านมโนรมย์

‘อนุชา’สืบสานวัฒนธรรมบ้านมโนรมย์

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สืบสาน : นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมเทศกาล “ฟื้นคืนภูมิบ้านมโนรมย์” ภายใต้แนวคิด “ยลวิถีปากน้ำคุ้งสำเภา เรื่องเล่าปลาเหนือเขื่อน เยือนแม่น้ำสองสี เสริมบารมีจากเทพกวนอู” ที่ อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท เพื่อสืบสาน อนุรักษ์และพัฒนาทุนวัฒนธรรมของ อ.มโนรมย์ ผ่านกลไกการมีส่วนร่วม

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานเทศกาล “ฟื้นคืนภูมิบ้านมโนรมย์”ภายใต้แนวคิด “ยลวิถีปากน้ำคุ้งสำเภา เรื่องเล่าปลาเหนือเขื่อน เยือนแม่น้ำสองสีเสริมบารมีจากเทพกวนอู” ที่ลานเรือสำเภาทอง ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท โดยมี นายนที มนตริวัตผวจ.ชัยนาท ผศ.ธงชัย เหลืองทองรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วม

สำหรับงานเทศกาล “ฟื้นคืนภูมิบ้านมโนรมย์” เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐคือ อำเภอ เทศบาล และ อบต.ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาคการศึกษา โรงเรียนในพื้นที่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพฟื้นฟูคุณค่าและมูลค่าทุนวัฒนธรรม (Soft Power) ใน อ.มโนรมย์ เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาทุนวัฒนธรรมของ อ.มโนรมย์ ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่ และเพื่อสร้างโอกาสทางด้านเศรษฐกิจใน อ.มโนรมย์ บนฐานศิลปวัฒนธรรม

“การบูรณาการของเครือข่าย ระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพี่น้องชาว จ.ชัยนาท ก่อให้เกิดองค์ความรู้ในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ที่สามารถนำมาสร้างเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้กับพี่น้องใน อ.มโนรมย์ ในมิติต่างๆ โดยเฉพาะการผลิตสินค้าของดีของเด่นพื้นบ้านพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งเป็นการนำนโยบายของรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติได้เป็นอย่างดี ซึ่งผมให้ความสำคัญกับการพัฒนา ส่งเสริมให้ลูกหลานไทยได้กลับมาทำเกษตรในบ้านเกิดเพื่อพัฒนาสู่เกษตรยุคใหม่ ซึ่งขณะนี้ได้ขับเคลื่อนร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจังหวัดภาคเหนือ ส่งเสริมนักศึกษาที่มีความสนใจด้านการเกษตร พัฒนาสู่การเป็นยุวเกษตรกรเงินบาทแรกของแผ่นดินรวมทั้งขับเคลื่อนชัยนาทโมเดล เพื่อเป็นจังหวัดต้นแบบด้านการเกษตร”นายอนุชา กล่าว

เกษตรกรอยู่รอด – ผู้บริโภคอยู่ได้ … บทบาทรัฐที่เข้าใจกลไกตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801107

เกษตรกรอยู่รอด - ผู้บริโภคอยู่ได้ ... บทบาทรัฐที่เข้าใจกลไกตลาด

เกษตรกรอยู่รอด – ผู้บริโภคอยู่ได้ … บทบาทรัฐที่เข้าใจกลไกตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 15.33 น.

