‘ธรรมนัส’ขึ้นเขาใหญ่ หย่าศึกอุทยานฯ-ส.ป.ก.พิพาท’จุดหมุดนิรนาม’ในพื้นที่อุทยานฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787503

'ธรรมนัส'ขึ้นเขาใหญ่ หย่าศึกอุทยานฯ-ส.ป.ก.พิพาท'จุดหมุดนิรนาม'ในพื้นที่อุทยานฯ

‘ธรรมนัส’ขึ้นเขาใหญ่ หย่าศึกอุทยานฯ-ส.ป.ก.พิพาท’จุดหมุดนิรนาม’ในพื้นที่อุทยานฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 22.18 น.

“ธรรมนัส”ขึ้นเขาใหญ่  หย่าศึกอุทยานฯกับส.ป.ก.ตรวจสอบข้อเท็จจริง พิพาท“จุดหมุดนิรนาม ส.ป.ก.” ในพื้นที่อุทยานฯ

15 ก.พ.67 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีพิพาท “จุดหมุดนิรนาม ส.ป.ก.” พร้อมทั้งเข้าตรวจสอบการดำเนินงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ว่า จากกรณีพิพาท “จุดหมุดนิรนาม ส.ป.ก.” ที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เขาใหญ่ ตรวจพบการบุกรุกแผ้วถางป่าในเขตอุทยานฯ เพื่อทำการเกษตรประมาณ 3 ไร่ ซึ่งพบว่ามีหลักหมุด ส.ป.ก. จำนวน 3 หมุด ปักอยู่ในเขตพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งต่อมาได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบถามกลับไปยังสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ที่ดำเนินการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 แต่ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน จนเกิดเป็นกรณีพิพาท

สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ “ร้อยเอกธรรมนัส ได้ขอให้เจ้าหน้าที่สองฝ่ายมีการเจรจาในทางที่ดี ซึ่งภายหลังการประชุมได้มีการจัดตั้งคณะกรรมแก้ไขปัญหาระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป โดยจะไปใช้ความรู้สึกไม่ได้ ต้องทำตามกฎหมาย เอากฎหมายเป็นหลัก ไม่งั้นทะเลาะกันตาย กฎหมายของแต่ละกระทรวงก็ต้องยึดของแต่ละกระทรวง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกันต้องยึดหลักกฎหมาย จะทำอะไรห้ามใช้อารมณ์ จะไปถอดหมุดมันทำไม่ได้ ทรัพย์สินของหลวงของทางราชการเหมือนกัน ต้องคุยกัน ถ้ายังไม่สรุปอย่าไปออกโซเชียล มันเสียหายถึงรัฐบาล ถ้าผมไม่ลงมาท่านนายกจะว่ายังไง 2 กระทรวงทะเลาะกันเอง มาจากพรรคเดียวกัน มันไม่ได้ ต้องยึดหลักกฎหมายเป็นหลักซึ่งทางส.ป.ก.เหมือนกัน ตรงไหนมีหลักฐานเราต้องชี้แจง อุทยาน ป่าไม้ก็เหมือนกัน ไม่ว่าอะไรก็เป็นรัฐบาลเดียวกัน ภายใต้การกำกับดูแลของท่านนายกรัฐมนตรี  โดยเฉพาะ กระทรวงทรัพยฯและกระทรวงเกษตรฯ มาจากพรรคเดียวกัน ต้องคุยกันห้ามทะเลาะกัน ให้เอาหลักกฎหมายเป็นหลัก

ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการลงพื้นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่โดยผู้ร่วมประชุมมีทั้งเจ้าหน้าที่ทั้ง จาก ส.ป.ก.จังหวัดนครราชสีมา ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อรับฟังข้อมูลปัญหา โดยก่อนหน้านึ้ทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตรวจพบการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ บ้านเหวปลากั้ง ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง และได้จับกุมผู้ครอบครองและบุกรุกพื้นที่ 1 แปลง เนื้อที่ 15 ไร่ พร้อมเดินหน้าเอาผิดขบวนการรุกป่าที่อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง
   
