‘กระทรวงเกษตรฯ’ชวนลงทะเบียนรับ’26 เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799905

‘กระทรวงเกษตรฯ’ชวนลงทะเบียนรับ’26 เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน’

‘กระทรวงเกษตรฯ’ชวนลงทะเบียนรับ’26 เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน’

วันศุกร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2567, 08.34 น.

‘เกณิกา’เผยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชวนประชาชนลงทะเบียนรับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 26 พันธุ์ข้าว วันนี้ – 25 เม.ย.นี้

19 เมษายน 2567 น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ขอเชิญชวนประชาชนที่ประสงค์จะรับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2567 สามารถลงทะเบียนออนไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์ https://rice.moac.go.th/ ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 25 เมษายน 2567

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปี 2567 เพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริมบำรุงขวัญเกษตรกร โดยได้มีการกำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคล ในวันที่ 9 พ.ค.นี้ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และวันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) ในวันที่ 10 พ.ค.นี้ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เวลา 08.00 น.ประชาชนสามารถชมการถ่ายทอดสด ผ่านช่องทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสื่อโซเชียลมีเดีย

ทั้งนี้ สำหรับในปี 2567 นี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ทำหน้าที่ในการจัดเตรียมพันธุ์ข้าวพระราชทานและพันธุ์พืช ซึ่งนำมาใช้ในงานพระราชพิธีฯ โดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพันธุ์ข้าวทรงปลูกในฤดูนาปี 2566 โครงการนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา มาใช้ในงานพระราชพิธีฯ ประจำปี 2567 ประกอบด้วย พันธุ์ข้าวนาสวน จำนวน 6 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105, พันธุ์กข 43, พันธุ์กข 81, พันธุ์กข 85, พันธุ์กข 87 และพันธุ์กข 95 พันธุ์ข้าวเหนียว จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์กข 6 และพันธุ์สันป่าตอง 1 เมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกที่นำเข้าในพระราชพิธีมีน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 2,743กิโลกรัม และจัดเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” บรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชนผู้สนใจ และชาวนาทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

ผู้เลี้ยงหมูวอนผู้บริโภคเข้าใจ ราคาตามกลไกตลาด ย้ำราคายังต่ำกว่าต้นทุนผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799868

ผู้เลี้ยงหมูวอนผู้บริโภคเข้าใจ ราคาตามกลไกตลาด ย้ำราคายังต่ำกว่าต้นทุนผลิต

ผู้เลี้ยงหมูวอนผู้บริโภคเข้าใจ ราคาตามกลไกตลาด ย้ำราคายังต่ำกว่าต้นทุนผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 19.08 น.

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ยืนยัน การปรับราคาสุกรหน้าฟาร์มเป็นการทยอยปรับตามอุปสงค์-อุปทาน ไม่ได้ปรับครั้งเดียว 12 บาทต่อกิโลกรัม และเกษตรกรยังขายสุกรได้ต่ำกว่าราคาต้นทุน หลังแบกภาระขาดทุนสะสมมานานกว่า 1 ปีแล้ว

18 เม.ย.67 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีที่มีการลงพื้นที่สำรวจตลาดและแจ้งว่ามีการปรับราคาหมูหน้าฟาร์มทั้งตัวขึ้น 12 บาทต่อกิโลกรัมและมีผลต่อราคาเนื้อหมูในตลาดสดต้องปรับสูงขึ้นนั้น เป็นการสื่อสารที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากราคาดังกล่าวเป็นการทยอยปรับเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ไม่ใช่การปรับครั้งเดียว ที่สำคัญราคาขายปลีกเนื้อสันในราคาสูง250 บาทต่อกิโลกรัม เพราะสันในเป็นเนื้อส่วนที่มีเพียงชิ้นเดียวในหมู 1 ตัว ราคาจึงสูงเมื่อเทียบกับชิ้นส่วนอื่นๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่า

“สมาคมฯ ดูแลทั้งผู้บริโภคและเขียงหมู ไม่ได้ปล่อยปละละเลย และพยายามทำทุกวิถีทางให้ทุกภาคส่วนได้รับราคาที่เป็นธรรม ทั้งที่ผู้เลี้ยงยังไม่สามารถขายหมูหน้าฟาร์มได้ตามราคาแนะนำ ซ้ำร้ายยังมีภาระขาดทุนสะสมนานกว่า 1 ปี จนเกษตรกรหลายรายต้องทิ้งอาชีพไปเพราะไม่มีเงินทุนหมุนเวียน” นายสิทธิพันธ์ กล่าว

