รองปลัดฯถกคณะอนุฯ แผนใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788196

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดิน ครั้งที่ 1/2567 โดยสรุปผลการประชุม ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบร่างมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน ครั้งที่ 3 ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะทำงานพิจารณาศึกษามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน (ตามคำสั่งคณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดอัตรา หลักเกณฑ์ และวิธีการเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมและการจัดรูปที่ดินที่ 8/2561 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2561) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 และผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดอัตรา หลักเกณฑ์ และวิธีการเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมและการจัดรูปที่ดิน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2566 และให้นำเสนอคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลางเพื่อพิจารณาต่อไป

2.ที่ประชุมรับทราบ รายงานสถานะเงินกองทุนจัดรูปที่ดิน (ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2566) และ 3.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ แผนงานและโครงการจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม ปี 2567 (เงินเหลือจ่ายครั้งที่ 1) ประกอบด้วย งานก่อสร้างจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม งานปรับปรุงจัดรูปที่ดิน งานปรับปรุงจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม งานซ่อมแซมจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม ค่าออกโฉนดที่ดินตกค้าง และโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและการผลิตในแปลงเกษตร รวมวงเงินทั้งสิ้น 14,186,120 บาท เพื่อให้การใช้งบประมาณเหลือจ่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามนโยบายการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ที่กำหนดไว้

‘กรมการข้าว’ร่วมมือภาคเอกชน มุ่งนำเทคโนโลยีสนับสนุนสินค้าข้าวทั้งระบบ เพิ่มรายได้แก่ชาวนาไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788144

'กรมการข้าว'ร่วมมือภาคเอกชน มุ่งนำเทคโนโลยีสนับสนุนสินค้าข้าวทั้งระบบ เพิ่มรายได้แก่ชาวนาไทย

‘กรมการข้าว’ร่วมมือภาคเอกชน มุ่งนำเทคโนโลยีสนับสนุนสินค้าข้าวทั้งระบบ เพิ่มรายได้แก่ชาวนาไทย

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 18.11 น.

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 กรมการข้าว จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง การจัดทำและรวบรวมข้อมูลตลาดสินค้าข้าว ร่วมกับบริษัท ดิจิตอล อีร่า กรุ๊ป จำกัด โดยในส่วนของกรมการข้าว นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นผู้ลงนามบันทึกข้อตกลงฯ และนายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว เป็นพยาน ในส่วนของบริษัท ดิจิตอล อีร่า กรุ๊ป จำกัด นางสาวธานัท โคจรานนท์ กรรมการบริษัท เป็นผู้ลงนาม และนายภาคภูมิ แสงวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี เป็นพยานของบริษัท ดิจิตอล อีร่า กรุ๊ป จำกัด พร้อมทั้งยังมีหน่วยงานนอกสังกัดกรมการข้าวและภาคเอกชน ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ตลาดเกษตรเชิงพาณิชย์เพื่อการส่งออก ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตร ร้านอาหาร และตัวแทนวิสาหกิจชุมชน เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ครั้งนี้ ซึ่งเป็นผู้ให้ความสนใจและสนับสนุนการดำเนินงานของการจัดทำและรวบรวมข้อมูลตลาดสินค้าข้าว ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์การลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ ว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อให้สามารถนำข้อมูลตลาดสินค้าข้าวในปัจจุบัน และข้อมูลแนวโน้มตลาดสินค้าข้าวในอนาคตมากำหนดนโยบาย แผนงาน โครงการในการสนับสนุน ส่งเสริม การพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สินค้าข้าวของเกษตรกรให้ตรงกับความต้องการของตลาด และสามารถบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานตลอดห่วงโซ่คุณค่าของสินค้าข้าวได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งช่วยเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นและความโปร่งใสให้ผู้ซื้อได้ทราบข้อมูลตลอดกระบวนการผลิตสินค้าข้าว ผ่านการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยสนับสนุนห่วงโซ่คุณค่าของตลาดสินค้าข้าวทั้งระบบ เช่น แอปพลิเคชัน (Application) บล็อกเชน(Blockchain) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI)  ซึ่งจะช่วยยกระดับ และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ตลอดจนสามารถนำข้อมูลตลาดหรือแหล่งรับซื้อสินค้าข้าว มาประชาสัมพันธ์ให้แก่เกษตรกรทำการผลิตสินค้าข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาดและทำการวิเคราะห์วางแผนจัดการข้อมูลด้านการตลาดสินค้าข้าวต่อไป