โดยจากการลงพื้นที่ในวันนี้ ยังพบว่า บริเวณเดียวกัน มีการออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. แล้ว 5 แปลง แปลงละ 15 ไร่ เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.จังหวัดนครราชสีมายืนยัน พื้นที่ทั้งหมดอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ไม่ได้อยู่ในเขตอุทยานฯซึ่งปัญหานี้เกิดจากข้อพิพาทที่ดินของ 2 หน่วยงาน ที่ต่างถือแผนที่ และกฎหมายคนละฉบับ หลังจากนี้จะเสนอให้ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. ซึ่งนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกลาง เพื่อพิจารณาปัญหานี้จนได้ข้อสรุป และระหว่างนี้ขอให้ทั้ง 2 หน่วยงาน ยุติการใดๆ รวมทั้งชะลอการดำเนินคดีผู้ครอบครองที่ดิน แปลงที่ ส.ป.ก.นครราชสีมา ออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 เรียบร้อยแล้ว การลงพพื้ตที่ครั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จุดปักหมุด บ้านเกวปลากั้ง หมู่10 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อดูเขตพื้นที่อุทยาน และสอบถามปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ อีกด้วย

สำหรับปัญหาการบุกรุกป่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2566 เจ้าหน้าที่พบว่า สภาพพื้นที่ป่าที่ถูกแผ้วถาง เป็นรอยแหว่งเข้าไปในเขตป่าทึบของผืนป่ามรดกโลกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จึงลาดตระเวน และพบหลักหมุดของ ส.ป.ก. ที่เพิ่งนำมาปักในเขตอุทยาน จึงทำหนังสือทักทวงไปที่ ส.ป.ก.นครราชสีมาให้ตรวจสอบ เพราะจุดที่ปักหมุดยังมีสภาพป่ายังสมบูรณ์ และมีร่องรอยการหากินของสัตว์ ไม่ใช่ป่าเสื่อมโทรมแต่อย่างใด การบุกรุกที่ชัดเจนมากขึ้นนำไปสู่การวางแผนจับกลุ่มชายฉกรรก์ 5 คน เข้าไปแผ้วถางป่า เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา และผู้ต้องหาได้นำเอกสารสปก.4-01 มาแสดงว่าเข้ามาทำกินในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างถูกต้อง ก่อนจะมีคนมาประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีต่อไป

‘รมว.เกษตรฯ‘กำชับกรมชล เร่งช่วยเหลือชาวราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787469

'รมว.เกษตรฯ‘กำชับกรมชล เร่งช่วยเหลือชาวราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

‘รมว.เกษตรฯ‘กำชับกรมชล เร่งช่วยเหลือชาวราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 19.44 น.

15 ก.พ.67 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ร่วมกิจกรรมงานบุญกุ้มข้าวใหญ่ ร่วมกับกลุ่มสมัชชาคนจนเขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนา พร้อมรับฟังความคืบหน้าแนวทางการแก้ไขปัญหาของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายกิตติธัช เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 นายพิศิษฐศักดิ์ โชตะมังสะ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสำนักงานชลประทานที่ 8) นายจำรัส สวนจันทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานศรีสะเกษ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ณ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนเครือข่ายทามมูล อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาของกลุ่มสมัชชาคนจนเขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนา ปัจจุบันคณะกรรมการกำกับและติดตามแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ที่มีร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรองประธาน ได้เร่งรัดจัดทำแผนปฏิบัติการให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่ได้ตกลงกับสมัชชาคนจนไว้ รวมไปถึงการจัดแปลงที่ดินอพยพและการชดเชยการสูญเสียรายได้จากการก่อสร้างเขื่อน ซึ่งหลังจากนี้ หากมีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน จะมีการกำหนดวันและเวลาประชุมของคณะกรรมการฯ เพื่อหารือร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง 

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจแก่กลุ่มสมัชชาคนจน จะเร่งผลักดันและขับเคลื่อนแผนต่างๆ ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพของเกษตรกร เพื่อแก้ไขปัญหาของผู้ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’ชูระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด-เทคโนโลยี พิชิตฝุ่น PM 2.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787331

‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’ชูระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด-เทคโนโลยี พิชิตฝุ่น PM 2.5

‘กรุงเทพโปรดิ๊วส’ชูระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด-เทคโนโลยี พิชิตฝุ่น PM 2.5

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 13.44 น.

บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือ ซีพีเอฟ ได้พัฒนาและใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มาตั้งแต่ปี 2559 นับเป็นบริษัทแรกของไทยที่นำระบบนี้มาใช้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการจัดหาวัตถุดิบหลักทางเกษตรสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งปลูกที่ไม่มีการตัดไม้ทำลายป่า และการเผา ตามนโยบายของเครือซีพี “ไม่รับและไม่นำเข้าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่รุกป่า และพื้นที่ที่มาจากการเผา” เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม  และมีส่วนร่วมแก้ปัญหาหมอกควัน และฝุ่น PM 2.5

ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด (Corn Traceability) ช่วยให้บริษัททราบถึงข้อมูลสำคัญของเกษตรกรและที่มาของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงพื้นที่ปลูกที่ไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึง วิธีการปลูก ตลอดจนสามารถติดตามการเผาแปลง ซึ่งปัจจุบัน ปัจจุบัน มีเกษตรกรปลูกข้าวโพดกว่า 40,000 ราย และพ่อค้าพืชไร่ อีกกว่า 600 ราย เป็นผู้รวบรวมข้อมูลเกษตรกร ลงทะเบียนซื้อขายผลผลิตผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ ครอบคลุมพื้นที่ปลูก กว่า 2 ล้านไร่

ปัจจุบัน การจัดหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สำหรับกิจการในประเทศไทยของซีพีเอฟ  สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ทั้งหมด ขณะเดียวกัน กรุงเทพโปรดิ๊วส ยังขยายผลการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดไปใช้ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา ฟิลิปปินส์ อินเดีย และบังคลาเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างรับผิดชอบของกรุงเทพโปรดิ๊วส และซีพีเอฟที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้มาจากแหล่งผลิตที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่บุกรุกพื้นที่ป่า

กรุงเทพโปรดิ๊วส ใช้ เทคโนโลยีบล็อกเชน เพิ่มความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของข้อมูล สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคและใช้ เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม ติดตามการเผาแปลงแบบวันต่อวัน หากพบจุดความร้อนตรงกับแปลงปลูกของเกษตรกรที่จำหน่ายผลผลิตให้ เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ให้แนะนำและส่งเสริมวิธีการไถกลบแทนการเผา

ทั้งนี้ กรุงเทพโปรดิ๊วส ยังสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน  Public-Private Partnership  ป้องกันการเผาแปลงข้าวโพด ลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 สร้างห่วงโซ่การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รับผิดชอบต่อโลก โดยสนับสนุนให้คู่ค้าได้ใช้ข้อมูลจุดความร้อนจากภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อตรวจจับการเผาแปลงแบบระบุเป็นรายแปลง และกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รับผิดชอบ ตามเป้าหมายของโครงการ “Partner To Green คู่ค้าข้าวโพดพันธมิตร พิชิตหมอกควัน รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถคู่ค้าพันธมิตรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก้าวสู่เป้าหมาย Net-Zero ในปี 2050

กรุงเทพโปรดิ๊วสยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ชวนคนไทยร่วมยุติการเผาแปลง พิชิตปัญหาฝุ่น PM 2.5  ได้เข้ามามีส่วนช่วยเฝ้าระวังการเผาแปลงของเกษตรกร  เปิดช่องทางการร้องเรียนพบการเผาแปลงข้าวโพด ผ่านแอปพลิเคชั่น “ฟ.ฟาร์ม” เจอเผาแปลง แจ้งแอป ฟ.ฟาร์ม หรือแจ้งผ่านเว็บไซต์ระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด ชวนเกษตรกรและประชาชนทั่วไปร่วมมือป้องกันเผาแปลงเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

สามารถชมคลิปได้ https://youtu.be/z7Qa3uZK7bM?si=NFbpakIMN8izuy2g

กรมชลฯเฝ้าระวัง เหนือ-อีสาน-กลาง จัดสรรน้ำตามแผน จับตาพื้นที่ภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787205

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 59,398 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 78% ของความจุอ่างฯ รวมกันเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 17,519 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุอ่างฯรวมกัน) จึงวางแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ ด้วยการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเป็นหลัก รักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม

ขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งทั้งประเทศไปแล้วกว่า 6,254 ล้าน ลบ.ม. (29%) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 1,726 ล้าน ลบ.ม. (29%) ปัจจุบันทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 3.56 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 61 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.67 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 88 ภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ ยังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทั้งนี้ ได้กำชับไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ จัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำทุกกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ ตามลำดับความสำคัญ