ทั้งนี้ สมาคมฯ ประกาศราคาแนะนำสุกรหน้าฟาร์ม เป็นประจำทุกๆ วันพระ ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรพออยู่ได้ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา มีการปรับราคาขึ้น 4 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 70-75 บาทต่อกิโลกรัม แต่เกษตรกรขายได้จริงเพียง 65 บาทเท่านั้นขณะที่ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรตามประกาศของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คือ 78-80 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจึงยังอยู่ในภาวะขาดทุนสูง

ราคาหมูหน้าฟาร์มดังกล่าว จะทำให้ราคาขายปลีกชิ้นส่วนต่างๆ ต่อกิโลกรัม เช่น หมูเนื้อแดง ไม่ควรเกิน 150บาท หมูสามชั้นและหมูสันนอก 170-180 บาท หมูสันในประมาณ 180 บาท ส่วนสะโพกและหัวไหล่เฉลี่ย 115-125บาท อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกยังมีระบบการค้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เช่น ภาคอีสาน จะขายหมูตรงจากฟาร์มให้กับเขียงหมู ราคาเนื้อหมูอาจต่ำกว่าบางพื้นที่ ที่เขียงหมูต้องซื้อผ่านโบรกเกอร์

นายสิทธิพันธ์ ย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลราคาและระบบการค้าให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้บริโภคและผู้ค้า ขณะเดียวกันต้องดูแลเกษตรกรให้ได้รับราคาที่เหมาะสมด้วย หากภาคการผลิตอยู่ในภาวะที่ขาดทุนต่อเนื่องและถูกกดราคา ผู้เลี้ยงก็ไปไม่รอด จึงควรปล่อยให้กลไกตลาดทำงานสร้างสมดุลราคา และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนไทยมีเนื้อหมูบริโภคโดยไม่ขาดแคลนและในราคาสมเหตุผล.

‘กรมการข้าว’จัดงานรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคล ประจำปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799764

'กรมการข้าว'จัดงานรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคล ประจำปี 2567

‘กรมการข้าว’จัดงานรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคล ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.54 น.

สืบสานประเพณีไทยเนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์ กรมการข้าวจัดงานรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคล ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567 กรมการข้าวจัดงานวันสงกรานต์สืบสานประเพณีไทย ประจำปี 2567 เพื่อรดน้ำขอพร เนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์ ณ กรมการข้าว เกษตรกลางบางเขน กรุงเทพฯ

พร้อมกันนี้ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว นายชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นายชัยยพล ชาวเมืองสีวสุ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว นายสานิตย์ จิตต์นุพงศ์ ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว และ นายจารึก กมลอินทร์ ประธานคณะกรรมการกลาง ศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ให้เกียรติเป็นผู้ให้พรและร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย โดยมีข้าราชการ/บุคลากร เจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมขอพรจากผู้ใหญ่เนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ประจำปี 2567

‘รัดเกล้า’ชี้‘ราคายาง’พุ่ง จากมาตรการปราบปรามลักลอบนำเข้า วอนโซเชียลอย่าดิสเครดิตรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799698

‘รัดเกล้า’ชี้‘ราคายาง’พุ่ง จากมาตรการปราบปรามลักลอบนำเข้า วอนโซเชียลอย่าดิสเครดิตรัฐบาล

‘รัดเกล้า’ชี้‘ราคายาง’พุ่ง จากมาตรการปราบปรามลักลอบนำเข้า วอนโซเชียลอย่าดิสเครดิตรัฐบาล

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 10.18 น.

‘รัดเกล้า’ชี้‘ราคายาง’ในประเทศสูงขึ้นส่วนหนึ่ง เป็นผลจากมาตรการปราบปรามการลักลอบนำ‘ยางเถื่อน’ข้ามพรมแดน วอนโลกโซเชียลอย่าบั่นทอนกำลังใจคนทำงาน ดิสเครดิตรัฐบาลไปเรื่อย​