– 006

‘ซีพีเอฟ’ปันน้ำปุ๋ยปีที่ 23 เกษตรกรปลื้มช่วยลดต้นทุน-ผ่านพ้นวิกฤตแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788021

‘ซีพีเอฟ’ปันน้ำปุ๋ยปีที่ 23 เกษตรกรปลื้มช่วยลดต้นทุน-ผ่านพ้นวิกฤตแล้ง

‘ซีพีเอฟ’ปันน้ำปุ๋ยปีที่ 23 เกษตรกรปลื้มช่วยลดต้นทุน-ผ่านพ้นวิกฤตแล้ง

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 12.50 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้า “โครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร” แบ่งปันน้ำปุ๋ยจากระบบบำบัดของฟาร์มสุกรและคอมเพล็กซ์ไก่ไข่ ส่งให้เกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชในชุมชนรอบสถานประกอบการ บรรเทาผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน เพิ่มรายได้

19 กุมภาพันธ์ 2567 นายสมคิด วรรณลุกขี ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า คอมเพล็กซ์ไก่ไข่ของซีพีเอฟ ดำเนินโครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร นับตั้งแต่ปี 2564 ด้วยการนำน้ำจากระบบไบโอแก๊ส (Biogas) ที่ผ่านการบำบัดแล้ว ส่งให้แก่เกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชในพื้นที่ใกล้เคียง ใช้ในสวนปาล์มน้ำมัน ไร่แตงโม ฟักทอง อ้อย ข้าวโพด และหญ้าเนเปียร์ สำหรับปี 2566 คอมเพล็กซ์ไก่ไข่จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ฟาร์มสันกำแพง ฟาร์มจักราช ฟาร์มหนองข้อง ฟาร์มอุดร และฟาร์มจะนะ แบ่งปันน้ำปุ๋ยไปกว่า 181,000 ลูกบาศก์เมตร ให้กับพื้นที่การเกษตรมากกว่า 145 ไร่ ช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งแก่พี่น้องเกษตรกร และมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำให้กับชุมชน

“ซีพีเอฟ มีเป้าหมายในการไม่ปล่อยน้ำทิ้งออกภายนอกฟาร์ม หรือ Zero Discharge โดยน้ำหลังการบำบัดด้วย Biogas และยังคงมีแร่ธาตุที่เหมาะสมกับพืชที่เรียกว่า “น้ำปุ๋ย” ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ในฟาร์มทั้งรดต้นไม้ สนามหญ้า และแปลงผักปลอดภัยที่บุคลากรปลูกในพื้นที่ว่างของฟาร์ม เมื่อเกษตรกรรอบฟาร์มเห็นผลสำเร็จพืชพันธุ์เติบโตดี จึงติดต่อขอรับน้ำไปใช้รดพืชผลทั้งในช่วงแล้งและช่วงปกติตลอดปี น้ำปุ๋ยและกากตะกอนที่ส่งต่อสู่เกษตรกรมีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนค่าปุ๋ย ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี” นายสมคิด กล่าว