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่าและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งานได้เต็มศักยภาพ

สทนช.แก้ปัญหาภัยแล้ง เกาะลันตานำร่องประปาน้ำฝน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787206

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ชุมชนโต๊ะบาหลิว ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ประสบปัญหาคุณภาพน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภค-บริโภคที่ใช้มาตั้งแต่เดิมนั้นเป็นน้ำกร่อย ส่วนระบบประปาที่นำมาใช้ มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน นายสมศักดิ์เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้ สทนช.นำข้อจำกัดด้านน้ำของชุมชนมาพิจารณาหาแนวทางแก้ไขโดยเร่งด่วน ทั้งนี้ สทนช.เตรียมหารือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพื่อพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพน้ำต้นทุนของชุมชน โดยนำเทคโนโลยีการผลิตน้ำประปาจากน้ำฝนเข้ามาติดตั้งให้ชุมชน นอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ชาวบ้านกว่าร้อยครัวเรือน รวมถึงความมั่นคงด้านน้ำให้กับภาคการท่องเที่ยวในหมู่เกาะลันตา และยังเป็นการนำเทคโนโลยีสีเขียว เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

ในส่วนการติดตาม 9 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2566/67 สทนช.ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเชิงรุก ป้องกันพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันกรมทรัพยากรน้ำได้สูบน้ำเพื่อช่วยเหลือการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคแล้ว โดยสูบจากแหล่งน้ำกุดเป่ง ส่งไปยังแหล่งน้ำห้วยกาหลง ต.สองคอน อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ระยะทาง 750 เมตร นอกจากนี้ในพื้นที่หมู่ 8ต.โนนไทย จ.นครราชสีมา กรมทรัพยากรน้ำ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจากสระดอนทะยิงไปเติมแหล่งน้ำดิบผลิตประปาหมู่บ้านแล้ว 30,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำอุปโภค-บริโภค

“ในช่วงฤดูแล้งปีนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในสภาวะเอลนีโญ สทนช.ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม 9 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2566/67 อย่างเคร่งครัด พร้อมวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์น้ำที่เป็นปัจจุบัน และคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์น้ำฝนน้ำท่าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อเตรียมปรับแผนจัดสรรน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ มีการขับเคลื่อนมาตรการรองรับฤดูแล้งในเชิงรุก ทั้งกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ ให้มีน้ำเพียงพอต่อทุกกิจกรรมการใช้น้ำตลอดทั้งปี โดยสทนช.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องโดยวางแผนลงพื้นที่ จ.ลำปาง นครสวรรค์ สุพรรณบุรี ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ขอนแก่น สกลนคร และนครพนม ซึ่งเป็นการทำงานในเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุภัยแล้ง ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้น้อยที่สุด” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

‘ธรรมนัส’ร่วมทำMOU ชูพะเยาตลาดเกษตรภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787207

‘ธรรมนัส’ร่วมทำMOU ชูพะเยาตลาดเกษตรภาคเหนือ

‘ธรรมนัส’ร่วมทำMOU ชูพะเยาตลาดเกษตรภาคเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ทำ MOU : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) พัฒนาตลาดกลางสินค้าเกษตรภาคเหนือ ระหว่างองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.), อบจ.พะเยา และเทศบาลเมืองพะเยา เพื่อร่วมกันจัดตั้งตลาดเป็นแหล่งกลางในการซื้อขายผลิตผลการเกษตร

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) พัฒนาตลาดกลางสินค้าเกษตรภาคเหนือ ระหว่างองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) , อบจ.พะเยา และเทศบาลเมืองพะเยา ที่เทศบาลเมืองพะเยา ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา ซึ่งการลงนามฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันจัดตั้งตลาดเพื่อเป็นแหล่งกลางในการซื้อขายผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและสินค้าอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในการผลิต การจำหน่าย การตลาด การเก็บรักษา และการขนส่งผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของเกษตรกร เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยรวบรวมและเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรม

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า จากการศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยทางเศรษฐกิจและเชิงพื้นที่ จ.พะเยา จะเห็นว่าสามารถสนับสนุนโอกาสแก่เกษตรกรในภาคเหนือ ส่งผลให้มีทิศทางการพัฒนาจังหวัดในพื้นที่ชายแดนในการเป็นศูนย์กลางเพื่อกระจายสินค้า มีการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติ และการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม การเชื่อมโยงเส้นทางโลจิสติกส์ สู่เส้นทางด้านการค้าการลงทุนสู่ประเทศสมาชิกในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ในด้านการเกษตร จ.พะเยา มีศักยภาพเชิงพื้นที่ซึ่งเอื้อต่อการเกษตร ส่วนการค้าการลงทุน สามารถเชื่อมโยงสู่ประเทศเพื่อนบ้านหากเปิดจุดผ่านแดนได้สำเร็จ จะส่งผลในการยกระดับการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวให้สูงขึ้น อีกทั้งยังมีพื้นที่เหมาะสมเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างภูมิภาคทั้งกลุ่มอาเซียนและจังหวัดต่างๆ

รมว.เกษตรฯแก้ปมเผาในพื้นที่เกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787204

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับฟังและมอบนโยบายการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรอย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในงานเสวนาวิชาการ เรื่อง “เกษตรไม่เผา เธอรัก (ภู) เขา ดาวก็รักเธอ” ภายใต้โครงการสร้างการรับรู้และขยายผลการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรอย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยมีการนำเสนอประเด็นสำคัญต่างๆ

สำหรับการป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู รับมือภัยแล้งและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ประกอบกับสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 มีแนวโน้มที่สูงขึ้น จึงกำหนดให้มีมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2566/67 โดยแบ่งมาตรการออกเป็น 3 ระยะ 1.มาตรการระยะสั้น ลดการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม 17 จังหวัดภาคเหนือลดลง ร้อยละ 50 และพื้นที่อื่นๆ ลดลงร้อยละ 10 และมีการจัดตั้งชุดปฏิบัติการเฝ้าระวังจุดที่มีการเผาเดิม ตรวจสอบพื้นที่ที่พบจุดความร้อน (Hot Spot) สร้างความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในสังกัด นอกจากนี้ จะให้บริการเครื่องจักรกลช่วยจัดการแปลงหลังการเก็บเกี่ยว สนับสนุนจุลินทรีย์และชีวภัณฑ์2.มาตรการระยะกลาง ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพืชปลูกจากพืชล้มลุกที่ต้องทำการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรเป็นพืชที่มีมูลค่าสูง จัดตั้งศูนย์บริหารเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ (Motor Pool) เพื่อลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และ 3.มาตรการระยะยาว ส่งเสริมให้เกษตรกรเตรียมพร้อมกับกิจกรรมการผลิตที่ปลอดการเผา มุ่งสู่มาตรฐาน GAP PM2.5 FREE ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดการเผาทุกขั้นตอน เน้นการบริหารจัดการเศษวัสดุ โดยจะมีมาตรการจูงใจ ทั้งสนับสนุนค่าใช้จ่าย เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การคืนหรือลดหย่อนภาษีให้แก่เอกชนที่รับซื้อ ที่ช่วยแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างยั่งยืน

‘ธรรมนัส’ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787129

'ธรรมนัส'ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 67

‘ธรรมนัส’ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 67

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 15.06 น.

เกษตรฯ ประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2567 พร้อมประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และปล่อยเรือตรวจการเพื่อออกปฏิบัติการปกป้องแหล่งวางไข่และอาศัยเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำในทะเลอ่าวไทย

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานใน “พิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2567 ” ณ ท่าเทียบเรือประมงชุมพร ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร โดยกล่าวว่า มาตรการดังกล่าว เป็นมาตรการที่กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ครอบคลุมพื้นที่บริเวณอ่าวไทย โดยแบ่งเป็นบริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง 2 ช่วงระยะเวลา ได้แก่ ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคม 2567 ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี และระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2567 ในบริเวณอาณาเขตตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปีดอ่าวไทยตอนกลางและเขตต่อเนื่องตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ ถึงอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปิดอ่าวประจวบ และบริเวณพื้นที่อ่าวไทยรูปตัว ก 2 ช่วงระยะเวลา ได้แก่ ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 256 ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตกของจังหวัดประจวคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร และระหว่างวันที่ 1 สิงหาค – 30 กันยายน 2567 ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในด้านเหนือของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำฝั่งทะเลอ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งวางไข่และอาศัยเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำหลายชนิด ด้วยการคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำที่มีความสมบูรณ์เพศพร้อมผสมพันธุ์วางไข่ และปกป้องสัตว์น้ำวัยอ่อนให้มีโอกาสเจริญเติบโตเป็นสัตว์น้ำรุ่นต่อไป