เกษตรกรอยู่รอด – ผู้บริโภคอยู่ได้ … บทบาทรัฐที่เข้าใจกลไกตลาด

วัฏจักรราคาสินค้าเกษตร มีขึ้น-มีลง ตามกลไกตลาดที่เมื่อผลผลิตมีมากเกินความต้องการราคาจะตกต่ำลง เมื่อใดผลผลิตมีน้อยกว่าความต้องการราคาก็จะสูงขึ้น ดังสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น มะนาว หรือ ผักชี ที่มีราคาสูงในช่วงหน้าร้อนและลดลงเองเมื่อฤดูร้อนผ่านไป  หรือไข่ไก่ ที่มักจะมีราคาสูงขึ้น เมื่อถึงช่วงเปิดเทอมและตกต่ำลงในช่วงปิดเทอมถัดมา เห็นได้ว่า “สินค้าเกษตร” ขับเคลื่อนตัวเองด้วยกลไกตลาดอย่างชัดเจน

การกำกับดูแลให้ “ผู้ผลิตสินค้า” ขายสินค้าได้โดยไม่ขาดทุน และ “ผู้บริโภค” อยู่ได้กับค่าครองชีพนั้น เป็นหน้าที่ของ “กรมการค้าภายใน” ซึ่งผู้บริหารกรมในทุกยุคทุกสมัยล้วนมีความเข้าใจในบทบาทนี้เป็นอย่างดี เพราะหากผู้ผลิตถูกรัฐบีบให้ขายสินค้าในราคาต่ำกว่าต้นทุนย่อมไม่มีผู้ผลิตรายใดอยู่รอด เมื่อนั้นสินค้าจะขาดแคลน มีปริมาณต่ำกว่าความต้องการ ซึ่งจะทำให้สินค้านั้นมีราคาแพงจนผู้บริโภคเดือดร้อนได้ ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องเข้าใจสมดุลของทั้งสองฝั่งอย่างดียิ่ง รวมถึงต้องเป็นตัวกลางสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย ซึ่งในสัปดาห์ก่อนก็ได้เห็น “อธิบดีกรมการค้าภายใน” ออกมาอธิบายแล้วว่าราคาไข่ไก่ที่ขยับสูงขึ้นในช่วงนี้เป็นเรื่องปกติตามฤดูกาลและอยู่ในช่วงราคาที่เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุนการผลิต

“เนื้อหมู”ก็เช่นกัน สินค้าเกษตรยอดนิยมที่ราคาหน้าฟาร์มเพิ่งขยับขึ้นติดต่อกันหลายสัปดาห์ หลังจากเผชิญภาวะราคาตกต่ำต่อเนื่องจนเกษตรกรขาดทุนสะสมมานานนับปี และแม้ราคาจะค่อยๆ ขยับขึ้นมา 4 ครั้งจากเดือนมีนาคม 2567 แต่ก็ยังไม่ถึงต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่ 80 บาท/กก. เป็นอีกสินค้าหนึ่งที่กรมการค้าภายในมีความเข้าใจและช่วยสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคได้

เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเผชิญเรื่องราวมากมาย ตั้งแต่โรคระบาด ASF ที่ทำลายหมูไทยไปเป็นจำนวนมาก โดยข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ระบุว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศในช่วงปี 2563 (ก่อนเกิด ASF) มีจำนวนมากกว่า 2 แสนฟาร์ม ผลิตหมูได้ถึง 22 ล้านตัว ต่อมาในปี 2564 ก็ลดเหลือ 19.28 ล้านตัว และปี 2565 ลดลงไปเหลือเพียง 15.51 ล้านตัวตามลำดับ ทำให้ไทยขาดแคลนเนื้อหมูบริโภคไปถึง 2.49 ล้านตัว กลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดมหันตภัย “หมูเถื่อน” ตามมา