ทางด้าน นายหล๊ะ ดุไหน ต้นแบบเกษตรกรที่รับน้ำปุ๋ยจากฟาร์มจะนะ จ.สงขลา กล่าวว่า ใช้น้ำปุ๋ยรดสวนปาล์ม 10 ไร่ และใช้ในแปลงปลูกฟักทอง 10 ไร่ รอบการผลิตที่ผ่านมาน้ำปุ๋ยซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดี ช่วยให้ได้ผลผลิตฟักทองมากถึง 20,000 กิโลกรัม มีกำไร 200,000 บาท ส่วนรอบผลิตปัจจุบันคาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ล่าสุดขยายความสำเร็จไปใช้กับไร่แตงโมอีก 10 ไร่ ผลผลิตดีมาก เถาแตงแข็งแรง มีดอกมาก ติดผลดก แตงลูกใหญ่น้ำหนักดี น่าจะสร้างกำไรได้อย่างแน่นอน และยังมองหาแนวทางขยายการผลิตในพืชชนิดอื่นๆต่อไป

ส่วน นายวิโรจน์ ใจด้วง เกษตรกรปลูกหญ้าเนเปียร์ ที่รับน้ำปุ๋ยจากฟาร์มสันกำแพ จ.เชียงใหม่ โดยใช้น้ำปุ๋ย 720 ลูกบาสก์เมตรต่อรอบการผลิต ในการรดหญ้าเนเปียร์ 6 ไร่ ใช้เทคนิคผสมน้ำปุ๋ยกับน้ำคลอง ในอัตราส่วน 1:1 สามารถปลูกหญ้าเนเปียร์ได้ 4 รอบต่อปี ช่วยลดค่าปุ๋ยเคมีเฉลี่ย 16,000 บาทต่อปี หลังจากที่ได้ใช้น้ำปุ๋ย พบว่าต้นหญ้าโตเร็วกว่าที่เคยใช้ปุ๋ยเคมี ต้นอวบแน่น ใบใหญ่ ได้ผลผลิตที่ดีมาก ปัจจุบันไม่มีภาระต้นทุนค่าปุ๋ยอีกเลย และขอขอบคุณซีพีเอฟที่จัดโครงการฯนี้ ที่ช่วยให้ผ่านพ้นภัยแล้งและช่วยเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร

ซีพีเอฟ เดินหน้า “โครงการปันน้ำปุ๋ยสู่เกษตรกร” สู่ปีที่ 23 ทั้งในฟาร์มสุกรและคอมเพล็กซ์ไก่ไข่ ภายใต้การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่การผลิต มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรและช่วยลดการใช้น้ำดิบจากแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลัก 3Rs ทั้งการลดปริมาณการใช้น้ำดิบจากธรรมชาติ (Reduce) การนำน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดแล้วกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ตามกลยุทธ์และเป้าหมายความยั่งยืน “CPF 2030 Sustainability in Action” สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (SDGs)   ////-005

กรมชลฯเชิญชวน เกษตรกรร่วมทำ นาเปียกสลับแห้ง ลดใช้น้ำในฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787928

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 58,517 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 77% ของความจุอ่างฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 17,138 ล้าน ลบ.ม. (69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) จึงวางแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มี ด้วยการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเป็นหลัก รักษาระบบนิเวศการเกษตร อุตสาหกรรม และสำรองไว้ใช้ในต้นฤดูฝนหน้าตามลำดับ

ขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งทั้งประเทศแล้วกว่า 7,369 ล้าน ลบ.ม. (34%) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,163 ล้าน ลบ.ม. (36%) ปัจจุบันทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 5.58 ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ 96 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 4.09 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 135 ของแผนฯ ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ถึงอย่างไรยังคงต้องติดตามพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังอย่างใกล้ชิด พร้อมประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำให้เกษตรกรและประชาชนรับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหาย รวมทั้งรณรงค์ให้เกษตรกรเก็บกักน้ำไว้ในบ่อสำรอง เพื่อสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้า ตลอดจนเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำได้ถึง 20-30% เพื่อประหยัดน้ำ ช่วยลดการใช้ปุ๋ย ทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิตด้วย