18 เมษายน 2567 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบโต้กรณีที่มีกลุ่มคนบนโลกโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะบนช่องทาง X (ทวิตเตอร์) ที่สร้างกระแสตั้งข้อกังขาถึงการทำงานของรัฐบาลว่าเคลมผลงานราคายาง​ ทั้ง ๆ ที่ราคายางที่ขึ้นนั้นเป็นผลพวงจากราคายางในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่ปฏิเสธที่ราคายางในตลาดโลกเพิ่มขึ้นจริง​ ในสภาวะขณะนี้ที่ยางขาดตลาด เป็นปรกติที่ผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกจะมีบทบาทในการชี้นำราคาในตลาดโลกให้เพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ และไม่จีรัง มีขึ้น มีลง เป็นปรกติของการตลาด

ฉะนั้น มองได้ว่าราคาตลาดโลกเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคายางเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ แต่วอนประชาชนทำความเข้าใจด้วยว่าในบริบทของประเทศไทยนั้น แท้จริงมีอีก​หนึ่งปัจจัยที่กดทับไม่ให้ราคายางขึ้นตามตลาดโลกอยู่นั่นคือ “การลักลอบนำเข้ายางเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้าน” ซึ่งตามบริเวณที่มีชายแดนติดกัน มักจะมีการลักลอบส่งเข้ามาในประเทศไทย​ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้เป็นปริมาณสำรองกันชน​ หรือ Buffer Stock เพื่อกดราคาการรับซื้อยางในประเทศ ให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น   เช่น​ การมี​ Buffer Stock ปริมาณ 450,000 ตัน สามารถคิดได้เป็นราว 9% ของปริมาณผลผลิตต่อปีในไทย สามารถใช้เป็นกันชน​ กล่าวคือใช้เป็นอำนาจต่อรองกับการรับซื้อยางในประเทศของพ่อค้าคนกลางในประเทศได้​ กดราคายางในประเทศให้ต่ำ ได้นานมากกว่า 45 วัน

“ขอชวนให้ประชาชน ให้กำลังใจคนทำงาน และรู้สึกภาคภูมิใจในการทำงานของรัฐบาลตนเอง ที่สามารถ ออกมาตรการ ป้องกัน การทะลัก เข้ามาของยางเถื่อนเหล่านี้ได้  มากกว่าการตั้งข้อการขาและดิสเครดิตการทำงานของรัฐบาลบนโลกโซเชียลมีเดีย” นางรัดเกล้ากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า นอกจากการปิดกั้นการนำเข้ายางจากพม่าแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังประสพความสำเร็จในการทำแอพพลิเคชั่น (Application) ที่สามารถทำให้ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตและมาตรฐานของสินค้ายางพาราจากไทยว่าไม่ได้มาจากการทำลายป่าหมาย ตามกฎหมายว่าด้วย EUDR (EU Deforestation Regulations) ที่กลุ่มประเทศนำเข้าในอียูได้ประกาศออกมาตั้งแต่ปี 2566 และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนธันวาคม 2567 นี้ มีผลทำให้ผลผลิตยางพาราจากไทยได้รับความเชื่อมั่นสูงขึ้นจากประเทศคู่ค้า และมีความสามารถในการแข่งขันเป็นที่ยอมรับของตลาดมากขึ้น เมื่อจีนและญี่ปุ่นรู้ว่าต่อไปมีแนวโน้มว่ายางคุณภาพดีจากไทยจะเป็นที่ต้องการจากประเทศทางตะวันตกมากขึ้น จึงเร่งไล่ซื้อเก็บของดีเข้าสต๊อกเอาไว้ก่อนที่คู่แข่งจะเข้ามาแย่งซื้อของในตลาด เมื่อเร็วๆนี้ก็เพิ่งจะมีข่าวออกมาว่า จีนตกลงซื้อยางล็อตใหญ่จากไทย 200,000 ตันมูลค่าเป็นหมื่นล้านบาททีเดียว

‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’นำระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด หนุน 9 มาตรการรัฐบาล สู้วิกฤตPM 2.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799688

‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’นำระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด หนุน 9 มาตรการรัฐบาล สู้วิกฤตPM 2.5

‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’นำระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด หนุน 9 มาตรการรัฐบาล สู้วิกฤตPM 2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 08.56 น.

‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’นำระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด หนุนปฏิบัติการ 9 มาตรการของรัฐบาล สู้วิกฤตฝุ่น PM 2.5  บูรณาการพลังคู่ค้าพันธมิตร และคนไทยหยุดเผาแปลง

การจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนระดับประเทศ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตามที่นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้ประกาศยกระดับการปฏิบัติการจัดการในช่วงสถานการณ์วิกฤตโดยบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวง องค์กรปกครองท้องถิ่นทำงานร่วมกันผ่าน 9 มาตรการ เพื่อจัดการปัญหาลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน และสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

สำหรับช่วงสถานการณ์วิกฤตในช่วงเมษายนปีนี้ องค์กรเอกชนในภาคเกษตร อย่างบริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน)​ผู้จัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อผลิตอาหารสัตว์ให้กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน​) หรือ  ซีพีเอฟ ได้ร่วมสนับสนุนมาตรการของรัฐบาล โดยการประกาศนโยบายไม่รับซื้อและไม่นำเข้าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่บุกรุกป่าและเผาแปลง นำระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดมาใช้ในกระบวนการจัดหาข้าวโพดตั้งแต่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นมา ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพโปรดิ๊วส หยุดรับซื้อผลผลิตจากพื้นที่บนภูเขาลาดชัน รับซื้อผลผลิตที่มาจากแปลงปลูกมีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ส่งผลให้ปัจจุบันข้าวโพดที่รับซื้อในประเทศไทยทั้งหมดสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงพื้นที่ปลูกได้ 100%  

ระบบตรวจสอบย้อนกลับนับเป็นอีกกลไกสำคัญที่มีประสิทธิภาพ ช่วยยุติปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าในห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลอดการบุกรุกป่า และปลอดเผา ตอบรับนโยบายการแก้วิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5 ของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และช่วยให้เกษตรกรไม่เสียโอกาสจากมาตรการตัดสิทธิการช่วยเหลือชดเชยเมื่อพบการเผา

นอกจาก สำหรับการกำกับดูแลการเผาแปลงของเกษตรกรในห่วงโซ่อุปทาน กรุงเทพโปรดิ๊วสได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมาช่วยติดตามและกำกับดูแลการเผาแปลงของเกษตรกร โดยเทียบกับข้อมูลพิกัดแปลงปลูกของเกษตรกรจากระบบตรวจสอบย้อนกลับ  ช่วยให้บริษัทฯ พบการเผาแปลงของเกษตรกรได้แบบเรียลไทม์ทุกวัน ในกรณีที่พบการเผาแปลงบริษัทฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ไปพูดคุยกับเกษตรกรเพื่อให้ความรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปลูกปลอดเผา และการจัดการเศษวัสดุที่เหมาะสม และจะหยุดรับซื้อผลผลิตเป็นเวลา 1 ปี จากแปลงที่พบเผาซ้ำเป็นรอบที่สอง

เพื่อให้การยุติการเผาแปลงอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว กรุงเทพโปรดิ๊วส บูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในรูปแบบ Public – Private Partnership เพื่อกำกับดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในห่วงโซ่อุปทานหยุดการเผาแปลงเป็นศูนย์ ภายใต้โครงการ “Partner to Green  คู่ค้าข้าวโพดพันธมิตร พิชิตหมอกควัน” ที่คิกออฟตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2566 ที่ผ่านมา ผนึกพลังพ่อค้าคนกลางที่ทำหน้าที่รวบรวมข้าวโพด เป็นเครือข่ายร่วมกันติดตามดูแลและยุติการเผาของเกษตรกร โดยกรุงเทพโปรดิ๊วสแบ่งปันข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมกรณีที่เกิดจุดความร้อนในแปลงเกษตรกรที่ลงทะเบียนในระบบตรวจสอบย้อนกลับ ให้แก่คู่ค้าพันธมิตรเครือข่ายเพื่อช่วยกันติดตามและกำกับดูแลเกษตรกรลดและหยุดการเผา

ขณะเดียวกัน กรุงเทพโปรดิ๊วสยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรมวิชาการเกษตร ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP (Good Agricultural Practices) พร้อมทั้งยังพัฒนาแอปพลิเคชัน “ฟ.ฟาร์ม” เป็นผู้ช่วยเกษตรกร เข้าถึงข้อมูลล่วงหน้าเกี่ยวกับปริมาณฝน อุณหภูมิ ลม ข้อมูลราคาและการขายผลผลิต ตลอดจนคำแนะนำการจัดการตอซัง สนับสนุนเกษตรกรเพิ่มคุณภาพผลผลิตได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ กรุงเทพโปรดิ๊วส ยังเปิดแอปพลิเคชัน “ฟ.ฟาร์ม”​ เป็นช่องทางการร้องเรียนพบการเผาแปลงข้าวโพด สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนแจ้งเบาะแสการเผาแปลง โดยผู้ที่พบเห็นการเผาแปลงข้าวโพด ถ่ายรูปการเผาไว้เป็นหลักฐาน พร้อมแจ้งข้อมูลระบุตำแหน่งแปลงที่พบ (ตำแหน่งจีพีเอส) ผ่านทางแอป ฟ.ฟาร์ม