ทั้งนี้ จากผลการดำเนินมาตรการฯ ในปี 2566 ที่ผ่านมา พบว่าปริมาณการจับปลาทูในอ่าวไทยมีปริมาณมากถึง 41,310 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,316.57 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ถึง 5,602 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 659.08 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 ของปริมาณการจับ (ปี 2565 ปริมาณ 35,708 ตัน มูลค่า 2,657.49 ล้านบาท และพบว่าพ่อแม่ปลาทูมีความสมบูรณ์ในอัตราที่สูงเกือบร้อยละ 100 อีกทั้งยังพบการแพร่กระจายของลูกปลาทู-ปลาสังและสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดอื่นในพื้นที่ที่ประกาศใช้มาตรการ จึงเป็นการยืนยันได้ว่ามาตรการฯ ที่ใช้มีความสอดคล้อง ถูกต้อง และเหมาะสมทั้งในด้านพื้นที่ ช่วงเวลา และเครื่องมือที่มีการประกาศใมาตรการฯ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้ร่วมประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการประกาศใช้มาตรการฯ และปล่อยเรือตรวจการออกปฏิบัติการจำนวน 13 ลำ ประกอบด้วย เรือตรวจประมงทะเล 702 , เรือตรวจประมงทะเล 619 , เรือตรวจประมงทะเล 613 , เรือตรวจประมงทะเล 611 , เรือตรวจประมงทะเล 324 , เรือตรวจประมงทะเล 220 , เรือตรวจประมงทะเล 208 , เรือตรวจประมงทะเล 113 , เรือตรวจประมงทะเล 105 , เรือ ศรซล.ภาค 2 , เรือกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง , เรือตำรวจน้ำ และเรือตรวจคนเข้าเมือง มอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมง (กิจกรรม พัฒนาอาชีพชุมชนประมง) ประจำปี 2567 ให้แก่ประธานองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น 9 ชุมชนในเขตจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และประจวบคีรีขันธ์ มอบหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอจดทะเบียนเรือไทย สำหรับเรือประมงพื้นบ้าน 7 ราย มอบโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ จำนวน 50 ราย และร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน 654,000 ตัว ประกอบด้วย กุ้งแชบ๊วย 500,000 ตัว กุ้งกุลาดำ 150,000 ตัว ปลากระบอกดำ 3,000 ตัว และปลากะพงขาว 1,000 ตัว เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์และเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำลงสู่ทะเลอ่าวไทย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการนำเสนอข้อมูลความรู้ทางด้านประมงที่เกี่ยวข้องกับมาตรการฯ อาทิ ผลงานวิชาการสำรวจข้อมูลสัตว์น้ำ มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ทะเลอาวไทย การจดทะเบียนเรือประมงพื้นบ้านและเรือประมงพาณิชย์ กิจกรรมขยะทะเลคืนฝั่งทะเลสวยด้วยมือเรา การควบคุมการทำประมงในช่วงประกาศใช้มาตรการฯ นิทรรศการสิ่งมีชีวิต อาทิ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำปลากระบอกดำ ปลาการ์ตูน ปลาหมอชุมพร 1 การบริหารจัดการทรัพยากรปูม้า ตลอดจนการแปรรูปสัตว์น้ำและจัดแสดงสินค้าประมงธงเขียว

ด้าน นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า “มาตรการปิดอ่าวไทย” ถือเป็นภารกิจหลักที่กรมประมงมี การดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำเศรษฐกิจ รวมถึงส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากสัตว์น้ำอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการส่งเสริมและเร่งฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งอาชีพชาวประมงให้กินดี อยู่ดี และมีรายได้อย่างยั่งยืน

– 006

เกษตรฯปูพรมใน56จังหวัด KickOff ไถกลบตอซังลดฝุ่นPM2.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787002