ช่วงปี 2564 เป็นต้นมา “หมูเถื่อน” ถูกลักลอบนำเข้าประเทศไทยมากถึงกว่า 60,000 ตัน เล่นงานคนเลี้ยงหมูไทยยับเยิน เป็นมูลค่านับหมื่นล้านบาท ส่งผลราคาหมูหน้าฟาร์มตกต่ำต่อเนื่องมากว่าขวบปี  ทั้ง ASF และหมูเถื่อนทำให้เกษตรกรหลายรายต้องเลิกอาชีพหรือเว้นช่วงไม่ลงหมูเข้าเลี้ยง โดยที่ขณะนี้ไทยสามารถจัดการปัญหา ASF ได้สำเร็จ แต่ผลพวงจาก “ขบวนการหมูเถื่อน” นั้นยังคงทำร้ายหมูไทยต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากภาครัฐมีการปราบปรามหมูเถื่อนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา สามารถจับผู้ต้องหาที่พัวพันกับคดี 161 ตู้คอนเทนเนอร์ตกค้าง ณ ท่าเรือแหลมฉบังได้ 18 ราย รวมถึง เจ้าหน้าที่ที่รับสินบนเปิดทางให้หมูเถื่อนเข้าประเทศอีก 3 ราย แม้จะยังสาวไปไม่ถึง “ผู้บงการ” แต่ก็สร้างความมั่นใจให้ผู้เลี้ยงเห็นแนวโน้มที่ดีว่าปริมาณหมูเถื่อนน่าจะลดลง จึงกล้าที่จะลงหมูเข้าเลี้ยงและเพิ่มผลผลิตหมูมากขึ้น  

6 เดือนต่อมา ปริมาณผลผลิตหมูเพิ่มสูงขึ้นพร้อม ๆ กัน ขณะที่ “หมูเถื่อน” ก็ยังไม่หมดไปจากระบบ เมื่ออุปทานมากกว่าอุปสงค์ กลไกตลาดจึงทำงาน ราคาหมูหน้าฟาร์มร่วงลงไม่เป็นท่าซ้ำเติมภาวะขาดทุนสะสมของเกษตรกรเข้าไปอีก สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและเกษตรกรทั่วประเทศ จึงร่วมกันดำเนินโครงการยกระดับราคาหมูเพื่อเกษตรกรในหลายแนวทาง อาทิ การตัดตอนลูกหมูนำมาทำ “หมูหัน 450,000 ตัว” ทั่วประเทศเพื่อลดอุปทาน  

ช่วงนี้ที่มีการขยับราคาหมูหน้าฟาร์มขึ้นมาบ้าง จึงเป็นการปรับตัวตามกลไกตลาดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการตัดตอนลูกหมูไปทำหมูหันดังกล่าว เมื่อผนวกกับสภาพอากาศในขณะนี้ ที่อุณหภูมิสูงขึ้นมากภาวะร้อน-แล้งเช่นนี้ ยิ่งทำให้หมูโตช้าลง ปริมาณหมูลดลง กลไกตลาดจึงทำงานอีกครั้ง…

หากยังจำกันได้ เมื่อครั้งสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ได้แนะนำให้ผู้บริโภคหันไปกินเนื้อไก่ในช่วงที่เนื้อหมูมีราคาแพงก็ถือเป็นการขับเคลื่อนราคาสินค้าอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะเมื่อคนหันไปบริโภคเนื้อสัตว์ชนิดอื่นทดแทนเนื้อหมู สุดท้ายแล้วราคาเนื้อหมูก็จะลดลงเอง โดยที่ภาครัฐไม่จำเป็นต้องแทรกแซงกลไกตลาดเลย

#ลักขณา นิราวัลย์ นักวิชาการอิสระ

ที่ปรึกษาฯจัดงานวันยางพาราฯ ให้ความรู้-ตระหนักความสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800919

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานวันยางพาราแห่งชาติ ปี 2567“เชิดชูพระยารัษฎาฯ บิดายางพาราไทย” โดยมีนายทรงกลด สว่างวงศ์ ผวจ.ตรัง นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านธุรกิจการยางแห่งประเทศไทย และนายนิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้าร่วม ที่อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ จ.ตรัง เพื่อน้อมรำลึกถึงคุณงามความดีคุณูปการของพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี บิดาแห่งยางพาราไทย