เมื่อได้รับแจ้งแล้ว บริษัทฯ จะตรวจสอบว่าแปลงที่เผาเป็นของเกษตรกรในระบบตรวจสอบย้อนกลับหรือไม่ และส่งทีมงานเข้าไปกำกับดูแล พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจและรับรู้ถึงผลกระทบของการเผาแปลง รวมถึง มาตรการของบริษัทฯที่จะหยุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรที่มีการเผาแปลงซ้ำเป็นเวลา 1 ปี  สำหรับแปลงเผาที่ถูกร้องเรียนไม่ได้อยู่ในระบบตรวจสอบย้อนกลับ  บริษัทจะประสานงานแบ่งปันข้อมูลดังกล่าวกับหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลเรื่องนี้ต่อไป

การนำระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้ปฏิบัติการสู้ฝุ่น เป็นอีกความมุ่งมั่นของกรุงเทพโปรดิ๊วส ตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการจัดการบริหารปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5  นำไปสู่การสร้างอากาศสะอาดให้กับคนไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

‘ไชยา’ทำฝนหลวง ลดปัญหาฝุ่นควัน เพิ่มน้ำต้นทุนเขื่อน จังหวัดภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799632

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.แพร่ และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ ขึ้นบินปฏิบัติการทำฝนในภารกิจบรรเทาหมอกควันและสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10 และ PM2.5) พื้นที่ จ.พะเยา แพร่ น่าน และภารกิจเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ทำให้พื้นที่ จ.แพร่ และพะเยา และจังหวัดใกล้เคียงมีฝนตกในหลายพื้นที่ทำให้ค่า PM2.5 ลดลง

นายไชยากล่าวว่า ตามทฤษฎี “ศาสตร์พระราชา” ของในหลวงร.9 ที่มอบให้กับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยใช้เทคนิคในการตัดแปลงสภาพอากาศ เพื่อลดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง และภารกิจเติมน้ำในเขื่อน ช่วยเหลือพื้นที่แห้งแล้งให้กับเกษตรกร

ทั้งนี้ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.แพร่ วางแผนบินปฏิบัติการฝนหลวงต่อเนื่อง เพื่อทำภารกิจบรรเทาหมอกควันและสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10 และ PM2.5) บริเวณพื้นที่ จ.พะเยา และน่าน โดยเครื่องบิน CASA จำนวน 1 ลำ ใช้ สารสูตร 6 จำนวน 1,000 กก. บนความสูง 8,000 ฟุตบริเวณ อ.เชียงม่วน จ.พะเยาซึ่งหลังจากขึ้นปฏิบัติการทำให้เช้าวันนี้มีฝนตก ที่บริเวณ อ.ดอกคำใต้ และอีกหลายพื้นที่ใน จ.พะเยา ทำให้ท้องฟ้ามืดครึ้ม อากาศเย็นสบาย ค่าฝุ่นละอองลดลง ซึ่งถือว่าปฏิบัติการฝนหลวงได้ผลเป็นที่น่าพอใจตามทฤษฏี “ศาสตร์พระราชา”

สวก.เปิดตัว Chef Robot ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799633

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร องค์การมหาชน (สวก.) กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับสินค้าเกษตรและเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร (Agricultural Service Provider) ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้กับ รศ.ดร.เชาวลิต มิตรสันติสุข และคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดำเนินโครงการระบบหุ่นยนต์ อัตโนมัติสำหรับปรุงอาหารและตรวจวัดกลิ่นรสอาหารด้วยเครือข่ายตัวรับรู้อัจฉริยะและปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารไทย ด้วยการสร้างหุ่นยนต์ต้นแบบพ่อครัว ที่สามารถปรุงอาหารด้วยเครือข่ายตัวรับรู้อัจฉริยะต่อยอดเข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยการผสานเทคโนโลยีการจดจำรูปแบบ(Pattern recognition) ที่สามารถควบคุมการผลิตการทำซ้ำต่อเนื่องคุณภาพคงที่ และจดจำเทคโนโลยีวัสดุตรวจจับ(Sensors) และจมูกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic noses) ประสิทธิภาพสูงซึ่งตอบสนองต่อกลิ่นรสอาหาร รสเปรี้ยว รสหวาน รสเค็ม รสอูมามิ และความเผ็ดตามสูตรมาตรฐานและสามารถปรับแต่งรสชาติอาหารตามต้องการและการเรียนรู้ด้วยตนเองจากข้อมูล (Machinelearning) มาประยุกต์ใช้เข้าด้วยกัน และคัดเลือกเมนูอาหารไทยที่ครองใจคนทั่วโลกอย่าง “ต้มยำกุ้ง” มาเป็นเมนูนำร่องในการดำเนินโครงการ

ทั้งนี้ ตั้งเป้าต่อยอดใช้ประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร/เกษตรกร สามารถช่วยลดต้นทุนด้านการผลิต ทั้งในเรื่องของแรงงานคน โดยเฉพาะพ่อครัวที่ต้องใช้ทักษะและความคิดสร้างสรรค์ในการปรุงอาหารให้ได้สูตรออกมาอร่อยถูกใจผู้บริโภค และลูกมือที่มีความรับผิดชอบต่องาน ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งความต้องการบริโภคอาหารมากเท่าไรผู้ประกอบการยิ่งต้องสรรหาบุคลากรเข้ามาทำงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้ทันต่อความต้องการ รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพอาหารให้คงที่ทั้งปริมาณและรสชาติ เนื่องจากมนุษย์มีความเหนื่อยล้า หากต้องทำงานต่อเนื่อง และ 2.กลุ่มโรงพยาบาล นักโภชนาการ/ผู้รักสุขภาพที่ต้องควบคุมโภชนาการด้านอาหาร สามารถงานช่วยคุมปริมาณแคลอรีให้สอดคล้องกับสุขภาพผู้ป่วย การปรับวิธีการกินเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาพ และได้รับผลการรักษาอย่างสูงสุด การจัดอาหารให้เหมาะสมกับโรคตามหลักโภชนบำบัด มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือ ช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการของโรค เพิ่มโอกาสรอดชีวิต ลดเวลานอนโรงพยาบาล รวมทั้งป้องกันการเกิดภาวะทุพพลภาพ (Malnutrition) ที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างที่ได้รับการรักษาโรค

รมว.เกษตรฯพัฒนาชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799634

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานมหกรรมวัฒนธรรมสานส้มพันธ์อิ้วเมียนโลก ที่เทศบาลเมืองพะเยา โดยกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับมูลนิธิอิ้วเมียนไทย และหน่วยงานในระดับจังหวัด และเครือข่ายทางวัฒนธรรม ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อยกระดับไปสู่ระดับชาติและนานาชาติ ร่วมกันสืบสาน รักษา ต่อยอดวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์อิ้วเมียน และเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมวิถีชีวิตที่มีคุณค่าและมูลค่า สามารถนำไปต่อยอดการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ รวมทั้งประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จ.พะเยา และประเทศไทย

สำหรับมหกรรมวัฒนธรรมสานสัมพันธ์อิ้วเมียนโลก เป็น 1 ใน 6 เทศกาลประเพณีที่กระทรวงวัฒนธรรม ประกาศยกระดับสู่ระดับชาติและนานาชาติ เป็นการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจด้วยวัฒนธรรม รวมทั้งผลักดัน “Soft Power”ความเป็นไทย เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้และภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ 5F โดยขับเคลื่อนงานเทศกาลประเพณีสู่ระดับโลก

ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ มีสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ที่เป็นหน่วยงานในการสนับสนุนงานโครงการหลวงและขยายผลงานโครงการหลวงในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมบนที่สูงของประเทศไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน ซึ่ง รมว.เกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญและมอบหมายให้ขับเคลื่อนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาติพันธุ์ มุ่งส่งเสริมอาชีพภาคการเกษตร ให้มีความยั่งยืน โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถนำจุดเด่นของชาติพันธุ์มาขยายผลเป็น Soft power ควบคู่กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตต่อไป

‘ธรรมนัส’ยุติปมพิพาท พื้นที่ทับซ้อนส.ป.ก.-อุทยานฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799635