หม่อนไหมมอบของขวัญ แจกไข่ไหมพันธุ์ดีทั่วปท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787933

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พ.จ.อ.ประเสริฐ มาลัย อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังฟื้นตัวอย่างมีศักยภาพ ทำให้เกษตรกรต้องมีความเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงต่อสภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย สร้างขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม รวมถึงเป็นการส่งความสุขในเทศกาลวันปีใหม่และเทศกาลวันสงกรานต์ ประจำปี 2567 จึงยกเว้นการเก็บค่าบริการพันธุ์ไข่ไหมพันธุ์ดีในเทศกาล ส่งความสุข พ.ศ. 2567 ให้กับเกษตรกรที่จดทะเบียนกับกรมหม่อนไหม รายละ 5 แผ่น (แผ่นละ 22,000 ฟอง) ซึ่งเกษตรกรจะขอรับคราวเดียวกัน หรือแบ่งรับบริการก็ได้ โดยยกเว้นการเก็บค่าบริการไข่ไหม ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2567

“เกษตรกรที่ขอรับบริการไข่ไหมพันธุ์ดี ต้องเป็นเกษตรกรที่จดทะเบียนกับกรมหม่อนไหม และขอรับบริการกับหน่วยงานของกรมหม่อนไหมในพื้นที่รับผิดชอบ โดยการแจกจ่ายไข่ไหมพันธุ์ดีแต่ละครั้งจะมีความสอดคล้องกับพื้นที่แปลงหม่อนของเกษตรกร เพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์อื่นใดจากไข่ไหมที่ไม่ผ่านการเลี้ยงไหม เป็นการรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมโดยตรง” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

‘ธรรมนัส’ชูอ่างฯห้วยขอนแก่น เพิ่มประสิทธิภาพเก็บกักน้ำทำเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787930

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยขอนแก่น ต.ห้วยไร่ อ.หล่มสัม จ.เพชรบูรณ์ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดกลาง ก่อสร้างแล้วเสร็จปี 2537 มีความจุที่ระดับเก็บกัก 33.22 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้สำหรับการเกษตร และอุปโภค-บริโภค ให้เป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพในช่วงฤดูแล้ง ในพื้นที่ ต.บ้านติ้ว ต.ห้วยไร่ ต.บ้านหวาย ต.ปากดุก ต.ปากช่อง ต.บ้านกลาง ต.ช้างตะลูด และ ต.บ้านไร่ รวมพื้นที่รับประโยชน์ ทั้งหมด 31,880 ไร่ แต่ปัจจุบันยังขาดแคลนน้ำในการเกษตร และอุปโภค-บริโภค จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอกับความต้องการ และเพื่อรองรับการขยายตัวด้านการอุปโภค-บริโภคในอนาคต จึงพิจารณาเพิ่มความจุของอ่างเก็บน้ำจาก 33.22 ล้าน ลบ.ม. เป็น 37.96 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะสามารถช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ได้

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้ติดตามโครงการการบรรเทาอุทกภัยเทศบาลเมืองหล่มสัก พื้นที่เทศบาลหล่มสัก ตาลเดี่ยว สักหลง วัดป่าหนองไขว่ ปากดุก เนื่องจากแม่น้ำป่าสัก มีความจุลำน้ำ 80.00 ลบ.ม.(วินาที) แต่บริเวณต้นน้ำป่าสักที่ อ.หล่มเก่า มีความจุลำน้ำ 360.00 ลบ.ม.(วินาที) ซึ่งเกินศักยภาพการระบายน้ำ จึงศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมการบรรเทาอุทกภัยเทศบาลเมืองหล่มสัก วางแนวการศึกษา โดยมีแผนดำเนินการ 4 แผนงาน รวมทั้งศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมการบรรเทาอุทกภัยเทศบาลเมืองหล่มสัก แนวคลองผันน้ำเพื่อผันน้ำในเขตคลองสายหลักคลองส่งน้ำฝายฝั่งซ้ายแม่น้ำป่าสักซึ่งมีเขตคลองเหลืออยู่ประมาณ 40 เมตร โดยจากการประเมินความเป็นไปได้ในการระบายน้ำ จะสามารถตัดยอดน้ำได้ประมาณ 150 ลบ.ม.(วินาที) ระยะความยาวทางผันน้ำ 30 กิโลเมตร

จากนั้น รมว.เกษตรฯ เดินทางไป ต.วังท่าดี อ.หนองไผ่ ตรวจเยี่ยมโครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำกงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดกลาง มีความจุที่ระดับเก็บกัก 48.52 ล้าน ลบ.ม. หรือ 43% ของปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำ มีการก่อสร้างระบบส่งน้ำ ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองลำกง ที่ก่อสร้างความเสร็จปี 2554 เพื่อใช้เป็นระบบส่งน้ำสำหรับการเกษตร และอุปโภค-บริโภค พื้นที่ ต.วังท่าดี ต.ท่าแดง ต.บ่อไทย และ ต.วังโบสถ์ อ.หนองไผ่ รวมพื้นที่รับประโยชน์ 50,000 ไร่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งซ้าย ดำเนินการแล้วเสร็จประมาณ 52.53% และมีแผนในการก่อสร้างระบบส่งน้ำฝั่งขวา พร้อมอาคารประกอบ 4 สาย

อย่างไรก็ดี กรมชลประทาน มีแผนในการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำอ่างเก็บน้ำคลองลำกง โดยการปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้น พร้อมอาคารประกอบ ซึ่งจะสามารถเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำได้อีกประมาณ 6 ล้าน ลบ.ม.(จากเดิม 48.52 ล้าน ลบ.ม. เป็น 54.50 ล้าน ลบ.ม.) และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก 6,000 ไร่จากเดิม 50,000 ไร่ เป็น 56,000 ไร่

สศก.ชี้สินค้าไทยยังเติบโต ส่งออกตลาดอาเซียน-ตลาดโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787451

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรและยางพาราธรรมชาติของไทยในตลาดโลก ว่ายังคงรักษาตลาดส่งออกได้โดยมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนจากมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลกในช่วง 10 เดือนของปี 2566 (มกราคม-ตุลาคม 2566) เท่ากับ 2,012,215 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15,987 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.80 โดยไทยมีมูลค่าการค้ากับจีน (23.49%) มากเป็นอันดับ 1 รองลงมา คือ อาเซียน (22.81%) สหรัฐอเมริกา (8.03%) สหภาพยุโรป (7.67%) และญี่ปุ่น (7.17%)

สำหรับสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรและยางพาราของไทยในตลาดอาเซียน 9 ประเทศ พบว่า สินค้าเกษตรไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับอาเซียน คิดเป็นมูลค่า 195,811 ล้านบาท โดยสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ 5 กลุ่มแรก ได้แก่ 1.น้ำตาล มูลค่า 81,604 ล้านบาท 2.เครื่องดื่ม มูลค่า 43,565 ล้านบาท 3.ข้าวและธัญพืช มูลค่า 31,284 ล้านบาท อาทิ ข้าวเจ้าขาวอื่น 5% ปลายข้าว ข้าวเจ้าขาวหอมมะลิไทย100% 4.ของปรุงแต่งเบ็ดเตล็ดที่บริโภคได้มูลค่า 27,419 ล้านบาท และ 5.ของปรุงแต่งจากธัญพืช แป้ง และนม มูลค่า 23,828 ล้านบาท