นายบุญสิงห์ กล่าวว่า จ.ตรัง เป็นถิ่นกำเนิดยางพาราซึ่งพระยารัษฎาประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง)เป็นผู้นำยางพาราต้นแรกมาปลูกในประเทศไทยเปรียบเสมือน บิดาแห่งยางพาราไทย โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้วันที่ 10 เมษายน ของทุกปี เป็นวันยางพาราแห่งชาติ เพื่อให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึง ความสำคัญของยางพาราไทย ดังนั้นการยางแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับเทศบาลนครตรัง ส่วนราชการ และหน่วยงานทุกภาคส่วน บูรณาการความร่วมมือสนับสนุนการจัดงานวันยางพาราแห่งชาติอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของบิดาแห่งยางพาราไทย และเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านยางพาราตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมทั้งมุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรมยางพาราซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมชมงานสามารถนำความรู้ที่ได้รับ ไปพัฒนาและสร้างความยั่งยืนทางอาชีพต่อไป

สทนช.ตั้งวอร์รูมแก้น้ำเค็ม ทำงานเชิงรุกฟื้นฟูจุดรับผลกระทบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800920

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ภายหลังตั้งหน่วยปฏิบัติการจัดการทรัพยากรน้ำชั่วคราวในภาวะวิกฤต เพื่อแก้ปัญหาจากกรณีการพังทลายของทำนบดินชั่วคราว โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำและอาคารประกอบท่าถั่ว ต.บางกรูด อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ทำให้น้ำเค็มจากแม่น้ำบางปะกง ไหลทะลักเข้าคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสาขาส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและพืชน้ำ รวมทั้งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคต่อประชาชน จึงมีประชุมหน่วยปฏิบัติการจัดการทรัพยากรน้ำชั่วคราวในภาวะวิกฤต ครั้งที่ 1/2567 ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิต จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทางจังหวัด ในการแก้ปัญหาให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ การพังทลายของทำนบดินชั่วคราว มีการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน โดยกรมชลประทาน ได้ซ่อมแซมทำนบดินชั่วคราวและติดตั้งบิ๊กแบ๊ก เสริม
ความมั่นคงปิดกั้นคลองประเวศบุรีรมย์ ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา พร้อมกับตอก Sheet Pile บริเวณด้านหน้าและหลังของทำนบดินเพื่อความแข็งแรงในระยะยาว รองรับฤดูน้ำหลากที่กำลังจะมาถึง ขณะเดียวกัน ได้เร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ให้ได้มากที่สุด เพื่อบรรเทาปัญหาคุณภาพน้ำที่มีค่าความเค็มค่อนข้างสูงในหลายจุด รวมถึงกำจัดวัชพืชเพื่อชะลอการเน่าเสียของน้ำ นอกจากนี้ยังได้สร้างทำนบชั่วคราวเป็นระยะๆ เพื่อให้สามารถสูบระบายน้ำเค็มออกได้โดยเร็วยิ่งขึ้น

ส่วนการแก้ไขในระยะต่อไป ได้วางแผนระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำใกล้เคียงช่วยเจือจางค่าความเค็มในแม่น้ำบางปะกง และฟื้นฟูคุณภาพน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ รวมทั้งคลองสาขา โดยเบื้องต้นจะพิจารณาการใช้น้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เป็นอันดับแรก โดยจะผันน้ำมาประมาณ 40-50ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มาใช้เจือจางความเค็มและฟื้นฟูคุณภาพน้ำ อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวเป็นการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ จำเป็นจะต้องเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำป่าสักก่อน แต่ถ้าหากปริมาณน้ำต้นในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีไม่เพียงพอ จะมีการพิจารณาขอใช้น้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มาใช้สนับสนุนเพิ่มเติมต่อไป

นอกจากนี้ ได้ให้กรมควบคุมมลพิษลงพื้นที่ตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง และให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จัดหาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด มีการประกาศเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัยแล้ว ครอบคลุมพื้นที่ 23 หมู่บ้าน6 ตำบล 2 อำเภอ คือ อ.เมืองฉะเชิงเทรา และ อ.บ้านโพธิ์ รวมประมาณ 3,428 ครัวเรือน เพื่อเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกร ตลอดจนชาวประมงที่เลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