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน Kick Off “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” จัดโดยกรมพัฒนาที่ดิน มีศูนย์กลางการจัดงานที่บ้านแม่กุ้งบก ต.สันกลาง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ร่วมกับอีก 55 จังหวัด ที่มีความเสี่ยงต่อการเผา (Hot Spot) ทั่วประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยนายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรฯ ร่วม Kick Off ที่ อบต.หนองโสน อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ร่วม Kick Off ที่บ้านศิลาทอง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 ราย

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ประเทศไทยประสบปัญหามลพิษทางอากาศ สาเหตุหนึ่งเกิดจากการเผาพื้นที่ป่าไม้และวัสดุทางการเกษตรเพื่อเตรียมแปลงปลูกพืชในฤดูถัดไป ซึ่งเป็นการสร้างมลพิษทางอากาศนำไปสู่ภาวะโลกร้อน พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม สูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดินทำลายโครงสร้างดินที่เหมาะสม และทำลายห่วงโซ่อาหาร จึงขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) และให้บรรลุเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2613 ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ในเวทีโลก ซึ่งการจัดงานในวันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันเพื่อหยุดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม สร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาจากการเผาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรดิน จึงขอให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจ ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยต่อไป

ด้านนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรลด ละ เลิก การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร เช่นตอซังข้าว ข้าวโพด และอื่นๆ เปลี่ยนมาใช้วิธีไถกลบตอซังพืชแทนการเผา ซึ่งเศษวัสดุการเกษตรเหล่านี้มีส่วนประกอบของธาตุอาหารพืชและอินทรียวัตถุที่เป็นประโยชน์ต่อพืช แต่เกษตรกรยังขาดการจัดการที่เหมาะสม มีการเผาทิ้งหลังจากการเก็บเกี่ยว ซึ่งจะทำให้เกิดการสูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดินแล้ว ทำให้โครงสร้างของดินเปลี่ยนแปลงไป เนื้อดินจับตัวกันแน่นและแข็ง ทำลายจุลินทรีย์ดินและแมลงที่เป็นประโยชน์ต่อพืช และที่สำคัญเป็นสาเหตุทำให้เกิดหมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสุขภาพอนามัยของประชาชน

ทั้งนี้ การจัดงานรณรงค์ “ไถกลบตอซังสร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปีงบประมาณ 2567 เป็นการปลุกจิตสำนึก และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกร ทำการเกษตรโดยไม่เผา หันมาไถกลบตอซัง เป็นปุ๋ยปรับปรุงบำรุงดิน และสาธิตวิธีการไถกลบตอซังที่ถูกต้องและเหมาะสมให้แก่เกษตรกรนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดหมอกควัน ฝุ่นละออง PM2.5 และภาวะโลกร้อน ที่เกิดจากการเผาตอซังพืชซึ่งภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย

รมว.เกษตรฯถกแก้ปัญหา ชาวประมงพื้นบ้านระนอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787005

วันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธานเปิดการสัมมนาชาวประมงพื้นบ้านประเทศไทย ครั้งที่ 9/2566 พร้อมทั้งรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากตัวแทนสมาชิกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯผู้บริหารส่วนราชการจังหวัดระนอง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สถานีวิจัยเพื่อการพัฒนาชายฝั่งอันดามัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หาดประพาส ต.กำพวนอ.สุขสำราญ จ.ระนอง มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และหาแนวทางการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านให้คงอยู่อย่างยั่งยืนระหว่างสมาชิกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านกว่า 67 กลุ่ม ซึ่งอาชีพประมงพื้นบ้าน เป็นกลุ่มอาชีพที่กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญและมุ่งพัฒนาแนวทางการประกอบอาชีพอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ด้านเครื่องมือประมง และด้านเรือที่ใช้ในการทำประมง ตลอดจนแหล่งเงินทุนและการต่อยอดผลิตภัณฑ์ประมง เพื่อเพิ่มมูลค่าของสัตว์น้ำ สร้างความมั่นคงในอาชีพประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาข้อเสนอนโยบายการประมงและพัฒนาคุณภาพชีวิตประมงพื้นบ้าน เพื่อหาทิศทางในการช่วยเหลือพี่น้องประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน