อ.ต.ก.ทำMOUเอกชนขายสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788651

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภค-บริโภค ระหว่าง องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) บริษัท เดอะลิส อินเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ Huashi Supply Chain (Yunnan) Co.,Ltd โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยานว่า MOU ดังกล่าว เป็นความร่วมมือระหว่าง อ.ต.ก.กับภาคเอกชน มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภค-บริโภค และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ในรูปแบบความร่วมมือต่างๆ เพื่อการสนับสนุนการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในและต่างประเทศผ่านการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบซึ่งนอกจากจะนำรายได้เข้าประเทศแล้ว ยังถือเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืนในอนาคต ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยการใช้กลไก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”

ด้านนายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการ อ.ต.ก.กล่าวว่า จากนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ในการเปิดขยายตลาดสินค้าเกษตรในต่างประเทศ และตามโครงการสำคัญระยะสั้น (Quick Win) อ.ต.ก.ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิตทางการเกษตร โดยส่งเสริมช่องทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสร้างโอกาสในการจำหน่ายให้เกษตรกร ส่งเสริมให้สินค้าเกษตรไทยสามารถเข้าสู่ตลาดการค้าต่างประเทศได้มากขึ้นโดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยการลงนาม MOU ครั้งนี้ได้ร่วมกับ บริษัท เดอะลิส อินเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัดซึ่งจะสนับสนุน ส่งเสริมการหาช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภค-บริโภค รวมถึงการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ นับเป็นก้าวแรกของการขยายโอกาสทางการค้าอีกช่องทางหนึ่ง

รองปลัดฯถกอนุฯยินยอม ให้ใช้ประโยชน์ที่ดินเขตปฏิรูปฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788654

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาการให้ความยินยอมหรืออนุญาตการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ครั้งที่ 1/2567 โดยสรุปผลการประชุม อาทิ 1.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ กรณีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อเป็นที่ตั้งวัดเนินทอง ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดชุมพร สำหรับใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เนื้อที่ประมาณ 23-0-07 ไร่ โดยที่ประชุมเห็นควรไม่เรียกเก็บค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดิน

2.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบกรณีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อเป็นที่ตั้งวัดบ้านร้านตัดผม ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดชุมพร สำหรับใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ เนื้อที่ประมาณ 24-1-80 ไร่โดยที่ประชุมเห็นควรไม่เรียกเก็บค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดิน 3.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ กรณีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อเป็นที่ตั้งวัดป่าบ้านนาไฮ ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุดรธานี สำหรับใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ เนื้อที่ประมาณ 68-3-75 ไร่ โดยที่ประชุมเห็นควรไม่เรียกเก็บค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดิน

4.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบกรณีวัดป่าดงสุวรรณาราม ขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อเป็นที่ตั้งวัดป่าดงสุวรรณาราม ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุดรธานี สำหรับใช้เป็นสถานที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นพุทธอุทยานซึ่งเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ เนื้อที่ประมาณ 41-2-36 ไร่ โดยที่ประชุมเห็นควรไม่เรียกเก็บค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดิน 5.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ ไม่ประสงค์จะนำที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแต่พลเมืองเลิกใช้ร่วมกันแล้วมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินตลอดไป แปลง “ที่วัดเก่าสาธารณประโยชน์” ต.ภูผาหมอก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บางส่วน เนื้อที่ประมาณ 0-3-04 ไร่ เพื่อให้ อบต.ภูผาหมอก ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโคกขามป้อมบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 0-3-04 ไร่ และนำเสนอคปก.พิจารณาอนุมัติไม่ประสงค์จะนำที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่พลเมืองเลิกใช้ร่วมกันแล้วมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตลอดไป เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยนำไปอนุญาตให้ทบวงการเมืองใช้ตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

6.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ กรณีบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ขออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดตราด เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ ใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อประกอบกิจการในเขตปฏิรูปที่ดิน ปรับลดความสูงของเนินดินบริเวณทางวิ่ง 05 ทางด้านทิศใต้ของสนามบิน การเห็นชอบแผนการจัดทำกิจกรรมเพื่อรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในชุมชนเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน และการอนุมัติให้กำหนดวงเงินหลักประกัน โดยให้นำความเห็นและผลการพิจารณาเสนอ คปก.พิจารณาให้ความยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์

‘กรมฝนหลวง’ร่วมพิธีถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788518

'กรมฝนหลวง'ร่วมพิธีถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

‘กรมฝนหลวง’ร่วมพิธีถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.16 น.