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากกรณีมีประเด็นข้อพิพาทระหว่าง เจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จ.นครราชสีมา และ
เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในพื้นที่ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เป็นประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อน ทำให้เกิดปัญหาของผู้ปฏิบัติงานทั้งสองหน่วยงานนั้น ตนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องใน จ.นครราชสีมา และมีข้อสรุปเบื้องต้นให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องใน จ.นครราชสีมา ยุติข้อพิพาท และจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาข้อสรุป โดยนายภูมิธรรม เวชยชัยรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะที่กำกับดูแลคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เป็นประธานฯ

“ได้ประสานงานกับนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ตลอดจนผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเจ้ากรมแผนที่ทหาร ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน เดินหน้าโครงการวันแมป โดยกระทรวงกลาโหม ขอเป็นเจ้าภาพในการตรวจสอบข้อพิพาทระหว่างสองหน่วยงาน และตนรับทราบว่า ทางเจ้ากรมแผนที่ทหาร เตรียมจะลงพื้นที่พร้อมกับเจ้าหน้าที่ทั้งสองหน่วยงานคือ ส.ป.ก.และกรมอุทยานฯ ซึ่ง รมว.กลาโหม กับผม ได้มีบันทึกข้อตกลงในการแก้ปัญหาพื้นที่ข้อพิพาทดังกล่าว”รมว.เกษตรฯ กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ เจ้ากรมแผนที่ทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ข้อพิพาทเพื่อแก้ปัญหา และเมื่อได้ข้อสรุปก็จะนำประเด็นมาหาข้อยุติต่อไป

กรมฝนหลวงฯปฏิบัติการ เติมน้ำต้นทุนอ่าง-แก้ปัญหาไฟป่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799442

วันพุธ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2567 โดยมีนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่โรงเก็บเครื่องบิน 7 สนามบินนครสวรรค์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีการตรวจแถวชุดปฏิบัติการฝนหลวง 9 ชุด และทำพิธีปล่อยคาราวานเครื่องบินฝนหลวงออกประจำการแต่ละหน่วยทั่วประเทศ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากสถานการณ์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยต่อภาคการเกษตรในปัจจุบัน รวมทั้งปัญหาหมอกควันและไฟป่า ปัญหาการเกิดพายุลูกเห็บในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่มีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐานที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ปัญหาการขาดแคลนน้ำในการอุปโภค-บริโภคและการเกษตร กรมฝนหลวงฯ ได้จัดทำแผนปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2567 จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 10 หน่วยปฏิบัติการทั่วประเทศ โดยน้อมนำศาสตร์ตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการดำเนินการป้องกันและบรรเทาช่วยเหลือความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยพิบัติดังกล่าว

สำหรับในปี 2567 กรมฝนหลวงฯ มีแผนปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยแล้งและสร้างความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้ การเติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆ ของประเทศ ป้องกันการเกิดไฟป่าและบรรเทาปัญหาหมอกควัน ยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ รวมทั้งสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน โดยกรมฝนหลวงฯ มีแผนในการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 16 หน่วย โดยตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงประจำ 5 ภูมิภาค 7 ศูนย์ และได้ปรับแผนในการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงในเดือนมีนาคมและเมษายน 2567 จำนวน 7 หน่วย โดยใช้อากาศยานรวมทั้งสิ้น 30 ลำ ได้แก่ อากาศยานของกรมฝนหลวงฯ 24 ลำ อากาศยานที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอากาศ 6 ลำ

นอกจากนี้ ได้จัดตั้งฐานเติมสารฝนหลวง 4 แห่ง ที่ จ.พิษณุโลก นครสวรรค์ ขอนแก่น และระยอง อีกทั้งตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2566 กรมฝนหลวงฯ ได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ระยอง และประจวบคีรีขันธ์ ช่วยเหลือพื้นที่ภาคกลางภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้เพื่อบรรเทาป้องกันการเกิดไฟป่า ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และเติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำ ในส่วนพื้นที่ภาคเหนือ ได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2567 ช่วยเหลือบรรเทาปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 บริเวณพื้นที่ภาคเหนือ ภายใต้การบูรณาการร่วมกันระหว่าง จ.เชียงใหม่ และยังคงติดตามสถานการณ์สภาพอากาศอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปวางแผนในการปฏิบัติการฝนหลวง