ขณะที่การนำเข้าขยายตัวลดลง โดยมีมูลค่านำเข้า 131,571 ล้านบาท สินค้าเกษตรนำเข้าสูงสุด 5 กลุ่มแรก ได้แก่ 1.พืชผักที่บริโภคได้
มูลค่า 20,749 ล้านบาท อาทิ มันเส้น หัวมันสำปะหลังสดหรือแห้ง มันสำปะหลังอัดเม็ด ถั่วบีนแห้งพริกสดหรือแช่เย็น 2.ของปรุงแต่งเบ็ดเตล็ดที่บริโภคได้ มูลค่า 16,378 ล้านบาท อาทิ เต้าหู้ แอลกอฮอล์ผง ครีมเทียม กาแฟสำเร็จรูป ซอสพริกน้ำปลา กะปิ ซอสถั่วเหลือง 3.ข้าวและธัญพืช มูลค่า 15,321 ล้านบาท อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลูกเดือยทั้งเปลือก ข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิ ข้าวบาสมาติ 4.ปลาและสัตว์น้ำ มูลค่า 14,664 ล้านบาท อาทิ เนื้อปลาบดแช่แข็ง ปลาทะเลอื่นๆ เช่น ปลากรุพเพอร์ ปลาดอกหมากครีบยาวเป็นต้น และ 5.ของปรุงแต่งจากธัญพืช แป้งและนมมูลค่า 11,126 ล้านบาท อาทิ อาหารปรุงแต่งสำหรับทารกหรือเด็กเล็ก บิสกิต เค้ก วาฟเฟิล และเวเฟอร์

นอกจากนี้ สศก.ยังติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างไทยกับตลาดหลักที่เป็นคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป พบว่า การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปตลาดจีนขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16.14 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2565 โดยผลไม้เมืองร้อนของไทย ยังคงเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคชาวจีน อย่างไรก็ดี แม้ว่าตลาดผลไม้จีนมีการเติบโตในทิศทางที่สดใส แต่มีการแข่งขันสูงเช่นกัน ดังนั้นผู้ประกอบการควรศึกษาพฤติกรรมการบริโภคผลไม้ของผู้บริโภคชาวจีนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพฤติกรรมของชาวจีนยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

ปศุสัตว์เน้นคุมเข้มสินค้าปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787449

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ได้ดำเนินงานด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ เพื่อความปลอดภัยด้านอาหาร ตั้งแต่การรับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การอนุญาตตั้งโรงฆ่าสัตว์ การรับรองสถานที่รวบรวมไข่ศูนย์รวบรวมนมและปัจจุบันได้ขยายงานด้านมาตรฐานสินค้าไปยัง การรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ คือโครงการปศุสัตว์ OK ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกบริโภคสินค้าปศุสัตว์ที่ปลอดภัย โดยมอบตราสัญลักษณ์ให้แก่ร้านค้า ที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่มาจากแหล่งผลิตที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองมาตรฐาน และสามารถสอบย้อนกลับได้

นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวต่อว่า เทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัยของเนื้อสัตว์เป็นกรณีพิเศษ จึงมั่นใจว่าเนื้อสัตว์นั้นปลอดภัย โดยผู้บริโภคควรใส่ใจเลือกสินค้าเนื้อสัตว์จากสถานที่จำหน่ายที่ผ่านการรับรองมาตรฐานภายใต้สัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ซึ่งมีการจำหน่ายเนื้อสัตว์ที่มีความปลอดภัยสำหรับการบริโภค สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้และเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐานตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ฟาร์ม โรงฆ่าสัตว์ จนถึงสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ ถือเป็นการยกกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อสัตว์ทั้งระบบ

ทั้งนี้ มุ่งหวังให้ตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK ช่วยสร้างความมั่นใจในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น โดยปัจจุบันมีสินค้าปศุสัตว์ที่อยู่ในขอบข่ายการรับรองทั้งหมด 7 ชนิด ได้แก่ เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อเป็ด เนื้อโคไข่ไก่สด ไข่เป็ดสด และไข่นกกระทาสดซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ Modern trade และตลาดสด เข้าร่วมโครงการรวมทั้งหมดมากกว่า 9,338 แห่งทั่วประเทศ และได้มีแผนขยายการรับรองเพิ่มเพื่อให้ครอบคลุมกับประชาชนผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าปศุสัตว์ที่ปลอดภัย จึงขอให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าสินค้าที่กรมปศุสัตว์ ให้การรับรอง มีมาตรฐานการผลิตที่สะอาดและปลอดภัย