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 08.00 น.นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และนายวีรวัฒน์ อังศุพาณิชย์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เข้าร่วมพิธีถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแต่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ บริเวณด้านหน้าอาคารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนินนอก เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยเพื่อเกษตรกรและพสกนิกรชาวไทย เป็นการรักษาเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่เป็นสถาบันที่เคียงข้างประชาชนชาวไทย และอยู่คู่กับประเทศชาติตลอดไป

– 006

‘กรมการข้าว’ร่วมพิธีถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788517

'กรมการข้าว'ร่วมพิธีถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

‘กรมการข้าว’ร่วมพิธีถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.13 น.

“กรมการข้าว​”ร่วมพิธีถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

เมื่อวันที่​ 21 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 08.00 น. นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว​ พร้อมด้วย​ นายชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์​ นนทรีย์​ รองอธิบดีกรมการข้าว​ นำคณะผู้บริหาร​ ข้าราชการ​ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว​ เข้าร่วมพิธีถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทยเพื่อเกษตรกรและพสกนิกรชาวไทย และเป็นการรักษาเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่เป็นสถาบันที่อยู่เคียงข้างประชาชนชาวไทย และอยู่คู่กับประเทศประเทศชาติตลอดไป

โดยกิจกรรมในครั้งนี้มี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน พร้อมด้วย นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร  อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีถวายความจงรักภักดีฯ ณ บริเวณหน้าอาคาร 1 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

– 006

เกษตรฯ-FAOมุ่งความมั่นคงทางอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788422

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือร่วมกับนายฉู ตง หยู ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture
Organization of the United Nations : FAO) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการเกษตรและอาหารของประเทศไทย และหารือความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย และ FAO

สำหรับการหารือครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเกษตรและอาหารที่ประเทศไทยมีศักยภาพให้แก่ประเทศอื่นๆ โดยจำเป็นต้องร่วมมือด้านวิชาการและเทคโนโลยีกับ FAO ในหลายๆ เรื่อง และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนแก่เกษตรกรรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพ นอกจากนี้ยังเห็นความสำคัญของผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อภาคเกษตร จึงร่วมมือกับหน่วยงานในระดับนานาชาติ ทั้งด้านการศึกษา การวิจัยและการพัฒนา รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเตรียมความพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูลต่างๆ กับองค์กรระหว่างประเทศ และประเทศอื่นๆ ในการฝ่าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนในอนาคต

ส่วนองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ชื่นชมถึงการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่สนับสนุนโครงการต่างๆ ของ FAO เป็นเวลากว่า 70 ปี และขอบคุณที่ให้การสนับสนุนสำนักงาน FAO ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และพร้อมสนับสนุนประเทศไทยในการถ่ายถอดความรู้และประสบการณ์ที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะด้านดินและน้ำ ซึ่งสืบเนื่องจากพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยจะมีข้อริเริ่มจัดการประชุมนานาชาติด้านดินและน้ำในประเทศไทย ในฐานะที่ไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงาน FAO ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยจะประสานงานกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

‘ธรรมนัส’จัดทำสำมะโนฯ ใช้ฐานข้อมูลพัฒนาภาคเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788423

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงผลการทำสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2566 ที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล สำหรับการทำสำมะโนการเกษตรครั้งที่ 7 พ.ศ. 2566 เป็นการบูรณาการร่วมกันของ 2 กระทรวง ในการพัฒนาฐานข้อมูลสถิติทางการเกษตรให้เกิด Big Data ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ครอบคลุมทุกมิติ สามารถนำมาใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบายต่างๆ เพื่อพัฒนาภาคการเกษตร

ในส่วนกระทรวงเกษตรฯ มีแนวทางขับเคลื่อนนโยบายสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรให้มีศักยภาพและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเสริมเกราะความแกร่งและความมั่นคงให้เกษตรกรไทย โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตรมาใช้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตร ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งมีเป้าหมายหลัก “เกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ตามนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เร่งแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ซึ่งได้ยกระดับการช่วยเหลือโดยมีแนวทางการสร้างและขยายโอกาสบริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรเปลี่ยนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอดอาชีพด้านเกษตร

สำหรับการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร คณะกรรมการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการพักชำระหนี้ ได้ชู “โครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ 3 เพิ่ม 3 สร้าง ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ ธ.ก.ส.ซึ่งได้รับการพักชำระหนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2566 เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพและฟื้นฟูลูกหนี้ ธ.ก.ส.กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับพักชำระหนี้ โดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรม ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาต่อยอดการประกอบอาชีพ

นอกจากนี้ยังมีนโยบายที่ตั้งเป้าหมายให้ “เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าภายใน 4 ปี” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูง พัฒนาทรัพยากรเกษตร ให้ยั่งยืน เพื่อให้ภาคเกษตรไทยคือผู้นำสินค้าเกษตรในตลาดโลก ซึ่งหนึ่งในนโยบายสำคัญ คือ 1.การยกระดับสินค้าเกษตร เสริมศักยภาพเกษตรกร ผลักดันส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรสร้าง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง 2.การจัดการทรัพยากรทางการเกษตร ส่งเสริมการทำเกษตรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Go Green) ด้วย BCG/Carbon Credit เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 3.การอำนวยความสะดวกด้านการเกษตร โดยสร้างระบบประกันภัยเกษตรกรไทยสุขใจถ้วนหน้า และการบริการทางการเกษตร

รองปลัดฯร่วมถก อนุกรรมการแผนฯ กองทุนจัดรูปที่ดิน เห็นชอบ 3 ประเด็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788420

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดิน ครั้งที่ 1/2567
โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม มีผลสรุป ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบร่างมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน ครั้งที่ 3 ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะทำงานพิจารณาศึกษามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนจัดรูปที่ดิน (ตามคำสั่งคณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดอัตรา หลักเกณฑ์ และวิธีการเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมและการจัดรูปที่ดิน
ที่ 8/2561) ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดอัตรา หลักเกณฑ์ และวิธีการเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมและการจัดรูปที่ดิน พร้อมนำเสนอคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลางเพื่อพิจารณา 2.รับทราบรายงานสถานะเงินกองทุนจัดรูปที่ดิน

3.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ แผนงานและโครงการจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม ปี 2567 (เงินเหลือจ่าย ครั้งที่ 1) ประกอบด้วย งานก่อสร้างจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม งานปรับปรุงจัดรูปที่ดิน งานปรับปรุงจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม งานซ่อมแซมจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม ค่าออกโฉนดที่ดินตกค้าง และโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและการผลิตในแปลงเกษตร รวมวงเงินทั้งสิ้น 14,186,120 บาท เพื่อให้การใช้งบประมาณเหลือจ่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามนโยบายการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลที่กำหนดไว้

ได้ข้อสรุปที่ดิน ส.ป.ก.เขาใหญ่ เห็นพ้องหากติดกรมอุทยานฯ ห้ามจัดสรรให้ประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788251

ได้ข้อสรุปที่ดิน ส.ป.ก.เขาใหญ่ เห็นพ้องหากติดกรมอุทยานฯ ห้ามจัดสรรให้ประชาชน

ได้ข้อสรุปที่ดิน ส.ป.ก.เขาใหญ่ เห็นพ้องหากติดกรมอุทยานฯ ห้ามจัดสรรให้ประชาชน

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 13.22 น.