เกษตรฯหารือกับภาคเอกชน มุ่งรักษาเสถียรภาพราคาหมู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787452

เกษตรฯหารือกับภาคเอกชน  มุ่งรักษาเสถียรภาพราคาหมู

เกษตรฯหารือกับภาคเอกชน มุ่งรักษาเสถียรภาพราคาหมู

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หารือ : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ หารือแนวทางรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ร่วมกับภาคเอกชน โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการรายใหญ่ ช่วยกันรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ไม่ให้กระทบกับต้นทุนของเกษตรกรรายย่อย และจะหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านอื่นๆ ต่อไป

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ หารือแนวทางการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ร่วมกับภาคเอกชน ตลอดจนสมาคม/ชมรมผู้เลี้ยงสุกร กลุ่มเกษตรกรรายย่อย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่กรมชลประทาน โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จากปัญหาราคาสุกรตกต่ำ ทำให้เกษตรกรรายย่อยได้รับผลกระทบขาดทุนต่อเนื่อง จึงร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ หามาตรการลดต้นทุนการผลิต และการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร โดยจัดเวทีประชุมหารือระหว่างเกษตรกรรายย่อย และผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการรายใหญ่ ช่วยกันรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ไม่ให้กระทบกับราคาต้นทุนของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ยินดีให้ความช่วยเหลือ และจะหามาตรการร่วมกันกับกรมปศุสัตว์ และกรมการค้าภายใน กำหนดราคาสินค้าสุกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้สามารถขายสุกรได้ในราคาที่เป็นธรรม ไม่กระทบกับผู้บริโภค อีกทั้งยังลดปัญหาการกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง

ในส่วนการแก้ปัญหาราคาต้นทุนการผลิต กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชทดแทน คือข้าวโพดและถั่วเหลือง ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร นำร่อง 500 ตำบล สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ให้เกษตรกร

คปก.สั่งใช้ยาแรง ห้ามเผาเศษวัสดุ พื้นที่เขตปฏิรูปฯ ฝ่าฝืนถูกถอนสิทธิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/787450

วันศุกร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) ครั้งที่ 8/2566 พร้อมด้วยนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยหนึ่งในมติสำคัญของที่ประชุม คือการห้ามเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ขยะมูลฝอย สิ่งของไม่พึงประสงค์ ฯลฯ ในเขตปฏิรูปที่ดิน

รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ให้ลดลงร้อยละ 50 ครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัด ของภาคเหนือและภูมิภาคอื่นๆ ส.ป.ก.เป็นหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่เกษตรกรรม กว่า 40 ล้านไร่ทั่วประเทศ โดยหลายพื้นที่ยังเผาเศษซากพืช วัชพืช และเศษวัสดุการเกษตรที่เหลือจากกระบวนการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว ทำให้เกิดหมอกควันและฝุ่นซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม คปก.จึงมีมติกำหนดหน้าที่ให้เกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินห้ามกำจัดวัสดุทางการเกษตร ฟางข้าว ตอซังข้าว ซังข้าวโพด หญ้าหรือขยะมูลฝอย หรือสิ่งอันไม่พึงประสงค์ใดๆ โดยการเผาอันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพดิน หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งก่อสร้างในโครงการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือการทำประโยชน์ในที่ดินของเกษตรกรอื่น หรือสภาพแวดล้อม ถ้าเกษตรกรไม่ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ ให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดมีหนังสือเตือนให้ปฏิบัติให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด ถ้ายังฝ่าฝืน เลขาธิการ ส.ป.ก.หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย จะมีคำสั่งให้สิ้นสิทธิและต้องออกจากที่ดิน