“ธรรมนัส” ถก “พัชรวาท” ได้ข้อสรุปที่ดิน ส.ป.ก.เขาใหญ่ เห็นพ้องหากเป็นพื้นที่รอยต่อติดกรมอุทยานฯ ไม่ควรจัดสรรประชาชน เสี่ยงก่อปัญหาในอนาคต เล็งวางกรอบ เผยรอกรมแผนที่ทหารชี้ขาด หากอยู่ในเขตอุทยานฯ เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. โดนแน่

วันที่ 20 ก.พ.67 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังหารือกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีปัญหาพิพาทจุดหมุดนิรนาม ส.ป.ก. 4-01 ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่มีการทับซ้อนกัน 3 หน่วยงาน ทั้งกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ และ ส.ป.ก. โดยยืนยันว่าแต่ละหน่วยงานต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งทั้ง 2 กระทรวงต้องมาแก้ปัญหา ต้องยึดตามหลักกฎหมาย โดยกรมแผนที่ทหาร เป็นเจ้าภาพในการเดินหน้าแบ่งเขตแนวที่ดินของรัฐ หรือ วันแมพ ข้อพิพาทเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าพื้นที่ข้อพิพาทอยู่ในเขตกรมอุทยาน หรือเขตปฏิรูปที่ดิน พร้อมทั้งนำภาพถ่ายทางอากาศมาประกอบโดยเฉพาะหลักสภาพความเป็นจริง เนื่องจากการจัดสรรที่ดินต้องมีกรอบและหลักการที่ชัดเจน ซึ่งพื้นที่ที่เป็นรอยต่อระหว่างกรมอุทยาน และ ส.ป.ก. หากจัดสรรให้กับชาวบ้าน ปัญหาความรับผิดชอบก็ไม่พ้นรัฐบาล เช่นกรณีสัตว์ป่าบุกรุกที่ทำกินของชาวบ้าน

“ในความคิดของผม คิดว่าไม่ควรจัดสรรพื้นที่แบบนี้ให้ชาวบ้าน เพราะเสี่ยงที่ชาวบ้านจะรุกล้ำพื้นที่ของกรมอุทยาน ผมในฐานะประธานคณะกรรมการจัดสรรการปฏิรูปที่ดิน จะตั้งกรอบออกเป็นแนวทางการจัดสรรที่ดิน โดยจะระบุเอาไว้ว่า พื้นที่ตรงไหนที่เป็นเขตรอยต่อกับกรมอุทยานห้ามนำมาจัดสรร ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาโดยยั่งยืน และจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี แต่ขณะนี้ทั้ง 2 กระทรวงเห็นตรงกัน ขอรอกรมแผนที่ทหารชี้ขาด ซึ่งถ้าพิสูจน์ทราบว่าเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก. แล้ว จะทำเป็นป่าชุมชน ไม่จัดสรรให้ทำกิน”

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในการออก ส.ป.ก. โดยเลขาฯ ส.ป.ก.ได้สั่งย้ายเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.นครราชสีมา เพื่อความสบายใจของคณะกรรมการสอบสวน โดยตอนนี้อยู่ระหว่างสอบสวน ยังไม่ได้ระบุความผิด แต่หากมีความผิดจริงก็ไม่ละเว้น เพราะถือว่าประพฤติชั่วร้ายแรง และเป็นความผิดอาญาตามมาตรา 157 รวมถึงวินัยร้ายแรงถึงขั้นไล่ออก

เมื่อถามว่า มีความพยายามโยงให้เป็นเรื่องการเมือง ให้เป็นความขัดแย้งระหว่าง ร.อธรรมนัส กับ พล.ต.อ.พัชรวาท นั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เมื่อวานนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้โทรมาหาตนแล้วโดยให้ 2 กระทรวง ไปหารือกันถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ที่ผ่านมาก็มีการหารือกับ พล.ต.อ.พัชรวาท มาโดยตลอดยืนยันว่าไม่มีข้อพิพาทใดๆ

“ผมกับพี่ป๊อด นับถือเหมือนพี่น้อง และเป็นผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือมาก และผมมีสัมมาคารวะ ส่วนจะแจ้งความนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช​ กรณีไปถอดหมุดหรือไม่นั้น ต้องรอกรมแผนที่ทหารชี้ขาด ว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของหน่วยงานใด หากเป็นพื้นที่ของกรมอุทยาน เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. โดนแน่ ซึ่งโดยอำนาจหน้าที่ตอนนี้ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม เป็นประธานในการเดินหน้าแนวเขตที่ดินของรัฐ หรือ วันแมพ และมอบหมายให้กรมแผนที่ทหารซึ่งมีเครื่องมือทุกอย่าง ซึ่งต้องฟังจากกรมแผนที่ทหาร”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

มิลค์บอร์ดเห็นชอบปรับราคาน้ำนมดิบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788197

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) ครั้งที่ 1/2567 ว่าคณะกรรมการโคนมฯ(มิลค์บอร์ด) มีมติเห็นชอบเรื่อง ทบทวนการขออนุมัติปรับเพิ่มราคาน้ำนมดิบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโคนม ตามมติคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมครั้งที่ 5 /2566 คือ 1.ให้ออกประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม เรื่อง ราคากลางรับซื้อน้ำนมโคหน้าโรงงานแปรรูปและผลิตภัณฑ์นมพ.ศ.2567 โดยปรับราคากลางรับซื้อน้ำนมโคหน้าโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม จากเดิมกิโลกรัมละ 20.50 บาท เป็นกิโลกรัมละ 22.75 บาท และ 2.ให้ออกประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม เรื่อง ราคากลางรับซื้อน้ำนมโค ที่ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ พ.ศ.2567 โดยปรับราคากลางรับซื้อน้ำนมโค ที่ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ จากเดิมกิโลกรัมละ 19 บาท เป็นกิโลกรัมละ 21.25 บาท

ขณะเดียวกัน ได้รับทราบความก้าวหน้าผลการดำเนินงานโครงการช่วยเหลือเกษตรกรของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม พิจารณาช่วยเหลือเพื่อลดต้นทุนผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมติคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ครั้งที่ 5 /2566 คือ 1.กรมปศุสัตว์ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมหารือ (ร่าง) โครงการลดต้นทุนและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมดิบ แนวทางรายละเอียดในประเด็นแหล่งเงินกู้และคุณสมบัติของกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้โครงการมีความสมบูรณ์ในร่างรายละเอียดมากขึ้น และ 2.การประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ครั้งที่ 1/2567 ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) โครงการช่วยเหลือเกษตรกรโคนม ภายใต้วิกฤตอาหารสัตว์ราคาแพง

รมช.เกษตรฯฟื้นฟู ‘ท่าเรืออ่าวสะพลี’ ขนสินค้าทางทะเล ยกระดับท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788198

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง ต.สะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ท่าเทียบเรืออ่าวสะพลี อ.ปะทิว จ.ชุมพร

นายอนุชา กล่าวว่า ท่าเทียบเรือแห่งนี้ ก่อสร้างตั้งแต่ปี 2539 ปัจจุบันมีสภาพชำรุดทรุดโทรมจากสภาพภูมิอากาศและการใช้งานเป็นระยะเวลายาวนาน และยังเป็นสถานที่สำหรับขนถ่ายสินค้าทางทะเลที่สำคัญของ ต.สะพลี และพื้นที่ใกล้เคียง สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจชุมชน ในการขนส่งอาหารทะเลไปยังพื้นที่ต่างๆ ของ จ.ชุมพร ปัจจุบันมีเรือประมงที่ขึ้นขนถ่ายสินค้า 200 ลำ ซึ่งชาวประมง อ.สะพลี ได้นำสินค้าขึ้นเทียบเรือเป็นระยะเวลายาวนาน และยังมีชายหาดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง คือหาดทุ่งวัวแล่น ซึ่งมีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก

“เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจชุมชนได้พัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง สร้างงาน สร้างรายได้ ให้พี่น้องชาวประมงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัด เพื่อของบประมาณในการปรับปรุง แก้ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงโดยเร็วที่สุด และจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาของพี่น้องชาวประมงให้ประสบผลสำเร็จ” นายอนุชา กล่าว